ซีพี แอ็กซ์ตร้า ตอกย้ำความสำเร็จการจัดการขยะครบวงจร พร้อมขับเคลื่อนสู่เป้าหมายขยะเป็นศูนย์ ในปี 2030

ซีพี แอ็กซ์ตร้า ตอกย้ำความสำเร็จการจัดการขยะครบวงจร พร้อมขับเคลื่อนสู่เป้าหมายขยะเป็นศูนย์ ในปี 2030

ซีพี แอ็กซ์ตร้า ตอกย้ำความสำเร็จการจัดการขยะครบวงจร พร้อมขับเคลื่อนสู่เป้าหมายขยะเป็นศูนย์ ในปี 2030

วันพฤหัสบดี ที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

บริษัท ซีพี แอ็กซ์ตร้า จำกัด (มหาชน) สะท้อนความมุ่งมั่นด้านความยั่งยืน วันสิ่งแวดล้อมไทย ผ่านผลสำเร็จของโครงการ ลดทิ้ง สร้างค่า AXTRA Zero Waste” ปี 2025 ลดการทิ้งขยะกว่า 31,700 ตัน หรือเท่ากับการหลีกเลี่ยงการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ 109,649 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (tCO2e) สร้างการเปลี่ยนแปลงอย่างเป็นรูปธรรมในทุกมิติ ทั้งด้านสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ และสังคม พร้อมเดินหน้าสู่เป้าหมายขยะสู่หลุมฝังกลบเป็นศูนย์ (Zero Waste to Landfill) ภายในปี 2030 และ Net Zero ภายในปี 2050

ในปี 2025 ซีพี แอ็กซ์ตร้า ประสบความสำเร็จในการลดขยะอาหารสู่หลุมฝังกลบ ผ่านแนวทางการดำเนินงาน 3 แกนหลัก ได้แก่ กินได้ไม่ทิ้งกัน โครงการส่งต่ออาหารส่วนเกินที่ยังรับประทานได้และมีคุณภาพให้แก่ผู้ขาดโอกาสในหลายพื้นที่ทั่วประเทศ โดยร่วมมือกับกรุงเทพมหานคร มูลนิธิ SOS และพันธมิตรภาคสังคม กว่า 4 ล้านมื้อ , สนับสนุนอาหารส่วนเกินเพื่อสวัสดิภาพสัตว์ โดยทำงานร่วมกับกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช ส่งมอบอาหารจากสาขาแม็คโคร-โลตัสในพื้นที่ใกล้เคียงศูนย์อนุรักษ์พันธุ์สัตว์ป่า 27 แห่งทั่วประเทศ รวมปริมาณกว่า 2 ล้านกิโลกรัม , ขยะเป็นศูนย์ ประโยชน์เป็นแสน (From Waste to Wealth) ใช้นวัตกรรมสีเขียว ให้ความรู้เกษตรกร นำขยะอาหารไปใช้เลี้ยงหนอนแมลงโปรตีน BSF และแปรรูปเป็นสินค้าเพิ่มมูลค่า สนับสนุนเศรษฐกิจหมุนเวียน ลดต้นทุนค่าอาหารสัตว์เป็นมูลค่ากว่า 79 ล้านบาท

โดยทุกสาขาของแม็คโคร-โลตัสคัดแยกขยะเพื่อนำเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิลให้ได้มากที่สุด ผ่าน 3 แนวทาง คือ จุดเก็บกลับรับคืน และเครื่อง RVM (Reverse Vending Machine) กว่า 149 จุด พร้อมเปิดตลาดนัด Recycle Market ทุกวันเสาร์-อาทิตย์ ที่แม็คโคร-โลตัส 11 สาขา ทำให้สามารถเก็บกลับขวดพลาสติกเข้าสู่ระบบได้กว่า 2,200,000 ขวด สะท้อนถึงความจริงจังของบริษัทในการผลักดันพฤติกรรมการแยกขยะและการรีไซเคิลให้เกิดขึ้นในสังคมไทย

ด้วยความมุ่งมั่นในการเพิ่มคุณค่าจากขยะไร้ค่า ซีพี แอ็กซ์ตร้า ร่วมกับพันธมิตรในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (Sustainable Product) เพื่อวางจำหน่ายในแม็คโคร-โลตัสทุกสาขา สร้างอนาคตที่ยั่งยืนให้ประเทศไทยตามแนวทางเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของสหประชาชาติ (SDGs)

ทั้งนี้ ซีพี แอ็กซ์ตร้า ย้ำเจตนารมณ์ในการเป็นองค์กรที่ขับเคลื่อนการใช้ทรัพยากรอย่างรู้คุณค่า ลดของเสียในทุกขั้นตอน พร้อมต่อยอดเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ตลอดห่วงโซ่อุปทาน โดยเดินหน้าร่วมมือกับภาครัฐ เอกชน และสถาบันการศึกษา ใช้นวัตกรรมลดขยะอาหารและขยะพลาสติกอย่างยั่งยืน พร้อมสนับสนุนชุมชน เกษตรกรและผู้ประกอบการรายย่อยให้มีส่วนร่วม

‘ห่มหนาวแดนอีสาน’ ครั้งที่ 9 มมส ผนึกกำลังจิตอาสา 904 สร้างเสริมจิตสำนึกแห่งการเป็นผู้ให้

‘ห่มหนาวแดนอีสาน’ ครั้งที่ 9 มมส ผนึกกำลังจิตอาสา 904 สร้างเสริมจิตสำนึกแห่งการเป็นผู้ให้

‘ห่มหนาวแดนอีสาน’ ครั้งที่ 9 มมส ผนึกกำลังจิตอาสา 904 สร้างเสริมจิตสำนึกแห่งการเป็นผู้ให้

วันพฤหัสบดี ที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

มหาวิทยาลัยมหาสารคาม (มมส) โดย จิตอาสา 904 มมส. อว. จัดโครงการ ห่มหนาวแดนอีสาน มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ครั้งที่ 9” ประจำปีงบประมาณ 2569 ระหว่างวันที่ 13-14 ธันวาคม 2568 ณ บ้านวังนอง ตำบลโนนยาง อำเภอหนองสูง จังหวัดกาฬสินธุ์ เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสเฉลิมพระชนมพรรษา 73 พรรษา และน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร

โครงการนี้ได้รับมอบหมายจากผู้บริหารมหาวิทยาลัย โดย รศ.ดร.ประยุกต์ ศรีวิไล อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหาสารคาม โดย ว่าที่ร้อยตรีอาทิตย์ อนุสรณ์ ปฏิบัติหน้าที่หัวหน้าจิตอาสา 904 มหาวิทยาลัยมหาสารคาม กระทรวง อว. นำทีมบุคลากร นิสิตจิตอาสา และนิสิตชมรม M Maha Sarakham เข้าร่วมกิจกรรม เพื่อเฉลิมพระเกียรติและน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ ขับเคลื่อนกิจกรรมจิตอาสาตามปรัชญาของมหาวิทยาลัย “ผู้มีปัญญาพึงเป็นอยู่เพื่อมหาชน” สร้างเครือข่ายและความสัมพันธ์อันดีระหว่างมหาวิทยาลัย ชุมชน และสถานศึกษาตลอดจนส่งเสริมศิลปวัฒนธรรมการแสดงพื้นบ้าน

กิจกรรมในโครงการประกอบด้วย จิตอาสาพัฒนาโรงเรียน ด้วยการจัดทำแปลงผักสวนครัว และการก่อสร้าง/ซ่อมแซมรั้วโรงเรียน เพื่อเสริมสร้างความปลอดภัย, การบริจาคและสนับสนุนผ้าห่มกันหนาว มอบอุปกรณ์การเรียน และมอบทุนการศึกษา รวมถึงทุนส่งเสริมอาหารกลางวัน และจัดกิจกรรมเผยแพร่ดนตรีและการแสดงพื้นบ้าน ตลอดจนกิจกรรมพาแลงสัมพันธ์ เพื่อเรียนรู้วิถีชีวิต ขนบธรรมเนียม และประเพณีท้องถิ่นของกลุ่มชาติพันธุ์ผู้ไท ร่วมกับชุมชนในพื้นที่

โครงการดังกล่าวประสบความสำเร็จอย่างดียิ่ง ในการสร้างเสริมจิตสำนึกแห่งการเป็นผู้ให้และทำประโยชน์เพื่อส่วนรวมให้กับบุคลากรและนิสิตของมหาวิทยาลัย

เดินหน้า ‘ต้นแบบพื้นที่สร้างสรรค์’ ค้นหา ‘อัตลักษณ์’ สร้างความร่วมมือ ยกระดับเศรษฐกิจฐานรากอย่างยั่งยืน

เดินหน้า ‘ต้นแบบพื้นที่สร้างสรรค์’ ค้นหา ‘อัตลักษณ์’ สร้างความร่วมมือ ยกระดับเศรษฐกิจฐานรากอย่างยั่งยืน

เดินหน้า ‘ต้นแบบพื้นที่สร้างสรรค์’ ค้นหา ‘อัตลักษณ์’ สร้างความร่วมมือ ยกระดับเศรษฐกิจฐานรากอย่างยั่งยืน

วันพฤหัสบดี ที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (องค์การมหาชน) หรือ CEA ร่วมกับ คณะสถาปัตยกรรม ศิลปะและการออกแบบ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง เดินหน้าขับเคลื่อนโครงการ ต้นแบบพื้นที่สร้างสรรค์ (Creative Cultural District – CCD)” มุ่งค้นหาอัตลักษณ์ พัฒนากระบวนการเรียนรู้ และสร้างความร่วมมือระหว่างคนในชุมชน ภาครัฐ เอกชน สถาบันการศึกษา เพื่อยกระดับเศรษฐกิจฐานรากอย่างยั่งยืน

โดยนิทรรศการ “Creative Cultural District (CCD)” นำเสนอเส้นทางการพัฒนาและฟื้นฟูพื้นที่สร้างสรรค์จากย่านและชุมชนทั่วประเทศ และได้มีการเปิดตัวฐานข้อมูลส่วนกลางเพื่อรวบรวมองค์ความรู้ด้านพื้นที่สร้างสรรค์ และสนับสนุนการต่อยอดไปสู่การพัฒนาเชิงพื้นที่ในระดับประเทศ โดยมีเป้าหมายเพื่อเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของพื้นที่สร้างสรรค์ไทยในระดับสากล

ภายในงานประกอบด้วยนิทรรศการ เวิร์กช็อปสร้างสรรค์ และเวทีเสวนาจากนักออกแบบ ผู้ประกอบการสร้างสรรค์ และพื้นที่ต้นแบบ รวมถึงการนำเสนอต้นแบบพื้นที่สร้างสรรค์ 5 พื้นที่ และเครือข่ายพื้นที่สร้างสรรค์อีก 7 พื้นที่ทั่วประเทศ เพื่อเปิดพื้นที่แลกเปลี่ยนประสบการณ์และแรงบันดาลใจสำหรับผู้เข้าร่วมงานทุกกลุ่ม

นัฐฐยา วงษ์สวัสดิ์ นักพัฒนากลยุทธ์ธุรกิจและนวัตกรรมอาวุโส CEA กล่าวว่า ประเทศไทยกำลังก้าวสู่เศรษฐกิจสร้างสรรค์อย่างเต็มรูปแบบ การนำทุนทางวัฒนธรรมมาผสานกับความคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรม คือแรงขับเคลื่อนสำคัญที่จะยกระดับเศรษฐกิจ สังคม และคุณภาพชีวิตของประชาชน นิทรรศการ CCD ครั้งนี้เป็นผลลัพธ์ของการทำงานร่วมกันระหว่างชุมชน หน่วยงานรัฐ ภาคการศึกษา และภาคเอกชน จนเกิดเป็นต้นแบบพื้นที่สร้างสรรค์ทั้ง 12 พื้นที่ หวังว่างานในครั้งนี้จะสร้างแรงบันดาลใจให้เกิดโอกาสใหม่ๆในการพัฒนาย่านสร้างสรรค์ของไทยได้อย่างยั่งยืน

กิจกรรมในครั้งนี้จะเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญในการผลักดัน พื้นที่สร้างสรรค์” ให้เติบโตอย่างแข็งแรง พร้อมพาประเทศไทยก้าวสู่ศักยภาพใหม่ทางเศรษฐกิจสร้างสรรค์ในระดับนานาชาติ นอกจากนี้ CEA เตรียมเดินหน้าต่อยอดสู่ “โครงการต้นแบบพื้นที่สร้างสรรค์ (Creative Cultural District) ปีที่ 2” ในปีถัดไป ด้วยแผนพัฒนากิจกรรมและเครือข่ายพื้นที่สร้างสรรค์ที่เข้มแข็งยิ่งขึ้น

สพฐ.จับมือ พว.ลุยโคราช สร้างมาตรฐานการศึกษาไทย

สพฐ.จับมือ พว.ลุยโคราช สร้างมาตรฐานการศึกษาไทย

สพฐ.จับมือ พว.ลุยโคราช สร้างมาตรฐานการศึกษาไทย

วันพุธ ที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 19.31 น.

