สื่อนอกตีข่าวชายแดนไทย-กัมพูชาเดือดอีกรอบ ไทยโจมตีทางอากาศโต้เขมรยิงถล่มทหารไทยเสียชีวิต-บาดเจ็บ

สื่อนอกตีข่าวชายแดนไทย-กัมพูชาเดือดอีกรอบ ไทยโจมตีทางอากาศโต้เขมรยิงถล่มทหารไทยเสียชีวิต-บาดเจ็บ

8 ธ.ค. 2568 11:14 น.

สื่อนอกตีข่าวชายแดนไทย-กัมพูชาเดือดอีกรอบ ไทยโจมตีทางอากาศโต้เขมรยิงถล่มทหารไทยเสียชีวิต-บาดเจ็บ

สื่อต่างชาติรายงานสถานการณ์เดือดบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ล่าสุดไทยโจมตีทางอากาศถล่มกัมพูชาเพื่อตอบโต้กัมพูชายิงปืนใหญ่ถล่มทหารไทยเสียชีวิต-บาดเจ็บ หวั่นกระทบความน่าเชื่อถือข้อตกลงหยุดยิง 

สำนักข่าว “CNN” “Aljazeera”  “France24” และ “The Star” ของมาเลเซีย รายงานว่า เกิดเหตุสู้รบระลอกใหม่ระหว่างไทยและกัมพูชา เมื่อกองทัพไทย โจมตีทางอากาศใส่กัมพูชาตามแนวพื้นที่พิพาทชายแดน ในขณะที่กัมพูชายิงปืนใหญ่ถล่มทหารไทยเสียชีวิตและบาดเจ็บ ทำให้สถานการณ์ความตึงเครียดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ยกระดับขึ้นอีกครั้ง และเสี่ยงต่อการล้มเหลวของแผนสันติภาพที่เพิ่งมีการผลักดันโดย ประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ เมื่อราวสองเดือนก่อน

สื่อต่างชาติรายงานว่า ทั้งสองฝ่ายต่างกล่าวหากันและกันว่าเป็นผู้เริ่มเปิดฉากปะทะในเช้าวันจันทร์ โดยไทยและกัมพูชาต่างอ้างว่าอีกฝ่ายเป็นผู้ยิงโจมตีก่อนในพื้นที่ตามแนวเขตแดนที่ยังเป็นข้อพิพาทมายาวนาน

เหตุปะทุครั้งนี้เกิดขึ้นต่อเนื่องจากสัปดาห์แห่งความตึงเครียดที่ค่อยๆ สะสม หลังไทยมีการระงับการเดินหน้าในข้อตกลงหยุดยิง ที่สองประเทศร่วมลงนามภายใต้การประสานของสหรัฐฯ ส่งผลให้ช่องทางการเจรจาเริ่มชะงักงัน และความขัดแย้งกลับมาปะทุอีกครั้ง

แม้ยังไม่มีการเปิดเผยตัวเลขความเสียหายหรือผู้บาดเจ็บจากเหตุโจมตี แต่สถานการณ์ล่าสุดทำให้หลายฝ่ายกังวลว่า ความรุนแรงที่เพิ่มขึ้นจะยิ่งทำให้ความพยายามสร้างเสถียรภาพตามแนวชายแดนล้มเหลว และอาจลากเข้าสู่ความขัดแย้งเต็มรูปแบบ หากไม่เร่งรื้อฟื้นการเจรจาโดยด่วน.

กัมพูชาปัดข่าว เคลื่อนย้ายอาวุธหนัก กล่าวหาไทยยิงเข้ามา 2 ครั้ง

กัมพูชาปัดข่าว เคลื่อนย้ายอาวุธหนัก กล่าวหาไทยยิงเข้ามา 2 ครั้ง

8 ธ.ค. 2568 06:38 น.

