ทัพเมียนมาทิ้งบอมบ์ โดนโรงพยาบาลในรัฐยะไข่ ดับแล้ว 34 ศพ เจ็บอื้อ

ทัพเมียนมาทิ้งบอมบ์ โดนโรงพยาบาลในรัฐยะไข่ ดับแล้ว 34 ศพ เจ็บอื้อ

11 ธ.ค. 2568 22:42 น.

ทัพเมียนมาทิ้งบอมบ์ โดนโรงพยาบาลในรัฐยะไข่ ดับแล้ว 34 ศพ เจ็บอื้อ

กองทัพรัฐบาลทหารเมียนมา โจมตีทางอากาศกลางดึก โดนโรงพยาบาลในรัฐยะไข่ ทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 34 ศพ บาดเจ็บอีกหลายสิบราย

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า กองทัพรัฐบาลเมียนมาโจมตีทางอากาศใส่ฝ่ายต่อต้านในภาคตะวันตกของประเทศเมื่อกลางดึกวันพุธที่ผ่านมา (10 ธ.ค. 2568) โดยกระสุนไปตกใส่โรงพยาบาลแห่งหนึ่งในเมืองมเยาะอู้ (Mrauk-U) ในรัฐยะไข่ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 34 ศพ บาดเจ็บอีกหลายสิบราย

เมืองดังกล่าวอยู่ภายใต้การควบคุมของกองทัพอาระกัน (AA) หนึ่งในกลุ่มติดอาวุธชาติพันธุ์ที่แข็งแกร่งที่สุดที่กำลังต่อสู้กับกองทัพรัฐบาลทหารเมียนมา นับตั้งแต่กองทัพก่อรัฐประหารยึดอำนาจจากรัฐบาลประชาชนในปี 2564 จนทำให้เกิดสงครามกลางเมืองมาจนถึงทุกวันนี้

ในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา กองทัพรัฐบาลเมียนมายกระดับการโจมตีทางอากาศขึ้นอีก เพื่อยึดคืนดินแดนที่ถูกกองกำลังกลุ่มชาติพันธุ์ยึดไป นอกจากนั้นยังใช้ร่มร่อน “พาราไกลเดอร์” (paraglider) เพื่อทิ้งระเบิดใส่ศัตรูอีกด้วย

กองทัพเมียนมายังไม่ได้ออกมาแสดงความเห็นใดๆ เกี่ยวกับข่าวการโจมตีครั้งล่าสุด แต่ผู้ใช้งานเทเลแกรม (Telegram) ฝ่ายสนับสนุนกองทัพอ้างว่า การโจมตีนี้ไม่ได้มุ่งเป้าหมายไปที่พลเรือน

อย่างไรก็ตาม นายไข่ ธูคา (Khaing Thukha) โฆษกของกองทัพอาระกันบอกกับสำนักข่าว บีบีซี ว่า ผู้เสียชีวิตส่วนใหญ่เป็นผู้ป่วยในโรงพยาบาล “นี่คือการโจมตีอันโหดร้ายครั้งล่าสุดของกองทัพผู้ก่อการร้ายซึ่งมุ่งเป้าไปที่สถานที่ของพลเรือน” และว่า กองทัพต้องรับผิดชอบสำหรับการโจมตีพลเรือน

ด้านหน่วยงานสาธารณสุขของกองทัพอาระกันระบุว่า การโจมตีเกิดขึ้นในเวลาประมาณ 21:00 น. วันพุธที่ผ่านมา ทำให้คนไข้เสียชีวิตในทันที 10 ศพ และมีผู้บาดเจ็บมากมาย

ทั้งนี้ กองทัพเมียนมาต่อสู้กับกลุ่มติดอาวุธฝ่ายต่อต้านและกลุ่มชาติพันธุ์มานานหลายปี และเสียการควบคุมพื้นที่กว่าครึ่งประเทศ แต่การไหลเข้าของเทคโนโลยีและอุปกรณ์จากจีนและรัสเซียในช่วงไม่นานมานี้ ทำให้สถานการณ์ของฝ่ายกองทัพรัฐบาลดีขึ้น และยึดคืนพื้นที่สำคัญได้หลายจุด

รัฐบาลทหารเมียนมาประกาศจัดการเลือกตั้งในวันที่ 28 ธ.ค.นี้ โดยอ้างว่าเป็นหนทางสู่เสถียรภาพทางการเมือง อย่างไรก็ตาม บรรดานักวิจารณ์เชื่อว่า การเลือกตั้งจะไม่เป็นไปอย่างเสรีและยุติธรรม แต่จะนำมาซึ่งภาพลวงตาของความชอบธรรมให้แก่คณะผู้ยึดอำนาจการปกครองแทน

ในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา รัฐบาลทหารเมียนมาจับกุมพลเรือนที่ถูกกล่าวหาว่าขัดขวางการเลือกตั้งแล้วหลายราย รวมถึงชายคนหนึ่งที่ถูกกล่าวหาว่า ส่งข้อความต่อต้านการเลือกตั้งผ่านทาง Facebook

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ยุบสภาแล้ว “อนุทิน” ทูลเกล้าฯ ลั่นขอคืนอำนาจให้ประชาชน

ยุบสภาแล้ว “อนุทิน” ทูลเกล้าฯ ลั่นขอคืนอำนาจให้ประชาชน

11 ธ.ค. 2568 22:11 น.

