กอด ‘ลมหนาว’ สัมผัสธรรมชาติ ที่..‘เกิ้งแคมป์’ แลนด์มาร์กใหม่มหาสารคาม

กอด ‘ลมหนาว’ สัมผัสธรรมชาติ ที่..‘เกิ้งแคมป์’ แลนด์มาร์กใหม่มหาสารคาม

กอด ‘ลมหนาว’ สัมผัสธรรมชาติ ที่..‘เกิ้งแคมป์’ แลนด์มาร์กใหม่มหาสารคาม

วันอังคาร ที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ท่ามกลางสายลมหนาวพัดผ่านในช่วงต้นเดือนธันวาคม พื้นที่อันเงียบสงบของ “สถานีปฏิบัติการบ้านเกิ้ง” สังกัดสถาบันวิจัยวลัยรุกขเวช มหาวิทยาลัยมหาสารคาม (มมส) ได้ถูกเนรมิตให้กลายเป็นลานกิจกรรมกลางแจ้งที่เต็มไปด้วยชีวิตชีวา แสงไฟอบอุ่น และเสียงหัวเราะ ภายใต้งานเปิดตัว “เกิ้งแคมป์” และกิจกรรมค่าย “สามศาสตร์อาสาพัฒนาชุมชนแหล่งท่องเที่ยว” ประจำปี 2569

ความพิเศษของงานครั้งนี้ คือการบูรณาการความร่วมมือข้ามศาสตร์ ระหว่าง สถาบันวิจัยวลัยรุกขเวช และ 3 คณะใหญ่ของ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ได้แก่ คณะการท่องเที่ยวและการโรงแรม คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ ผังเมือง และนฤมิตศิลป์ และ คณะวิศวกรรมศาสตร์ โดยได้รับเกียรติจาก รศ.ดร.ประยุกต์ ศรีวิไล อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหาสารคาม เป็นประธานเปิดงาน ร่วมกับผู้บริหารสถาบันฯ ผู้นำชุมชน และตัวแทนนิสิต เพื่อร่วมกันผลักดันให้พื้นที่แห่งนี้เป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์แห่งใหม่ของจังหวัดมหาสารคาม

งานนี้ได้พลิกโฉมสถานีวิจัยให้เป็นพื้นที่แห่งความสุขที่ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ โดยแบ่งออกเป็นโซนไฮไลต์สำคัญ ได้แก่ Camping & Nature Zone เปิดลานกางเต็นท์รับลมหนาว พร้อมกิจกรรมพายเรือคายัคชมพระอาทิตย์ลับขอบน้ำ สัมผัสธรรมชาติอย่างใกล้ชิด , Market & Culture เดินชิลล์ที่ตลาด “สวนวลัย” แหล่งรวมผลิตภัณฑ์ชุมชน อาหารพื้นบ้าน และพืชผักเกษตรอินทรีย์, Entertainment เต็มอิ่มกับการแสดงจากพลังนิสิต อาทิ โชว์จากชมรมพลกลอง, ลีลาจากชมรมบาร์เทนเดอร์, การแสดงซูลูสุดเข้มข้น และดื่มด่ำดนตรี Jazz & Pop จากวง MSU BIG BAND และ MSU Chamber ใต้แสงดาว

“เกิ้งแคมป์” ไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อเป็นเพียงสถานที่พักผ่อน แต่คือโมเดลการเรียนรู้รูปแบบใหม่ที่นำ “งานวิชาการ” ลงสู่ “สังคม”สถาบันวิจัยวลัยรุกขเวช มุ่งมั่นที่จะใช้องค์ความรู้ด้านความหลากหลายทางชีวภาพ ผสานกับพลังสร้างสรรค์ของนิสิตและชุมชน ยกระดับให้สถานีปฏิบัติการบ้านเกิ้งกลายเป็นหมุดหมายของการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ (Eco-tourism) ที่จับต้องได้จริง เป็นพื้นที่ที่นักท่องเที่ยว ครอบครัว และนิสิต สามารถเข้ามาเรียนรู้ธรรมชาติผ่านประสบการณ์ตรง (Active Learning)

วันนี้ สถานีปฏิบัติการบ้านเกิ้ง จึงไม่ใช่แค่พื้นที่ของนักวิจัย แต่เป็นพื้นที่ของทุกคน ที่เชื่อมโยง ธรรมชาติ ชุมชน และมหาวิทยาลัย เข้าด้วยกันอย่างงดงาม ท่ามกลางบรรยากาศแห่งความสุขของฤดูหนาวปีนี้

51Talk ส่งเด็กไทย ร่วมเวที ‘COP30’ ‘ตัวแทนแห่งความหวัง’ เปล่งเสียงเพื่อโลกสีเขียว

51Talk ส่งเด็กไทย ร่วมเวที ‘COP30’ ‘ตัวแทนแห่งความหวัง’ เปล่งเสียงเพื่อโลกสีเขียว

51Talk ส่งเด็กไทย ร่วมเวที ‘COP30’ ‘ตัวแทนแห่งความหวัง’ เปล่งเสียงเพื่อโลกสีเขียว

วันอังคาร ที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

51Talk เดินหน้ายกระดับศักยภาพเด็กไทยสู่เวทีระดับโลก ด้วยการพาตัวแทนเด็กไทยร่วมภารกิจสำคัญ ณ การประชุมสหประชาชาติว่าด้วย การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ครั้งที่ 30 (the United Nations Climate Change Conference) หรือ COP30 ที่เมืองเบเลง ประเทศบราซิล ซึ่งถือเป็นเวทีที่รวบรวมผู้เชี่ยวชาญ รวมถึงประมุขของรัฐ นายกรัฐมนตรี นักเจรจา นักเคลื่อนไหว และตัวแทนเด็กจากทั่วโลก เพื่อระดมความคิดและกำหนดแนวทางรับมือกับปัญหาสภาพภูมิอากาศโลกที่ยั่งยืน ตอกย้ำความมุ่งมั่นของ 51Talk ในการสร้างโอกาสให้เด็กไทยใช้ “พลังแห่งภาษาและความหวัง” เปล่งเสียงเพื่ออนาคตและการเปลี่ยนแปลงที่ดีของโลกใบนี้

