มือค้อนบุกทุบหัวสามีนางเปโลซี อดีตประธานสภาสหรัฐฯ ถูกจำคุก 30 ปี

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2786527

มือค้อนบุกทุบหัวสามีนางเปโลซี อดีตประธานสภาสหรัฐฯ ถูกจำคุก 30 ปี

18 พ.ค. 2567 12:25 น.

มือค้อนบุกทุบหัวสามีนางเปโลซี อดีตประธานสภาสหรัฐฯ ถูกจำคุก 30 ปี

หนุ่มคลั่งที่บุกใช้ค้อนทุบศีรษะสามีของ นางแนนซี เปโลซี อดีตประธานสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ ภายในบ้านพัก จนกะโหลกศีรษะร้าว เมื่อ 28 ตุลาคมปี 2022 ถูกศาลสั่งจำคุกชดใช้กรรมเป็นเวลา 30 ปี

นายเดวิด เดปาเป วัย 42 ปี ที่บุกรุกเข้าไปในบ้านของ แนนซี เปโลซี อดีตประธานสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ ก่อนจะใช้ค้อนทุบศีรษะของ พอล เปโลซี สามีของนางแนนซี จนบาดเจ็บสาหัส เมื่อ 2 ปีก่อน ถูกศาลสหรัฐฯ สั่งจำคุกเป็นเวลา 30 ปี

โดยการบุกทำร้ายร่างกายอุกอาจที่มีแรงจูงใจทางการเมืองครั้งนี้ เกิดขึ้นเมื่อเช้ามืดวันที่ 28 ตุลาคม ปี 2022 ก่อนที่จะมีการจัดการเลือกตั้งกลางเทอมเพียง 1 สัปดาห์ นายเดวิด เดปาเป ได้บุกเข้าไปที่บ้านพักของนางเปโลซีที่ตั้งอยู่ในย่านแปซิฟิก ไฮต์ส แต่ขณะเกิดเหตุนางเปโลซีอยู่ที่กรุงวอชิงตัน ไม่ได้อยู่ที่บ้านพัก ทำให้นายพอลต้องรับเคราะห์แทน ยังเคราะห์ดีที่ตำรวจสามารถจับกุมคนร้ายได้ทันท่วงที และมาช่วยเหลือนายพอลส่งโรงพยาบาลได้ทัน โดยเขาต้องเข้าผ่าตัดด่วน จนอาการปลอดภัย

โดยก่อนหน้านี้ นางแนนซี เปโลซี ได้เขียนจดหมายยื่นต่อศาลเรียกร้องของให้ศาลตัดสินลงโทษคนร้ายรายนี้ให้ยาวนาน โดยเธอระบุว่า นายเดปาเป ได้ตะโกนว่าแนนซีอยู่ที่ไหน ก่อนที่จะพังประตูบ้านเธอเข้าไป ซึ่งไม่ต่างอะไรกับตอนที่กลุ่มผู้สนับสนุน นายโดนัลด์ ทรัมป์ บุกรุกเข้าไปยังอาคารรัฐสภาสหรัฐฯ เมื่อวันที่ 6 มิถุนายนปี 2021 เพื่อตามหาประธานาธิบดีโจ ไบเดน

อย่างไรก็ตาม การตัดสินโทษของนายเดปาเปยังไม่จบเพียงแค่นี้ เพราะเขายังถูกตั้งข้อหาอื่นๆ จากการบุกรุกบ้านนางเปโลซีในครั้งนั้นด้วย โดยเฉพาะข้อหาพยายามฆ่า ซึ่งอาจจะถูกตัดสินโทษจำคุกตั้งแต่ 13 ปี ถึงจำคุกตลอดชีวิต ซึ่งเขายังคงปฏิเสธข้อกล่าวหา.

ที่มา : channelnewsasia

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ แนนซี เปโลซี

กองทัพอิสราเอล เผย พบศพตัวประกันอิสราเอล 3 ศพ และได้นำออกจากกาซาแล้ว

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2786536

กองทัพอิสราเอล เผย พบศพตัวประกันอิสราเอล 3 ศพ และได้นำออกจากกาซาแล้ว

18 พ.ค. 2567 10:59 น.

กองทัพอิสราเอล เผย พบศพตัวประกันอิสราเอล 3 ศพ และได้นำออกจากกาซาแล้ว

กองทัพอิสราเอลแถลงพบร่างผู้เสียชีวิตชาวอิสราเอล 3 ศพ ที่เป็นตัวประกันของกลุ่มฮามาส และได้นำศพออกมาจากฉนวนกาซาแล้ว

เมื่อวันที่ 17 พ.ค. 2567 พลเรือตรีแดเนียล ฮาการี โฆษกของกองทัพอิสราเอล แถลงความคืบหน้าการช่วยเหลือตัวประกันในฉนวนกาซา ว่าล่าสุดกองทัพอิสราเอลสามารถนำร่างผู้เสียชีวิต 3 ศพ ที่เป็นตัวประกันของกลุ่มฮามาส ออกมาจากฉนวนกาซาได้ โดยทั้งสามศพถูกสังหารโดยกลุ่มนักรบฮามาส ขณะพยายามวิ่งหนีออกจากงานคอนเสิร์ตโนว่า เมื่อวันที่ 7 ต.ค. ปีที่แล้ว และศพของพวกเขาถูกนำเข้าไปไว้ที่กาซา ก่อนที่ทหารอิสราเอลจะไปพบ

อย่างไรก็ตาม โฆษกฯ ไม่ได้ให้รายละเอียดเกี่ยวกับสถานที่พบศพ 3 ตัวประกันชาวอิสราเอลในครั้งนี้ แต่ระบุว่าบุคคลทั้งสามคน มีชื่อว่า “ชานิ ลูค”(Shani Louk) วัย 22 ปี “อะมิต บุสกิลา” (Amit Buskila) วัย 28 ปี และยิตซัค เกเลอร์เนอร์ (Itzhak Gelerenter) วัย 56 ปี 

ทางด้านนายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู ของอิสราเอล กล่าวชื่นชมปฏิบัติการของกองทัพในครั้งนี้ พร้อมยืนยันด้วยว่า จะยังคงเดินหน้าในการนำตัวประกันทั้งหมดกลับมาที่อิสราเอล ทั้งที่ยังมีชีวิตอยู่หรือเสียชีวิตไปแล้ว.