ยุบสภาแล้ว “อนุทิน” ทูลเกล้าฯ ลั่นขอคืนอำนาจให้ประชาชน

“นายกฯ อนุทิน” ทูลเกล้าฯ พระราชกฤษฎีกายุบสภาฯ แล้ว ลั่น “ผมขอคืนอำนาจกลับไปยังพี่น้องประชาชนครับ”

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ค่ำวันนี้ วันที่ 11 ธ.ค. 2568 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้กราบบังคมทูล เพื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชกฤษฎีกายุบสภาผู้แทนราษฎร เพื่อให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรใหม่เป็นการทั่วไป แล้ว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การกราบบังคมทูล เพื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชกฤษฎีกายุบสภาผู้แทนราษฎร มีขึ้นหลังจากที่สมาชิกรัฐสภา เสียงข้างมากมีมติให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 256/28 ต้องได้รับความเห็นชอบจากสมาชิกวุฒิสภา ไม่น้อยกว่า 1 ใน 3 ของสมาชิกวุฒิสภาที่มีอยู่ ซึ่งนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ในฐานะผู้นำฝ่ายค้าน และเป็นพรรคการเมืองที่สนับสนุนนายอนุทิน เป็นนายกรัฐมนตรี เรียกร้องให้นายอนุทิน ในฐานะนายกรัฐมนตรี ยุบสภาผู้แทนราษฎร หลังจากที่มีสมาชิกพรรคภูมิใจไทย ลงมติเป็นเสียงข้างมาก

ทั้งนี้ นายอนุทิน โพสต์ผ่านเฟซบุ๊กล่าสุดว่า “ผมขอคืนอำนาจกลับไปยังพี่น้องประชาชนครับ”

https://www.facebook.com/plugins/post.php?href=https%3A%2F%2Fwww.facebook.com%2Fnituna1966%2Fposts%2Fpfbid02fFr2MvfzLJd6uMLACdETGjFj3iExMdocNY2H7JNjajPndgP37UkNMLRpiaBp6Cpnl&show_text=true&width=500

รายงานข่าวยังแจ้งอีกว่า นายภราดร ปริศนานันทกุล สส.อ่างทอง พรรคภูมิใจไทย ได้ชี้แจงให้ผู้แทนพรรคประชาชนทราบว่า หากลงมติให้ตัดอำนาจสมาชิกวุฒิสภา ตามที่พรรคประชาชนต้องการ ในวาระ 3 สมาชิกวุฒิสภา จะไม่เห็นชอบกับร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ จะส่งผลให้กระบวนการการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ที่พยายามทำกันมา ต้องล้มเหลว จึงขอให้คงอำนาจสมาชิกวุฒิสภา ไว้ก่อน เพื่อให้กระบวนการเดินหน้าต่อไปได้ แต่ผู้แทนพรรคประชาชน ไม่ยอม และแจ้งว่าหากโหวตแพ้ในมาตรา 256/28 จะยื่นญัตติเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลทั้งคณะ ทันที ทำให้นายอนุทิน ต้องตัดสินใจยุบสภาผู้แทนราษฎร เพราะเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อย ที่ได้รับการสนับสนุนจากพรรคประชาชนให้มาเป็นนายกรัฐมนตรี หากพรรคประชาชนไม่สนับสนุน รัฐบาลก็ต้องสิ้นสุดวาระ

“พวกเราพยายามเจรจากับสว. เต็มที่แล้ว แต่เราไปสั่งสว.ให้ตัดอำนาจตัวเองได้ และพยายามเจรจากับพรรคประชาชนแล้วว่า ถ้าตัดอำนาจสว. สว.ก็จะไม่เห็นชอบในวาระ 3 ซึ่งกระบวนการร่างรัฐธรรมนูญก็ไปต่อไม่ได้ และเพื่อเป็นการแสดงความรับผิดชอบต่อภารกิจ ที่ทำไม่ได้ตามที่พรรคประชาชนต้องการ ก็ต้องยุบสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งเป็นภารกิจหลังตามข้อตกลงการจัดตั้งรัฐบาล คือ ให้มายุบสภาผู้แทนราษฎร วันนี้นายอนุทิน ได้ทำภารกิจนี้ตามข้อตกลงแล้ว” กรรมการบริหารพรรคภูมิใจไทย กล่าว

พ.ร.ฎ.ยุบสภา คืออะไร มีอำนาจอย่างไร คาดเลือกตั้งใหม่ วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569

พ.ร.ฎ.ยุบสภา คืออะไร มีอำนาจอย่างไร คาดเลือกตั้งใหม่ วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569

11 ธ.ค. 2568 21:20 น.