กัมพูชาปัดข่าว เคลื่อนย้ายอาวุธหนัก กล่าวหาไทยยิงเข้ามา 2 ครั้ง

กระทรวงกลาโหมกัมพูชา ปฏิเสธรายงานของกองทัพไทย ที่ว่าพวกเขาเคลื่อนย้ายอาวุธหนักประจำการตามแนวชายแดนแล้ว ในขณะที่กล่าวหาฝ่ายไทยว่า ยิงพวกเขา 2 ระลอกเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา

เมื่อช่วงหลังเที่ยงคืนเข้าสู่วันที่ 8 ธ.ค. 2568 เพจเฟซบุ๊กของกระทรวงกลาโหมกัมพูชา โพสต์แถลงการณ์ปฏิเสธรายงานของกองทัพไทยที่ระบุว่า กัมพูชาได้เคลื่อนย้ายอาวุธหนักและยุทโธปกรณ์หนักและร้ายแรงตามแนวชายแดนกัมพูชา–ไทย ในขณะเดียวกันก็กล่าวหาไทยว่า ยิงเข้าใส่ฝ่ายกัมพูชา 2 ครั้ง

แถลงการณ์ดังกล่าว ลงชื่อ พลโทหญิง มาลี โสเจียตา โฆษกกระทรวงกลาโหมแห่งราชอาณาจักรกัมพูชา ระบุว่า

“กระทรวงกลาโหมแห่งราชอาณาจักรกัมพูชา ขอแจ้งให้สาธารณชน รวมถึงนักข่าวทั้งในประเทศและต่างประเทศ ทราบว่า ในคืนวันที่ 7 ธันวาคม 2025 ใกล้เที่ยงคืนของวันที่ 8 ธันวาคม 2025 กระทรวงได้รับทราบว่า เพจอย่างเป็นทางการของกองทัพภาคที่ 2 ของไทย ได้เผยแพร่ข้อมูลเท็จอย่างแข็งขัน ซึ่งขัดแย้งกับความจริงอย่างชัดเจน โดยการเผยแพร่ข้อกล่าวอ้างที่ว่า ‘กัมพูชามีการเคลื่อนย้ายอาวุธหนักและยุทโธปกรณ์หนักและร้ายแรงตามแนวชายแดนกัมพูชา–ไทย’ ข้อมูลที่ผิดนี้ถูกนำไปอ้างอิงและเผยแพร่ซ้ำโดยสื่อไทยบางสำนัก โดยมีเจตนาที่จะทำให้สาธารณชนทั้งในประเทศและต่างประเทศเข้าใจผิด และใช้เป็นข้ออ้างเพื่อยกระดับความตึงเครียดทางทหารกับกัมพูชาอีกครั้ง

“กระทรวงกลาโหมแห่งราชอาณาจักรกัมพูชา ขอปฏิเสธการกล่าวอ้างนี้ และขอชี้แจงข้อเท็จจริงดังต่อไปนี้:

1.แถลงการณ์ที่เผยแพร่โดยเพจอย่างเป็นทางการของกองทัพภาคที่ 2 ของไทย รวมถึงสื่อไทยหลายสำนัก ที่กล่าวหาว่ากัมพูชามีการเคลื่อนย้ายอาวุธและยุทโธปกรณ์หนักและร้ายแรงตามแนวชายแดนกัมพูชา–ไทยนั้น เป็นข้อมูลเท็จ

2.กองทัพกัมพูชาไม่ได้ดำเนินการใด ๆ ที่เป็นการละเมิดข้อตกลงหยุดยิงหรือปฏิญญาร่วมว่าด้วยสันติภาพระหว่างกัมพูชาและไทย ตรงกันข้ามกับที่มีการรายงานโดยโซเชียลมีเดียและสื่อของไทย”

“กระทรวงกลาโหมแห่งราชอาณาจักรกัมพูชา ขอยืนยันอีกครั้งถึงความมุ่งมั่นอย่างแรงกล้าที่จะเคารพและดำเนินการตามข้อตกลงหยุดยิงและปฏิญญาร่วมว่าด้วยสันติภาพระหว่างกัมพูชาและไทยอย่างเต็มที่ กระทรวงจะยังคงทำงานอย่างใกล้ชิดในทุกระดับ เพื่อส่งเสริมความร่วมมือที่เป็นรูปธรรม เสริมสร้างสันติภาพและเสถียรภาพระหว่างทั้งสองประเทศ และกลับสู่ภาวะปกติโดยเร็วที่สุด”