มือมีดกลุ่มก่อการร้ายเจไอ บุกแทงตร.ดับคาสน.ที่มาเลเซีย

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2786538

มือมีดกลุ่มก่อการร้ายเจไอ บุกแทงตร.ดับคาสน.ที่มาเลเซีย

18 พ.ค. 2567 10:59 น.

มือมีดกลุ่มก่อการร้ายเจไอ บุกแทงตร.ดับคาสน.ที่มาเลเซีย

ตำรวจมาเลเซียเผยกำลังสืบสวนเหตุนองเลือด มือมีดที่มีความเชื่อมโยงกับกลุ่มก่อการร้ายเจมาห์ อิสลามมิยาห์ บุกเข้าไปในสถานีตำรวจรัฐยะโฮร์ ทำร้ายตำรวจดับ 1 ศพ บาดเจ็บ 1 ราย

สำนักข่าว RTM ของมาเลเซีย รายงานว่า เกิดเหตุคนร้ายบุกเข้าไปในสถานีตำรวจในเมืองอูลู ตีราม ในรัฐยะโฮร์ ทางตอนใต้ของมาเลเซีย ใช้อาวุธมีดแทงเจ้าหน้าที่ตำรวจเสียชีวิต 1 ศพ บาดเจ็บ 1 ราย ก่อนที่คนร้ายจะโดนตำรวจยิงวิสามัญฆาตกรรมเสียชีวิตในที่เกิดเหตุ

นายราซารูดิน ฮูเซน ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติของมาเลเซีย เปิดเผยว่า จากการสอบสวนหลักฐานต่างๆ พบว่า คนร้ายไม่มีประวัติอาชญากรรม แต่มีความเกี่ยวข้องกับกลุ่มก่อการร้าย “เจมาห์ อิสลามิยาห์” หรือกลุ่มเจไอ เครือข่ายก่อการร้ายที่เคลื่อนไหวในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และมีความเชื่อมโยงกับกลุ่มอัลกออิดะห์

โดยตำรวจระบุว่า พบเอกสารที่มีความเกี่ยวข้องกับกลุ่มเจไอ อยู่ในบ้านของผู้ก่อเหตุ และเชื่อว่าการโจมตีในรัฐยะโฮร์ครั้งนี้ ดูเหมือนจะได้รับการวางแผนไว้แล้ว และถึงแม้แรงจูงใจจะไม่ชัดเจน แต่ก็อาจเป็นความพยายามที่จะขโมยอาวุธปืนออกจากสถานีตำรวจ และนอกจากนี้ ตำรวจยังควบคุมตัวนักศึกษา 2 ราย ฐานเป็นผู้ต้องสงสัยเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์นี้ หลังจากที่พวกเขาปรากฏตัวที่สถานีตำรวจก่อนเกิดเหตุ โดยอ้างว่ามาแจ้งความ เแต่กลับดูมีพิรุธน่าสงสัย ทำให้เชื่อว่าอาจเป็นผู้ร่วมขบวนการที่ทำหน้าที่เบี่ยงเบนความสนใจของตำรวจ

ตำรวจเปิดเผยว่า ได้ขยายผลจับกุมตัวผู้ต้องสงสัยเป็นสมาชิกกลุ่มเจไอ อีก 20 คนในรัฐยะโฮร์ และจะดำเนินการสอบสวนคนกลุ่มนี้ต่อไป

ทางด้านเว็บไซต์กระทรวงการต่างประเทศสิงคโปร์ โพสต์ข้อความระบุว่า ขอแสดงความเสียใจกับครอบครัวตำรวจมาเลเซียที่เสียชีวิตจากเหตุโจมตีสถานีตำรวจในรัฐยะโฮร์ พร้อมประกาศเตือนพลเมืองสิงคโปร์ที่จะเดินทางไปมาเลเซีย ให้เพิ่มความระมัดระวัง

ทั้งนี้ เจมาห์ อิสลามิยาห์ ถูกสหรัฐฯ ขึ้นบัญชีดำเป็นกลุ่มก่อการร้าย และเชื่อว่าอยู่เบื้องหลังการโจมตีนองเลือดหลายครั้งในฟิลิปปินส์ และอินโดนีเซีย รวมถึงเหตุระเบิดสถานบันเทิงบนเกาะบาหลี ของอินโดนีเซีย เมื่อปี 2545 ที่คร่าชีวิตผู้คนไป 202 ศพ ส่วนใหญ่เป็นนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ.

ภาพจาก BALAI POLIS ULU TIRAM

จ่อ ขยายผลจับ 1 ผู้เสพ ต้องมี 1 ผู้ขายด้วย พร้อมขยายผลยึดทรัพย์ต่อ

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/574968

18 พ.ค. 2567

18:47 น.

จ่อ ขยายผลจับ 1 ผู้เสพ ต้องมี 1 ผู้ขายด้วย พร้อมขยายผลยึดทรัพย์ต่อ

“สมศักดิ์” จับมือ “ทวี” จ่อหารือเพิ่มเงื่อนไขสั่งบำบัด ย้ำ จับ 1 ผู้เสพ ต้องมี 1 ผู้ขายด้วย พร้อมขยายผลยึดทรัพย์ต่อ

จ่อ ขยายผลจับ 1 ผู้เสพ ต้องมี 1 ผู้ขายด้วย พร้อมขยายผลยึดทรัพย์ต่อ

นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข พร้อมด้วย พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ได้ประชุมหารือแนวทางการจัดการผู้เสพยาเสพติดที่ศาลสั่งคุมประพฤติตามเจตนารมณ์ของประมวลกฎหมายยาเสพติด โดยมี นายแพทย์โอภาส การย์กวินพงศ์ ปลัดกระทรวงสาธารณสุข และ ผู้บริหารกระทรวงสาธารณสุข ผู้บริหารกระทรวงยุติธรรม เข้าร่วม ที่กระทรวงสาธารณสุข 