พ.ร.ฎ.ยุบสภา คืออะไร มีอำนาจอย่างไร คาดเลือกตั้งใหม่ วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569

“พ.ร.ฎ.ยุบสภา” ย่อมาจาก พระราชกฤษฎีกายุบสภาผู้แทนราษฎร เป็นเครื่องมือทางการเมืองสำคัญในระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภาของประเทศไทย ซึ่งเป็นการดำเนินการเพื่อให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) ทั้งหมดสิ้นสุดสมาชิกภาพลงพร้อมกัน และจัดให้มีการเลือกตั้ง ส.ส. ใหม่เป็นการเลือกตั้งทั่วไป คาดเลือกตั้งใหม่วันอาทิตย์ที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569

1. ความหมายและอำนาจของ พ.ร.ฎ.ยุบสภา

ประเด็นคำอธิบาย
ความหมายเป็นกฎหมายที่พระมหากษัตริย์ทรงตราขึ้นตามคำแนะนำของคณะรัฐมนตรี โดยมีนายกรัฐมนตรีเป็นผู้ทูลเกล้าฯ ถวายเพื่อทรงลงพระปรมาภิไธย
ผู้มีอำนาจพระมหากษัตริย์ทรงไว้ซึ่งพระราชอำนาจในการยุบสภาผู้แทนราษฎร แต่ต้องทรงใช้พระราชอำนาจนั้นได้ก็ต่อเมื่อมีคำแนะนำจากนายกรัฐมนตรีเท่านั้น (นายกรัฐมนตรีเป็นผู้ริเริ่ม)
อำนาจ/ผลที่เกิดขึ้น* ทำให้สมาชิกภาพของ ส.ส. ทั้งหมดสิ้นสุดลง ก่อนครบวาระ 4 ปีตามปกติ (แต่รัฐบาลยังคงเป็นรัฐบาลรักษาการ)
* เป็นการคืนอำนาจอธิปไตย หรืออำนาจสูงสุดในการปกครองประเทศให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสินใจเลือก ส.ส. ใหม่
วัตถุประสงค์* เพื่อแก้ไขปัญหาวิกฤตการณ์หรือความขัดแย้งทางการเมืองระหว่างฝ่ายบริหาร(รัฐบาล) กับฝ่ายนิติบัญญัติ (สภาฯ)
* เพื่ออุทธรณ์ข้อขัดแย้งทางการเมืองต่อประชาชน ให้ประชาชนตัดสินใจเลือกผู้แทนใหม่
* เพื่อให้ฝ่ายบริหารใช้เป็นเครื่องมือในการถ่วงดุลอำนาจกับฝ่ายนิติบัญญัติ

2. กำหนดการเลือกตั้งภายในกี่วัน

ตามหลักการของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ปัจจุบันคือ พ.ศ. 2560) กำหนดให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรใหม่ภายในระยะเวลาไม่น้อยกว่าสี่สิบห้าวันแต่ไม่เกินหกสิบวัน นับแต่วันยุบสภา

  • ช่วงเวลา: 45-60 วัน นับตั้งแต่วันที่มีพระราชกฤษฎีกายุบสภาประกาศในราชกิจจานุเบกษา
  • หน่วยงานรับผิดชอบ: คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จะต้องเป็นผู้ประกาศกำหนดวันเลือกตั้งทั่วไปและวันรับสมัคร ส.ส. ภายใน 5 วันหลังจากมี พ.ร.ฎ. ยุบสภา

3. อ้างอิงทางกฎหมาย

การยุบสภาผู้แทนราษฎรและการจัดการเลือกตั้งใหม่เป็นไปตามบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับปัจจุบัน) ซึ่งบัญญัติถึงพระราชอำนาจในการยุบสภาและการกำหนดวันเลือกตั้ง

  • มาตราที่เกี่ยวข้อง: โดยทั่วไปจะอ้างอิงบทบัญญัติในหมวดว่าด้วยรัฐสภา (ส่วนที่ว่าด้วยสภาผู้แทนราษฎร) ของรัฐธรรมนูญ

คาดเลือกตั้งใหม่วันอาทิตย์ที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569

‘ประมงนครศรีธรรมราช’ขยายผลใช้ปลาหมอคางดำเลี้ยงปูขาวอินทรีย์ ลดต้นทุน สร้างรายได้มั่นคง

‘ประมงนครศรีธรรมราช’ขยายผลใช้ปลาหมอคางดำเลี้ยงปูขาวอินทรีย์ ลดต้นทุน สร้างรายได้มั่นคง

‘ประมงนครศรีธรรมราช’ขยายผลใช้ปลาหมอคางดำเลี้ยงปูขาวอินทรีย์ ลดต้นทุน สร้างรายได้มั่นคง

วันศุกร์ ที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 19.07 น.

‘ประมงนครศรีธรรมราช’ขยายผลใช้ปลาหมอคางดำเลี้ยงปูขาวอินทรีย์ ลดต้นทุน สร้างรายได้มั่นคง

ประมงจังหวัดนครศรีธรรมราชส่งต่อความมั่นคงในอาชีพ สนับสนุนเกษตรกรเลี้ยง “ปูขาวอินทรีย์” ใช้ปลาหมอคางดำเป็นวัตถุดิบอาหาร ช่วยลดต้นทุนการผลิต เป็นส่งเสริมให้นำปลาหมอคางดำไปใช้ประโยชน์ให้กว้างขวางขึ้น เป็นหนึ่งในกลยุทธ์สำคัญตามมาตรการของกรมประมงในการควบคุมจำนวนประชากรปลาหมอคางดำในแหล่งน้ำธรรมชาติอย่างเป็นรูปธรรม