ก่อนหน้านี้ กระทรวงกลาโหมของกัมพูชาได้โพสต์แถลงการณ์กล่าวหาว่า ทหารไทยเปิดฉากโจมตีทหารฝ่ายกัมพูชาที่ประจำการในพื้นที่ ปรอเลียน ธมอร์ (Prorlean Thmar) ในอำเภอจอมกระสานต์ จังหวัดพระวิหาร ตั้งแต่เวลาประมาณ 14:15 น. ถึง 14:32 น. ของวันที่ 7 ธ.ค. และฝ่ายกัมพูชาไม่ได้ยิงโต้กลับอย่างที่ฝ่ายไทยกล่าวหา ชี้เป็นข่าวเท็จที่สร้างขึ้นเพื่อทำให้สาธารณชนทั้งในประเทศและต่างประเทศเข้าใจผิด และใช้เป็นข้ออ้างเพื่อยกระดับความตึงเครียดทางทหารกับกัมพูชา

กระทรวงกลาโหมกัมพูชาอ้างอีกว่า ในเวลาประมาณ 20:02 น. วันเดียวกัน ทหารไทยเปิดฉากโจมตีครั้งที่ 2 ด้วยอาวุธขนาดเล็กหลายครั้ง นัดบริเวณด้านหน้าแนวรบของกัมพูชาในพื้นที่ “โอพกา สแนะห์” (O’ Phka Sneh) และโจมตีพื้นที่ ปรอเลียน ธมอร์ อีกครั้งในเวลา 20:30 น. โดยใช้ทั้งอาวุธขนาดเล็กและปืนครก ก่อนที่การโจมตีจะสิ้นสุดในเวลาประมาณ 20:50 น.

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : facebook

UN เตือน กำแพงป้องกันรังสีของ รง. นิวเคลียร์ “เชอร์โนบิล” ถูกโจมตีเสียหาย

UN เตือน กำแพงป้องกันรังสีของ รง. นิวเคลียร์ “เชอร์โนบิล” ถูกโจมตีเสียหาย

8 ธ.ค. 2568 06:12 น.

UN เตือน กำแพงป้องกันรังสีของ รง. นิวเคลียร์ “เชอร์โนบิล” ถูกโจมตีเสียหาย

หน่วยงานนิวเคลียร์ของสหประชาชาติออกมาเตือนว่ากำแพงป้องกันรังสีของโรงงานนิวเคลียร์ “เชอร์โนบิล” ในยูเครน ถูกโดรนโจมตีเสียหาย และจำเป็นต้องได้รับการซ่อมแซม

เจ้าหน้าที่ตรวจสอบจากทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (IAEA) เปิดเผยในวันอาทิตย์ที่ 7 ธ.ค. 2568 ว่า เกราะป้องกันที่สร้างขึ้นเหนือพื้นที่เกิดภัยพิบัตินิวเคลียร์ของโรงไฟฟ้า “เชอร์โนบิล” ในปี 2529 ถูกโจมตีด้วยโดรนเมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา และสูญเสียการทำงานหลักด้านความปลอดภัยหลายอย่าง รวมถึงขีดความสามารถในการกักเก็บรังสี

การโจมตีดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ โดยยูเครนกล่าวหารัสเซียว่ากำหนดเป้าหมายโจมตีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ แต่ฝ่ายมอสโกปฏิเสธ

IAEA ระบุว่า ทีมงานได้ดำเนินการประเมินความปลอดภัยของสถานที่แห่งนี้เสร็จสิ้นเมื่อสัปดาห์ก่อน หลังจากที่มัน “ได้รับความเสียหายอย่างรุนแรง” จากการโจมตีด้วยโดรน การโจมตีดังกล่าวทำให้เกิดไฟไหม้ที่แผ่นหุ้มด้านนอกของโครงสร้างเหล็ก

ผู้ตรวจสอบกล่าวว่า โครงสร้างรับน้ำหนักหรือระบบตรวจสอบของเกราะป้องกันไม่ได้รับความเสียหายถาวร และมีการซ่อมแซมส่วนหลังคาไปบ้างแล้ว

แต่นายราฟาเอล กรอสซี ผู้อำนวยการใหญ่ของ IAEA กล่าวว่า “การฟื้นฟูที่ทันเวลาและครอบคลุมยังคงมีความสำคัญอย่างยิ่งเพื่อป้องกันความเสื่อมโทรมอย่างต่อเนื่อง และรับประกันความปลอดภัยทางนิวเคลียร์ในระยะยาว”

อย่างไรก็ตาม ศ. จิม สมิธ ผู้เชี่ยวชาญด้านสิ่งแวดล้อมบอกกับสำนักข่าวบีบีซี ว่า สถานการณ์ตอนนี้ยังไม่ใช่สิ่งที่น่าตื่นตระหนก

