ปลัด มท.พร้อมนายกสมาคมแม่บ้านมหาดไทย เป็นประธานถวายภัตตาหารเพลแด่สามเณร 73 รูป

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/801746

ปลัด มท.พร้อมนายกสมาคมแม่บ้านมหาดไทย เป็นประธานถวายภัตตาหารเพลแด่สามเณร 73 รูป

ปลัด มท.พร้อมนายกสมาคมแม่บ้านมหาดไทย เป็นประธานถวายภัตตาหารเพลแด่สามเณร 73 รูป

วันจันทร์ ที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2567, 15.33 น.

ปลัดกระทรวงมหาดไทยพร้อมด้วยนายกสมาคมแม่บ้านมหาดไทย เป็นประธานถวายภัตตาหารเพลแด่สามเณร 73 รูป ตามโครงการบรรพชาสามเณรภาคฤดูร้อน เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 28 กรกฎาคม 2567 วัดพระราม 9 กาญจนาภิเษก พระอารามหลวง

วันนี้ (29 เม.ย. 67) เวลา 11.00 น. ที่วัดพระราม 9 กาญจนาภิเษก พระอารามหลวง กรุงเทพฯ นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วย ดร.วันดี กุญชรยาคง จุลเจริญ นายกสมาคมแม่บ้านมหาดไทย เป็นประธานถวายภัตตาหารเพลแด่คณะสงฆ์วัดพระราม 9 กาญจนาภิเษก พระอารามหลวง และสามเณร 73 รูป ตามโครงการบรรพชาสามเณรภาคฤดูร้อน เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 28 กรกฎาคม 2567 โดยได้รับเมตตาจากพระเทพวชิรสุนทร ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดพระราม 9 กาญจนาภิเษก พระอารามหลวง นำคณะสงฆ์และสามเณรตามโครงการฯ รับประเคนภัตตาหาร โดยมี นางประเสริฐสุข เพฑูรย์สิทธิชัย ที่ปรึกษาปลัดกระทรวงมหาดไทยและนายกสมาคมแม่บ้านมหาดไทย นายสมชัย เลิศประสิทธิพันธ์ รองอธิบดีกรมการปกครอง ข้าราชการ พนักงาน เจ้าหน้าที่ และพุทธศาสนิกชน ร่วมพิธี

นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยว่า กระทรวงมหาดไทยได้จัดโครงการบรรพชาสามเณรภาคฤดูร้อน เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 28 กรกฎาคม 2567 โดยผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัด เป็นผู้นำหัวหน้าส่วนราชการ นายอำเภอ ตลอดจนภาคีเครือข่าย รับสมัครเด็กและเยาวชนผู้มีความเลื่อมใสศรัทธาในบวรพระพุทธศาสนา และมีความมุ่งมั่นในการปฏิบัติบูชา เพื่อน้อมถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 28 กรกฎาคม 2567 ทั่วประเทศ โดยมีจำนวนผู้บรรพชาสามเณรตามโครงการฯ ทั้งสิ้น 9,248 รูป

“การจัดโครงการฯ ในครั้งนี้ ทำให้เด็กและเยาวชน ผู้ปกครอง และพุทธศาสนิกชน ได้มีส่วนร่วมบำเพ็ญกุศล เพื่อเฉลิมพระเกียรติและถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลทรงเจริญพระชนมพรรษา 6 รอบ 28 กรกฎาคม 2567 เพื่อร่วมแสดงความจงรักภักดี ความกตัญญูกตเวทีและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ ถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว นอกจากนี้ สามเณรทุกรูปยังได้ปฏิบัติตามหลักธรรมของพระพุทธศาสนา ฝึกการเจริญจิตตภาวนา รู้จักใช้เวลาว่างระหว่างปิดภาคเรียนให้เกิดประโยชน์ ห่างไกลยาเสพติด ตลอดจนส่งเสริมให้เกิดการพัฒนา ด้านคุณธรรม จริยธรรม และมีความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ต่อผู้อื่น มีจิตสำนึกเคารพเทิดทูนสถาบันหลักของชาติและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของสถาบันพระมหากษัตริย์ เกิดการพัฒนาจิตใจ รักษาศีล เจริญสติ สมาธิ ปัญญา เกิดความรักความผูกพันกับบวรพระพุทธศาสนา มีวัตรปฏิบัติที่ใกล้ชิดกับวัด และสามารถนำหลักธรรมทางพระพุทธศาสนามาปรับใช้กับชีวิตประจำวันได้ ยังผลให้เกิดความสุขกาย สุขใจ ทั้งแก่ตนเอง พ่อ แม่ ตลอดจนปู่ย่าตายายและญาติพี่น้องที่ต่างร่วมอนุโมทนาโดยถ้วนทั่วกัน” นายสุทธิพงษ์ฯ กล่าวเพิ่มเติม

นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวในช่วงท้ายว่า สำหรับการร่วมทำบุญเพื่ออนุโมทนาในการบรรพชาสามเณร 73 รูป ตามโครงการบรรพชาสามเณรภาคฤดูร้อน เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 28 กรกฎาคม 2567 นั้น พี่น้องประชาชนสามารถเดินทางร่วมทำบุญได้ในทุกวัน ทั้งการทำบุญตักบาตรในช่วงเช้า หรือการถวายภัตตาหารเพล หรือการถวายน้ำปานะ โดยสามารถเดินทางไปติดต่อขอเป็นเจ้าภาพได้ ส่วนกลาง ณ วัดพระราม 9 กาญจนาภิเษก พระอารามหลวง และส่วนภูมิภาค ณ วัดที่แต่ละจังหวัดกำหนดให้เป็นวัดที่เข้าร่วมโครงการ ตั้งแต่วันที่ 20 เมษายน ถึงวันที่ 6 พฤษภาคม 2567 รวมเป็นเวลา 17 วัน ซึ่งสามารถเป็นเจ้าภาพได้ทั้งส่วนตัวตามกำลังศรัทธา หรือรวมกลุ่มรูปแบบหมู่คณะ องค์กร หน่วยงาน ก็จะเป็นการร่วมกันเป็นสะพานบุญหนุนนำหนุนส่งหนุนเสริมให้การบรรพชาสามเณรเฉลิมพระเกียรติฯ ในครั้งนี้เกิดกุศลอันยิ่งใหญ่ถวายเป็นพระราชกุศลและต่อสามเณรตลอดจนพี่น้องประชาชนทุกคนทุกท่าน อันจะนำมาซึ่งสังคมดี เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันนำไปสู่ความสงบสุขของประเทศชาติอย่างยั่งยืนสืบไป

– 006

สพฐ. สร้างความเชื่อมั่น ‘โรงเรียนสามารถจัดการศึกษาหลายรูปแบบได้ตาม กม.’ พร้อมหนุนแก้ปัญหาเด็กหลุดจากระบบ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/801737

สพฐ. สร้างความเชื่อมั่น 'โรงเรียนสามารถจัดการศึกษาหลายรูปแบบได้ตาม กม.' พร้อมหนุนแก้ปัญหาเด็กหลุดจากระบบ

สพฐ. สร้างความเชื่อมั่น ‘โรงเรียนสามารถจัดการศึกษาหลายรูปแบบได้ตาม กม.’ พร้อมหนุนแก้ปัญหาเด็กหลุดจากระบบ

วันจันทร์ ที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2567, 14.53 น.

