แผน “กาซา 2035” อนาคตหลังสงคราม

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2784789

แผน "กาซา 2035" อนาคตหลังสงคราม

12 พ.ค. 2567 05:03 น.

แผน “กาซา 2035” อนาคตหลังสงคราม

สถานการณ์ความขัดแย้งในฉนวนกาซา ภูมิภาคตะวันออกกลาง ดูเหมือนจะกลับมาคุกรุ่นอีกครั้ง หลังจากกองทัพอิสราเอลตัดสินใจเริ่มปฏิบัติการทางทหารรอบใหม่ที่เมืองราฟาห์

หลังจากมีความชัดเจนแล้วว่า การเจรจาแลกเปลี่ยนตัวประกันกำลังอยู่ในสภาพ “พายเรือในอ่าง” ตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา พอถึงช่วงที่การเจรจาไกล่เกลี่ยใกล้จะสัมฤทธิผล ทางกองกำลังติดอาวุธปาเลสไตน์กลุ่ม “ฮามาส” ก็จะยื่นข้อเสนอทันทีว่า อิสราเอลจะต้องหยุดยิงอย่างถาวร

และแน่นอนว่าอิสราเอลก็จะไม่สามารถตอบตกลงได้ เนื่องจากมีเป้าหมายที่ชัดเจนตั้งแต่แรกคือ การกำจัดกลุ่มฮามาสให้สิ้นซาก เพื่อป้องกันไม่ให้เหตุโศกนาฏกรรมวันที่ 7 ต.ค. 2566 ที่นักรบกลุ่มฮามาสบุกเข้าไปสังหารและลักพาตัวชาวบ้านรวมถึงแรงงานชาวไทย หวนกลับมาซ้ำรอย

อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางบรรยากาศการเจรจาที่วนลูปมาตั้งแต่ต้นปี รวมถึงความพยายามอย่างแข็งขันของรัฐบาลสหรัฐฯในการเจรจาไกล่เกลี่ยกับทุกฝ่ายโดยที่ไม่กลัวว่าจะได้รับผลกระทบต่อคะแนนเสียงเลือกตั้ง ก็มีรายงานอ้างแหล่งข่าวที่น่าสนใจ เกี่ยวกับ “แผนขั้นต่อไป” สำหรับฉนวนกาซาหลังสิ้นสุดสงครามด้วยเช่นกัน

โดยกรณีนี้ทางหนังสือพิมพ์เดอะ นิวยอร์ก ไทม์ส ของสหรัฐฯ เป็นผู้เปิดประเด็นมาก่อนในช่วงต้นเดือน พ.ค.ว่า ในขณะที่สถานการณ์ความขัดแย้งหน้าฉากกำลังดำเนินต่อไป แต่ในทางหลังฉากก็มีการหารือกันว่า ฉนวนกาซาในอนาคตควรจะเป็นเช่นไร ซึ่งตัวละครที่เกี่ยวข้องในเบื้องต้นมีทั้ง อิสราเอล สหรัฐฯ และชาติอาหรับ 3 ฝ่ายประกอบด้วย อียิปต์ ซาอุดีอาระเบีย และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์

เป็นไปได้หรือไม่ที่จะมีการแบ่งเขตบริหารจัดการฉนวนกาซาหลังกลุ่มฮามาสได้ถูกกำจัดไปอย่างราบคาบ ประเทศที่เกี่ยวข้องจะมาร่วมกันเลือก “ผู้นำท้องถิ่น” ขึ้นมาดูแลระบบราชการ รักษาความสงบเรียบร้อย ปฏิรูประบบการศึกษากันเสียใหม่ ซึ่งคนที่ตัดสินใจหลักๆคืออิสราเอลและชาติอาหรับ ขณะที่สหรัฐฯจะทำหน้าที่คล้ายๆที่ปรึกษา ให้ความร่วมมือในเรื่องการประสานงานต่างๆ

จากนั้นอีกไม่กี่สัปดาห์ต่อมา ทางหนังสือพิมพ์ เดอะ เยรูซาเลม โพสต์ ได้รายงานเพิ่มเติมเกี่ยวกับรายละเอียดของแผนการที่เรียกว่า “กาซา 2035” วางทิศทางการบริหารจัดการดินแดนต้องสาป เพื่อสันติภาพที่ยั่งยืน และแปรสภาพฉนวนกาซาให้เป็นขุมกำลังทางเศรษฐกิจในระดับภูมิภาค

ในแผนการฉบับนี้ฉนวนกาซาได้ถูกขนานนามว่า เป็นค่ายด่านหน้าของอิหร่าน ที่คอยขัดขวางการเจริญเติบโตของห่วงโซ่อุปทานและความหวังของชาวปาเลสไตน์ ทั้งที่หากดูตามประวัติศาสตร์แล้ว พื้นที่ดังกล่าวถือเป็นเส้นทางการค้าที่สำคัญ “แบกแดด-อียิปต์” และ “เยเมน-ยุโรป” ของภูมิภาคตะวันออก กลางในอดีต

หลังสงครามอิสราเอล-ฉนวนกาซายุติลงในอนาคต แผนการขั้นแรกสำหรับฉนวนกาซาคือ “ความช่วยเหลือทางด้านมนุษยธรรม” ซึ่งจะกินเวลาอย่างน้อย 12 เดือน รัฐบาลอิสราเอลจะดำเนินการสร้าง “โซนปลอดภัย” ในฉนวนกาซา ที่ปราศจากอิทธิพลใดๆของกลุ่มฮามาส เริ่มจากทางภาคเหนือของกาซาและค่อยๆขยายอาณาเขตไปยังพื้นที่ทางภาคใต้

โดยมีเจ้าหน้าที่จากกลุ่มชาติอาหรับ(อียิปต์ ซาอุดีอาระเบีย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ บาห์เรน จอร์แดน และโมร็อกโก) แบ่งพื้นที่กันดูแลการให้ความช่วยเหลือทางมนุษยธรรมภายในโซนปลอดภัย ขณะที่หน่วยงานของชาวปาเลสไตน์ในโซนปลอดภัยของฉนวนกาซา จะอยู่ภายใต้ความดูแลของเจ้าหน้าที่ชาติอาหรับ

สำหรับแผนการขั้นที่สอง จะมีลักษณะคล้ายกับ “มาร์แชลแพลน” ของสหรัฐฯหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 คือการฟื้นฟูสภาพเศรษฐกิจของดินแดน และการทำให้ชาวปาเลสไตน์ละทิ้งแนวคิดหัวรุนแรง แผนการขั้นตอนที่สองคาดว่าจะใช้เวลายาวนาน 5-10 ปี ดำเนินการทยอยถอนกำลังรักษาความปลอดภัยของอิสราเอลออกจากฉนวนกาซา ในขณะที่ชาติอาหรับจะรับผิดชอบเรื่องการจัดตั้งองค์การบริหารฉนวนกาซ่าแบบพหุภาคีที่ชื่อว่า “หน่วยงานฟื้นฟูกาซา” (GRA) ขึ้นมาทำหน้าที่ดูแลการเงินของกาซา ฟื้นฟูโครงสร้างขั้นพื้นฐาน พร้อมดูแลความสงบเรียบร้อยภายในโซนปลอดภัย ซึ่งคนที่ทำงานในจีอาร์เอจะเป็นชาวปาเลสไตน์เป็นส่วนใหญ่

หากไม่มีอุปสรรคอันใด กระบวนการฟื้นฟูก็จะเข้าสู่แผนการขั้นที่สาม ภายใต้คอนเซปต์ “การปกครองตนเอง” นานาชาติจะค่อยๆโอนถ่ายอำนาจบริหารให้กับรัฐบาลปาเลสไตน์ท้องถิ่น หรือไม่ก็รัฐบาลเอกภาพปาเลสไตน์ (ฉนวนกาซา-เวสต์แบงก์)

