รองปลัดฯขับเคลื่อนโครงการ ศูนย์ภูฟ้าพัฒนาฯสมเด็จพระเทพฯ

https://www.naewna.com/local/838049

รองปลัดฯขับเคลื่อนโครงการ  ศูนย์ภูฟ้าพัฒนาฯสมเด็จพระเทพฯ

รองปลัดฯขับเคลื่อนโครงการ ศูนย์ภูฟ้าพัฒนาฯสมเด็จพระเทพฯ

วันอังคาร ที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นายนวนิตย์ พลเคน รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังประชุมคณะอนุกรรมการด้านการเกษตรโครงการศูนย์ภูฟ้าพัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดำริในสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ครั้งที่ 2/2567 โดยมีผู้แทนหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ ที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วม

สำหรับที่ประชุมได้มีมติเห็นชอบ ร่างแผนการดำเนินงาน (โครงการ/กิจกรรมและงบประมาณ) ด้านการเกษตรโครงการศูนย์ภูฟ้าพัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ในสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เพื่อประกอบการจัดทำคำของบประมาณรายจ่าย ประจำปีงบประมาณ 2569 โดยมีแผนการดำเนินงาน 12 หน่วยงาน รวมทั้งสิ้น 33 โครงการ 80 กิจกรรม ดังนี้ 1.กรมส่งเสริมการเกษตร 9 โครงการ 13 กิจกรรม อาทิ โครงการส่งเสริมการปลูกไม้ผลยืนต้นและผักสวนครัว โครงการส่งเสริมการจัดการศัตรูพืชชุมชน 2.กรมวิชาการเกษตร 6 โครงการ 22 กิจกรรม อาทิ โครงการแปลงต้นแบบในพื้นที่เกษตรกร (ขยายผล) โครงการแปลงเรียนรู้การถ่ายทอดเทคโนโลยีทางการเกษตรด้านพืช (กาแฟ) 3.กรมประมง 1 โครงการ 3 กิจกรรม คือโครงการส่งเสริมการเลี้ยงสัตว์น้ำบนพื้นที่สูง4.กรมปศุสัตว์ 1 โครงการ 4 กิจกรรม คือโครงการส่งเสริมการเลี้ยงสัตว์บนพื้นที่สูง 5.กรมหม่อนไหม 2 โครงการ 3 กิจกรรม คือโครงการพัฒนาการผลิตและการตลาดหม่อนผลสดบนพื้นที่สูงอย่างยั่งยืน โครงการส่งเสริมและพัฒนางานหม่อนไหมเชิงพื้นที่

6.กรมการข้าว 3 โครงการ 10 กิจกรรม อาทิ โครงการงานศึกษาและพัฒนาการปลูกข้าวในพื้นที่ทรงงาน 600 ไร่ โครงการส่งเสริมการพัฒนาการปลูกและยกระดับผลผลิตข้าวนา 7.กรมพัฒนาที่ดิน 6 โครงการ 6 กิจกรรม อาทิ โครงการสาธิตการใช้ปุ๋ยอินทรีย์คุณภาพสูงเพื่อปรับปรุงบำรุงดินในพื้นที่แปลงเกษตรกรสร้างป่าสร้างรายได้ 8.กรมส่งเสริมสหกรณ์ 1 โครงการ 2 กิจกรรม คือโครงการส่งเสริมการดำเนินงานสหกรณ์ในพื้นที่โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ 9.กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ 1 โครงการ 2 กิจกรรม คือ โครงการส่งเสริมการเรียนรู้ด้านบัญชีฯ 10.สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร 1 โครงการ1 กิจกรรม โดยติดตามและประเมินผลการขับเคลื่อนงานโครงการฯ 11.สำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์1 โครงการ 8 กิจกรรม โดยประสานงานบูรณาการขับเคลื่อนร่วมกับหน่วยงานในพื้นที่ และ 12.กรมชลประทาน1 โครงการ 6 กิจกรรม อาทิ กิจกรรมสนับสนุนแหล่งน้ำ ปรับปรุงงานชลประทาน

ทั้งนี้ ที่ประชุมได้นำความเห็นและข้อเสนอแนะการดำเนินโครงการฯ จากหน่วยงานต่างๆ ไปพิจารณาตามความเหมาะสม เพื่อขับเคลื่อนการดำเนินโครงการให้เกิดผลสัมฤทธิ์ตามที่วางแผนไว้