ทิศทางใหม่ของการศึกษาไทยเริ่มชัดเจนมากขึ้น เมื่อเวทีสัมมนาวิชาการระดับชาติว่าด้วย “การสร้างนวัตกรรมการจัดการเรียนรู้แบบ Active Learning ด้วยกระบวนการคิดขั้นสูงเชิงระบบ GPAS 5 Steps” จัดขึ้น ณ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน ศูนย์หนองระเวียง จังหวัดนครราชสีมา ท่ามกลางผู้บริหาร ครู และนักเรียนจากโรงเรียนต้นแบบในภาคอีสานตอนล่างกว่า 1,151 คน บรรยากาศสะท้อนความตั้งใจร่วมกันของทุกภาคส่วนในการขับเคลื่อนการเรียนรู้เชิงรุกสู่ห้องเรียนจริงทั่วประเทศ

ในพิธีเปิดงานสัมมนา ดร.พิเชฐ โพธิ์ภักดี เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กล่าวย้ำทิศทางสำคัญของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ว่า การขับเคลื่อนการศึกษาไทยในวันนี้ ต้อง “ยกระดับวิธีการเรียนรู้ทั้งระบบ” โดย ชูธง Active Learning ด้วยกระบวนการคิดขั้นสูงเชิงระบบ GPAS 5 Steps เป็นหัวใจของการพัฒนาหลักสูตรและห้องเรียนไทยยุคใหม่

ดร.พิเชฐ ระบุว่า สพฐ.กำลังชู Active Learning ด้วยกระบวนการคิดขั้นสูงเชิงระบบ GPAS 5 Steps ให้ “ผงาดขึ้นเป็นมาตรฐานการศึกษาคุณภาพสูงสุดด้านการพัฒนาคน” ของประเทศ  เพราะเป็นแนวทางที่ทำให้เด็กได้ “ลงมือทำ คิดเป็น และสื่อสารเป็น” อย่างแท้จริง ไม่ใช่เพียงท่องจำ แต่เชื่อมโยงความรู้กับชีวิตจริง ผ่านกระบวนการคิดเป็นลำดับขั้น จนเกิดทักษะสำคัญในศตวรรษที่ 21

“เมื่อเด็กได้ลงมือทำ เขาจะอธิบายสิ่งที่เรียนรู้ได้ด้วยความภูมิใจ นั่นคือคุณภาพการศึกษาในความหมายที่แท้จริง”

เลขาธิการ สพฐ. ยังย้ำว่า เทคโนโลยีและ AI จะทำหน้าที่เป็น “ผู้ช่วยครู” ไม่ใช่ “ผู้แทนครู” โดยช่วยให้ครูออกแบบสื่อ กระบวนการเรียนรู้ และการประเมินที่เหมาะสมกับเด็กแต่ละคนได้แม่นยำขึ้น บนฐานของแนวคิด Active Learning ด้วยกระบวนการคิดขั้นสูงเชิงระบบ GPAS 5 Steps

พร้อมทั้งชื่นชมผลงานนวัตกรรมของนักเรียนในพื้นที่อีสานกว่า 700 ชิ้นว่า เป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ว่า “การปฏิรูปที่ยึดผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง” ได้เกิดขึ้นจริงแล้วในห้องเรียนไทย และสะท้อนให้เห็นว่า เมื่อครูปรับบทบาทเป็นผู้ออกแบบการเรียนรู้ เด็กไทยก็สามารถสร้างสรรค์นวัตกรรมได้ไม่แพ้ชาติใดในโลก

ด้าน ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.คณิศรา ธัญสุนทรสกุล อธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี ได้กล่าวรายงานและสะท้อนบทบาทของมหาวิทยาลัยราชภัฏในฐานะ “สถาบันท้องถิ่นผู้ผลิตและพัฒนาครู”

ดร.คณิศรา ระบุว่า มหาวิทยาลัยพร้อมเป็นฐานพลังทางปัญญาในการช่วยครูออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้เชิงรุก ส่งเสริมทักษะการคิดขั้นสูง การสืบค้นองค์ความรู้ และการสร้างนวัตกรรมของผู้เรียน

ดร.คณิศรา ยังชี้ว่า Active learning  GPAS 5 Steps ไม่ได้ใช้ได้เฉพาะโรงเรียนระดับพื้นฐาน แต่ยังต่อยอดสู่การพัฒนานักศึกษาระดับอุดมศึกษาให้มีทักษะคิดวิเคราะห์และคิดเชิงระบบมากขึ้น พร้อมเดินหน้าร่วมกับ สพฐ. เพื่อขยายผลในปี 2569 อย่างเข้มข้น

ภายในงาน มีการจัดแสดงผลงานนวัตกรรมการจัดการเรียนรู้ของครูและผลงานนักเรียนกว่า 700 รายการ ถือเป็น “หลักฐานเชิงประจักษ์” ของการขับเคลื่อนสู่การเรียนรู้ฐานสมรรถนะในพื้นที่ทั่วภาคอีสานตอนล่างกิจกรรมดังกล่าวยังสอดคล้องกับแผนปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา ซึ่งเน้นการพัฒนาผู้เรียนให้มีสมรรถนะที่พร้อมรับการเปลี่ยนแปลงของศตวรรษที่ 21

พร้อมกันนั้นยังมีการมอบรางวัล Excellence in Coaching & Mentoring Awards แก่ศึกษานิเทศก์ ครู และนักเรียนผู้สร้างสรรค์ เพื่อเชิดชูบุคคลผู้เป็นหัวใจของการเปลี่ยนแปลงในห้องเรียนจริง

มุมมองชัดจากภาคนิทรรศการ: Active learning GPAS 5 Steps → นวัตกรรม → สมรรถนะลึก ผ่านทฤษฎีเกลียวเชือก 4 เส้น

ในงานนิทรรศการนวัตกรรมของเขตพื้นที่การศึกษาภาคอีสาน ดร.ศักดิ์สิน โรจสราญรมย์ ประธานประธานกรรมการบริหารสถาบันพัฒนาคุณภาพวิชาการ (พว. )  ได้อธิบายอย่างชัดเจนว่า การจัดการเรียนรู้แบบ Active Learning ด้วยกระบวนการคิดขั้นสูงเชิงระบบ  Gpas 5 steps คือ “หัวใจของหลักสูตรใหม่” ที่พัฒนาผู้เรียนบนฐานทฤษฎีเชิงลึกอย่าง ทฤษฎีเกลียวเชือก 4 เส้น ซึ่งครอบคลุมองค์ประกอบสำคัญของการสร้างสมรรถนะผู้เรียนในศตวรรษที่ 21