จ่อ ขยายผลจับ 1 ผู้เสพ ต้องมี 1 ผู้ขายด้วย พร้อมขยายผลยึดทรัพย์ต่อ

นายสมศักดิ์ กล่าวว่า การหารือระหว่าง 2 กระทรวงในวันนี้ เพื่อต้องการจัดการยาเสพติดแบบครบวงจร เพราะหากไม่ครบวงจร ก็จะมีการสะดุดทั้งหมด โดยการแก้ปัญหายาเสพติดในส่วนของกระทรวงสาธารณสุข และกระทรวงยุติธรรม ก็จะเกี่ยวข้องกับการบำบัด ซึ่งในส่วนงานของกระทรวงยุติธรรม ต้องยอมรับว่า มีสถานที่บำบัดค่อนข้างจำกัด ดังนั้น จากนี้ จะมีการหารือแนวทางการบำบัดกัน โดยจะทำให้การแก้ปัญหายาเสพติดครบวงจร เพราะถ้าได้คนเสพ ก็ต้องถูกสอบสวนว่า ซื้อยามาจากไหน ซึ่งต้องรู้ว่า คนขายคือใคร จะได้ขยายผลไปสู่ผู้ผลิต โดยต้องทำทั้งหมด และเชื่อว่า ยาเสพติด จะหมดไป

พ.ต.อ.ทวี กล่าวว่า วันนี้อยากหารือ รมว.สาธารณสุข เพื่อแก้ปัญหาการบำบัด เพราะที่ผ่านมา กรมคุมประพฤติ รายงานข้อมูลว่า มีคดียาเสพติด 135,444 คดี แต่ศาลสั่งบำบัด 34,484 คดี โดยถ้าศาลสั่งบำบัดก็ไม่มีปัญหา แต่อีกประมาณ 1 แสนคดี ที่ไม่ได้สั่ง เราก็มีความกังวล จึงมีความพยายามให้ศาล ช่วยสั่งบำบัด เพราะคนเหล่านี้ ยังอยู่ตามชุมชน ทั้งที่ควรได้รับการบำบัด

นอกจากนี้ ภายหลังการประชุม นายสมศักดิ์ ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนว่า ในวันนี้ ได้มีการหารือระหว่างกระทรวงสาธารณสุข กับ กระทรวงยุติธรรม ในเรื่องการบำบัดผู้ติดยาเสพติด เพราะที่ผ่านมา มีผู้เสพจำนวนหนึ่ง ผ่านขั้นตอนของศาลมาแล้ว ซึ่งศาลสั่งคุมประพฤติ แต่ไม่ได้สั่งบำบัด จึงทำให้เป็นปัญหา โดยระยะเวลา 3-4 ปี มีคดียาเสพติดที่ศาลสั่งคุมประพฤติ แต่ไม่สั่งบำบัด ประมาณ 1 แสนราย ซึ่งถ้าไม่บำบัดก็จะเกิดปัญหา ดังนั้น ต้องมีการบูรณาการทั้ง สาธารณสุข ยุติธรรม มหาดไทย กลาโหม โดยเฉพาะผู้ว่าราชการจังหวัด ส่วนจากนี้ ต้องหารือเรื่องกฎหมายให้บำบัดต่อไป 

เมื่อถามถึงความพร้อมรองรับการบำบัดของกระทรวงสาธารณสุข นายสมศักดิ์ กล่าวว่า ใน 1 แสนคน ส่วนใหญ่เป็นผู้ป่วยกลุ่มสีเขียว ต้องบำบัดด้วยสังคม ส่วนกลุ่มสีส้ม และสีแดง ต้องบำบัดด้วยยา ดังนั้น กระทรวงสาธารณสุข มีความพร้อมเต็มที่ เมื่อถามถึงแนวคิด 1 ผู้เสพ ขยายผล 1 ผู้ขาย นายสมศักดิ์ กล่าวว่า ผู้เสพ ถ้าสมัครใจบำบัด ไม่ต้องขึ้นศาล แต่ต้องบอกให้ได้ว่า ซื้อยาบ้ามาจากใคร ดังนั้น ต้องมีการสอบสวน และตำรวจต้องดำเนินคดีกับผู้ขายรายดังกล่าว และขยายผลไปสู่การยึดทรัพย์ตัดวงจรการค้ายาเสพติดต่อไป ดังนั้น จากนี้ ถ้าจับผู้เสพ 1 ราย ก็ต้องมีผู้ขาย 1 รายด้วย 

ขณะที่ พ.ต.อ.ทวี กล่าวว่า วันนี้ เรามาติดตามเร่งรัดในการป้องกันปราบปรามและบำบัดยาเสพติด ซึ่งที่ผ่านมา เรามีความกังวลกลุ่มผู้เสพเดิม ที่ไม่ผ่านการบำบัด เพราะยังอยู่ตามชุมชน จึงมีการหารือกับกระทรวงสาธารณสุข เนื่องจากการบำบัดต้องใช้สาธารณสุขนำ โดยหลังจากนี้ กรมคุมประพฤติ จะเสนอศาล เพื่อเพิ่มเงื่อนไขให้เข้ารับการบำบัดด้วย ซึ่งเมื่อเพิ่มการบำบัด ก็ต้องเข้าสู่กระบวนการคัดกรองของสาธารณสุขต่อไป 

ชีวิตและความทรงจำของปรีดี พนมยงค์ กำลังจะกลับมาสู่บ้านอองโตนีอีกครั้ง

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/574956

18 พ.ค. 2567

16:57 น.

ชีวิตและความทรงจำของปรีดี พนมยงค์ กำลังจะกลับมาสู่บ้านอองโตนีอีกครั้ง

ประธานคณะก้าวหน้า เปิดบ้านอองโตนี คืนความหมายทางประวัติศาสตร์ที่หายไป ให้กับสถานที่พำนักสุดท้ายของบิดาแห่งประชาธิปไตยไทย

บรรยากาศการจัดกิจกรรม ที่บ้านอองโตนี ประเทศฝรั่งเศสบรรยากาศการจัดกิจกรรม ที่บ้านอองโตนี ประเทศฝรั่งเศส

18 พฤษภาคม 2567 ชีวิตและความทรงจำของปรีดี พนมยงค์ กำลังจะกลับมาสู่บ้านอองโตนีอีกครั้ง เมื่อคุณธนาธร ในฐานะประธานคณะก้าวหน้า อดีตหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ และคณะ จัดการถ่ายทอดสดผ่านทาง Facebook Live การแถลงข่าวการกลับมาของบ้านอองโตนี คืนความหมายทางประวัติศาสตร์ที่หายไป ให้กับสถานที่พำนักสุดท้ายของบิดาแห่งประชาธิปไตยไทย

                     บรรยากาศการจัดงานที่บ้านอองโตนี ประเทศฝรั่งเศส ขอบคุณภาพจาก FB คณะก้าวหน้าบรรยากาศการจัดงานที่บ้านอองโตนี ประเทศฝรั่งเศส ขอบคุณภาพจาก FB คณะก้าวหน้า

