นักวิจัยผู้กล่าวหา OpenAI ละเมิดลิขสิทธิ์ ถูกพบเป็นศพในอพาร์ตเมนต์

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2831002

นักวิจัยผู้กล่าวหา OpenAI ละเมิดลิขสิทธิ์ ถูกพบเป็นศพในอพาร์ตเมนต์

15 ธ.ค. 2567 00:56 น.

นักวิจัยผู้กล่าวหา OpenAI ละเมิดลิขสิทธิ์ ถูกพบเป็นศพในอพาร์ตเมนต์

อดีตนักวิจัยหนุ่มของบริษัท OpenAI ที่ภายหลังกลายเป็นผู้ออกมากล่าวหาเรื่องการละเมิดลิขสิทธิ์ของบริษัท ถูกพบเป็นศพในอพาร์ตเมนต์ ที่ซานฟรานซิสโก

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ร่างของนาย ซูเชียร์ บาลาจี วัย 26 ปี ถูกพบที่อพาร์ตเมนต์แห่งหนึ่งในวันที่ 26 พ.ย. 2567 หลังจากมีบุคคลโทรศัพท์มาขอให้ไปตรวจดูสวัสดิภาพของชายคนนี้ โดยผลการชันสูตรชี้ว่า นายบาลาจีจบชีวิตตัวเอง และไม่พบหลักฐานมีการทำผิดกฎหมายเกิดขึ้น

ทั้งนี้ นายบาลาจีเคยเป็นนักวิจัยของบริษัท “โอเพนเอไอ” (OpenAI) ผู้พัฒนาปัญญาประดิษฐ์ชั้นนำของโลก ก่อนจะลาออกในเดือนสิงหาคม โดยในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา นายบาลาจีออกมาโจมตีการทำงานของ OpenAI อย่างเปิดเผย และนำไปสู่การฟ้องร้องดำเนินคดีเกี่ยวกับการรวบรวมข้อมูลหลายคดี

ในเดือนตุลาคม สำนักข่าว นิวยอร์ก ไทมส์ เผยแพร่บทสัมภาษณ์ของนายบาลาจี ซึ่งเขากล่าวหา OpenAI ว่า ละเมิดกฎหมายคุ้มครองลิขสิทธิ์ของสหรัฐฯ ขณะที่พัฒนาแชทบอทยอดนิยมอย่าง “แชทจีพีที” (ChatGPT)

นายบาลาจีระบุในบทความดังกล่าวด้วยว่า หลังจากเป็นนักวิจัยของ OpenAI มา 4 ปี เขาก็ได้ข้อสรุปว่า บริษัทนี้ใช้ข้อมูลลิขสิทธิ์ในการสร้างแชทจีพีที ซึ่งละเมิดกฎหมายคุ้มครองลิขสิทธิ์ และเทคโนโลยีอย่างแชทจีพีทีก็กำลังสร้างความเสียหายต่ออินเทอร์เน็ต

ด้าน OpenAI ยืนยันว่า พวกเขาใช้ข้อมูลที่เปิดให้สาธารณะเข้าถึงได้ ในการฝึกฝนปัญญาประดิษฐ์ของพวกเขา

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ปธน.เกาหลีใต้ลั่น ไม่ยอมแพ้ หลังสภาลงมติถอดถอน รอศาล รธน.ชี้ชะตา

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2830998

ปธน.เกาหลีใต้ลั่น ไม่ยอมแพ้ หลังสภาลงมติถอดถอน รอศาล รธน.ชี้ชะตา

14 ธ.ค. 2567 22:55 น.

ปธน.เกาหลีใต้ลั่น ไม่ยอมแพ้ หลังสภาลงมติถอดถอน รอศาล รธน.ชี้ชะตา

ยุน ซอกยอล ประธานาธิบดีเกาหลีใต้ ยืนยันจะไม่ยอมแพ้ หลังสภาโหวตสนับสนุนญัตติถอดถอนเขาออกจากตำแหน่ง โทษฐานประกาศกฎอัยการศึกโดยพลการ

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ประธานาธิบดี ยุน ซอกยอล แห่งเกาหลีใต้ ออกแถลงการณ์ในวันเสาร์ที่ 14 ธ.ค. 2567 ว่า เขาจะต่อสู้เพื่ออนาคตทางการเมืองของตัวเองต่อไป หลังสภาสมัชชาแห่งชาติ ลงมติสนับสนุนญัตติถอดถอนเขาออกจากตำแหน่ง จากกรณีประกาศกฎอัยการศึกโดยพลการเมื่อสัปดาห์ก่อน จนทำให้ประเทศปั่นป่วน

การลงมติของรัฐสภาหมายความว่า นายยุนจะถูกระงับการปฏิบัติหน้าที่ชั่วคราว ในขณะที่ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาหลักฐานต่างๆ ที่ยื่นโดยสภา ว่าเขากระทำผิดสมควรแก่การถอดถอนออกจากตำแหน่งหรือไม่ โดยคาดว่าจะมีคำตัดสินใน 6 เดือนข้างหน้า ซึ่งหากนายยุนถูกถอดถอน เกาหลีใต้ต้องจัดการเลือกตั้งก่อนกำหนด เพื่อเลือกผู้นำคนใหม่

ฮัน ด็อกซู รักษาการประธานาธิบดีเกาหลีใต้

ในระหว่างกระบวนการดังกล่าว นายกรัฐมนตรี ฮัน ด็อกซู ซึ่งนายยุนเป็นผู้แต่งตั้ง จะทำหน้าที่รักษาการประธานาธิบดี โดยหลังจากสภามีมติถอดถอนนายยุน นายฮันก็เรียกประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ และเรียกร้องให้ประเทศรักษาความพร้อมอย่างรัดกุมต่อไป เพื่อรับประกันว่า เกาหลีเหนือจะไม่วางแผนการยั่วยุใดๆ

ด้านนายยุนออกแถลงการณ์หลังสภาโหวตถอดถอนว่า “ถึงแม้ตอนนี้ผมจะหยุด แต่การเดินทางที่ผมได้ก้าวเดินมาร่วมกับผู้คนตลอด 2 ปีครึ่งที่ผ่านมา เพื่อไปสู่อนาคต จะไม่มีวันหยุดลง ผมจะไม่มีวันยอมแพ้”

ทั้งนี้ ประธานาธิบดีฝ่ายอนุรักษ์นิยมของเกาหลีใต้ต้องเผชิญการถอดถอนออกจากตำแหน่งถึง 2 คนติดต่อกัน โดยก่อนหน้านายยุนคือ น.ส.พัก กึนฮเย ซึ่งถูกถอดออกจากตำแหน่งในปี 2560 จากกรณีอื้อฉาวเรื่องการเอื้อประโยชน์ให้พวกพ้อง และคดีดังกล่าวทำให้เธอต้องโทษจำคุก 20 ปี

ส่วนนายยุนก็พัวพันเรื่องอื้อฉาวเช่นเดียวกัน โดยเฉพาะคดีทุจริตและรับสินบนของนาง คิม คอนฮี ภริยาของเขา ขณะที่การประกาศกฎอัยการศึกโดยพลการของนายยุนก็ทำให้เขาถูกสืบสวนคดีอาชญากรรม ในข้อหา ก่อกบฏ ซึ่งทางการสั่งห้ามเขาเดินทางออกนอกประเทศด้วย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

จอร์เจียเลือกอดีตนักบอล เป็นว่าที่ ปธน.คนใหม่-ม็อบประท้วง 17 วันรวด

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2830988

จอร์เจียเลือกอดีตนักบอล เป็นว่าที่ ปธน.คนใหม่-ม็อบประท้วง 17 วันรวด

14 ธ.ค. 2567 22:20 น.