นายกอบศักดิ์ เกตุเหมือน ประมงจังหวัดนครศรีธรรมราช เปิดเผยว่า สำนักงานประมงจังหวัดยังคงดำเนินมาตรการกำจัดและควบคุมปลาหมอคางดำตามแนวนโยบายของกรมประมงอย่างต่อเนื่อง โดยหนึ่งในมาตรการสำคัญ คือ การสร้างแรงจูงใจให้ประชาชนนำปลาหมอคางดำมาใช้ประโยชน์ในหลากหลายรูปแบบเพื่อให้เหมาะสมกับบริบทและความต้องการของท้องถิ่น

การนำปลาหมอคางดำมาทำน้ำหมักชีวภาพบำรุงดิน การแปรรูปเป็นเมนูอาหาร และการทำเหยื่อตกปลาแล้ว ยังสามารถนำมาใช้เป็นวัตถุดิบอาหารเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ เช่น ปลากะพง และปูทะเล ซึ่งช่วยลดต้นทุนค่าอาหารสัตว์ได้เป็นอย่างดี และเป็นอีกแนวทางหนึ่งในการลดจำนวนประชากรปลาหมอคางดำในระบบนิเวศ

ประมงจังหวัดนครศรีธรรมราชจึงได้ริเริ่ม “โครงการเลี้ยงปูทะเล พลิกวิกฤตพิชิตปลาหมอคางดำ” ส่งเสริมเกษตรกรเลี้ยงปูขาว หรือปูทองหลาง โดยใช้ปลาหมอคางดำเป็นอาหารเลี้ยงปู ให้สอดคล้องกับกลยุทธ์ของกรมประมงในการส่งเสริมอาชีพเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำที่ตอบโจทย์ทั้งเกษตรกรรายย่อยผลิตสินค้าที่ตลาดต้องการสูง เพราะปูมีรสชาติอร่อยและหวาน และจำหน่ายได้ในราคาที่ดี และการนำปลาหมอคางดำมาใช้เป็นวัตถุดิบอาหารปูช่วยบริหารจัดการต้นทุนอาหาร ช่วยให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้นและมั่นคงมากขึ้น ขณะเดียวกันการใช้ปลาหมอคางดำเป็นอาหารเลี้ยงปู พบว่าช่วยลดต้นทุนการผลิต  เป็นไปตามมาตรการของกรมประมงในการลดจำนวนประชากรปลาหมอคางดำและหยุดยั้งการแพร่ระบาดอย่างเป็นระบบ

“โครงการนี้มุ่งเน้นให้เกษตรกรได้รับประโยชน์โดยตรง ทั้งในด้านการมีพันธุ์ปูขาวเริ่มต้นเลี้ยงโดยไม่ต้องลงทุนเอง และการสร้างแรงจูงใจผ่านการนำปลาหมอคางดำมาใช้ประโยชน์ และสร้างมูลค่าเพิ่ม โดยการแปรสภาพเป็นอาหารปู เกษตรกรได้ลดภาระต้นทุน และช่วยควบคุมประชากรปลาหมอคางดำในระยะยาว” นายกอบศักดิ์ กล่าว

ในปีแรก โครงการฯ ได้นำร่องสนับสนุนพันธุ์ปูขาวให้แก่เกษตรกรในพื้นที่ รายละ 500 ตัว รวมทั้งสิ้น 20,000 ตัว โดยจัดซื้อพันธุ์ปูจากกลุ่มเกษตรกรลุ่มน้ำปากพนัง กลุ่มเกษตรกรเลี้ยงปูขาวอินทรีย์แปลงใหญ่ต้นแบบแห่งแรกของประเทศไทย ที่จะมาช่วยให้คำปรึกษาแก่เกษตรกรรายใหม่ กระบวนการเลี้ยงแบบธรรมชาติ ใช้ปลาคางดำมาบดหรือตัดเป็นชิ้นเล็ก ๆ ผสมกับจุลินทรีย์ ไม่ใช้สารเคมี ช่วยเนื้อปูมีรสชาติหวานขึ้น ปลอดภัย รวมถึงเทคนิคการป้องกันการแพร่พันธุ์เพิ่มเติม

ปลาหมอคางดำที่นำมาใช้เป็นอาหารต้องถูกแช่แข็งในอุณหภูมิติดลบ 20 องศาเซลเซียสนานเป็นเวลา 24 ชั่วโมง ก่อนนำมาบดใช้ เพื่อให้มั่นใจว่าไข่และตัวอ่อนจะไม่สามารถฟักตัวและแพร่พันธุ์ได้อีก

โครงการดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของแนวนโยบายส่งเสริมอาชีพประมงเชิงคุณภาพของกรมประมง ช่วยยกระดับความมั่นคงของอาชีพเกษตรกรเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำในจังหวัดนครศรีธรรมราชอย่างยั่งยืน และต่อยอดให้เกิดความต้องการใช้ปลาหมอคางดำอย่างต่อเนื่อง เพื่อควบคุมจำนวนปลาหมอคางดำในแหล่งน้ำธรรมชาติของชุมชนอย่างมีระบบ

‘กรมชลประทาน’เปิดรับจ้างแรงงานทั่วประเทศ 8.4 หมื่นอัตรา เสริมรายได้ต้อนรับปีใหม่2569

‘กรมชลประทาน’เปิดรับจ้างแรงงานทั่วประเทศ 8.4 หมื่นอัตรา เสริมรายได้ต้อนรับปีใหม่2569

‘กรมชลประทาน’เปิดรับจ้างแรงงานทั่วประเทศ 8.4 หมื่นอัตรา เสริมรายได้ต้อนรับปีใหม่2569

วันศุกร์ ที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 11.01 น.