น้องเอ – ด.ญ.วสุธิดา รินเกลื่อน ในวัย 12 ปี ได้ร่วมถ่ายทอดวิสัยทัศน์บนเวทีโลกว่าด้วยสิ่งแวดล้อมและอนาคตของโลก ภายใต้หัวข้อ “Born from sadness, shaped by hope, and driven by love for the ocean” โดยถ่ายทอดเรื่องราวที่เริ่มต้นจาก ความเศร้า เมื่อเธอเห็นลูกเต่าทะเลตัวน้อยตายอยู่ในอวน แต่เธอเปลี่ยนความเจ็บปวดนั้นเป็นแรงผลักดันให้ลุกขึ้น ปกป้องท้องทะเล น้องเอวาได้สะท้อนปัญหาขยะพลาสติกในทะเลไทยและทั่วโลก พร้อมเตือนให้ทุกคนตระหนักว่า สิ่งที่เราทิ้งกำลังย้อนกลับมาหาเรา เพราะแม้แต่ในเลือดของมนุษย์ก็ยังตรวจพบไมโครพลาสติกปนเปื้อนอยู่ สุนทรพจน์อันทรงพลังของเธอไม่เพียงแต่สร้างความประทับใจให้ผู้ฟังจากทั่วโลกเท่านั้น แต่ยังสะท้อนให้เห็นถึงวิสัยทัศน์ของเด็กไทยผู้กล้าเปล่งเสียงเพื่อโลกสีเขียว และความมุ่งมั่นที่จะเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนอนาคตที่ยั่งยืนของมนุษยชาติ

การได้เข้าร่วมงาน COP30 ครั้งนี้ ทำให้เอวาเข้าใจว่าการเริ่มจากสิ่งเล็กๆในชีวิตประจำวัน ก็สามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ได้ เอวาได้เรียนรู้ว่าการสื่อสารภาษาอังกฤษอย่างมั่นใจ ช่วยให้เราแสดงความคิด และถ่ายทอดแนวทางของเราให้โลกได้รับฟังอย่างชัดเจน น้องเอวา กล่าว

ด้าน คุณแม่ของน้องเอวา กล่าวเสริมว่า การได้ขึ้นแสดงวิสัยทัศน์ต่อสายตาคนทั่วโลก เป็นประสบการณ์ล้ำค่าที่ไม่เพียงสร้างความมั่นใจให้ลูก แต่ยังเป็นแรงบันดาลใจให้เด็กๆคนอื่นได้เห็นว่า พวกเขาเองก็สามารถมีส่วนร่วมและสร้างการเปลี่ยนแปลงเพื่อโลกที่ยั่งยืนได้เช่นกัน

โดย 51Talk มีบทบาทสำคัญในการยกระดับศักยภาพเด็กไทยให้ก้าวสู่เวทีโลก ตั้งแต่ปี 2562 เป็นต้นมา ผ่านการพัฒนาทักษะการสื่อสารภาษาอังกฤษอย่างมั่นใจและสร้างสรรค์ ด้วยแอปเรียนออนไลน์แบบตัวต่อตัวกับครูชาวต่างชาติหรือครูเจ้าของภาษาที่ได้รับการรับรอง และหลักสูตรที่ออกแบบมาเพื่อเสริมสร้างความมั่นใจ กล้าแสดงออกและการคิดเชิงสากล และเพื่อเปิดโอกาสให้เด็กไทยได้แสดงศักยภาพในระดับนานาชาติอย่างแท้จริง 51Talk จึงได้จัดโครงการ “Green Talk เปล่งเสียงแห่งความหวัง สร้างอนาคตสีเขียวบนเวที UN” ซึ่งเป็นเวทีประกวดสุนทรพจน์เพื่อคัดเลือกเด็กไทยร่วมแสดงวิสัยทัศน์ด้านสิ่งแวดล้อมในการประชุมสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยได้รับการสนับสนุนจากกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม (DCCE) โครงการนี้ไม่เพียงสร้างความตระหนักรู้ด้านสิ่งแวดล้อมเท่านั้น แต่ยังเปิดพื้นที่ให้คนรุ่นใหม่ได้แลกเปลี่ยนแนวคิดและนำเสนอทางออกเชิงสร้างสรรค์เพื่อโลกที่ยั่งยืนอีกด้วย

พิธีปิดยิ่งใหญ่ ประกวดวงโยธวาทิตนานาชาติชิงแชมป์ประเทศไทย ครั้งที่ 17 ถ้วยพระราชทาน

พิธีปิดยิ่งใหญ่ ประกวดวงโยธวาทิตนานาชาติชิงแชมป์ประเทศไทย ครั้งที่ 17 ถ้วยพระราชทาน

พิธีปิดยิ่งใหญ่ ประกวดวงโยธวาทิตนานาชาติชิงแชมป์ประเทศไทย ครั้งที่ 17 ถ้วยพระราชทาน

วันจันทร์ ที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 17.35 น.

พิธีปิดยิ่งใหญ่  ประกวดวงโยธวาทิตนานาชาติชิงแชมป์ประเทศไทย ครั้งที่ 17 ถ้วยพระราชทาน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และถ้วยประทาน รวม 14 ถ้วยรางวัล

8 ธ.ค.68 ตั้งแต่เวลา 18.00.น. – 21.00น. ณ ลานวัฒนธรรมพญานาคคู่ริมแม่น้ำโขง เทศบาลเมืองจังหวัดหนองคาย สมาคมเมโลเดียน นายเด่น กาญบุตร นายกสมาคม เทศบาลเมืองหนองคาย นายอรรถพร  ภักดีสุจริต นายกเทศมนตรี นายวีระชัยโชค  มงคลภูมิรัตน์  รองนายกเทศมนตรี กระทรวงศึกษาธิการ นายวิโรจน์  ต่อติด ศึกษาธิการจังหวัด กระทรวงวัฒนธรรม  กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา สถาบันส่งเสริมศักยภาพเด็กและเยาวชนไทย และเจ้าภาพการจัดงานร้านรักษ์ริมโขง  คุณสุริโย คุณศศิธร  พานุรักษ์ ฝ่ายสื่อประชาสัมพันธ์รายการthe people show ทางททบ.5 

จัดการประกวดวงโยธวาทิต ครั้งที่17Thailand International Marching Competition2025 (TIMC)  ระหว่างวันที่ 5-6 ธันวาคม 2568 ซึ่งการจัดงานในครั้งนี้มี วัตถุประสงค์เพื่อยกระดับมาตรฐาน วงโยธวาทิตไทย ส่งเสริมการเรียนรู้ด้านดนตรีของ เยาวชน และเปิดโอกาสให้สถานศึกษาต่างๆ ได้นำเสนอผลงานการฝึกซ้อม
และการแสดง ศักยภาพของนักเรียนอย่างเป็นระบบ การประกวดครั้งนี้ มีสถานศึกษามากกว่า 50แห่งจากทั่วประเทศเข้าร่วมการแข่งขัน ในหลายประเภท ทั้งวงโยธวาทิต วงเมโลเดียน 
วงเครื่องลม การประกวดตีกลอง และการขับร้อง บรรเลงบทเพลงพระราชนิพนธ์ รวมทั้งการประกวด Piano with Vocal การ แข่งขันทั้งหมดจัดขึ้นเพื่อน้อมรำลึกถึงพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร  มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช  บรมนาถบพิตรและสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐต่อประเทศชาติและปวงชนชาวไทย และเพื่อส่ง เสริมศักยภาพด้านดนตรีที่เป็นประโยชน์ต่อ การพัฒนาการศึกษาในภาพรวม 