สพฐ. สร้างความเชื่อมั่น “โรงเรียนสามารถจัดการศึกษาหลายรูปแบบได้ตาม กม.” พร้อมสนับสนุนขยายผล เพื่อแก้ปัญหาเด็กหลุดจากระบบ

ดร.พัฒนะ พัฒนทวีดล รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) กล่าวกับครูและบุคลากรทางการศึกษาซึ่งสมัครใจเข้าร่วมประชุมเชิงปฏิบัติการเส้นทางสู่ 1 โรงเรียน 3 รูปแบบ “การศึกษาที่ยืดหยุ่น ป้องกันเด็กหลุดจากระบบ” จัดโดยกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ณ โรงแรมอมารี ดอนเมือง แอร์พอร์ต กรุงเทพฯ โดยระบุว่า สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) มีทิศทางและนโยบายสนับสนุนการจัดการศึกษาที่ยืดหยุ่น ตามที่พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 มาตรา 15 ระบุไว้ว่า สถานศึกษามีสิทธิจัดการศึกษาได้ทั้งในระบบ นอกระบบ ตามอัธยาศัย หรือเป็นการจัดการศึกษาที่รวมหลายรูปแบบไว้ด้วยกัน เพื่อเปิดโอกาสให้เด็กเยาวชนมีทางเลือกในการเรียนรู้ได้เหมาะสมเป็นรายบุคคล แก้ปัญหาการหลุดออกจากระบบการศึกษา

รองเลขาธิการ กพฐ. เผยว่า ปัจจุบัน สพฐ. ดูแลเด็กเยาวชนทุกระบบรวมกันราว 6.5 ล้านคนต่อปีผ่านการทำงานของครูราว 5 แสนคน ในโรงเรียน 3.9 หมื่นแห่งทั่วประเทศ การที่กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) เป็นเจ้าภาพเชิญทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องมาร่วมกันขับเคลื่อนคุณภาพการศึกษาในครั้งนี้ จะช่วยผลักดันให้เด็กเยาวชนวัยเรียนซึ่งมีจำนวนไม่ต่ำกว่าสิบล้านคน ได้เข้าสู่การศึกษาที่มีคุณภาพและทั่วถึงผ่านการเปิดโอกาสของโรงเรียน

“ในองคาพยพของคนทั่วโลก มีสามโรคที่หมุนวนเป็นวงจรของความด้อยโอกาส คือความเจ็บ ความจน และความไม่รู้ ถ้าเราตั้งคำถามว่าทำไมถึงจน ทำไมถึงเจ็บป่วย หรือทำไมคุณภาพชีวิตของคนยิ่งลดต่ำลงเรื่อย ๆ คนส่วนใหญ่จะบอกว่าเขาไม่มีความรู้เพราะเขายากจน ซึ่งในเรื่องนี้คนในกระทรวงศึกษาฯ จึงกลายเป็นจำเลยสังคม 

“ฉะนั้นการประชุมเชิงปฏิบัติการเรื่อง 1 โรงเรียน 3 รูปแบบในครั้งนี้ ถือเป็นจุดเริ่มต้นของโอกาสที่เราจะมาดูกันว่าตัวแบบของการจัดการศึกษาที่มีทางเลือกและเหมาะสมกับผู้เรียน สามารถทำได้อย่างไร จากการทำงานของสถานศึกษาต้นแบบที่ทำมาก่อน โดยเฉพาะเด็กตกค้างจากระบบการศึกษา ซึ่งสถิติบอกเราว่าช่วงชั้น ม.3 เป็นรอยต่อสำคัญที่มีเด็กหลุดมากที่สุด เนื่องจากเป็นวัยที่เด็กเปลี่ยนแปลงอย่างมากทั้งร่างกายจิตใจ ยิ่งเด็กเยาวชนที่มาจากครอบครัวที่ไม่มีความพร้อม ก็ยิ่งมีความเสี่ยงมากขึ้น”

รองเลขาธิการ กพฐ. กล่าวต่อไปว่า การทำให้เด็กรู้ว่าสิ่งที่เขาสนใจ แม้จะเป็นเรื่องการแต่งรถมอเตอร์ไซค์หรือเรื่องใดก็ตาม เหล่านี้คือความรู้ คือความชอบความสนใจที่สามารถนำไปต่อยอดเป็นอาชีพได้ทั้งนั้น การจัดการศึกษา 1 โรงเรียน 3 รูปแบบ จึงเป็นวิธีการหนึ่งที่จะรองรับและส่งเด็กกลุ่มนี้ให้ไปต่อได้ดีขึ้น วันนี้่นอกจากการชื่นชมโรงเรียนที่เป็นต้นแบบแล้ว สพฐ. ยินดีอย่างยิ่งที่จะสนับสนุนให้มีการขยายผลไปยังโรงเรียนอื่น ๆ และพื้นที่อื่น ๆ มากขึ้น เนื่องจากโครงการนี้จะช่วยส่งเด็กไปถึงฝั่งให้ได้มากที่สุด เพื่อให้เขาเติบโตขึ้นเป็นทรัพยากรบุคคลที่มีคุณภาพ ได้ทำงานที่ตรงกับศักยภาพ และนำองค์ความรู้มาทำให้เกิดประโยชน์กับชีวิตของเขาได้มากที่สุด    

“วันนี้เราจะมารับฟังและเรียนรู้ทฤษฎี ก่อนที่หลังจากนี้อยากชวนทุกท่านไปลงพื้นที่ดูโรงเรียนต้นแบบในจังหวัดราชบุรี กาญจนบุรี และนครพนม เพื่อถอดประสบการณ์ตรงว่า สถานศึกษาต้นแบบแต่ละแห่งมีรูปแบบวิธีการจัดสรรและหางบประมาณ รวมถึงวัดประเมินผลกันอย่างไร แล้วท่านจะมองเห็นโครงสร้าง เห็นการจัดทำระบบที่เริ่มตั้งแต่การคัดกรองกลุ่มเป้าหมาย จำแนกกลุ่มเสี่ยงมากเสี่ยงน้อย แล้ววางแนวทางดูแลช่วยเหลือส่งต่อที่เหมาะสม รวมถึงการทำงานร่วมกับหน่วยงานเฉพาะทางต่าง ๆ เพื่อจะดูแลเด็กให้ครบทุกด้าน ไม่ให้เจ็บ ไม่ให้จน และไม่ให้ไม่รู้”

รองเลขาธิการ กพฐ. กล่าวขอบคุณทุกภาคส่วนที่มีใจอยากเห็นการศึกษาไทยก้าวพ้นไปจากขีดจำกัดเดิม โดยเฉพาะในการตอบโจทย์หมุดหมายที่ 12 ในแผนพัฒนาหต้องมีกำลังคนสมรรถนะสูง มุ่งเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง ตอบโจทย์การพัฒนาแห่งอนาคต โดยการพัฒนาคนทุกช่วงวัยให้ได้รับการพัฒนาทุกมิติ ให้เป็นกำลังคนสมรรถสูงสอดคล้องกับภาคการผลิต รวมถึงการพยายามที่จะทลายกรอบแนวคิดที่ยังติดอยู่กับ 8 กลุ่มสาระวิชา ซึ่งปิดกั้นการศึกษาไทยไว้จากความหลากหลายในการตอบสนองความต้องการของผู้เรียน ท้ายที่สุด สพฐ. พร้อมสนับสนุนทุกท่านที่ตั้งใจมาขับเคลื่อนคุณภาพการศึกษาไปด้วยกันวันนี้ เพื่อที่เด็กไทยจะมีความพร้อม มีศักยภาพ และพาประเทศชาติเจริญสืบต่อไป

ศ.ดร.สมพงษ์ จิตระดับ กรรมการบริหารกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ชี้ว่า “การจัดการศึกษาที่ยึดเด็กเป็นศูนย์กลาง กล้าคิดนอกกรอบ” คือทัศนคติที่สำคัญของการสร้างห้องเรียนแห่งโอกาสเพื่อทำให้เด็กทุกคนได้เข้าสู่การศึกษา และ กสศ. จะสนับสนุนและร่วมมือกับทุกฝ่าย ทุกหน่วยงาน ทุกสถาบันการศึกษา เพื่อทำให้ 1 โรงเรียน 3 รูปแบบเกิดขึ้นให้ได้และเกิดการขยายผล

ศ.ดร.สมพงษ์ กล่าวถึงข้อมูลตัวเลขเด็กหลุดออกจากระบบการศึกษาที่ กสศ. ร่วมกับ 3 กระทรวงหลักคือ กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงมหาดไทย และกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม บูรณาการการทำงานสำรวจเด็กเยาวชนวัย 3-18 ปีที่ไม่มีรายชื่อในระบบการศึกษาซึ่งมีจำนวนทั้งสิ้น 1,250,514 คน โดยมองว่าการสร้างโอกาสการศึกษาที่ยืดหยุ่นจะเป็นเครื่องมือสำคัญที่สามารถพาเด็กกลับเข้าสู่การศึกษาได้