แต่ทั้งนี้การจะเดินหน้าได้หรือไม่ย่อมขึ้นอยู่กับว่า นานาชาติทุกฝ่ายที่เข้ามาร่วมจัดการดูแลจะต้องลงมติเห็นชอบกันว่าฉนวนกาซา ได้ปราศจากแนวคิดหัวรุนแรง และปราศจากกำลังทางทหารที่เป็นภัยคุกคามอย่างสิ้นเชิง อีกทั้งอิสราเอลขอสงวนสิทธิในการดำเนินมาตรการใดๆ ต่อสิ่งที่อิสราเอลมองว่าเป็นภัยคุกคามทางความมั่นคง

เมื่อจบครบกระบวนการทั้งหมดแล้ว จึงเหลือเพียงขั้นตอนสุดท้ายคือ ชาวปาเลสไตน์จะปกครองตกเองอย่างสมบูรณ์ และเข้าร่วมลงนาม “ข้อตกลงอับราฮัม” มีความสัมพันธ์ทางการทูตอย่างเป็นทางการกับอิสราเอล

ในเอกสารแผนการกาซา 2035 ยังมองความเป็นไปได้ที่จะแปรสภาพฉนวนกาซาให้เป็นหนึ่งในท่าเรืออุตสาหกรรมที่สำคัญของทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ไว้สำหรับส่งออกสินค้าท้องถิ่น สินค้าต่างๆของภูมิภาคตะวันออกกลาง และน้ำมันดิบของซาอุดีอาระเบีย มองการจัดตั้งเส้นทางการค้าเสรี เชื่อมต่อระหว่างเมืองซเดรอดของอิสราเอลไปยังฉนวนกาซาและผ่านต่อไปยังเมืองเอล อาริชของอียิปต์ ไปจนถึงโครงการสำรวจบ่อก๊าซธรรมชาติในทะเล ทางตอนเหนือของกาซา โครงการโซลาร์ฟาร์ม และโครงการผลิตน้ำจืดจากน้ำทะเล

กระนั้น เมกะโปรเจกต์ดังกล่าว ยังมีช่องโหว่ที่เห็นได้อย่างชัดเจนคือ จะทำเช่นไรให้ซาอุดีอาระเบียยอมมาร่วมวง เพราะจากการเปิดเผยของแหล่งข่าวระบุว่าการเจรจายื่นหมูยื่นแมวในเบื้องต้น ซาอุดีอาระเบียต้องการทำข้อตกลงความมั่นคงส่วนตัวกับสหรัฐฯ ทางสหรัฐฯบอกว่าได้ แต่มีเงื่อนไขว่าต้องยอมรับอิสราเอลเป็นประเทศ มีความสัมพันธ์การทูตแบบปกติกับอิสราเอล

และทำให้ซาอุดีอาระเบียตอบกลับว่า ได้เหมือนกัน แต่อิสราเอลจะต้องยอมรับหลักการสร้างสันติภาพ ที่เรียกว่า “แนวทาง 2 รัฐ” อันหมายถึงการยอมรับสถานะความเป็นรัฐเอกราชของชาวปาเลสไตน์ ซึ่งเป็นสิ่งที่ทางรัฐบาล อิสราเอลปฏิเสธอย่างหัวเด็ดตีนขาดตลอดมา.

วีรพจน์ อินทรพันธ์

ประมวลภาพแสงเหนือตระการตา หลังพายุสุริยะแรงสุดรอบ 20 ปีเยือนโลก

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2784924

ประมวลภาพแสงเหนือตระการตา หลังพายุสุริยะแรงสุดรอบ 20 ปีเยือนโลก

12 พ.ค. 2567 04:05 น.

ประมวลภาพแสงเหนือตระการตา หลังพายุสุริยะแรงสุดรอบ 20 ปีเยือนโลก

พายุสุริยะครั้งรุนแรงที่สุดในรอบ 20 ปี เดินทางมาถึงโลกแล้ว ทำให้เกิดแสงเหนือในหลายพื้นที่ทั่วโลกให้ผู้คนได้รับชมด้วยความตื่นตาตื่นใจ

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า พายุสุริยะรุนแรงที่สุดในรอบ 20 ปี เดินทางมาถึงโลกแล้ว ในวันศุกร์และวันเสาร์ที่ผ่านมา (10-11 พ.ค. 2567) ทำให้เกิดปรากฏการณ์ ‘ออโรรา’ หรือ ‘แสงเหนือ’ ในหลายพื้นที่ของโลก ไล่ตั้งแต่รัฐแทสมาเนีย ของออสเตรเลีย ไปยังถึงเกาะอังกฤษ ประเทศอื่นๆ ในยุโรป และทวีปอเมริกาเหนือ

แสงเหนือที่เมืองฟุสช์ อัน แดร์ โกรสลอคนาร์ชตราส ใกล้เมืองเซล อัม ซี ประเทศออสเตรีย เมื่อ 11 พ.ค. 2567
แสงเหนือที่อุทยาน แมนนิง พาร์ก ในรัฐบริติช โคลอมเบีย ประเทศแคนาดา เมื่อ 11 พ.ค. 2567

การปลดปล่อยมวลจากดวงอาทิตย์ (CME) หรือ พายุสุริยะ ซึ่งประกอบด้วยพลาสมาและสนามแม่เหล็กจากดวงอาทิตย์ ระลอกแรก เดินทางมาถึงโลกในเวลาประมาณ 16.00 น. วันศุกร์ที่ 10 พ.ค. 2567 ตามเวลามาตรฐานกรีนิช ตามการเปิดเผยของศูนย์พยากรณ์อากาศอวกาศ ขององค์การบริหารมหาสมุทรและชั้นบรรยากาศแห่งชาติ (NOAA)

ก่อนที่มันจะยกระดับเป็นพายุสุริยะขั้น ‘รุนแรง’ (extreme) ในเวลาต่อมา ซึ่งนับเป็นครั้งแรกตั้งแต่ ‘พายุฮาโลวีน’ เมื่อเดือนตุลาคม 2546 ซึ่งทำให้เกิดไฟดับในประเทศสวีเดนและสร้างความเสียหายต่อหม้อแปลงไฟฟ้าบางส่วนในแอฟริกาใต้

ศูนย์พยากรย์อากาศอวกาศคาดกว่า ดวงอาทิตย์จะปล่อย CME มายังโลกอีกในวันอาทิตย์นี้

แสงเหนือที่เมือง ซานราฟาเอล รัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา เมื่อ 11 พ.ค. 2567
แสงเหนือฉายบนท้องฟ้า ทางตะวันตกเฉียงเหนือของสโลวาเกีย เมื่อ 11 พ.ค. 2567

พายุสุริยะอาจส่งผลกระทบต่ออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่อ่อนไหวต่อการเปลี่ยนแปลงของสนามไฟฟ้า เช่น ดาวเทียมสื่อสารที่โคจรอยู่เหนือชั้นบรรยากาศของโลก และบางครั้งอาจส่งผลกระทบต่อกริดจ่ายไฟฟ้าภาคพื้นโลก สำหรับประเทศที่อยู่ในละติจูดสูง ส่วนไทยอยู่ใกล้เส้นศูนย์สูตร จึงได้รับการปกป้องจากสนามแม่เหล็กโลก และไม่น่าไม่ได้รับผลกระทบใดๆ

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าพายุสุริยะอาจสร้างความเสียหายต่อระบบอิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ ได้ แต่มันก็ทำให้เกิดปรากฏการณ์แสงเหนือในหลายพันที่ของโลก บรรยากาศความตื่นเต้นแพร่กระจายไปทั่วออสเตรเลีย, ยุโรป และอเมริกาเหนือ ไล่ตั้งแต่ เมือง มงต์ แซงต์-มิเชล ในฝรั่งเศส ไปจนถึงเมืองปาเยตเต ในรัฐไอดาโฮ ของสหรัฐฯ

ผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตต่างพากันเผยแพร่ภาพออโรราที่พวกเขาบันทึกได้ลงบนโลกออนไลน์ และแสดงความเห็นกันอย่างสนุกสนาม

แสงเหนือที่เมืองลิเวอร์พูล ของอังกฤษ เมื่อ 10 พ.ค. 2567
แสงเหนือที่เขต เขตโอแดร์-สปรี ในรัฐบรานเดนบวร์ค ประเทศเยอรมนี เมื่อ 10 พ.ค. 2567
แสงเหนือที่ ประภาคาร เซนต์ แมรี ในเมืองวิตนีย์ เบย์ ชายฝั่งตะวันออกของอังกฤษ เมื่อ 10 พ.ค. 2567
แสงเหนือที่เมือง ดนีโปร ประเทศยูเครน เมื่อ 11 พ.ค. 2567

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

อิสราเอลสั่งอพยพเมืองราฟาห์เพิ่ม อ้างปะทะฮามาส-เจออุโมงค์อื้อ

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2784923

อิสราเอลสั่งอพยพเมืองราฟาห์เพิ่ม อ้างปะทะฮามาส-เจออุโมงค์อื้อ

12 พ.ค. 2567 02:39 น.

