นักบินอวกาศ ISS เดินทางกลับถึงโลกแล้ว หลังประจำการสถานีอวกาศนานาชาติ 6 เดือน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2722629

นักบินอวกาศ ISS เดินทางกลับถึงโลกแล้ว หลังประจำการสถานีอวกาศนานาชาติ 6 เดือน

5 ก.ย. 2566 08:35 น.

นักบินอวกาศ ISS เดินทางกลับถึงโลกแล้ว หลังประจำการสถานีอวกาศนานาชาติ 6 เดือน

นักบินอวกาศ 4 คน เดินทางกลับถึงโลกอย่างปลอดภัยแล้ว ด้วยแคปซูลของบริษัทสเปซเอ็กซ์ หลังประจำการอยู่บนสถานีอวกาศนานาชาตินานถึง 6 เดือน

เมื่อวันที่ 4 ก.ย. 2566 นักบินอวกาศ 4 คน ที่ปลดประจำการจากสถานีอวกาศนานาชาติ หรือไอเอสเอส ได้เดินทางกลับมาถึงโลกแล้ว ด้วยแคปซูล Crew Dragon ของบริษัทสเปซเอ็กซ์ ที่ร่อนจากร่มชูชีพลงมา ที่มหาสมุทรแอตแลนติก นอกชายฝั่งรัฐฟลอริดา ของสหรัฐฯ ขณะที่ก่อนหน้านี้ สภาพอากาศที่ไม่เป็นใจทำให้ต้องเลื่อนการเดินทางกลับสู่โลกเป็นเวลา 1 วัน

โดยผู้ที่เดินทางกลับมาจากอวกาศครั้งนี้ได้แก่ สตีเฟน โบเวน และ วอร์เรน โฮเบิร์ก จากองค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติ หรือ นาซ่า นายแอนดรีย์ เฟดเยฟ นักบินอวกาศชาวรัสเซีย และซุลตาน อัล-เนยาดิ นักสำรวจอวกาศจากสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ซึ่งพวกเขาได้ใช้เวลา 6 เดือนประจำการอยู่ที่สถานีอวกาศไอเอสเอส โดยอัล-เนยาดิ สร้างสถิติในฐานะชาวอาหรับคนแรกที่เดินทางสู่อวกาศเป็นระยะเวลานาน.

กรมพัฒนาฯทำแอปฯรู้จริงพืชดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/754490

วันอังคาร ที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายปราโมทย์ ยาใจ อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน กล่าวว่า ปัจจุบันเกษตรกรหลายพื้นที่ต้องแบกรับภาระต้นทุนในการซื้อปุ๋ยเคมีมาใช้ จึงมีแนวทางบรรเทาความเดือดร้อนของเกษตรกร ส่งเสริมให้เกษตรกรเน้นการใช้ปุ๋ยในปริมาณที่เหมาะสมและมีประสิทธิภาพ ตรงกับความต้องการของพืชแต่ละชนิดรวมถึงลักษณะของดิน เพื่อลดต้นทุนการผลิตให้แก่เกษตรกร จึงคิดค้น นวัตกรรม รู้จริง พืช ดิน ปุ๋ย จากฐานข้อมูลความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรดินทั่วประเทศ ร่วมกับค่าความต้องการธาตุอาหารของพืชจากกรมวิชาการเกษตร ซึ่งสามารถให้คำแนะนำปุ๋ยได้อย่างเหมาะสมกับชนิดพืชและสามารถลดต้นทุนการผลิตสำหรับพืชเศรษฐกิจ

จากผลสำเร็จงานวิจัยสู่นวัตกรรม โดย นายยุทธศาสตร์ อนุรักติพันธุ์ ผอ.กองวิจัยและพัฒนาการจัดการที่ดิน กรมพัฒนาที่ดิน ร่วมกับกรมวิชาการเกษตร พัฒนานวัตกรรมรู้จริง พืช ดิน ปุ๋ย ด้วยฐานข้อมูลความอุดมสมบูรณ์ของดินและความต้องการธาตุอาหารของพืชจนเป็น แอปพลิเคชั่น รู้จริง พืช ดิน ปุ๋ย (Thai Soil Fertility Management : TSFM) สามารถให้คำแนะนำการจัดการดินและปุ๋ยได้อย่างเหมาะสมสำหรับพืชเศรษฐกิจ 63 ชนิด ครอบคลุมพื้นที่เพาะปลูก 77 จังหวัด 923 อำเภอ 7,425 ตำบลสามารถเลือกผสมปุ๋ยใช้เองได้ถึง 51,256 สูตร พร้อมค่าใช้จ่ายที่ลดลงจากการใช้ปุ๋ยแต่ละสูตร เป็นทางเลือกให้แก่เกษตรกร

ทั้งนี้ สามารถดาวน์โหลดผ่านทางสมาร์ทโฟนได้ทั้งระบบ Android และIOS โดยลงทะเบียนครั้งเดียว กรอกรายละเอียดให้ครบถ้วนเท่านั้น “นวัตกรรมรู้จริง พืช ดิน ปุ๋ย” แอปพลิเคชั่นที่ให้คำแนะนำการใช้ปุ๋ยให้เหมาะสมตามความต้องการของพืชตรงตามสภาพดินที่ครบถ้วน แม่นยำ รู้ผลไว ใช้งานง่ายช่วยลดต้นทุนการใช้ปุ๋ย ลดการตกค้างจากสารเคมีในดิน ช่วยรักษาทรัพยากรดินและช่วยลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก ส่งผลดีต่อคุณภาพชีวิตเกษตรกรและสิ่งแวดล้อมด้วย

‘มนัญญา’เปิดงาน แก้ไขหนี้สหกรณ์ หนุนสร้างรายได้ สมาชิกกลุ่มเกษตร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/754492

วันอังคาร ที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

น.ส.มนัญญา ไทยเศรษฐ์ รมช.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวในโอกาสเปิดโครงการแก้ไขปัญหาหนี้ค้างชำระของสมาชิกสหกรณ์ใน จ.นราธิวาส ที่สหกรณ์นิคมปิเหล็ง จำกัด ต.มะรือโบออก อ.เจาะไอร้อง จ.นราธิวาส พร้อมด้วย นายวิศิษฐ์ ศรีสุวรรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ ว่ามีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างการรับรู้แนวทางแก้ไขปัญหาหนี้ค้างชำระของสหกรณ์ภาคการเกษตรและกลุ่มเกษตรกร เสริมสร้างองค์ความรู้ในการบริหารจัดการสินเชื่อให้มีประสิทธิภาพ และส่งเสริมอาชีพเพื่อสร้างรายได้ให้แก่สมาชิก ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายของกระทรวงเกษตรฯ ในการบรรเทาและแก้ไขปัญหาหนี้สินของสมาชิกสหกรณ์ภาคการเกษตรและกลุ่มเกษตรกร พัฒนาคุณภาพชีวิตสมาชิกสหกรณ์/กลุ่มเกษตรกรด้วยระบบสหกรณ์ ให้มีความสามารถในการบริหารหนี้สินของตนเอง ผ่านกลไกการให้บริการของสหกรณ์หรือกลุ่มเกษตรกรที่ตนเองสังกัด รวมทั้งส่งเสริมและสนับสนุนสมาชิกสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรให้มีองค์ความรู้ในการประกอบอาชีพ

ในโอกาสนี้ น.ส.มนัญญา ได้มอบหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในที่ดินของนิคมสหกรณ์ (กสน.3) และหนังสือแสดงการทำประโยชน์ (กสน.5) ให้แก่สมาชิกสหกรณ์นิคมปิเหล็ง จำกัด และสหกรณ์นิคมบาเจาะ จำกัด 40 ราย พร้อมเยี่ยมชมบูธแสดงผลผลิตสินค้าของผู้แทนกลุ่มอาชีพในสังกัดสหกรณ์นิคมปิเหล็ง จำกัด เช่น เกษตรกรผู้ปลูกผักปลอดสารพิษ เกษตรกรผู้ทำการเกษตรผสมผสานเกษตรกรผู้ทำสวนผลไม้ รวมทั้งผลิตภัณฑ์อื่นๆ จากเกษตรกรผู้ทำนาข้าว เป็นต้น