“เราต้องไม่ลืมว่า การพาเด็กกลับมาเรียนไม่ได้สิ้นสุดที่การพบตัวและพากลับไปที่โรงเรียน แต่การตามเด็กกลับมาแล้วจะทำให้เขาไปต่อได้ ต้องมีแนวทางรับมือที่สอดคล้องกับวิถีชีวิต มีวิธีการที่เอื้อกับการเรียนรู้ของเด็กที่มีภาระหน้าที่ต่าง ๆ อาทิต้องดูแลผู้สูงอายุในครอบครัว หรือต้องไปประกอบอาชีพหารายได้ ดังนั้นเราต้องมีระบบศูนย์การเรียน มีการฝึกอาชีพ มีห้องเรียนแห่งโอกาส โดยเฉพาะในโรงเรียนขยายโอกาสและโรงเรียนขนาดเล็ก”

ศ.ดร.สมพงษ์ กล่าวว่ากุญแจสำคัญของการมาพบกันครั้งนี้ คือ ถ้าทุกโรงเรียนมองร่วมกันว่าจะเอาหลักสูตรเป็นตัวตั้ง แล้วคิดทะลุกรอบออกไป ช่วยกันบูรณาการสาระวิชาต่าง ๆ เข้าไปในกิจวัตรประจำวันหรือภาระงานของผู้เรียน เราจะมีวิธีรับมือกับเด็กทุกกลุ่ม ทุกความเสี่ยง และทุกทางแยกที่เด็กต้องเผชิญในชีวิต

“อย่าลืมว่าเด็กคนหนึ่งเมื่อออกจากโรงเรียน ก็เหมือนถูกผลักไปเป็นปัญหาสังคม แล้วไม่เกินสามเดือนชีวิตจะเข้าสู่วงจรสีเทา อย่างไรก็ตามงานหนึ่งที่ กสศ. ทดลองทำกับเด็กเยาวชนในสถานพินิจฯ ได้พิสูจน์ว่า ถ้าเราออกแบบการศึกษาที่หลากหลายและสอดรับกับความสนใจ การศึกษาจะทำหน้าที่ของมัน เป็นการนำโอกาสเข้าไปช่วยฟื้นฟูเยียวยาเด็ก ๆ ให้เขารู้สึกมีตัวตน ได้รับการยอมรับ แล้วเขาจะพาตัวออกจากวงจรเสี่ยง และกลับมาอยู่บนทิศทางที่เหมาะสมได้อีกครั้ง บทเรียนนี้บอกเราว่า ถ้านำวิธีการนี้ย้อนกลับไปทำที่้ต้นทางคือในโรงเรียน ซึ่งตัวกฎหมายเอื้อให้ทำได้ เราอาจลดปัญหาอาชญากรรมเด็ก จิตเวช ยาเสพติด และปัญหาอื่น ๆ ในสังคมพร้อมลดจำนวนเด็กเยาวชนกลุ่มเสี่ยงได้จำนวนมาก  

“อีกประเด็นต้องกล่าวถึงคือในกระบวนการนี้ คือครูจะมีบทบาทสำคัญในการประคองชีวิตเด็กคนหนึ่ง ให้ไปถึงโอกาส ให้เข้าถึงแหล่งทุน รวมถึงเป็นผู้สร้างแรงบันดาลใจให้เด็กเห็นความสำคัญของการศึกษา การเตรียมตัวเปิดเทอมใหม่นี้ จึงอยากชวนครูสำรวจครอบครัวศิษย์ เพื่อไปดูข้อเท็จจริงในชีวิตของเขาว่ามีข้อแม้อุปสรรคใด ที่ทำให้เด็กคนหนึ่งขาดเรียนบ่อยหรือมีพฤติกรรมสุ่มเสี่ยง แล้วถ้ารู้สภาพจริงที่เด็กเผชิญอยู่ ก็จะสามารถนำข้อมูลนั้นกลับมาวางแผนดูแลช่วยเหลือได้ตรงจุด รวมถึงครูยังต้องเป็นผู้สื่อสารให้ข้อมูลกับผู้ปกครอง เพื่อปลูกฝังทัศนคติเชิงบวกต่อการศึกษาของบุตรหลาน”

-(016)

บุคคลในข่าว

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/local/2781737

"สนั่น อังอุบลกุล" เป็นประธานในงานฉลองครบรอบ 39 ปี สมาคมตัวแทนขนส่งสินค้าทางอากาศไทย

30 เม.ย. 2567 05:02 น.

“สนั่น อังอุบลกุล” เป็นประธานในงานฉลองครบรอบ 39 ปี สมาคมตัวแทนขนส่งสินค้าทางอากาศไทย

หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ…ยอดจำหน่ายมากที่สุดของประเทศ…ฉบับประจำวันอังคารที่ 30 เมษายน พ.ศ.2567