จอร์เจียเลือกอดีตนักบอล เป็นว่าที่ ปธน.คนใหม่-ม็อบประท้วง 17 วันรวด

รัฐบาลจอร์เจียเลือกอดีตนักฟุตบอลพรีเมียร์ลีก เป็นว่าที่ประธานาธิบดีคนใหม่ของประเทศ ขณะที่การประท้วงต่อต้านรัฐบาล ดำเนินต่อเนื่องมา 17 วันแล้ว

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า คณะผู้เลือกตั้งของจอร์เจียลงมติเลือกนาย มิเคล คาเวลาชวิลี อดีต สส.พรรค “จอร์เจียน ดรีม” ซึ่งเป็นพรรครัฐบาล และอดีตนักฟุตบอลผู้เคยค้าแข้งอยู่กับทีม แมนเชสเตอร์ ซิตี ในศึกพรีเมียร์ลีกอังกฤษ เป็นว่าที่นายกรัฐมนตรีคนใหม่ของประเทศ

คณะผู้เลือกตั้ง 224 คน จากทั้งหมด 225 คน ลงคะแนนเลือกนายคาเวลาชวิลี ซึ่งเป็นผู้สมัครเพียงคนเดียว ขณะที่กลุ่มฝ่ายค้านหลัก 4 พรรค ไม่ยอมรับนายคาเวลาชวิลี และบอยคอตไม่เข้าร่วมการประชุมรัฐสภา โดยยืนกรานว่า การเลือกตั้งเมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมานั้น มีการโกงเกิดขึ้น

ขณะเดียวกัน ประชาชนจำนวนมากออกมารวมตัวประท้วงต่อต้านรัฐบาล อยู่ที่หน้าอาคารรัฐสภา ในกรุงทบิลิซี ท่ามกลางอากาศหนาวเย็น อุณหภูมิถึงจุดเยือกแข็ง ตั้งแต่ช่วงเช้ามืดวันเสาร์ที่ 14 ธ.ค. 2567 ก่อนจะมีการลงมติ

นาง ซาโลเม ซูราบิควิลี ประธานาธิบดีคนปัจจุบัน ซึ่งขัดแย้งกับพรรครัฐบาล เนื่องจากเธอมีแนวคิดสนับสนุนยุโรป ออกมาประณามการเลือกนายคาเวลาชวิลี ว่าไม่ถูกต้อง และยืนยันว่า เธอคือผู้ถือครองตำแหน่งในสถาบันที่ชอบด้วยกฎหมายเพียงแห่งเดียวที่เหลืออยู่ในจอร์เจีย

ด้านนายกรัฐมนตรี อิราคลี โคบาคิดเซ กล่าวหานางซูราบิควิลีว่า พยายามทำร้ายผลประโยชน์ของจอร์เจีย และย้ำว่า เมื่อวาระการดำรงตำแหน่งของเธอจะสิ้นสุดลงในวันที่ 29 ธ.ค.นี้นั้น เธอจะเกษียณอายุราชการ “เรามีสถาบันรัฐที่แข็งแกร่งมาก ดังนั้นเราจึงมั่นใจว่าจะสามารถทำให้สถานการณ์อยู่ในการควบคุมได้อย่างไม่ยากเย็น”

ทั้งนี้ การประท้วงต่อต้านพรรค จอร์เจียน ดรีม เกิดขึ้นทันทีหลังการเลือกตั้งเมื่อเดือนตุลาคม แต่การประท้วงปะทุขึ้นอย่างรุนแรงในวันที่ 28 พ.ย.ที่ผ่านมา เมื่อรัฐบาลประกาศว่า พวกเขาจะระงับการเจรจาขอเข้าร่วมเป็นสมาชิกสหภาพยุโรปออกไปจนถึงปี 2571 แม้ชาวจอร์เจียส่วนใหญ่จะหนุนให้ประเทศเข้าเป็นสมาชิก EU ก็ตาม

หลังจากนั้น ทุกคืน ถนนหลักหน้าอาคารรัฐสภาจะเต็มไปด้วยผู้ประท้วงที่ออกมาชุมนุม บ้างถือธงสหภาพยุโรป บ้างเรียกร้องให้จัดการเลือกตั้งใหม่ โดยในคืนวันศุกร์ กรุงทบิลิซีปั่นป่วนอย่างหนัก จากการประท้วง ซึ่งมีคนจากหลายภาคส่วนมาเข้าร่วม เช่น ผู้เชี่ยวชาญด้านไอที, ข้าราชการ, นักแสดง และนักกฎหมาย

อนึ่ง นายคาเวลาชวิลี เป็นผู้ก่อตั้งพรรคพลังประชาชน (People’s Power party) และเป็นหนึ่งในผู้ต่อต้านโฆษณาชวนเชื่อของตะวันตกตัวยงในจอร์เจีย โดยเขากล่าวหาฝ่ายค้านว่า เป็นกลุ่มผู้ที่บ่อนทำลายจอร์เจียโดยได้รับคำสั่งจากต่างประเทศ และบอกว่านางซูราบิควิลีคือหัวหน้าใหญ่

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ด่วน รัฐสภาเกาหลีใต้มีมติเสียงส่วนใหญ่ถอดถอนปธน.ยุน ซอก ยอล พ้นจากตำแหน่งจากกรณีประกาศกฎอัยการศึก

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2830952

ด่วน รัฐสภาเกาหลีใต้มีมติเสียงส่วนใหญ่ถอดถอนปธน.ยุน ซอก ยอล พ้นจากตำแหน่งจากกรณีประกาศกฎอัยการศึก

14 ธ.ค. 2567 17:29 น.