รองปลัดฯร่วมประชุม คกก.โครงการเกษตรวิชญา1/66

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/754494

วันอังคาร ที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายเศรษฐเกียรติ กระจ่างวงษ์ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร่วมประชุมคณะกรรมการโครงการเกษตรวิชญา ครั้งที่ 1/2566 โดยมีนายจรัลธาดา กรรณสูต องคมนตรี เป็นประธาน ร่วมกับ พล.อ.กัมปนาท รุดดิษฐ์ องคมนตรี นายปราโมทย์ ยาใจ อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน และผู้แทนหน่วยงานต่างๆ เข้าร่วมประชุม โดยที่ประชุมรับทราบความก้าวหน้าประเด็นต่างๆ ได้แก่ 1.ผลการปรับปรุงเขตการใช้ประโยชน์ที่ดินโครงการเกษตรวิชญา ปี 2565, 2.การจัดทำแผนปฏิบัติการโครงการเกษตรวิชญา ระยะ 5 ปี(พ.ศ. 2566 -2570) 3.การปรับผังแปลงเพาะปลูกในพื้นที่จัดสรรให้เกษตรกรทำกิน 4.การดำเนินงานร่วมกับโครงการหลวง และสถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง 5.การส่งเสริมให้มีการปลูกพืชเศรษฐกิจร่วม ตามโครงการสร้างป่าสร้างรายได้ และ 6.การบริหารจัดการน้ำ

นอกจากนี้ ที่ประชุมยังรับทราบผลการดำเนินงานโครงการเกษตรวิชญา ประจำปี 2565 โดยมีการปฏิบัติงานในพื้นที่โครงการ 4 ส่วน ได้แก่ พื้นที่ป่าไม้ พื้นที่ธนาคารอาหารชุมชน พื้นที่ศูนย์สาธิตการเรียนรู้เกษตรบนพื้นที่สูง และพื้นที่จัดสรรให้เกษตรกรทำกิน อีกทั้งยังรับทราบความก้าวหน้าการดำเนินงานโครงการเกษตรวิชญาประจำปี 2566 โดยมีผลการดำเนินงานในพื้นที่ทั้ง 4 ส่วน เป็นไปตามแผนงานที่กำหนด และสอดคล้องกับแผนปฏิบัติการโครงการเกษตรวิชญา ระยะ 5 ปี (พ.ศ. 2566-2570) ซึ่งมีผลการดำเนินงานในภาพรวมเฉลี่ยร้อยละ 91.96 และแบ่งตามพื้นที่ ได้แก่ พื้นที่ป่าไม้ ร้อยละ 89.28 พื้นที่ธนาคารอาหารชุมชน ร้อยละ 96.11 พื้นที่ศูนย์สาธิตการเรียนรู้เกษตรบนพื้นที่สูง ร้อยละ 89.03 และพื้นที่จัดสรรให้เกษตรกรทำกิน ร้อยละ 93.40

นายเศรษฐเกียรติกล่าวว่า ที่ประชุมมีมติเห็นชอบการปรับแผนปฏิบัติการโครงการเกษตรวิชญา ระยะ 5 ปี (พ.ศ. 2566-2570) ซึ่งมีแนวทางการดำเนินงาน ได้แก่ 1.การจัดทำโรงกรองน้ำอย่างง่าย เพื่อใช้ในการกรองน้ำก่อนส่งเข้าระบบกระจายน้ำรายแปลง 2.ส่งเสริมให้เกษตรกรเข้าสู่ระบบการผลิตของโครงการหลวง และสถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง (องค์การมหาชน) (สวพส.) 3.ส่งเสริมการรวมกลุ่มเกษตรกรในรูปแบบสหกรณ์ เพื่อการแปรรูป การพัฒนาผลิตภัณฑ์ และการตลาด 4.ส่งเสริมการใช้ปุ๋ยอินทรีย์ลดการใช้ปุ๋ยเคมีทางการเกษตร 5.ส่งเสริมการผลิตเกษตรแบบเกษตรปลอดภัยทุกราย และ 6.ประสานขอรับการสนับสนุนระบบไฟฟ้าภายในแปลง และมีมติเห็นชอบการพัฒนาเกษตรกรต้นแบบโครงการเกษตรวิชญา โดยขอรับการสนับสนุนจาก สวพส.และมูลนิธิโครงการหลวง ปี 2567-2570 ปีละ 15 ราย

ทั้งนี้ นายจรัลธาดา กรรณสูต และ พล.อ.กัมปนาท รุดดิษฐ์ ได้ให้คำแนะนำในการอบรมเพิ่มความรู้ให้เกษตรกรเพื่อเพิ่มรายได้ในการประกอบอาชีพ โดยเน้นการส่งเสริมการเพาะปลูกพืชชนิดอื่นทดแทนการปลูกหอมหัวใหญ่ เช่น กุหลาบ และชา เป็นต้น ตลอดจนการพัฒนาพื้นที่เป็นแหล่งท่องเที่ยว และเน้นย้ำให้ติดตามตรวจสอบมาตรฐาน GAP ให้สามารถผลิตได้สินค้าเกษตรได้ตรงตามมาตรฐานที่กำหนด

‘ธรรมนัส’ลงพื้นที่เมืองคอน ลุยแก้ปัญหามังคุดตกต่ำ แฉรู้ข้อมูลเบื้องลึกโยงทุบราคา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/754518

'ธรรมนัส'ลงพื้นที่เมืองคอน ลุยแก้ปัญหามังคุดตกต่ำ แฉรู้ข้อมูลเบื้องลึกโยงทุบราคา

‘ธรรมนัส’ลงพื้นที่เมืองคอน ลุยแก้ปัญหามังคุดตกต่ำ แฉรู้ข้อมูลเบื้องลึกโยงทุบราคา

วันจันทร์ ที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2566, 21.53 น.

“ผู้กองธรรมนัส”บินด่วนลงพื้นที่เมืองคอน แก้ราคามังคุดตกต่ำ หลังชาวสวนเททิ้งกลางถนนประชด เผยมีข้อมูลเบื้องลึกโยงทุบราคา เตรียมตั้งคณะกรรมการแก้ไขปัญหาในระยะยาว ขณะที่ส.ส.ภูมิใจไทย เตรียมเสนอญัตติด่วนเข้าสภาฯ

จากกรณีเกษตรกรชาวสวนมังคุด อ.พรหมคีรี จ.นครศรีธรรมราชสุดทนที่ราคามังคุดตกต่ำเหลือเพียงกก.ละ 5 บาท สร้างความเดือดร้อนไปทั่วจนต้องนำผลไม้มังคุดจำนวนกว่า2ตันไปเททิ้งบนถนนเพื่อประชดราคาตกต่ำสุดขีด บนถนนสายนครศรีธรรมราช-นบพิตำ หน้าที่ว่าการอำเภอพรหมคีรี จ.นครศรีธรรมราชเมื่อเร็วๆนี้นั้น จนหลายฝ่ายตื่นตัวเข้ามาแก้ไขแต่สถานการณ์ราคามังคุดยังไม่ดีขึ้นนั้น

ล่าสุดเย็นวันนี้ ( 4 ก.ย.) ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรและสหกรณ์ พร้อมคณะลงพื้นที่ อ.พรหมคีรี จ.นครศรีธรรมราช พบปะเยี่ยมเยียนรับทราบปัญหาราคามังคุดตกต่ำกับเกษตรกรชาวสวนมังคุด จ.นครศรีธรรมราช โดยมีนายอภินันท์   เผือกผ่อง ผวจ.นครศรีธรรมราช และรองอธิบดีกรมการค้าภายในและนายอำเภอพรหมคีรี,จนท.พาณิชย์จังหวัดนครศรีธรรมราช พร้อมพี่น้องเกษตรกรชาวสวนมังคุดในพื้นที่ อ.พรหมคีรี ให้การต้อนรับ  โดยจุดแรกพบพี่น้องเกษตรกรชาวสวนมังคุดที่อาคารเอนกประสงค์เทศบาลตำบลพรหมโลก อ.พรหมคีรี ทั้งนี้เพื่อรับทราบปัญหาที่แท้จริงและเพื่อประเมินสถานการณ์ด้านปริมาณ ราคา และวางแผนหาแนวทางช่วยเหลือเกษตรกรชาวสวนมังคุดอย่างเร่งด่วน เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของพี่น้องชาวสวนมังคุดต่อไป