ศ. สมิธ จากมหาวิทยาลัยพอร์ตสมัทในสหราชอาณาจักร ซึ่งศึกษาผลพวงของภัยพิบัติเชอร์โนบิล กล่าวว่า อันตรายที่ใหญ่ที่สุดที่เกี่ยวข้องกับสถานที่แห่งนี้คือ “การรบกวนฝุ่นกัมมันตรังสี” แต่ตอนนี้ความเสี่ยงยังต่ำ เนื่องจากฝุ่นที่ปนเปื้อนถูกกักเก็บอยู่ภายใน “โลงหิน” (sarcophagus) คอนกรีตหนา ซึ่งมีเกราะป้องกันคลุมไว้อีกชั้นหนึ่ง

โลงหินซึ่งกักเก็บกัมมันตรังสีเอาไว้นี้ มีอายุการใช้งานเพียง 30 ปี จึงจำเป็นต้องมีเกราะป้องกันเพื่อป้องกันไม่ให้สารกัมมันตรังสีรั่วไหลออกมาในช่วง 100 ปีข้างหน้า

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

กลาโหมกัมพูชา ปัดข่าวเคลื่อนย้ายรถถัง ลั่นไม่ทำผิดข้อตกลงหยุดยิง

กลาโหมกัมพูชา ปัดข่าวเคลื่อนย้ายรถถัง ลั่นไม่ทำผิดข้อตกลงหยุดยิง

8 ธ.ค. 2568 00:30 น.

กลาโหมกัมพูชา ปัดข่าวเคลื่อนย้ายรถถัง ลั่นไม่ทำผิดข้อตกลงหยุดยิง

กระทรวงกลาโหมกัมพูชาโพสต์แถลงการณ์ ปฏิเสธรายงานของกองทัพไทยที่ระบุว่า กัมพูชาเคลื่อนย้ายรถถังแล้ว โดยยืนยันว่า กัมพูชาจะไม่ละเมิดข้อตกลงหยุดยิง

เมื่อคืนวันอาทิตย์ที่ 7 ธ.ค. 2568 เพจเฟซบุ๊กของกระทรวงกลาโหมกัมพูชา โพสต์แถลงการณ์ปฏิเสธรายงานของกองทัพไทยที่ระบุว่า กัมพูชาได้เคลื่อนย้ายรถถังไปยังชายแดนแล้ว พร้อมทั้งยืนยันว่า กัมพูชาจะไม่กระทำการใดๆ ที่เป็นการละเมิดข้อตกลงหยุดยิง

แถลงการณ์ดังกล่าว ลงชื่อ พลโทหญิง มาลี โสเจียตา โฆษกกระทรวงกลาโหมแห่งราชอาณาจักรกัมพูชา ระบุว่า

“กระทรวงกลาโหมแห่งราชอาณาจักรกัมพูชา ขอแจ้งให้สาธารณชน รวมถึงนักข่าวทั้งในประเทศและต่างประเทศ ทราบว่า ในคืนวันที่ 7 ธันวาคม 2025 เราเห็นว่าเพจ Facebook อย่างเป็นทางการของกองทัพภาคที่ 2 ของไทย ได้เผยแพร่แถลงการณ์ที่อ้างว่า “กัมพูชามีการเคลื่อนย้ายรถถังในเมืองสำโรง จังหวัดอุดรมีชัย” และข้อมูลนี้ถูกนำไปอ้างอิงและเผยแพร่ต่อโดยสื่อไทยหลายสำนัก”

“กระทรวงกลาโหมแห่งราชอาณาจักรกัมพูชา ขอปฏิเสธการกล่าวอ้างนี้ และขอชี้แจงข้อเท็จจริงดังต่อไปนี้:

1.แถลงการณ์ที่เผยแพร่โดยเพจอย่างเป็นทางการของกองทัพภาคที่ 2 ของไทย รวมถึงสื่อไทยหลายสำนัก ที่กล่าวหาว่ากัมพูชามีการเคลื่อนย้ายรถถังนั้น เป็นข้อมูลเท็จ

2.กองทัพกัมพูชาไม่ได้ดำเนินการใด ๆ ที่เป็นการละเมิดข้อตกลงหยุดยิงหรือปฏิญญาร่วมว่าด้วยสันติภาพระหว่างกัมพูชาและไทย ตรงกันข้ามกับที่มีการรายงานโดยโซเชียลมีเดียและสื่อของไทย”

