รัสเซียยัน เยฟเกนี ปริโกซิน หัวหน้า ‘วากเนอร์’ เสียชีวิตจากเครื่องบินตก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2720536

รัสเซียยัน เยฟเกนี ปริโกซิน หัวหน้า 'วากเนอร์' เสียชีวิตจากเครื่องบินตก

27 ส.ค. 2566 19:05 น.

รัสเซียยัน เยฟเกนี ปริโกซิน หัวหน้า ‘วากเนอร์’ เสียชีวิตจากเครื่องบินตก

รัสเซีย ยืนยัน เยฟเกนี ปริโกซิน หัวหน้ากลุ่มทหารรับจ้าง วากเนอร์ เสียชีวิตแล้ว จากเหตุเครื่องบินเจ็ตส่วนตัวตก ดับยกลำรวม 10 ศพ รวมทั้งดมิทรี อุตคิน ลูกน้อง ‘มือขวา’ คนสนิท

เมื่อ 27 ส.ค. 2566 คณะกรรมการสอบสวนรัสเซีย (SK) รายงานผลตรวจ DNA ยืนยันนายเยฟเกนี ปริโกซิน หัวหน้ากลุ่มทหารรับจ้างวากเนอร์ เสียชีวิต จากเหตุเครื่องบินเจ็ตส่วนตัวตก บริเวณทางตะวันตกเฉียงเหนือของกรุงมอสโก เมืองหลวงรัสเซีย เมื่อเย็นวันพุธ ที่ 23 ส.ค. ที่ผ่านมา ตามเวลาท้องถิ่น เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตหมดทั้งลำรวม 10 ศพ

ขณะเดียวกัน คณะกรรมการสอบสวนรัสเซียได้ยืนยันผู้เสียชีวิตในเหตุเครื่องบินตกครั้งนี้ทั้ง 10 ศพ ซึ่งนอกจากนายปริโกซิน หัวหน้ากลุ่มวากเนอร์แล้ว ยังรวมถึงนายดมิทรี อุตคิน ซึ่งถือเป็น ‘มือขวา’ ของปริโกซิน ที่มีส่วนช่วยในการก่อตั้งบริษัททหารรับจ้างเอกชน วากเนอร์ ในรัสเซีย 

หลังจากเชื่อกันมานานว่า อุตคิน คือ ผู้ก่อตั้งกลุ่มวากเนอร์ แต่บรรดานักวิเคราะห์ชี้ว่าเขาคือผู้อยู่เบื้องหลังของนายปริโกซิน ซึ่งเพิ่งเป็นที่รู้จักในบทบาทเป็นหัวหน้ากลุ่มวากเนอร์ โดยเฉพาะหลังจากประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ส่งกองทหารรัสเซียทำสงครามในยูเครน เมื่อ 24 ก.พ. 2565

รัสเซีย ยืนยันนายเยฟเกนี ปริโกซิน หัวหน้ากลุ่มทหารรับจ้างวากเนอร์ เสียชีวิตจากเหตุเครื่องบินเจ็ตส่วนตัวตก เมื่อ 23 ส.ค. ที่ผ่านมา

ด้านรัฐบาลรัสเซียยังคงปฏิเสธข้อสงสัยว่าอยู่เบื้องหลังเหตุเครื่องบินเจ็ตส่วนตัวของนายปริโกซิน ประสบเหตุตก ขณะเดินทางจากกรุงมอสโกจะไปยังนครเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก เมืองใหญ่อันดับสองของรัสเซีย

ขณะที่มีรายงานว่า เจ้าหน้าที่สอบสวนของรัสเซียได้มีกู้กล่องดำ 2 กล่องที่พบในบริเวณเครื่องบินตก เพื่อนำไปตรวจสอบหาสาเหตุของอุบัติเหตุครั้งนี้ ที่ทำให้ปริโกซิน เสียชีวิต เพียงไม่กี่เดือน หลังจากเขาได้นำกลุ่มทหารรับจ้างวากเนอร์ พยายามก่อกบฏ เคลื่อนขบวนไปยังกรุงมอสโก เมื่อเดือนมิถุนายน ที่ผ่านมา จนเป็นข่าวใหญ่ไปทั่วโลก แต่เหตุการณ์นี้ได้ยุติลงอย่างรวดเร็วภายใน 24 ชม.เท่านั้น

ที่มา : Aljazeera 

‘จันทรายาน-3’ คือความสำเร็จครั้งใหญ่ของอินเดีย ลุยส่งมนุษย์อวกาศโคจรรอบโลก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2720447

'จันทรายาน-3' คือความสำเร็จครั้งใหญ่ของอินเดีย ลุยส่งมนุษย์อวกาศโคจรรอบโลก

27 ส.ค. 2566 17:22 น.