โดยพื้นที่ประสบปัญหาราคามังคุดตกต่ำ ได้แก่ อำเภอเมืองนครศรีธรรมราช อำเภอพรหมคีรี อำเภอชะอวด อำเภอร่อนพิบูลย์ อำเภอพระพรหม อำเภอลานสกา ซี่งมาตรการเร่งด่วนในการแก้ไขปัญหามังคุดราคาตกต่ำ สรุปความได้  1.ส่งเสริมการขายตรงและขายผ่านระบบออนไลน์ช่วยชาวสวนรายย่อย 2.เร่งเปิดจุดปลายทางเพิ่มขึ้น ทั้งห้างท้องถิ่น และโมบายพาณิชย์ เพื่อช่วยระบายผลผลิต 3.ให้มีการจัดการผลผลิตต่อเนื่อง มีการแปรรูปมังคุดเพื่อเพิ่มมูลค่า เช่น มังคุดกวน น้ำมังคุด  ทำเครื่องสำอาง เป็นต้น 4.ส่งเสริมให้ชาวสวนทำมังคุดคุณภาพให้ตรงกับความต้องการของตลาด5.ส่งเสริมการรวมกลุ่มแปลงใหญ่มังคุด ให้มีการประมูลผลผลิตของสมาชิก เพื่อเพิ่มอำนาจต่อรองทางการตลาด

ขณะที่นางมุกดาวรรณ เลื่องสีนิล สส.พรรคภูมิใจไทย เขต 8 นครศรีธรรมราช เผยว่า อยากให้มีตลาดกลางมังคุด ต่อไปมังคุดของเราจะต้องมารอให้ผู้ประกอบการ หรือ ผู้มาซื้อให้มาถามเราว่าจะขายราคาเท่าไหร่ ไม่ใช่ให้เรามาถามว่าคุณจะซื้อราคาเท่าไหร่ เราจะแก้ปัญหาจุดนี้ให้ได้  ภายในฤดูกาลหน้าเราจะเริ่มกันเลย แลตนได้ติดต่อกับเจ้าของสวนมังคุดมาตลอด จะให้การอุแลในเรื่องนี้ ตอนนี้อยู่ในขั้นตอนของการนำปัญหาเข้าสู่รัฐสภาเพื่อเสนอญัตติการแก้ปัญหาด้านผลผลิตของเกษตรกร พืชเกษตร ตกต่ำ เพื่อแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบโดยการจัดตั้งกรรมาธิการวิสามัญในเรื่องนี้ขึ้น 

ด้านร.อ.ธรรมนัส ให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวว่า ก่อนที่จะเดินทางมาที่นี้ ตนมีข้อมูลเชิงลึกอยู่แล้วในเรื่องของปัญหาของพี่น้องเกษตรกรซึ่งไม่ใช่เฉพาะมังคุด   แต่พี่น้องเกษตรกรชาวสวน อ.พรหมคีรี เรื่องมังคุดเรื่องล้งเป็นเรื่องใหญ่ ถามว่าจะต้องแก้ยังไงผมขอเอาข้อมูลทั้งหมดไปปรึกษากับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ในวันศุกร์นี้ว่าเราจะมีมาตรการควบคุมและแก้ปัญหาอย่างไร

ผู้สื่อข่าวถามว่า กรณีขบวนการทุบราคามังคุดให้ต่ำลงทางรัฐบาลจะแก้ปัญหาอย่างไร ร.อ.ธรรมนัส ตอบว่า อันนี้เป็นปัญหาสำคัญ ซึ่งถามว่าผมมีข้อมูลมั๊ย ผมขอตอบว่ามีข้อมูลครับ แต่การพูดในที่สาธารณะผมไม่ได้พูด แต่ว่าเรื่องก็จะมีการหารือกันและตั้งคณะกรรมการขึ้นมาแก้ไขปัญหา

ผู้สื่อข่าวถามว่า เราจะมีการปรามเจ้าหน้ารัฐบางคนที่มีส่วนทำให้ราคาตกหรือไม่ ร.อ.ธรรมนัส ตอบว่า เราขอตั้งกรรมการในการไต่สวนเรื่องนี้ก่อน และหาข้อเท็จจริงว่ามันเกี่ยวข้องอะไรยังไงต่อไป เราจะไปตัดสินใจโดยไม่มีการสืบสวนสอบสวนก่อนไม่ได้  ผู้สื่อข่าวถามว่าเบื้องต้นมีมูลเกี่ยวกับเรื่องนี้แค่ไหน ร.อ.ธรรมนัส ตอบว่า ตนฟังข่าวมาหลายๆทางแล้วแต่ขอเอาข้อมูลเหล่านี้ไปหาข้อเท็จจริงก่อนว่ามันเป็นยังไง

“เท่าที่ฟังปัญหาจากพี่น้องเกษตรกรหลายกลุ่ม พบว่าปัญหาส่วนใหญ่เกิดจากพี่น้องเกษตรกรรายย่อยที่ไม่ได้เข้าอยู่ในกลุ่ม แต่อันนั้นก็ถือว่าเป็นปัญหาหลักเพราะรายย่อยนั้นเยอะมาก ฉะนั้นเมื่อมีการประมูลต่างๆพี่น้องเกษตรกรรายย่อยเหล่านี้ก็ไม่ได้มีส่วนร่วมได้ประโยชน์จากตรงนี้ ถามว่าจะแก้ปัญหาให้เขายังไง ก็คงต้องแก้ไขปัญหาเร่งด่วนก่อนเราต้องช่วยระบายออกก่อนในตอนนี้ โดยบูรณาการโดยกระทรวงเกษตรฯ และกรมการค้าภายในช่วยระบายออกก่อน ส่วนในเรื่องพี่น้องกลุ่มเกษตรกรรายที่รวมกลุ่มกันไม่น่าจะมีปัญหา ส่วนในเรื่องของราคาเราจะได้ไปหารือกับ รมว.พาณิชย์ก่อนว่าเราจะแก้ไขปัญหาอย่างไร ไม่ใช่ให้ราคามันตกฮวบฮาบ ทั้งๆที่ปลายทางราคาผู้บริโภคยังสูงอยู่ อันนี้เป็นเรื่องใหญ่ที่ต้องช่วยกันแก้ปัญหากันอย่างเร่งด่วนต่อไป”ร.อ.ธรรมนัส กล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานอีกว่า สำหรับข้อมูลของเกษตรจังหวัดนครศรีธรรมราชพบว่า ฤดูกาลนี้ มีผลผลิตมังคุด จำนวน 40,561 ตัน ออกสู่ตลาดแล้วจำนวน 28,110 ตัน (ร้อยละ 70) ที่เหลือ 12,451 ตัน ยังคงทยอยออกสู่ตลาดอย่างต่อเนื่อง โดยปริมาณผลผลิตมากที่สุดอยู่ในช่วงระหว่างวันที่ 21-31 สิงหาคม 2566 มีปริมาณ 6,500 กว่าตัน  ซึ่งกรมการค้าภายในร่วมกับจังหวัดนครศรีธรรมราช โดยสำนักงานพาณิชย์จังหวัดนครศรีธรรมราช ได้รวบรวมมังคุดจากจังหวัดนครศรีธรรมราช ไปเปิดจุดจำหน่ายในกรุงเทพมหานคร ผ่านรถโมบายพาณิชย์ จำนวนทั้งหมด 100 จุด และต่างจังหวัดอีก 120 จุด รวม 220 จุด ปริมาณ 1,100 ตัน เพิ่มทางเลือกให้เกษตรกรในการจำหน่ายมังคุดผ่านช่องทางออนไลน์ โดยได้มอบกล่องใส่ผลไม้ให้กับเกษตรกร จำนวน 35,000 กล่อง โดยสำนักงานฯ ได้จัดสรรให้กลุ่มเกษตรกรและเกษตรกรขายออนไลน์แล้ว โดยมังคุดรุ่นที่ 1 ออกหมดไปแล้ว