กรมชลประทาน เดินหน้าจ้างแรงงานช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกรต้อนรับปีใหม่ ปี 2569  หวังให้เกษตรกรมีรายได้เสริม ตามนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ตั้งเป้าจ้างแรงงานกว่า 8.4 หมื่นคน

นายสุริยพล นุชองนงค์ อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีนโยบายช่วยเหลือเกษตรกรทั่วประเทศ ให้มีรายได้เสริมด้วยการจ้างแรงงานในระบบชลประทาน ในปีงบประมาณ 2569 โดยในปีนี้มีเป้าหมายการจ้างแรงงานกว่า 84,000 คน ปัจจุบันมีการจ้างแรงงานทั่วประเทศไปแล้วกว่า 5,800 คน หรือคิดเป็นประมาณร้อยละ 7 ของแผนฯ จังหวัดที่มีผลการจ้างแรงงานมากที่สุด 3 ลำดับ ได้แก่ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ 638 คน จังหวัดกาฬสินธุ์ 616 คน และจังหวัดเชียงใหม่ 411 คน (ข้อมูล ณ วันที่ 30 พฤศจิกายน 2568)

ทั้งนี้ กรมชลประทาน ยังคงเดินหน้ารับสมัครจ้างแรงงานอย่างต่อเนื่องให้ได้ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ จึงขอเชิญชวนเกษตรกรหรือประชาชนที่สนใจเข้าร่วมโครงการฯ โดยสามารถติดต่อสอบถามหรือสมัครได้ที่โครงการชลประทานใกล้บ้าน หรือทางสายด่วนกรมชลประทาน 1460 ในวันและเวลาราชการ

กรมชลฯเตรียมพร้อมรับมือฝนตกหนักภาคใต้

กรมชลฯเตรียมพร้อมรับมือฝนตกหนักภาคใต้

กรมชลฯเตรียมพร้อมรับมือฝนตกหนักภาคใต้

วันพฤหัสบดี ที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 17.09 น.

กรมชลฯ สั่งเฝ้าระวังและเตรียมเครื่องจักรรับมือฝนหนักภาคใต้ 11–15 ธ.ค. นี้

วันนี้ (11 ธ.ค.) ศูนย์ปฏิบัติการน้ำอัจฉริยะ (SWOC) กรมชลประทาน เปิดเผยถึงสถานการณ์น้ำว่า ปัจจุบัน (ข้อมูล ณ 9 ธ.ค.68) อ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางทั่วประเทศ มีปริมาณน้ำรวมกันประมาณ 69,198 ล้าน ลบ.ม. (90% ของความจุอ่างฯ รวมกัน) เฉพาะ 4 เขื่อนหลักลุ่มน้ำเจ้าพระยา (เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์) มีปริมาณน้ำรวม 24,350 ล้าน ลบ.ม. (98% ของความจุอ่างฯ รวมกัน)

จากการติดตามคาดการณ์สภาพอากาศร่วมกับกรมอุตุนิยมวิทยา สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (องค์การมหาชน) และสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ พบว่า ช่วงวันที่ 11 – 15 ธันวาคม 2568 มรสุมตะวันออกเฉียงเหนือจะพัดปกคลุมอ่าวไทย ภาคใต้ และทะเลอันดามันต่อเนื่อง ส่งผลให้ภาคใต้มีฝนเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะจังหวัด นครศรีธรรมราช พัทลุง สงขลา ตรัง ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส อาจมีฝนตกหนักบางแห่ง สถานการณ์ดังกล่าวอาจทำให้เกิด น้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก ดินโคลนถล่ม รวมถึงน้ำท่วมขังในเขตชุมชนเมืองจากการระบายน้ำไม่ทัน และระดับน้ำล้นตลิ่งในพื้นที่ลุ่มต่ำได้

ทั้งนี้ อธิบดีกรมชลประทาน ได้สั่งการให้โครงการชลประทานในพื้นที่ภาคใต้ ติดตามสถานการณ์น้ำฝน–น้ำท่า และข้อมูลสภาพอากาศอย่างใกล้ชิด พร้อมทั้งตรวจสอบและเตรียมความพร้อมเครื่องสูบน้ำ เครื่องผลักดันน้ำ และเครื่องจักรกลสาธารณภัยทุกชนิด ให้สามารถปฏิบัติงานได้ทันที นอกจากนี้ ยังได้บูรณาการข้อมูลร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อสนับสนุนการแจ้งเตือนประชาชนในพื้นที่เสี่ยงอย่างรวดเร็ว รวมถึงจัดเตรียมเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ เพื่อให้ความช่วยเหลือได้อย่างทันท่วงที หากเกิดเหตุฉุกเฉิน

015

กรมประมงเร่งฟื้นฟูปลายี่สกไทย

กรมประมงเร่งฟื้นฟูปลายี่สกไทย

กรมประมงเร่งฟื้นฟูปลายี่สกไทย

วันพฤหัสบดี ที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 17.03 น.