พิธีเปิดการแข่งขันวันที่5 ธันวาคม 2568  ที่โรงแรมธาวิลล่า หม่อมหลวงณฐภา กิตติยากร  มาเป็นประธานในพิธีเปิดการแข่งขัน 

“TIMC 2025” เป็นการชิง ถ้วยพระราชทานและถ้วยประทานรวม 14 ถ้วยรางวัล ประกอบด้วยถ้วยพระราชทาน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

สำหรับการ แข่งขันประเภท Marching Show Band ระดับมัธยมปลาย

ถ้วยพระราชทานสมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินี สำหรับการประกวด Symphonic Concert Band 

ถ้วยพระราชทานของสมเด็จเจ้าฟ้าพัชรกิติยา ภาฯ สำหรับระดับมัธยมต้น

ถ้วยพระราชทานสมเด็จเจ้าฟ้าทีปังกรรัศมีโชติ 

สำหรับ Drum Basic Division  ถ้วยประทานจากพระเจ้า วรวงศ์เธอ พระองค์ เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ และพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอทิตยาทรกิติคุณ สำหรับประเภทเมโลเดียน วงเครื่องลม 

การประกวดตีกลอง

การแสดง Street Parade และ Modern Concert Marching Art 

ซึ่งผลการตัดสินดังนี้

การประกวดMarching Street Parade รุ่น Junior Division 
–        รางวัลรองชนะเลิศ อันดับ 2 ถ้วยเกียรติสมาคมเมโลเดียน
ได้แก่ โรงเรียนอนุบาลบ้านสวน ( 77.2 คะแนน )
–        รางวัลรองชนะเลิศ อันดับ 1 ถ้วยเกียรติยศ 
จาก นายสุริโย พานุรักษ์ ร้านรักษ์ริมโขง

ได้แก่ โรงเรียนเทศบาล 2 ชำนาญอนุเคราะห์  ( 78.85 คะแนน ) 
–        รางวัลชนะเลิศ         ถ้วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ
ได้แก่ โรงเรียนอนุบาลรัตนบัณฑิต ( 82.8 คะแนน ) 

การประกวดMarching Music Battle รุ่น Open
–        รางวัลชนะเลิศ ถ้วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา
ได้แก่ วิทยาลัยเทคโนโลยีอรรถวิทย์ พณิชยการ

1. การประกวด Piano with Vocal 
–        รางวัลชนะเลิศการประกวด การร้องและบรรเลง บทเพลงพระราชนิพนธ์ ได้รับถ้วยประทาน พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอทิตยาทรกิติคุณ ทีม 
ยู ซอง ลีนายได้แก่   
ด.ช. ฐานพัฒน์ เรียงวิไลกุล (Piano) , ด.ญ. ลินดา จโรภาสรัตน์ (Voice) และ ด.ช.ธีรายุ ศิริธีรากุล (Saxophone)

2. การประกวด Music Ensemble Show รุ่น Senior Division 
–        รางวัลชนะเลิศ  ถ้วยประทาน พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอทิตยาทรกิติคุณ 
ได้แก่ โรงเรียนพระหฤทัยคอนแวนต์
 
3. การประกวด Concert Marching Art 
–        รางวัลชนะเลิศ ถ้วยประทาน พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอทิตยาทรกิติคุณ 
ได้แก่ โรงเรียนนราธิวาส จังหวัดนราธิวาส

4. การประกวด Marching Music Battle รุ่น Senior Division
–        รางวัลชนะเลิศ ถ้วยประทาน พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอทิตยาทรกิติคุณ
ได้แก่ โรงเรียนพิมายวิทยา จ.นครราชสีมา

5. การประกวดวงเมโลเดียน Marching and Display ระดับอนุบาล
–        รางวัลชนะเลิศ ถ้วยประทาน พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ
ได้แก่ โรงเรียนเทศบาล 3 ห้าธันวาคม จังหวัดยโสธร

6. การประกวดวงเมโลเดียน Marching and Display ระดับประถมศึกษา
–        รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 ได้แก่ ไม่มี 
–        รางวัลชนะเลิศ ถ้วยประทาน พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ
ได้แก่ โรงเรียนบ้านเอราวัณ จ.เลย

7. การประกวดเมโลเดียน Concert Marching Art ระดับประถมศึกษา
–        รางวัลชนะเลิศ ถ้วยประทาน พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ
ได้แก่ โรงเรียนอนุบาลบ้านสวน จ.ขอนแก่น

8. การประกวด Marching Field Parade
–        รางวัลชนะเลิศ ถ้วยประทาน พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ
ได้แก่ โรงเรียนประชามงคล จังหวัด กาญจนบุรี

9. การประกวด Marching Street Parade รุ่น Senior Division
–        รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 ได้แก่ โรงเรียนเทศบาล 1 สว่างวิทยา
–        รางวัลชนะเลิศ ถ้วยประทาน พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ
ได้แก่ โรงเรียนปทุมเทพพิทยาคาร

10. การประกวด Music Ensemble Marching Percussion รุ่น Senior Division
–        รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 ถ้วยเกียรติยศจาก รักษ์ริมโขง โดย นาย สุริโย พานุรักษ์
ได้แก่ โรงเรียนชุมพลโพนพิสัย
–        รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 ถ้วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม 
ได้แก่ โรงเรียนนราธิวาส 
–        รางวัลชนะเลิศ ถ้วยพระราชทาน สมเด็จพระเจ้า ลูกยาเธอ เจ้าฟ้าทีปังกรรัศมีโชติ มหาวชิโรตตมางกูร สิริวิบูลยราชกุมาร
ได้แก่ โรงเรียนพระหฤทัยคอนแวนต์

11. การประกวด Modern Concert Band รุ่น Senior Division ไม่เกิน 80 คน
–        รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 ได้แก่ โรงเรียนพระหฤทัยคอนแวนต์
–        รางวัลชนะเลิศ ถ้วยพระราชทาน สมเด็จพระนางเจ้า พระบรมราชินีนาถ
ได้แก่ โรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย

12. การประกวด Marching Field Show รุ่น Senior Division 
–        รางวัลชนะเลิศ ถ้วยพระราชทาน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
ได้แก่ โรงเรียนพิมายวิทยา จังหวัดนครราชสีมา

ในพิธีปิดงานได้รับเกียรติจาก หม่อมหลวงปนัดดา ดิศกุล เป็นประธานในพิธี ได้กล่าวถึง ความตั้งใจของการจัดงานที่มุ่งสนับสนุน การพัฒนาเยาวชนด้านดนตรี การส่งเสริม ระเบียบ วินัย และการทำงานร่วมกันภายใน ทีม โดยแสดงความชื่นชมต่อสถานศึกษาที่ เข้าร่วมแข่งขันจำนวนมาก ซึ่งสะท้อนการ เติบโตของแวดวงดนตรีในประเทศไทย รวมถึงชื่นชมหน่วยงานที่ร่วมสนับสนุน ให้การจัดงานดำเนินไปอย่างเหมาะสมและเป็นระบบ