‘จันทรายาน-3’ คือความสำเร็จครั้งใหญ่ของอินเดีย ลุยส่งมนุษย์อวกาศโคจรรอบโลก

  • อินเดียภาคภูมิใจทั้งประเทศ ในภารกิจ จันทรายาน-3 ส่งยานอวกาศไปลงจอดขั้วใต้ดวงจันทร์สำเร็จเป็นชาติแรกของโลก และเป็นชาติที่ 4 ที่สามารถส่งยานอวกาศไปลงดวงจันทร์
  • ภารกิจจันทรายาน-3 คือความสำเร็จครั้งใหญ่ของอินเดียในการก้าวตามความฝัน แผนพัฒนาสำรวจอวกาศ ในยุคที่โลกของเรากำลังแข่งขันเทคโนโลยีด้านอวกาศกันอย่างเข้มข้น
  • จันทรายาน-3 ยังเป็นโครงการสำรวจวกาศที่อินเดียใช้งบประมาณต่ำเมื่อเทียบกับโครงการสำรวจอวกาศจำนวนมากของชาติอื่นๆ และจากความสำเร็จของจันทรายาน-3 ทำให้ ISRO ประกาศแผนใหม่ทันที จะส่งมนุษย์อวกาศโคจรรอบโลก

อินเดียประสบความสำเร็จอย่างงดงามในภารกิจ ‘จันทรายาน-3’ (Chandrayaan-3) ส่งยานอวกาศไปลงขั้วใต้ดวงจันทร์ได้อย่างนุ่มนวล เมื่อเวลา 18.04 น. ของวันที่ 23 ส.ค. ที่ผ่านมา ตามเวลาท้องถิ่นในอินเดีย หรือตรงกับ 19.34 น. ตามเวลาประเทศไทย

ทำให้อินเดียสร้างประวัติศาสตร์เป็นชาติแรกของโลกที่สามารถส่งยานอวกาศไปลงจอดบริเวณขั้วใต้ของดวงจันทร์ได้สำเร็จ และเป็นชาติที่ 4 ต่อจากสหรัฐอเมริกา, อดีตสหภาพโซเวียต หรือรัสเซียในปัจจุบัน และจีน

แต่กว่าที่อินเดียจะประสบความสำเร็จในภารกิจ ‘จันทรายาน-3’ ในวันนี้ องค์การวิจัยอวกาศอินเดีย (ISRO) นักวิทยาศาสตร์, เจ้าหน้าที่และหน่วยงานรัฐที่มีส่วนเกี่ยวข้อง ต้องเพียรพยายามทุ่มเททำงานอย่างหนัก หลังพบกับความล้มเหลวในภารกิจ จันทรายาน-2 เมื่อ 4 ปีก่อนมาแล้ว

องค์การอวกาศอินเดียปล่อยจรวดขนส่งในภารกิจ จันทรายาน-3 จากฐานปล่อยจรวดที่ศูนย์อวกาศสาทิศธาวัน บนเกาะศรีหริโคตา รัฐอานธรประเทศ ทางภาคใต้ เมื่อ 14 ก.ค. 2566

จันทรายาน-3 คืออะไร?

ภารกิจ จันทรายาน-3 คือ ภารกิจสำรวจดวงจันทร์เป็นครั้งที่ 3 โดยองค์การวิจัยอวกาศของอินเดีย (ISRO) นับตั้งแต่ได้เริ่มภารกิจ จันทรายาน-1 ส่งยานอวกาศไปยังดวงจันทร์ครั้งแรกในปี 2551 และต้องพบกับความล้มเหลวในการส่งยานอวกาศไปลงจอดขั้วใต้ดวงจันทร์เมื่อปี 2562 

สำหรับจันทรายาน-3 ประกอบด้วย 1.โมดูลขับเคลื่น 2.ยานแลนเดอร์ หรือยานลงจอดชื่อ “วิกรม” (Vikram) และยานโรเวอร์สำหรับสำรวจผิวดวงจันทร์ ชื่อ “ปรัชญาณ” (Pragyan)

ISRO ได้ปล่อย จันทรายาน-3 ขึ้นสู่อวกาศจากฐานปล่อยจรวดที่ศูนย์อวกาศสาทิศธาวัน บนเกาะศรีหริโคตา รัฐอานธรประเทศ ทางภาคใต้ เมื่อ 14 ก.ค. 2566 และยานแลนเดอร์วิกรม สามารถลงจอดได้อย่างนุ่มนวล บริเวณขั้วใต้ดวงจันทร์เมื่อ 23 ส.ค. 2566 ท่ามกลางความดีใจของนักวิทย์ที่ ISRO และชาวอินเดียทั้งประเทศ

ถัดมาอีก 2 วัน องค์การวิจัยอวกาศอินเดีย ได้เผยภาพเคลื่อนไหวบนแพลตฟอร์ม X (ทวิตเตอร์เดิม) ความยาว 30 วินาที เผยให้เห็นวินาทีที่น่าตื่นเต้น ขณะยานโรเวอร์สำรวจผิวดวงจันทร์ ‘ปรัชญาณ’ (Pragyaan) ได้เคลื่อนลงจากยานลงจอด เพื่อลงไปสำรวจขั้วใต้ดวงจันทร์

ยานโรเวอร์ ‘ปรัชญาณ’ มีการติดตั้งระบบขับเคลื่อนด้วยพลังงานแสงอาทิตย์ และระบบวิเคราะห์สารประกอบเคมีที่จะใช้สำรวจหินและพื้นดวงจันทร์ในบริเวณใกล้กับจุดลงจอด โดยยานสำรวจปรัชญาณ จะมีอายุภารกิจอยู่ที่ราวๆ 14 วัน ซึ่งเทียบเท่ากับช่วงเวลากลางวันของดวงจันทร์ (1 วันบนดวงจันทร์เท่ากับ 29.5306 วันบนโลก)