เกษตรฯรุกจัดการน้ำแก้ปัญหาอุทกภัย

https://www.naewna.com/local/838051

เกษตรฯรุกจัดการน้ำแก้ปัญหาอุทกภัย

เกษตรฯรุกจัดการน้ำแก้ปัญหาอุทกภัย

วันอังคาร ที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นายเอกภาพ พลซื่อ โฆษกกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (ฝ่ายการเมือง) กล่าวถึงสถานการณ์น้ำในแม่น้ำปิง ว่ามีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยโครงการชลประทานลำพูน ได้บูรณาการร่วมกับหน่วยงานท้องถิ่น เร่งบรรเทาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน เพื่อลดผลกระทบจากปัญหาอุทกภัย

ด้านสถานการณ์น้ำในลุ่มน้ำเจ้าพระยา กรมชลประทาน ได้บริหารจัดการน้ำเข้าระบบชลประทานทั้ง 2 ฝั่งของแม่น้ำเจ้าพระยา ตามศักยภาพของคลองและสอดคล้องกับปริมาณฝนที่ตก
ในพื้นที่ และการคงอัตราการระบายน้ำจากเขื่อนเจ้าพระยา จ.ชัยนาท ทำให้ระดับน้ำท้ายเขื่อนเจ้าพระยา ทรงตัว ขณะที่ลุ่มเจ้าพระยาตอนล่าง ที่สถานีวัดน้ำ อ.บางไทร จ.พระนครศรีอยุธยา ปริมาณน้ำไม่มีผลกระทบต่อพื้นที่ชั้นในของ กทม.และปริมณฑล แต่อาจจะมีผลกระทบกับพื้นที่ริมแม่น้ำ หรือพื้นที่ตลิ่งต่ำ ช่วงที่มีน้ำทะเลหนุนสูง

ขณะที่เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ ได้วางแผนปรับลดการระบายน้ำลงอย่างต่อเนื่อง จนเหลือในอัตรา 10 ลบ.ม./วินาที เพื่อลดปริมาณน้ำที่จะไหลลงไปสมทบกับแม่น้ำเจ้าพระยา ช่วยบรรเทาปัญหาอุทกภัยในพื้นที่ทางตอนล่างของลุ่มเจ้าพระยาในเขต กทม.และปริมณฑล โดยจะเก็บกักน้ำไว้ในอ่างฯ ในช่วงปลายฤดูฝนเดือนสุดท้ายให้ได้มากที่สุด

สำหรับสถานการณ์น้ำในเขื่อนต่างๆ ปัจจุบันอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางทั่วประเทศ มีปริมาณน้ำรวมกันทั้งสิ้นประมาณ 60,444 ล้าน ลบ.ม.(79% ของความจุอ่างฯ รวมกัน) ยังสามารถรองรับน้ำได้รวมกันอีกกว่า 15,924 ล้าน ลบ.ม. เฉพาะลุ่มน้ำเจ้าพระยา4 เขื่อนหลัก (เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์) มีปริมาณน้ำรวมกันทั้งสิ้นประมาณ 20,017 ล้าน ลบ.ม. (80% ของความจุอ่างฯ รวมกัน) พร้อมทั้งสามารถรองรับน้ำได้รวมกันอีกกว่า 4,854 ล้าน ลบ.ม.

‘อธิบดีกรมการข้าว’เฝ้ารับเสด็จฯ’ในหลวง-พระราชินี’ ในการเสด็จพระราชดำเนินทรงบำเพ็ญพระราชกุศลถวายผ้าพระกฐิน

https://www.naewna.com/local/837873

'อธิบดีกรมการข้าว'เฝ้ารับเสด็จฯ'ในหลวง-พระราชินี' ในการเสด็จพระราชดำเนินทรงบำเพ็ญพระราชกุศลถวายผ้าพระกฐิน

‘อธิบดีกรมการข้าว’เฝ้ารับเสด็จฯ’ในหลวง-พระราชินี’ ในการเสด็จพระราชดำเนินทรงบำเพ็ญพระราชกุศลถวายผ้าพระกฐิน

วันจันทร์ ที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2567, 11.54 น.