สำหรับ ทฤษฎีเกลียวเชือก 4 เส้น ประกอบด้วย   1. เกลียวความรู้ (Knowledge)  2. เกลียวคุณธรรม–ค่านิยม (Value & Morality)  3. เกลียวทักษะและกระบวนการ (Skill & Process) 4. เกลียวการประเมินสภาพจริงด้วยมิติคุณภาพ (Rubric–based Authentic Assessment)

ดร.ศักดิ์สิน อธิบายว่า Active learning GPAS 5 Steps ทำหน้าที่ “ถักเกลียวทั้ง 4 เส้นเข้าด้วยกัน” อย่างเป็นระบบ โดยเฉพาะเมื่อแยกมองตามขั้นตอนดังนี้

กระบวนการ GPAS  G – Gathering : การรวบรวมข้อมูล ความรู้ และบริบทอย่างเป็นระบบ เชื่อมโยงเกลียวความรู้   P – Processing : การคิดวิเคราะห์และสังเคราะห์ เชื่อมเกลียวทักษะ–กระบวนการ A – Applying : การลงมือปฏิบัติจริง พัฒนาทักษะชีวิตและการทำงานร่วมกับผู้อื่น  S – Self-Regulation : การประเมินตนเองและปรับปรุงงาน เชื่อมเกลียวด้านรูบริกและคุณธรรม–ค่านิยม เช่น ความรับผิดชอบ ความซื่อสัตย์ ความพากเพียร

“GPAS 5 Steps คือเครื่องมือที่รวมความรู้ ทักษะ คุณธรรม และการประเมินจริงไว้ในกิจกรรมเดียว เด็กไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่ากำลังทำวิจัย แต่เขากลับสร้างนวัตกรรมได้จริง”

ดร.ศักดิ์สิน กล่าวด้วยว่า ผลลัพธ์ที่เห็นชัด คือ เด็กอนุบาลสร้างชิ้นงานที่จับต้องได้  เด็กประถม–มัธยมต้น ถ่ายทอดความคิดเป็นระบบ  เด็กมัธยมปลายสร้าง งานวิจัย–นวัตกรรม ที่มีความลึกและสภาวธรรมทางปัญญาชัดเจน

ดร.ศักดิ์สินยังเปิดเผยว่า มหาวิทยาลัยหลายแห่งเริ่มปรับหลักสูตรให้รองรับผู้เรียนรุ่นใหม่ เพราะนักเรียนที่ผ่าน Active learning  GPAS 5 Steps มีสมรรถนะเชิงวิจัยตั้งแต่ปี 1 เป็นจำนวนมาก จากการฝึกคิด วิเคราะห์ ทดลอง และประเมินตนเองมาต่อเนื่องตั้งแต่ระดับโรงเรียน

ที่สำคัญ นโยบายใหม่ที่เปิดโอกาสให้ ผลงานนวัตกรรมของนักเรียนใช้ประกอบการประเมินวิทยฐานะครู คือหลักฐานเชิงประจักษ์ที่ชัดเจนว่า ระบบพัฒนาครู–พัฒนาเด็กถูกเชื่อมโยงเข้าหากันอย่างสมบูรณ์เป็นครั้งแรก

ขณะเดียวกัน มีเสียงสะท้อนจากครูผู้ได้รับรางวัล Excellence in Coaching & Mentoring Awards ครูหลายท่านที่ได้รับรางวัลได้สะท้อนร่วมกันว่า  “การเปลี่ยนห้องเรียนไม่ใช่เรื่องง่าย แต่เป็นเรื่องที่คุ้มค่าอย่างยิ่ง” ครูผู้ได้รับรางวัลกล่าวว่า GPAS 5 Steps ช่วยให้ครูเห็นศักยภาพที่แท้จริงของเด็กแต่ละคน Active Learning ทำให้เด็กกล้าแสดงความคิดเห็น และเรียนรู้ด้วยความหมายของตนเอง

ครูคนหนึ่งกล่าวอย่างน่าประทับใจว่า> “รางวัลนี้ไม่ใช่รางวัลของครูคนเดียว แต่เป็นรางวัลของเด็กทั้งห้อง เพราะนวัตกรรมของเด็กคือหลักฐานว่าห้องเรียนเรากำลังเปลี่ยนไปจริง ๆ” และครูอีกท่านกล่าวว่า > “GPAS 5 Steps ไม่ได้เปลี่ยนเด็กอย่างเดียว แต่เปลี่ยนครูด้วย ทำให้ครูกลายเป็น ‘โค้ช’ มากกว่าผู้สอน”

เสียงสะท้อนเหล่านี้ทำให้เห็นว่า การปฏิรูปห้องเรียนไทยกำลังเกิดขึ้นเพราะครูลงมือเปลี่ยน และเด็กตอบสนองด้วยพลังแห่งการสร้างสรรค์

สำหรับบทสรุปหนนี้ เมื่อระบบคิดใหม่เชื่อมทุกมิติ การปฏิรูปการศึกษาจึงเริ่มต้นขึ้นจริง เวทีสัมมนาวิชาการครั้งนี้ทำให้เห็นภาพเดียวกันว่า นโยบายของ ดร.พิเชฐ ให้ direction ที่ชัดเจน บทบาทของ ดร.คณิศรา สร้างฐานพลังปัญญาให้ครู  มวลพลังจากครูและนักเรียน สร้างนวัตกรรมกว่า 700 ชิ้น มุมมองลึกของ ดร.ศักดิ์สิน เชื่อม Active Learning + GPAS 5 Steps → ทฤษฎีเกลียวเชือก 4 เส้น ซึ่งทั้งหมดนี้กำลังทำให้ “ห้องเรียนไทยสร้างสมรรถนะลึกได้จริง” และ “ปฏิรูปการศึกษาอย่างจับต้องได้ในพื้นที่ทั่วประเทศ”

ทรัมป์สั่งแบน เพิ่มอีก 7 ชาติรวมปาเลสไตน์ ห้ามเข้าสหรัฐฯ ไทยยังไม่โดน

ทรัมป์สั่งแบน เพิ่มอีก 7 ชาติรวมปาเลสไตน์ ห้ามเข้าสหรัฐฯ ไทยยังไม่โดน

17 ธ.ค. 2568 11:53 น.