องค์การอวกาศอินเดียเผยแพร่คลิปและภาพนาทียานโรเวอร์ ปรัชญาณ เคลื่อนตัวลงจากยานลงจอดวิกรม เพื่อลงมาสำรวจบริเวณขั้วใต้ดวงจันทร์ เมื่อ 25 ส.ค.2566

ไม่เคยมีชาติใดทำสำเร็จมาก่อน

ความภาคภูมิใจของอินเดียในการส่งยานอวกาศไปลงบริเวณขั้วใต้ดวงจันทร์สำเร็จเป็นชาติแรกของโลก เนื่องจากบริเวณขั้วใต้ดวงจันทร์ ยังไม่เคยมีชาติใดส่งยานอวกาศไปลงจอดได้สำเร็จ

ก่อนหน้านี้เพียง 2 วัน รัสเซียเพิ่งล้มเหลวในภารกิจ ‘ลูนา-25’ (Luna-25) เมื่อตัวยานแลนเดอร์ได้ชนกระแทกกับผิวดวงจันทร์ ขณะพยายามลงจอดบริเวณขั้วใต้ดวงจันทร์เมื่อ 21 ส.ค. 2566 หลังจากรัสเซียได้ส่ง ลูนา-25 ขึ้นสู่ห้วงอวกาศเมื่อ 11 ส.ค. ที่ผ่านมา เพื่อไปลงจอดขั้วใต้ดวงจันทร์ จนถือเป็นการดับฝันรัสเซียที่หวนกลับมาทำภารกิจส่งยานอวกาศของรัสเซียไปลงจอดดวงจันทร์เป็นครั้งแรกในรอบ 47 ปี

ตอนนี้ บรรดานักวิทยาศาสตร์ทั่วโลกกำลังสนใจการสำรวจขั้วใต้ดวงจันทร์ (บริเวณที่เรามองเห็นเป็นลักษณะเงาถาวรทางด้านล่างดวงจันทร์) เพราะเชื่อว่าอาจมีน้ำแข็งอยู่ใต้พื้นผิวดวงจันทร์ ซึ่งน้ำคือทรัพยากรล้ำค่าในการดำรงชีวิตของมนุษย์ ที่สามารถนำมาแปรเปลี่ยนเป็นเชื้อเพลิง, ออกซิเจน และน้ำดื่มสำหรับการส่งนักบินอวกาศไปยังดวงจันทร์ในอนาคต

‘เดินตามฝัน-สำรวจอวกาศ’ ด้วยงบประมาณต่ำกว่าชาติอื่น

ภารกิจจันทรายาน-3 เป็นโครงการสำรวจอวกาศที่ใช้งบประมาณต่ำ ในการเดินตามความใฝ่ฝันของอินเดียในแผนพัฒนาสำรวจอวกาศ เมื่อเทียบกับภารกิจสำรวจอวกาศจำนวนมากของชาติอื่นๆ ในขณะที่โลกกำลังอยู่ในยุคของการแข่งขันเทคโนโลยีอวกาศกันอย่างเข้มข้น

ภารกิจจันทรายาน-3 ใช้งบประมาณเพียงแต่ 6.15 พันล้านรูปี (หรือ 74.58 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ประมาณ 2.6 พันล้านบาท) เท่านั้น

อีกทั้ง องค์การอวกาศอินเดียยังสามารถทำสำเร็จจากความพยายามครั้งที่สอง ในการส่งยานอวกาศไปลงจอดขั้วใต้ดวงจันทร์ หลังจากภารกิจจันทรายาน-2 อินเดียสามารถส่งจันทรายาน-2 ไปโคจรรอบดวงจันทร์ได้ แต่ยานแลนเดอร์ได้ตกกระแทกพื้นผิวดวงจันทร์ ขณะปฏิบัติการเพื่อลงจอด จนสร้างความผิดหวังไปตามๆ กัน

นักเรียนและประชาชนนั่งดูไลฟ์สดภายในหอวิทยาศาสตร์ของเมืองอาห์เมดาบัด รัฐคุชราต ประเทศอินเดีย ส่งแรงใจให้ยานแลนเดอร์ วิกรม ลงจอดบริเวณขั้วใต้ดวงจันทร์ได้สำเร็จเมื่อ 23 ส.ค.2566

ประกาศแผนใหม่ทันที ส่งมนุษย์อวกาศโคจรรอบโลกปีหน้า

หลังภารกิจจันทรายาน-3 สำเร็จอย่างงดงาม ทำให้ ISRO ประกาศเดินหน้าแผนสำรวจอวกาศโปรเจกต์ใหม่ทันที นั่นคือ ตั้งแผนจะส่งมนุษย์อวกาศโคจรรอบโลก เป็นเวลา 3 วัน ในปีหน้า 2567

อีกทั้งยังมีแผนร่วมมือกับญี่ปุ่นในการส่งยานอวกาศไปสำรวจดวงจันทร์อีกครั้งในปี 2568 และมีภารกิจส่งยานอวกาศไปสำรวจดาวศุกร์ในอีก 2 ปีต่อไป หรือปี 2570

ผู้เขียน : อรัญญา ศรีจันทรนิตย์

ที่มา : BBC,Aljazeera

สหรัฐฯ เศร้า นาวิกฯ ดับอย่างน้อย 3 ศพ เครื่องบินตกขณะซ้อมรบในออสเตรเลีย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2720538

สหรัฐฯ เศร้า นาวิกฯ ดับอย่างน้อย 3 ศพ เครื่องบินตกขณะซ้อมรบในออสเตรเลีย

27 ส.ค. 2566 19:49 น.