อิสราเอลสั่งอพยพเมืองราฟาห์เพิ่ม อ้างปะทะฮามาส-เจออุโมงค์อื้อ

อิสราเอลสั่งประชาชนในเมืองราฟาห์อพยพเพิ่มอีกนับหมื่นคน ในขณะที่พวกเขาโจมตีทางอากาศในหลายพื้นที่ของฉนวนกาซา ทำให้มีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เมื่อวันเสาร์ที่ 11 พ.ค. 2567 ทางการอิสราเอลทั้งโปรยใบปลิว และประกาศผ่านเครือข่ายสังคมออนไลน์ ให้ประชาชนในเขตทางตะวันออกของเมืองราฟาห์อพยพเพิ่มเติมอีก โดยให้ไปยังเขต อัล-มาวาซี พื้นที่แคบๆ บริเวณชายฝั่ง ซึ่งพวกเขาจัดให้เป็นเขตมนุษยธรรม

นายอาวิเชย์ อาดราอี โฆษกกองทัพอิสราเอลระบุผ่าน X ว่า กองทัพมีคำสั่งอพยพประชาชนในพื้นที่ใหม่ทางตะวันออกของเมืองราฟาห์ หลังพบเห็นความเคลื่อนไหวของผู้ก่อการร้ายฮามาสในช่วงไม่กี่วันและสัปดาห์ที่ผ่านมา

ในวันเดียวกัน กองทัพอิสราเอลดำเนินการโจมตีทางอากาศเข้าใส่พื้นที่ต่างๆ ของฉนวนกาซาอีกระลอก รวมถึงในเมืองราฟาห์ด้วย ทำให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 21 ศพ ในเมืองเดียร์ อัล-บาลาฟ์ ตอนกลางของกาซา นอกจากนั้นยังมีรายงานว่าเกิดการโจมตีในภาคเหนือของกาซาด้วย

นายอาดราอีอ้างว่า กลุ่มฮามาสกำลังพยายามซ่องสุมกำลังขึ้นมาใหม่ในภาคเหนือ พวกเขาจึงมีคำสั่งอพยพประชาชนจากค่ายผู้ลี้ภัยจาบาเลีย และเมืองเบทลาเฮีย ซึ่งอยู่ใกล้กัน

ส่วนที่เมืองราฟาห์ ผู้เห็นเหตุการณ์บอกกับสื่อว่า มีการโจมตีทางอากาศอย่างหนัก ใกล้ด่านข้ามพรมแดนกาซา-อียิปต์ ขณะที่กลุ่มฮามาสกล่าวหาอิสราเอลว่า กำลังขยายการโจมตีเมืองราฟาห์ไปยังพื้นที่ใหม่บริเวณตอนกลางและทางตะวันตกของเมือง

ด้านกองกำลังป้องกันอิสราเอล (IDF) ระบุว่า ทหารของพวกเขาปาะกับกลุ่มก่อการร้ายติดอาวุธบริเวณด่านข้ามพรมแดนดังกล่าว และพบช่องอุโมงค์ใต้ดินจำนวนมาก

ทั้งนี้ สถานการณ์ในฉนวนกาซากลับมาร้อนระอุอีกครั้ง หลังจากอิสราเอลเปิดฉากโจมตีทางอากาศเมืองราฟาห์เมื่อวันที่ 6 พ.ค. และส่งทหารกับรถถังเข้าเมืองเพื่อยึดด่านข้ามพรมแดนติดกับประเทศอียิปต์ในวันต่อมา ทำให้การส่งสิ่งของช่วยเหลือเพื่อมนุษยธรรมผ่านเส้นทางดังกล่าวต้องหยุดชะงัก

ขณะเดียวกัน การเจรจาหยุดยิงที่ดูเหมือนจะคืบหน้าหลังกลุ่มฮามาสประกาศว่ายอมรับเงื่อนไขในข้อตกลง ก็กลับเข้าสู่ภาวะชะงักงันอีกครั้ง หลังจากทั้งสองฝ่ายยังตกลงกันไม่ได้ในหลายเรื่อง โดยเฉพาะระยะเวลาของการหยุดยิง ซึ่งฮามาสต้องการให้หยุดยิงถาวร แต่อิสราเอลไม่ยอม

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna , bbc

ทัพรัฐบาลเมียนมา ทิ้งระเบิดหนัก 500 ปอนด์ บึมวัดในเขตมะเกวดับ 14 ศพ

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2784925

ทัพรัฐบาลเมียนมา ทิ้งระเบิดหนัก 500 ปอนด์ บึมวัดในเขตมะเกวดับ 14 ศพ

12 พ.ค. 2567 04:58 น.

ทัพรัฐบาลเมียนมา ทิ้งระเบิดหนัก 500 ปอนด์ บึมวัดในเขตมะเกวดับ 14 ศพ

กองทัพรัฐบาลเมียนมา ทิ้งระเบิดโจมตีหมู่บ้านในเขตมะเกว โดนวัดพังทั้งหลัง มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 14 ศพ บาดเจ็บอีกหลายสิบคน

สำนักข่าวอิรวดี รายงานเมื่อ 11 พ.ค. 2567 ว่า กองทัพรัฐบาลทหารเมียนมาทิ้งระเบิดหนัก 500 ปอนด์ ใส่วัดในหมู่บ้านอะจี ปัน มะลุน (Akyi Pan Malun) ในอำเภอซอ (Saw) ของเขตมะเกว (Magwe) ในวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา (9 พ.ค. 2567) ทำให้วัดถูกทำลายทั้งหลัง มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 14 ศพ บาดเจ็บอีก 30 ราย

ชาวบ้านท้องถิ่นระบุว่า คนมากมายกำลังรวมตัวกันที่วัดแห่งนี้ เพื่อหารือแผนการสร้างเส้นทางขนส่งในอำเภอซอ ขณะที่ผู้นำอาสาสมัครช่วยชาวบ้าน บอกกับอิรวดีในวันศุกร์ว่า พวกเขาพบร่างผู้เสียชีวิตแล้ว 14 ศพ พร้อมประณามกองทัพรัฐบาลว่า การจงใจโจมตีพลเรือนคืออาชญากรรม

ด้านสำนักข่าว วอยซ์ ออฟ อเมริกา (VOA) รายงานว่า การโจมตีดังกล่าวเกิดขึ้นระหว่างการชุมนุมกันของสมาชิกฝ่ายต่อต้านรัฐบาลทหาร

ทั้งนี้ ชาวบ้านคาดว่าจะพบศพผู้เสียชีวิตเพิ่มอีก เนื่องจากยังมีผู้สูญหายอีกหลายราย ขณะที่เจ้าอาวาสของวัดที่ถูกโจมตี ได้รับบาดเจ็บ

ชาวบ้านบอกกับ อิรวดี ด้วยว่า พวกเขาพบเห็นโดรนของกองทัพรัฐบาลทหารหลายลำ มีบินอยู่เหนือหมู่บ้านตั้งแต่หลายวันก่อนเกิดเหตุแล้ว นอกจากนั้น การเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตกับสัญญาณโทรศัพท์ในเขตของพวกเขาก็ถูกตัดไปตั้งแต่หลายวันก่อนแล้ว ซึ่งการที่อินเทอร์เน็ตถูกตัดมักเป็นสัญญาณว่า การโจมตีทางอากาศกำลังจะเกิดขึ้น

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : irrawaddy

อัฟกานิสถานประกาศภาวะฉุกเฉิน น้ำท่วมฉับพลัน คร่าแล้ว 300 ศพ

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2784920

อัฟกานิสถานประกาศภาวะฉุกเฉิน น้ำท่วมฉับพลัน คร่าแล้ว 300 ศพ

12 พ.ค. 2567 00:33 น.