ด่วน รัฐสภาเกาหลีใต้มีมติเสียงส่วนใหญ่ถอดถอนปธน.ยุน ซอก ยอล พ้นจากตำแหน่งจากกรณีประกาศกฎอัยการศึก

นายยุน ซอก ยอล ประธานาธิบดีเกาหลีใต้ ถูกรัฐสภาถอดถอนออกจากตำแหน่งแล้วด้วยมติเสียงส่วนใหญ่ จากความพยายามประกาศกฎอัยการศึกเพียงระยะสั้น ซึ่งส่งผลให้เกาหลีใต้เข้าสู่ความวุ่นวายทางการเมือง

วันที่ 14 ธันวาคม 2567 สภานิติบัญญัติแห่งชาติของเกาหลีใต้ ลงมติด้วยคะแนนเสียง 204 ต่อ 85 เสียงเห็นชอบญัตติถอดถอนนายยุน ซอก ยอล ออกจากตำแหน่งประธานาธิบดี จากความพยายามประกาศกฎอัยการศึกเพียงระยะสั้นเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ส่งผลให้เกาหลีใต้เข้าสู่ความวุ่นวายทางการเมือง ในขณะที่ประธานาธิบดียุนยืนยันไม่ลาออกเพื่อแสดงความรับผิดชอบและยังประกาศว่าจะสู้จนถึงที่สุด

โดยนับเป็นการลงมติถอดถอนประธานาธิบดียุน ครั้งที่ 2 ในรอบ 8 วัน โดยสมาชิกสภาจำนวน 3 คนงดออกเสียง และอีก 8 เสียงถูกประกาศว่าการออกเสียงไม่ผ่าน ขณะที่การลงคะแนนเสียงทำโดยวิธีลงคะแนนลับ ต้องมีคะแนนเสียงอย่างน้อย 2 ใน 3 ของคะแนนเสียงทั้งหมดสำหรับการถอดถอนออกจากตำแหน่ง สมาชิกสภาทั้ง 300 คนต้องลงคะแนนเสียง

ผลการลงมติที่ออกมาได้ทำให้นายยุนต้องยุติการปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งประธานาธิบดีโดยทันที โดยนายกรัฐมนตรีฮัน ด็อก ซู จะเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีชั่วคราว 

ด้านสำนักข่าวต่างประเทศรายงานภาพบรรยากาศภายในห้องประชุมสภา มีเสียงฮือฮาจากห้องประชุมเมื่อผลโหวตประกาศออกมา ขณะที่ด้านนอกอาคารรัฐสภามีผู้ประท้วงหลายพันคนปรบมือและโห่ร้องแสดงความยินดีต่อผลการลงมติในวันนี้ 

ทางด้านนายยุน ซอก ยอล ออกแถลงการณ์ภายหลังทราบผลลงคะแนน โดยเขาให้คำมั่นว่าจะทำอย่างดีที่สุดเพื่อประเทศชาติจนถึงที่สุด และแม้ว่าตอนนี้เขาจะต้องหยุดพัก แต่การเดินทางเพื่ออนาคตร่วมกับพี่น้องประชาชนในช่วงกว่า 2 ปีที่ผ่านมาไม่ควรจะหยุดลง

รัฐบาลเข้ม!ตรวจ‘สารพิษตกค้าง’ในผัก-ผลไม้ ลดความเสี่ยง-อันตราย

https://www.naewna.com/local/847595

รัฐบาลเข้ม!ตรวจ‘สารพิษตกค้าง’ในผัก-ผลไม้ ลดความเสี่ยง-อันตราย

รัฐบาลเข้ม!ตรวจ‘สารพิษตกค้าง’ในผัก-ผลไม้ ลดความเสี่ยง-อันตราย

วันอาทิตย์ ที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 11.08 น.

รัฐบาลเข้ม!ตรวจ‘สารพิษตกค้าง’ในผัก-ผลไม้ ลดความเสี่ยง-อันตราย เน้นกำชับส่วนราชการทำนโยบายเพื่อสุขภาพที่ดีของประชาชน

15 ธันวาคม 2567 นายอนุกูล พฤกษานุศักดิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลบูรณาการความร่วมมือแก้ไขปัญหาสารพิษตกค้างจากวัตถุอันตรายทางการเกษตรในผัก และผลไม้ ตั้งแต่ต้นน้ำ (แปลงปลูก/นำเข้า) กลางน้ำ (โรงคัดบรรจุ) และปลายน้ำ (สถานที่จำหน่าย) โดยดำเนินงานภายใต้คณะกรรมการอาหารแห่งชาติ ในการขับเคลื่อนเพื่อจัดการความเสี่ยงของสารพิษตกค้างในผักผลไม้ การสื่อสารเพื่อลดความเสี่ยงหรืออันตรายจากสารพิษตกค้าง รวมถึงการปรับเกณฑ์มาตรฐานสารพิษตกค้างให้ครอบคลุมชนิดผักผลไม้ และการใช้วัตถุอันตรายทางการเกษตรในปัจจุบัน

นายอนุกูล กล่าวว่า จากข้อมูลการตรวจวิเคราะห์ผักผลไม้ในประเทศตั้งแต่ปี 2560 ถึง ปี 2567 รวม 2,193 ตัวอย่างผ่าน 81.35% (1,784 ตัวอย่าง) ไม่ผ่าน 18.65% (409 ตัวอย่าง) ซึ่งยังพบปัญหาสารพิษตกค้างในผักผลไม้ โดยปีงบประมาณ 2568 สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย. ) ได้ร่วมกับสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดทั่วประเทศ ตรวจเฝ้าระวังความปลอดภัยของผักและผลไม้สด ณ โรงคัดบรรจุทั่วประเทศ จำนวน 854 แห่ง เพื่อกำกับดูแลมาตรฐานการผลิตของโรงคัดบรรจุผักผลไม้สดตามหลักเกณฑ์ GMP และตรวจสอบการแสดงฉลากเพื่อการตามสอบย้อนกลับถึงแหล่งที่มา รวมทั้งเก็บตัวอย่างผักและผลไม้สด ส่งตรวจวิเคราะห์ทางห้องปฏิบัติการมาตรฐาน  โดยมีการสื่อสารความเสี่ยงเป็นระยะ และสรุปสถานการณ์ความปลอดภัยด้านสารพิษตกค้างจากวัตถุอันตรายทางการเกษตร แจ้งต่อกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งกำกับดูแลแปลงปลูกในประเทศ เพื่อให้สามารถนำไปสู่การแก้ไขปัญหาที่ต้นเหตุ

นายอนุกูล กล่าวต่อว่า กรณีที่ผลการตรวจประเมิน GMP ไม่ผ่านตามเกณฑ์ อย. และสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด จะบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด เพื่อให้กลไกการตรวจสอบสารตกค้างจากวัตถุอันตรายทางการเกษตรมีประสิทธิภาพสอดคล้องตามที่กฎหมายกำหนด นอกจากนี้ อย. ยังมีมาตรการเฝ้าระวังการนำเข้าผักผลไม้อย่างเข้มงวดด้วยเช่นกัน โดยการตรวจกัก เก็บผัก ผลไม้กลุ่มเสี่ยง เช่น องุ่น สาลี่ คื่นช่าย ปวยเล้ง เป็นต้น ส่งตรวจวิเคราะห์ หากผลการตรวจไม่ผ่านจะถูกดำเนินคดี และไม่สามารถนำเข้าผัก ผลไม้นั้นได้ ทั้งนี้ ผู้จำหน่าย ตลาดค้าปลีก ควรเลือกผัก ผลไม้จากแหล่งที่น่าเชื่อถือ และสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ว่ามาจากแหล่งใด