ตอนนี้เหลือรุ่นที่ 2 อีกประมาณ 20,000 ตันเศษ ซึ่งจากมาตรการที่กรมการค้าภายในเข้าไปดูดซับผลผลิต 12,950 ตัน จะช่วยเร่งระบายผลผลิตให้กับเกษตรกรอย่างต่อเนื่องต่อไป ณ วันที่ 1 กันยายน 2566 ราคามังคุดคัดเกรดต่าง ๆ – เกรดมันใหญ่ ราคา 33 – 37 บาท/กิโลกรัม  – เกรดมันเล็ก ราคา 23 – 27 บาท/กก. – เกรดผิวกาก/ผิวลาย ราคา 20 บาท/กก. – และเกรดตกไซต์/ผิวดำ ราคา 15 – 17 บาท/กก. และราคาซื้อขาย ณ จุดรับซื้อทั่วไป

ส่วนเกรดมันรวม ราคา 25-30 บาท เกรดคละ 13-20 บาท ส่วนเกรดดำ/ดอก 7-10 บาท ทั้งนี้ ราคาขึ้นอยู่กับคุณภาพผลผลิต ซึ่งการส่งเสริมให้เกษตรกรรวมกลุ่มกันให้เข้มแข็งเพื่อทำมังคุดคุณภาพเป็นเรื่องที่สำคัญมาก และนำผลผลิตมารวมเพื่อใช้ระบบประมูลจะทำให้มีการแข่งขันด้านราคาและเพิ่มอำนาจการต่อรองทำให้สามารถขายผลผลิตได้ในราคาที่สูงขึ้น ประกอบกับผลผลิตมังคุดจังหวัดนครศรีธรรมราชอยู่ในช่วงปลายฤดู ส่วนใหญ่จะมีขนาดเล็กและมีผลกระทบจากฝนตกในพื้นที่จึงมีเนื้อแก้วและยางไหลร่วมด้วย ส่งผลให้คุณภาพและราคาลดลง

‘คณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม’มุ่งพัฒนาคุณภาพชีวิต-สร้างโอกาสเกษตรกรไทย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/754328

‘คณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม’มุ่งพัฒนาคุณภาพชีวิต-สร้างโอกาสเกษตรกรไทย

‘คณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม’มุ่งพัฒนาคุณภาพชีวิต-สร้างโอกาสเกษตรกรไทย

วันจันทร์ ที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2566, 13.32 น.

“คณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม” เกิดขึ้นตามบทบัญญัติในมาตรา 12 แห่ง พ.ร.บ.การปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ. 2518 มีอำนาจหน้าที่และความรับผิดชอบในการกำหนดนโยบาย มาตรการ ข้อบังคับหรือระเบียบเกี่ยวกับการปฏิบัติงานการปฏิรูปที่ดินของ ส.ป.ก. ตลอดจน การควบคุมการบริหารงานของ ส.ป.ก. รวมทั้งอำนาจหน้าที่และความรับผิดชอบ ดังนี้ (1) จัดหาที่ดินของรัฐเพื่อนำมาใช้ในการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม

(2) พิจารณากำหนดเขตปฏิรูปที่ดินตามมาตรา 25 การจัดซื้อหรือเวนคืนที่ดินตามมาตรา 29 และการกำหนดเนื้อที่ที่ดินที่จะให้เกษตรกรหรือสถาบันเกษตรกรเช่าระยะยาว หรือเช่าซื้อตามมาตรา 30 (3) พิจารณาการกำหนดแผนผังและการจัดแบ่งแปลงที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดิน (4) พิจารณาอนุมัติแผนงานและโครงการการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ตลอดจนงบค่าใช้จ่ายของ ส.ป.ก. เสนอรัฐมนตรี (5) พิจารณากำหนดแผนการผลิตและการจำหน่ายผลิตผลเกษตรกรรมในเขตปฏิรูปที่ดิน เพื่อยกระดับรายได้ และคุ้มครองผลประโยชน์ของเกษตรกร หรือสถาบันเกษตรกร

(6) พิจารณากำหนดแผนการส่งเสริม และบำรุงเกษตรกรรมในเขตปฏิรูปที่ดิน รวมถึงการจัดรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ปรับปรุงประสิทธิภาพในการผลิตและคุณภาพผลิตผลเกษตรกรรม ตลอดจนสวัสดิการ การสาธารณูปโภค การศึกษาและการสาธารณสุขของเกษตรกร (7) กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขในการคัดเลือกเกษตรกรและสถาบันเกษตรกร ซึ่งจะมีสิทธิได้รับที่ดินจากการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ตลอดจนแบบสัญญาเช่าและเช่าซื้อที่จะทำกับเกษตรกร หรือสถาบันเกษตรกรผู้ได้รับที่ดิน

(8) กำหนดระเบียบการให้เกษตรกรและสถาบันเกษตรกร ผู้ได้รับที่ดินจากการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมปฏิบัติเกี่ยวกับการเข้าทำประโยชน์ในที่ดินและปฏิบัติตามแผนการผลิตและการจำหน่ายผลิตผลเกษตรกรรม (9) กำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการว่าด้วยการให้เกษตรกรและสถาบันเกษตรกรในเขตปฏิรูปที่ดินกู้ยืมจาก ส.ป.ก. ตลอดจนเงื่อนไขของการกู้ยืมโดยอนุมัติรัฐมนตรี

(10) กำหนดระเบียบเกี่ยวกับการจัดการทรัพย์สินและหนี้สินของเกษตรกรและสถาบันเกษตรกรผู้ได้รับที่ดินจากการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมตลอดจนการควบคุมดูแลกิจการอื่นๆ ภายในเขตปฏิรูปที่ดิน (11) ติดตามการปฏิบัติงานของ ส.ป.ก. ให้เป็นไปตามแผนงานและโครงการที่ได้รับอนุมัติ ตลอดจนกำหนดมาตรการแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นจากการปฏิบัติงาน (12) กำหนดกิจการและระเบียบการอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติงานของ ส.ป.ก. หรือสนับสนุนหรือเกี่ยวเนื่องกับวัตถุประสงค์ของการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม

ล่าสุดเมื่อวันที่ 1 ก.ย. 2566 ที่ผ่านมา มีการประชุมคณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (คปก.) ครั้งที่ 4/2566 ซึ่งที่ประชุม ให้ความเห็นชอบหลักการแนวทางการปรับปรุงหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการอนุญาตให้ใช้ที่ดินหรืออสังหาริมทรัพย์สำหรับกิจการที่เป็นการสนับสนุนหรือเกี่ยวเนื่องกับการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม เนื่องจากระเบียบ คปก. ว่าด้วยหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขในการอนุญาตและการให้ผู้รับอนุญาตถือปฏิบัติในการใช้ที่ดินหรืออสังหาริมทรัพย์สำหรับกิจการที่เป็นการสนับสนุนหรือเกี่ยวเนื่องกับการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ. 2541

ไม่ได้กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขเพื่อรองรับกรณีผู้ได้รับอนุญาตรายเดิมไม่ประสงค์จะทำประโยชน์ในที่ดินหรือถึงแก่ความตาย และมีคู่สมรส บุตร หรือ เครือญาติ หรือทายาทมายื่นคำขออนุญาตไว้เป็นการเฉพาะ รวมทั้งยังไม่มีหลักเกณฑ์รองรับการจัดการทรัพย์สินหรือหนี้สินของผู้ได้รับอนุญาตที่เกิดขึ้นโดยชอบด้วยกฎหมายในระหว่างการใช้ประโยชน์ในที่ดินก่อนการสละสิทธิหรือถึงแก่ความตาย

นอกจากนั้น ยังได้อนุมัติแผนการใช้จ่ายเงินกองทุนการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 วงเงิน 4,010 ล้านบาท เพื่อนำไปแก้ไขปัญหาผู้ไร้ที่ดินทำกิน พัฒนาศักยภาพพื้นที่ในเขตปฏิรูปที่ดินให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล พัฒนาโครงสร้างปัจจัยพื้นฐานที่สำคัญในการประกอบอาชีพเกษตรกรรม เพื่อให้เกษตรกรใช้ประโยชน์ร่วมกัน พร้อมกันนี้ยังได้อนุมัติให้การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) เข้าสำรวจก่อสร้าง หรือดำเนินการใด ๆ เพื่อดำเนินโครงการก่อสร้างทางรถไฟ อันเป็นกิจการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งและระบบโลจิสติกส์ จำนวน 2 โครงการ