ทรัมป์สั่งแบน เพิ่มอีก 7 ชาติรวมปาเลสไตน์ ห้ามเข้าสหรัฐฯ ไทยยังไม่โดน

ทรัมป์ เดินหน้าขยายมาตรการห้ามเดินทางเข้าสหรัฐฯ อย่างเข้มข้น ล่าสุดสั่ง แบนพลเมืองจากอีก 7 ประเทศ รวมถึงปาเลสไตน์ รวมประเทศที่ถูกจำกัดการเดินทางพุ่งขึ้นเกือบ 40 ประเทศ ลาวโดนด้วยแต่ไทยยังรอด

ประเทศที่ถูกสั่งห้ามเดินทางเข้าสหรัฐฯ แบบเต็มรูปแบบรอบใหม่นี้ ประกอบด้วย ลาว, ซีเรีย, บูร์กินาฟาโซ, มาลี, ไนเจอร์, เซียร์ราลีโอน และซูดานใต้ ขณะที่ประเทศไทยยังไม่อยู่ในรายชื่อประเทศที่ถูกแบน

ทำเนียบขาวออกแถลงการณ์ระบุว่า มาตรการดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อป้องกันชาวต่างชาติที่มีแนวโน้มเป็นภัยต่อชาวอเมริกัน รวมถึงผู้ที่อาจบ่อนทำลายหรือทำให้วัฒนธรรม รัฐบาล สถาบัน และหลักการก่อตั้งประเทศของสหรัฐฯ ไม่มั่นคง

การตัดสินใจครั้งนี้สะท้อนจุดยืนแข็งกร้าวด้านผู้อพยพของทรัมป์ ซึ่งเป็นหนึ่งในนโยบายหลักที่เขาใช้หาเสียงมาโดยตลอด และเกิดขึ้นท่ามกลางการเร่ง กวาดล้างผู้อพยพผิดกฎหมายและผลักดันการเนรเทศครั้งใหญ่

การแบนชาวซีเรียมีขึ้นเพียงไม่กี่วันหลังจากทหารสหรัฐฯ 2 นายและพลเรือน 1 คนเสียชีวิตในซีเรีย โดยทางการซีเรียระบุว่าผู้ก่อเหตุเป็นเจ้าหน้าที่ความมั่นคงที่กำลังจะถูกปลดออกเนื่องจากแนวคิดสุดโต่งทางศาสนา

ขณะที่ผู้ถือพาสปอร์ตขององค์การปาเลสไตน์ ถูกจำกัดการเดินทางเข้าสหรัฐฯ มาตั้งแต่ก่อนหน้านี้อย่างไม่เป็นทางการ และครั้งนี้ถูกยกระดับเป็น คำสั่งชัดเจน ท่ามกลางท่าทีของรัฐบาลทรัมป์ที่ยืนอยู่ข้างอิสราเอล และต่อต้านการรับรองรัฐปาเลสไตน์ของชาติตะวันตกหลายประเทศ เช่น ฝรั่งเศสและอังกฤษ

จะสังเกตได้ว่า ประเทศที่ถูกแบนรอบใหม่จำนวนมากเป็นประเทศยากจนในแอฟริกา ทั้งในแอฟริกาตะวันตกและแอฟริกากลาง ขณะที่สหรัฐฯ ยังออกมาตรการ จำกัดการเดินทางบางส่วน กับประเทศอื่น ๆ เพิ่มเติม เช่น ไนจีเรีย ซึ่งเป็นประเทศที่มีประชากรมากที่สุดในแอฟริกา, ไอวอรีโคสต์ และเซเนกัล รวมถึง แคนาดาและเม็กซิโก

ประเทศอื่นที่ถูกจำกัดการเดินทางบางส่วนยังรวมถึงหลายประเทศในแอฟริกาและแคริบเบียน เช่นแองโกลา, แอนติกาและบาร์บูดา, เบนิน, โดมินิกา, กาบอง, แกมเบีย, มาลาวี, มอริเตเนีย, แทนซาเนีย, แซมเบีย และซิมบับเวรวมถึงประเทศหมู่เกาะอย่าง ตองกา

น่าสนใจว่า แองโกลา เซเนกัล และแซมเบีย ล้วนเคยเป็นพันธมิตรสำคัญของสหรัฐฯ ในแอฟริกา และอดีตประธานาธิบดีโจ ไบเดน เคยยกย่องประเทศเหล่านี้ว่าเป็นตัวอย่างของประชาธิปไตยในภูมิภาค

การขยายคำสั่งแบนครั้งนี้ ทำให้รัฐบาลทรัมป์ถูกวิจารณ์อย่างหนักว่า เลือกปฏิบัติต่อประเทศยากจนและประเทศที่ประชากรส่วนใหญ่ไม่ใช่คนผิวขาว และสะท้อนท่าทีต่อต้านผู้อพยพที่รุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งแม้ทำเนียบขาวจะยืนยันว่าเป็นเรื่องความมั่นคงของชาติ แต่หลายฝ่ายเตือนว่า มาตรการนี้อาจยิ่งทำให้สหรัฐฯ ถูกโดดเดี่ยวบนเวทีโลก และสร้างแรงกดดันทางการทูตในระยะยาวได้.

ที่มา :channelnewsasia

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ ทรัมป์

โลกเสี่ยงสูญเสียธารน้ำแข็งปีละ 4,000 แห่ง นำไปสู่การอพยพประชากรครั้งใหญ่ในอนาคต

โลกเสี่ยงสูญเสียธารน้ำแข็งปีละ 4,000 แห่ง นำไปสู่การอพยพประชากรครั้งใหญ่ในอนาคต

17 ธ.ค. 2568 11:22 น.