สหรัฐฯ เศร้า นาวิกฯ ดับอย่างน้อย 3 ศพ เครื่องบินตกขณะซ้อมรบในออสเตรเลีย

กองทัพสหรัฐฯ สูญเสียนาวิกโยธินแล้วอย่างน้อย 3 นาย จากเหตุเครื่องบินตกในออสเตรเลีย ขณะซ้อมรบ และบาดเจ็บนับ 20 นาย ในจำนวนนี้โคม่า 5 นาย

เมื่อ 27 ส.ค. 2566 สำนักข่าวเอพีรายงานความคืบหน้าอุบัติเหตุสะเทือนใจ เครื่องบินทหารของกองทัพสหรัฐฯ บรรทุก นาวิกโยธินสหรัฐฯ 23 นายประสบเหตุตกบนเกาะเมลวิลล์ ห่างจากเมืองดาร์วิน เมืองเอกรัฐนอร์ทเทิร์นเทร์ริทอรี ทางภาคเหนือของออสเตรเลีย เมื่อช่วงสาย เวลาประมาณ 09.30 น. วันนี้ 7 ส.ค. 2566 ระหว่างการซ้อมรบว่า เป็นเหตุให้นาวิกโยธินสหรัฐฯ เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 3 ศพ และบาดเจ็บ 20 นาย ในจำนวนนี้อาการสาหัส 5 นาย

ภาพประกอบ เครื่องบิน Bell Boeing V-22 Osprey

หน่วยนาวิกโยธินสหรัฐฯ ยังได้ระบุในแถลงการณ์ว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างสอบสวนหาสาเหตุที่ทำให้เครื่องบิน Bell Boeing V-22 Osprey ตกบนเกาะเมลวิลล์ ขณะมีการซ้อมรบเป็นเวลา 12 วัน และตามกำหนดการซ้อมรบจะเสร็จสิ้นในวันที่ 7 กันยายน ที่จะถึง 

ช็อก เครื่องบินทหารสหรัฐฯ บรรทุก 23 นาวิกโยธิน ตกในออสเตรเลีย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2720469

ช็อก เครื่องบินทหารสหรัฐฯ บรรทุก 23 นาวิกโยธิน ตกในออสเตรเลีย

27 ส.ค. 2566 14:04 น.

ช็อก เครื่องบินทหารสหรัฐฯ บรรทุก 23 นาวิกโยธิน ตกในออสเตรเลีย

(ภาพประกอบ)

เครื่องบินทหารสหรัฐฯ บรรทุกนาวิกโยธินประมาณ 23 นาย ประสบเหตุตกบนเกาะ ระหว่างการซ้อมรบ ทางภาคเหนือของออสเตรเลีย 

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเกิดอุบัติเหตุระทึก เครื่องบินกองทัพสหรัฐฯ ประสบเหตุตกบนเกาะเมลวิลล์ นอกชายฝั่งเมืองดาร์วิน รัฐนอร์ทเทิร์นเทร์ริทอรี ทางเหนือของประเทศออสเตรเลีย เมื่อช่วงสาย เวลาประมาณ 9.43 น.วันนี้ (27 ส.ค. 2566) ตามเวลาท้องถิ่น ขณะที่มีนาวิกโยธินสหรัฐฯ อยู่บนเครื่องบินลำนี้ประมาณ 23 นาย เบื้องต้น ไม่มีรายงานผู้เสียชีวิต ก่อนต่อมา หน่วยนาวิกโยธินสหรัฐฯแถลงยืนยัน มีนาวิกโยธินเสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 3 นาย

กระทรวงกลาโหมออสเตรเลีย แถลงว่า เครื่องบินกองทัพสหรัฐฯ ที่ประสบเหตุตกกลางทะเล ในออสเตรเลีย เป็นเครื่องบินขนาดกลางกึ่งเฮลิคอปเตอร์  Bell Boeing V-22 Osprey  ประสบเหตุตกนอกชายฝั่งเมืองดาร์วิน เมืองเอกของรัฐนอร์ทเทิร์นเทร์ริทอรี

ขณะที่ สถานีโทรทัศน์ช่อง ABC ในออสเตรเลียรายงานว่า อุบัติเหตุครั้งนี้ ทำให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บสาหัส 1 นาย และอีก 2 นายอาการบาดเจ็บคงที่ แต่ยังไม่มีรายงานมีผู้เสียชีวิต