“กระทรวงกลาโหมแห่งราชอาณาจักรกัมพูชา ขอยืนยันอีกครั้งถึงความมุ่งมั่นอย่างแรงกล้าที่จะเคารพและดำเนินการตามข้อตกลงหยุดยิงและปฏิญญาร่วมว่าด้วยสันติภาพระหว่างกัมพูชาและไทยอย่างเต็มที่ กระทรวงจะยังคงทำงานอย่างใกล้ชิดในทุกระดับ เพื่อส่งเสริมความร่วมมือที่เป็นรูปธรรม เสริมสร้างสันติภาพและเสถียรภาพระหว่างทั้งสองประเทศ และกลับสู่ภาวะปกติโดยเร็วที่สุด”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : facebook

ทหารเบนิน ก่อรัฐประหารล้มเหลว กองกำลังฝ่ายรัฐบาลสกัดไว้ได้

ทหารเบนิน ก่อรัฐประหารล้มเหลว กองกำลังฝ่ายรัฐบาลสกัดไว้ได้

7 ธ.ค. 2568 21:43 น.

ทหารเบนิน ก่อรัฐประหารล้มเหลว กองกำลังฝ่ายรัฐบาลสกัดไว้ได้

ทหารของประเทศเบนินพยายามก่อรัฐประหารยึดอำนาจ เมื่อช่วงเช้ามืดวันอาทิตย์ที่ผ่านมา แต่ถูกทหารฝ่ายที่ภักดีกับรัฐบาลขัดขวางเอาไว้ได้

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า รัฐบาลเบนินออกมาเปิดเผยว่า ทหารฝ่ายที่ภักดีกับพวกเขา ขัดขวางความพยายามก่อรัฐประหารของทหารอีกกลุ่มหนึ่งเมื่อช่วงเช้ามืดวันอาทิตย์ที่ 7 ธ.ค. 2568 ได้สำเร็จ หลังทหารกลุ่มดังกล่าวออกแถลงการณ์ผ่านโทรทัศน์ ประกาศยุบรัฐบาลและถอดถอนประธานาธิบดี

“ในช่วงเช้ามืดของวันอาทิตย์ที่ 7 ธันวาคม 2568 ทหารกลุ่มเล็ก ๆ ได้ก่อการกบฏโดยมีเป้าหมายเพื่อบ่อนทำลายความมั่นคงและสถาบันต่าง ๆ ของรัฐ” นายอลัสซาน เซดู รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยของประเทศเบนินกล่าว “เมื่อเผชิญกับสถานการณ์นี้ กองทัพเบนินและผู้นำของพวกเขา ก็ยังคงซื่อสัตย์ต่อคำปฏิญาณ และยึดมั่นต่อสาธารณรัฐ”

ก่อนที่นายเซดูจะมีแถลงการณ์หลายชั่วโมง ทหารกลุ่มหนึ่งซึ่งเรียกตัวเองว่า “คณะกรรมการกองทัพเพื่อการสถาปนาใหม่” (Military Committee for Refoundation) ปรากฏตัวผ่านทางโทรทัศน์ พร้อมกับประกาศยุบรัฐบาล, ถอดถอนประธานาธิบดีและยกเลิกสถาบันของรัฐทั้งหมด

ทหารกลุ่มนี้ระบุว่า พลโท ปาสกาล ติกรี ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นประธานคณะกรรมการ

หลังจากนั้นก็เกิดเสียงปืนดังขึ้นในพื้นที่ใกล้เคียงกับทำเนียบประธานาธิบดี โดยที่ยังไม่มีข่าวคราวของประธานาธิบดี ปาทริส ตาลง แต่อย่างใด ในขณะที่สัญญาณของสถานีโทรทัศน์และวิทยุสาธารณะของรัฐถูกตัดขาด

หลังจากผ่านไปหลายชั่วโมง สัญญาณโทรทัศน์ก็กลับมา โดยนายเซดู ออกแถลงการณ์ยืนยันว่าเกิดความพยายามก่อรัฐประหาร แต่ถูกทหารผู้ภักดีกับรัฐบาลขัดขวางเอาไว้ได้ แต่ไม่มีการเปิดเผยว่า เกิดอะไรขึ้นกับทหารที่ก่อกบฏ