วันที่ 27 ตุลาคม 2567 ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วย นายอิทธิ ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายอัครา พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายประยูร อินสกุล ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายณัฏฐกิตติ์ ของทิพย์ อธิบดีกรมการข้าว และผู้บริหารระดับสูงกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เข้าเฝ้าฯ รับเสด็จ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ในการเสด็จพระราชดำเนินทรงบำเพ็ญพระราชกุศลถวายผ้าพระกฐิน โดยขบวนพยุหยาตราทางชลมารค เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 28 กรกฎาคม 2567 ณ วัดอรุณราชวราราม

– 006

‘อธิบดีกรมปศุสัตว์’เฝ้ารับเสด็จฯ’ในหลวง-พระราชินี’ ในการเสด็จพระราชดำเนินทรงบำเพ็ญพระราชกุศลถวายผ้าพระกฐิน

https://www.naewna.com/local/837872

'อธิบดีกรมปศุสัตว์'เฝ้ารับเสด็จฯ'ในหลวง-พระราชินี' ในการเสด็จพระราชดำเนินทรงบำเพ็ญพระราชกุศลถวายผ้าพระกฐิน

‘อธิบดีกรมปศุสัตว์’เฝ้ารับเสด็จฯ’ในหลวง-พระราชินี’ ในการเสด็จพระราชดำเนินทรงบำเพ็ญพระราชกุศลถวายผ้าพระกฐิน

วันจันทร์ ที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2567, 11.51 น.

อธิบดีกรมปศุสัตว์ เฝ้ารับเสด็จ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินี ในการเสด็จพระราชดำเนินทรงบำเพ็ญพระราชกุศลถวายผ้าพระกฐิน

วันอาทิตย์ที่ 27 ตุลาคม 2567 เวลา 15.00 น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินทรงบำเพ็ญพระราชกุศลถวายผ้าพระกฐิน โดยขบวนพยุหยาตราทางชลมารค เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 28 กรกฎาคม 2567 โดยมี นายสัตวแพทย์สมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ พร้อมด้วย ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายอิทธิ ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายอัครา พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายประยูร อินสกุล ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และผู้บริหารระดับสูงกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เข้าเฝ้าฯ ณ บริเวณลานพระบรมราชานุสาวรีย์ รัชกาลที่ 8 สวนหลวงพระราม 8

– 006

สื่อมวลชนเกษตร เยี่ยมฟาร์มโคนม นมไทย-เดนมาร์ก ร่วมพัฒนายั่งยืน

https://www.naewna.com/local/837815

สื่อมวลชนเกษตร  เยี่ยมฟาร์มโคนม  นมไทย-เดนมาร์ก  ร่วมพัฒนายั่งยืน

สื่อมวลชนเกษตร เยี่ยมฟาร์มโคนม นมไทย-เดนมาร์ก ร่วมพัฒนายั่งยืน

วันจันทร์ ที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นายสมพร ศรีเมือง ผอ.องค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.) กล่าวว่า ได้นำพาคณะสื่อมวลชนด้านเกษตรจาก 13 ประเทศ เข้าเยี่ยมชมฟาร์มโคนมไทย-เดนมาร์ค ที่มีการผลักดันการพัฒนาการเลี้ยงโคนมอย่างต่อเนื่อง ภายใต้ปณิธานการส่งเสริมและพัฒนาอาชีพการเลี้ยงโคนมในประเทศไทยให้มีความยั่งยืน ต่อยอดพัฒนาสายพันธุ์โคนมในประเทศไทย ใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีเพิ่มประสิทธิภาพทั้งน้ำนม และวิธีการเลี้ยงโคนม ตามพระราชดำริของพระมหากษัตริย์ 2 พระองค์ คือพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 และพระเจ้าเฟรดเดอริกที่ 9 แห่งเดนมาร์ก นอกจากนี้ยังแสดงให้เห็นว่าระยะทางระหว่างทั้งสองประเทศ ไม่ได้เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาความสัมพันธ์ที่ยาวนานมากว่า 400 ปี มีการแลกเปลี่ยนประสบการณ์จัดการฟาร์มและสวัสดิภาพสัตว์ โครงการถ่ายฝากตัวอ่อนสายพันธ์ุวัวแดง ตั้งแต่ พ.ศ.2505 เป็นต้นมา

“การเลี้ยงโคนมเป็นอีกหนึ่งพระราชดำริที่กลายมาเป็นอาชีพที่ช่วยให้เกษตรกรไทยมีความเป็นอยู่ที่ดีและมั่นคงขึ้น เพราะพระองค์ทรงวางรากฐานการเลี้ยงโคนมไว้อย่างครบวงจร และสนับสนุนให้เกษตรกรไทยได้มีอาชีพเลี้ยงโคนม จนนับว่าอาชีพเลี้ยงโคนมเป็นอาชีพพระราชทานที่เปลี่ยนชีวิตของเกษตรกรไทยให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นที่สำคัญยังเป็นการช่วยให้ประชาชนมีอาชีพที่มั่นคง สร้างรายได้ให้ผู้เลี้ยงโคนมจนถึงปัจจุบัน” นายสมพร กล่าว