  • ประชาธิปไตย ที่ถูกครอบงำโดย อำนาจเหนือรัฐธรรมนูญ…แม้แต่การสรรหา สว.สูตรพิสดาร ให้ผู้สมัครมาเลือกกันเอง เป็นช่องทางให้บ้านใหญ่ ผู้มีอิทธิพลในท้องที่เข้ามายึดเก้าอี้ สว. …เท่านั้นยังไม่พอ กกต. ออกประกาศข้อห้ามสารพัด ตั้งแต่ การแนะนำตัวไปจนถึงการแสดงวิสัยทัศน์ที่ถูกปิดกั้น สามารถดำเนินกิจกรรมได้ในกลุ่มผู้สมัคร สว.เท่านั้น…ประชาชนเจ้าของประเทศหมดสิทธิ์ลุ้น…แล้ว จะสรรหา สว.ด้วยงบประมาณที่มาจากประชาชนเกือบ 300 ล้านไปเพื่อ?…..ก็ใช้วิธี จับสลาก หรือ กล่องสุ่ม สิ้นเรื่องสิ้นราว อย่างน้อย ประชาชนตาดำๆ ยังมีโอกาสลุ้นที่จะเข้าไปนั่งเก้าอี้ สว. …บอกเลยว่า กกต.ชุดนี้ไม่ประทับใจ…เอาเรื่องใกล้ตัวการพิจารณา ยุบพรรคการเมือง…ก้าวไกล ถูกร้องยุบพรรคหลัง ภูมิใจไทย…วันนี้ ก้าวไกล อยู่ในกระบวนการพิจารณายุบพรรคของ ศาลรัฐธรรมนูญ เริ่มต้นกระบวนการไต่สวน 3 พ.ค. หลังจากครบ 15 วัน ในการยื่นพยานหลักฐานจากพรรคก้าวไกล…ส่วน ภูมิใจไทย วกไปเวียนมา ชักแม่น้ำทั้งห้า อ้างสารพัดเรื่อง…ปัดโธ่
ลูกเสือ – พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รมว.ศึกษาธิการ เปิดการประชุมสุดยอดผู้นำลูกเสือภาคพื้นเอเชีย-แปซิฟิก ครั้งที่ 11 โดยมี ดร.อาณัฐชัย รัตตกุล, อรรถ แสงจิตต์, มณเฑียร ตันตกิตติ์, อัศวิน เตชะเจริญวิกุล และ ไอลดา บำรุงพฤกษ์ มาร่วมงานด้วย ที่โรงแรมมณเฑียร ริเวอร์ไซด์ วันก่อน.
  • ไหนๆก็ไหนๆ การปรับ ครม.นิด 1 เที่ยวนี้…ไม่มีความประทับใจเช่นกัน…ยกตัวอย่าง การสลับเก้าอี้ รมต. ให้ เสริมศักดิ์ พงษ์พานิช ไปนั่งกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา…แล้วเอา สุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล ไปนั่ง รมว.วัฒนธรรม…ยิ่งผิดฝาผิดตัวเข้าไปใหญ่…ถ้าจะอ้างเหตุผลว่า จะให้ เสริมศักดิ์ ไปคุมการใช้จ่าย โครงการดิจิทัลวอลเล็ต ตามที่เป็นรายงานข่าว…เพราะเป็นกระทรวงหลักที่จะขับเคลื่อนโครงการนี้ โดยเฉพาะและเกี่ยวข้องกับบุคลากรจำนวนมาก อาศัยความอาวุโส (อายุ 77 ปี) มาควบคุมการบริหาร ก็ยิ่งไปกันใหญ่ …พับผ่า…ส่วน รมต.ที่ต้องถูกเขี่ยออกจาก ครม. ไม่ว่าจะเป็น นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว รมว.สาธารณสุข พวงเพ็ชร ชุน ละเอียด รมต.สำนักนายกฯ หรือ ไชยา พรหมา รมช.เกษตรฯ…ที่ล้วนแต่เป็นลูกหม้อของเพื่อไทย บางคนล่มหัวจมท้ายมาตั้งแต่สมัยพรรคไทยรักไทย …ได้แต่น้ำตาซึม…คนที่ชักเข้าชักออกตามแรงลม เข้าพรรคนั้นทีพรรคนี้ที …กลับมีตำแหน่งใหญ่โต…จับตา คลื่นใต้น้ำ จะทำให้ พรรคเพื่อไทย กลายเป็นพรรคเก่าแก่ เช่นเดียวกับ ประชาธิปัตย์…ตามประสาคนหาข่าว…เบื้องหลังการปรับ ครม.ครั้งนี้ สังคมชี้เป้าไปที่ บ้านจันทร์ส่องหล้า…ทั้งๆที่ จันทร์ส่องหล้า ได้แต่นั่งน้ำท่วมปาก…ยกตัวอย่าง ตำแหน่ง รมว.คลัง ที่ จันทร์ส่องหล้า เห็นว่า ควรเอาคนรุ่นใหม่ที่สามารถรับมือกับสถานการณ์เศรษฐกิจโลกในปัจจุบัน…ลงทุนทาบทาม บิ๊กแบงก์ ชื่อดัง…แต่มีคนยืนกระต่ายขาเดียวจะเอา ผู้ที่ได้รับการเสนอชื่อเป็น รมว.คลัง ตามโผ เท่านั้น…อนาคตประเทศไทยจากนี้ไป ตนนั่นแหละเป็นที่พึ่งแห่งตน
ตามไปกิน – ศุภานวิต เอี่ยมสกุลรัตน์ มอบดอกไม้แสดงความยินดีแก่ เจยุง บุน ในโอกาสเปิด “โคเรียน สปูน” ร้านอาหารเกาหลีรสต้นตำรับ โดยมี เปมิกา ภัทรกรกิจสกุล, มารุต โสภณ และ ธราเทพ วันเพ็ง มาร่วมงานด้วย ที่เดอะคริสตัล เอกมัย-รามอินทรา วันก่อน.
  • โฟกัสไปที่ หนังสือของธนาคารแห่งประเทศไทย เสนอความเห็นประกอบการพิจารณา โครงการดิจิทัล วอลเล็ต…สร้างความกังวลให้กับ ตลาดเงินตลาดทุน โดยสะท้อนจากผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุ 10 ปีขึ้นไป…ข้อกังวลคือ แหล่งเงินที่จะนำมาใช้ในโครงการดิจิทัลวอลเล็ต…จะต้องสอดคล้องกับกฎหมายและหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง …ซึ่งจะต้อง มีงบประมาณรองรับเต็มจำนวน และ มีแหล่งที่มาของเงิน ที่เจาะจงชัดเจนในวันที่เริ่มโครงการ…ถ้ารัฐบาลไม่สามารถนำเงินส่วนหนึ่งส่วนใดมาใช้ได้ตามเงื่อนไขของกฎหมายหรือเกิดความล่าช้าในการอนุมัติ…จะทำให้เกิดปัญหาทันทีและ เป็นความผิดตาม พ.ร.บ.เงินตรา พ.ศ.2501…บวกกับในช่วง 8 เดือนต่อจากนี้ไป รัฐบาลต้องแบกภาระกู้เงินที่ 1.2 ล้านล้านบาทจากการจัดทำงบประมาณและโครงการดิจิทัลวอลเล็ต…เป็นการสร้างหนี้ระยะยาว ภายใต้แผนการเงินการคลังปี 2568-2571 จะขาดดุลงบประมาณต่อเนื่องที่ร้อยละ 3-4…และ จะทำให้หนี้สาธารณะ เพิ่มขึ้นปีละ 0.5%…ถึงเวลาหนี้ท่วมหัวเอาตัวไม่รอด
  • ไหนๆก็ไหนๆ การประชุมศาลรัฐธรรมนูญ ที่มี นครินทร์ เมฆไตรรัตน์ ประธานศาลรัฐธรรมนูญประธาน…ไม่อนุมัติขยายเวลาให้พรรคก้าวไกลชี้แจงข้อกล่าวหา…ดังนั้น พรรคก้าวไกล ต้องเข้าชี้แจง ศาลรัฐธรรมนูญภายใน 15 วัน ตามกำหนดเดิมที่จะครบ ในวันที่ 3 พ.ค.นี้…ตามการเสนอของ กกต.ให้ ยุบพรรคก้าวไกล ข้อหาล้มล้างการปกครอง…มีเจตนาเซาะกร่อนบ่อนทำลายสถาบัน…ถึง ก้าวไกลจะอ้างว่าไม่มีเจตนาดังกล่าว…มาถึงขั้นนี้แล้วปาฏิหาริย์คงไม่มีจริง…ส่องรายชื่อ คณะกรรมการบริหารพรรค กับวิบากกรรมที่กำลังจะมาถึง…พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ประธานที่ปรึกษาพรรค…ชัยธวัช ตุลาธน หัวหน้าพรรค และกรรมการบริหารพรรคคนอื่นๆ อาทิ ณธี ภัสร์ กุลเศรษฐสิทธิ์ เหรัญญิกพรรค อภิชาติ ศิริสุนทร เลขาธิการพรรค ณกรณ์ พงศ์ ศุภมิตตระกูล นายทะเบียนพรรค สมชาย ฝั่งชลจิตร, อภิสิทธิ์ พรมฤทธิ์, เบญจา แสงจันทร์, สุเทพ อู่อ้น…รวมทั้งอดีตกรรมการบริหารที่ลงนามแก้กฎหมายอาญา ม.112…ปดิพัทธ์ สันติภาดา (ปัจจุบันเป็นสมาชิกพรรคเป็นธรรม) อมรัตน์ โชคปมิตต์กุล…ขว้างงูไม่พ้นคอ การเมืองจะเข้าสู่วิกฤติรอบใหม่
เบิร์ธเดย์ – คุณหญิงโรส บริบาลบุรีภัณฑ์ จัดงานเลี้ยงฉลองวันเกิดให้ สุภารัตน์ จักรพันธุ์ ณ อยุธยา โดยมี รัญชา บริบาลบุรีภัณฑ์, รมณีย์ เธียรประสิทธิ์, อุษา มนต์เสรีนุสรณ์, วีนัส มณีรอด และ สุทธายล แซ่ลิ้ม มาร่วมอวยพรด้วย ที่โรงแรมแมนดาริน โอเรียนเต็ล วันก่อน.
39 ขวบ – สนั่น อังอุบลกุล เป็นประธานในงานฉลองครบรอบ 39 ปี สมาคมตัวแทนขนส่งสินค้าทางอากาศไทย โดยมี นิธิธร สุขมนัส, ชัยยงค์ เทียนวุฒิชัย, ณัฐิยา สุจินดา, กัลศิริ อินทรภูวศักดิ์, วีระพงษ์ วรประยุทธ และ ปัณณรุจน์ ฉัตรคีรีรัตน์ มาร่วมงานด้วย ที่โรงแรมดิ แอทธินี วันก่อน.
  • สำนักข่าวรอยเตอร์ รายงาน ประธานรัฐสภาเวียดนาม เวือง ดิ่งห์ เหวะ ประกาศลาออกจากตำแหน่ง หลังจากผู้ช่วยถูกจับเกี่ยวกับคดีรับสินบน…อดีตประธานาธิบดี หวอ วัน เถือง ก็ลาออกก่อนหน้านี้ เพราะมีส่วนเกี่ยวกับคดีคอร์รัปชัน…เรื่องเหล่านี้ไม่เคยเกิดขึ้นในประวัติศาสตร์การเมืองไทย ลืมไปเสียเถอะ
  • ข่าวสังคม กิตติ เชาวน์ดี เลขานุการ รมว.การท่องเที่ยวฯเปิดการอบรมหลักสูตร การบริหารการท่องเที่ยวสำหรับผู้บริหารระดับสูง รุ่นที่ 5 มี ธีระศิลป์ เทเพนทร์ รองผู้ว่าการด้านดิจิทัล วิจัยและพัฒนา ททท. ร่วมพิธีเปิดภายใต้แนวคิด Reshaping The Future of Tourism เริ่มอบรมตั้งแต่ 2 พ.ค.-31 ก.ค. …ฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการ ททท. พร้อมด้วย ศิริปกรณ์ เชี่ยวสมุทร รองผู้ว่าการด้านตลาดยุโรป แอฟริกา อเมริกา และตะวันออกกลาง นำคณะเจ้าหน้าที่เข้าพบ ฆฏนาวดี กัลยาณมิตร กงสุลใหญ่ นครชิคาโก หารือเตรียมความพร้อมเปิดสำนักงาน ททท.ชิคาโก ในเดือน ส.ค.นี้ มีเป้าหมายจำนวนนักท่องเที่ยวภูมิภาคอเมริกา 1.43 ล้านคน ในปี 2567.
ร้อยสี่สิบแปดปี – นิจพร จรณะจิตต์ จัดพิธีทำบุญในโอกาสครบรอบ 148 ปี โรงแรมแมนดาริน โอเรียนเต็ล โดยมี ยุทธชัย จรณะจิตต์, วิลเลี่ยม เซนท์กราฟ, สุรชัย ศิริวัลลภ, คริสตอฟ โจเซฟ วิลเฮล์ม มาเรส และ แอนโทนี่ ไทเลอร์ มาร่วมงานด้วย ที่โรงแรมแมนดาริน โอเรียนเต็ล วันก่อน.
ผู้ถือหุ้น – ประกิต ประทีปะเสน และ สุรเดช ตัณฑ์ไพบูลย์ จัดการประชุมสามัญผู้ถือหุ้น ประจำปี 2567 บริษัทเอเชียน มารีน เซอร์วิสส์ พร้อมอนุมัติจ่ายเงินปันผล ปี 2566 โดยมี ดร.ศรีภูมิ ศุขเนตร และ นันทวัลย์ ศกุนตนาค มาร่วมประชุมด้วย ที่โรงแรมโกลเด้น ทิวลิป ซอฟเฟอริน วันก่อน.
ปปร.15 – อารยา อรุณานนท์ชัย พร้อมเพื่อน ปปร.15 สายจีน จัดงานเลี้ยงพบปะสังสรรค์และอวยพรวันเกิดให้ สุนทร อรุณานนท์ชัย โดยมี รศ.นรีวรรณ จินตกานนท์, ไพโรจน์ โพธิไสย, ฐากูร ดิษฐอำนาจ และ เสถียร เม่นบางผึ้ง มาร่วมงานด้วย ที่โรงแรมแกรนด์ ฟอร์จูน วันก่อน.