สำหรับผู้บริโภค ควรให้ความสำคัญกับการล้างทำความสะอาดผักและผลไม้ก่อนรับประทานหรือนำมาปรุงอาหาร ซึ่งจากผลงานวิจัยพบว่าการล้างอย่างถูกวิธีด้วยน้ำธรรมดา น้ำผสมโซเดียมไบคาร์บอเนต (ผงฟู/เบคกิ้งโซดา) หรือน้ำผสมเกลือ มีประสิทธิภาพในลดปริมาณสารพิษตกค้างได้ ไม่ว่าจะเป็นสารพิษชนิดดูดซึมหรือไม่ดูดซึม นอกจากนี้ ควรเลือกซื้อผักและผลไม้ตามฤดูกาล เลือกให้หลากหลาย และไม่ควรบริโภคชนิดเดียวกันซ้ำ ๆ ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงจากสารพิษตกค้างได้

คุยกัน7วันหน : ‘ทุเรียนไทย’ จะรักษาสถานะผู้นำใน ‘ตลาดจีน’ ได้อย่างไร

https://www.naewna.com/lady/847499

คุยกัน7วันหน : ‘ทุเรียนไทย’ จะรักษาสถานะผู้นำใน ‘ตลาดจีน’ ได้อย่างไร

คุยกัน7วันหน : ‘ทุเรียนไทย’ จะรักษาสถานะผู้นำใน ‘ตลาดจีน’ ได้อย่างไร

วันอาทิตย์ ที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 06.45 น.

ห้วงยามจีนเดินหน้าพัฒนาเศรษฐกิจและเปิดกว้างอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้อุปสงค์ความต้องการทุเรียนของจีนเติบโตตามไปด้วยเช่นกัน โดยการนำเข้าทุเรียนของจีนพุ่งสูงเป็นประวัติการณ์ในช่วงเดือนมกราคม-ตุลาคมของปี 2024มีการนำเข้าทุเรียนสดสูงเกิน 1.48 ล้านตันเพิ่มขึ้นร้อยละ 10 เมื่อเทียบปีต่อปี

“ไทย” ประเทศแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ได้ส่งออกทุเรียนสู่จีน ยังคงครองตลาดทุเรียนในจีนด้วยสินค้าทุเรียนรสชาติหวานมันส่งกลิ่นหอมเย้ายวนใจผู้บริโภคชาวจีน แต่ขณะเดียวกันมีการนำเข้าทุเรียนจากเวียดนาม ฟิลิปปินส์ และมาเลเซีย ซึ่งกลายเป็นตัวเลือกใหม่ๆ ของผู้บริโภคชาวจีน

ผู้สื่อข่าวสำนักข่าวซินหัวได้พูดคุยกับพ่อค้าคนกลาง ผู้ค้าปลีก ผู้บริโภค และนักวิจัยตลาดในจีน พบว่า ทุเรียนไทยยังคงมีข้อได้เปรียบที่ไม่เหมือนใครและมีแนวโน้มรักษาตำแหน่ง “ผู้นำ” ในตลาดจีนต่อไป หากมุ่งมั่นพัฒนาการควบคุมคุณภาพ สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ วิธีทำการตลาด การเพาะปลูกสายพันธุ์ใหม่ และการอุดช่องโหว่ทางอุปทานอย่างต่อเนื่อง

ควบคุมคุณภาพเข้มงวด สร้างความเชื่อมั่นให้ลูกค้า

“แม้ทุเรียนก้านยาวของเวียดนามจะราคาไม่แรง แต่ฉันยังชอบรสชาติและคุณภาพทุเรียนหมอนทองของไทยมากกว่า”ความคิดเห็นจากชาวเนตคนหนึ่งบนสื่อสังคมออนไลน์จีน ซึ่งมีชาวเนตจีนคนอื่นๆ เห็นด้วยเป็นจำนวนมาก ขณะกลุ่มลูกค้าที่เลือกซื้อทุเรียนในร้านผลไม้เผยว่า พวกเขาคุ้นเคยกับรสชาติของหมอนทองมานานและรู้สึกว่าพันธุ์อื่นๆ มีรสชาติไม่ค่อยถูกปาก

หลิวเป่าเฟิง พ่อค้าคนกลางคนหนึ่งกล่าวว่า ไทยเป็นประเทศเดียวที่นำเข้าทุเรียนสดสู่จีนมานานถึง 20 ปี โดยทุเรียนหมอนทองมีรสชาติหวานละมุนจนผู้คนติดใจเป็นแฟนคลับ

หากพิจารณาจากฤดูการผลิต ทุเรียนเวียดนามเพียงช่วยเติมเต็มช่องว่างการบริโภคทุเรียนในตลาดจีน ส่วนทุเรียนมาเลเซียที่ถูกนำเข้าสู่จีนครั้งแรกเมื่อเดือนมิถุนายน 2024 แตกต่างจากทุเรียนไทยและทุเรียนเวียดนามในด้านการเก็บเกี่ยว

การเก็บเกี่ยวทุเรียนมาเลเซียจะต้องรอให้ผลผลิตสุกและตกหล่นลงมาจากต้นเอง รวมถึงทุเรียนมาเลเซียมีกลิ่นและรสชาติเข้มข้นกว่า โดยการต้องรอให้ทุเรียนสุกตามธรรมชาตินี้ทำให้การขนส่งมีข้อกำหนดมากขึ้น นำสู่การมีราคาสูงขึ้นอย่างมิอาจหลีกเลี่ยง ผู้บริโภคชาวจีนจึงยังไม่นิยมทุเรียนมาเลเซียเป็นวงกว้าง

ทุเรียนไทยยังคงมีฐานผู้บริโภคขนาดใหญ่ในจีน นี่เป็นจุดแข็งสำคัญที่จะช่วยรักษาความสามารถทางการแข่งขันของทุเรียนไทย โดยหวังเย่าหง ประธานสมาคมอีคอมเมิร์ซข้ามพรมแดนในเมืองอวิ้นเฉิง มณฑลซานซีทางตอนเหนือของจีน เผยว่าสิ่งสำคัญที่สุดคือการควบคุมคุณภาพในยามเผชิญการแข่งขันที่ดุเดือดเพิ่มขึ้น

ผู้สื่อข่าวยังได้เยือนร้านผลไม้และซูเปอร์มาร์เก็ตหลายแห่งในจีน พบว่าทุเรียนที่มีเนื้อแน่นสีสวยและรสชาติหวานละมุนยังคงขายหมดเร็วที่สุดแม้มีราคาแพงกว่า ขณะพ่อค้าคนกลางคนหนึ่งบอกว่าทุเรียนหมอนทองของไทยได้รับความนิยมในหมู่ผู้บริโภค แต่พอมีการนำเข้าจากหลายประเทศเพิ่มขึ้น ทำให้ผู้บริโภคไม่แน่ใจว่าที่ซื้อไปเป็นทุเรียนไทยจริงไหม