พด.แนะอนุรักษ์ดิน-น้ำฟื้นฟูภาคเกษตร

https://www.naewna.com/local/837820

พด.แนะอนุรักษ์ดิน-น้ำฟื้นฟูภาคเกษตร

พด.แนะอนุรักษ์ดิน-น้ำฟื้นฟูภาคเกษตร

วันจันทร์ ที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ดร.อาทิตย์ ศุขเกษม รองอธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน (พด.) กล่าวว่า สถานการณ์อุทกภัยที่เกิดขึ้นส่งผลกระทบรุนแรงต่อภาคการเกษตร ส่วนหนึ่งเกิดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของโลก (Climate Change) การทำลายป่าไม้ พื้นที่ เกษตรกรรมในที่ลุ่มต่ำและขวางทางไหลของน้ำ การใช้ประโยชน์ที่ดินอย่างไม่เหมาะสมจึงเกิดการชะล้างพังทลายของดิน จากสถานการณ์ฝนตกหนักสะสมในช่วงเดือนสิงหาคม 2567 ส่งผลให้น้ำป่าไหลหลาก พื้นที่ทางการเกษตรได้รับความเสียหายเกิดการทับถมของตะกอนดิน ดินขาดความอุดมสมบูรณ์ ไม่สามารถทำการเพาะปลูกพืชได้ เพื่อฟื้นฟูดินและบรรเทาความเดือดร้อนให้กับเกษตรกร

ทั้งนี้ กรมพัฒนาที่ดิน มีมาตรการอนุรักษ์ดินและน้ำหลายรูปแบบ ดังนี้ 1.การปรับที่นาใหม่ ซึ่งได้รับผลกระทบจากการสะสมของตะกอนดินต้องปรับปรุงบำรุงดิน เพื่อเพิ่มความสามารถในการอุ้มน้ำของดิน โดยการเพิ่มอินทรียวัตถุในดินผ่านการใช้ปุ๋ยหมัก ปุ๋ยคอก และปุ๋ยพืชสด ช่วยให้ดินดูดซับน้ำฝนได้มากขึ้น ลดปริมาณน้ำไหลบ่าหน้าดิน 2.การทำคันดินเบนน้ำ เพื่อชะลอและกระจายน้ำไหลบ่าให้ซึมลงดินลดปริมาณน้ำที่จะไหลลงสู่พื้นที่ลุ่มต่ำ 3.การทำขั้นบันไดดิน เพื่อลดความรุนแรงของน้ำไหลบ่า 4.การสร้างฝายชะลอน้ำ ในพื้นที่ต้นน้ำ เพื่อชะลอการไหลของน้ำลดความรุนแรงของน้ำหลาก และเพิ่มการกักเก็บน้ำในดิน 5.การปลูกหญ้าแฝก เพื่อป้องกันการชะล้างพังทลายของดิน ชะลอความเร็วของน้ำไหลบ่า และเพิ่มการซึมน้ำลงดิน 6. การไถกลบตอซัง ที่ถูกน้ำท่วมตาย ช่วยเพิ่มอินทรียวัตถุในดิน ปรับปรุงโครงสร้างดินให้ร่วนซุย ทำให้น้ำซึมผ่านได้ดีขึ้น 7.การขุดสระน้ำในไร่นา เพื่อกักเก็บน้ำฝนส่วนเกินไว้ใช้ในฤดูแล้ง และช่วยลดปริมาณน้ำที่จะไหลลงสู่พื้นที่ลุ่มต่ำ และ 8.การปรับรูปแปลงนา ให้มีคันนาที่กว้างและสูงขึ้น เพื่อเพิ่มความสามารถในการกักเก็บน้ำในแปลงนา