“อินทรีเหล็ก”

อากาศร้อนจัด กระทบนักเรียนฟิลิปปินส์ จ่อปิด ร.ร.หนีร้อน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2781832

อากาศร้อนจัด กระทบนักเรียนฟิลิปปินส์ จ่อปิด ร.ร.หนีร้อน

29 เม.ย. 2567 15:30 น.

อากาศร้อนจัด กระทบนักเรียนฟิลิปปินส์ จ่อปิด ร.ร.หนีร้อน

ฟิลิปปินส์เผชิญความร้อนรุนแรงไม่ต่างจากประเทศอื่นๆในอาเซียน ล่าสุดกระทบทั้งผลผลิตการเกษตร ภาคธุรกิจ รวมทั้งการเรียนการสอนของโรงเรียนหลายพันแห่ง

นักเรียนในฟิลิปปินส์กำลังได้รับผลกระทบจากสภาพอากาศร้อนจัดที่อุณหภูมิสูงถึง 43 องศาเซลเซียส ทางการต้องสั่งระงับการเรียนการสอนของโรงเรียนหลายพันแห่งในเดือนนี้

ดัชนีความร้อน ในฟิลิปปินส์พุ่งสูงถึง 50 องศาเซลเซียสในหลายพื้นที่ทั่วประเทศฟิลิปปินส์ เนื่องจากปรากฏการณ์เอลนีโญ ที่ทำให้ฤดูร้อนของฟิลิปปินส์ที่กินเวลาตั้งแต่เดือนมีนาคมถึงเดือนพฤษภาคมยิ่งมีสภาพอากาศร้อนจัด

ล่าสุด กระทรวงศึกษาธิการได้สั่งระงับการเรียนการสอนโรงเรียนหลายพันแห่งทั่วฟิลิปปินส์ เนื่องจากสภาพอากาศร้อนจัดไปแล้ว ซึ่งส่งผลกระทบต่อนักเรียนราว 3.6 ล้านคน และคาดว่าในเดือนพฤษภาคมอาจจะต้องสั่งหยุดเรียนอีกครั้ง เพราะคาดการณ์ว่าอุณหภูมิเฉลี่ยอาจจะพุ่งไปที่ มากกว่า 52 องศาเซลเซียส ซึ่งจะกระทบต่อความต่อเนื่องในการเรียนของนักเรียนอย่างมาก แต่หากให้นักเรียนต้องทนเรียนท่ามกลางอากาศร้อนจัดจะส่งผลต่อสุขภาพ โดยองค์กรเซพเดอะ ชิลเดรน ฟิลิปปินส์ ระบุว่ามีนักเรียนที่ต้องล้มป่วยจากอาการวิงเวียน คลื่นไส้ และเป็นลม เมื่อต้องเผชิญกับอากาศร้อนเป็นเวลานานในช่วงนี้

ทั้งนี้ นักเรียนในโรงเรียนในกรุงมะนิลาที่ยังไม่ระงับการเรียนการสอนต้องหาวิธีคลายความร้อนระหว่างเรียน เช่น พัดลมมือถือ หนังสือเรียน หรือแม้แต่ใช้กระดาษแข็งแทนพัด ขณะที่ครูอาจารย์บางคนที่มีโรคประจำตัวอย่างความดันโลหิตสูง ก็จะเกิดอาการวิงเวียนในช่วงนี้ ขณะเดียวกันทั้งครูและนักเรียนต่างก็แสดงความกังวล หากจะต้องเรียนผ่านทางออนไลน์ โดยเฉพาะในพื้นที่ชนบทห่างไกล ที่นักเรียนมีฐานะยากจน และไม่สามารถเข้าถึงอินเทอร์เน็ตได้ ซึ่งจะทำให้พวกเขาไม่สามารถเรียนอย่างต่อเนื่องได้.

ที่มา : แชนแนลนิวส์เอเชีย

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ อากาศร้อน

ลุ้นระทึก ช่วยชีวิตทารกติดบนกันสาดตึกที่อินเดีย (คลิป)

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2781810

ลุ้นระทึก ช่วยชีวิตทารกติดบนกันสาดตึกที่อินเดีย (คลิป)

29 เม.ย. 2567 14:34 น.