บรรดาหน่วยงานรัฐบาลท้องถิ่นในจีนจะติด “ตราบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์สินค้าเกษตรแห่งประเทศจีน” กับผลไม้ที่มีความพิเศษ ขณะเดียวกันผู้ประกอบการและสมาคมธุรกิจบางส่วนจะใช้เทคโนโลยีบล็อกเชนและติดรหัสคิวอาร์บนบรรจุภัณฑ์ของผลไม้ที่เข้าสู่ตลาด

รหัสคิวอาร์แต่ละอันมีลักษณะเฉพาะตัว เปรียบเสมือน “บัตรประจำตัว” ของผลไม้ ผู้บริโภคสามารถตรวจสอบ “วงจรชีวิตเต็ม” ของผลไม้ที่ซื้อไปด้วยการสแกนรหัสคิวอาร์นี้เพื่อป้องกันการสวมรอย ซึ่งนับเป็นวิธีการที่คุ้มค่าสำหรับทุเรียนไทย

พัฒนาโลจิสติกส์ ยกระดับคุณภาพ

พ่อค้า-แม่ค้าและผู้บริโภคส่วนหนึ่งให้สัมภาษณ์ว่า เมื่อเทียบกับการค้าทุเรียนในเวียดนามและมาเลเซีย ไทยสามารถสร้างสายพันธุ์ทุเรียนที่มีคุณภาพสูงขึ้นและใช้ประโยชน์จากระบบโลจิสติกส์อันมีประสิทธิภาพระหว่างจีนกับกลุ่มประเทศอาเซียน ช่วยให้ผู้บริโภคชาวจีนได้รับประทานทุเรียนไทยที่ดีและสดใหม่ยิ่งขึ้น

ปัจจุบัน เวียดนามสามารถขนส่งทุเรียนตรงสู่จีนผ่านการขนส่งทางบก ระบบโลจิสติกส์ที่มีประสิทธิภาพช่วยให้เวียดนามสามารถแข่งขันด้านราคาได้มากขึ้น ทำให้ครองส่วนแบ่งตลาดได้เพิ่มขึ้น

ส่วนทุเรียนมาเลเซียที่เก็บเกี่ยวตอนสุกแล้ว ทำให้ต้องรีบรับประทานภายใน 2-3 วัน และปัจจุบันสามารถขนส่งทางอากาศเท่านั้นเพื่อรักษาคุณภาพ

เอสเอฟ เอ็กซ์เพรส (SF Express) ระบุว่า มีการให้บริการขนส่งทุเรียนมาเลเซียแบบครบวงจรจากสวนถึงหน้าบ้าน โดยขนส่งถึงเซินเจิ้น กว่างโจว และเมืองใหญ่ในมณฑลกวางตุ้ง ได้เร็วที่สุดภายใน24 ชั่วโมง และขนส่งถึงปักกิ่ง เซี่ยงไฮ้ และเมืองใหญ่แห่งอื่นๆ ภายใน 48 ชั่วโมง

หวังเย่าหง ผู้คลุกคลีกับการค้าผลไม้มานานหลายปี เผยว่า แม้ราคาทุเรียนมูซังคิงของมาเลเซียนั้นสูง แต่ด้วยรสชาติเฉพาะตัว การควบคุมคุณภาพเข้มงวด และการบริการโลจิสติกส์ที่เชื่อถือได้ ทำให้ยังคงได้ใจผู้บริโภคชาวจีนจำนวนมาก ซึ่งทุเรียนไทยสามารถเรียนรู้โมเดลนี้ในอนาคตเพื่อรักษาสถานะผู้นำตลาด

ทั้งนี้ ตลาดทุเรียนของจีนมีขนาดใหญ่และปัจจุบันยังคงเน้นบริโภคทุเรียนสดเป็นหลัก ไม่ได้บูรณาการและพัฒนาเชิงลึกร่วมกับอุตสาหกรรมอื่นๆ เช่น การจัดเลี้ยงและอาหาร จึงมีศักยภาพมหาศาลในการพัฒนาในอนาคต นี่เป็นเหตุผลว่าทำไมประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้แห่งอื่นๆพยายามแสวงหาส่งออกทุเรียนสู่จีน

ขณะเดียวกัน มีการพัฒนาอุตสาหกรรมทุเรียนภายในประเทศที่มณฑลไห่หนาน (ไหหลำ) ทางตอนใต้ของจีนอย่างรวดเร็ว ทำให้การแข่งขันของตลาดทุเรียนในจีนจะดุเดือดยิ่งขึ้นมากในอนาคต

ผู้ให้สัมภาษณ์จากอุตสาหกรรมทุเรียนของจีนเสริมว่า การส่งออกทุเรียนไทยสู่จีนมีสิ่งที่มิอาจมองข้าม 2 ประการ ได้แก่ สร้างสรรค์การตลาดรูปแบบใหม่ เสริมสร้างการสื่อสารกับผู้ค้าปลีกในจีนด้วยการเปิดร้านค้าพิเศษ จัดกิจกรรมส่งเสริมการขาย เปลี่ยนคืนสินค้าที่เน่าเสีย ฯลฯ เพื่อกระชับความนิยมทุเรียนไทยของผู้บริโภคชาวจีน และอีกประการ คือพยายามเสริมสร้างการเพาะปลูกทุเรียนสายพันธุ์ใหม่ เพื่ออุดช่องว่างในอุปทานทุเรียนไทย

ขอบคุณข้อมูล จากสำนักข่าวซินหัว

ตะลอนเที่ยว : เจ้าพระยาตระการตา

https://www.naewna.com/lady/847517

ตะลอนเที่ยว : เจ้าพระยาตระการตา

ตะลอนเที่ยว : เจ้าพระยาตระการตา

วันอาทิตย์ ที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 06.30 น.

ภาพแห่งความประทับใจที่บังเกิดขึ้น ณ แม่น้ำเจ้าพระยาที่ไหลผ่านกรุงเทพมหานครในช่วงการแสดงแสงสี สร้างความประทับใจให้กับผู้พบเห็น เพราะสามารถช่วยรังสรรค์เพิ่มความยิ่งใหญ่อลังการให้กับแม่น้ำที่ถูกยกย่องว่าเป็นสายเลือดเส้นใหญ่ของประเทศไทย

ตามปกตินั้น สองฝั่งของแม่น้ำเจ้าพระยาที่ไหลผ่านกรุงเทพมหานครก็มีความงดงามตามแบบฉบับ เพราะมีทั้งวัดวาอาราม บ้านเรือนและตึกรามบ้านช่องของประชาชน รวมถึงตึกสูงเสียดฟ้า อันเป็นโรงแรม ศูนย์การค้า ศูนย์กลางเศรษฐกิจของประเทศไทย ขณะเดียวกันก็มีความงามของโบราณสถาน พระราชวัง และสะพานเก่าแก่อายุเกือบหนึ่งศตวรรษปรากฏให้เห็นมากมาย