อัฟกานิสถานประกาศภาวะฉุกเฉิน น้ำท่วมฉับพลัน คร่าแล้ว 300 ศพ

อัฟกานิสถานประกาศภาวะฉุกเฉิน หลังฝนตกหนักจนเกิดน้ำท่วมฉับพลันในหลายจังหวัด ล่าสุดมีผู้เสียชีวิตแล้วกว่า 300 ศพ

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เมื่อวันเสาร์ที่ 11 พ.ค. 2567 รัฐบาลอัฟกานิสถานประกาศภาวะฉุกเฉิน หลังจากเกิดฝนตกหนักเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา จนเป็นเหตุให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันเข้าท่วมหมู่บ้านและเรือกสวนไร่นาในหลายจังหวัด ในขณะที่หน่วยกู้ภัยทั้งจากภาครัฐและองค์กรเอ็นจีโอพยายามช่วยเหลือผู้ประสบภัย

จังหวัดบากลาน (Baghlan) ทางเหนือของประเทศ เป็นพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมมากที่สุด โดยนาง รานา ดีเรซ เจ้าหน้าที่ประสานงานของโครงการอาหารโลก (WFP) ระบุว่า มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 311 ศพ บ้านเรือนถูกทำลาย 2,011 หลัง ได้รับความเสียหายอีก 2,800 หลัง

อย่างไรก็ตาม รัฐบาลอัฟกานิสถานกับหน่วยงานด้านมนุษยธรรม ยังรายงานจำนวนผู้เสียชีวิตไม่ตรงกัน โดยองค์การระหว่างประเทศเพื่อการโยกย้ายถิ่นฐาน (IOM) ระบุว่ามีผู้เสียชีวิตในบากลาน 218 ศพ ขณะที่นายอับดุล มาทีม กานีโฆษกกระทรวงมหาดไทยระบุตัวเลขไว้ที่ 131 ศพ โดยย้ำว่าจำนวนอาจเพิ่มสูงขึ้นเนื่องจากมีผู้สูญหายจำนวนมาก

นอกจากที่บากลานแล้ว นายกานีบอกด้วยว่า มีผู้เสียชีวิตอีก 20 ศพในจังหวัดทาคาร์ (Takhar) และอีก 2 ศพที่จังหวัดบาดักห์ชาน (Badakhshan) ซึ่งอยู่ติดกัน

ทั้งนี้ ฝนที่ตกลงมาอย่างหนักเมื่อวันศุกร์ สร้างความเสียหายอย่างหนักในจังหวัดบากลาน, ทาคาร์ และบาดักห์ชาน เช่นเดียวกับที่จังหวัด กอร์ กับเฮรัต ทางตะวันตก ซึ่งเจ้าหน้าที่ฉุกเฉินกำลังเร่งให้ความช่วยเหลือผู้บาดเจ็บและผู้ประสบภัยที่ติดค้างอยู่ตามจุดต่างๆ

กระทรวงกลาโหมแห่งชาติของอัฟกานิสถานออกคำสั่งให้หลายหน่วยงานของกองทัพช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมด้วยทรัพยากรที่มีอยู่ ขณะที่กองทัพอากาศเริ่มปฏิบัติการอพยพผู้ประสบภัยแล้ว หลังจากอากาศแจ่มใสขึ้นในวันเสาร์ โดยพวกเขาขนส่งผู้บาดเจ็บไปโรงพยาบาลแล้วมากกว่า 100 ราย

“ด้วยการประกาศภาวะฉุกเฉินในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ กระทรวงกลาโหมแห่งชาติได้เริ่มแจกจ่ายเสบียงอาหาร, ยา และอุปกรณ์ปฐมพยาบาลแก่ประชาชนที่ได้รับผลกระทบแล้ว” กระทรวงกลาโหมอัฟกานิสถานเผย

อนึ่ง อัฟกานิสถานเผชิญเหตุน้ำท่วมฉับพลัน และน้ำท่วมอื่นๆ มาตั้งแต่ช่วงกลางเดือนเมษายน ทำให้มีผู้เสียชีวิตนับร้อยศพใน 10 จังหวัด โดยแทบไม่มีภูมิภาคใดเลยที่ไม่ได้รับผลกระทบ

อัฟกานิสถานมีฤดูหนาวที่อากาศแห้งแล้ง ทำให้ผืนดินดูดซับน้ำฝนได้ยากขึ้น ส่งผลให้พวกเขาเปราะบางต่อภาวะความเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศมาก กอปรกับภาวะสงครามกว่า 4 ทศวรรษ ทำให้พวกเขาถูกจัดเป็นหนึ่งในประเทศที่มีความพร้อมเผชิญผลกระทบจากภาวะโลกร้อนน้อยที่สุดในโลก

นายริชาร์ด เบนเนตต์ ผู้แทนพิเศษเพื่อสิทธิมนุษยชนในอัฟกานิสถาน ระบุผ่าน X ว่า น้ำท่วมที่เกิดขึ้นเป็นสิ่งย้ำเตือนที่ชัดเจนถึงความเปราะบางต่อวิกฤติสภาพอากาศของอัฟกานิสถาน และรัฐบาลตาลีบันกับองค์กรนานาชาติ จำเป็นต้องมีการวางแผนระยะยาวในทันที

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

ส้มห้าว ‘พิธา’ เขย่าแชมป์ผูกขาด ‘ปู่วิเชียร’ ปักธงยึด อบจ.ตราด

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/574511

11 พ.ค. 2567

11:49 น.

ส้มห้าว ‘พิธา’ เขย่าแชมป์ผูกขาด ‘ปู่วิเชียร’ ปักธงยึด อบจ.ตราด

บ้านใหญ่สู้พายุสีส้ม ปู่วิเชียร วัย 78 ปี กลุ่มลูกเมืองตราด ขอสู้กระแสพิธา ในศึกชิงนายก อบจ.ตราด ก้าวไกลมั่นใจพลังหนุ่มโค่นจอมเก๋า

ปู่วิเชียร ทรัพย์เจริญ นายก อบจ.ตราด 5 สมัยปู่วิเชียร ทรัพย์เจริญ นายก อบจ.ตราด 5 สมัย

สุดแดนบูรพา พิธา เคลื่อนทัพชิง อบจ.ตราด ชนแชมป์ผูกขาด วิเชียร ทรัพย์เจริญ ศึกนี้มีแต้มต่อ ส่งน้องชาย สส.สีส้ม 2 สมัย ลงสนาม

วิเชียร ทรัพย์เจริญ วัย 78 ปี ฉายา ปู่ท้องถิ่น อบจ. ขอสู้ศึกอีกครั้งในนามกลุ่มลูกเมืองตราด โชว์เก๋าสู้ค่าย สส.พลังหนุ่มสีส้ม 

วันเสาร์ที่ 11 พ.ค.2567 พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ประธานที่ปรึกษาหัวหน้าพรรคก้าวไกล นำทีม สส. เปิดตัวว่าที่ผู้สมัครนายก อบจ.ตราด คือ ชลธี นุ่มหนู ที่ศาลาอเนกประสงค์ วัดหนองบัว อ.เมือง จ.ตราด

ชลธี นุ่มหนู เป็นน้องชาย ศักดินัย นุ่มหนู สส.ตราด 2 สมัย และเป็นอดีตข้าราชการกระทรวงเกษตรฯ มีฉายา ‘มือปราบทุเรียนอ่อน’

ลึกๆแล้ว พิธา มีความมั่นใจสูงมากว่า ชลธี นุ่มหนู จะได้รับชัยชนะ เพราะมีความสดใหม่ บวกกระแสสีส้ม เหนือกว่านักการเมืองบ้านใหญ่

ฝั่งแชมป์ปัจจุบัน วิเชียร ทรัพย์เจริญ นายก อบจ.ตราด ยังประกาศสู้ต่อขอลงสนามในนาม ‘กลุ่มลูกเมืองตราด’