ด้านนายเด่น กาญบุตร นายกสมาคมเมโล เดียน ได้กล่าวถึงบทบาทของสมาคมใน การสนับสนุนเวที TIMC ต่อเนื่องจนเป็น กิจกรรมที่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวาง โดยระบุว่า การแข่งขันครั้งนี้ไม่เพียงเป็น เวทีให้เยาวชนได้แสดงความสามารถ แต่ยัง เป็นกลไกสำคัญในการพัฒนามาตรฐานการเรียนการสอนด้านดนตรีในสถานศึกษาทั่ว ประเทศ อีกทั้งเป็นโอกาสในการแลกเปลี่ยน ประสบการณ์ระหว่างครูผู้ฝึกสอนและผู้เชี่ยวชาญด้านดนตรีจากหลากหลายพื้นที่ทั่วประเทศ และชมการแสดงโปงลางดนตรีพื้นถิ่นอีสาน  การโชว์เล่นเปียโน  และร้องเพลง นักร้องหรั่ง ร็อคเกรสตร้า เพลงรักเธอประเทศไทย และปิดท้ายด้วย การแสดงโขน มรดกไทยมรดกโลก.

มจพ.พัฒนาหุ่นยนต์อัจฉริยะกวาดล้างทุ่นระเบิดสำเร็จ เตรียมส่งมอบให้กับกองทัพบก เสริมภารกิจปกป้องชายแดนไทย–กัมพูชา

มจพ.พัฒนาหุ่นยนต์อัจฉริยะกวาดล้างทุ่นระเบิดสำเร็จ เตรียมส่งมอบให้กับกองทัพบก เสริมภารกิจปกป้องชายแดนไทย–กัมพูชา

มจพ.พัฒนาหุ่นยนต์อัจฉริยะกวาดล้างทุ่นระเบิดสำเร็จ เตรียมส่งมอบให้กับกองทัพบก เสริมภารกิจปกป้องชายแดนไทย–กัมพูชา

วันจันทร์ ที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 16.35 น.

มจพ.พัฒนาหุ่นยนต์อัจฉริยะกวาดล้างทุ่นระเบิดสำเร็จ เตรียมส่งมอบให้กับกองทัพบก เสริมภารกิจปกป้องชายแดนไทย–กัมพูชา

มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ (มจพ.) เดินหน้าโชว์ศักยภาพงานวิจัยระดับประเทศ หลังพัฒนาหุ่นยนต์อัจฉริยะสำหรับค้นหาและกวาดล้างทุ่นระเบิดสำเร็จ พร้อมเตรียมส่งมอบให้กับกองกำลังสุรนารี เพื่อนำไปใช้ในภารกิจจริงในพื้นที่ชายแดนไทย–กัมพูชา ซึ่งเผชิญความเสี่ยงจากสถานการณ์ความไม่สงบและผลกระทบจากทุ่นระเบิดมาอย่างยาวนาน โดยเป้าหมายสำคัญคือการเพิ่มความปลอดภัย ลดความเสี่ยงของกำลังพล และยกระดับขีดความสามารถในการปฏิบัติงานในพื้นที่อันตราย

แรงหนุนสำคัญมาจากนโยบายของกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.)  ที่ให้ความสำคัญต่อการใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเพื่อสนับสนุนภารกิจปกป้องกำลังพลของชาติ โดย นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. และ ศ.ดร.ศุภชัย  ปทุมนากุล ปลัดกระทรวง อว. ได้มอบหมายให้ มจพ. พัฒนานวัตกรรมหุ่นยนต์กู้ภัยต้นแบบที่สามารถค้นหา ตรวจจับ และทำลายทุ่นระเบิดได้อย่างแม่นยำและปลอดภัย พร้อมรองรับการใช้งานในสถานการณ์ที่มีความเสี่ยงสูง

ผลงานครั้งนี้เกิดจากความเชี่ยวชาญของทีมหุ่นยนต์กู้ภัย iRAP Robot มจพ. คณะวิศวกรรมศาสตร์ เจ้าของสถิติแชมป์โลกการแข่งขันหุ่นยนต์กู้ภัย 10 สมัย ซึ่งเป็นกำลังหลักของประเทศด้านการวิจัยและพัฒนาหุ่นยนต์กู้ภัยขั้นสูง โดยทีมได้บูรณาการเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ ระบบเซนเซอร์อัจฉริยะ และกลไกควบคุมความแม่นยำสูงเข้าด้วยกัน เพื่อให้หุ่นยนต์สามารถปฏิบัติงานด้านการค้นหาและกวาดล้างทุ่นระเบิดได้อย่างมีประสิทธิภาพ ลดการเผชิญความเสี่ยงของเจ้าหน้าที่ในแนวปฏิบัติการโดยตรง ทั้งนี้ การพัฒนาได้ผ่านการทดสอบหุ่นยนต์ทำลายระเบิดจำนวน 2 รุ่น เพื่อเก็บข้อมูลเชิงเทคนิคและปรับปรุงสมรรถนะให้พร้อมใช้งานจริงในภาคสนาม

สำหรับการทดสอบภาคสนาม ได้ดำเนินการรวม 2 ครั้ง ได้แก่ วันที่ 1 พฤศจิกายน 2568 และวันที่ 22 พฤศจิกายน 2568 โดยการทดสอบครั้งที่สองจัดขึ้น ณ จังหวัดนครราชสีมา ภายใต้การนำของ  รศ.ดร.กิตติชัย ธนทรัพย์สิน (วปอ.67) คณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ มจพ. พร้อมด้วยคณาจารย์  ได้แก่   ผศ.นพดล พัดชื่น อ.เนตินันท์ กุตนันท์ และ ผศ.ดร.อรัญ แบล็ทเลอร์ รวมถึงทีมนักศึกษาและบุคลากร ซึ่งได้รับการสนับสนุนงบประมาณจาก บริษัท ที.ดี.ซี สตีลกรุ๊ป จำกัด  บริษัท ตั้งธนสิน จำกัด (โรงรับจำนำ อีซี่มันนี่) บริษัท เดอะ พาราดิโซ เจเค ดีไซน์ โฮเทล จำกัด  วปอ.67 และ วปอ.67 หมู่สิงโต การทดสอบครั้งนี้ทีม EOD ได้จัดจำลองการวางระเบิดในรูปแบบสถานการณ์จริงตามรูปแบบหน้าแนวที่เคยตรวจพบ เพื่อให้หุ่นยนต์ได้ปฏิบัติงานภายใต้เงื่อนไขใกล้เคียงภารกิจจริงมากที่สุด โดยผลการทดสอบได้ข้อมูลอันเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาในขั้นต่อไป