ลุ้นระทึก ช่วยชีวิตทารกติดบนกันสาดตึกที่อินเดีย (คลิป)

พลเมืองดีแข่งกับเวลา เร่งหาวิธีช่วยชีวิตทารกน้อยวัยเพียง 8 เดือน หลังตกจากระเบียงชั้น 4 ของอพาร์ตเมนต์ในเมืองเชนไน และมาติดอยู่บนขอบกันสาดอาคารชั้น 2 ท่ามกลางความแตกตื่นตกใจของชาวบ้าน

เหตุการณ์สุดหวาดเสียวครั้งนี้เกิดขึ้นที่อพาร์ตเมนต์แห่งหนึ่งในเมืองเชนไน รัฐทมิฬนาฑูของอินเดีย โดยจากคลิปที่เผยแพร่ในโลกโซเชียลจะเห็นเด็กทารกวัยเพียง 8 เดือน ติดอยู่บนกันสาดของอาคารชั้น 2 หลังจากทารกน้อยตกลงมาจากระเบียงห้องพักชั้น 4 และร้องไห้จ้าด้วยความตกใจ

ดูคลิป ที่นี่

ชาวบ้านที่เห็นเหตุการณ์ต่างก็ตะโกนโหวกเหวกโวยวาย และหาทางช่วยเหลือทารกน้อยกันจ้าละหวั่น โดยส่วนหนึ่งก็ไปช่วยกันกางผ้าปูที่ชั้นล่างสุดเพื่อรอรับ ในกรณีที่หนูน้อยหล่นลงมา ส่วนอีกส่วนหนึ่งก็ปีนออกมาจากห้องพักชั้น 1 เพื่อพยายามจะเอื้อมไปจับตัวหนูน้อยลงมา แต่การช่วยเหลือก็ไม่ง่าย เพราะขอบปูนค่อนข้างแคบ ทำให้ยากที่จะปีนขึ้นไปถึงตัวหนูน้อย ขณะที่ชาวบ้านที่อยู่ข้างล่างก็รีบไปหาผ้าปูผืนที่มีขนาดใหญ่ที่สุดเพื่อรองรับการตกลงมา

อย่างไรก็ตาม หลังจากผ่านไปนานหลายอึดใจ ในที่สุดชายพลเมืองดีก็ปีนขอบหน้าต่าง โดยมีชายอีก 2 คนช่วยประคองตัวเขาไว้ ทำให้เขาสามารถเอื้อมมือไปจับตัวหนูน้อยได้สำเร็จ ก่อนจะพาทารกน้อยลงมาอย่างปลอดภัย โดยทันทีที่ได้รับการช่วยเหลือ แม่ของเด็กที่ทำทารกหลุดมือตกลงมาก็รีบนำหนูน้อยส่งโรงพยาบาล โดยพบว่ามีรอยถลอกเล็กน้อยตามร่างกาย และหัวโนเท่านั้น.

ที่มา : viralpress

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ อินเดีย

สื่อนอกตีข่าว ‘ปานปรีย์’ ลาออกฟ้าผ่า รมว.ต่างประเทศ หลังโดนปรับพ้นรองนายกฯ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2781776

สื่อนอกตีข่าว ‘ปานปรีย์’ ลาออกฟ้าผ่า รมว.ต่างประเทศ หลังโดนปรับพ้นรองนายกฯ

29 เม.ย. 2567 13:04 น.

สื่อนอกตีข่าว ‘ปานปรีย์’ ลาออกฟ้าผ่า รมว.ต่างประเทศ หลังโดนปรับพ้นรองนายกฯ

สื่อนอกตีข่าว ‘ปานปรีย์’ ลาออกจากตำแหน่ง รมว.ต่างประเทศอย่างไม่คาดคิด ทำกระทรวงการต่างประเทศไทยไร้หางเสือ ในขณะที่ปานปรีย์ กำลังพยายามช่วยคลี่คลายสถานการณ์ความไม่สงบในพม่า


สำนักข่าวต่างประเทศหลายสำนัก รวมทั้งรอยเตอร์ ตีข่าวนายปานปรีย์ พหิทธานุกร ลาออกจากตำแหน่ง รมว.ต่างประเทศของไทย แบบฟ้าผ่า โดยมีผลทันทีเมื่อ วันอาทิตย์ที่ 28 เมษายน ที่ผ่านมา หลังจากถูกปรับออกจากตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีในคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ รัฐบาลนายกรัฐมนตรีเศรษฐา ทวีสิน ขณะที่รัฐบาลไทย ประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กำลังพยายามช่วยคลี่คลายสถานการณ์ความขัดแย้งในเมียนมา หรือพม่า

รอยเตอร์ชี้ว่า การลาออกอย่างไม่คาดคิดของนายปานปรีย์จากตำแหน่งรมว.ต่างประเทศ ทำให้กระทรวงการต่างประเทศของไทย ‘ไร้หางเสือ’ ไม่มีทิศทาง ในขณะที่ เมื่อเดือนก่อน นายปานปรีย์ ได้เป็นหัวหน้าทีมคณะกรรมการสถานการณ์ความไม่สงบในพม่า และเมื่อเดือนก่อน เขายังเป็นคนริเริ่มด้านมนุษยธรรมเพื่อพยายามปูทางไปสู่การเจรจาระหว่างกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ กับรัฐบาลทหารพม่า ที่ก่อรัฐประหารและทำให้ประเทศชาติไร้เสถียรภาพ และเกิดความรุนแรงมานานนับ 3 ปี

นอกจากนั้นนายปานปรีย์ ยังมีบทบาทสำคัญในการเจรจาเพื่อให้กลุ่มฮามาสปล่อยตัวประกันชาวไทย ที่ถูกฮามาสจับกุมไปขณะบุกโจมตีอิสราเอลเมื่อ 7 ตุลาคม 2566

ด้าน ชัย วัชรวงศ์ โฆษกรัฐบาลไทย บอกกับรอยเตอร์ว่า นายกรัฐมนตรีเศรษฐารับหนังสือลาออกของนายปานปรีย์แล้ว และการลาออกของนายปานปรีย์ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อการทำงานด้านการต่างประเทศ เนื่องจากปลัดกระทรวงการต่างประเทศและเจ้าหน้าที่ของกระทรวงการต่างประเทศสามารถทำงานแทนได้

รอยเตอร์ยังระบุว่า การลาออกจากตำแหน่ง รมว.ต่างประเทศ ของนายปานปรีย์ได้สร้างความประหลาดใจอย่างมาก รวมทั้งเจ้าหน้าที่ระดับสูงในรัฐบาล รวมทั้งนายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และรมว.พาณิชย์ ซึ่งบอกกับสื่อในไทยว่าเป็นเรื่องไม่คาดคิด ในขณะที่รอยเตอร์ยังไม่สามารถติดต่อสอบถามความเห็นจากนายปานปรีย์ได้

ที่มา : Reuters

โพลชี้ คนหนุนทรัมป์มากกว่าไบเดน 61% ให้ ‘สอบตก’ ปธน.สมัยแรก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2781706

โพลชี้ คนหนุนทรัมป์มากกว่าไบเดน 61% ให้ ‘สอบตก’ ปธน.สมัยแรก

29 เม.ย. 2567 04:10 น.

โพลชี้ คนหนุนทรัมป์มากกว่าไบเดน 61% ให้ ‘สอบตก’ ปธน.สมัยแรก

ผลสำรวจความคิดเห็นล่าสุดของซีเอ็นเอ็น ชี้ว่า โดนัลด์ ทรัมป์ ยังคงได้รับการสนับสนุนมากกว่า โจ ไบเดน เพียง 6 เดือนก่อนที่การเลือกตั้งประธานาธิบดีจะมาถึงในช่วงปลายปีนี้

เมื่อ 28 เม.ย. 2567 สำนักข่าว ซีเอ็นเอ็น ผลสำรวจความคิดเห็นล่าสุดซึ่งจัดทำโดย SSRS แสดงให้เห็นว่า โดนัลด์ ทรัมป์ ยังคงความได้เปรียบเหนือประธานาธิบดี โจ ไบเดน ในขณะที่การหาเสียงเลือกตั้งกำลังดำเนินไปอย่างเข้มข้น ก่อนที่ทั้งคู่จะได้ตัดสินกันอีกครั้งในศึกเลือกตั้งประธานาธิบดีในช่วงปลายปีนี้