วาระการดำรงตำแหน่งของ นายก อบจ.ตราด และสมาชิกสภา อบจ.ตราด จะสิ้นสุดในวันที่ 19 ธ.ค.2567 และคาดว่า จะมีการเลือกตั้งในช่วงต้นปี 2568

ชั่วโมงนี้ มี 3 ผู้สมัครนายก อบจ.ตราด เปิดตัวออกมาแล้วคือ วิเชียร ทรัพย์เจริญ นายก อบจ.ตราด 5 สมัย ,ชลธี นุ่มหนู พรรคก้าวไกล และเจริญ ชลาลัย อดีตรองนายก อบจ.ตราด


พลังบูรพาสีส้ม

การเลือกตั้ง สส.ตราด ปี 2562 มีการพลิกโฉมทางการเมืองครั้งสำคัญ เมื่อ ศักดินัย นุ่มหนู พรรคอนาคตใหม่ พลิกชนะธีระ สลักเพชร อดีต สส.ตราด 5 สมัย พรรค ปชป

ด้วยกระแสธนาธรที่มาแรง เสี่ยโอ๋-ศักดินัย นุ่มหนู เจ้าของธุรกิจแป้งขนมจีนใน อ.เขาสมิง จ.ตราด จึงได้เป็น สส.ป้ายแดง 

การเลือกตั้งปี 2566 สส.โอ๋ ศักดินัย ในสีเสื้อก้าวไกล โกยแต้มทิ้งห่างคู่แข่ง เพราะกระแสพิธามาแรงกว่าพ่อรักฟ้า 

การเลือกตั้งนายก อบจ.ตราด ครั้งใหม่ สส.โอ๋ จึงส่งน้องชาย ชลธี นุ่มหนู นายกสมาพันธ์ชาวสวนทุเรียนไทยภาคตะวันออก อดีต ผอ.สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 6 ลงสนาม 

ด้วยบารมี สส.โอ๋ จึงดึง จตุพัฒน์ ฤกษ์สหกุล ประธานคณะกรรมการผู้ประกอบ การรุ่นใหม่ หอการค้าจังหวัดตราด และ ยศพัฒน์  ซื่อจงภักดิ์ สมาชิกสภา อบจ.ตราด เขต อ.เขาสมิง มาเป็นทีมรองนายก อบจ.ตราด

มีรายงานข่าวว่า สจ.เก่าหลายคน รับรู้ถึงกระแสสีส้ม จึงติดต่อแบบลับๆ ขอมาสังกัดทีมน้องชาย สส.ศักดินัย และรอเปิดตัวช่วงหมดวาระสภา อบจ.

แชมป์ผูกขาดปู่ท้องถิ่น

วิเชียร ทรัพย์เจริญ นายก อบจ.ตราด 5 สมัย และหัวหน้ากลุ่มลูกเมืองตราด วัย 78 ปี ประกาศศักดาปู่ท้องถิ่น อบจ.ขอลุยอีกสมัย  

เดิมทีกลุ่มลูกเมืองตราด มีจุดกำเนิดจาก เจียร จินตกานนท์ นายก อบจ.ตราด คนแรก

ปี 2540 มีการยกฐานะองค์การบริหารส่วนจังหวัด ที่ให้นายก อบจ. มาจากการเลือกของสมาชิก อบจ. โดยมี เจียร จินตกานนท์ เป็นนายก อบจ.ตราด และวิเชียร ทรัพย์เจริญ นั่งประธานสภา อบจ.ตราด

หลังจากเจียร จินตกานนท์ มีปัญหาด้านสุขภาพ จึงขอลาออก และสมาชิกสภา อบจ.ตราด ได้เลือกวิเชียร นายก อบจ.ตราด

ต่อมา มีการเลือกตั้งนายก อบจ.โดยตรงจากประชาชนอีก 4 ครั้ง วิเชียร ทรัพย์เจริญ ชนะคู่แข่งตลอด

วิเชียรอยู่ในแวดวงการเมืองมายาวนานกว่า 40 ปี ซึ่งในการเมืองระดับชาติ วิเชียรยืนข้างทักษิณ ชินวัตร มาตั้งแต่พรรคไทยรักไทย จนถึงพรรคเพื่อไทย

จุดแข็งของ วิเชียร ทรัพย์เจริญ ในฐานะหัวหน้ากลุ่มลูกเมืองตราด ได้สร้างพันธมิตรทางการเมืองไปในทุกอำเภอ

ภูษิต อินทสุวรรณ อดีตประธานสภา อบจ.ตราด และแกนนำกลุ่มลูกเมืองตราด เปิดเผยว่า สมาชิกสภา อบจ.ตราด ส่วนใหญ่ยังยืนเคียงข้างนายกฯวิเชียร


สมรภูมินายก อบจ.ตราด ต้นปี 2568 จึงจะเป็นการต่อสู้ของการเมือง 2 ระบอบคือ บ้านใหญ่ ปะทะเลือดใหม่สีส้ม แต่ลักษณะพิเศษของคนเมืองตราด มักจะแยกการเมืองระดับชาติออกจากการเมืองท้องถิ่น

ในอดีต พรรค ปชป.เคยผูกขาด สส.ตราด แต่ลงสมัครนายก อบจ. ก็แพ้ปู่วิเชียรทุกครั้ง และหนหน้านี้ คงได้พิสูจน์กันอีกครั้งว่า ปู่ท้องถิ่นยังขลังหรือไม่

‘กรมหม่อนไหม’ร่วมหารือสมาคมไหมระหว่างประเทศ

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/804050

‘กรมหม่อนไหม’ร่วมหารือสมาคมไหมระหว่างประเทศ

‘กรมหม่อนไหม’ร่วมหารือสมาคมไหมระหว่างประเทศ

วันเสาร์ ที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2567, 13.49 น.

‘กรมหม่อนไหม’ร่วมหารือสมาคมไหมระหว่างประเทศ

พันจ่าเอก ประเสริฐ มาลัย อธิบดีกรมหม่อนไหม มอบหมายให้นายวัชรพงษ์ แก้วหอม รองอธิบดีกรมหม่อนไหม พร้อมด้วยผู้เชี่ยวชาญและผู้บริหารกรมหม่อนไหม เข้าร่วมหารือกับสมาคมไหมระหว่างประเทศ (ISU) ณ ห้องประชุมไหมแพรวา กรมหม่อนไหม

สมาคม ISU เป็นองค์กรระหว่างประเทศ มีสมาชิกในเครือข่ายกว่า 35 ประเทศ สำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ที่เมืองหางโจว ประเทศจีน ดำเนินกิจกรรมเกี่ยวกับการส่งเสริมอุตสาหกรรมหม่อนไหมในประเทศต่าง ๆ และมีกลุ่มบริษัท Cathaya Group เป็นผู้สนับสนุนหลักของสมาคม ซึ่งดำเนินกิจกรรมครอบคลุมตลอดห่วงโซ่หม่อนไหม ตลอดจนผลิตสินค้าหม่อนไหมให้กลุ่มลูกค้ายังต่างประเทศ ทั้งนี้ ที่ประชุมได้แลกเปลี่ยนสถานการณ์ด้านหม่อนไหมของไทยและจีน นโยบายการพัฒนาด้านหม่อนไหม และสมาคม ISU ได้เชิญกรมหม่อนไหมเข้าร่วมเป็นสมาชิกเพื่อร่วมกันขับเคลื่อนและพัฒนาด้านหม่อนไหมในระดับโลกต่อไป

ทรัพย์คณาฯ ฉลองครบรอบ 20 ปี เตรียมเปิดตัว ‘บ้านเดี่ยว Super Luxury’ ทันสมัย รองรับพลังงานสะอาด EV

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/804042

ทรัพย์คณาฯ ฉลองครบรอบ 20 ปี เตรียมเปิดตัว ‘บ้านเดี่ยว Super Luxury’ ทันสมัย รองรับพลังงานสะอาด EV

ทรัพย์คณาฯ ฉลองครบรอบ 20 ปี เตรียมเปิดตัว ‘บ้านเดี่ยว Super Luxury’ ทันสมัย รองรับพลังงานสะอาด EV

วันเสาร์ ที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2567, 12.20 น.