ครั้นเมื่อได้รับการประดับประดาตกแต่งด้วยแสงสีอันวิจิตร ก็ยิ่งเพิ่มความงดงามให้กับสองฟากฝั่งเจ้าพระยา ทำให้ผู้ที่ได้มีโอกาสพบเห็นติดตราตรึงใจ สร้างความประทับใจไม่รู้ลืม

ในช่วงเดือนเกือบสุดท้ายของปี อย่างเช่นเดือนพฤศจิกายนและไล่มาจนถึงเดือนสุดท้ายคือเดือนธันวาคม แม่เจ้าพระยาจะถูกเพิ่มความงดงามด้วยแสงสีจากแสงไฟฟ้าหลากสีสัน รวมถึงสีสันแสนงดงามจากเทคนิคทันสมัยอีกทั้งพลุสีสันสดใส รวมถึงโดรนที่ช่วยเพิ่มความวิจิตรตระการตา

จนได้รับคำกล่าวยกย่องชื่นชม จากผู้ได้รับชมความงดงามของแม่เจ้าพระยาในช่วงนี้ว่า แม่เจ้าพระยาของไทยงดงามทุกฤดูกาล แล้วยิ่งใกล้เทศกาลปีใหม่ตามธรรมเนียมของตะวันตก เจ้าพระยาก็จะงดงามมากยิ่งขึ้น เพราะได้รับการรังสรรค์เพิ่มสีสันจากแสงไฟ และพลุสีสวยสด

อีกไม่กี่วันก็จะถึงเทศกาลส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ Mr.Flower ขอเชิญชวนคุณผู้อ่าน รวมถึงญาติมิตรสหายของคุณผู้อ่านคอลัมน์นี้ ไปร่วมประทับใจกับความงดงามของแม่เจ้าพระยาด้วยกัน โดยขอเชิญร่วมลงเรือและรับประทานอาหารเย็นรสชาติดี พร้อมชมแสงสี และพลุตระการตาบนเรือสุดคลาสสิก

หากคุณสนใจร่วมทริปล่องเรือบนแม่เจ้าพระยา ในช่วงส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ขอเชิญสำรองที่นั่งโดยด่วน ที่หมายเลข091-7233615 แล้วพบกันครับ

DMT คว้ารางวัลองค์กรต้นแบบด้านสิทธิมนุษยชน ประจำปี 2567 ระดับดี ต่อเนื่องปีที่ 2

https://www.naewna.com/lady/847503

DMT คว้ารางวัลองค์กรต้นแบบด้านสิทธิมนุษยชน  ประจำปี 2567 ระดับดี ต่อเนื่องปีที่ 2

DMT คว้ารางวัลองค์กรต้นแบบด้านสิทธิมนุษยชน ประจำปี 2567 ระดับดี ต่อเนื่องปีที่ 2

วันอาทิตย์ ที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

บริษัท ทางยกระดับดอนเมือง จำกัด (มหาชน) หรือ DMT สร้างมาตรฐานผู้ให้บริการทางยกระดับอย่างต่อเนื่อง เข้ารับรางวัล “องค์กรต้นแบบด้านสิทธิมนุษยชน ประจำปี 2567” (Human Rights Awards 2024) ประเภทองค์กรธุรกิจขนาดใหญ่ ระดับดี จัดโดยกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรม โดยได้รับเกียรติจาก พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เป็นประธานในพิธีมอบรางวัล นับเป็นปีที่ 2 ติดต่อกันที่ DMT ได้รับรางวัลนี้

ดร.ศักดิ์ดา พรรณไวย กรรมการผู้จัดการ DMT กล่าวว่า “รางวัลนี้ถือเป็นเกียรติยศและความภาคภูมิใจของบริษัทอย่างยิ่ง ความสำเร็จนี้เกิดจากความมุ่งมั่นของคณะกรรมการผู้บริหาร และพนักงานทุกคนที่ให้ความสำคัญกับสิทธิมนุษยชนของผู้มีส่วนได้เสียทุกกลุ่ม โดยบริษัทได้ประกาศนโยบายและแนวปฏิบัติด้านสิทธิมนุษยชนอย่างชัดเจน และร่วมกันยึดถือปฏิบัติเพื่อให้เกิดความยั่งยืนในทุกมิติของการดำเนินธุรกิจ”

ในฐานะผู้รับสัมปทานโครงการทางหลวง ถนนวิภาวดีรังสิต DMT ไม่เพียงมุ่งมั่นในการบำรุงรักษาและพัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคม แต่ยังยกระดับมาตรฐานการให้บริการทางหลวงสัมปทานให้ครอบคลุมถึงความรับผิดชอบต่อสังคม โดยเน้นการดูแลผู้ใช้บริการ คู่ค้า และชุมชนโดยรอบอย่างเท่าเทียม บริษัทได้ให้ความสำคัญกับการจัดทำแผนปฏิบัติการด้านสิทธิมนุษยชนที่ชัดเจน เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยและเป็นธรรมสำหรับทุกฝ่าย

DMT ยึดมั่นในหลักการกำกับดูแลกิจการที่โปร่งใสและตรวจสอบได้ ควบคู่ไปกับการดำเนินนโยบายที่ส่งเสริมความเท่าเทียม เช่น การดูแลสิทธิแรงงาน การเคารพในความหลากหลายทางวัฒนธรรม และการสร้างการมีส่วนร่วมของชุมชน เพื่อให้แน่ใจว่าการดำเนินธุรกิจจะไม่ส่งผลกระทบเชิงลบต่อผู้มีส่วนได้เสีย และยังสนับสนุนการพัฒนาสังคมอย่างยั่งยืน

ดร.ศักดิ์ดากล่าวเพิ่มเติมว่า “การเคารพสิทธิมนุษยชนไม่ใช่เพียงหลักการพื้นฐาน แต่เป็นส่วนสำคัญของการพัฒนาที่ยั่งยืน ซึ่งเป็นหนึ่งในพันธกิจหลักของ DMT เราเชื่อว่าการเคารพสิทธิและศักดิ์ศรีของทุกคนในห่วงโซ่อุปทานจะช่วยสร้างความสมดุลระหว่างการเติบโตทางธุรกิจกับความยั่งยืนของสังคมและสิ่งแวดล้อม”

รางวัลนี้จึงเป็นบทพิสูจน์ถึงความมุ่งมั่นของ DMT ในการประกอบกิจการอย่างยั่งยืนและการให้บริการทางหลวงสัมปทานที่ได้มาตรฐานระดับสูง ยึดมั่นในหลักสิทธิมนุษยชน เพื่อมุ่งสู่เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนทั้งในระดับองค์กรและสังคมโดยรวม