รองปลัดฯผลักดันโครงการ เยาวชนเกษตรไทยในญี่ปุ่น

https://www.naewna.com/local/837822

รองปลัดฯผลักดันโครงการ  เยาวชนเกษตรไทยในญี่ปุ่น

รองปลัดฯผลักดันโครงการ เยาวชนเกษตรไทยในญี่ปุ่น

วันจันทร์ ที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นายเศรษฐเกียรติ กระจ่างวงษ์ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการบริหารโครงการผู้นำเยาวชนเกษตรไทยในประเทศญี่ปุ่นครั้งที่ 1/2568 โดยมีผู้แทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ ศูนย์ส่งเสริมเยาวชนเกษตรอาเซียน จังหวัดกาญจนบุรี กรมชลประทาน กรมส่งเสริมการเกษตร กรมส่งเสริมสหกรณ์ กรมปศุสัตว์ กรมการข้าว สถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง (องค์การมหาชน) และสำนักการเกษตรต่างประเทศ เข้าร่วม

ทั้งนี้ กระทรวงเกษตรฯ ได้เริ่มดำเนินโครงการฝึกงานผู้นำเยาวชนเกษตรไทยในประเทศญี่ปุ่น ประจำปี 2568 ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2567 และมีกำหนดส่งเยาวชนเกษตรไทยเดินทางไปฝึกงานกับครอบครัวเกษตรกรญี่ปุ่นในช่วงเดือนเมษายน 2568 ถึงเดือนกุมภาพันธ์ 2569 สำหรับผลการดำเนินโครงการฯ ประจำปี 2567 ที่ผ่านมาเป็นไปด้วยความเรียบร้อย เยาวชนเกษตรไทยที่ได้รับการคัดเลือก มีความตั้งใจในการฝึกงานเป็นอย่างดี และครอบครัวเกษตรกรชาวญี่ปุ่นได้ให้ความร่วมมือในการฝึกงาน ทำให้เยาวชนเกษตรไทยได้รับความรู้และประสบการณ์ในการทำการเกษตรเพิ่มเติม และสามารถนำมาประยุกต์ใช้ในการทำการเกษตรในประเทศไทยได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้ รองปลัดกระทรวงเกษตรฯ ได้เน้นย้ำให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง คัดเลือกเยาวชนเกษตรไทยให้ตรงกับบริบทและวัตถุประสงค์ของโครงการฯ

เกษตรฯลดขั้นตอนช่วย ผู้ประสบภัยพิบัติทางการเกษตร

https://www.naewna.com/local/837817

เกษตรฯลดขั้นตอนช่วย ผู้ประสบภัยพิบัติทางการเกษตร

เกษตรฯลดขั้นตอนช่วย ผู้ประสบภัยพิบัติทางการเกษตร

วันจันทร์ ที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นายเศรษฐเกียรติ กระจ่างวงษ์ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานการประชุมศูนย์ติดตามและแก้ไขปัญหาภัยพิบัติด้านการเกษตร กระทรวงเกษตรฯ ครั้งที่ 5 /2567 โดยมีหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ เข้าร่วม โดยที่ประชุมเห็นชอบในหลักการ ในการลดขั้นตอนการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติด้านการเกษตร ตามระเบียบกระทรวงการคลัง ว่าด้วยเงินทดรองราชการเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน พ.ศ.2562 เพื่อให้การช่วยเหลือเกษตรกรรวดเร็วยิ่งขึ้น โดยลดระยะเวลาขั้นตอนการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติด้านการเกษตรใหม่ จากเดิมไม่เกิน 90 วันเหลือไม่เกิน 65 วัน พร้อมทั้งมอบหมายให้ฝ่ายเลขาฯ หารือร่วมกับกรมส่งเสริมการเกษตร และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อดำเนินการศึกษาในรายละเอียดให้มีความสอดคล้อง เหมาะสม และทันต่อสถานการณ์ อีกทั้ง มอบหมายให้หน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ ประเมินความเสียหายเบื้องต้นก่อนน้ำลด เพื่อให้กระบวนการสำรวจรวดเร็วยิ่งขึ้น