ยักษ์ใหญ่อสังหาฯ ‘ทรัพย์คณา พร้อพเพอร์ตี้’ ปลื้ม 3 โครงการทำเลทอง ทั้ง Centric, U Condo ใกล้ห้างเซ็นทรัลฯ และ ‘บ้านอยู่สบาย’ ตรงข้ามศูนย์ราชการ ลูกค้าสนใจแห่จองล่วงหน้าคึกคัก เตรียมเปิดตัวโครงการใหม่ ‘บ้านเดี่ยวขนาดใหญ่ Super Luxury’ เพียบพร้อมระดับพรีเมี่ยม ทันสมัย รองรับพลังงานสะอาด EV และ Charger Fast Charge เพื่อฉลองโอกาส 20 ปี ยืนหนึ่งครองใจชาวนครปฐมและพื้นที่ใกล้เคียง 

เมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม 2567 บริเวณคลับเฮ้าส์ โครงการ Garden Ville by Yusabai จังหวัดนครปฐม ดร.ยุพิน รัชตวุฒิพงศ์ กรรมการบริหาร บริษัท ทรัพย์คณา พร้อพเพอร์ตี้ จำกัด พร้อมด้วย นายวิชัย สุทธิเลิศวรกุล กรรมการบริหาร นายอภิชัย โภชกปริภัณฑ์ ที่ปรึกษาฝ่ายการตลาด นำคณะผู้บริหาร ร่วมแถลงข่าว ความคืบหน้าการลงทุนพัฒนา 3 โครงการใหม่ของ บริษัท ทรัพย์คณา พร้อพเพอร์ตี้ ที่เปิดตัวเมื่อประมาณเดือนมกราคม 2567 ที่ผ่านมา ได้แก่ Centric, U Condo ใกล้ห้างเซ็นทรัลนครปฐม และ บ้านอยู่สบาย ณ ศูนย์ราชการ จังหวัดนครปฐม รวมมูลค่าการลงทุนทั้งหมดกว่า 4,000 ล้านบาท

โดยโครงการแรก คือ โครงการ Centric มีทั้งอาคารพาณิชย์ และทาวน์เฮ้าส์ Luxury  3 ชั้น ,บ้านแฝด ทำเลที่ตั้งอยู่ตรงข้ามสนามกีฬาฯ และห้างฯ เซ็นทรัลนครปฐม ประมาณ 1 กิโลเมตร ปัจจุบันปรับถมที่ดินเสร็จเกือบ 100 เปอร์เซ็นต์  เริ่มมีการก่อสร้างอาคารพาณิชย์แล้ว คาดว่า เดือนกันยายนถึงเดือนตุลาคมปีนี้ จะสามารถเปิดการขายได้ ซึ่งขณะนี้มีลูกค้าให้ความสนใจติดต่อสอบถามเข้ามาเป็นจำนวนมาก เนื่องจากฝั่งตรงข้ามถนนก็เป็นโครงการของบริษัทฯ ที่ก่อสร้างเสร็จและมีผู้อยู่อาศัยแล้ว ทำให้มีฐานลูกค้าเก่าที่บอกต่อกันปากต่อปากเข้ามาเพื่อจับจองโครงการล่วงหน้า

โครงการที่สอง คือโครงการบ้านอยู่สบาย ตรงข้ามศูนย์ราชการ จังหวัดนครปฐม เป็นที่ดินแปลงใหญ่ เบื้องต้น เราพัฒนาส่วนแรกประมาณ 20 ไร่ก่อน เพื่อสร้างเป็นคอมมินิตี้ มอลล์ ปัจจุบันมีการปรับถมที่ดินเกือบเสร็จแล้ว เริ่มมีการวางผังที่ดินโดยคำนึงถึงระบบนิเวศ ซึ่งมีผู้เชี่ยวชาญด้านแลนด์สเคปมาวางผังต้นไม้เพื่อให้ความร่มรื่น และสร้างความเป็นเอกลักษณ์ ในฝั่งตรงข้ามของศูนย์ราชการที่เป็นแลนด์มาร์คแห่งใหม่ โดยมีความตั้งใจสร้างพื้นที่แห่งนี้ให้เป็นที่อยู่อาศัยและมีสิ่งแวดล้อมที่ดีของจังหวัดนครปฐม

ส่วนโครงการที่สาม คือ U Condo อยู่ติดกับด้านหลังห้างเซ็นทรัลฯ นครปฐม เป็นโครงการคอนโดมิเนียม สูง 8 ชั้น ในพื้นที่ 5 ไร่ มีอาคารคอนโดฯ 4 -5 อาคาร รวม 300 ยูนิต  ตรงนี้กำลังพัฒนาด้านการออกแบบ คาดว่าจะมีความคืบหน้าเร็วๆ นี้ ซึ่งขณะนี้มีลูกค้าติดต่อสอบถามจำนวนมากเช่นเดียวกัน

นอกจากนี้ บริษัท ทรัพย์คณา พร้อพเพอร์ตี้ จำกัด เตรียมเปิดตัวพัฒนาโครงการใหม่ อีก 1 โครงการใหญ่ ในปีนี้ ตั้งอยู่ในที่ดินของบริษัทฯ ที่ซื้อไว้แล้ว ประมาณ 30 ไร่ ตั้งอยู่ตรงข้ามโครงการ U Condo ติดกับห้างฯ เซ็นทรัล เช่นกัน ซึ่งเตรียมพัฒนาเป็นโครงการบ้านเดี่ยวขนาดใหญ่ Super Luxury ขนาดที่ดินตั้งแต่ 100 ตารางวาขึ้นไป มูลค่ากว่า 900 ล้านบาท จำนวนประมาณ 70 หลังคาเรือน เพื่อเจาะตลาดชาวนครปฐมที่เป็นกลุ่มตลาดบนระดับ A+ ซึ่งเรามั่นใจว่า ทำเลที่ติดห้างฯ เซ็นทรัล ยังไม่มีใครสามารถทำได้ เราจะเป็นเจ้าแรกที่มาเติมเต็มกับสภาพเศรษฐกิจที่ดี รองรับลูกค้ากลุ่มดังกล่าวนี้  โดยปัจจุบันได้มีการถมปรับที่ดินแล้ว เหลือการออกแบบซึ่งเราจะพิถีพิถันเป็นกรณีพิเศษในการรองรับกลุ่มลูกค้าพิเศษของเรา ความคืบหน้าจะเป็นอย่างไร จะเปิดแถลงข่าวให้ทราบภายใน 1-2 เดือนนี้ต่อไป

“จาก Product ของเราที่มีอยู่และโครงการพัฒนาใหม่ จะเห็นได้ว่าปัจจุบันเราเป็นผู้นำยืนหนึ่งด้านธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ทุก Segment ในจังหวัดนครปฐม และสิ่งที่สร้างความเชื่อมั่นให้กับลูกค้า คือ เราเป็นผู้ประกอบการในพื้นที่และสร้างชื่อเสียงมายาวนาน ซึ่งจะครบ 20 ปีในเดือนกรกฎาคมนี้ โดยไม่เคยสร้างความผิดหวังให้กับลูกค้า ส่วนโครงการใหม่เราก็มีการพัฒนาและเตรียมรองรับในเรื่องของสิ่งอำนวยความสะดวกที่เหนือกว่า ทั้ง Club House , Wellness ตำแหน่งที่ตั้งทำเล ใกล้ทั้งโรงพยาบาล และห้างสรรพสินค้าชื่อดัง ทำให้มีความพรีเมี่ยม รองรับทุกเพศทุกวัย และยังเน้นในเรื่องการประหยัดพลังงาน มีความทันสมัย รองรับในอนาคตระบบ EV ที่ทุกบ้านอาจจะต้องมี Charger Fast Charge ในอนาคตอันใกล้นี้”