ร้าน R-HAAN ออกสำรับใหม่ประจำฤดูหนาว ชูวัตถุดิบท้องถิ่นชั้นเลิศของไทย

https://www.naewna.com/lady/847502

ร้าน R-HAAN ออกสำรับใหม่ประจำฤดูหนาว  ชูวัตถุดิบท้องถิ่นชั้นเลิศของไทย

ร้าน R-HAAN ออกสำรับใหม่ประจำฤดูหนาว ชูวัตถุดิบท้องถิ่นชั้นเลิศของไทย

วันอาทิตย์ ที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

เมี่ยงปลาทูแม่กลองแห่งสองสายนํ้า

ร้านอาหาร (R-HAAN) ร้านอาหารไทยสไตล์ไฟน์ไดนิ่ง (Fine Dining) การันตีความอร่อยด้วยมิชลิน 2 ดาว 6 ปีซ้อน ออกสำรับอาหารใหม่ประจำฤดูหนาว หรือ เหมันตฤดู ในคอนเซ็ปต์ “ข้าวใหม่ปลามันแห่งภูมิปัญญาอาหารไทย”คัดสรรวัตถุดิบชั้นเลิศจากท้องถิ่นทั่วไทยที่มีเฉพาะฤดูกาล สู่กรรมวิธีพิถีพิถันในการปรุงเพื่อให้ได้รสชาติอาหารไทยแท้ ที่มีทั้งรสเปรี้ยว หวาน มัน เค็ม ขม เผ็ด ฝาด และซ่า

ร้าน R-HAAN เกิดจากความตั้งใจของต๊อด-ปิติ ภิรมย์ภักดี และ เชฟชุมพล แจ้งไพร เชฟผู้ร่วมก่อตั้งร้าน ด้วยเจตนารมณ์ที่อยากเผยแพร่อาหาร วัตถุดิบและสมุนไพรของไทยให้ไปสู่ระดับสากลเพื่อสะท้อนให้เห็นถึงวัฒนธรรมและความอุดมสมบูรณ์ของท้องถิ่นไทย โดยสำรับอาหารจะมีการเปลี่ยนเมนูทุกฤดูตามการเปลี่ยนเครื่องทรงของพระแก้วมรกต โดยสำรับใหม่ประจำฤดูหนาว หรือ เหมันตฤดูนี้มาในคอนเซ็ปต์ “ข้าวใหม่ปลามันแห่งภูมิปัญญาอาหารไทย” คัดสรรวัตถุดิบท้องถิ่นของแต่ละภูมิภาคผ่านการนำเสนอวัตถุดิบชั้นเลิศจากยอดดอยอินทนนท์ที่สูงที่สุดของประเทศไทย ร้อยเรียงลงมาจากทุกภูมิภาคของไทย ผนวกกับความอุดมสมบูรณ์ของภาคกลาง จนสุดแดนใต้เบตงที่โดดเด่นไปด้วยรสชาติและกลิ่นหอมของเครื่องเทศอันเป็นเอกลักษณ์ของภาคใต้

กุ้งมังกรเจ็ดสีเจ็ดรสเจ็ดกลิ่น

สำรับ “ข้าวใหม่ปลามันแห่งภูมิปัญญาอาหารไทย” นี้ เสิร์ฟด้วย 7 คอร์สเมนู เริ่มต้นด้วย Amuse Bouche-Welcome to Thailand เพื่อเป็นการเปิดต่อมรับรสด้วยอาหารแบบพอดีคำ พิถีพิถันร้อยเรียงจากภาคเหนือลงมาสู่ภาคใต้ เริ่มด้วยเมนู ส้ามะเขือส้มอะโวคาโดยอดดอย, ช่อม่วงชาววังเห็ดหอมวังน้ำเขียว, ลาบแกงไข่ผำฟิวเจ้อโปรตีน, เส้นจันทร์ผัดมันปูเลียง และปิดท้ายด้วย แกงตับใต้ปลาขมิ้นชัน ต่อด้วยความพิเศษของวัตถุดิบชั้นเลิศประจำเหมันตฤดูนี้กับเมนูในคอร์สที่ 1 เมี่ยงปลาทูแม่กลองแห่งสองสายน้ำ ด้วยเอกลักษณ์ความหวาน มัน เนื้อแน่น กลิ่นหอมของปลาทูแม่กลอง ท็อปด้วยไข่ปลาคาเวียร์โครงการหลวงที่มาช่วยเสริมอรรถรสให้ดียิ่งขึ้น ตามมาด้วย คอร์สที่ 2 ขนมเบื้องโบราณสืบสานแห่งภูมิปัญญา ไส้มะพร้าวกระฉีกผัดสามเกลอและวางเนื้อปูชิ้นโต พร้อมไข่ปูเต็มคำ คอร์สที่ 3กุ้งมังกรเจ็ดสีเจ็ดรสเจ็ดกลิ่น เลือกใช้กุ้งมังกรจากน่านน้ำอันอุดมสมบูรณ์ของทะเลอันดามันที่มีรสสัมผัสหวานนุ่ม เสิร์ฟพร้อมซุปต้มข่าชวนหอมรัญจวนไปกับสมุนไพรไทยและสร้างความประทับใจในรสชาติไปกับเมนู คอร์สที่ 4 ข้าวใหม่ปลามันเหนือจรดใต้ ที่คัดสรรข้าวกล้องดอย โครงการหลวงที่มีคุณค่าทางโภชนการสูง หุงในรูปแบบยูโรเปียนสไตล์ ทานพร้อมปลาเก๋าเนื้อนุ่มแน่นมีเอกลักษณ์รสชาติเฉพาะตัว ก่อนเข้าสู่สำรับจานหลักกับเมนู เสาวรสรอยัล ซอร์เบที่อุดมไปด้วยผลไม้วิตามินซีสูงอย่างเสาวรส แล้วพาทุกท่านเข้าสู่ความอิ่มเอมไปกับคอร์สจานหลักที่สามารถเลือกทานได้ทั้ง 3 เมนู ประกอบไปด้วยหลนปูไข่ทานคู่ใจเครื่องเคียง, ต้มยำกุ้งไทยภาคภูมิใจไปยูเนสโก้, พะแนงไทยคู่ใจเป็ดย่าง หรือหากชื่นชอบในรสชาติเผ็ดร้อนของเครื่องแกงทางร้านขอแนะนำเมนู แกงพริกขี้หนูสวนเนื้อซี่โครงไทยวากิว เสิร์ฟพร้อม ข้าวอบสมุนไพรไทย ข้าวหอมมะลิ GI (ข้าวที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์และเป็นข้าวคุณภาพ) ที่ได้รับรางวัลการันตีระดับประเทศเม็ดสวย หอมนุ่ม น่ารับประทาน อบด้วยสมุนไพรไทยและกระเทียมดำ