หลังการทดสอบสำเร็จ มจพ. มีแผนส่งมอบหุ่นยนต์อัจฉริยะให้กับหน่วยผู้ใช้งาน กองกำลังสุรนารี ในสังกัดกองทัพบกในวันที่ 18 ธันวาคม 2568 เพื่อนำไปใช้ในพื้นที่จริง เสริมขีดความสามารถของกองทัพในการรักษาความสงบและปกป้องชีวิตประชาชนในพื้นที่ชายแดน และในก้าวต่อไป มจพ. เตรียมจัดตั้ง “ศูนย์เทคโนโลยีอัจฉริยะเพื่อการป้องกันประเทศ (Intelligent Center of National Defense Technology : iDEF)” ร่วมกับกองทัพบก เพื่อมุ่งพัฒนาเทคโนโลยีด้านความมั่นคง ยกระดับขีดความสามารถเชิงยุทธศาสตร์ของประเทศ และเสริมความมั่นคงรวมถึงอธิปไตยของชาติในระยะยาว

มจพ. ยืนยันเจตนารมณ์เดินหน้าพัฒนานวัตกรรมเพื่อสังคมและความมั่นคงของประเทศอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างประโยชน์ต่อประชาชนและความปลอดภัยของชาติอย่างยั่งยืนต่อไป

‘วัดพระธรรมกายเนเธอร์แลนด์’ก้าวสู่ปีที่10 กับการเผยแผ่ธรรมะในยุโรป ควบคู่ความเจริญ อย่างสุขสงบ

‘วัดพระธรรมกายเนเธอร์แลนด์’ก้าวสู่ปีที่10 กับการเผยแผ่ธรรมะในยุโรป ควบคู่ความเจริญ อย่างสุขสงบ

‘วัดพระธรรมกายเนเธอร์แลนด์’ก้าวสู่ปีที่10 กับการเผยแผ่ธรรมะในยุโรป ควบคู่ความเจริญ อย่างสุขสงบ

วันจันทร์ ที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 14.44 น.

‘วัดพระธรรมกายเนเธอร์แลนด์’ก้าวสู่ปีที่10 กับการเผยแผ่ธรรมะในยุโรป ควบคู่ความเจริญ อย่างสุขสงบ

ประเทศเนเธอร์แลนด์ เป็นหนึ่งในประเทศแถบตะวันตกของโลกที่จัดว่ามีความเจริญรุ่งเรือง และเทคโนโลยีล้ำสมัยไม่น้อยหน้าไปกว่าประเทศอื่นในทวีปยุโรป อีกทั้งยังเป็นประเทศที่ผู้คนมีระเบียบวินัย และพื้นฐานจิตใจที่รักความสงบ การรองรับพระพุทธธรรมคำสอน และการประพฤติปฏิบัติธรรมตามพุทธวิธี จึงเป็นไปอย่างรวดเร็ว และลึกซึ้ง จนกระทั่งคณะสงฆ์วัดพระธรรมกาย ประเทศไทย ร่วมทั้งกัลยาณมิตร และสาธุชนชาวไทยและชาวท้องถิ่น ในประเทศเนเธอร์แลนด์ ได้ร่วมกันสถาปนา “วัดพระธรรมกายเนเธอร์แลนด์” ขึ้น ณ เมือง Afferden ในปี พ.ศ. 2559 เพื่อการเผยแผ่ธรรมะไปพร้อมกับความเจริญรุ่งเรืองควบคู่กันทั้งด้านวัตถุ และด้านจิตใจ โดยมีพระมหาพูลศักดิ์ ปุณฺณสกฺโก เป็นเจ้าอาวาส

ด้านพระครูสมุห์สนิทวงศ์ วุฑฺฒิวํโส ผู้อำนวยสำนักสื่อสารองค์กร วัดพระธรรมกาย กล่าวว่า สำหรับโบสถ์เก่า มีชื่อเดิมว่า Sint-Victor และ Gezellenkerk เป็นโบสถ์คริสต์นิกายโรมันคาทอลิก ตั้งอยู่ทางตอนเหนือของ Afferden (Gelderland) สร้างขึ้นระหว่าง ปี พ.ศ. 2433-2434 และเปิดอย่างเป็นทางการใน พ.ศ. 2436 เนื่องด้วยข้อจำกัดด้านการบริหาร และความจำเป็น จึงทำให้โบสถ์หลังนี้เข้าสู่กลไกทางการตลาด คณะสงฆ์ และคณะศิษยานุศิษย์วัดพระรรมกาย จึงได้ร่วมกันสถาปนาโบสถ์แห่งนี้ เป็นวัดในพระพุทธศาสนา เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้รักการประพฤติปฏิบัติธรรมทั้งชาวไทยและชาวท้องถิ่นได้พบกับความสงบ และสันติสุขภายในอย่างแท้จริง

วันแห่งแสงสว่าง “สถาปนาวัดพระธรรมกายเนเธอร์แลนด์” : พิธีเปิดวัดพระธรรมกายเนเธอร์แลนด์ จัดขึ้นอย่างเป็นทางการ ในวันที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2560 โดยมีพระเดชพระคุณพระวิสุทธิวงศาจารย์ กรรมการมหาเถรสมาคม เจ้าคณะใหญ่หนเหนือ รองเจ้าอาวาสวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ เมตตาเป็นประธานสงฆ์ มีคณะสงฆ์กว่า 100 รูป พร้อมด้วยคณะศิษยานุศิษย์วัดพระธรรมกายจาก 30 วัด ในทวีปยุโรป ตลอดจนชาวพุทธผู้มีจิตศรัทธา และชาวท้องถิ่นให้เกียรติเข้าร่วมงานอย่างเนืองแน่นกว่า 500 คน พิธีเปิดวัดครั้งนี้ ถือเป็นการจุดความสว่างไสวและสืบทอดแสงแห่งศรัทธาในพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และเป็นที่รวมแห่งพลังศรัทธาที่เกิดจากการปฏิบัติธรรมของชาวพุทธ ซึ่งเปิดกว้างสำหรับประชาชนทุกชนชาติที่มุ่งแสวงหาความสุขภายในอีกด้วย