พร้อมกันนี้ยังได้พูดคุยกับ คุณสุดา และ คุณดุษฎี พนมยงค์ ทายาทของตระกูลพนมยงค์ที่ยังมีชีวิตอยู่ โดยทั้งสองท่าน ได้บอกเล่าความเป็นไปของของบ้านอองโตนี และการดำเนินชีวิตในวาระสุดท้ายของอาจารย์ปรีดี หลังจากที่ท่านต้องลี้ภัยออกนอกประเทศ จนนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นระบอบประชาธิปไตย

ชีวิตและความทรงจำของปรีดี พนมยงค์ กำลังจะกลับมาสู่บ้านอองโตนีอีกครั้ง                 Charnvit KasetsiriCharnvit Kasetsiri

ก่อนหน้านี้ เฟซบุ๊ก Charnvit Kasetsiri ของนายชาญวิทย์ เกษตรศิริ นักวิชาการอาวุโส และอดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โพสต์ข้อมูลระบุว่า นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้า อดีตหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ และคณะ ประกอบด้วย น.ส.พรรณิการ์ วานิช นายชำนาญ จันทร์เรือง กรรมการบริหารคณะก้าวหน้า นายสุลักษณ์ ศิวรักษ์ หรือ ส.ศิวรักษ์ นางสุดา พนมยงค์ บุตรสาวของนายปรีดี พนมยงค์ นายธนาพล อิ๋วสกุล บรรณาธิการบริหารสำนักพิมพ์ฟ้าเดียวกัน ที่ได้ขึ้นเครื่องเดินทางไปยังประเทศฝรั่งเศส  พร้อมข้อความระบุว่า “On the way to Antony-Paris เดินทางไปบ้านที่อองโตนี บ้านเดิมของรัฐบุรุษอาวุโส ท่านปรีดี พนมยงค์ และท่านผู้หญิงพูนศุข”
 

นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ เคยให้สัมภาษณ์เครือเนชั่นกรุ๊ปไว้ว่า บ้านเพิ่งซื้อมาได้เดือนเดียวยังคิดไม่เสร็จว่าจะทำอย่างไรต่อไป อ.ปรีดีอยู่บ้านนี้มา 13 ปี ระหว่างนั้นบ้านอองโตนีเคยเป็นสถานที่รองรับคนไทยระดับสำคัญ มากินๆ นอนๆ แลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารระหว่างกันในยุคที่ยังไม่มีอินเทอร์เน็ต

เมื่ออาจารย์ปรีดีเสียชีวิต ครอบครัวพนมยงค์ขายบ้านให้กับครอบครัวเวียดนามโดยมีข้อตกลงกันว่า ถ้าต่อไปจะขายก็ขอให้ขายคนไทยก่อน 

“ผมได้ยินเรื่องนี้มาเป็นสิบปีแล้ว เราก็ไม่คิดว่าโดยส่วนตัวต้องเป็นคนที่เข้าไปซื้อ จริงๆ ผู้ซื้อที่เหมาะสมที่สุดคือรัฐบาลไทย แต่รัฐบาลไม่มีวันเข้าไปซื้อ  พอถึงวันที่เขาจะขายแน่ๆ ยังหาคนไทยไม่ได้ อาจารย์ปิยะบุตรก็บอกว่า คุณนี่แหละชอยส์สุดท้าย ถ้าไม่ซื้อก็ไม่มีใครซื้อ ผมก็… อ่ะ ซื้อก็ซื้อ ก็เริ่มไปคุยปีที่แล้ว ทำธุรกรรมเสร็จเมื่อเดือนผ่านมา ก็ตั้งใจว่าจะใช้เวลาเดือนสองเดือนนี้ทำแผนให้เสร็จแล้วจะแถลงกับประชาชนในเดือน พ.ค.หรือ มิ.ย.” 
นายธนาธร ยืนยันว่า ณ จุดนี้ยังไม่มีความพร้อมที่จะแถลงว่า จะพัฒนาบ้านอองโตนีไปในรูปแบบใด เนื่องจากยังคิดไม่เสร็จ ตอนนี้แค่ซื้อไว้ก่อน 

สอบตกก็ไม่กลัว ‘หมอเหรียญทอง’ ประกาศลงสมัคร สว. หลังดราม่า ตบเด็ก สั่งแก้ผ้า

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/574955

18 พ.ค. 2567

16:40 น.

สอบตกก็ไม่กลัว 'หมอเหรียญทอง' ประกาศลงสมัคร สว. หลังดราม่า ตบเด็ก สั่งแก้ผ้า

คำประกาศของ ‘ตาแป๊ะหลักสี่’ ไม่กลัวสอบตก ‘หมอเหรียญทอง’ เปลี่ยนใจประกาศลงสมัครเลือกตั้ง สว. 2567 หลังดราม่า ตบเด็ก สั่งแก้ผ้า

18 พฤษภาคม 2567 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พล.ต.เหรียญทอง แน่นหนา หรือ หมอเหรียญทอง ผู้อำนวยการ โรงพยาบาลมงกุฏวัฒนะ ได้เคลื่อนไหวผ่านเพจเฟซบุ๊ก “เหรียญทอง แน่นหนา” ประกาศเปลี่ยนใจลงสมัครสมาชิกวุฒิสภา หรือ สว. โดยมีรายละเอียด ระบุว่า

ผมขอเรียนว่าจากอดีตที่ผมไม่เคยคิดที่จะสมัครรับเลือกตั้งเป็น สว. หรือตำแหน่งในทางการเมืองหรือตำแหน่งใดๆ แต่สัปดาห์หน้าผมจะไปลาออกจากสมาชิกพรรครวมไทยสร้างชาติ แล้วมาลงสมัครรับเลือกตั้งเป็น สว ถึงแม้จะต้องสอบตก ผมก็ไม่กลัว

นี่คือคำประกาศของ ‘ตาแป๊ะหลักสี่’ ทหารหมอผู้ไม่มีวันตายไปจากความจงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์ผู้ทรงดำรงตำแหน่งจอมทัพไทย ความสั้นๆว่า

“ผมจะลงสมัครรับเลือกตั้งเป็น สว ในปี พ.ศ.2567”