ยุพิน รัชตวุฒิพงศ์ กล่าวเสริมว่า ความได้เปรียบที่มั่นใจได้ว่าคือ เรามีที่ดินที่ซื้อไว้แล้วในทำเลที่ดีซึ่งเป็นย่านการค้าเศรษฐกิจ ดังนั้น โครงการบ้านขนาดใกล้เคียงกัน แต่ราคาเราย่อมเยาว์เท่าเดิม ขณะที่ทำเลในพื้นที่นครปฐมปัจจุบัน ระยะทางกรุงเทพฯ – นครปฐม เรียกว่าเป็นพื้นที่ชานเมืองแล้ว ลูกค้าสามารถเลือกสร้างอนาคตในพื้นที่ได้ ที่ผ่านมา ลูกค้าโครงการบ้านอยู่อาศัยของเราส่วนใหญ่จึงเป็นผู้ซื้อที่อาศัยอยู่จริง ไม่ได้ซื้อไว้เก็งกำไรยกเว้นในส่วนอาคารพาณิชย์ที่สามารถซื้อปล่อยเช่าเก็งกำไรได้  เพราะนครปฐมมีความเป็นศูนย์กลางด้านเศรษฐกิจในภูมิภาคทางตะวันตก ทำให้มีลูกค้าทั้งจังหวัดราชบุรี และกาญจนบุรี เดินทางมาซื้อเพื่อทำธุรกิจจำนวนมาก

“เมื่อเดือนเมษายน ที่ผ่านมา บริษัทฯ ได้รับคัดเลือก จาก SCG ให้เป็นตัวแทนโครงการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ภาคตะวันตกที่ใช้วัสดุคุณภาพ ซึ่งเรามีความภาคภูมิใจมาก ขณะเดียวกันก็ยังที่ได้รับเสียงตอบรับจากลูกค้าทั่วไปว่าเราเป็นอันดับ 1 ของจังหวัดนครปฐม ทั้งหมดก็จากความเชื่อมั่นที่เราเป็นผู้ประกอบการในพื้นที่ที่ทำโครงการด้วยความตั้งใจและสุจริตใจต่อลูกค้าเสมอมา ซึ่งจะครบ 20 ปี ในเดือนกรกฎาคมนี้ และเราก็จะก้าวต่อไปอย่างมั่นคง ยึดมั่นคุณภาพที่ดีเพื่อตอบแทนลูกค้าของเราตลอดไปค่ะ” ดร.ยุพิน กล่าวย้ำ

-(016)

วิทยาลัยพยาบาลศาสตร์อัครราชกุมารี จัดโครงการประกวดผลงานนวัตกรรมทางการพยาบาล ต่อยอดองค์ความรู้สู่ในศตวรรษที่ 21

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/804038

วิทยาลัยพยาบาลศาสตร์อัครราชกุมารี จัดโครงการประกวดผลงานนวัตกรรมทางการพยาบาล ต่อยอดองค์ความรู้สู่ในศตวรรษที่ 21

วิทยาลัยพยาบาลศาสตร์อัครราชกุมารี จัดโครงการประกวดผลงานนวัตกรรมทางการพยาบาล ต่อยอดองค์ความรู้สู่ในศตวรรษที่ 21

วันเสาร์ ที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2567, 12.06 น.

วิทยาลัยพยาบาลศาสตร์อัครราชกุมารี จัดโครงการประกวดผลงานนวัตกรรมทางการพยาบาล ของนักศึกษาหลักสูตรพยาบาลศาสตรบัณทิต สำหรับผู้สำเร็จปริญญาตรีสาขาอื่น ชั้นปีที่ 2 ต่อยอดองค์ความรู้สู่ในศตวรรษที่ 21

วันอังคาร ที่ 7 พฤษภาคม 2567 รองศาสตราจารย์ ดร.ทัศนา บุญทอง คณบดีวิทยาลัยพยาบาลศาสตร์อัครราชกุมารี ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ เป็นประธานเปิดโครงการ “สร้างสรรค์นวัตกรรม สู่การพัฒนาด้านสุขภาพ ผลงานนวัตกรรมทางการพยาบาล ครั้งที่ 1 ของนักศึกษาหลักสูตรพยาบาลศาสตรบัณทิต สำหรับผู้สำเร็จปริญญาตรีสาขาอื่น ชั้นปีที่ 2” ณ ห้องบรรยาย วิทยาลัยพยาบาลศาสตร์อัครราชกุมารี

วิทยาลัยพยาบาลศาสตร์อัครราชกุมารี  ดำเนินการจัดโครงการ “สร้างสรรค์นวัตกรรม สู่การพัฒนาด้านสุขภาพ ผลงานนวัตกรรมทางการพยาบาล” โดยเป็นการแสดงผลงานวิจัยและนวัตกรรมของนักศึกษาหลักสูตรพยาบาลศาสตรบัณทิต สำหรับผู้สำเร็จปริญญาตรีสาขาอื่น ชั้นปีที่ 2 ในการศึกษาวิชา การวิจัยและนวัตกรรมขั้นต้น ปีการศึกษา 2566  โครงการที่จัดขึ้นมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาคุณลักษณะของนักศึกษาด้าน Innovation หรือพัฒนาองค์ความรู้สู่นวัตกรรมและเห็นความสำคัญในการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 โดยต่อยอดจากการจัดการเรียนการสอนวิชาการวิจัยและนวัตกรรมขั้นต้น ซึ่งเน้นผู้เรียนใช้ทักษะ Creativity and Innovation หรือ การคิดอย่างสร้างสรรค์เชิงนวัตกรรม, Communication information and media literacy คือ มีทักษะในการสื่อสารและการรู้เท่าทันสื่อ และ Collaboration teamwork and leadership คือ ความร่วมมือ การทำงานเป็นทีม และภาวะความเป็นผู้นำ  

วิทยาลัยพยาบาลศาสตร์อัครราชกุมารี ได้เปิดรับบุคคลที่สำเร็จปริญญาตรีสาขาอื่นเข้าศึกษาต่อในหลักสูตรพยาบาลศาสตรบัณฑิต ใช้การจัดการศึกษาบนพื้นฐานความเชื่อว่า “โลกนี้เป็นห้องเรียน (The world is our classroom)” ที่ผสานการเรียนรู้แบบผู้ใหญ่ (Adult learning) การเรียนรู้แบบนำตนเอง (Self-directed learning) การเรียนรู้โดยใช้สถานการณ์จำลองเสมือนจริง (Simulation based learning) โดยจัดประสบการณ์เรียนรู้แบบบูรณาการองค์ความรู้และการปฏิบัติการพยาบาล สร้างสรรค์ผลงานวิจัยและนวัตกรรมเพื่อการส่งเสริมศักยภาพของผู้เรียน ทั้งความรู้ กระบวนการคิด สมรรถนะทางวิชาชีพ และตอบสนองความต้องการของประเทศ จึงได้บ่มเพาะให้มีคุณลักษณะของบัณฑิตให้มีความรอบรู้กว้างขวาง แสวงหาความรู้อยู่เสมอ มีการคิดอย่างเป็นระบบและมีเหตุผล สามารถใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ ใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์และกระบวนการวิจัย หลักฐานเชิงประจักษ์ รวมทั้งเทคโนโลยีในการปฏิบัติงาน พัฒนาคุณภาพและนวัตกรรม สามารถติดต่อสื่อสารและทำงานร่วมกับทีมสหสาขาวิชาชีพทางสุขภาพได้อย่างมีประสิทธิภาพ

วิทยาลัยพยาบาลศาสตร์อัครราชกุมารี ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ เป็นสถาบันการศึกษาทางการพยาบาลที่มีภารกิจหลักตามภารกิจของสถาบันระดับอุดมศึกษา ในการจัดการเรียนการสอนเพื่อผลิตบัณฑิตพยาบาล ทำการวิจัยเพื่อแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำด้านการเข้าถึงบริการสุขภาพของประชาชน บริการวิชาการและวิชาชีพให้แก่สังคม และทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรม เพื่อสืบสานพระปณิธานใน ศาสตราจารย์ ดร. สมเด็จเจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี  องค์ประธานนายกสภาราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ ตามปรัชญา “เป็นเลิศเพื่อทุกชีวิต”  