ทั้งนี้ ที่ประชุมได้รายงานสรุปความเสียหายจากอุทกภัยและการให้ความช่วยเหลือ ดังนี้ 1.ด้านพืช ได้รับความเสียหาย 40 จังหวัด สำรวจพบความเสียหายสิ้นเชิงแล้ว เกษตรกร 71,039 ราย พื้นที่ 566,192 ไร่ แบ่งเป็น ข้าว 513,249 ไร่ พืชไร่และพืชผัก 47 , 347 ไร่ ไม้ผล ไม้ยืนต้นและอื่นๆ 5,596 ไร่ คิดเป็นเงิน 804.59 ล้านบาท ช่วยเหลือแล้ว เกษตรกร 1,698 ราย พื้นที่ 8,251 ไร่ 2.ด้านประมง ได้รับความเสียหาย 23 จังหวัด สำรวจพบความเสียหายแล้ว เกษตรกร 3,629 ราย พื้นที่รวม 4,276ไร่ กระชัง 6,636 ตร.ม.คิดเป็นเงิน 24.92 ล้านบาท ช่วยเหลือแล้ว เกษตรกร 828 ราย พื้นที่ 739 ไร่ กระชัง 6,374 ตร.ม. และ 3.ด้านปศุสัตว์ ได้รับความเสียหาย 14 จังหวัด พบความเสียหายแล้ว เกษตรกร 1,146 รายสัตว์ตาย / สูญหายรวม 90,212 ตัว แบ่งเป็นโค 382 ตัว กระบือ 46 ตัว สุกร 147 ตัว แพะ /แกะ 66 ตัว และสัตว์ปีก 89,571 ตัว

ด้านการบริหารจัดการน้ำลุ่มน้ำเจ้าพระยา ปริมาณน้ำจากพื้นที่ตอนบนที่ระบายจากเขื่อนภูมิพล สิริกิต์ และแควน้อยฯ ไหลมารวมกันที่ต้นแม่น้ำเจ้าพระยา บริเวณสถานีวัดน้ำ C2 ค่ายจิรประวัติ จ.นครสวรรค์ ปัจจุบัน 2,359 ลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.)/วินาที กรมชลประทาน บริหารจัดการน้ำเข้าระบบชลประทานทั้งตะวันออกและฝังตะวันตก รวมรับน้ำ 451 ลบ.ม./วินาที ส่วนปริมาณน้ำที่ไหลผ่านเขื่อนเจ้าพระยา 2,199 ลบ.ม./วินาที นอกจากนี้เขื่อนป่าสักฯ ระบายน้ำลงสู่แม่น้ำป่าสัก 151 ลบ.ม./วินาที ไหลผ่านเขื่อนพระรามหก 303 ลบ.ม./วินาที ก่อนไหลมาบรรจบที่แม่น้ำเจ้าพระยา บริเวณสถานี C29A อ.บางไทร จ.พระนครศรีอยุธยา เฉลี่ย 1,990 ลบ.ม./วินาที ทั้งนี้ การเปิดระบายของเขื่อนเจ้าพระยาและเขื่อนพระรามหกจะพิจารณาผลการคาดการณ์ระดับน้ำทะเลขึ้น-ลงของกรมอุทกศาสตร์อย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ได้พิจารณาปริมาณน้ำจากคลองพระยาบรรลือ (สน.สิงหนาท 2) และคลองพระพิมล (สน.บางบัวทอง) มาสนับสนุนในแม่น้ำเจ้าพระยาตาความเหมาะสม

‘CRA Open House’ เปิดบ้านแนะแนว ศึกษาต่อ…‘สายวิทยาศาสตร์สุขภาพ’

https://www.naewna.com/local/838014

‘CRA Open House’ เปิดบ้านแนะแนว  ศึกษาต่อ...‘สายวิทยาศาสตร์สุขภาพ’

‘CRA Open House’ เปิดบ้านแนะแนว ศึกษาต่อ…‘สายวิทยาศาสตร์สุขภาพ’

วันอังคาร ที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2567, 08.30 น.

ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ ร่วมกับ โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ เปิดประสบการณ์ “ฐานการเรียนรู้ทางการแพทย์” ให้นักเรียนมัธยมเยี่ยมชมคลินิกครั้งแรก ในโครงการ CRA Open House แนะแนวศึกษาต่อสายวิทยาศาสตร์สุขภาพ