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง 

ผมขอเรียนว่าผมไม่เคยมีความคิดที่จะลงสมัครเป็น สว เพราะการเลือกตั้ง สว นั้นเป็นระบบที่ผู้สมัคร สว เลือกกันเอง ดังนั้นจะมีการจัดตั้งผู้สมัคร สว เพื่อเลือกพวกเดียวกัน หากผมสมัครเป็น สว ผมก็จะไม่ได้รับการสนับสนุนจากผู้สมัคร สว ที่มีการจัดตั้งกันมาล่วงหน้าเรียบร้อยแล้ว ผมก็จะสอบตกตั้งแต่การเลือก สว ในระดับอำเภอ

แต่มีประชาชนจำนวนมากอยากให้ผมเป็น สว.เพื่อเข้าไปทำหน้าที่ปกป้องการแก้ไขรัฐธรรมนูญโดยเฉพาะมาตรา 112 , การออกพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ และการร่าง พ.ร.บ. ฯลฯ 

ทั้งทำหน้าที่ลงมติรับรองผู้มาดำรงตำแหน่งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ และองค์กรอิสระ ได้แก่ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) , ผู้ตรวจการแผ่นดิน , คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) , คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน (คตง.) , ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน , คณะกรรมการสิทธิมนุษยชน (กสม.)

ตลอดจนการมีอำนาจให้ความเห็นชอบผู้ดำรงตำแหน่งสำคัญอื่นๆ ของรัฐ ตามที่กฎหมายกำหนดไว้ เช่น อัยการสูงสุด , ตุลาการศาลปกครองสูงสุด , เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา , เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินแห่งชาติ (ปปง.)

ในการเลือกตั้ง สว ที่กำลังจะเกิดขึ้นในไม่กี่วันข้างหน้า ขบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญโดยเฉพาะมาตรา 112 หรือขบวนการสามานย์จึงมีการจัดตั้งผู้สมัคร สว เพื่อเลือกกันเองให้เข้าสู่ระบบการเลือกตั้ง สว.

มีหลายคนกลัวว่าผมจะสมัครเป็น สว. ถึงกับต้องทำอย่างไรก็ได้ให้ผมต้องถูกคุมขังโดยหมายของศาล จากกรณีตบไอ้กุ๊Xส้นตีXที่สูบบุหรี่ใน รพ.มงกุฎวัฒนะ

ผมขอเรียนว่าจากอดีตที่ผมไม่เคยคิดที่จะสมัครรับเลือกตั้งเป็น สว หรือตำแหน่งในทางการเมืองหรือตำแหน่งใดๆ แต่สัปดาห์หน้าผมจะไปลาออกจากสมาชิกพรรครวมไทยสร้างชาติ แล้วมาลงสมัครรับเลือกตั้งเป็น สว ถึงแม้จะต้องสอบตก ผมก็ไม่กลัว

แต่ถ้าผมได้เป็น สว ขึ้นมาจริงๆ สาธารณชนจะได้เห็นสมาชิกวุฒิสภาที่มีความรู้ ความสามารถ ชัดเจน กล้าหาญ เด็ดขาด ยุติธรรม ซื่อสัตย์ และจงรักภักดีในระดับมากที่สุดคนหนึ่งของชาติ 

ผมจะใช้ความรู้ความสามารถในการพัฒนาระบบสาธารณสุขเพื่อให้คนในชาติได้รับประโยชน์สูงสุดในทุกๆสถานการณ์

ผมจะใช้ความรู้ความสามารถในการปกป้องรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย โดยเฉพาะมาตรา 112 และจะพัฒนากฎหมายในการปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ให้เข้มแข็งมากยิ่งขึ้นเพื่อปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ซึ่งเป็นความมั่นคงของชาติ

คนอย่างผมไม่เคยกลัวอะไรอยู่แล้ว การสอบตกเป็นเรื่องปกติของผมมาตั้งแต่ยังเป็นนักเรียน แล้วคนอย่างผมจะไปกลัวอะไรกับการสอบตกในการสมัคร สว กันล่ะครับ

ผมจะลงสมัครรับเลือกตั้งเป็น สว.ในสัปดาห์หน้า
พลตรี เหรียญทอง แน่นหนา
ผอ.รพ.มงกุฎวัฒนะ
18 พ.ค.67 เวลา 11.49 น.

หมายเหตุ ผมไม่เคยมีความคิด ความต้องการที่จะเป็น สว แต่ครั้งนี้ผมต้องการที่จะเป็น สว เพื่อความมั่นคงของชาติ การพัฒนาระบบสาธารณสุข และการพัฒนาสังคมเข้มแข็ง แก้ปัญหาสังคมไทยที่อ่อนแอลงไปเรื่อยๆ สิ่งเหล่านี้กำลังบ่อนทำลายชาติ พระมหากษัตริย์ และประชาชน

‘คณะก้าวหน้า’ บินลัดฟ้าฝรั่งเศสร่วมงานเปิดบ้าน อองโตนี ที่พำนัก ‘ปรีดี’

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/574940

18 พ.ค. 2567

13:45 น.

'คณะก้าวหน้า' บินลัดฟ้าฝรั่งเศสร่วมงานเปิดบ้าน อองโตนี ที่พำนัก 'ปรีดี'

‘ธนาธร’ ประธานคณะก้าวหน้า นำทีมบินลัดฟ้าสู่ประเทศฝรั่งเศส ร่วมวงปิคนิกในสวน ก่อนแถลงเปิดบ้านอองโตนี ของ ‘ปรีดี พนมยงค์’

18 พ.ค. 2567  หลังจากที่เพจเฟซบุ๊ก คณะก้าวหน้า โพสต์กำหนดการจัดงาน แถลงข่าวการกลับมาของบ้านอองโตนี ซึ่งเป็นบ้านที่นายปรีดี พนมยงค์ และครอบครัว   พำนักอยู่ในประเทศฝรั่งเศส ในฐานะผู้ลี้ภัยทางการเมือง ซึ่งหลังจากที่ นายปรีดี  ถึงแก่อนิจกรรมเมื่อปี 2526 ครอบครัวได้ขายบ้านอองโตนีให้กับชาวฝรั่งเศส และย้ายกลับประเทศไทย 

ธนาธร ร่วมปิคนิกในสวน ก่อนแถลงเปิดบ้านอองโตนี ที่ประเทศฝรั่งเศสธนาธร ร่วมปิคนิกในสวน ก่อนแถลงเปิดบ้านอองโตนี ที่ประเทศฝรั่งเศส

โดยนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้า   พร้อมด้วย น.ส.พรรณิการ์ วานิช  , นายชำนาญ จันทร์เรือง กรรมการบริหารคณะก้าวหน้า ง นายสุลักษณ์ ศิวรักษ์ หรือ ส.ศิวรักษ์ , น.ส.สุดา พนมยงค์ บุตรสาวนายปรีดี พนมยงค์ ,นายธนาพล อิ๋วสกุล บรรณาธิการบริหารสำนักพิมพ์ฟ้าเดียวกัน
นายชาญวิทย์ เกษตรศิริ  ร่วมเดินทางไปประเทศฝรั่งเศศร่วมงานเปิดบ้านอองโตนี  

ธนาธร ร่วมปิคนิกในสวน ก่อนแถลงเปิดบ้านอองโตนี ที่ประเทศฝรั่งเศสธนาธร ร่วมปิคนิกในสวน ก่อนแถลงเปิดบ้านอองโตนี ที่ประเทศฝรั่งเศส
 

ธนาธร ร่วมปิคนิกในสวน ก่อนแถลงเปิดบ้านอองโตนี ที่ประเทศฝรั่งเศสธนาธร ร่วมปิคนิกในสวน ก่อนแถลงเปิดบ้านอองโตนี ที่ประเทศฝรั่งเศส

ล่าสุด  นายธนาธร นายปิยบุตร และ น.ส.พรรณิการณ์ พร้อมด้วยกลุ่มคนไทยในประเทศฝรั่งเศส ร่วมกันจัดงานปิคนิกในสวนโดยมีผู้เข้าร่วมงาน จากหลายประเทศ โดยในงานมีการจัดเลี้ยง ข้าวต้มกุ๊ย ซึ่งเป็นอาหารที่นายปรีดี ชอบรับประทาน ก่อนที่จะมีการร่วมสนทนาโดย น.ส.สุดา และ นางดุษฎี พนมยงค์ บุตรสาวของ นายปรีดี 

บุตรสาว นายปรีดี พนมยงค์ ร่วมสนทนา ก่อนแถลงข่าวเปิดบ้านอองโตนีบุตรสาว นายปรีดี พนมยงค์ ร่วมสนทนา ก่อนแถลงข่าวเปิดบ้านอองโตนี

23 พค. ชี้ชะตา ‘นายกฯ-พิชิต’ ไปต่อหรือถูกพักการทำหน้าที่

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/574930

18 พ.ค. 2567

11:55 น.

23 พค. ชี้ชะตา 'นายกฯ-พิชิต' ไปต่อหรือถูกพักการทำหน้าที่

‘ศาลรัฐธรรมนูญ’ บรรจุคำร้อง 40 สว. ขอให้วินิจฉัยความสิ้นสุดลงของตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ของนายเศรษฐา ทวีสิน และ นายพิชิต ชื่นบาน รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นัด 23 พ.ค. นี้

18 พ.ค.2567 จากกรณี สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ร่วมกันเข้าชื่อ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 82 ยื่นผ่านนายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานวุฒิสภา เพื่อส่งไปยังศาลรัฐธรรมนูญ  ขอให้วินิจฉัยความสิ้นสุดลงของตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ของนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และ นายพิชิต ชื่นบาน รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี   หลังมีพฤติกรรมที่เข้าข่ายขัดต่อรัฐธรรมนูญมาตรา 170 (4) และ (5) ประเด็นที่ว่าด้วยขาดความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์และมีพฤติกรรมฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรง 


ศาลรัฐธรรมนูญ นัดพิจารณาคำร้อง 40 สว. ปมคุณสมบัติของ นายพิชิต ชื่นบาน รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และการเสนอชื่อนายพิชิตขึ้นทูลเกล้าฯ ของนายกรัฐมนตรี เศรษฐา ทวีสิน โดยจะมีการบรรจุเข้าวาระการพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญในวันพฤหัสบดีที่ 23 พ.ค.นี้ หลังจากเมื่อวานสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญรับคำร้องไว้ในเชิงธุรการ 

โดยการประชุมของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ในวันที่ 23 พ.ค.นี้ มีวาระพิจารณาว่าจะรับคำร้องไว้พิจารณาวินิจฉัยหรือไม่ และจะพิจารณาว่าต้องพักการทำหน้าที่ไว้ก่อนระหว่างพิจารณาคำร้องหรือไม่ หากมีมติรับคำร้องไว้พิจารณา 

‘มกอช.’ร่วมสังเกตการณ์ประชุม’APFRAS 2024’ กรุงโซล เตรียมร่วมเป็นสมาชิก

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/805191

'มกอช.'ร่วมสังเกตการณ์ประชุม'APFRAS 2024' กรุงโซล เตรียมร่วมเป็นสมาชิก

‘มกอช.’ร่วมสังเกตการณ์ประชุม’APFRAS 2024’ กรุงโซล เตรียมร่วมเป็นสมาชิก

วันศุกร์ ที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2567, 11.25 น.

‘มกอช.’ร่วมสังเกตการณ์ประชุม’APFRAS 2024’ ณ กรุงโซล เตรียมพิจารณาเข้าร่วมเป็นสมาชิก พร้อมถกอธิบดี’Singapore Food Agency’เกี่ยวกับกฎระเบียบอาหารที่ได้จากการเพาะเลี้ยงเซลล์ และจัดทำแนวทางกลางประเมินความปลอดภัยภายใต้ Codex รับการเติบโตภาคอุตสาหกรรมโปรตีนทางเลือก  

เมื่อเร็วๆ นี้ น.ส.ปรียานุช ทิพยะวัฒน์ รองเลขาธิการสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) เปิดเผยว่า มกอช. โดยคณะผู้แทนกองนโยบายมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหาร และสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ได้เข้าร่วมการประชุมผู้นำกลุ่มหน่วยงานกฎระเบียบอาหารเอเชีย-แปซิฟิก 2024 Asia – Pacific Food Regulatory Authority Summit 2024 : APFRAS 2024) โดยมีนายฮัน ด็อก ซู นายกรัฐมนตรีสาธารณรัฐเกาหลี เป็นประธานในพิธีเปิดการประชุม ณ กรุงโซล สาธารณรัฐเกาหลี ระหว่างวันที่ 13-14 พฤษภาคม 2567 ที่ผ่านมา ซึ่ง APFRAS เป็นกรอบความร่วมมือระหว่างหน่วยงานกำกับดูแลกฎระเบียบอาหาร ที่ก่อตั้งในปี 2566 เพื่อร่วมเป็นผู้นำในการกำหนดแนวทางการพัฒนาระบบกำกับดูแลด้านความปลอดภัยอาหารที่ตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงและความท้าทายด้านอาหาร เพื่อปกป้องผู้บริโภคและสร้างห่วงโซ่อุปทานที่ที่ยืดหยุ่นและยั่งยืน