ด้านประชาคมเศรษฐกิจแห่งรัฐแอฟริกาตะวันตก หรือ อีโควาส (ECOWAS) ออกแถลงการณ์ประณามความพยายามก่อรัฐประหารที่เกิดขึ้นในช่วงสั้นๆ นี้

อนึ่ง นับตั้งแต่ได้รับเอกราชจากฝรั่งเศสในปี 1960 เบนินเผชิญกับการรัฐประหารหลายครั้ง แต่เหตุการณ์ล่าสุดนี้ เกิดขึ้นในขณะที่ประธานาธิบดีตาลง ซึ่งอยู่ในอำนาจมาตั้งแต่ปี 2559 เตรียมลงจากตำแหน่งในเดือนเมษายนปีหน้า หลังการเลือกตั้งประธานาธิบดีคนใหม่

โดยผู้สมัครจากพรรคของนายตาลงคือนาย โรมูอัลด์ วาดาญี อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และเป็นตัวเต็งที่จะชนะการเลือกตั้ง ขณะที่ตัวแทนจากฝ่ายค้านอย่างนาย เรอโนด์ อักโบโฌ ถูกคณะกรรมการการเลือกตั้งปฏิเสธการลงสมัคร โดยอ้างว่าเขามีผู้สนับสนุนไม่เพียงพอ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : apnews

‘อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร’ ร่วมประชุมสถานะทางเศรษฐกิจไทย ปี 2568

‘อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร’ ร่วมประชุมสถานะทางเศรษฐกิจไทย ปี 2568

‘อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร’ ร่วมประชุมสถานะทางเศรษฐกิจไทย ปี 2568

วันจันทร์ ที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 15.33 น.

8 ธันวาคม 2568 นายพีรพันธ์ คอทอง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เข้าร่วมการจัดประชุมหารือระดับสูงและเผยแพร่รายงานสำรวจและประเมินสถานะทางเศรษฐกิจของประเทศไทย ปี 2568 (Thailand’s Economic Survey 2025) โดยองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) และสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ซึ่งมี นางสาวศุภมาศ อิศรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ณ ห้อง Ballroom 1 และ 2 โรงแรมแชงกรี-ลา กรุงเทพฯ ทั้งนี้ การจัดประชุมดังกล่าวเพื่อเผยแพร่รายงานการสำรวจและประเมินสถานะทางเศรษฐกิจของประเทศไทย ปี 2568 (Thailand’s Economic Survey 2025) และหารือแลกเปลี่ยนองค์ความรู้เชิงเทคนิคระหว่าง OECD และหน่วยงานของไทยที่เกี่ยวข้อง ซึ่งจะนำไปสู่การสร้างโอกาสในการบรรลุเป้าหมายการเข้าเป็นสมาชิก OECD ของประเทศไทย

-(016)

‘นเรศ’เปิดประชุมสหกรณ์ออมทรัพย์ อปท. ย้ำ 4 แนวทางบริหารสู่ความยั่งยืน

'นเรศ'เปิดประชุมสหกรณ์ออมทรัพย์ อปท. ย้ำ 4 แนวทางบริหารสู่ความยั่งยืน

‘นเรศ’เปิดประชุมสหกรณ์ออมทรัพย์ อปท. ย้ำ 4 แนวทางบริหารสู่ความยั่งยืน

วันอาทิตย์ ที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 22.07 น.

เมื่อวันที่ 7 ธันวาคม 2568 นายนเรศ ธำรงค์ทิพยคุณ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานเปิดการประชุมใหญ่สามัญประจำปีบัญชี 2568 สหกรณ์ออมทรัพย์ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จำกัด โดยมี ผู้บริหารสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และสมาชิกสหกรณ์ เข้าร่วม ณ โรงแรมเชียงใหม่ภูคำ อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ พร้อมกล่าวบรรยายพิเศษในหัวข้อ แนวนโยบายของรัฐบาลต่อการส่งเสริมและสนับสนุนการดำเนินกิจการของสหกรณ์ออมทรัพย์