อธิบดีกรมประมง ขานรับนโยบาย ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.เกษตรและสหกรณ์  เดินหน้าเร่งฟื้นฟู “ปลายี่สกไทย” หลังเสี่ยงจัดเป็นสัตว์น้ำใกล้สูญพันธุ์ตามบัญชีไซเตส (CITES) เตรียมเพิ่มกำลังการผลิตลูกพันธุ์ในปี 2569 จำนวนกว่า 500,000 ตัว เพื่อปล่อยคืนสู่แหล่งน้ำธรรมชาติทั่วประเทศ และจำหน่ายให้เกษตรกรนำไปเพาะเลี้ยงขยายผลทางเศรษฐกิจต่อไป

วันนี้ (11 ธ.ค.) นางฐิติพร หลาวประเสริฐ อธิบดีกรมประมง เปิดเผยว่า “ปลายี่สก” (Probarbus jullieni) เป็นปลาน้ำจืดขนาดใหญ่ที่พบในแม่น้ำสายสำคัญของประเทศไทย อาทิ แม่น้ำโขง เจ้าพระยา ท่าจีน แม่กลอง และน่าน  ถือเป็นปลาที่มีรสชาติดี เป็นที่นิยมของผู้บริโภค ราคาจำหน่ายสูงถึงกิโลกรัมละ 200–250 บาท นอกจากนี้ ยังเป็นที่ต้องการของตลาดปลาสวยงามทั้งในประเทศและต่างประเทศ  โดยปลาขนาด 30 เซนติเมตร สามารถจำหน่ายเป็นปลาสวยงาม ที่มีมูลค่าตัวละหลายร้อยบาท  ด้วยความต้องการของตลาดรวมถึงการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อมในแหล่งน้ำ จึงส่งผลให้ประชากรปลายี่สกในธรรมชาติลดลงอย่างต่อเนื่องจนอยู่ในภาวะเสี่ยงใกล้สูญพันธุ์ ตามบัญชีแนบท้ายอนุสัญญาว่าด้วยการค้าระหว่างประเทศซึ่งชนิดสัตว์ป่าและพืชป่าที่ใกล้สูญพันธ์ (CITES)

ที่ผ่านมากรมประมงได้ดำเนินการเพาะขยายพันธุ์เพื่อเป็นการอนุรักษ์ฟื้นฟูทรัพยากรปลายี่สกในธรรมชาติอย่างต่อเนื่อง หลังจากที่ประสบความสำเร็จในการเพาะขยายพันธุ์ด้วยเทคนิคการผสมเทียมพ่อแม่พันธุ์จากธรรมชาติเป็นครั้งแรกเมื่อ พ.ศ. 2517  ด้วยการใช้พ่อแม่พันธุ์ทั้งที่ได้จากแม่น้ำโขงและพ่อแม่พันธุ์ที่มีการเลี้ยงไว้ในหน่วยงานของกรมประมง นอกจากนี้ยังมีการจัดทีมเฉพาะกิจเพื่อตั้งแคมป์ริมฝั่งแม่น้ำโขงร่วมกับชุมชนประมงในการเฝ้าสังเกตการณ์และรวบรวมพ่อแม่พันธุ์ปลายี่สกที่ขึ้นมาวางไข่ในช่วงฤดูผสมพันธุ์ระหว่างเดือนพฤศจิกายน – กุมภาพันธ์ ของทุกปี โดยจะนำแม่พันธุ์ปลาที่มีความพร้อมมาฉีดกระตุ้นการวางไข่และเก็บน้ำเชื้อพ่อพันธุ์ปลาไว้สำหรับการผสมเทียม เพื่อเพิ่มปริมาณผลผลิตลูกพันธุ์ปลายี่สกในธรรมชาติเป็นประจำทุกปี

ล่าสุดได้รับรายงานจากทีมชุดเฉพาะกิจว่า ขณะนี้สามารถรวบรวมพ่อแม่พันธุ์จากธรรมชาติใช้ผสมเทียมเพื่อฟื้นฟูทรัพยากรปลายี่สกในพื้นที่แม่น้ำโขงและแม่น้ำสาขาในปี 2568 ดำเนินการใน 2 พื้นที่ คือบ้านสองคอน จังหวัดมุกดาหาร และ บ้านไคสี จังหวัดบึงกาฬ  และปัจจุบันสามารถผสมเทียมปลายี่สกได้แล้ว 7 คู่ โดยปลายี่สกที่ได้จากแม่น้ำโขงคู่แรกที่เพาะพันธุ์ในปีนี้ ผสมเทียมเมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2568 โดยปลาเพศเมีย น้ำหนัก 13 กิโลกรัม ความยาว 102 เซนติเมตร  และปลาเพศผู้ น้ำหนัก 10 กิโลกรัม ความยาว 90 เซนติเมตร สามารถรีดไข่ปลาได้ 500 กรัม คิดเป็นจำนวนไข่ปลาประมาณ 120,000 ฟอง โดยลูกปลายี่สกจากธรรมชาติรุ่นแรกของปี ได้ฟักออกจากไข่ในวันที่ 5 ธันวาคม 2568 เวลา 05.00 น. ได้ลูกปลาแรกฟักประมาณ 60,000 ตัว สำหรับอีก 6 คู่ ยังอยู่ระหว่างดำเนินการเพาะพันธุ์และนำไปอนุบาลในหน่วยงานของกรมประมง และจะทยอยปล่อยคืนแม่น้ำโขงและลำน้ำสาขา ปริมาณไม่น้อยกว่า 100,000 ตัว ต่อไป