ได้แก่ โครงการก่อสร้างทางรถไฟ สายเด่นชัย – เชียงราย – เชียงของ ในเขตปฏิรูปที่ดิน เนื้อที่รวมประมาณ 1,537-3-04 ไร่ และโครงการก่อสร้างทางรถไฟ สายบ้านไผ่ – มหาสารคาม – ร้อยเอ็ด- มุกดาหาร – นครพนม เนื้อที่รวมประมาณ 1,917-3-75 ไร่ เป็นระยะเวลาหนึ่งปี โดย รฟท. จะดำเนินการในพื้นที่ต่าง ๆ โดยแบ่งเป็นช่วงหรือระยะเวลาที่มีการเยียวยาหรือจ่ายค่าชดเชยเกษตรกรแล้ว และในการออกหนังสืออนุญาตหรือให้ความยินยอมจะนำเสนอ คปก. พิจารณาอนุญาตตามกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องต่อไป และในส่วนการเก็บค่าตอบแทนการใช้ประโยชน์ที่ดินและการเก็บค่าหลักประกันเป็นไปตามระเบียบหลักเกณฑ์ที่ ส.ป.ก. กำหนด

ดร.วิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) กล่าวว่า การกำหนดหลักเกณฑ์รองรับการพิจารณาอนุญาตและการจัดการทรัพย์สินหรือหนี้สินในกรณีที่ผู้ได้รับอนุญาตรายเดิมสละสิทธิ โอนสิทธิ หรือถึงแก่ความตาย เป็นไปเพื่อให้เกิดความเหมาะสมและเป็นธรรมแก่เกษตรกร นอกจากนี้ การเพิ่มประเภทกิจการเพื่อรองรับกรณีที่เกษตรกรผู้ได้รับมอบที่ดินจาก ส.ป.ก. ประสงค์จะใช้ที่ดินบางส่วนสำหรับประกอบอาชีพเสริมไว้เป็นการเฉพาะด้วย

โดยการใช้ที่ดินดังกล่าวจะต้องไม่เกินกว่าสัดส่วนที่กำหนดเพื่อมิให้กระทบต่อการใช้ที่ดินเพื่อประกอบอาชีพเกษตรกรรมเป็นหลัก เพื่อเป็นการพัฒนาคุณภาพชีวิตและเพิ่มรายได้ให้แก่เกษตรกรผู้ได้รับที่ดินตามเจตนารมณ์ของกฎหมายว่าด้วยการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม รวมทั้งสอดคล้องกับบริบทและสภาพของสังคมในปัจจุบัน ที่ประชุมได้มีการเห็นชอบในเรื่องของงบบริหารกองทุนฯ ที่จะใช้ในการขับเคลื่อนงานเพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อพี่น้องเกษตรกรอย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล

“นอกจากนี้ ในส่วนของการดำเนินการก่อสร้างทางรถไฟ เป็นส่วนสำคัญในการกระตุ้นการขยายตัวทางเศรษฐกิจในพื้นที่ ช่วยเกษตรกรในการส่งเสริมการจำหน่ายสินค้าและการขนส่งสินค้า ส่งเสริมการจ้างงานและการลงทุน ทั้งในภาคเกษตรและอุตสาหกรรม ส่งเสริมการค้าขายชายแดนระหว่างประเทศ ทำให้เป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพทางด้านเศรษฐกิจ การค้า การเกษตร การท่องเที่ยว และโลจิสติกส์ ทั้งหมดนี้เป็นเครื่องยืนยันความมุ่งมั่นของ ส.ป.ก. ในการทำให้พี่น้องเกษตรกรในเขตปฏิรูปที่ดินอยู่ได้ อยู่ดี มีความสุข ตลอดไป” เลขาธิการ ส.ป.ก. กล่าว

‘กองทุนปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม’อีกที่พึ่งของเกษตรกรไทย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/754326

‘กองทุนปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม’อีกที่พึ่งของเกษตรกรไทย

‘กองทุนปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม’อีกที่พึ่งของเกษตรกรไทย

วันจันทร์ ที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2566, 13.30 น.

“กองทุนปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม” จัดตั้งขึ้นตาม พ.ร.บ.การปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ. 2518 (และที่แก้ไขเพิ่มเติม) โดยในมาตรา 9 และมาตรา 10 กำหนดให้จัดตั้งกองทุนขึ้น ซึ่งมีรายได้มาจาก (1) เงินที่ได้รับจากงบประมาณแผ่นดิน (2) เงินหรือทรัพย์สินอื่นที่ได้รับจากรัฐบาลหรือจากแหล่งต่างๆ ภายในประเทศหรือต่างประเทศ หรือองค์การระหว่างประเทศหรือบุคคลอื่น

(3) เงินที่ได้รับจากกองทุนสงเคราะห์เกษตรกร ตามกฎหมายว่าด้วยกองทุนสงเคราะห์เกษตรกร และ (4) เงิน ดอกผลหรือผลประโยชน์ใดๆ ที่ ส.ป.ก. ได้รับเกี่ยวกับการดำเนินการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม โดยกองทุนนี้ระบุวัตถุประสงค์ไว้ว่า การใช้จ่ายเงินของกองทุนการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมให้กระทำได้เฉพาะการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมตามระเบียบที่รัฐมนตรีกำหนด โดยความเห็นชอบจากกระทรวงการคลัง

ขณะที่ “คณะอนุกรรมการโครงการและการเงินกองทุนการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (อกก.คง.)” เกิดขึ้นตามบทบัญญัติของ ระเบียบคณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ว่าด้วยการจัดทำโครงการที่ใช้เงินกองทุนการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2536 โดยอาศัยมาตรา 19 (12) แห่ง พ.ร.บ.การปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ. 2518 ออกระเบียบนี้ขึ้น ซึ่งในข้อ 12 ของระเบียบฯ ระบุว่า การเสนอโครงการ ให้หน่วยงานของรัฐที่รับผิดชอบเสนอต่อ ส.ป.ก. เพื่อเสนอคณะอนุกรรมการดำเนินการต่อไป

ในวันที่ 31 ส.ค. 2566 ที่ผ่านมา มีการประชุมคณะอนุกรรมการโครงการและการเงินกองทุนการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (อกก.คง.) ครั้งที่ 7/2566 โดยมี ดร.วิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) เป็นประธานการประชุม ซึ่งที่ประชุมได้เห็นชอบ โครงการและใช้เงินกองทุนการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม เพื่อเป็นค่าใช้จ่าย ประจำปีงบประมาณ 2567 วงเงิน 55,000,000 บาท เพื่อให้การปฏิบัติงานตามแผนปฏิบัติราชการและแผนภารกิจของกองทุนการปฏิรูปที่ดินฯ มีความต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพ บรรลุตามภารกิจ

“และยังมีแผนงานโครงการต่างๆ ที่ต้องดำเนินการตามแผนอีก จำนวน 29 โครงการ/กิจกรรม รวมถึงร่วมดำเนินงานกับหน่วยงานทั้งภายในและ ส.ป.ก. ซึ่งต้องอาศัยงบประมาณและอัตรากำลังทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาคในการขับเคลื่อนงานให้ภารกิจต่าง ๆ ของกองทุนการปฏิรูปที่ดินฯ และของ ส.ป.ก. สำเร็จลุล่วงตามวัตถุประสงค์ และเป้าหมายที่กำหนดไว้ รวมถึงเกษตรกรได้รับประโยชน์สูงสุดจากการให้สินเชื่อเงินกองทุนการปฏิรูปที่ดินฯ” เลขาธิการ ส.ป.ก. กล่าว

นอกจากนั้น “กองทุนการปฏิรูปที่ดินฯ ยังมีการบริการด้านสินเชื่อแก่เกษตรกรและสถาบันเกษตรกรในเขตปฏิรูปที่ดิน” ซึ่งมีกระบวนการตั้งแต่การรับคำขอกู้ยืมเงิน ไปจนถึงการตรวจสอบข้อเท็จจริงเพื่อดำเนินการให้ความช่วยเหลือแก่ผู้กู้ตามระเบียบว่าด้วยการกู้ยืมเงินกองทุนฯ นอกจากนั้นยังมีการจัดทำแผนปฏิบัติการกองทุนการปฏิรูปที่ดินฯ เช่น แผนสินเชื่อ แผนการจัดซื้อที่ดินเอกชน ตรวจสอบบัญชีกองทุน เป็นต้น จึงมีความจำเป็นต้องมีบุคลากรและงบประมาณเพื่อรองรับการดำเนินงานตามภารกิจ เพื่อเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพการปฏิบัติงาน และลดปัญหาการดำเนินงานกองทุนการปฏิรูปที่ดินฯ ของ ส.ป.ก.จังหวัด และส่วนกลาง