หลังได้รับแจ้งเหตุเครื่องบินทหารสหรัฐฯ Bell Boeing V-22 Osprey ซึ่งได้รับการออกแบบให้สามารถปฏิบัติการได้หลากหลายรูปแบบและหลายภารกิจ โดยใบพัดสามารถปรับมุมองศาได้ เพื่อผลทางด้านสมรรถนะการบินขึ้น-ลงได้ในแนวดิ่ง ตกบนเกาะเมลวิลล์ ซึ่งห่างจากเมืองดาร์วินไปทางเหนือประมาณ 60 กิโลเมตร ทางการออสเตรเลียได้รีบส่งเฮลิคอปเตอร์ และเจ้าหน้าที่ตำรวจออสเตรเลียไปยังจุดเกิดเหตุเพื่อช่วยเหลือทหารสหรัฐฯ ทันที

ที่มา: the Guardian

‘ประยูร’รุดตรวจ เยี่ยมกรมวิชาการฯ เน้นใช้เทคโนโลยี ให้มีประสิทธิภาพ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/752702

วันจันทร์ ที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายประยูร อินสกุล ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังตรวจเยี่ยมติดตามการดำเนินงานของกรมวิชาการเกษตร และหารือข้อราชการ โดยมีนายระพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์อธิบดีกรมวิชาการเกษตร และผู้เกี่ยวข้อง ต้อนรับ ว่าได้มอบแนวทางการดำเนินงานโดยเน้นให้นำเทคโนโลยีดิจิทัล มาใช้ทดแทนระบบการทำงานแบบเดิม โดยเฉพาะการให้บริการแก่ประชาชน การอนุมัติ อนุญาต การออกใบรับรองมาตรฐานต่างๆ ฯลฯ ให้มีระยะเวลาดำเนินการสั้นลง ลดขั้นตอน อำนวยความสะดวกแก่ประชาชนมากยิ่งขึ้น เพื่อเตรียมความพร้อมในการส่งออกผลผลิตทางการเกษตรสำหรับการเปิดตลาดใหม่ๆ เพิ่ม ในส่วนของบุคลากรขอให้เป็นนักปฏิบัติ เพื่อช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกร ช่วยให้เกิดการพัฒนาอย่างแท้จริง รวมทั้งได้มอบหมายให้มีการเผยแพร่ผลงานวิจัยที่เป็นประโยชน์สู่สาธารณะมากขึ้นด้วย

สำหรับ กรมวิชาการเกษตร มีวิสัยทัศน์ “เป็นองค์กรที่เป็นเลิศด้านการวิจัยและพัฒนาด้านพืช เครื่องจักรกลการเกษตรและเป็นศูนย์กลางรับรองมาตรฐานสินค้าเกษตรด้านพืชในระดับสากล บนพื้นฐานการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ภายใต้สมดุลวัฒนธรรมองค์กร ภายในปี พ.ศ. 2570” มีผลการดำเนินงานสำคัญในปีที่ผ่านมา 4 ด้าน ประกอบด้วย1.ด้านการวิจัยและพัฒนา 2.ด้านการตรวจสอบรับรองมาตรฐาน 3.ด้านการกำกับและดูแลตามกฎหมาย รับผิดชอบ พ.ร.บ.รวม 6 ฉบับ และ 4.ด้านการถ่ายทอดเทคโนโลยี ดำเนินการถ่ายทอดองค์ความรู้จากงานวิจัย

ปลัดฯเยี่ยมกรมฝนหลวงฯ แนะนำปรับปรุงการทำงาน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/752710

วันจันทร์ ที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายประยูร อินสกุล ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ประชุมตรวจเยี่ยมติดตามการดำเนินงานของกรมฝนหลวงและการบินเกษตร โดยมีนายสุพิศ พิทักษ์ธรรม อธิบดีกรมฝนหลวงฯ รวมทั้งผู้บริหารและเจ้าหน้าที่กรมฝนหลวงฯ ต้อนรับ ที่ห้องประชุมเทวกุล ชั้น 6 กรมฝนหลวงฯ พร้อมทั้งรับฟังการรายงานแผนงาน/โครงการสำคัญ ประจำปีงบประมาณ 2566 และ 2567

ในโอกาสนี้ ปลัดกระทรวงเกษตรฯ ได้ร่วมหารือข้อราชการและให้ข้อเสนอแนะในการพัฒนาปรับปรุงการดำเนินงาน โดยเฉพาะการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาปรับใช้ในการทำงานให้เกิดความคุ้มค่าและประโยชน์สูงสุด

กรมส่งเสริมฯปรับโครงการ ผลิตรวบรวมแปรรูปสถาบันเกษตร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/752704