อธิบดีกรมประมง กล่าวเพิ่มเติมว่า จากข้อสั่งการของร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่ให้กรมประมงเร่งปล่อยปลายี่สกลงสู่แหล่งน้ำธรรมชาติในจังหวัดราชบุรี หลังได้รับรายงานว่า ปลายี่สกเป็นปลาประจำถิ่นที่มีความเสี่ยงใกล้สูญพันธุ์ และยังเป็นสัตว์น้ำประจำจังหวัดราชบุรีด้วย จึงทำให้มีความห่วงใยต่อทรัพยากรปลายี่สกในจังหวัดราชบุรี  ทั้งนี้ ในปีงบประมาณ 2568 ที่ผ่านมา ทางศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจืดราชบุรี สามารถผลิตปลายี่สกได้กว่า 320,000 ตัว นำไปปล่อยลงในแหล่งน้ำธรรมชาติสำคัญ เช่น แม่น้ำแม่กลอง และอ่างเก็บน้ำห้วยสำนักไม้เต็ง ฯลฯ รวมถึงจำหน่ายให้เกษตรกรเพื่อนำไปเพาะเลี้ยงอีกด้วย
สำหรับปี 2569 กรมประมงมีแผนเพิ่มกำลังการผลิตลูกพันธุ์ปลายี่สกทั่วประเทศให้มากขึ้น โดยตั้งเป้าผลิตไว้ไม่น้อยกว่า 500,000 ตัว เพื่อปล่อยคืนสู่แหล่งน้ำธรรมชาติ ช่วยฟื้นฟูทรัพยากรสัตว์น้ำประจำถิ่นและสัตว์น้ำหายากใกล้สูญพันธุ์ และจำหน่ายลูกพันธุ์ให้เกษตรกรได้นำไปเพาะเลี้ยงต่อยอดทั้งในด้านการผลิตเพื่อบริโภค และการเพาะเลี้ยงเป็นปลาสวยงามเพื่อเพิ่มมูลค่า ซึ่งปัจจุบันหน่วยงานของกรมประมงหลายแห่งได้รับการรับรองจาก CITES ให้ขึ้นทะเบียนเป็นสถานเพาะพันธุ์ปลายี่สกเพื่อการค้าระหว่างประเทศ เกษตรกรสามารถซื้อลูกพันธุ์จากกรมประมงไปอนุบาลและส่งออกได้อย่างถูกต้องตามระเบียบ ซึ่งช่วยสร้างอาชีพ เพิ่มรายได้ และยกระดับมูลค่าสินค้าสัตว์น้ำของไทย อีกทั้งยังลดการจับจากธรรมชาติ อันจะช่วยรักษาสมดุลของระบบนิเวศในระยะยาวอย่างยั่งยืนต่อไป

015

ก.เกษตรฯถกศูนย์ฯบริการพัฒนาแอปฯพิรุณราช

ก.เกษตรฯถกศูนย์ฯบริการพัฒนาแอปฯพิรุณราช

ก.เกษตรฯถกศูนย์ฯบริการพัฒนาแอปฯพิรุณราช

วันพฤหัสบดี ที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 16.54 น.

ปลัดกระทรวงเกษตรฯ เรียกประชุมโครงการศูนย์บริการประชาชนภาคการเกษตร เล็งพัฒนาแอปพลิเคชัน “พิรุณราช” มุ่งยกระดับการบริการภาครัฐ เน้นการเข้าถึงประชาชน

(วันนี้ 11 ธ.ค.) นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการบริหารนโยบายสร้างวิธีการทำงานสู่การปฏิบัติ โครงการศูนย์บริการประชาชนภาคการเกษตร ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ครั้งที่ 1/2568 โดยมีผู้บริหารหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เข้าร่วมประชุม ณ ห้องประชุม ไชยยงค์ ชูชาติ สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.)