ที่ประชุมยังเห็นชอบร่างตัวชี้วัดการประเมินผลการดำเนินงานกองทุนการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ประจำปีบัญชี 2567 โดยมีการจำแนกตัวชี้วัดการประเมินออกเป็น 6 ด้าน ได้แก่ 1) ด้านการเงิน 2) ด้านการตอบสนองผลประโยชน์ต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย 3) ด้านการปฏิบัติการ 4) ด้านการบริหารจัดการทุนหมุนเวียน 5) ด้านการปฏิบัติงานของคณะกรรมการบริหารงาน และ 6) ด้านการดำเนินงานตามนโยบายรัฐ/กระทรวงการคลัง เพื่อให้การดำเนินงานกองทุนการปฏิรูปที่ดินฯ มีประสิทธิภาพและเป็นไปตามกรอบหลักเกณฑ์การประเมินผลการดำเนินงานทุนหมุนเวียน

สำหรับกองทุนการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม จัดตั้งขึ้นเพื่อเป็นทุนหมุนเวียนและใช้จ่ายเพื่อการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม มีพันธกิจในการจัดหาเงินทุนเพื่อหมุนเวียนเข้าสู่กองทุนการปฏิรูปที่ดินฯ บริหารงานกองทุนการปฏิรูปที่ดินฯ อย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล พร้อมทั้งสนับสนุนเงินทุนในการดำเนินงานปฏิรูปที่ดินฯ ให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยสามารถใช้จ่ายเงินกองทุนการปฏิรูปที่ดินฯ 2 ลักษณะ

คือ 1.รายจ่ายหมุนเวียน สำหรับการจัดซื้อที่ดิน เพื่อนำมาจัดให้แก่เกษตรกรเข้าทำประโยชน์ ด้วยการทำสัญญาเช่าที่ดิน สัญญาเช่าซื้อที่ดิน การสนับสนุนสินเชื่อให้แก่เกษตรกรและสถาบันเกษตรกรเพื่อพัฒนาอาชีพและรายได้ 2.รายจ่ายขาด สำหรับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อเพิ่มศักยภาพการใช้ประโยชน์ในที่ดินให้มีประสิทธิภาพ รวมถึงการสนับสนุนเครื่องมืออุปกรณ์ และค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานต่าง ๆ ตามภารกิจที่เกี่ยวกับการปฏิรูปเพื่อเกษตรกรรม

ททท. จัดโปรฯ ‘Workation Thailand 100 เดียวเที่ยวได้งาน’ กระตุ้นท่องเที่ยวภายในประเทศ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/754597

ททท. จัดโปรฯ ‘Workation Thailand 100 เดียวเที่ยวได้งาน’ กระตุ้นท่องเที่ยวภายในประเทศ

ททท. จัดโปรฯ ‘Workation Thailand 100 เดียวเที่ยวได้งาน’ กระตุ้นท่องเที่ยวภายในประเทศ

วันอังคาร ที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2566, 13.36 น.

การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ทุ่มหนัก จัดโปรโมชั่นสุดคุ้มในรอบสุดท้าย เพื่อส่งเสริมการตลาดและกระตุ้นให้เกิดการเดินทางท่องเที่ยวภายในประเทศและพักค้างคืนในวันธรรมดา ผ่านกิจกรรมส่งเสริมการขาย “Workation Thailand 100 เดียวเที่ยวได้งาน” ในรอบ 9 เดือน 9 ซึ่งเป็นกิจกรรมที่นำเสนอสินค้าและการบริการด้านการท่องเที่ยวในรูปแบบบัตรกำนัล (Voucher) โดยจะเสนอขายในราคาเพียง 100 บาท เท่านั้น

สำหรับกิจกรรมส่งเสริมการขาย “Workation Thailand 100 เดียวเที่ยวได้งาน” เป็นกิจกรรมที่นำเสนอสินค้าและบริการด้านการท่องเที่ยวในราคาเพียง 100 บาทเท่านั้น โดยมีการจัดกิจกรรมไปแล้วถึง 3 รอบ ผ่านเว็บไซต์ http://www.tourismthailand.org/workationthailand ซึ่งได้รับผลตอบรับจากนักท่องเที่ยวและผู้ที่สนใจเข้าร่วมกิจกรรมเป็นจำนวนมาก ซึ่งในรอบต่อไปจะเป็นการจัดกิจกรรมในรอบสุดท้าย โดยจะเปิดให้นักท่องเที่ยวได้เข้าร่วมกิจกรรมในวันที่ 9 กันยายน 2566 และสามารถเลือกซื้อ Voucher ได้ตั้งแต่เวลา 10.00 น. – 00.00 น. (หรือจนกว่าสินค้าจะหมด) First Come First Serve มาก่อน เลือกก่อน ได้ก่อน

สุดพิเศษสำหรับบัตรกำนัล (Voucher) สินค้าและบริการด้านการท่องเที่ยวที่นำเสนอขายจะประกอบไปด้วย 4 ประเภท ดังนี้ ประเภทโรงแรมที่พัก อาทิ โรงแรมอินเตอร์คอนติเนนตัล พัทยารีสอร์ท, โรงแรมบาบา บีช คลับ หัวหิน ชะอำ ลักชัวรี พูลวิลลา บาย ศรีพันวา, โรงแรมบันยันทรี ภูเก็ต, โรงแรมโฟร์ซีซั่นส์ รีสอร์ท เกาะสมุย, โรงแรม แกรนด์ เซนเตอร์ พอยต์ พัทยา, โรงแรมพลูแมนเขาหลัก รีสอร์ท และโรงแรมดุสิตดีทู เชียงใหม่ เป็นต้น ประเภทยานพหนะ อาทิ บัตรโดยสารเครื่องบิน เที่ยวเดียว เส้นทางบินในประเทศ 1 ที่นั่ง จากสายการบินแอร์เอเชีย ประเภทร้านอาหาร อาทิ แหลมเจริญซีฟู้ด, คัตสึยะ, เทนยะ, เคเอฟซี และ สตาร์บัคเป็นต้น ประเภทแพ็กเกจท่องเที่ยวและกิจกรรมท่องเที่ยว อาทิ วานา นาวา วอเตอร์ จังเกิ้ล, สวนน้ำรามายณะ พัทยา, พิพิธภัณฑ์ ริบลีส์ เชื่อหรือไม่, โอเอซิสสปา, แพ็กเกจท่องเที่ยวจังหวัดกระบี่, แพ็กเกจท่องเที่ยวจังหวัดกระบี่ (รับจากภูเก็ต), แพ็กเกจท่องเที่ยวจังหวัดสุราษฎร์ธานี (สมุย), แพ็กเกจท่องเที่ยวจังหวัดชลบุรี (พัทยา) และแพ็กเกจท่องเที่ยวจังหวัดกาญจนบุรี เป็นต้น ทั้งนี้ยังมีสถานประกอบการชั้นนำทั้ง 4 ประเภทที่เข้าร่วมกิจกรรมอีกมากมาย สำหรับนักท่องเที่ยวหรือผู้ที่สนใจเข้าร่วมกิจกรรม สามารถเข้าร่วมได้ที่เว็บไซต์ http://www.tourismthailand.org/workationthailand โดยมีวิธีการเข้าร่วมกิจกรรม ดังนี้

ลงทะเบียนบนเว็บไซต์ http://www.tourismthailand.org/workationthailand โดยสามารถเลือกวิธีลงทะเบียนได้ด้วย E-mail, Facebook หรือ Line

อ่านและทำความเข้าใจ พร้อมทั้งยอมรับกติกาข้อกำหนด และเงื่อนไขการสั่งซื้อ

สามารถซื้อ Voucher ได้ในวันที่จัดกิจกรรมตั้งแต่เวลา 10.00 น. –  00.00 น. (หรือสินค้าจะหมด) และสงวนสิทธิ์การสั่งซื้อสิ้นค้าได้เพียง 1 ท่าน ต่อ 1 รายการ ต่อรอบกิจกรรมในแต่ละเดือน