วันจันทร์ ที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

รายงานข่าวจากกรมส่งเสริมสหกรณ์ ระบุว่า “โครงการปรับโครงสร้างการผลิต การรวบรวม และการแปรรูปของสถาบันเกษตรกร รองรับผลผลิตทางการเกษตร” เป็นโครงการที่กรมส่งเสริมสหกรณ์ ดำเนินโครงการตั้งแต่ พ.ศ.2563 มีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคติดเชื้อโควิด-19 ทั้งจากปัญหาไม่สามารถขายผลผลิตทางการเกษตรได้ ปัญหาการชะลอการรับซื้อผลผลิต หรือซื้อในปริมาณลดน้อยลง รวมถึงกรณีที่สหกรณ์เข้ามารับซื้อผลผลิตจากสมาชิกแต่ก็ประสบปัญหาขาดเครื่องมือและอุปกรณ์ในการรวบรวม จัดเก็บ และแปรรูปผลผลิตทางการเกษตร รวมทั้งเร่งพัฒนาศักยภาพและเสริมสร้างบทบาทของสหกรณ์ภาคการเกษตรให้เป็นศูนย์กลางในการบริหารจัดการผลผลิตการเกษตร และช่วยเหลือสมาชิกสหกรณ์และเกษตรกรในการประกอบอาชีพ กรมส่งเสริมสหกรณ์จึงจัดสรรเงินอุดหนุนสำหรับให้สหกรณ์นำไปสร้างอุปกรณ์การตลาดและจัดหาเครื่องมือแปรรูปผลผลิตการเกษตร ซึ่งรัฐอุดหนุนงบประมาณไม่เกินร้อยละ 90 และให้สหกรณ์จ่ายเงินสมทบไม่น้อยกว่าร้อยละ 10

ทั้งนี้ เพื่อให้การดำเนินโครงการฯ เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ได้แบ่งระดับของสหกรณ์ที่ได้รับสนับสนุนอุปกรณ์การตลาด ออกเป็น 3 ระดับ ได้แก่ ระดับต้น ระดับกลาง และระดับแม่ข่าย ซึ่งสหกรณ์ “ในระดับแม่ข่าย” จะทำหน้าที่ในการให้บริการเกษตรกรสมาชิกของตนเอง สหกรณ์ลูกข่าย/เครือข่ายในพื้นที่ภายในจังหวัดและจังหวัดใกล้เคียง โดยเน้นเรื่องการช่วยรวบรวมผลผลิตของสมาชิกให้ครอบคลุมและทั่วถึง รับซื้อผลผลิตของเกษตรกรในพื้นที่ในราคาที่เป็นธรรมมีการบูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานต่างๆ เพื่อพัฒนาต่อยอดและผลักดันให้สหกรณ์มีศักยภาพในการรวบรวมและแปรรูปได้อย่างมีมาตรฐานในระดับอุตสาหกรรมการเกษตรหรือเกษตรแปรรูปตามความต้องการของตลาด โดยปัจจุบันกรมส่งเสริมสหกรณ์ มี “สหกรณ์ระดับแม่ข่าย” 24 สหกรณ์ ครอบคลุมพื้นที่ 14 จังหวัด รวมทั้งหมดได้รับอุดหนุนอุปกรณ์การตลาด 79 รายการ เป็นเงิน 1,150 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 72 ของโครงการ

ทั้งนี้ “สหกรณ์ระดับแม่ข่าย” ถือว่ามีความสำคัญในการช่วยขับเคลื่อนแผนการดำเนินงานโครงการปรับโครงสร้างการผลิตการรวบรวม และการแปรรูปของสถาบันเกษตรกร รองรับผลผลิตทางการเกษตรให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพโดยภาพรวมการรวบรวมผลผลิตสินค้าเกษตรของสหกรณ์ ปีการผลิต 2566 สถาบันเกษตรกร สามารถเป็นจุดรวบรวมรับซื้อผลผลิตจากสมาชิกสหกรณ์และเกษตรกรทั่วไปได้ถึง 6,273,590 ตันมูลค่ารวมทั้งสิ้น 70,972 ล้านบาท โดยกรมส่งเสริมสหกรณ์ จะเดินหน้าในการสนับสนุนให้สถาบันเกษตรกร เพิ่มการใช้ประโยชน์จากอุปกรณ์การตลาดที่ได้รับอย่างเต็มศักยภาพและเกิดประโยชน์สูงสุดแก่สมาชิกสหกรณ์ ช่วยลดต้นทุนการผลิต ตลอดจนพัฒนากระบวนการผลิตและการแปรรูปสินค้าทางการเกษตรให้ได้มาตรฐานเพื่อเพิ่มมูลค่าและรายได้ เกิดการสร้างงานสร้างอาชีพของคนในชุมชน จนนำไปสู่การยกระดับภาคการเกษตรของประเทศไทยให้มั่นคง

‘พีรพันธ์’ร่วมกับคกก.ตัดสินMiniเลิศรัฐ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/752708

วันจันทร์ ที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายพีรพันธ์ คอทอง รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ประชุมคณะกรรมการตัดสินการประกวด Mini เลิศรัฐของสำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรฯ และการประกวดการสร้างนวัตกรรมการปรับปรุงการทำงานระดับบุคคลของสำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรฯ เพื่อส่งเสริมและพัฒนางานหน่วยงานส่วนกลางและส่วนภูมิภาคให้เกิดการสร้างสรรค์ผลงานเป็นเชิงประจักษ์ สามารถเป็นต้นแบบที่ดีในการสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันให้แก่หน่วยงานอื่นๆ ได้