ทั้งนี้ APFRAS มีสาธารณรัฐเกาหลีเป็นแกนนำ ปัจจุบันมีประเทศสมาชิก 8 ประเทศ ได้แก่ สาธารณรัฐเกาหลี ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ จีน ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ เวียดนาม อินโดนิเซีย รวมถึงมีหน่วยงานนานาชาติซึ่งเป็นผู้สังเกตการณ์ถาวร ได้แก่ องค์การอนามัยโลก (WHO) องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) สำหรับประเทศไทย ชิลี และมาเลเซีย ได้รับเชิญเข้าร่วมในฐานะประเทศผู้สังเกตการณ์ในการประชุม

อย่างไรก็ตาม การประชุมครั้งนี้ ผู้นำของแต่ละประเทศและองค์กรที่เข้าร่วม ได้ร่วมแสดงวิสัยทัศน์และความคิดเห็นต่อสถานการณ์และแนวโน้มของกฎระเบียบอาหารในปัจจุบัน ที่มีความท้าทายทั้งด้านการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ การมุ่งสู่ความยั่งยืน การใช้เทคโนโลยีดิจิตัล และกระบวนการผลิตใหม่ ๆ ที่เกิดขึ้น นอกจากนี้ กระทรวงความปลอดภัยอาหารและยาสาธารณรัฐเกาหลีและผู้แทนภาคอุตสาหกรรมได้นำเสนอการใช้เทคโนโลยีดิจิตัลและ AI เพื่อควบคุมความปลอดภัยอาหาร อาทิ การตรวจทางไกล (Remote inspection) การใช้เทคโนโลยีควบคุมจุดวิกฤติในกระบวนการผลิตอาหาร (Smart HACCP) การคัดกรองสินค้านำเข้าด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ (SAFE-i24) การใช้ QR code เพื่อให้ข้อมูลเพิ่มเติมและตรวจสอบการเรียกคืนอาหาร (Food QR) เป็นต้น

โดยในห้วงการประชุมดังกล่าว ประเทศไทยได้ร่วมหารือและแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นกับ นางสาวแทน ลี คิม อธิบดีหน่วยงาน Singapore Food Agency เกี่ยวกับกฎระเบียบของอาหารที่ได้จากการเพาะเลี้ยงเซลล์ (Cell-based food) รวมถึงโอกาสและความเป็นไปได้ในการจัดทำแนวทางกลางสำหรับการประเมินความปลอดภัยภายใต้ Codex รองรับการเติบโตของภาคอุตสาหกรรมโปรตีนทางเลือกในอนาคต ที่ต้องอยู่บนพื้นฐานความปลอดภัยของสุขภาพผู้บริโภคเป็นสำคัญ 

นอกจากนี้ ที่ประชุมยังได้มีการหารือเกี่ยวกับผลการดำเนินการของ APFRAS ในปีที่ผ่านมา และแผนการดำเนินงานต่อไป โดยภารกิจสำคัญในช่วงแรก APFRAS มีแผนจะเปิดตัวฐานข้อมูลกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องกับอาหาร (APFRAS Food Regulation Database)ให้ภาคอุตสาหกรรมและประชาชนที่สนใจได้ใช้อย่างเป็นทางการในเดือนธันวาคม 2567 เพื่ออำนวยสะดวกทางการค้า 

นอกจากนี้ ที่ประชุมรับทราบผลการดำเนินงานของคณะทำงาน 3 คณะภายใต้ APFRAS ได้แก่ คณะทำงานด้านกฎระเบียบอาหาร ได้จัดทำรายงานการศึกษาสภาวะแวดล้อมของกฎระเบียบอาหาร (Food Regulatory Environment Analysis) ประจำปี 2566 ซึ่งรวบรวมผลการศึกษาเกี่ยวกับกระแสการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญ อาทิ ความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) หลักสุขภาพหนึ่งเดียง (One-Health Approach) คณะทำงานด้านดิจิตอล ที่ได้จัดสัมนาแลกเปลี่ยนประสบการณ์และองค์ความรู้เชิงลึกในการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อความปลอดภัยอาหารร่วมกัน และคณะทำงานด้านสิ่งแวดล้อมและเทคโนโลยีใหม่ ได้มีการจัดการประชุมโต๊ะกลมและสัมมนา ด้านอาหารที่ได้จากการเพาะเลี้ยงเซล (Cell-based food) การใช้ภาชนะจากวัตถุดิบรีไซเคิล และการประเมินความเสี่ยงภาชนะและอุปกรณ์อาหารที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และมีแผน จะขยายขอบเขตไปยังกลุ่มโปรตีนทางเลือกจากแมลง

“ปัจจุบัน ประเทศไทยอยู่ระหว่างการพิจารณาเข้าร่วมเป็นสมาชิกของกรอบความร่วมมือดังกล่าว ซึ่ง มกอช. จะหารือร่วมกับ อย. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อไป ทั้งนี้ การเข้าร่วมเป็นสมาชิก APFRAS เป็นโอกาสสำหรับประเทศไทยในร่วมทำงานเชิงรุก กำหนดนโยบายและแนวทางการพัฒนาระบบการกำกับดูแลความปลอดภัยอาหารที่ยืดหยุ่นและทันสมัยที่สอดรับกับบริบทการเกษตรของไทย ตลอดจนสร้างความร่วมมือเพื่อส่งเสริมการส่งออก รวมถึงผลักดันประเด็นด้านการเกษตรและอาหารที่สำคัญของไทยผ่านความร่วมมือกับคู่ค้า อย่างไรก็ดี APFRAS มีกำหนดจัดปีละ 1 ครั้ง การประชุมครั้งถัดไปจะจัดขึ้นในปี 2568 ณ กรุงโซล สาธารณรัฐเกาหลี” รองเลขาธิการ มกอช. กล่าว