-(016)

มูลนิธิเจริญโภคภัณฑ์ฯ เดินหน้าสร้างสุขผู้สูงอายุ ‘โครงการบ้านชื่นสุข’ ตอกย้ำ ‘ความกตัญญู’

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/803939

มูลนิธิเจริญโภคภัณฑ์ฯ เดินหน้าสร้างสุขผู้สูงอายุ  ‘โครงการบ้านชื่นสุข’ ตอกย้ำ ‘ความกตัญญู’

มูลนิธิเจริญโภคภัณฑ์ฯ เดินหน้าสร้างสุขผู้สูงอายุ ‘โครงการบ้านชื่นสุข’ ตอกย้ำ ‘ความกตัญญู’

วันเสาร์ ที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ครูอัญชลี ไก่งาม

วันนี้ประเทศไทยก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ (Aging Society) อย่างสมบูรณ์ จากข้อมูลของสำนักงานสถิติแห่งชาติ พบว่าสถานการณ์ผู้สูงอายุไทย หรือผู้มีอายุ 60 ปีขึ้นไป มีจำนวน 13.64 ล้านคน คิดเป็น 19.5% หรือ 1 ใน 5 ของจำนวนประชากรทั้งประเทศ ในจำนวนนี้เป็นผู้สูงอายุที่ยังคงทำงานอยู่จำนวน 5.11 ล้านคน คิดเป็น 37.5% ของผู้สูงอายุทั้งหมด การเผชิญหน้ากับ “สังคมผู้สูงอายุ” จึงนับเป็นโจทย์ที่ท้าทายเพราะถือเป็นการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของประชากรครั้งสำคัญ

มูลนิธิเจริญโภคภัณฑ์พัฒนาชีวิตชนบท ตระหนักถึงสถานการณ์ของสังคมผู้สูงอายุในประเทศไทยมาโดยตลอด จึงได้ขับเคลื่อน “โครงการบ้านชื่นสุข” ต.หัวง้ม อ.พาน จ.เชียงราย เพื่อสนับสนุนเสริมสร้างพลังกายและพลังใจให้กับผู้สูงวัย ควบคู่ไปกับการสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีแก่ผู้สูงอายุ ให้ก้าวข้ามผ่านความกลัว ความเศร้า และความทุกข์ใจ เกิดความตระหนักและเห็นคุณค่าในตนเอง เพื่อให้สามารถใช้ชีวิตในสังคมได้อย่างมีความสุข

ธิดา สำราญใจ และ คุณยายญา

ธิดา สำราญใจ ผู้บริหารด้านพัฒนาเด็กและเยาวชน มูลนิธิเจริญโภคภัณฑ์พัฒนาชีวิตชนบท กล่าวว่า ผู้สูงอายุถือเป็นทรัพยากรบุคคลที่มีคุณค่าต่อสังคมและประเทศชาติ เพราะเป็นผู้ที่พร้อมไปด้วยความรู้ประสบการณ์ คุณวุฒิ และภูมิปัญญา การทำให้ผู้สูงอายุอยู่อย่างมีความสุขในบั้นปลาย โดยต้องมีสุขภาพดีทั้งร่างกายและจิตใจได้รับเกียรติ ได้รับการยอมรับ การเห็นคุณค่า ทั้งจากครอบครัวและสังคม ก่อให้เกิดความภาคภูมิใจ ขณะเดียวกัน “ผู้สูงอายุ” ก็ถือเป็นวัยที่ต้องได้รับการดูแลเป็นพิเศษ เนื่องจากเป็นช่วงวัยที่มีการเปลี่ยนแปลง เสื่อมโทรมถดถอยในด้านต่างๆ ทั้งร่างกายและจิตใจ อาจมีโรคภัยที่ต้องได้รับการดูแลรักษาอย่างต่อเนื่อง

“โครงการบ้านชื่นสุข เกิดขึ้นเพื่อพัฒนาฟื้นฟูคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุที่อยู่บ้านเพียงลำพัง และมีภาวะเสี่ยงต่อโรคซึมเศร้า แต่ยังสามารถช่วยเหลือตนเองในการทำกิจวัตรประจำวันได้ ให้ได้รับการดูแลเอาใจใส่อย่างใกล้ชิด โดยบุคลากรอาสา เพื่อให้ท่านรับรู้ได้ว่าตนเองยังมีความสำคัญ มีคนห่วงใย พร้อมช่วยดูแล สร้างความอบอุ่นใจให้พวกท่าน เพื่อที่จะต่อสู้กับชีวิตในวัยสูงอายุได้ดีขึ้น และยังถือเป็นการตอกย้ำในเรื่อง “ความกตัญญู” รวมถึงการตอบแทนบุญคุณ รู้จักให้ ที่คนรุ่นลูกรุ่นหลานพึงกระทำ” ธิดา กล่าว

ทางด้าน อาจารย์อัญชลี ไก่งาม อดีตรองผู้อำนวยการโรงเรียนป่าแดงวิทยา ต.หัวง้ม อ.พาน จ.เชียงราย ที่ปัจจุบันได้เข้ามาเป็นบุคลากรอาสา ดูแลโครงการบ้านชื่นสุขร่วมกับมูลนิธิฯ กล่าวว่า โครงการบ้านชื่นสุขเป็นโครงการฯ ที่สร้างความสุขให้แก่ผู้สูงอายุอย่างแท้จริง ทำให้ผู้สูงวัยเข้าใจถึงคำว่า “แก่อย่างสง่า ชราอย่างมีคุณภาพ” เพราะสามารถพึ่งพาตนเองได้ และไม่เป็นภาระของสังคม อย่างน้อยโครงการฯ ก็ได้ช่วยแบ่งเบาภาระทั้งภาครัฐ และลูกหลานที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ ในการดูแลผู้สูงวัยในครอบครัว

“ถึงแม้ผู้สูงอายุบางคนจะมีสุขภาพร่างกายแข็งแรง แต่ก็ยังต้องการความรัก การเอาใจใส่จากครอบครัวและลูกหลาน จึงอยากเชิญชวนให้ลูกหลานกลับไปเยี่ยมผู้สูงอายุที่บ้านกันบ้าง ไม่ต้องมีเงินทองมากมายมาให้ เพียงแต่มาเยี่ยม มาพูดคุย ให้กำลังใจ อยู่เป็นเพื่อนท่านบ้าง ก็ถือเป็นการสร้างความสุขในบั้นปลายให้แก่ท่านแล้ว” อาจารย์อัญชลี กล่าว

บุญยนุช จันทร์บุญธรรม หรือคุณยายญา ตัวแทนผู้เข้าร่วมโครงการฯ บอกนิยามของโครงการฯนี้ว่า “กินอิ่ม นอนอุ่น” เป็นคำพูดที่เข้าใจได้ง่าย และสะท้อนผลสำเร็จ ของโครงการฯ จากสุขภาพร่างกายที่อ่อนแรง และจิตใจที่อ่อนแอ การได้เข้าร่วมโครงการบ้านชื่นสุข ทำให้ได้ศึกษาธรรมะ ฝึกสมาธิ และทำกิจกรรมสันทนาการต่างๆ ร่วมกับคนในวัยเดียวกัน คุณยายรู้สึกสนุกและมีความสุขทุกครั้งที่ได้มาเจอเพื่อนๆ โครงการนี้พลิกฟื้นชีวิตให้กลับมาเป็นปกติ มีสุขภาพร่างกายแข็งแรง กลับมาทำกับข้าว กวาดบ้านถูบ้านได้สรุปง่ายๆ ว่า “ช่วยคืนชีวิต คืนความสุขให้กับผู้สูงอายุได้ 100%”

โครงการบ้านชื่นสุข ถือเป็นหนึ่งในโครงการที่ตอกย้ำความเชื่อของเครือซีพีในคุณค่า “ความกตัญญู” ที่สามารถบ่มเพาะให้เติบโตในจิตใจของทุกคน ที่จะกลายเป็นการหยั่งรากสร้างพื้นฐานที่มั่นคงและยั่งยืนในสังคม ซึ่งถือเป็นคุณธรรมที่ดีงามของสังคมไทย