สำหรับโครงการประกวดดังกล่าวแบ่งเป็น 2 มิติสำคัญ ได้แก่ 1.การพัฒนาการบริการ และ 2.สัมฤทธิผลประชาชนมีส่วนร่วม เพื่อส่งเสริมและพัฒนางานบริการส่วนแผนงาน/โครงการของสำนักงานปลัดฯ ให้มีประสิทธิภาพตอบโจทย์แก่ประชาชน รวมถึงสะท้อนผลลัพธ์ของการดำเนินงานสอดคล้องกับการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable DevelopmentGoals : SDGs) โดยสำนักงานเกษตรและสหกรณ์จังหวัดจันทบุรี ส่งผลงานประเภทรางวัลบริการภาครัฐ : พัฒนาการบริการ ภายใต้ชื่อ “ระบบขึ้นทะเบียนนักคัด นักตัดทุเรียนออนไลน์” และสำนักงานเกษตรและสหกรณ์จังหวัดหนองบัวลำภู ส่งผลงานประเภทรางวัลการบริหารราชการแบบมีส่วนร่วม :สัมฤทธิผลประชาชนมีส่วนร่วม ภายใต้ชื่อ“ลด เสริม เพิ่ม เพื่อยกระดับรายได้เกษตรแปลงใหญ่ (อ้อย) กลุ่มโนนเมือง อ.นากลาง จ.หนองบัวลำภู ด้วยการวิเคราะห์ห่วงโซ่คุณค่า”

ส่วนโครงการประกวดการสร้างนวัตกรรมการปรับปรุงการทำงานระดับบุคคลของสำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรฯ มีหน่วยงานภายใต้สังกัดส่งโครงการเข้าร่วมประกวด 11 โครงการ โดยรองปลัดกระทรวงเกษตรฯ ให้ความเห็นว่าควรนำข้อมูลโครงการต่างๆ ไปเผยแพร่ต่อเจ้าหน้าที่ในสังกัดเพื่อเป็นประโยชน์ต่อบุคลากร และพัฒนาองค์กรให้เป็น Digital Offic

เกษตรกรต้นแบบจังหวัดกระบี่ เลี้ยงกุ้งสายพันธุ์กุ้งขาวสิชล 1 ประสบความสำเร็จอย่างต่อเนื่อง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/752646

เกษตรกรต้นแบบจังหวัดกระบี่ เลี้ยงกุ้งสายพันธุ์กุ้งขาวสิชล 1 ประสบความสำเร็จอย่างต่อเนื่อง

เกษตรกรต้นแบบจังหวัดกระบี่ เลี้ยงกุ้งสายพันธุ์กุ้งขาวสิชล 1 ประสบความสำเร็จอย่างต่อเนื่อง

วันอาทิตย์ ที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2566, 14.56 น.

ตอนที่ 4 เกษตรกรต้นแบบ  จังหวัดกระบี่ เลี้ยงกุ้งสายพันธุ์กุ้งขาวสิชล 1 ประสบความสำเร็จอย่างต่อเนื่อง https://youtu.be/s4FnvDTQKBM

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : เมื่อไรต้องใช้ยาแก้เครียด

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/752662

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : เมื่อไรต้องใช้ยาแก้เครียด

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : เมื่อไรต้องใช้ยาแก้เครียด

วันจันทร์ ที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2566, 07.45 น.

วันเวลาผ่านไปเร็วมาก เผลอเดี๋ยวเดียวจะเข้าเดือนที่ 9 แล้ว หลายคนคงรู้สึกเหมือนกับผู้เขียนว่าปีนี้ผ่านไปเร็วมากๆจนงานการทำไม่เสร็จ ทำไม่ทัน นอกจากงานแล้วก็ยังมีเรื่องข่าวสารบ้านเมืองต่างๆ นานา เข้ามาทำให้เครียดอีก (สำหรับคนที่รู้สึก in กับการเมืองมากๆ) คนที่ in กับข่าวมากก็ย่อมเครียดมาก 

แต่อย่าลืมว่าความเครียดคือผลการตอบสนองของบุคคลที่มีต่อสิ่งคุกคาม โดยสิ่งคุกคามของแต่ละคนแตกต่างกันไป เมื่อแต่ละคนพบกับเรื่องที่ทำให้เครียดจะเกิดการตอบสนองได้ทั้งทางร่างกาย จิตใจ และพฤติกรรม 

ในทางร่างกาย ความเครียดอาจกระตุ้นให้หัวใจเต้นเร็วขึ้น หายใจเร็วขึ้น การเผาผลาญเพิ่มมากขึ้น บางคนก็มีผลต่อทางเดินอาหาร เช่น ระบบย่อย ระบบขับถ่าย จะรวนเรไปหมด ส่วนด้านจิตใจ เมื่อบุคคลเผชิญความเครียด ก็อาจจะรู้สึกโกรธ กดดัน เบื่อหน่าย ส่วนผลของความเครียดกับพฤติกรรมก็เช่น เบื่ออาหาร หรือไม่ก็กินมากขึ้น สูบบุหรี่ ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์จัดขึ้น นอนไม่หลับ เก็บตัว เป็นต้น

เมื่อมีความเครียดเกิดขึ้น ก็มีผลกระทบต่อคนที่เครียดไม่มากก็น้อย ทั้งนี้แต่ละคนก็รับมือกับความเครียดได้ต่างกัน ความเครียดที่เราพบเจอบ่อยๆ ในชีวิตประจำวัน เช่น การจราจรติดสาหัส แต่แล้วเราก็ต้องพยายามปรับตัวให้รับสถานการณ์ให้ได้ โดยอาจจะชินกับมันจนเลิกเครียด หรือไม่ก็เครียดสะสมรุนแรงมากขึ้น 