โลกเสี่ยงสูญเสียธารน้ำแข็งปีละ 4,000 แห่ง นำไปสู่การอพยพประชากรครั้งใหญ่ในอนาคต

งานวิจัยใหม่สร้างความกังวลให้กับนักอนุรักษ์และนักวิทยาศาสตร์ทั่วโลก เมื่อพบว่าธารน้ำแข็งหายไปในแต่ละปี อาจเพิ่มเป็น 2,000–4,000 แห่ง ภายในกลางศตวรรษนี้ หากอุณหภูมิโลกยังเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง

การศึกษาที่เผยแพร่ในวารสาร Nature Climate Change ระบุชัดว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ กำลังเร่งให้ธารน้ำแข็งละลายในอัตราที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในประวัติศาสตร์มนุษย์ โดยนักวิจัยอธิบายว่า หากโลกสามารถจำกัดภาวะโลกร้อนให้อยู่ที่ ไม่เกิน 1.5 องศาเซลเซียส ตามเป้าหมายความตกลงปารีส จะยังรักษาธารน้ำแข็งได้ราว 50% ของจำนวนทั้งหมดในปัจจุบัน

แต่ในสถานการณ์เลวร้าย หากโลกร้อนขึ้นถึง 4 องศาเซลเซียส ธารน้ำแข็งเกือบทั้งหมดจะหายไป เหลือเพียงราว 18,000 แห่งทั่วโลก

โดยตัวเลขจากการศึกษาพบว่าโลกสูญเสียน้ำแข็งจากธารน้ำแข็งบนภูเขามากกว่า 7 ล้านล้านตัน ตั้งแต่ปี 2000 ขณะที่ในปี 2023 ปีเดียว มีการสูญเสียธารน้ำแข็งกว่า 600,000 ล้านตัน โดยธารน้ำแข็งละลายเร็วที่สุดในอลาสกา และยุโรปตอนกลาง เช่น เทือกเขาแอลป์ ขณะที่มวลน้ำแข็งจากแผ่นน้ำแข็งขั้วโลก ลดลงมากกว่ายุคปี 1990 ถึง 4 เท่า

โดยนักวิทยาศาสตร์เตือนว่า การหายไปของธารน้ำแข็งจะกระทบต่อแหล่งน้ำจืดของประชากรหลายร้อยล้านคน และทำให้ระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง นำไปสู่ความเสี่ยงน้ำท่วมพื้นที่ชายฝั่ง และอาจต้องอพยพประชากรครั้งใหญ่ในอนาคต

ขณะเดียวกันธารน้ำแข็งยังทำหน้าที่เป็นแคปซูลเวลาทางสภาพภูมิอากาศ ที่เก็บข้อมูลโลกย้อนหลังหลายพันปี ตั้งแต่ปริมาณฝน การปะทุของภูเขาไฟ ไปจนถึงยุคอุตสาหกรรม ซึ่งหากธารน้ำแข็งละลายจนปนเปื้อน ข้อมูลเหล่านี้อาจสูญหายไปตลอดกาล ดังนั้นการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างเร่งด่วน คือกุญแจสำคัญในการชะลอการสูญเสียธารน้ำแข็ง และรักษาสมดุลของโลกใบนี้ไว้ให้คนรุ่นต่อไป.

ที่มา : AP 

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ ธารน้ำแข็ง

“ฮุน เซน” ปัดข่าวทหารรับจ้างรัสเซีย ยันกัมพูชาไร้กองกำลังต่างชาติตั้งแต่ปี 2536

"ฮุน เซน" ปัดข่าวทหารรับจ้างรัสเซีย ยันกัมพูชาไร้กองกำลังต่างชาติตั้งแต่ปี 2536

17 ธ.ค. 2568 11:21 น.

“ฮุน เซน” ปัดข่าวทหารรับจ้างรัสเซีย ยันกัมพูชาไร้กองกำลังต่างชาติตั้งแต่ปี 2536

“ฮุน เซน” โต้ข้อกล่าวหาสื่อ–กองทัพไทย ชี้ไม่มีทหารรับจ้างรัสเซีย หรือที่ปรึกษาทางทหารร่วมรบชายแดน ย้ำว่ากองกำลังต่างชาติได้ถอนออกจากดินแดนกัมพูชาทั้งหมดตั้งแต่ปี 2536

วันที่ 17 ธันวาคม 2568 สมเด็จฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา ออกโรงปฏิเสธข้อกล่าวหาจากกองทัพและสื่อไทย ที่ตั้งข้อสงสัยว่ากัมพูชาอาจว่าจ้างทหารรับจ้างชาวรัสเซียหรือชาวต่างชาติ เข้ามาปฏิบัติการในพื้นที่สู้รบตามแนวชายแดนไทย–กัมพูชา

โดยฮุน เซน ระบุผ่านโพสต์บนสื่อสังคมออนไลน์ว่า กัมพูชาไม่มีทหารต่างชาติหรือที่ปรึกษาทางทหารจากชาติใดเข้าร่วมการสู้รบหรือปฏิบัติหน้าที่กับกองทัพกัมพูชา พร้อมย้ำว่ากองกำลังต่างชาติได้ถอนออกจากดินแดนกัมพูชาทั้งหมดตั้งแต่ปี 2536 หลังองค์การบริหารชั่วคราวแห่งสหประชาชาติในกัมพูชาสิ้นสุดภารกิจ

คำชี้แจงของฮุน เซน มีขึ้นหลังจากกองทัพภาคที่ 2 ของไทยรายงานความสงสัยว่า กัมพูชาอาจมีชาวต่างชาติที่ใช้ภาษาอังกฤษเข้ามาควบคุมโดรน หรืออากาศยานไร้คนขับ ในพื้นที่ชายแดน ก่อนที่สื่อไทยหลายสำนักจะรายงานว่า บุคคลเหล่านี้อาจเป็นทหารรับจ้างชาวรัสเซีย

ฮุน เซน ยอมรับว่า กัมพูชาเคยมีทหารต่างชาติเข้ามาในประเทศเพื่อการฝึกทางทหารแบบทวิภาคีหรือพหุภาคี รวมถึงการเทียบท่าของกองทัพเรือต่างชาติที่ท่าเรือสีหนุวิลล์ แต่ย้ำว่าเป็นความร่วมมือด้านกลาโหมตามปกติ เช่นเดียวกับที่ประเทศอื่นๆ ปฏิบัติ โดยชี้แจงว่า ปัจจุบันมีชาวต่างชาติหลายสัญชาติพำนักอยู่ในกัมพูชาในฐานะนักท่องเที่ยว นักลงทุน ช่างเทคนิค หรือแรงงานในบริษัทต่างชาติและท้องถิ่น แต่ไม่มีผู้ใดเกี่ยวข้องกับภาคทหารหรือการสู้รบ

ขณะที่ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 15 ธันวาคม สถานเอกอัครราชทูตรัสเซียประจำกรุงเทพฯ ได้ออกแถลงการณ์ปฏิเสธรายงานข่าว โดยระบุว่าข้อกล่าวหาอาจเป็นอันตรายต่อความปลอดภัยของชาวรัสเซียที่พำนักหรือเดินทางอยู่ในประเทศไทย และยืนยันว่า รัสเซียไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับความขัดแย้งชายแดนระหว่างไทยและกัมพูชาแต่อย่างใด.