นายวิณะโรจน์ กล่าวว่า ศูนย์บริการเกษตรพิรุณราช ก่อตั้งครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ. 2566 ซึ่งจากรายงานสรุปภาพรวมการให้บริการสะสมตั้งแต่วันที่ 18 ตุลาคม 2566 – 30 พฤศจิกายน 2568 พบว่า มีการให้บริการช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกรกว่า 23,873 เรื่อง โดยได้ดำเนินการแล้วเสร็จ จำนวน 23,750 เรื่อง อีกทั้ง พบว่าประเภทเรื่องที่มีการขอรับบริการสะสมมากที่สุด 5 อันดับแรก ได้แก่ 1) ด้านพืช 2) ด้านหนี้สิน 3) ด้านดินและการปรับปรุงบำรุงดิน 4) ด้านปศุสัตว์ และ 5) ด้านการช่วยเหลือและสนับสนุนที่ดินทำกิน ทั้งนี้ ได้เน้นย้ำกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกภาคส่วนให้เร่งรัดดำเนินการในส่วนงานบริการที่เหลืออยู่ให้แล้วเสร็จตามระบบ พร้อมทั้ง ให้ดำเนินการชี้แจงขั้นตอนการปฏิบัติงานแก่พี่น้องเกษตรกร เพื่อสร้างความเข้าใจที่ตรงกันอีกด้วย

นอกจากนี้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ อยู่ระหว่างการพัฒนาระบบศูนย์บริการเกษตรพิรุณราชใหม่ ทั้งในรูปแบบ Web Application และ Mobile Application ที่สามารถรองรับระบบปฏิบัติการ iOS และ Android ภายใต้ชื่อ “พิรุณราช” เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการปฏิบัติงาน โดยการเชื่อมโยงข้อมูลอย่างเป็นระบบ และการอำนวยความสะดวกแก่ประชาชนและเกษตรกรในการเข้าถึงบริการมากยิ่งขึ้น คาดว่าจะพัฒนาระบบเสร็จสิ้นและพร้อมใช้งานต้นปี 2569

015

‘อธิบดีกรมฝนหลวง’ร่วมพิธีบำเพ็ญกุศลปัญญาสมวาร (ครบ 50 วัน) เพื่ออุทิศถวายเป็นพระราชกุศลแด่’สมเด็จพระพันปีหลวง’

'อธิบดีกรมฝนหลวง'ร่วมพิธีบำเพ็ญกุศลปัญญาสมวาร (ครบ 50 วัน) เพื่ออุทิศถวายเป็นพระราชกุศลแด่'สมเด็จพระพันปีหลวง'

‘อธิบดีกรมฝนหลวง’ร่วมพิธีบำเพ็ญกุศลปัญญาสมวาร (ครบ 50 วัน) เพื่ออุทิศถวายเป็นพระราชกุศลแด่’สมเด็จพระพันปีหลวง’

วันพฤหัสบดี ที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 15.09 น.

เมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2568 เวลา 10.00 น.กรมฝนหลวงและการบินเกษตร นำโดย นายราเชน ศิลปะรายะ อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร จัดพิธีบำเพ็ญกุศลปัญญาสมวาร (ครบ 50 วัน) เพื่ออุทิศถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง โดยมี นายไพจิตร เค้ากล้า รองอธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร ด้านวิชาการ นายปราบพล โล่ห์วีระ รองอธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร ด้านปฏิบัติการ คณะผู้บริหาร ข้าราชการ พนักงานราชการ และเจ้าหน้าที่ ในส่วนกลางและส่วนภูมิภาคเข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง ณ ห้องประชุมหยาดพิรุณ ชั้น 3 กรมฝนหลวงและการบินเกษตร และผ่านระบบ VDO Conference

– 006

สมเด็จพระสันตะปาปาเลโอที่ 14 พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ให้แก่ ฐาปน สิริวัฒนภักดี

สมเด็จพระสันตะปาปาเลโอที่ 14 พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ให้แก่ ฐาปน สิริวัฒนภักดี

สมเด็จพระสันตะปาปาเลโอที่ 14 พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ให้แก่ ฐาปน สิริวัฒนภักดี

วันศุกร์ ที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 18.56 น.

ฐาปน สิริวัฒนภักดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) เข้ารับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ Benemerenti จากสมเด็จพระสันตะปาปาเลโอที่ 14 โดยมี อาร์ชบิชอป ปีเตอร์ ไบรอัน เวลส์ เอกอัครสมณทูตแห่งนครรัฐวาติกันประจำประเทศไทย เป็นผู้แทนในพิธีมอบ ในโอกาสนี้ยังมี อาร์ชบิชอป ฟรังซิสเซเวียร์ วีระ อาภรณ์รัตน์ ประมุขแห่งอัครสังฆมณฑลกรุงเทพฯ ปภัชญา สิริวัฒนภักดี พร้อมด้วยคณะที่ปรึกษาและผู้บริหาร บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) ร่วมแสดงความยินดีในพิธีดังกล่าว ณ สถานเอกอัครสมณทูตนครรัฐวาติกันประจำประเทศไทย

เครื่องราชอิสริยาภรณ์ Benemerenti เป็นเครื่องหมายเชิดชูเกียรติที่พระราชทานแก่คริสตชนฆราวาสและนักบวชผู้ประกอบคุณงามความดีต่อพระศาสนจักรและสังคม การพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์นี้แก่พุทธศาสนิกชนจึงถือเป็นเกียรติอย่างยิ่ง สะท้อนถึงการยกย่องคุณงามความดีในการเสริมสร้างมิตรภาพระหว่างคริสต์ศาสนาและพระพุทธศาสนา ตลอดจนการส่งเสริมสัมพันธไมตรีอันดีระหว่างนครรัฐวาติกันและประเทศไทย