9 ปี กับงานเผยแผ่ธรรมะในยุโรป : ตลอดระยะเวลา 9 ปีที่ผ่านมา วัดพระธรรมกายเนเธอร์แลนด์ มีการจัดสอนสมาธิชาวท้องถิ่น และเผยแผ่ธรรมะของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ตลอดจนกิจกรรมงานบุญทางพระพุทธศาสนาอย่างต่อเนื่อง อาทิ พิธีบูชาข้าวพระ, งานบุญวันมาฆบูชา และวิสาขบูชา, งานบุญเนื่องด้วยมหาปูชนียาจารย์, พิธีทอดกฐินสามัคคี, สวดมนต์ข้ามปี, โครงการปฏิบัติธรรมชาวท้องถิ่นทุกวันอังคาร และพฤหัสบดี และ One day retreat รวมถึงกิจกรรมงานประชุมองค์กรพุทธในเนเธอร์แลนด์ ฯลฯ นอกจากนี้ “หลวงพ่อทัตตชีโว” ยังได้เมตตาเป็นประธานใน “พิธีบรรจุพระบรมสารีริกธาตุถวายเป็นพุทธบูชา เพื่ออัญเชิญประดิษฐาน ณ ยอดโบสถ์วัดพระธรรมกายเนเธอร์แลนด์” รูปแบบออนไลน์ผ่านระบบซูม (Zoom) และถ่ายทอดสดพิธีกรรมผ่าน Facebook Live เมื่อวันที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2564 โดยคณะสงฆ์ และคณะศิษยานุศิษย์วัดพระธรรมกายในภาคพื้นยุโรปทั้ง 28 วัด พร้อมด้วยผู้มีจิตศรัทธาจากทั่วโลกร่วมพิธีออนไลน์จำนวนมาก

พิธีบรรจุพระบรมสารีริกธาตุถวายเป็นพุทธบูชา จัดขึ้นเนื่องด้วยเหตุภัยพิบัติทางธรรมชาติ ทำให้ส่วนยอดเก่าของโบสถ์ชำรุดร่วงตกลงมา คณะสงฆ์ และคณะศิษย์ ฯ ร่วมด้วยผู้มีจิตศรัทธา จึงพร้อมใจกันดำเนินการบูรณปฏิสังขรณ์ส่วนยอดของโบสถ์ขึ้นใหม่ โดยได้รับเกียรติจากชาวท้องถิ่น ซึ่งเป็นนักออกแบบที่มีความรู้เกี่ยวกับโบสถ์คริสต์เก่า และมีความสนใจศึกษาเกี่ยวกับเรื่องวัดในพระพุทธศาสนา จึงเป็นที่มาของการออกแบบยอดโบสถ์ชิ้นใหม่เป็นรูปแบบประติมากรรมฉัตร 7 ชั้น มีส่วนยอดเป็นดอกบัวตูม เพื่อบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ มีมงคลนามว่า “อัครสุวรรณฉัตรสวรรค์” เพื่อน้อมถวายเป็นพุทธบูชา และเป็นเสมือนสัญลักษณ์แห่งการสืบสานมโนปณิธานของมหาปูชนียาจารย์ ในการเผยแผ่พระพุทธศาสนาในเนเธอร์แลนด์ ให้ชาวไทย และชาวท้องถิ่น รวมถึงผู้ที่สนใจได้รู้จักสันติสุขภายในขยายไปสู่สันติภาพโลก

พิธีประดิษฐานพระประธานและบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ : ก้าวสู่ปีที่ 10 กับงานบุญ “พิธีประดิษฐานพระประธานและบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ” และพิธีทอดผ้าป่ากองทุนเผยแผ่พระพุทธศาสนาวิชชาธรรมกาย 30 วัด ทวีปยุโรป บูชาธรรม 82 ปี หลวงพ่อธัมมชโย ซึ่งจะจัดขึ้นในวันที่ 16 และ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2569 โดยมีคุณไพศาล ทวีชัยถาวร และคุณเสาวนี หิรัณยศิริ ให้เกียรติเป็นประธานในพิธี ฯ ทั้งนี้ ขอเชิญชวนพุทธศาสนิกชน ร่วมบุญสมโภชพระประธานและพระบรมสารีริกธาตุ และร่วมบุญกองทุนเผยแผ่พระพุทธศาสนาวิชชาธรรมกาย 30 วัด ทวีปยุโรป โดยติดต่อสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ ผู้ประสานงานศูนย์สาขาวัดพระธรรมกาย ในทวีปยุโรป 30 วัด โทร.061-057-7266 และ 081-561-5740 หรือติดตามข่าวสารได้ที่ Facebook : วัดพระธรรมกายเนเธอร์แลนด์ Wat Phra Dhammakaya Netherlands

กระทรวงวัฒนธรรมกัมพูชาประณามไทย อ้างไทยยิงถล่มพื้นที่รอบปราสาทพระวิหาร วอนนานาชาติกดดัน

กระทรวงวัฒนธรรมกัมพูชาประณามไทย อ้างไทยยิงถล่มพื้นที่รอบปราสาทพระวิหาร วอนนานาชาติกดดัน

8 ธ.ค. 2568 17:30 น.

กระทรวงวัฒนธรรมกัมพูชาประณามไทย อ้างไทยยิงถล่มพื้นที่รอบปราสาทพระวิหาร วอนนานาชาติกดดัน

กระทรวงวัฒนธรรมกัมพูชาออกโรงประณามไทย อ้างไทยยิงถล่มหลายจุดรอบปราสาทพระวิหาร ทำอาคารอนุรักษ์เสียหาย วอนนานาชาติร่วมกดดัน

วันที่ 8 ธันวาคม 2568 กระทรวงวัฒนธรรมและศิลปะกัมพูชา ออกแถลงการณ์ประณามอย่างรุนแรง กรณีที่อ้างว่าทหารไทยเปิดฉากใช้อาวุธโจมตีเข้าเขตกัมพูชาบริเวณอันเสส จังหวัดพระวิหาร ก่อนยิงถล่มต่อที่ปราสาทตาเมือนธมและพื้นที่อื่นตามแนวชายแดน โดยใช้ทั้งปืนใหญ่และอาวุธหนักหลายประเภท

กัมพูชาระบุว่า ในช่วง 05.00–07.00 น. การโจมตีเกิดขึ้นต่อเนื่องรอบพื้นที่ปราสาทพระวิหาร ส่งผลให้อาคารโครงการอนุรักษ์ “โกลปุระ 5” ภายใต้ความร่วมมือกัมพูชา–อินเดีย รวมถึงโครงสร้างพื้นฐานด้านการอนุรักษ์หลายส่วนได้รับความเสียหาย

แถลงการณ์ระบุว่า ตั้งแต่ปราสาทพระวิหารขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกเมื่อ 7 กรกฎาคม 2551 ไทยได้ยกข้อกล่าวหาและสร้างสถานการณ์ตึงเครียดหลายครั้ง ทั้งช่วงปี 2551–2554 และล่าสุดระหว่างเหตุปะทะ 24–28 กรกฎาคม 2568 โดยเหตุโจมตีล่าสุดเกิดขึ้นหลังจากฝ่ายไทยมีการยั่วยุทางทหารต่อเนื่องหลายวัน   