ที่มา Facebook/Samdech Hun Sen of Cambodia

ทรัมป์จัดหนัก สั่งปิดล้อมเรือบรรทุกน้ำมัน ขึ้นบัญชีรัฐบาลเวเนซุเอลาเป็นองค์กรก่อการร้ายข้ามชาติ

ทรัมป์จัดหนัก สั่งปิดล้อมเรือบรรทุกน้ำมัน ขึ้นบัญชีรัฐบาลเวเนซุเอลาเป็นองค์กรก่อการร้ายข้ามชาติ

17 ธ.ค. 2568 09:53 น.

ทรัมป์จัดหนัก สั่งปิดล้อมเรือบรรทุกน้ำมัน ขึ้นบัญชีรัฐบาลเวเนซุเอลาเป็นองค์กรก่อการร้ายข้ามชาติ

โดนัลด์ ทรัมป์ สั่งปิดล้อมเรือบรรทุกน้ำมันทุกลำที่ถูกคว่ำบาตร ห้ามเดินทางเข้า-ออกเวเนซุเอลา พร้อมขึ้นบัญชีรัฐบาลของนายมาดูโรเป็นองค์กรก่อการร้ายข้ามชาติ จุดกระแสความตึงเครียดอย่างหนัก

ทรัมป์โพสต์ข้อความผ่านแพลตฟอร์ม Truth Social ระบุว่า รัฐบาลของประธานาธิบดี นิโกลัส มาดูโร แห่งเวเนซุเอลา ถูกสหรัฐฯ ขึ้นบัญชีเป็นองค์กรก่อการร้ายข้ามชาติ โดยกล่าวหาว่ามีส่วนพัวพันกับ การก่อการร้าย การค้ายาเสพติด การค้ามนุษย์ และการยักยอกทรัพย์สินของสหรัฐฯ

“ดังนั้น วันนี้ผมจึงสั่งการให้มีการปิดล้อมโดยสิ้นเชิงและสมบูรณ์ ต่อเรือบรรทุกน้ำมันที่ถูกคว่ำบาตรทุกลำ ที่เข้าและออกจากเวเนซุเอลา”

ทรัมป์ยังข่มขู่ว่า เวเนซุเอลากำลังถูกปิดล้อมด้วยกองกำลังทางเรือที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่อเมริกาใต้เคยเห็นมา และเสริมว่า กำลังทหารสหรัฐฯ จะเพิ่มขึ้นอีก และจะเป็นภาพที่เวเนซุเอลาไม่เคยเห็นมาก่อนในชีวิตนี้

ทรัมป์กล่าวหาว่า รัฐบาลมาดูโรนำน้ำมันที่ขโมยมา ไปใช้เป็นแหล่งเงินทุนสนับสนุน ยาเสพติด การก่อการร้าย การค้ามนุษย์ การฆาตกรรม และการลักพาตัว ขณะที่รัฐบาลสหรัฐฯ กล่าวหาเวเนซุเอลาเรื่องการลักลอบค้ายาเสพติดมาอย่างต่อเนื่อง

นับตั้งแต่เดือนกันยายนที่ผ่านมา กองทัพสหรัฐฯ อ้างว่าได้สังหารผู้คนอย่างน้อย 90 คน จากปฏิบัติการโจมตีเรือที่ถูกกล่าวหาว่าขนส่ง เฟนทานิลและยาเสพติดผิดกฎหมาย มุ่งหน้าสู่สหรัฐฯ พร้อมทั้งส่งเรือรบเข้าประจำการในภูมิภาคอย่างต่อเนื่อง

คำประกาศของทรัมป์มีขึ้นเพียงหนึ่งสัปดาห์ หลังจากสหรัฐฯ ยึดเรือบรรทุกน้ำมันลำหนึ่งนอกชายฝั่งเวเนซุเอลา โดยทำเนียบขาวระบุว่า เรือชื่อ Skipper มีส่วนเกี่ยวข้องกับการขนส่งน้ำมันผิดกฎหมาย และจะถูกนำไปยังท่าเรือของสหรัฐฯ

ด้านรัฐบาลเวเนซุเอลาออกมาประณามอย่างรุนแรง โดยมาดูโรกล่าวหาว่า สหรัฐฯลักพาตัวลูกเรือ และขโมยเรือ อย่างโจ่งแจ้ง

ก่อนที่จะมีการยึดเรือดังกล่าว สหรัฐฯ ได้เสริมกำลังทางทหารครั้งใหญ่ในทะเลแคริบเบียน รวมถึงการส่งทหารนับพันนาย และนำ USS Gerald Ford เรือบรรทุกเครื่องบินที่ใหญ่ที่สุดในโลก เข้าประจำการในระยะที่สามารถโจมตีเวเนซุเอลาได้ทันที

อย่างไรก็ตาม เวเนซุเอลาตอบโต้ด้วยการกล่าวหาว่า วอชิงตันกำลังใช้ข้ออ้างด้านความมั่นคงเพื่อยึดครองทรัพยากรพลังงานของประเทศ

ทั้งในยุคทรัมป์และอดีตประธานาธิบดีโจ ไบเดน สหรัฐฯ ยืนหยัดต่อต้านรัฐบาลมาดูโรมาโดยตลอด พร้อมใช้มาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจอย่างเข้มข้น เพื่อกดดันให้เขาพ้นจากอำนาจ

ล่าสุด สหรัฐฯ เพิ่งประกาศ คว่ำบาตรเรือบรรทุกน้ำมันเพิ่มอีก 6 ลำ รวมถึงบุคคลใกล้ชิดและเครือข่ายธุรกิจของมาดูโร ซึ่งสหรัฐฯเรียกว่าเป็นส่วนหนึ่งของระบอบการปกครองที่ไร้ความชอบธรรม

จนถึงขณะนี้ รัฐบาลเวเนซุเอลายังไม่ออกแถลงการณ์ตอบโต้คำสั่งปิดล้อมล่าสุดของทรัมป์อย่างเป็นทางการ ท่ามกลางความวิตกว่าการยกระดับความแข็งกร้าวครั้งนี้ อาจผลักภูมิภาคเข้าสู่ ความขัดแย้งที่รุนแรงยิ่งขึ้น.

ที่มา :BBC

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ เวเนซุเอลา

“คิม จองอึน” ควงภริยา ลูกสาว ตัดริบบิ้นเปิดนิคมอุตสาหกรรมแห่งใหม่

"คิม จองอึน" ควงภริยา ลูกสาว ตัดริบบิ้นเปิดนิคมอุตสาหกรรมแห่งใหม่

17 ธ.ค. 2568 09:52 น.