ชวนเที่ยว TCP Legacy Museum แหล่งเรียนรู้ตำนานเครื่องดื่มที่โด่งดัง

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/805303

ชวนเที่ยว TCP Legacy Museum  แหล่งเรียนรู้ตำนานเครื่องดื่มที่โด่งดัง

ชวนเที่ยว TCP Legacy Museum แหล่งเรียนรู้ตำนานเครื่องดื่มที่โด่งดัง

วันเสาร์ ที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

เปิดตัวไปแล้วกับ TCP Legacy Museum แหล่งเรียนรู้ตำนานเครื่องดื่ม “กระทิงแดง (เรดบูล)” ที่โด่งดังและปลุกพลังคนทั่วโลกของกลุ่มธุรกิจ TCP เนื่องในโอกาสฉลองครบรอบ68 ปี เปิดมุมมองใหม่เกี่ยวกับเอเนอร์จี้ ดริงก์ ผ่านการท่องเที่ยวพิพิธภัณฑ์ที่ให้ผู้เยี่ยมชมได้เพลิดเพลินกับการเรียนรู้จากทุกโสตสัมผัส และพบกับไฮไลท์รถแข่ง Red Bull Formula 1 ที่จัดแสดงให้ชมอย่างใกล้ชิด นับเป็นจุดเช็คอินแห่งใหม่ของปราจีนบุรีที่ไม่ควรพลาด

ร่วมย้อนประวัติความเป็นมาและความสำเร็จของกลุ่มธุรกิจ TCP องค์กรไทยที่สร้างสรรค์เครื่องดื่มกระทิงแดง (เรดบูล) พร้อมสร้างความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับเอเนอร์จี้ดริงก์ เครื่องดื่มให้พลังงานที่ช่วยสร้างพลังกาย พลังใจ พลังสมองและเพิ่มความสดชื่นยาวนานให้พร้อมรับทุกกิจกรรม ผู้เข้าชมจะได้เพลิดเพลินกับเรื่องราวที่น่าสนใจต่างๆ ของกลุ่มธุรกิจ TCP ที่ถ่ายทอดผ่านสื่อครบทุกมิติทั้งรูป รส กลิ่น เสียง และเทคโนโลยีใหม่ที่นำมาสร้างลูกเล่นและสีสันความสนุกให้ผู้เข้าชมเปิดประสบการณ์ใหม่ของการเรียนรู้และการท่องเที่ยวพิพิธภัณฑ์

โดยโซนต่างๆ ใน TCP Legacy Museumจัดแสดงแบบอินเทอร์แอ๊กทีฟ ประกอบด้วย 7 โซน ได้แก่ The Legacy: ย้อนกลับไปปี 2499 นำภาพแห่งความทรงจำที่ใครหลายคนคุ้นเคยกลับมาให้สัมผัสอีกครั้ง เริ่มต้นจากคุณเฉลียว อยู่วิทยา ก่อตั้งห้างหุ้นส่วนขายยาและจำหน่ายยาภายใต้ชื่อ “ทีซี-มัยซิน” บุกเบิกและสร้างปรากฏการณ์ใหม่ของเครื่องดื่มให้พลังงานสัญชาติไทยให้ดังไกลระดับโลกกับแบรนด์ “กระทิงแดง (เรดบูล)” นำมาสู่การขยายธุรกิจภายใต้ “กลุ่มธุรกิจ TCP” ในปัจจุบันHouse of Great Brands : พบกับผลิตภัณฑ์และนวัตกรรมที่หลากหลายของกลุ่มธุรกิจ TCP ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ที่แตกต่างของผู้บริโภครุ่นใหม่ เพลิดเพลินไปกับเทคนิค Augmented Reality (AR) ให้ผู้เยี่ยมชมถ่ายรูปหรืออัดคลิปวีดีโอเล่นกับผลิตภัณฑ์จากหลากหลายประเทศ The Original : พาไปสำรวจดินแดนก่อเกิดพลังของเครื่องดื่มกระทิงแดง (เรดบูล) เรียนรู้เรื่องราวที่สะท้อนเบื้องหลังกว่าจะมาเป็นเครื่องดื่มให้พลังงานในแต่ละขวด ผ่านเทคนิคอินเทอร์แอ๊กทีฟ เต็มอิ่มทั้งรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส เพื่อเปิดมุมมองใหม่ต่อความเชื่อที่ว่า การดื่มเครื่องดื่มให้พลังงานส่งผลต่อสุขภาพ ผ่านข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเครื่องดื่มให้พลังงาน Factory in Focus : เยี่ยมชมกระบวนการผลิตเครื่องดื่มและระบบตรวจสอบคุณภาพที่ได้มาตรฐานระดับสากล และทันสมัย TCP Sustainability :ร่วมเปลี่ยนโลกให้ดีขึ้นผ่าน “กรอบการพัฒนาที่ยั่งยืนของกลุ่มธุรกิจ TCP” ที่มุ่งสร้างผลกระทบเชิงบวกครอบคลุมเป้าหมายการพัฒนาบรรจุภัณฑ์ยั่งยืน ความเป็นกลางทางคาร์บอน และการจัดการน้ำยั่งยืน World Record : ตื่นตาตื่นใจกับรถฟอร์มูล่าวัน ภาพประวัติศาสตร์อันยิ่งใหญ่ของทีมรถแข่ง เรดบูล ฟอร์มูล่าวัน ขับโชว์บนถนนราชดำเนิน เพื่อร่วมเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 เนื่องในโอกาสทรงเจริญพระชนมพรรษาครบ84 พรรษา ในปี พ.ศ. 2553 และ Legacy Shop :ช้อปปิงสินค้าที่ระลึกแบรนด์กระทิงแดง (เรดบูล) และแบรนด์ต่างๆ ภายใต้กลุ่มธุรกิจ TCP

ชวนนักท่องเที่ยว นักเรียนนักศึกษา และบุคคลทั่วไป เยี่ยมชม TCP Legacy Museum ต.บางแตน อ.บ้านสร้าง จ.ปราจีนบุรี เปิดให้เข้าชมฟรี ตั้งแต่ 10.00-12.00 น. และ 14.00-16.00 น.ทุกวันอังคาร พฤหัสบดี และเสาร์ ผู้สนใจสามารถสำรองวันที่เข้าชมล่วงหน้าได้ที่ https://tcp.com/about/tcp-legacy-museum/รายละเอียดติดต่อ โทร. 037-239239 กด 0