ชำระเงินและแนบหลักฐานการชำระเงิน ที่ถูกต้องบนระบบภายใน 1 ชั่วโมง พร้อมทั้งแนบสำเนาหรือรูปถ่ายบัตรประชาชน เพื่อเป็นการยืนยันตัวตนในการสั่งซื้อทุกครั้ง

กรอกชื่อ ที่อยู่ และเบอร์โทรศัพท์ที่ติดต่อได้ และรอรับเมลสถานการณ์สั่งซื้อ ภายใน 24 ชั่วโมง

รอบจัดส่งสินค้า จะเริ่มจัดส่งในวันที่ 20 ของแต่ละเดือนที่จัดกิจกรรม

นอกจากนี้กิจกรรมข้างต้น ภายใต้แคมเปญ“Workation Thailand 100 เดียวเที่ยวได้งาน” ยังมีการนำเสนอสิทธิพิเศษและส่วนลดต่าง ๆ ทั้ง 4 ประเภท จากสถานประกอบการชั้นนำทั่วประเทศ ซึ่งมีส่วนลดสูงสุดถึง 80% สำหรับนักท่องเที่ยวที่สนใจ สามารถเข้าไปกดรับสิทธิพิเศษได้แบบฟรี ๆ ที่เว็บไซต์ http://www.tourismthailand.org/workationthailan  และสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับแคมเปญได้ที่       Line Official Account: @workationthailand

-(016)

มูลนิธิโพธิปัญญา เป็นสะพานบุญ ‘จัดบรรพชาสามเณร’ ณ ประเทศอินเดีย-เนปาล

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/754595

มูลนิธิโพธิปัญญา เป็นสะพานบุญ ‘จัดบรรพชาสามเณร’ ณ ประเทศอินเดีย-เนปาล

มูลนิธิโพธิปัญญา เป็นสะพานบุญ ‘จัดบรรพชาสามเณร’ ณ ประเทศอินเดีย-เนปาล

วันอังคาร ที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2566, 13.29 น.

มูลนิธิโพธิปัญญา และ “โครงการปลูกต้นกล้า โพธิปัญญาสู่แดนพุทธองค์” นำโดย นายศรัณย์ วิรุตมวงศ์ ประธานมูลนิธิโพธิปัญญา ในฐานะประธานดำเนินงานฯ และ ดร.โก้ ธีรศักดิ์ พันธุจริยา ประธานฝ่ายจัดหารายได้ฯ ได้จัดให้มีงานห่มผ้าพระมหาเจดีย์ บนยอดบรมบรรพตภูเขาทอง พร้อมแถลงข่าว “โครงการปลูกต้นกล้า โพธิปัญญาสู่แดนพุทธองค์” รุ่นที่ 5 นำพาเยาวชนไทย จำนวน 30 คน เดินทางไปบรรพชาสามเณร และจากริกปฏิบัติบูชา ณ สถานที่ต้นกำเนิดของพระพุทธศาสนา ประเทศอินเดีย-เนปาล ระหว่างวันที่ 12-23 ตุลาคม 2566

สำหรับงานพิธีในช่วงเช้า เริ่มตั้งแต่พระสงฆ์เจริญพระพุทธมนต์ และถวายบทสวดพระธัมมจักกัปปวัตนสูตร จากนั้นเดินนำประทักษิณรอบพระมหาเจดีย์  3 รอบ และได้นำคณะผู้ศรัทธาถวายผ้าห่มทอง แด่พระบรมสารีริกธาตุ ก่อนจะถวายภัตรหารเพลแด่พระสงฆ์ พร้อมถวายปัจจัยไทยทาน โดยมีนักแสดง และสาวงามผู้มีจิตใจบุญมาร่วมงาน อาทิ กิ๊ก มยุริญ ผ่องผุดพันธ์,แนน ปารณีย์ ประดิษฐ์ผล Mrs.Thailand World Photogenic2022,หมวย รัมณีย์ อภิชัยโชติรัตน์ Mrs.Tourism Thailand 2023,คิตตี้ กิตติพร นันท์ดานนท์ เจ้าของเวที Mrs. Thailand World และนัท แฟนพันธุ์องค์พ่อจตุคามรามเทพ มาร่วมงาน

นายศรัณย์ วิรุตมวงศ์ ประธานมูลนิธิโพธิปัญญา ในฐานะประธานดำเนินงาน” โครงการปลูกต้นกล้า โพธิปัญญาสู่แดนพุทธองค์”  กล่าวว่า โครงการดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อให้เยาวชนไทยได้มีหลักธรรมประจำใจในการดำเนินชีวิต ให้เป็นคนดี มีคุณธรรม มีวินัย สามารถดำรงตนให้เป็นประโยชน์ต่อตนเอง ครอบครัว และสังคม  พร้อมทั้งได้ถวายพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9  ในวันที่ 13 ตุลาคม 2566 และพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ในวันที่ 23 ตุลาคม 2566 รวมไปถึงบูรพกษัตริย์ไทยทุกพระองค์  อีกทั้งได้น้อมบุญสู่บิดามารดา ครอบครัว และบุคคลอันเป็นที่รัก  ทั้งนี้  โครงการดังกล่าวดำเนินการโดยความร่วมมือระหว่าง “โครงการปลูกต้นกล้า โพธิปัญญาสู่แดนพุทธองค์”  และสำนักงานพระธรรมทูตสายประเทศอินเดีย-เนปาล วัดไทยพุทธคยา วัดไทยกุสินาราย์ วัดไทยลุมพินี และวัดไทยเชตวันมหาวิหาร 

ทั้งนี้  โครงการฯ ได้จัดบรรพชาสามเณรมาแล้วรวม 4 รุ่น ในช่วงปี 2559 – 2562 ให้กับเยาวชนไทย จำนวน 256 คน และงดดำเนินโครงการฯ เป็นเวลานานถึง 3 ปี อันเนื่องมาจากการระบาดของโควิด 19

ทางด้าน ดร.โก้ ธีรศักดิ์ พันธุจริยา ประธานฝ่ายจัดหารายได้ฯ กล่าวว่า ในปี 2566 นี้ จะนำพาเยาวชนไทย จำนวน 30 คน จากการเปิดรับสมัครคัดเลือกนักเรียนโรงเรียนทั่วประเทศ อายุระหว่าง 7 – 14 ปี  เข้าร่วมโครงการฯ โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น โดยร่วมเดินทางไปบรรพชาสามเณร ณ ใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์ มหาเจดีย์พุทธคยา ประเทศอินเดีย พร้อมจาริกปฏิบัติบูชาไปยังสังเวชนียสถานทั้ง 4 ตำบล คือ สถานที่ประสูติ ตรัสรู้ แสดงปฐมเทศนา และสถานที่ปรินิพพาน ในประเทศอินเดีย-เนปาล ระหว่างวันที่ 12 – 23 ตุลาคม 2566 เพื่อศึกษาเรียนรู้จากสถานที่จริงในพระพุทธศาสนา ทั้งนี้ เพื่อปลูกฝังเยาวชนไทยให้มีจิตใจที่เข้มแข็งด้วยหลักธรรม มีความกตัญญู และรู้คุณชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

นอกจากนี้  ยังจะจัดให้มีพิธีปลงผมบวชนาคให้กับเยาวชนก่อนการเดินทางไปประเทศอินเดีย ในวันที่ 8 ตุลาคม 2566 ณ วัดศรีรัตนธรรมาราม อ.บางพลี จ.สมุทรปราการ จึงขอเชิญสาธุชนทุกท่านเข้าร่วมพิธีเพื่ออนุโมทนาบุญร่วมกันในครั้งนี้

ประธานมูลนิธิโพธิปัญญา กล่าวอีกว่า เพื่อให้กิจกรรมดังกล่าวประสพผลสำเร็จไปตามเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่ต่อเยาวชนไทยในครั้งนี้  จึงขอเชิญชวนผู้มีกุศลจิตแห่งศรัทธา สามารถมีส่วนร่วมส่งเสริมและสนับสนุนเยาวชน รุ่นที่ 5 โดยเป็นเจ้าภาพบรรพชาสามเณร รูปละ 55,000 บาท หรือ ตามกำลังศรัทธา ได้ที่ ธนาคารไทยพาณิชย์ เลขที่ 136-262297-6 ชื่อบัญชี “โครงการปลูกต้นกล้า โพธิปัญญาสู่แดนพุทธองค์”