กระทรวงฯ ระบุว่า การกระทำครั้งนี้ส่งผลกระทบอย่างหนักต่อภารกิจอนุรักษ์ ทำให้ต้องอพยพเจ้าหน้าที่ ผู้ปฏิบัติงาน และประชาชนในพื้นที่ออกจากเขตอันตราย พร้อมประณามว่าการโจมตีของไทยเป็นการละเมิด “แถลงการณ์ร่วมเพื่อสันติภาพไทย-กัมพูชา” ที่นายกรัฐมนตรีของสองประเทศลงนาม ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ เมื่อ 26 ตุลาคม ที่ผ่านมา โดยมีประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ และนายกรัฐมนตรีอันวาร์ อิบราฮิม ของมาเลเซีย เป็นสักขีพยาน

กัมพูชาเรียกร้องให้ไทยยุติการสู้รบทันที เคารพข้อตกลงหยุดยิง แถลงการณ์สันติภาพ และพันธกรณีตามกฎหมายระหว่างประเทศทุกประการ

กระทรวงวัฒนธรรมยังได้ขอให้นานาชาติกดดันไทยต่อการละเมิดอธิปไตยและการทำลายมรดกโลกปราสาทพระวิหาร ซึ่งเข้าข่ายฝ่าฝืนอนุสัญญามรดกโลกปี 1972 และอนุสัญญาเฮกปี 1954 ว่าด้วยการคุ้มครองทรัพย์สินทางวัฒนธรรมในภาวะสงคราม พร้อมย้ำว่าไทยในฐานะภาคีต้องรับผิดชอบต่อการละเมิดอย่างเต็มที่.

ที่มา Freshnews

ฮุน เซน เปิดคลิป “อนุทิน” สนิทผู้ว่าฯ กัมพูชา จวกใช้ชีวิตทหาร-ปชช.ดึงคะแนนเสียง

ฮุน เซน เปิดคลิป “อนุทิน” สนิทผู้ว่าฯ กัมพูชา จวกใช้ชีวิตทหาร-ปชช.ดึงคะแนนเสียง

8 ธ.ค. 2568 16:30 น.

ฮุน เซน เปิดคลิป “อนุทิน” สนิทผู้ว่าฯ กัมพูชา จวกใช้ชีวิตทหาร-ปชช.ดึงคะแนนเสียง

ฮุน เซน แฉ คลิปนายกฯ อนุทิน ถ่ายรูปชื่นมื่นกับ ผู้ว่าฯ จังหวัดไพลิน ของกัมพูชา จวกใช้ชีวิตทหาร-ปชช.แลกคะแนนเสียง ตอนยังไม่เป็นนายกฯ ยังเป็นเพื่อนกันอยู่เลย

สำนักข่าว เฟรชนิวส์ (freshnews) สื่อของประเทศกัมพูชา รายงานเมื่อ 8 ธ.ค. 2568 ว่า สมเด็จฯ ฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา เผยแพร่คลิปวิดีโอความยาว 16 วินาที แสดงให้เห็นภาพของนาย อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีของไทย กับนาง นนนท์ นิรามิษ ภรรยาของนายอนุทิน ถ่ายรูปร่วมกับนาง บัน สเร มอม ผู้ว่าราชการจังหวัดไพลิน ของกัมพูชา

ในโพสต์ยังแนบแคปชันด้วยว่า “ไม่น่าเชื่อว่า นายอนุทิน นายกรัฐมนตรีไทย เพื่อเป้าหมายทางการเมืองในการเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึง กล้าใช้ชีวิตของทหารและประชาชน ด้วยการประกาศสงครามกับกัมพูชา ในขณะที่ทหารกัมพูชาไม่ได้ตอบโต้แต่อย่างใด”

“ตอนที่ยังไม่เป็นนายกรัฐมนตรีก็เป็นเพื่อนกัน แต่พอได้เป็นนายกรัฐมนตรีกลับลืมมิตรภาพ เราเข้าใจในความรักชาติ แต่ก็ไม่ควรประกาศสงครามกับผู้ที่ไม่ตอบโต้”

***ชมคลิปที่นี่***

หลังจากนั้นไม่นานเพจเฟซบุ๊กของ ฮุน เซน ยังโพสต์คลิปแสดงให้เห็นนายอนุทินไปสวดมนต์ไหว้พระที่วัดราชกษัตรา หมู่บ้าน ตระเปียง ทะนอล (Trapeang Thnol) จังหวัดตาแก้ว (Takeo) โดยระบุว่า เป็นการสวดมนต์เสริมดวงชะตา ในช่วงที่นายอนุทินยังมีความสัมพันธ์ที่ดีกับ ท่านผู้หญิง บาน ศรีมุม ซึ่งเป็นคนสนิทของสมเด็จฯ ฮุน เซน ด้วย

***ชมคลิปที่นี่***

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : freshnews

แม่ทัพภาค 2 สั่งหน่วยพื้นที่ยุทธศาสตร์ ยกระดับการใช้กำลัง “รบทุกมิติ”

แม่ทัพภาค 2 สั่งหน่วยพื้นที่ยุทธศาสตร์ ยกระดับการใช้กำลัง “รบทุกมิติ”

8 ธ.ค. 2568 16:17 น.

แม่ทัพภาค 2 สั่งหน่วยพื้นที่ยุทธศาสตร์ ยกระดับการใช้กำลัง “รบทุกมิติ”

เปิดภาพ “แม่ทัพเติ่ง” บัญชาการรบเอง สั่งยกระดับการใช้กำลังและตอบโต้ภัยคุกคาม “รบทุกมิติ” ลั่นแผ่นดินไทยต้องไม่ถูกท้าทายอีกต่อไป

วันที่ 8 ธ.ค. 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่ามีการเผยแพร่ภาพ พล.ท.วีระยุทธ รักศิลป์ แม่ทัพภาค 2 พร้อมด้วย พล.ต.สมภพ ภาระเวช ผู้บัญชาการกองกำลังสุรนารี ร่วมบัญชาการในวอร์รูม อย่างใกล้ชิด

โดยสั่งการให้ หน่วยปฏิบัติการในพื้นที่ยุทธศาสตร์ เข้าสู่โหมด “รบทุกมิติ” เพื่อเฝ้าระวังและปฏิบัติการอย่างต่อเนื่อง และมีคำสั่งชัดเจนว่า ให้ดำเนินการตอบโต้ภายใต้กรอบยุทธวิธีอย่างเป็นระบบ มุ่งปกป้องแผ่นดินไทย ความสงบเรียบร้อย และความปลอดภัยของประชาชนในพื้นที่ชายแดน

พร้อมย้ำด้วยว่า แผ่นดินไทยนี้ ต้องไม่ถูกท้าทายอีกต่อไป ไม่มีพื้นที่สำหรับความลังเล มีเพียงหน้าที่ ศักดิ์ศรี และความรับผิดชอบต่อประเทศชาติ

“อันวาร์” นายกฯ มาเลเซีย วอน ไทย-กัมพูชายับยั้งชั่งใจ กลับสู่แนวทางการทูต

"อันวาร์" นายกฯ มาเลเซีย วอน ไทย-กัมพูชายับยั้งชั่งใจ กลับสู่แนวทางการทูต

8 ธ.ค. 2568 14:51 น.