ตามผลโพลล่าสุด มีผู้ร่วมการสำรวจความคิดเห็น 49% ระบุว่า พวกเขาจะโหวตให้นายทรัมป์ ในการเลือกตั้งปลายปีนี้ เท่ากับโพลทั่วประเทศเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา ขณะที่ของนายไบเดนกลับมีผู้ที่ต้องการโหวตให้ลดลงจาก 45% เหลือ 43%

ผู้ร่วมการสำรวจความคิดเห็นราว 61% ยังมองว่าการดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีของนายไบเดนจนถึงตอนนี้ ถือว่า “ล้มเหลว” ขณะที่ 39% มองว่า “ประสบความสำเร็จ”

ส่วนนายทรัมป์ โพลสุดท้ายในสมัยที่เขายังเป็นประธานาธิบดี และจัดทำหลังเกิดเหตุจลาจลที่อาคารรัฐสภาเมื่อ 6 ม.ค. 2564 มีผู้มองว่าการดำรงตำแหน่งสมัยแรกของเขาล้มเหลวที่ 55% แต่ตอนนี้ กลับมีชาวอเมริกันที่มองว่าการดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีของเขา ประสบความสำเร็จ ถึง 55%

ตัวเลขที่ออกมาสะท้อนถึงความรู้สึกของผู้โหวตที่มีต่อปัญหาต่างๆ มากมาย รวมถึงความรู้สึกด้านลบในการรับมือปัญหาเศรษฐกิจ, เงินเฟ้อ และเงินกู้นักศึกษาของนายไบเดน นอกจากนั้น ชาวอเมริกันถึง 71% ยังไม่ยอมรับวิธีรับมือสงครามอิสราเอล-ฮามาสของเขาด้วย

ทั้งนี้ โพลของ ซีเอ็นเอ็น จัดทำขึ้นในช่วงกลางเดือนเมษายน โดยสอบถามความคิดเห็นจากผู้ใหญ่ 1,212 คน ในจำนวนนี้เป็นผู้รับการสำรวจที่ลงทะเบียนไว้ทั้งสิ้น 967 คน โดยมีค่าความคลาดเคลื่อนอยู่ที่ บวกหรือลบ 3.8%

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

‘สมศักดิ์’ เก็บของออกทำเนียบ นั่ง รมว.สธ. ไม่มีปัญหากับ ‘หมอชลน่าน’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/573788

29 เม.ย. 2567

12:44 น.

‘สมศักดิ์’ เก็บของออกทำเนียบ นั่ง รมว.สธ. ไม่มีปัญหากับ ‘หมอชลน่าน’

‘สมศักดิ์’ เก็บของออกทำเนียบ นั่ง รมว.สธ. ไม่มีปัญหากับ ‘หมอชลน่าน’ เผยเป็นรัฐมนตรีมา 16 สมัยแล้ว ไม่ให้ความเห็น ‘ปานปรีย์’ ลาออก

นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รมว.กระทรวงสาธารณสุข เดินทางมาตึกบัญชาการ 1 เพื่อมาเก็บของหลังจากได้รับการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นรมว.กระทรวงสาธารณสุข โดยนายสมศักดิ์กล่าวว่า เป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างสูง วันนี้จึงมาขอบคุณและลาข้าราชการ ของสำนักนายกรัฐมนตรีและหน่วยงานที่ได้ทำงานร่วมกัน ซึ่งที่ผ่านมาได้รับการช่วยเหลือสนับสนุนเป็นอย่างดี พร้อมทั้งวันนี้จะได้เก็บข้าวของด้วย เพื่อเคลียร์ทางให้กับท่านอื่นได้มาใช้ห้องทำงานต่อไปหลังถวายสัตย์ปฏิญาณตน ไม่อยากให้เป็นภาระต้องมารอกัน

ขณะที่ ภารกิจในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขตั้งเป้าว่าจะดำเนินการเรื่องใด นายสมศักดิ์กล่าวว่า ก็ขอให้ถวายสัตย์ปฏิญาณเป็นที่เรียบร้อยก่อน ระหว่างนี้ก็จะรับฟังนโยบาย ของรัฐบาล แต่ยังไม่สามารถพูดอะไรได้ เพื่อให้เป็นไปตามประเพณีปฏิบัติและกฎหมาย

ส่วนหน้าตารัฐบาล หลังปรับคณะรัฐมนตรีในครั้งนี้ นายสมศักดิ์กล่าวว่า การวิพากษ์วิจารณ์ตนเองและเพื่อนๆคงเป็นเรื่องไม่ดี ขอให้คนอื่นเขาพูดกันและเราเป็นผู้รับฟังดีกว่า

ผู้สื่อข่าวถามว่ามีวิธีการอย่างไรที่ทำให้ยังสามารถเป็นรัฐมนตรีต่อได้ในขณะที่หลายท่านถูกปรับออก นายสมศักดิ์ได้พูดทีเล่นทีจริงว่า เรื่องแบบนี้จะต้องมาถามกันส่วนตัว มาพูดตรงนี้เดี๋ยวคนอื่นเอาไปใช้หมด

ส่วนได้มีการหารือกับ นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว อดีตรมว.กระทรวงสาธารณสุขบ้างหรือไม่ นายสมศักดิ์กล่าวว่า ได้คุยกันตลอด ไม่มีปัญหาอะไรกับการสลับตำแหน่งครั้งนี้ ยังรักกันชอบกัน และส่วนตัวก็จะพยายามทำให้ดีที่สุด ไม่ได้คิดว่าจะต้องอยู่นานหรือไม่นาน แต่เป็นเรื่องการทำงานให้เร็วที่สุด แต่ตอนนี้ยังไม่รู้จะทำอะไร ยังถึงเวลาอันสมควรในการพูดคุยเรื่องนี้

ผู้สื่อข่าวยังถามถึงการลาออกของนายปานปรีย์ พหิทธานุกร รองนายกฯรัฐมนตรี และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ลาออก จะกระทบกับรัฐบาลหรือไม่ นายสมศักดิ์ ระบุว่า ไม่ทราบ เป็นเรื่องของผู้ใหญ่ที่เราไม่สามารถล่วงรู้ได้ มาถามตนตนตอบไม่ได้หรอก

ทั้งนี้ ในฐานะที่เป็นรัฐมนตรีที่มีประสบการณ์เยอะ จะมีคำแนะนำให้กับรัฐมนตรีท่านอื่นหรือไม่ นายสมศักดิ์ กล่าวว่า ไม่มี เมื่อถามย้ำว่าดำรงตำแหน่งเป็นรัฐมนตรีกี่สมัยแล้ว นายสมศักดิ์ กล่าวว่า 16 ครับ ในช่วงท้าย สื่อมวลชนจึงได้แซวว่า ยาวนานมาก นายสมศักดิ์ไม่ได้ตอบคำถาม ก่อนที่จะเดินออกจากวงให้สัมภาษณ์

‘ปานปรีย์’ ลาออก ไม่กระเพื่อม พรรคเพื่อไทย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/573785

29 เม.ย. 2567

12:23 น.