นับเป็นครั้งแรกที่โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ เปิดโอกาสให้นักเรียนระดับมัธยมปลายจากทั่วประเทศเข้าร่วมกิจกรรมภายใต้โครงการ CRA Open House ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์เปิดบ้านแนะแนวศึกษาต่อสายวิทยาศาสตร์สุขภาพ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเปิดโอกาสให้นักเรียนที่มีความมุ่งมั่นในการศึกษาต่อแพทยศาสตร์ และสายวิทยาศาสตร์สุขภาพ ได้ฝึกทักษะทางการแพทย์ และได้เยี่ยมชมศูนย์การรักษาที่มีความเป็นเลิศ สร้างความมั่นใจในศักยภาพของโรงพยาบาลจุฬาภรณ์ อันเป็นแหล่งฝึกปฏิบัติของนักศึกษาสายวิทยาศาสตร์
สุขภาพ ซึ่งนักเรียนที่มาร่วมกิจกรรมจะได้สัมผัสเทคโนโลยีเครื่องมือนวัตกรรมทางการแพทย์ที่ทันสมัยทัดเทียมมาตรฐานสากล ตลอดจนเป็นการสร้างความสัมพันธ์ภาคีเครือข่ายร่วมกับสถานศึกษาระดับมัธยมศึกษาทั่วประเทศ เพื่อเป็นการขับเคลื่อนพันธกิจของราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ ในด้านการผลิตบัณฑิตแพทย์ พยาบาลและการสาธารณสุข ที่มีคุณภาพทางวิชาการและสมรรถนะทางวิชาชีพที่เป็นเลิศ อีกทั้งเป็นทางเลือกในการเข้าศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษาของนักเรียนในระดับมัธยมศึกษาตอนปลายต่อไป ณ โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์

รศ.นพ.สุรศักดิ์ ลีลาอุดมลิปิ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลจุฬาภรณ์ กล่าวว่า โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ เป็นหน่วยงานภายใต้ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ และเป็นสถานพยาบาลในกำกับของรัฐ ซึ่งในปัจจุบันเป็นโรงพยาบาลในการฝึกปฏิบัติทักษะทางคลินิกของนักศึกษาแพทย์ พยาบาล และวิชาชีพทางการแพทย์ มีความเชี่ยวชาญด้านการรักษาโรคมะเร็ง ให้บริการทางการแพทย์ด้วยศูนย์ความเป็นเลิศเฉพาะทางด้านต่างๆ มีการนำเทคโนโลยีที่ทันสมัยเข้ามาช่วยในการตรวจวินิจฉัยและรักษาผู้ป่วยโรคยากซับซ้อน ด้วยทีมแพทย์และพยาบาลเฉพาะทาง ให้การสนับสนุนการวิจัยและการศึกษาในหลักสูตรต่างๆ ของราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ เพื่อตอบสนองต่อความต้องการของประเทศและช่วยดูแลส่งเสริมสุขภาพของคนไทย สืบสานพระปณิธานใน ศาสตราจารย์ ดร.สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าจุฬาภรณ์วลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒนวรขัตติยราชนารี องค์ประธานและนายกสภาราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ ที่ทรงมุ่งหวังให้ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์เป็นศูนย์กลางการศึกษาและวิจัย สู่ความเป็นเลิศด้านวิชาการและวิชาชีพเพื่อบริการมวลมนุษยชาติอย่างยั่งยืน ภายใต้ปรัชญา “เป็นเลิศเพื่อทุกชีวิต”

สำหรับ โครงการ CRA Open House ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ เปิดบ้านแนะแนวศึกษาต่อสายวิทยาศาสตร์สุขภาพ ในวันนี้ มีนักเรียนระดับมัธยมปลายจากทั่วประเทศเข้าร่วมกิจกรรมจำนวนทั้งสิ้น 300 คน ซึ่งโรงพยาบาลจุฬาภรณ์ได้จัดเตรียม “ฐานการเรียนรู้ทางการแพทย์” เพื่อเปิดโลกการเรียนรู้ทางการแพทย์ จำนวน 5 ด้าน ประกอบด้วย การแพทย์ฉุกเฉิน เวชศาสตร์ฟื้นฟู หัวใจและหลอดเลือด รังสีวินิจฉัย โสต ศอ นาสิก และห้องผ่าตัด นักเรียนที่มาร่วมในแต่ละฐานจะได้รับความรู้จากบุคลากรทางการแพทย์ที่เชี่ยวชาญอย่างใกล้ชิด ได้สัมผัสกับอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่เป็นเทคโนโลยีขั้นสูงที่ใช้ในการตรวจ วินิจฉัย และรักษาผู้ป่วยจริงโดยนักเรียนที่เข้าร่วมกิจกรรมจะได้ประสบการณ์ณ ศูนย์การแพทย์จุฬาภรณ์เฉลิมพระเกียรติ และโรงพยาบาลจุฬาภรณ์ ขนาด 400 เตียง

กิจกรรมนี้ไม่เพียงแต่ช่วยให้นักเรียนได้เห็นภาพรวมของการเรียนในสาขาวิทยาศาสตร์สุขภาพอย่างแท้จริง แต่ยังมีเป้าหมายในการสร้างแรงบันดาลใจ กระตุ้นความสนใจในสายอาชีพ