นอกจากนี้ยังมีความเครียดในกลุ่มนักเรียน นิสิต นักศึกษา นักวิจัย และอาจารย์ ที่เครียดจากการเรียนการสอบหรือการนำเสนอ paper วิชาการ ทำให้กระวนกระวาย วิตกกังวล นอนไม่หลับ แต่เมื่อสอบผ่านไปแล้ว หรือนำเสนองานจบไปแล้ว ก็จะหายเครียด หรือไม่ก็เครียดหนักกว่าเดิม หากทำข้อสอบไม่ได้ หรือเสนอ paper แล้วไม่บรรลุผล

สำหรับคนที่เกิดความเครียดรุนแรงมากขึ้น หรือเครียดสะสมต่อเนื่อง ลักษณะเช่นนี้อาจทำให้เกิดปัญหาโรคทางจิตเวชต่างๆ ได้ เช่น โรควิตกกังวล โรคซึมเศร้า โรคย้ำคิดย้ำทำ ส่งผลเสียต่อหน้าที่การงาน และการใช้ชีวิตประจำวัน

เมื่อความเครียดเป็นอาการอย่างหนึ่ง เหมือนปวดหัวเป็นไข้ แล้วเราสามารถไปหาซื้อยามากินเพื่อบรรเทาอาการได้หรือไม่ คำตอบคือ ไม่ได้ เพราะยาคลายเครียด จัดเป็นวัตถุออกฤทธิ์ต่อจิตประสาท ต้องสั่งจ่ายยาโดยแพทย์เท่านั้น หมายความว่าผู้ป่วยต้องไปพบแพทย์ แล้วรับยาที่โรงพยาบาลเท่านั้น ไม่ใช่หาซื้อยามากินเอง

ยาที่ใช้ในการดูแลรักษาอาการเหล่านี้ มีหลายกลุ่มที่แพทย์ผู้รักษาจะพิจารณาเลือกใช้ให้เหมาะกับผู้ป่วยแต่ละราย ตัวอย่างของยาในกลุ่มนี้ เช่น lorazepam, alprazolam, diazepam เป็นต้น

เหตุผลหนึ่งที่ยากลุ่มนี้ต้องสั่งให้โดยแพทย์ เพราะต้องติดตามผลการใช้ยาอย่างใกล้ชิดโดยแพทย์ อย่าลืมว่ายานี้อาจจะทำให้เสพติดได้ และมีอาการข้างเคียงอีกด้วย คือนอกจากกดประสาททำให้ง่วงซึม อีกทั้งยังทำให้มีภาวะหลงลืม หรือในบางรายอาจมีอารมณ์เปลี่ยนแปลง สรุปคือ ผู้ที่ใช้ยากลุ่มนี้ต้องอยู่ในการดูแลของแพทย์อย่างใกล้ชิด

คำถามคือ แล้วเครียดระดับไหนจึงต้องไปพบแพทย์ ก็อย่างที่เกริ่นไปข้างต้นว่า แต่ละคนมีความทนทานต่อเหตุการณ์ต่างๆ ไม่เท่ากัน บางคนอาจทนได้มาก แต่บางคนอาจทนได้น้อย บางเรื่องอาจทำให้บางคนเครียด แต่บางเรื่องไม่ก่อให้เกิดความเครียดกับบางคน เพราะฉะนั้น หากเรื่องใดก็ตามที่ทำให้เราเครียด วิตกกังวล คิดวนไม่จบสิ้น หาทางออกไม่ได้ ส่งผลกระทบต่อการทำงานและการดำเนินชีวิตประจำวัน นอนไม่หลับ การกิน การขับถ่ายผิดปกติ ขาดสมาธิ มีอาการแบบนี้นานเกิน 2 สัปดาห์ แนะนำว่าต้องไปพบแพทย์ เพื่อประเมินว่าต้องใช้ยาร่วมกับพฤติกรรมบำบัดหรือไม่ เพราะการเข้ารับการดูแลล่าช้าจะส่งผลให้ความรุนแรงของอาการมากขึ้น จนอาจกลายเป็นโรคที่บำบัดรักษาได้ยาก

ส่วนการบำบัดความเครียดโดยไม่ใช้ยา มีทางเลือกหลายรูปแบบ อาทิ การทำสมาธิ การฝึกหายใจ การหยุดหรือเลี่ยงกิจกรรมที่กระตุ้นความเครียด (ถ้าสามารถทำได้) แล้วให้พักผ่อนด้วยการสันทนาการต่างๆ เช่น ฟังเพลงดูภาพยนตร์ 

อย่างไรก็ตาม การจัดการความเครียดเป็นทักษะที่มนุษย์ต้องฝึกฝน หากทำแล้วความเครียดยังคงมีผลต่อชีวิตประจำวัน การใช้ยาคลายเครียดภายใต้การดูแลของแพทย์ก็อาจจำเป็นในบางช่วงเวลาของชีวิต

รศ.ภญ.ดร ณัฏฐดา อารีเปี่ยม และ รศ.ภก.ดร.บดินทร์ ติวสุวรรณ

คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย