สุดงดงาม!!! ฝึกซ้อมจัดขบวนพยุหยาตราทางชลมารค

https://www.naewna.com/local/837244

สุดงดงาม!!! ฝึกซ้อมจัดขบวนพยุหยาตราทางชลมารค

สุดงดงาม!!! ฝึกซ้อมจัดขบวนพยุหยาตราทางชลมารค

วันพฤหัสบดี ที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2567, 15.19 น.

กองทัพเรือ ฝึกซ้อมเก็บความเรียบร้อย การจัดขบวนพยุหยาตราทางชลมารค ในพระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลถวายผ้าพระกฐิน ณ วัดอรุณฯ

วันนี้ (24 ตุลาคม 2567) ตั้งเวลา 12.00 น.ถึง 15.00 น.กองทัพเรือ ได้ทำการฝึกซ้อมเก็บความเรียบร้อย ในการจัดขบวนพยุหยาตราทางชลมารค ในพระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลถวายผ้าพระกฐิน ณ วัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหาร โดยมีเฉพาะเรือพระที่นั่งจำนวน 4 ลำ ได้แก่ เรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์ เรือพระที่นั่งนารายณ์ทรงสุบรรณ รัชกาลที่ 9 เรือพระที่นั่งอนันตนาคราช เรือพระที่นั่งเอนกชาติภุชงค์ และเรือแตงโม (เรือกลองใน) อีก 1 ลำ โดยใช้เส้นทางการฝึกซ้อม ระหว่างวัดระฆังโฆสิตารามวรมหาวิหาร ถึงป้อมวิไชยประสิทธิ์ เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมในทุกๆ ด้าน เพื่อให้พระราชพิธีฯ ที่จะมีขึ้นในวันที่ 27 ตุลาคม นี้ เป็นไปด้วยความเรียบร้อย

ในการนี้ กองทัพเรือ ขอเชิญชวนประชาชนชาวไทย ร่วมใจแต่งกายในโทนสีเหลือง และมาร่วมเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทรับเสด็จฯ และชื่นชมพระบารมี ตลอดสองฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา ตั้งแต่สะพานพระราม 8 ถึงวัดอรุณราชวราราม ในวันอาทิตย์ที่ 27 ตุลาคม 2567 ระหว่างเวลา 15.00 น.ถึงเวลา 17.00 น.

– 006

ปลดล็อก‘ชุดลูกเสือ’!ศธ.เตรียมคลอด‘กฎกระทรวง’ใส่ชุดอะไรก็ได้ มุ่งลดภาระนร.-ผู้ปกครอง

https://www.naewna.com/local/837219

ปลดล็อก‘ชุดลูกเสือ’!ศธ.เตรียมคลอด‘กฎกระทรวง’ใส่ชุดอะไรก็ได้ มุ่งลดภาระนร.-ผู้ปกครอง

ปลดล็อก‘ชุดลูกเสือ’!ศธ.เตรียมคลอด‘กฎกระทรวง’ใส่ชุดอะไรก็ได้ มุ่งลดภาระนร.-ผู้ปกครอง

วันพฤหัสบดี ที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2567, 14.05 น.

‘ศธ.’เตรียมปลดล็อก‘ชุดลูกเสือ’ เลือกตามบริบทสถานศึกษา พร้อมเปิดตัว NSOT Service ระบบบริหารกิจการ-โปรแกรมฝึกอบรมลูกเสือแบบใหม่ตอบโจทย์ยุคดิจิทัล

24 ตุลาคม 2567 พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รมว.ศึกษาธิการ และประธานคณะกรรมการบริหารลูกเสือแห่งชาติ เป็นประธานการแถลงเปิดตัวระบบบริหารกิจการลูกเสือ และโปรแกรมการฝึกอบรมลูกเสือในสถานศึกษา ณ ห้องประชุมราชวัลลภ อาคารราชวัลลภ ชั้น 2 กระทรวงศึกษาธิการ โดยมีนาย​สุรศักดิ์​ พันธ์​เจริญ​ว​ร​กุล​ รมช.ศึกษาธิการ , นายวรัท พฤกษทวีกุล รองปลัดศธ. และเลขาธิการสำนักงานลูกเสือแห่งชาติ และผู้บริหารองค์กรหลักศธ. และคณะกรรมการบริหารลูกเสือแห่งชาติ เข้าร่วม

พล.ต.อ.เพิ่มพูน กล่าวว่า ภายใต้นโยบาย “เรียนดี มีความสุข” กระทรวงศึกษาธิการ มุ่งเน้นการศึกษาเพื่อความเป็นเลิศและการพัฒนาคุณภาพชีวิต โดยลดภาระครู นักเรียน และผู้ปกครอง การเปิดตัวระบบบริหารกิจการลูกเสือครั้งนี้จึงเน้นการใช้เทคโนโลยีเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานในทุกระดับ ตั้งแต่ส่วนกลางไปจนถึงสถานศึกษา นอกจากนี้ ยังมาพร้อมกับแนวคิด “ลูกเสือทันสมัย Transform” ภายใต้สโลแกน “ทำดี ทำได้ ทำทันที” เพื่อให้การดำเนินงานถูกต้อง รวดเร็ว และประหยัดค่าใช้จ่าย ประกอบด้วย 4 ระบบที่สำคัญ ได้แก่

1. ระบบขอจัดตั้งกลุ่มหรือกองลูกเสือ สำหรับสถานศึกษาที่ต้องการจัดตั้งกลุ่มลูกเสือ

2. ระบบขอตำแหน่งทางลูกเสือ สำหรับผู้บังคับบัญชาลูกเสือที่ต้องการตำแหน่งใหม่

3. ระบบขอมีคุณวุฒิทางลูกเสือ สำหรับการรับรองคุณวุฒิตามระดับต่าง ๆ 

4. ระบบขอเปิดการฝึกอบรม ให้บริการแก่สำนักงานลูกเสือแห่งชาติ สำนักงานลูกเสือจังหวัด สำนักงานลูกเสือเขตพื้นที่การศึกษา ที่ประสงค์จะขอเปิดฝึกอบรมสำหรับบุคลากรทางลูกเสือในหลักสูตรต่าง ๆ

ทั้งนี้ การเปิดตัวระบบใหม่เหล่านี้จะนำระบบเทคโนโลยี หรือไอทีเข้ามาช่วยลดขั้นตอนการดำเนินงานต่างๆ ลดเอกสาร ทำให้ประหยัดงบประมาณ ประหยัดเวลาในกานดำเนินงาน เพื่อลดค่าใช้จ่ายตอบสนองต่อนโยบาย “ลดภาระครู” อย่างแท้จริง

กระทรวงศึกษาธิการ ยังได้เปิดตัวโปรแกรมการฝึกอบรมลูกเสือแบบใหม่ ซึ่งเป็นโปรแกรมการฝึกอบรมลูกเสือในสถานศึกษา ที่ได้รับการพัฒนาให้สอดคล้องกับยุคดิจิทัลและทักษะที่จำเป็นในปัจจุบัน โดยแบ่งตามประเภทของลูกเสือ ดังนี้

+ ลูกเสือสำรอง : การเป็นผู้นำ, การออม, Codding, มารยาทไทย และการป้องกันภัยต่าง ๆ

+ ลูกเสือสามัญ : E-sport, Codding, ภัยไซเบอร์, และความรักชาติ ลูกเสือสามัญรุ่นใหญ่ : SMART SCOUT, การกู้ชีพฉุกเฉิน, Save Bullying และภัยคุกคามทางเพศ 

+ ลูกเสือวิสามัญ : การเงินดิจิทัล, ภูมิปัญญาท้องถิ่น และการช่วยเหลือชุมชน และในอนาคตจะมีการพัฒนาหลักสูตรใหม่เพิ่มเติม เพื่อให้ลูกเสือได้รับทักษะที่ทันสมัยและนำไปใช้ได้จริงในชีวิตประจำวัน

“ผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่าระบบบริหารกิจการลูกเสือและโปรแกรมการฝึกอบรมลูกเสือแบบใหม่นี้จะถูกนำไปใช้อย่างกว้างขวาง เพื่อเป็นเครื่องมือสำคัญในการเสริมสร้างทักษะและคุณภาพชีวิตของเยาวชนไทยตอบสนองนโยบายการศึกษาสมัยใหม่ในมิติ เรียนได้ทุกที่ ทุกเวลา หรือ Anywhere Anytime อย่างแท้จริง และการอบรมลูกเสือไม่ว่าจะอยู่ที่ใดก็มีมาตรฐานเดียวกันในการเข้ามาเชื่อมระบบการเรียนรู้  และหวังว่ากิจกรรมลูกเสือจะได้รับการพัฒนาก้าวหน้ายิ่งขึ้นและทันต่อกระแสโลก และหวังว่าสถาบันลูกเสือจะเป็นอีกหนึ่งองค์กรที่จะช่วยทำให้ประเทศชาติมีความเจริญรุดหน้าต่อไป มีประชากรที่รักระเบียบวินัย มีความรักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ และลูกเสือช่วยเหลือผู้อื่นทุกเมื่อ ทำดี ทำได้ ทำทันที” พล.ต.อ.เพิ่มพูน กล่าว              

พล.ต.อ.เพิ่มพูน กล่าวเพิ่มเติมถึงผลการประชุมคณะกรรมการบริหารลูกเสือแห่งชาติ ว่า ศธ.จะออกกฎกระทรวงใหม่เกี่ยวกับการแต่งกายของลูกเสือ ขณะนี้อยู่ระหว่างการเสนอตามขั้นตอน เพื่อเป็นการปลดล็อกเครื่องแต่งกาย สำหรับการแต่งกายลูกเสือ จะมีเป็น 3 รูปแบบ ได้แก่ ชุดปกติ (ชุดลูกเสือเดิม) ชุดปฏิบัติการ และชุดลำลอง โดยให้สถานศึกษาพิจารณาเลือกได้ตามบริบทของสถานศึกษา

“กฎกระทรวงใหม่นี้จะเป็นการปลดล็อก เช่น ชุดลำลองจะใช้เครื่องแบบนักเรียน หรือใส่ชุดตามที่ผู้บังคับบัญชาของสถานศึกษานั้นๆเป็นผู้พิจารณาให้เหมาะกับบริบทของสถานศึกษา เช่น สถานศึกษานั้นอยู่ในกลุ่มชาติพันธุ์ ก็ใช้ชุดชาติพันธุ์เป็นชุดลูกเสือได้ หรือในพื้นที่ใดไม่มีชุดลูกเสือที่พอเพียงก็ไม่ต้องใส่ชุดลูกเสือ จะใส่ชุดอะไรก็ได้ตามบริบทที่ผู้บังคับบัญชาลูกเสือนั้นพิจารณาว่าเหมาะสม จะมีหมวก หรือมีผ้าพันคอหรือไม่ก็แล้วแต่ฐานลูกเสือนั้นพิจารณา เพื่อให้เกิดความคล่องตัวและลดภาระต่างๆในการเรียนลูกเสือ เป็นการลดภาระให้กับนักเรียนและผู้ปกครอง แต่ถ้าเป็นทางการ เช่น วันลูกเสือฯ ก็อาจจะต้องใส่ชุดลูกเสือปกติ” รมว.ศธ. กล่าว

โชว์นวัตกรรม ‘เครื่องชั่งน้ำหนักสัตว์ปีกอัจฉริยะ’ ตอบโจทย์ Smart Farm ไทย

https://www.naewna.com/local/837029

โชว์นวัตกรรม ‘เครื่องชั่งน้ำหนักสัตว์ปีกอัจฉริยะ’ ตอบโจทย์ Smart Farm ไทย

โชว์นวัตกรรม ‘เครื่องชั่งน้ำหนักสัตว์ปีกอัจฉริยะ’ ตอบโจทย์ Smart Farm ไทย

วันพฤหัสบดี ที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

บพข. หนุนทีมวิจัย ม.เกษตรฯ พัฒนา “ระบบประเมินน้ำหนักออนไลน์อัจฉริยะ” ตอบโจทย์ความต้องการของอุตสาหกรรมฟาร์มสัตว์ปีก ลดภาระงานเกษตร ลดความเครียดของสัตว์จากการถูกรบกวน เพิ่มความแม่นยำ ยกระดับประสิทธิภาพการเลี้ยงสัตว์ปีก เติมเต็ม Ecosystem ให้ระบบ Smart Farm

อุตสาหกรรมฟาร์มสัตว์ปีกถือเป็นธุรกิจหลักของประเทศไทย โดยเฉพาะ “ไก่” ซึ่งเป็นสัตว์เศรษฐกิจที่มีมูลค่าการส่งออกเนื้อไก่สดแช่แข็งและเนื้อไก่แปรรูป ปีละกว่าหนึ่งแสนล้านบาทและมีสัดส่วนมากกว่า 95% ของปริมาณการส่งออกผลิตภัณฑ์ปศุสัตว์ ปัจจุบันทั่วโลกยังนิยมบริโภคโปรตีนจากเนื้อไก่สูงกว่าเนื้อสัตว์ประเภทอื่นๆภาคการผลิตรวมถึงเกษตรกร จึงมีการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมต่างๆ เข้ามาเป็นตัวช่วยในการบริหารจัดการการเลี้ยงไก่ในฟาร์ม ในรูปแบบของ “สมาร์ท ฟาร์ม” (Smart Farm) หรือโรงเรือนเกษตรอัจฉริยะ เพื่อช่วยเพิ่มผลผลิต แก้ไขปัญหา เพิ่มความสะดวกสบาย ประหยัดเวลาและลดค่าใช้จ่าย

อย่างไรก็ดี ระบบ Smart Farm ที่ใช้กันในปัจจุบัน ส่วนใหญ่จะเป็นอุปกรณ์ ไอโอที (IoT) ในการตรวจวัดและควบคุมสภาพแวดล้อมของโรงเรือน หรือควบคุมการให้อาหารและน้ำ แต่ยังมีอีกหนึ่งโจทย์ปัญหาสำคัญจากเกษตรกรผู้เลี้ยงไก่ นั่นก็คือ“การประเมินประสิทธิผลของการเลี้ยง” ที่ต้องอาศัยการชั่งน้ำหนักเพื่อวัดการเจริญเติบโตในแต่ละช่วงอายุของการเลี้ยง ซึ่งปัจจุบันยังต้องใช้แรงงานคนในการสุ่มชั่งและจดบันทึกก่อนจะนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ ทำให้สิ้นเปลืองทั้งเวลาและแรงงาน รวมถึงมีโอกาสในการกรอกข้อมูลผิดพลาด และยังเป็นการรบกวนสัตว์อีกด้วย

ทีมวิจัยจากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์นำโดย “รศ.ดร.จิรศักดิ์ วงศ์เอกบุตร”จากภาควิชาฟิสิกส์ คณะวิทยาศาสตร์ จึงพัฒนาโครงการ “แพลตฟอร์มระบบประเมินน้ำหนักออนไลน์อัจฉริยะสำหรับอุตสาหกรรมฟาร์มสัตว์ปีก” ขึ้น เพื่อเป็นเครื่องมืออำนวยความสะดวกในการประเมินน้ำหนักสัตว์ปีกให้กับเกษตรกรทั้งรายย่อยและรายใหญ่ในอุตสาหกรรมฟาร์มสัตว์ปีก โดยใช้ความรู้และเทคโนโลยีด้านอิเล็กทรอนิกส์ การแปลงข้อมูล การส่งข้อมูลขึ้นระบบคลาวด์ และการนำข้อมูลมาแสดงผลทางคอมพิวเตอร์และโทรศัพท์มือถือ

โครงการดังกล่าวได้รับการสนับสนุนทุนวิจัยจากกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดย “หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ (บพข.)” แผนงานกลุ่มดิจิทัลแพลตฟอร์มร่วมกับ บริษัท แม็ก เทค คอนโทรล จำกัดในปีงบประมาณ 2565

รศ.ดร.จิรศักดิ์ วงศ์เอกบุตรหัวหน้าโครงการ เปิดเผยว่า โครงการดังกล่าวเป็นผลต่อเนื่องมาจากการทำงานร่วมกับเกษตรกร ในการพัฒนาแพลตฟอร์มเพื่อดูข้อมูลต่างๆ ในโรงเรือนเลี้ยงสัตว์ปีก เช่น สภาพแวดล้อมในโรงเรือน และปริมาณการให้อาหาร แต่ยังขาดเรื่องการประเมินน้ำหนักสัตว์ ที่ปัจจุบันยังใช้การสุ่มจับชั่งด้วยมือ และจดบันทึกที่อาจคลาดเคลื่อนได้ง่าย ทั้งนี้ในแต่ละรอบการเลี้ยงสัตว์ปีก เช่น ไก่ จะใช้เวลาประมาณ 5 สัปดาห์ ต้องมีการชั่งทุกสัปดาห์รวม 5 ครั้ง โดยจะสุ่มชั่ง 100 ตัวอย่างต่อโรงเรือนซึ่งหากจะชั่งให้ครบ 1 โรงเรือน ใน 1 ชั่วโมง จะต้องใช้แรงงานถึง 3 คนในการจับชั่งโดยในฟาร์มขนาดเล็กจะมีไม่ต่ำกว่า 20 โรงเรือน ดังนั้นจึงใช้เวลาค่อนข้างมากและสิ้นเปลืองแรงงาน ขณะเดียวกันการจับสัตว์ขึ้นชั่งบ่อยๆ จะมีผลต่อคุณภาพของสัตว์ซึ่งอาจทำให้ได้รับบาดเจ็บหรือเกิดความเครียด หยุดไม่เข้ามากินอาหารได้

จากปัญหาดังกล่าวทีมวิจัยจึงพัฒนา “เครื่องชั่งน้ำหนักออนไลน์” ขึ้น เพื่อใช้เสมือนเป็นอุปกรณ์มาตรฐานในการเลี้ยงที่ติดตั้งในโรงเรือนตลอดเวลา และเป็นจุดเปลี่ยนของรูปแบบการประเมินน้ำหนัก จากเดิมที่ใช้การสุ่มจับชั่งมาเป็นการให้ไก่ในโรงเรือนสามารถขึ้นเครื่องชั่งได้เองตามธรรมชาติ และขึ้นชั่งได้เองตลอดเวลา โดยตัวอุปกรณ์มีการออกแบบให้เป็นเครื่องชั่งดิจิทัล ที่ทำงานเหมือนกับที่ใช้กันอยู่ทั่วไป แต่มีการติดตั้งระบบ IoT เพิ่มเติม เพื่อที่จะแปลงข้อมูลน้ำหนักรายตัวของไก่ที่ขึ้นเหยียบ และส่งข้อมูลขึ้นระบบคลาวด์แบบเรียลไทม์ เกษตรกรสามารถดูข้อมูล และนำไปวิเคราะห์ ประเมินการเจริญเติบโต และวิเคราะห์คุณภาพของอาหารได้อย่างรวดเร็ว

“ระบบดังกล่าวเป็นแพลตฟอร์มที่ใช้งานง่ายทั้งเครื่องชั่ง (Hardware)และแอปพลิเคชั่น (Software)โดยในส่วนของเครื่องชั่ง เพียงแค่เสียบปลั๊ก และกดปุ่มเปิดเครื่อง เครื่องชั่งก็สามารถทำงานได้ ส่วนแอปพลิเคชั่น แสดงผลออนไลน์ได้แบบเรียลไทม์ ได้ข้อมูลน้ำหนักของสัตว์ที่ถูกต้องแม่นยำ เห็นอัตราการเจริญเติบโต เมื่อนำไปรวมกับข้อมูลอื่นๆ ที่อยู่ในระบบ Smart Farm เช่น สภาพแวดล้อมในโรงเรือน ปริมาณการให้น้ำและอาหารหรือจำนวนสัตว์ จะช่วยทำให้สามารถบริหารจัดการฟาร์มได้อย่างสะดวก รวดเร็ว และมีประสิทธิภาพมากขึ้น”

ทั้งนี้ ระบบดังกล่าวผ่านการทดสอบใช้งานจริงใน 3 ฟาร์มต้นแบบ คือ 1.ฟาร์มนครชัยศรี (ฟาร์มเป็ดเนื้อ) สังกัด บริษัท ซีพีเอฟ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) แผนกเป็ดเนื้อ 2.ฟาร์มไก่หลวงสุวรรณวาจกกสิกิจ สังกัดภาควิชาสัตวบาล คณะเกษตร ม.เกษตรศาสตร์ และ 3.ฟาร์มไก่คุณวารุณี ฟาร์มไก่ประกันราคาในเครือของ CPF จ.ปราจีนบุรี

ปัจจุบันทีมวิจัยได้พัฒนาระบบประเมินน้ำหนักออนไลน์อัจฉริยะฯ ต้นแบบแล้วเสร็จเป็นที่เรียบร้อย โดยทีมวิจัยได้มีการออกแบบและพัฒนาเครื่องชั่งดิจิทัล ให้เหมาะสมกับพฤติกรรมของสัตว์ปีกอย่างต่อเนื่อง จนขณะนี้อยู่ในเวอร์ชั่น 3 ที่พร้อมให้ผู้ประกอบการนำขยายผลเชิงพาณิชย์ ส่วนด้านซอฟต์แวร์ ได้มีการปรับปรุงต่อเนื่อง เพื่อให้สอดคล้องกับการใช้งานจริงในฟาร์ม ซึ่งอนาคตทีมวิจัยมีแผนที่จะมีการนำเทคโนโลยีเอไอ และระบบกล้อง มาใช้กับการประเมินน้ำหนักอีกด้วย

อย่างไรก็ดี สำหรับการดำเนินการในอนาคต รศ.ดร.จิรศักดิ์ บอกว่าจะเป็นการสร้าง “แพลตฟอร์มระบบอัจฉริยะสำหรับบริหารจัดการธุรกิจอุตสาหกรรมฟาร์มสัตว์ปีก”ที่เกษตรกรสามารถดูข้อมูลต่างๆ ของการเลี้ยงสัตว์ปีกได้แบบออนไลน์เรียลไทม์ และครบวงจร ตั้งแต่ข้อมูลในฟาร์ม ซึ่งทีมวิจัยนอกจากจะพัฒนาระบบชั่งน้ำหนักออนไลน์ ทำให้ทราบน้ำหนักที่หน้าฟาร์มแล้ว แล้วยังมีการพัฒนาระบบควบคุมการจ่ายอาหาร ซึ่งเป็นต้นทุนในการเลี้ยง ส่วนระบบการขนส่ง ซึ่งมีความสำคัญโดยเฉพาะในประเทศไทยที่มีอากาศร้อน จะทำให้สัตว์ปีกที่จะไปสู่โรงงานชำแหละและแปรรูปผลิตภัณฑ์ เกิดการสูญเสียน้ำหนักระหว่างการขนส่งประมาณ 5-7% ทีมวิจัยได้พัฒนาระบบบริหารจัดการสภาพแวดล้อมในรถขนส่งซึ่งได้รับทุนสนับสนุนจาก บพข. แผนงานดิจิทัลแพลตฟอร์ม ในปี 2564 เพื่อช่วยลดการสูญเสียดังกล่าว พร้อมทั้งส่งข้อมูลการขนส่ง ไปยังโรงงานฯ ทำให้สามารถบริหารจัดการการขนส่งหน้าโรงงานได้อย่างสะดวก รวดเร็ว ขณะเดียวกันทางโรงงานฯ จะได้รับข้อมูลต่างๆ ทั้งข้อมูลวัตถุดิบ การประเมินคุณภาพ และข้อมูลการขนส่งทำให้สามารถวิเคราะห์ และวางแผนการในการบริหารจัดการการผลิตได้อย่างมีประสิทธิภาพ

เรียกได้ว่าเป็นการสร้างแพลตฟอร์มอัจฉริยะที่เป็น “Ecosystem” ของอุตสาหกรรมฟาร์มสัตว์ปีกของประเทศไทย ซึ่งถือเป็นเป้าหมายหลักของทีมวิจัย และตอบรับเป้าหมายสำคัญของผู้ให้การสนับสนุนทุนอย่าง บพข. เพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมไทย

สกู๊ปพิเศษ : ร่วมเดินทาง…ค้นหาตัวตนที่แท้จริง กับนิทรรศการ Solo Exhibition ครั้งแรก! ของ ‘ทวิพรรณ ตรีสิริเกษม’

https://www.naewna.com/local/837027

สกู๊ปพิเศษ : ร่วมเดินทาง...ค้นหาตัวตนที่แท้จริง  กับนิทรรศการ Solo Exhibition ครั้งแรก! ของ ‘ทวิพรรณ ตรีสิริเกษม’

สกู๊ปพิเศษ : ร่วมเดินทาง…ค้นหาตัวตนที่แท้จริง กับนิทรรศการ Solo Exhibition ครั้งแรก! ของ ‘ทวิพรรณ ตรีสิริเกษม’

วันพฤหัสบดี ที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นุก-ทวิพรรณ ตรีสิริเกษม ศิลปินภาพวาดหน้าใหม่ โชว์นิทรรศการ SoloExhibition ครั้งแรกในชีวิตกับผลงาน“Unknown to Know” ซึ่งได้แรงบันดาลใจจากการเดินทางเพียงลำพังเพื่อสำรวจจิตใจตนเองและสื่อสารกับธรรมชาติรอบตัว ผ่านภาพวาดสไตล์ Mixed Media Art กว่า 30 ภาพ ภายใต้แนวคิด Abstract for Healing ศิลปะบำบัดด้วยการวาดภาพ โดยนิทรรศการจัดขึ้นระหว่างวันที่ 29 กันยายน-27 ตุลาคม 2567ณ ศรีเวียงแกลลอรี่ ถนนศรีเวียง สีลม

ทวิพรรณ ตรีสิริเกษม อดีตนักธุรกิจหญิงในแวดวงไอที ที่ผันตัวมาเป็นศิลปินแบบเต็มตัว ก้าวข้าม Comfort Zone ออกเดินทางเพียงลำพังไปยังสถานที่แปลกใหม่ไม่คุ้นเคยทั้งในและต่างประเทศ อาทิ สเปน, อังกฤษ, เนเธอร์แลนด์, ฝรั่งเศส และอิตาลี เพื่อสำรวจจิตใจตัวเองอย่างลึกซึ้งว่าแท้จริงแล้วชีวิตต้องการอะไร กว่า 2 ปีที่ออกเดินทาง ได้ใช้เวลาทบทวนสิ่งที่ผ่านเข้ามาในชีวิต ทำความเข้าใจ เรียนรู้ สื่อสารกับความคิดภายใน ไปพร้อมกับธรรมชาติรอบตัว ทั้ง กลิ่นของต้นไม้ดอกไม้เสียงเกลียวคลื่น ความซับซ้อนของแง่งหินที่สะท้อนกับแสงแดดเกิดเป็นความรู้สึกอบอุ่น มั่นคง หรือขณะที่นั่งมองต้นราชพฤกษ์ ที่ออกดอกสีเหลืองทองอร่าม ไม่นานก็จะร่วงโรย ทำให้เรียนรู้ว่าให้อยู่กับปัจจุบัน เกิดเป็นความรู้สึกที่อิ่มเอมจิตใจ

จึงนำประสบการณ์ที่ได้รับถ่ายทอดผ่านผลงานสไตล์ Mixed Media Art แนวนามธรรม ผ่านเส้นสายและโทนสีที่แตกต่างเมื่อได้สัมผัสกับช่วงเวลาแห่งความสับสนและความชัดเจนในจิตใจกว่า 30 ภาพ โดยมีผลงานไฮไลท์ อาทิ “Golden Hour” ที่ศิลปินวาดขณะเดินทางอยู่ที่ประเทศตุรกี ช่วงจังหวะที่พระอาทิตย์ใกล้จะตก แสงอาทิตย์สีเหลืองทองสาดกระทบกับทิวเขาที่เรียงสลับซับซ้อน ทำให้เกิดความรู้สึกอบอุ่นมีสมาธิจดจ่อกับสิ่งที่อยู่เบื้องหน้า สงบ สบายใจ ได้ฟังเสียงภายในจิตใจของตัวเองอย่างแท้จริง เสมือนการบำบัดจิตใจด้วยการวาดภาพ

“จุดเริ่มต้นของการวาดภาพแนวนามธรรม ภายใต้แนวคิด Abstract for Healing เกิดจากความ “ไม่รู้” ว่าแท้จริงแล้วชีวิตต้องการอะไร ประกอบกับความรักในงานศิลปะและธรรมชาติ จึงตัดสินใจพาตัวเองออกจากสภาพแวดล้อมและสังคมที่เป็นอยู่ เดินทางค้นหาตัวตน เชื่อมโยงจิตใจเข้ากับธรรมชาติอย่างต่อเนื่องครั้งละ 5-6 ชั่วโมง ทำให้เกิดสมาธิ นิ่ง สงบ จนกระทั่ง “รู้” ความต้องการจากภายในจิตใจอย่างแท้จริง เป็นการใช้ศิลปะเพื่อช่วยบำบัดจิตใจ และสร้างแรงบันดาลใจในการใช้ชีวิต”

‘กรมฝนหลวง’ร่วมพิธีวางพวงมาลา เนื่องในวันปิยมหาราช ประจำปี 2567

https://www.naewna.com/local/837227

'กรมฝนหลวง'ร่วมพิธีวางพวงมาลา เนื่องในวันปิยมหาราช ประจำปี 2567

‘กรมฝนหลวง’ร่วมพิธีวางพวงมาลา เนื่องในวันปิยมหาราช ประจำปี 2567

วันพุธ ที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2567, 15.07 น.

วันที่ 23 ตุลาคม 2567 เวลา 08.30 น. นายสุพิศ พิทักษ์ธรรม อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร มอบหมายให้ นายไพจิตร เค้ากล้า เลขานุการกรม พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่กรมฝนหลวงและการบินเกษตร ร่วมพิธีวางพวงมาลาเนื่องในวันปิยมหาราช ประจำปี 2567 เพื่อเป็นการน้อมรำลึกพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ณ บริเวณหน้าอาคารเทียมคมกฤส กรมป่าไม้ กรุงเทพมหานคร

– 006

‘เจ้าพระยา’น้ำเพิ่มอีกระลอก หลังฝนตกหนัก‘นครสวรรค์-กำแพงเพชร’

https://www.naewna.com/local/837229

‘เจ้าพระยา’น้ำเพิ่มอีกระลอก หลังฝนตกหนัก‘นครสวรรค์-กำแพงเพชร’

‘เจ้าพระยา’น้ำเพิ่มอีกระลอก หลังฝนตกหนัก‘นครสวรรค์-กำแพงเพชร’

วันพฤหัสบดี ที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2567, 14.45 น.

ศูนย์ปฏิบัติการน้ำอัจฉริยะ (SWOC) กรมชลประทาน รายงานว่า ล่าสุดฝนที่ตกหนักในพื้นที่ตอนบนของลุ่มน้ำเจ้าพระยา บริเวณ จ.นครสวรรค์ จ.กำแพงเพชร ส่งผลให้มีปริมาณน้ำท่าสะสมในลำน้ำสาขาและแม่น้ำสายหลักเพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยที่สถานี C.2 อำเภอเมืองจังหวัดนครสวรรค์ มีปริมาณน้ำไหลผ่านในอัตรา 1,820 ลบ.ม./วินาที และมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น

ทั้งนี้ กรมชลประทาน รับน้ำเข้าระบบชลประทานทั้ง 2 ฝั่งของแม่น้ำเจ้าพระยาในอัตราที่เหมาะสม เพื่อไม่ให้กระทบต่อพื้นที่ชุมชนเนื่องจากยังคงมีฝนตกในระยะนี้ พร้อมทยอยปรับเพิ่มการระบายน้ำผ่านเขื่อนเจ้าพระยาแบบขั้นบันได ในอัตรา 1,550 ลบ.ม./วินาที ซึ่งจะส่งผลให้พื้นที่ลุ่มต่ำนอกคันกั้นน้ำบริเวณคลองโผงเผง จ.อ่างทอง , คลองบางบาล จ.พระนครศรีอยุธยา และ ต.หัวเวียง อ.เสนา , ต.ลาดชิด , ต.ท่าดินแดง อ.ผักไห่ จ.พระนครศรีอยุธยา (แม่น้ำน้อย) ปริมาณน้ำเพิ่มสูงขึ้นจากปัจจุบันประมาณ 10 ถึง 20 เซนติเมตร

อย่างไรก็ตาม กรมชลประทาน จะบริหารจัดการน้ำและควบคุมปริมาณน้ำไหลผ่านเขื่อนเจ้าพระยาให้อยู่ในเกณฑ์ดังกล่าวอย่างเต็มศักยภาพ เพื่อช่วยลดผลกระทบที่เกิดกับประชาชนให้ได้มากที่สุด และขอให้ประชาชนติดตามข่าวสารสถานการณ์น้ำและการแจ้งเตือนจากหน่วยงานทางราชการอย่างใกล้ชิด เนื่องจากยังคงมีฝนในระยะนี้ อาจส่งผลให้มีปริมาณน้ำเพิ่มมากขึ้นอีก ซึ่งหากมีความจำเป็นต้องปรับเพิ่มการระบายน้ำผ่านเขื่อนเจ้าพระยาเพิ่มขึ้น จะแจ้งให้ทราบเป็นระยะต่อไป

ปลัดฯย้ำลดเผาพื้นที่เกษตร เน้นพืชทางเลือกช่วยลดรายจ่าย

https://www.naewna.com/local/837085

ปลัดฯย้ำลดเผาพื้นที่เกษตร  เน้นพืชทางเลือกช่วยลดรายจ่าย

ปลัดฯย้ำลดเผาพื้นที่เกษตร เน้นพืชทางเลือกช่วยลดรายจ่าย

วันพฤหัสบดี ที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นายประยูร อินสกุล ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังเปิดการประชุมเพื่อลดมลพิษทางอากาศ โดยการหลีกเลี่ยงการเผาในภาคการเกษตร : สร้างความร่วมมือเพื่อพัฒนาทางเลือกที่ยั่งยืนในการแทนที่การเผาไหม้พืชผล (Reductionof Air Pollution through Avoidanceof Burning in Agriculture :“Facilitate partnership that scale viable alternative to crop burning”) จัดโดย Friends of Thai Agricultureหรือ FTA โดยมีนายครองศักดิ์ สงรักษารองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตรนายพรเทพ ศรีธนาธร ผู้ช่วยปลัดกระทรวงเกษตรฯ ร่วมเป็นเกียรติ ที่โรงแรมอีสตินแกรนด์ พญาไท กทม.ว่าการประชุมดังกล่าว มีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นเวทีในการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันในทุกภาคส่วน และพันธมิตรระหว่างประเทศ เพื่อร่วมกันสนับสนุนการพัฒนาของประเทศไทย และลดการเผาในภาคการเกษตร ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อเกษตรกรไทยและประชากรทั่วโลก

ทั้งนี้ กระทรวงเกษตรฯ ริเริ่มนโยบายสำคัญหลายประการ เพื่อลดผลกระทบจากการเผาในพื้นที่เกษตรกรรมขับเคลื่อนสู่การปฏิบัติโดยเครือข่ายเกษตรกรที่กระจายอยู่ทั่วประเทศ คือ Smart Farmer และ Young Smart Farmer ภายใต้ “โมเดล 3R” ประกอบด้วย 1.Re-Habit: การเปลี่ยนพฤติกรรมของเกษตรกร โดยการส่งเสริมวิธีปฏิบัติทางการเกษตรที่ไม่เผา ซึ่งเป็นการสนับสนุนการนำเครื่องจักรและเทคโนโลยีมาใช้ในการจัดการเศษซากพืชในรูปแบบที่ไม่จำเป็นต้องเผา นอกจากนี้ยังส่งเสริมมาตรฐานที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เช่นการรับรองการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดี GAP (Good AgriculturalPractices) สำหรับการทำเกษตรกรรมที่ปลอด PM2.5

2.Replace with High-Value Crops: ส่งเสริมให้เกษตรกรเปลี่ยนจากการปลูกพืชแบบดั้งเดิมไปสู่การปลูกพืชทางเลือกที่ให้กำไรสูงกว่า โดยเฉพาะในพื้นที่สูง ตัวอย่างเช่น การเปลี่ยนจากพืชที่ปลูกในนาไปเป็นต้นไม้ผล พืชอายุยืน หรือพืชเศรษฐกิจที่มีมูลค่าสูง เช่น อะโวคาโด แมคคาเดเมีย และแม้กระทั่งพืชที่เติบโตเร็ว วิธีการนี้ไม่เพียงป้องกันการเผา แต่ยังเพิ่มโอกาสในการเพิ่มรายได้ให้กับเกษตรกร และ 3.Replace with Alternate Crops: สำหรับพื้นที่ต่ำ และนอกเขตชลประทาน โมเดลนี้สนับสนุนการเปลี่ยนพืชที่เสี่ยงต่อการเผา เช่น ข้าวนอกฤดูไปเป็นพืชที่ต้องการ การจัดการเศษซากพืชด้วยการเผาที่น้อยกว่า ได้แก่ ข้าวโพด หรือ พืชตระกูลถั่วแนวทางนี้เน้นการจัดการเศษซากพืชที่ดีขึ้นโดยเปลี่ยนของเสียทางการเกษตรให้เป็นผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าซึ่งจะช่วยเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ให้กับดินและเสริมสร้างความยั่งยืน

กรมสมเด็จพระเทพฯเสด็จ เกษตรฯ-FAOจัดวันอาหารโลก

https://www.naewna.com/local/837089

กรมสมเด็จพระเทพฯเสด็จ  เกษตรฯ-FAOจัดวันอาหารโลก

กรมสมเด็จพระเทพฯเสด็จ เกษตรฯ-FAOจัดวันอาหารโลก

วันพฤหัสบดี ที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเปิดงานวันอาหารโลก 2567 (World Food Day 2024) โดยมี ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมว.เกษตรและสหกรณ์ พร้อมคณะ นายจง-จิน คิม ผู้ช่วยผู้อำนวยการใหญ่และผู้แทนองค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) ประจำภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก เฝ้าฯรับเสด็จ ที่สำนักงาน FAO ประจำภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก ถนนพระอาทิตย์ กทม.

สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ทรงเปิดงานวันอาหารโลก “World Food Day 2024”ภายใต้หัวข้อ “สิทธิทางอาหาร เพื่อทุกคนอิ่มดีถ้วนหน้า และอนาคตที่ดีกว่า (Rights to foods for a better life and a better future)” ทรงแสดงปาฐกถาพิเศษในฐานะทูตพิเศษด้านการขจัดความอดอยากหิวโหย (FAO SpecialAmbassador for Zero Hunger) ประจำปี 2565-2567 โดยย้ำว่า “การผลิตอาหารอย่างยั่งยืนจะทำให้ชุมชนสามารถเข้าถึงอาหารที่มีโภชนาการได้แม้ในช่วงวิกฤต ท้ายที่สุดแล้ว ราคาที่เหมาะสมเป็นกลไกสำคัญที่จะทำให้อาหารที่มีโภชนาการและมีความหลากหลายเข้าถึงทุกคนได้”

ทรงรับฟังบรรยายพิเศษจากนายลุค เตจาก Lee Kuan Yew School ofPublic Policy, Singapore ในหัวข้อ Rights to foods for a better life and a better future พร้อมด้วยการบรรยายในหัวข้อนวัตกรรมการเกษตรและผู้ประกอบการรุ่นใหม่จากนวัตกรรุ่นใหม่5 ท่าน จากอินโดนีเซีย เนปาล ปาปัวนิวกินีซามัว และไทย คือ น.ส.กมลวรรณรุ่งประเสริฐวงศ์ ผู้ผลิตและจำหน่ายผำ ซึ่งเป็นพืชน้ำพื้นเมืองโปรตีนสูง โดยนายจง จิน คิม เน้นย้ำว่าเทคโนโลยีและนวัตกรรมเป็นทางออกการปรับเปลี่ยนระบบเกษตรและอาหาร

เกษตรฯจัดตั้งIFADประจำภูมิภาคฯ

https://www.naewna.com/local/837086

เกษตรฯจัดตั้งIFADประจำภูมิภาคฯ

เกษตรฯจัดตั้งIFADประจำภูมิภาคฯ

วันพฤหัสบดี ที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นายถาวร ทันใจ ผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ หารือร่วมกับนายโดนัลด์ บราวน์ (Mr. Donal Brown) ผู้ช่วยรองประธานฝ่ายบริหารโครงการ สำนักงานกองทุนระหว่างประเทศเพื่อพัฒนาเกษตรกรรม (IFAD) พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้อง เข้าร่วม

สำหรับการหารือครั้งนี้ ประเทศไทยได้รายงานความก้าวหน้าเกี่ยวกับการจัดทำ Host Country Agreement(HCA) เพื่อจัดตั้งสำนักงาน IFAD ประจำภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก โดยสถานะปัจจุบันอยู่ระหว่างการเสนอเรื่องเพื่อให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาเห็นชอบการจัดตั้งสำนักงานดังกล่าว และคาดว่าจะมีการลงนามในเอกสารในห้วงการเยือนสาธารณรัฐอิตาลีของ รมว.เกษตรฯ ที่ร่วมการประชุม World Food Forum สำนักงานใหญ่องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) กรุงโรมเพื่อที่จะสามารถเปิดสำนักงาน IFAD ประจำภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิกได้ในต้นปี 2568

นอกจากนี้ที่ประชุมได้หารือการดำเนินความร่วมมือระหว่างไทย-IFAD ภายหลังการลงนาม HCA โดย IFAD และประเทศไทยตกลงจะร่วมกันพัฒนาโครงการเพื่อควบคุมโรคติดต่อทางปศุสัตว์ในเขตชายแดนไทย-กัมพูชา-ลาวโดยประยุกต์ใช้แนวทางสุขภาพหนึ่งเดียว(One health) และฝ่ายไทยได้แสดงความสนใจที่ใช้ประโยชน์เครื่องมือทางการเงินของ IFAD โดยเสนอให้มีการหารือกับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เพื่อจัดทำโครงการหรือผลิตภัณฑ์ทางการเงินร่วมกัน เพื่อเพิ่มโอกาสทางเศรษฐกิจและรายได้ของเกษตรกรรายย่อยและครัวเรือนในชนบทที่ยากจนและเปราะบาง

ทั้งนี้ สำนักงานภูมิภาค IFAD-APRตั้งอยู่ที่ประเทศไทย จะช่วยเสริมสร้างภาพลักษณ์และความเป็นผู้นำด้านการเกษตรของประเทศไทย ในฐานะศูนย์กลางและศูนย์รวมความรู้สำหรับองค์กรระหว่างประเทศ

CNNCร่วมท่าเรือแหลมฉบัง กลุ่มประมงบ้านนาเกลือ ปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำ ฟื้นฟู

https://www.naewna.com/local/837090

CNNCร่วมท่าเรือแหลมฉบัง  กลุ่มประมงบ้านนาเกลือ  ปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำ ฟื้นฟู

CNNCร่วมท่าเรือแหลมฉบัง กลุ่มประมงบ้านนาเกลือ ปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำ ฟื้นฟู

วันพฤหัสบดี ที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ณ ที่ทำการกลุ่มประมงบ้านนาเกลือต.นาเกลือ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี เรือโทยุทธนา โมกขาว ผู้อำนวยการท่าเรือแหลมฉบัง นายชัยวัฒน์ พรเศรษฐคุณผู้จัดการโครงการฯ นายสุวัฒน์ พิพัฒนปัญญกูล ผู้จัดการโครงการควบคุมงานก่อสร้างพัฒนาท่าเรือแหลมฉบัง ระยะที่ 3 ร่วมกิจกรรมปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำเพื่อฟื้นฟูและเพิ่มทรัพยากรทางทะเลบริเวณกลุ่มประมงบ้านนาเกลือ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี โดยมี นายวีกิจ มานะโรจน์กิจนายอำเภอบางละมุง ให้เกียรติเป็นประธานเปิดกิจกรรม และว่าที่ร้อยตรี จเรวัฒน์ ชินวัฒน์ นายกเทศมนตรีตำบลบางละมุง นายธานี เกียรติพิพัฒนกุล รองนายกเทศมนตรีนครแหลมฉบัง สถานศึกษา หน่วยงาน สื่อมวลชน และชุมชนบริเวณใกล้เคียง ร่วมในพิธี

กิจกรรมปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่ออนุรักษ์ ฟื้นฟู และเพิ่มชนิดพันธุ์สัตว์น้ำท้องถิ่นเพื่อให้เป็นแหล่งอาหารและแหล่งรายได้สำหรับประชาชนในพื้นที่และบริเวณใกล้เคียง และเป็นการปฏิบัติตามมาตรการป้องกันและแก้ไขผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม หรือ EHIA ของโครงการฯ โดยการปล่อยลูกปูม้า จำนวน 20 ล้านตัว และกุ้งกุลาดำ จำนวน 2 ล้านตัว