‘ม็อบธุรการ-ลูกจ้าง’บุกศธ.ทวงคืนสิทธิ ยื่น 3 ข้อจี้‘เพิ่มเงินเดือน-โละจ้างเหมา’

https://www.naewna.com/local/838074

‘ม็อบธุรการ-ลูกจ้าง’บุกศธ.ทวงคืนสิทธิ ยื่น 3 ข้อจี้‘เพิ่มเงินเดือน-โละจ้างเหมา’

‘ม็อบธุรการ-ลูกจ้าง’บุกศธ.ทวงคืนสิทธิ ยื่น 3 ข้อจี้‘เพิ่มเงินเดือน-โละจ้างเหมา’

วันอังคาร ที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2567, 08.07 น.

‘ม็อบธุรการ-ลูกจ้าง’บุก ศธ.ขอพบ‘เพิ่มพูน’ ยื่น 3 ข้อเรียกร้องทวงคืนสิทธิ จี้‘โละจ้างเหมา-เพิ่มเงินเดือน-ขอความมั่นคงในอาชีพ’

เมื่อเวลา 06.00 น.วันที่ 29 ตุลาคม 2567 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่บริเวณด้านหน้ากระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) กลุ่มเจ้าหน้าที่ธุรการ กลุ่มลูกจ้าง  นำโดยสมาพันธ์เจ้าหน้าที่ธุรการโรงเรียนแห่งประเทศไทย กว่า 100 คน เดินทางมาขอเข้าพบ พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รมว.ศึกษาธิการ เพื่อทวงคืนสิทธิประกันสังคม , ปรับเพิ่มอัตราเงินเดือน , ขอความมั่นคงในอาชีพ  พร้อมมีป้ายข้อความระบุว่า “SAVE ลูกจ้าง สพฐ. ไม่เอาจ้างเหมาบริการ , ทวงคืนเงินสมทบ ประกันสังคม เพื่อชีวิตที่มั่นคงของลูกจ้าง , นโยบาย “สพฐ.เรียนดีมีความสุข” แต่สำหรับบุคลากร “ทำงานดี ไม่มีความสุข” X (ไม่เอาจ้างเหมาบริการ)

แถลงการณ์ของสมาพันธ์ฯ ระบุว่า ตามที่สำนักคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) แจ้งเรื่องการจัดสรรอัตราการปฏิบัติงานให้ราชการปีงบประมาณ 2568 โดยปรับเปลี่ยนวิธีการจ้างเป็นจ้างเหมาบริการและตัดเงินสมสบประกันสังคม ส่งผลให้ลูกจ้างกว่า 7 หมื่นคนทั่วประเทศ ได้รับผลกระทบถึงสิทธิประโยชน์ที่พึงได้รับ อาทิ การรักษาพยาบาล การคลอดบุตร การรับเงินสงเคราะห์ เป็นต้น ซึ่งเป็นสวัสดิการเดียวที่ลูกจ้างนี้มีเพื่อใช้จ่ายในครอบครัว ในวันเกษียณอายุราชการและยามเจ็บป่วย หากแต่โดนตัดสิทธิเหล่านี้ไป ทำให้เกิดความเดือดร้อนแก่ลูกจ้าง ผู้ปฏิบัติงานราชการให้ สพฐ.

ทางสมาพันธ์ฯ จึงมาขอเข้าพบรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เพื่อยื่นข้อเรียกร้อง ดังนี้

1.ขอเปลี่ยนจากการจ้างเหมาบริการ เป็นวิธีการจ้างลูกจ้างชั่วคราว พร้อมเงินสมทบประกันสังคมทุกตำแหน่ง 

2.ขอปรับเพิ่มอัตราเงินเดือนตามนโยบายรัฐบาล ที่ปรับฐานเงินเดือนตาม

+ คุณวุฒิปริญญาตรี ปีที่ 1 มีผลวันที่ 1 พฤษภาคม 2567 เงินเดือน 16,500 บาท

+ ปีที่ 2 มีผลวันที่ 1 พฤษภาคม 2568 เงินเดือน 18,150 บาท

+ คุณวุฒิต่ำกว่า ป.ตรี ปีที่ 1 วันที่ 1 พฤษภาคม 2567 เงินเดือน 10,340 บาท

+ วันที่ 1 พฤษภาคม 2568 เงินเดือน 11,380 บาท

3.ขอปรับตำแหน่งความมั่นคงในอาชีพลูกจ้าง สพฐ. ทุกตำแหน่ง