-(016)

เหล่าเซเลบริตี้ ตบเท้าร่วมประมูลเลขทะเบียนรถเลขสวยหมวดอักษรพิเศษ ‘1ขข’ ภายใต้คอนเซปต์ ‘ขุมทรัพย์เศรษฐี ของดีมหานคร’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/754593

เหล่าเซเลบริตี้ ตบเท้าร่วมประมูลเลขทะเบียนรถเลขสวยหมวดอักษรพิเศษ ‘1ขข' ภายใต้คอนเซปต์ ‘ขุมทรัพย์เศรษฐี ของดีมหานคร’

เหล่าเซเลบริตี้ ตบเท้าร่วมประมูลเลขทะเบียนรถเลขสวยหมวดอักษรพิเศษ ‘1ขข’ ภายใต้คอนเซปต์ ‘ขุมทรัพย์เศรษฐี ของดีมหานคร’

วันอังคาร ที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2566, 13.24 น.

กรมการขนส่งทางบก ได้เริ่มมีการประมูลหมายเลขทะเบียนรถมาตั้งแต่ปี 2546 จนถึงปัจจุบัน ทั้งในส่วนกลาง และส่วนภูมิภาค ซึ่งการประมูลป้ายทะเบียนครั้งที่ผ่านมาได้รับผลตอบรับที่ดีมีผู้ที่สนใจเป็นจำนวนมาก และเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ล่าสุด กรมการขนส่งทางบกมีกำหนดการประมูลทะเบียนรถเลขสวย หมวดอักษรพิเศษ “1ขข” มาภายใต้คอนเซปต์ “ขุมทรัพย์เศรษฐี ของดีมหานคร” ในวันที่ 9 – 10 กันยายนนี้ โดยรายได้จากการประมูลทั้งหมดจะนำเข้ากองทุนเพื่อความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนน โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นทุนสนับสนุน และส่งเสริมด้านความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนน จัดทำโครงการรณรงค์ป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนน สนับสนุนค่าใช้จ่ายการศึกษาวิจัยด้านความปลอดภัยทางถนน และให้ความช่วยเหลืออุปกรณ์ผู้พิการที่ประสบภัยอันเกิดจากการใช้รถใช้ถนน                                               

โดยครั้งนี้ กรมการขนส่งทางบก ได้มีการประชาสัมพันธ์เพื่อบอกต่อการประมูลทะเบียนรถเลขสวยผ่านการจัดกิจกรรมระหว่าง วันที่ 7-11 กันยายน 2566 ณ บูธกรมการขนส่งทางบก ลานโปรโมชั่น A ชั้น 1 ศูนย์การค้าเซ็นทรัลลาดพร้าว ซึ่งภายในงานแต่ละวันจะมีนักโหราจารย์ หมอดูที่มีชื่อเสียงจำนวนมากมาร่วมพูดคุยถึงศาสตร์ตัวเลข การเสริมความเป็นสิริมงคล อาทิ แมน การิน, หมอช้าง, ซินแสเป็นหนึ่ง พร้อมด้วยดาราชื่อดัง อย่าง แซมมี่ เคาวเวลล์, ขวัญ-อุษามณี ไวทยานนท์, แจ็คกี้-ชาเคอลีน มึ้นช์, นิวเคลียร์-หรรษา จึงวิวัฒนวงศ์ และ กัปตัน-ชลธร คงยิ่งยง ที่มาร่วมแชร์ความปังด้านความเชื่อเรื่องศาสตร์ตัวเลขสลับสับเปลี่ยนกันไปแต่ละวันอย่างต่อเนื่อง                                                          

สำหรับไฮไลท์ของ หมวดอักษรพิเศษ “1ขข” ที่จะเปิดให้ประชาชนร่วมประมูลนั้น ในความหมายของศาสตร์ตัวเลข เป็นการเสริมความเป็นสิริมงคลด้วยเลข 1 อันเป็นเลขของความเป็นผู้นำอยู่แล้ว ทั้งนี้หมวดอักษรยังเป็นหมวด ขข  ซึ่งเป็นอักษรที่มีความหมายพ้องเสียงคำว่า “ขอ” จะช่วยในเรื่องการขอพร ขอโชคลาภ ขอความสำเร็จ ขอสิ่งที่ปรารถนา และอีกความหมายหนึ่งคือคำว่า “ตะขอ” เพื่อนำไปเก็บเกี่ยวสิ่งดี ๆ ทั้งด้านการลงทุนหรือผลผลิตกำไรที่งอกเงย เมื่อมีเลขหนึ่งและหมวดคู่อักษรรวมกันเป็น 1ขข จะหมายถึงการเป็นที่หนึ่งในการขอความสำเร็จเป็นคนแรกในเรื่องต่าง ๆ และการขอในสิ่งที่ต้องการจะได้ผลลัพธ์แบบทวีคูณ 1ขข จึงเป็นหมวดหมายเลขทะเบียนรถที่ช่วยในเสริมมงคลในเรื่องต่าง ๆ ทั้งโชคลาภและการงาน โดยการประมูลในครั้งนี้คาดการณ์ว่าหมายเลขทะเบียนไฮไลท์ที่ได้รับความนิยมสูงสุด คือ “1ขข 1111” ซึ่งน่าจะจบที่ราคาประมูลไม่ต่ำกว่า 10 ล้านบาท และจะมียอดรายได้จากการประมูลไม่ต่ำกว่า  50 ล้านบาท                                            

ผู้ที่สนใจเข้าร่วมการประมูลหมายเลขทะเบียนรถ “1ขข” ซึ่งเป็นหมวดอักษรที่สวยที่สุดในศตวรรษ สามารถลงทะเบียนได้ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ที่สำนักงานกองทุนเพื่อความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนน กรมการขนส่งทางบก อาคาร 2 ชั้น 5 หรือทางเว็บไซต์  http://www.Tabienrod.com  หรือลงทะเบียนในบูธประชาสัมพันธ์ของกรมการขนส่งทางบก (กปถ.) ระหว่างวันที่ 7-10 กันยายน 2566  บริเวณลานโปรโมชั่น A ชั้น 1 ศูนย์การค้าเซ็นทรัลลาดพร้าว  โดยผู้สนใจสามารถร่วมประมูลได้ในวันที่ 9 และ 10 กันยายน 2566 ครบทั้ง 3 รูปแบบ คือการประมูลทางวาจาในห้องประมูล ณ อาคารศูนย์ GPS กรมการขนส่งทางบก ทางอินเตอร์เน็ต และทางโทรศัพท์ ดังนี้

1. เข้าร่วมประมูลทางวาจาได้ด้วยตนเอง ณ อาคารศูนย์ GPS กรมการขนส่งทางบก ตั้งแต่เวลา 09.30 น. เป็นต้นไป หรือมอบอำนาจให้ผู้อื่นมาประมูลแทน  

2. ประมูลผ่านทางโทรศัพท์ จะเป็นการประมูลไปพร้อมกับการประมูลทางวาจา โดยก่อนที่จะถึงหมายเลขที่ท่านลงทะเบียนไว้ เจ้าหน้าที่จะติดต่อไปหาท่าน เพื่อให้ท่านได้เสนอราคาแข่งกับห้องประมูล โดยเจ้าหน้าที่จะขานราคาตามที่ท่านระบุ

3. ประมูลผ่านระบบอินเทอร์เน็ตที่ http://www.tabienrod.com   โดยสามารถเสนอราคาประมูลล่วงหน้าตั้งแต่ลงทะเบียนเสร็จเป็นต้นไป และสามารถเสนอราคาแข่งขันกับทางวาจาและโทรศัพท์ ในวันประมูลได้  

สอบถามข้อมูลได้ที่ สำนักงานกองทุนเพื่อความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนน กรมการขนส่งทางบก อาคาร 2 ชั้น 5 โทร 062-407 6888, 062-407 6999 หรือ Call Center 1584

-(016)