สังขยาหน้าหนาว 110 วัน

ปิดท้ายสำรับแห่งเหมันตฤดู ด้วยชุดขนมหวานอย่าง สังขยาหน้าหนาว 110 วัน ที่ใช้เนื้อฟักทองที่มีอายุ 110 วันเป็นวัตถุดิบ ทำให้ได้รสชาติที่มีเอกลักษณ์ หรือ ข้าวเหนียวมะม่วง 3 สายพันธุ์ กะทิสด GI ทางร้านคัดสรรมะม่วงสายพันธุ์ไทยทั้งที่เป็นที่นิยม ได้แก่ มะม่วงอกร่อง มะม่วงน้ำดอกไม้ และมะม่วงมหาชนก เป็นส่วนผสม ทำให้ได้ออกมาเป็นเมนูที่มีความกลมกล่อมอย่างลงตัว พร้อมส่งท้ายด้วยขนมหวานอย่างไทย พริตตี้โฟร์ ประกอบไปด้วย มาเดอลีนวานิลลา น้ำผึ้ง, ทองเสน่หากุหลาบจุฬาลงกรณ์, ดาราทอง และ ช็อกโกแลตชาไทย ทานพร้อมชาหรือกาแฟร้อน ก็ลงตัวเป็นที่สุด

“สำรับเหมันตฤดู ข้าวใหม่ปลามันแห่งภูมิปัญญาอาหารไทย” มาพร้อม 7 คอร์สเมนู สำรองที่นั่งได้ที่โทร.+66(0)951415524 อีเมล์ reservation@r-haan.com เว็บไซต์ http://www.R-HAAN.com เฟซบุ๊ก : R.HAAN อินสตาแกรม : r.haan_restaurant

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘ต้มยำกุ้ง’ภูมิปัญญาอาหารไทยสู่สากล

https://www.naewna.com/lady/847485

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘ต้มยำกุ้ง’ภูมิปัญญาอาหารไทยสู่สากล

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘ต้มยำกุ้ง’ภูมิปัญญาอาหารไทยสู่สากล

วันอาทิตย์ ที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

องค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ หรือ ยูเนสโกได้ประกาศรับรองให้ “ต้มยำกุ้ง” ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติ ตามที่ประเทศไทยเสนอที่ประชุมคณะกรรมการระหว่างรัฐบาลเพื่อการสงวนรักษามรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ ครั้งที่ 19(The nineteenth session of the IntergovernmentalCommittee for the Safeguarding of theIntangible Cultural Heritage) ขององค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ หรือ ยูเนสโก เมื่อวันที่ 3 ธันวาคมณ กรุงอะซุนซิออน สาธารณรัฐปารากวัยหรือตรงกับวันที่ 4 ธันวาคม เวลาประมาณ02.10 น. ตามเวลาประเทศไทย มีมติรับรองให้ “ต้มยำกุ้ง” ขึ้นทะเบียนเป็นรายการตัวแทนมรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติ

ที่ผ่านมา ประเทศไทยมีรายการมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมที่ได้รับการขึ้นทะเบียนรายการตัวแทนมรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติจากยูเนสโกแล้วจำนวน 4 รายการ ได้แก่ โขน นวดไทยโนรา และประเพณีสงกรานต์ในประเทศไทยโดย ต้มยำกุ้ง จะถือเป็นมรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้รายการที่ 5 ของไทยยูเนสโก กล่าวถึง ต้มยำกุ้ง ว่า เป็นอาหารแบบดั้งเดิมของประเทศไทย โดยกุ้งจะถูกนำไปต้มกับสมุนไพรและปรุงรสด้วยเครื่องปรุงท้องถิ่น น้ำซุปมีกลิ่นหอมเฉพาะตัวและมีสีสันสดใส และผสมผสานรสชาติได้หลากหลาย เช่น รสหวาน เปรี้ยว เผ็ด มันและขมเล็กน้อย เชื่อกันว่าอาหารจานนี้ช่วยส่งเสริมพลังงานและสุขภาพที่ดี โดยเฉพาะในช่วงฤดูมรสุม นอกจากนี้ ยังได้รวบรวมภูมิปัญญาการทำอาหารของชุมชนชาวพุทธที่อาศัยริมแม่น้ำในภาคกลางของประเทศไทย และความรู้ดั้งเดิมเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมและสมุนไพร

รมว.วธ. ประธานพิธี

ต้มยำกุ้ง เป็นอาหารไทยภาคกลางประเภทต้มยำ ซึ่งเป็นที่นิยมรับประทานไปทุกภาคในประเทศไทย เป็นอาหารที่รับประทานกับข้าว มีรสเปรี้ยวและเผ็ดเป็นหลัก ผสมเค็มและหวานเล็กน้อย แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือต้มยำน้ำใส และต้มยำน้ำข้น  ไม่มีหลักฐานบอกถึงการกำเนิดของอาหารชนิดนี้ให้แน่ชัด 

สุจิตต์ วงษ์เทศ ได้เขียนถึงต้มยำกุ้งไว้ว่า “เมื่อรับ “ข้าวเจ้า” จากอินเดียเข้ามาพร้อมกับการค้าทางทะเลอันดามัน และศาสนาพราหมณ์-พุทธ ทำให้ “กับข้าว” ของไทยได้เปลี่ยนไปเริ่มมี “น้ำแกง” ขึ้น จึงมีน้ำแกงหลากหลายทั้งแกงน้ำข้นใส่กะทิแบบอินเดีย กับแกงน้ำใสแบบจีน  ในปทานุกรม การทำของคาวหวานอย่างฝรั่งแลสยามพ.ศ.2441 มีสูตร ต้มยำกุ้งทรงเครื่องซึ่งดูจะแตกต่างมากจากต้มยำกุ้งในปัจจุบัน ระบุว่า “…เนื้อหมูต้มแล้วฉีกหนักสามบาท ปลาใบไม้เผาแล้วทุบฉีกสองบาท ปลาแห้งเผาแล้วฉีกสองบาท กระเทียมดองปอกเอาแต่เนื้อซอยสามบาท แตงกวาปอกเปลือกแล้วซอยสามบาทมะดันซอยสามบาท พริกชี้ฟ้าหั่นหนึ่งบาท ผักชีเด็ดหนึ่งบาท…” ส่วนวิธีทำระบุว่า “เอากุ้งสดมาต้มกับน้ำท่า ใส่น้ำปลาหนักสองบาท ต้มไปจนเนื้อกุ้งสุก…ตักเอาน้ำต้มกุ้งสามสิบแปดบาทใส่ลงในชามแล้วเอากุ้งปอกเอาแต่เนื้อฉีกเป็นฝอยหนักสี่บาท น้ำกระเทียมดองหนึ่งบาทน้ำปลาเจ็ดบาท น้ำตาลทรายหกสลึงใส่ลงในน้ำต้มกุ้ง แล้วเอาของที่ชั่งไว้ใส่ลงด้วย…ถ้าไม่เปรี้ยว เอาน้ำมะนาวเติมอีกก็ได้ เมื่อรศดีแล้วเอาพริกชี้ฟ้ากับผักชีโรย เปนใช้ได้”  ในหนังสือ ของเสวย พ.ศ.2507 ตำรับอาหารจากหม่อมราชวงศ์กิตินัดดา กิติยากร เล่าว่า ต้มยำกุ้งนั้นคล้ายคลึงกับสูตรต้มยำกุ้งที่รู้จักกันอยู่ในปัจจุบัน

เชพต้มยำกุ้ง