“คิม จองอึน” ควงภริยา ลูกสาว ตัดริบบิ้นเปิดนิคมอุตสาหกรรมแห่งใหม่

“คิม จองอึน” ผู้นำเกาหลีเหนือ ควงภริยา-ลูกสาว ตัดริบบิ้นเปิดนิคมอุตสาหกรรมแห่งใหม่ตามนโยบายพัฒนาท้องถิ่นลดช่องว่างเขตเมือง-ชนบท ซึ่งถือเป็นการออกงานพร้อมหน้าครอบครัวอีกครั้งในรอบหลายเดือน

วันที่ 16 ธันวาคม 2568 สำนักข่าวกลางเกาหลี (KCNA)  รายงานว่า นายคิม จองอึน ผู้นำสูงสุดของประเทศ ปรากฏตัวพร้อมครอบครัว โดยมีนางรี ซอลจู ภรรยา และคิม จูแอ บุตรสาว เข้าร่วมพิธีตัดริบบิ้นเปิดนิคมอุตสาหกรรมแห่งใหม่ในเขตคังดง บริเวณชานกรุงเปียงยาง ซึ่งถือเป็นการออกงานพร้อมหน้าครอบครัวอีกครั้งในรอบหลายเดือน

รายงานข่าวระบุว่า พิธีนี้จัดขึ้นเมื่อวันที่ 15 ธันวาคม ที่เขตคังดง ซึ่งมีการก่อสร้างโรงงานอุตสาหกรรมและศูนย์บริการอเนกประสงค์ ภายใต้นโยบายพัฒนาภูมิภาคอันเป็นเอกลักษณ์ของคิม จองอึน

ภาพถ่ายที่เผยแพร่โดย KCNA แสดงให้เห็นคิม จองอึน ตัดริบบิ้นและตรวจเยี่ยมโรงงานแปรรูปอาหาร รวมถึงศูนย์บริการชุมชน พร้อมแสดงความพึงพอใจต่อความคืบหน้าของโครงการ โดยกล่าวว่า การผลักดันการพัฒนาภูมิภาคและนำสาระอันล้ำค่าของความมั่งคั่งและอารยธรรมมาสู่ประชาชน เป็นภารกิจศักดิ์สิทธิ์ที่พรรคต้องเดินหน้าอย่างต่อเนื่องโดยไม่มีเงื่อนไข

การปรากฏตัวของคิม จูแอ ซึ่งถูกมองอย่างกว้างขวางว่าอาจเป็นทายาททางการเมืองในอนาคต นับว่าน่าสนใจเป็นพิเศษ เนื่องจากที่ผ่านมาเธอมักร่วมกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับกองทัพเป็นหลัก แตกต่างจากครั้งนี้ที่เป็นงานด้านเศรษฐกิจและความเป็นอยู่ของประชาชน

ทั้งนี้ ในการประชุมเต็มคณะของพรรคแรงงานเกาหลีเมื่อสัปดาห์ก่อน ทางการเกาหลีเหนือได้คัดเลือกเมืองและเขตต่างๆ จำนวน 20 แห่ง เพื่อดำเนินโครงการก่อสร้างภายใต้นโยบายพัฒนาท้องถิ่นระยะใหม่ ขณะที่เกาหลีเหนือกำลังเดินหน้ามาตรการพัฒนาท้องถิ่น เพื่อลดช่องว่างระหว่างเขตเมืองกับชนบท ซึ่งก่อนหน้านี้ คิม จองอึน เคยลงพื้นที่เขตคังดงเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ เพื่อร่วมพิธีวางศิลาฤกษ์สร้างโรงพยาบาลและศูนย์บริการอเนกประสงค์ ซึ่งโครงการโรงพยาบาลแล้วเสร็จเมื่อเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา.

ที่มา Yonhap

โพลชี้ คะแนนความนิยม “ทรัมป์” ลดลงเหลือ 39% ชาวอเมริกันไม่พอใจการแก้ปัญหาเศรษฐกิจปากท้อง

โพลชี้ คะแนนความนิยม "ทรัมป์" ลดลงเหลือ 39% ชาวอเมริกันไม่พอใจการแก้ปัญหาเศรษฐกิจปากท้อง

17 ธ.ค. 2568 09:05 น.

โพลชี้ คะแนนความนิยม “ทรัมป์” ลดลงเหลือ 39% ชาวอเมริกันไม่พอใจการแก้ปัญหาเศรษฐกิจปากท้อง

โพลชี้ คะแนนนิยม “ทรัมป์” ร่วงเหลือ 39% หลังชาวอเมริกันไม่พอใจการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ โดยเฉพาะค่าครองชีพที่ยังพุ่งสูง

วันที่ 16 ธันวาคม 2568 สำนักข่าวรอยเตอร์ส เผยแพร่ผลสำรวจความคิดเห็นของสำนักข่าวรอยเตอร์ส ร่วมกับอิปซอส (Reuters/Ipsos) ที่ออกมาว่า คะแนนความนิยมของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ลดลงมาอยู่ที่ 39% โดยเป็นการลดลงราว 2% จากช่วงต้นเดือนนี้ ท่ามกลางความกังวลของประชาชนชาวอมเริกันต่อภาวะเศรษฐกิจและค่าครองชีพ 

ผลโพลระบุว่า มีเพียง 33% ของผู้ตอบแบบสอบถามที่พอใจกับการบริหารเศรษฐกิจของทรัมป์ ซึ่งถือเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่ทรัมป์กลับมาดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสมัยที่ 2 เมื่อช่วงเดือนมกราคมที่ผ่านมา ขณะที่คะแนนความเชื่อมั่นด้านค่าครองชีพลดลงเหลือ 27% จาก 31% ในช่วงต้นเดือนธันวาคม

โดยแม้แต่ในกลุ่มผู้สนับสนุนพรรครีพับลิกัน คะแนนนิยมด้านเศรษฐกิจก็ลดลงเช่นกัน จาก 78% เหลือ 72% สะท้อนความไม่พอใจที่เพิ่มขึ้น แม้ทรัมป์และพันธมิตรจะหาเสียงในปี 2567 ด้วยคำมั่นสัญญาว่าจะแก้ปัญหาเงินเฟ้อและลดภาระค่าครองชีพของประชาชน  

ขณะเดียวกัน ผลสำรวจของโพลิติโก (Politico) ระบุว่า ชาวอเมริกันกว่า 55% มองว่านโยบายของทรัมป์มีส่วนทำให้ราคาสินค้าอุปโภคบริโภค โดยเฉพาะอาหารและที่อยู่อาศัย ปรับตัวสูงขึ้น.

ที่มา Aljazeera