“อันวาร์” นายกฯ มาเลเซีย วอน ไทย-กัมพูชายับยั้งชั่งใจ กลับสู่แนวทางการทูต

“อันวาร์” นายกฯ มาเลเซียออกแถลงการณ์เรียกร้องให้ไทยและกัมพูชาควบคุมสถานการณ์อย่างที่สุด เปิดช่องสื่อสาร และกลับสู่แนวทางการทูต ก่อนความตึงเครียดลุกลามจนฉีกความพยายามสร้างสันติภาพในภูมิภาค

วันที่ 8 ธันวาคม 2568 นายอันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีของมาเลเซีย ออกแถลงการณ์ผ่านสื่อสังคมออนไลน์ แสดงความกังวลอย่างลึกซึ้งต่อเหตุการณ์ปะทะด้วยอาวุธระหว่างกองกำลังไทยและกัมพูชาตามแนวชายแดน ซึ่งมีรายงานผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บ

อันวาร์ระบุว่า รู้สึกกังวลอย่างยิ่งต่อรายงานการปะทะด้วยอาวุธระหว่างกองกำลังของกัมพูชาและไทยตามพรมแดนร่วม ขอแสดงความเสียใจต่อครอบครัวผู้เสียชีวิตและผู้บาดเจ็บ โดยความรุนแรงที่ปะทุอีกครั้งเสี่ยงทำลายความพยายามที่ทั้งสองประเทศทุ่มเทเพื่อสร้างเสถียรภาพมานาน

พร้อมกันนี้ นายกฯ มาเลเซียย้ำว่า ไทยและกัมพูชาเป็น หุ้นส่วนใกล้ชิดของมาเลเซีย และเป็นประเทศสมาชิกอาเซียนที่มีบทบาทสำคัญ จึงขอเรียกร้องให้ทั้งสองฝ่ายใช้ความยับยั้งชั่งใจอย่างที่สุด รักษาช่องทางสื่อสารที่เปิดไว้ และใช้กลไกความร่วมมือที่มีอยู่ให้เต็มศักยภาพ พร้อมประกาศว่ามาเลเซียพร้อมให้การสนับสนุนทุกก้าวย่างที่จะช่วยคลี่คลายสถานการณ์และป้องกันไม่ให้เกิดเหตุซ้ำ

ผู้นำมาเลเซียเตือนด้วยว่า ภูมิภาคอาเซียน ไม่สามารถปล่อยให้ข้อพิพาทยืดเยื้อนำไปสู่ความขัดแย้งรอบใหม่โดยสิ่งสำคัญเร่งด่วนที่สุดขณะนี้ คือ หยุดการสู้รบ ป้องกันอันตรายต่อพลเรือน และกลับสู่เส้นทางการทูตบนพื้นฐานของกฎหมายระหว่างประเทศและจิตวิญญาณของเพื่อนบ้านที่อาเซียนยึดถือมาโดยตลอด.

“ฮุนเซน” สั่งยึดเส้นแดง แนวตอบโต้ชัดเจนของฝั่งกัมพูชา เตรียมพร้อมเต็มกำลังรับมือการโจมตีจากฝั่งไทย

"ฮุนเซน" สั่งยึดเส้นแดง แนวตอบโต้ชัดเจนของฝั่งกัมพูชา เตรียมพร้อมเต็มกำลังรับมือการโจมตีจากฝั่งไทย

8 ธ.ค. 2568 13:05 น.

“ฮุนเซน” สั่งยึดเส้นแดง แนวตอบโต้ชัดเจนของฝั่งกัมพูชา เตรียมพร้อมเต็มกำลังรับมือการโจมตีจากฝั่งไทย

ฮุนเซน เดือด สั่งกองกำลังทุกหน่วยยึด “เส้นแดงตอบโต้” เคร่งครัด เตรียมพร้อมเต็มกำลังรับมือการโจมตีจากฝั่งไทย ลั่นยกเลิกภารกิจทั้งหมดในประเทศเพื่อร่วมกำกับดูแลกองทัพเคียงข้างนายกฯ ในช่วงวิกฤติ

วันที่ 8 ธันวาคม 2568 สำนักข่าวของกัมพูชารายงานว่า สมเด็จฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา ออกแถลงการณ์ผ่านโซเชียล สั่งกองกำลังทุกหน่วยยึด “เส้นแดงตอบโต้” อย่างเคร่งครัด และเตรียมพร้อมเต็มกำลังรับมือการโจมตีจากฝั่งไทย ขณะที่สถานการณ์ตึงเครียดชายแดนกัมพูชา–ไทยพุ่งสูงขึ้นอีกครั้ง หลังมีการปะทะต่อเนื่องหลายจุด 

ฮุน เซน ระบุว่า ตั้งแต่เมื่อวานจนถึงเช้าวันนี้ กองกำลังไทยได้ยิงอาวุธหลากหลายชนิดเข้าใส่พื้นที่กัมพูชาอย่างต่อเนื่อง หวังยั่วยุให้ตอบโต้เพื่อล้มข้อตกลงหยุดยิงและคำประกาศสันติภาพกัมพูชา–ไทย  ที่ลงนามเมื่อเดือนตุลาคม ที่ผ่านมา

อดีตนายกฯ กัมพูชา ย้ำว่า “เส้นแดงในการตอบโต้ได้กำหนดไว้อย่างชัดเจนแล้ว” พร้อมสั่งผู้บังคับบัญชาทุกระดับทำความเข้าใจและชี้แจงต่อทหารใต้บังคับบัญชาอย่างละเอียด เพื่อป้องกันการตัดสินใจผิดพลาดในพื้นที่ปะทะ

นอกจากนี้ ฮุน เซน ได้สั่งให้หน่วยงานท้องถิ่นเร่งอพยพประชาชนออกจากจุดเสี่ยง และช่วยเหลือผู้ที่กำลังหนีภัยจากพื้นที่สู้รบไปยังเขตปลอดภัย พร้อมเปิดเผยว่าได้ยกเลิกภารกิจทั้งหมดในประเทศเพื่อร่วมกำกับดูแลกองทัพเคียงข้างนายกรัฐมนตรีของกัมพูชาในช่วงสถานการณ์วิกฤติ

เขายังขออภัยแขกทั้งในและต่างประเทศที่ไม่สามารถเข้าพบได้ในช่วงนี้ พร้อมส่งกำลังใจไปยังนักกีฬากัมพูชาที่กำลังแข่งขันซีเกมส์ครั้งที่ 33 ที่ประเทศไทยว่าให้แข่งขันตามปกติ ไม่ต้องวิตกกับสถานการณ์ชายแดน.

ที่มา Freshnews