‘ปานปรีย์’ ลาออก ไม่กระเพื่อม พรรคเพื่อไทย

เลขาธิการพรรคเพื่อไทย มั่นใจพรรคไม่กระเพื่อม หลัง ‘ปานปรีย์’ ลาออก อาจจะเชิญกลับมาช่วยงานพรรค ยังไม่รู้ รมว.กต. คนใหม่เป็นใคร ขึ้นอยู่กับนายกฯ ตัดสินใจ

นายสรวงศ์ เทียนทอง สส.สระแก้ว พรรคเพื่อไทย ในฐานะเลขาธิการพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีที่นายปานปรีย์ พหิทธานุกร ยื่นลาออกจากรมว.กระทรวงการต่างประเทศว่า เบื้องต้น ยังไม่ได้มีการพูดคุยกับนายปานปรีย์ และนายปานปรีย์ยังไม่ได้มีการติดต่อมาที่พรรคฯ แต่มั่นใจว่า นายกรัฐมนตรีได้เชิญรัฐมนตรีผู้ที่จะถูกปรับทั้งเข้าและออกมาพูดคุยก่อนมีการทูลเกล้าฯ รายชื่อรัฐมนตรีใหม่แล้ว แต่ยืนยันว่า หลังจากนี้จะต้องมีการพูดคุยกับนายปานปรีย์ หรืออาจจะเชิญมาเป็นที่ปรึกษา หรือเข้ามาช่วยงานพรรรค แต่สุดท้ายก็เคารพการตัดสินใจของนายปานปรีย์ด้วย

นายสรวงศ์ ยังไม่ทราบชื่อบุคคล ที่นายกรัฐมนตรีระบุมีชื่อบุคคลที่จะมาดำรงตำแหน่งรมว.กระทรวงการต่างประเทศคนใหม่ โดยเป็นบุคคลที่อยู่ในแวดวงการทูต และอยู่ในวงการมือง รวมถึงยังอยู่เบื้องหลังพรรคเพื่อไทยมาโดยตลอดด้วย โดยยืนยันว่า เรื่องดังกล่าว เป็นอำนาจของนายกรัฐมนตรี และพรรคฯ ไม่ได้ไปยุ่งเกี่ยว ซึ่งขอให้เป็นดุลพินิจของนายกรัฐมนตรี และตนเองก็ยังไม่ทราบว่า จะเป็นนายนพดล ปัทมะ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศหรือไม่ หลังมีกระแสข่าวที่นายนพดลอาจจะมาดำรงตำแหน่งนี้

ส่วนกรณีการลาออกของนายปานปรีย์ทำให้เก้าอี้รัฐมนตรีว่างลง 1 ตำแหน่ง จะทำให้เกิดแรงกระเพื่อมภายในพรรคอีกหรือไม่นั้น นายสรวงศ์ ชี้แจงว่า เรื่องนี้ไม่น่าจะเกิดแรงกระเพื่อมภายในพรรค เพราะพรรคการเมืองก็คือพรรคการเมือง ทำหน้าที่ดูแลประชาชน สิ่งสำคัญที่สุดคือ การแก้ไขปัญหาให้ประชาชน ส่วนใครจะอยู่ตำแหน่งใดอย่างไร ก็ทำงานร่วมกันได้อยู่แล้ว 

ส่วนการกำหนดบทบาทหน้าที่ให้กับรัฐมนตรีที่พ้นจากตำแหน่งทั้งนายแพทย์ชลน่าน ศรีแก้ว สส.น่าน พรรคเพื่อไทย และนายไชยา พรหมา สส. หนองบัวลำภู พรรคเพื่อไทย ในการทำหน้าที่ในสภาอย่างไรนั้น นายสรวงศ์ ระบุว่า เป็นปกติของการเมือง เมื่อมีเข้าก็ต้องมีออก แต่ไม่ใช่ที่สิ้นสุด เพราะรัฐบาลยังอยู่อีก 3 ปี ยังมีโอกาสปรับเข้า-ปรับออกเสมอ และนายแพทย์ชลน่าน และนายไชยา ก็เป็น สส.และปฏิบัติหน้าที่นี้อยู่แล้ว คิดว่าการปรับตัวของพรรค หรือทั้ง 2 คงไม่ต้องปรับตัวใด ๆ เพราะหน้าที่เป็น สส.อยู่แล้ว

คาดการณ์ ‘นพดล’ นั่ง รมว.กต. แทน ‘ปานปรีย์’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/573783

29 เม.ย. 2567

12:06 น.

คาดการณ์ ‘นพดล’ นั่ง รมว.กต. แทน ‘ปานปรีย์’

คาดการณ์ ‘นพดล ปัทมะ’ นั่ง รมว.กต. แทน ‘ปานปรีย์’ ย้อนรอยเคยเป็นมาแล้วยุคสมัคร สุนทรเวช สายตรงนายใหญ่ สังคมจับตาเคลื่อนไหวผลประโยชน์ไทย – กัมพูชา ส่วน ‘จักรภพ’ เป็นไปได้ยาก เพราะยังมีคดี

หลังจากนายปานปรีย์ พหิทธานุกร ยื่นหนังสือลาออกจากตำแหน่งรมว.กระทรวงการต่างประเทศ หลังโปรดเกล้าฯ ปรับคณะรัฐมนตรี นายกฯ เศรษฐา ก็ออกมายอมรับทันทีว่า มีชื่อบุคคลใหม่ตั้งแต่เมื่อคืนวันที่ 28 เม.ย. ที่ผ่านมาเช่นกัน แต่ยังไม่ได้ทาบทาม เพราะต้องตรวจคุณสมบัติ ซึ่งบุคคลนี้อยู่ในแวดวงการทูตและการเมืองมาก่อน อยู่เบื้องหลังการทำงานของพรรคเพื่อไทยมาตลอด และจิตวิญญาณยึดโยงพี่น้องประชาชน

คาดการณ์ได้ว่าบุคคลนี้ต้องเป็น สส. เคยทำงานด้านการต่างประเทศมาก่อน มีบทบาทในพรรคเพื่อไทย นั่นก็คือ ‘นพดล ปัทมะ’ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ที่เคยเป็น รมว.กระทรวงการต่างประเทศ ในยุครัฐบาลพรรคพลังประชาชน นายกฯ สมัคร สุนทรเวช

ในช่วงหลังนี้ นายนพดล ปัทมะ แสดงบทบาทให้ความเห็นเรื่องการระหว่างประเทศมาตลอด ไม่ว่าจะผลกระทบจากการสู้รบในเมียวดี ประเทศเมียนมา สถานการณ์สงครามอิหร่าน – อิสราเอล และการเจรจาของประเทศไทยกับประเทศต่างๆ ในฐานะประธานกรรมาธิการการต่างประเทศ สภาผู้แทนราษฎร มีสายสัมพันธ์แน่นแฟ้นกับนายใหญ่ ทักษิณ ชินวัตร ในฐานะที่ปรึกษากฎหมายส่วนตัว

ย้อนรอย ‘นพดล ปัทมะ’ กับข้อกล่าวหาคนขายชาติ

เมื่อครั้งนายนพดล ปัทมะ ดำรงตำแหน่ง รมว.กระทรวงการต่างประเทศ ในรัฐบาลสมัคร สุนทรเวช ถูกกล่าวหาว่าเป็น ‘คนขายชาติ’ ที่ไปลงนามในแถลงการณ์ร่วมไทย-กัมพูชา เมื่อวันที่ 18 มิ.ย. 2551 ขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก โดยไม่ผ่านการพิจารณาของรัฐสภาไทย โดยคณะกรรมการ ป.ป.ช. เป็นโจทก์ยื่นฟ้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง โดยศาลรับฟ้องเมื่อวันที่ 25 เม.ย.2556

ศาลใช้เวลากว่า 2 ปี จนกระทั่งวันที่ 4 ก.ย. 2558 ศาลมีมติ 6 ต่อ 3 สั่งยกฟ้อง โดยชี้ว่าการลงนามแถลงการณ์ร่วม ไม่กระทบต่อสิทธิทางเขตแดนและการทวงคืนเขาพระวิหารในอนาคต ไม่ถือว่าเป็นหนังสือสัญญา และไม่ได้เป็นผู้ได้ประโยชน์จากการลงนามนี้

แม้จะถือว่าพ้นมลทินคนขายชาติไปแล้ว แต่หากนายนพดลเข้ามาดำรงตำแหน่ง รมว.กระทรวงการต่างประเทศ คงหลีกเลี่ยงไม่พ้นที่จะถูกจับตา เกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างไทย – กัมพูชา โดยเฉพาะผลประโยชน์ทางทะเลอ่าวไทย และการขีดเส้นแผนที่ไหล่ทวีปของฝ่ายกัมพูชา ผ่ากลางเกาะกูดของประเทศไทย

ส่วนรายชื่ออื่นๆ นอกจากนายนพดลแล้ว ก็มีการมองถึงนายจักรภพ เพ็ญแข ที่เพิ่งกลับเข้ามาประเทศไทย มีความรู้ความสามารถด้านการต่างประเทศ แต่คงเป็นไปได้ยาก เพราะยังมีคดีที่เกี่ยวข้องกับการครอบครองอาวุธอยู่ 2 คดี