นายนเรศ ได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของสหกรณ์ออมทรัพย์ในฐานะสถาบันการเงินที่มั่นคงสำหรับสมาชิก พร้อมเสนอแนะให้สหกรณ์ฯ มุ่งเน้น 4 ประเด็นหลักในการทำงาน ได้แก่ 1) ธรรมาภิบาลและความโปร่งใส การบริหารงานต้องอาศัยความซื่อสัตย์ ตรวจสอบได้ และเปิดเผยข้อมูลอย่างรอบด้าน 2) การบริหารความเสี่ยงและคุณภาพสินเชื่อ ต้องมีระบบกลั่นกรองสินเชื่อที่เหมาะสม มีการตั้งสำรองหนี้อย่างรอบคอบ และติดตามการชำระหนี้อย่างใกล้ชิด เพื่อป้องกันปัญหาหนี้เสีย 3) การนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ เพื่อเพิ่มความสะดวก รวดเร็ว และปลอดภัยในการบริการ เช่น ระบบชำระเงินออนไลน์ ระบบสารสนเทศสมาชิก และการแจ้งยอดเงินผ่านมือถือ และ 4) การดูแลสมาชิกอย่างรอบด้าน นอกจากการให้บริการทางการเงิน ควรส่งเสริมความรู้ด้านการบริหารการเงินส่วนบุคคลและจัดสวัสดิการที่เหมาะสม โดยเฉพาะการช่วยเหลือสมาชิกที่มีภาระหนี้สินสูง

ทั้งนี้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้เตรียมความพร้อมให้การสนับสนุนสหกรณ์ตามนโยบายของ ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่ต้องการให้ทบทวนระเบียบ กฎหมายที่เป็นอุปสรรคในการสร้างความสามารถในการแข่งขันของสหกรณ์ อีกทั้ง อยู่ระหว่างการจัดตั้งคณะกรรมการร่วมระหว่างภาครัฐและตัวแทนสหกรณ์เพื่อพิจารณาทบทวนกฎระเบียบต่างๆ รวมถึงกำลังพิจารณาการขยายอายุผู้จัดการสหกรณ์จาก 60 ปี เป็น 65 ปี ซึ่งสะท้อนถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการส่งเสริมและสนับสนุนกิจการสหกรณ์อย่างจริงจัง

สำหรับสหกรณ์ออมทรัพย์ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จำกัด มีสมาชิกทั้งหมด 40,620 คน ประกอบด้วย สมาชิกสามัญ 38,403 คน และสมาชิกสมทบ 2,217 คน จากการดำเนินงานของสหกรณ์ฯ ประจำปีบัญชี 2566  (1 ม.ค. – 30 ก.ย.2566) มีการดำเนินงานในส่วนการลดหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) จากกว่า 1,400 ล้านบาท ในปี 2563 เหลือเพียง 301.92 ล้านบาท ในปัจจุบัน ซึ่งถือว่าประสบความสำเร็จอย่างสูง อีกทั้ง สามารถทำกำไรสุทธิได้ถึง 476.98 ล้านบาท โดยมีสินทรัพย์รวม 14,476.19 ล้านบาท และได้รับเกียรติบัตรจากสหกรณ์จังหวัดปทุมธานี 2 ด้าน ได้แก่ 1) สหกรณ์มีความเข้มแข็งระดับหนึ่งและมีชั้นคุณภาพการควบคุมภายในระดับดีมาก 2) สหกรณ์ที่ขับเคลื่อนนโยบายแก้ไขหนี้คงค้างของสมาชิกได้อย่างมีประสิทธิภาพด้วย

– 006

ส.ป.ก.จัดงานโครงการ’สืบสานพระราชปณิธาน งานศิลปาชีพบางไทร ครบรอบ 41 ปี’

ส.ป.ก.จัดงานโครงการ'สืบสานพระราชปณิธาน งานศิลปาชีพบางไทร ครบรอบ 41 ปี'

ส.ป.ก.จัดงานโครงการ’สืบสานพระราชปณิธาน งานศิลปาชีพบางไทร ครบรอบ 41 ปี’

วันอาทิตย์ ที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 19.00 น.

เมื่อวันที่ 7 ธันวาคม 2568 นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานในพิธีเปิดงานโครงการ “สืบสานพระราชปณิธาน งานศิลปาชีพบางไทร ครบรอบ 41 ปี” เพื่อน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณของ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ในฐานะผู้ทรงก่อตั้งงานศิลปาชีพ และเป็นเสาหลักในการจัดหาอาชีพแก่ราษฎร และน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ผู้ทรงเป็นคู่บุญบารมีและแรงบันดาลใจสำคัญในการแก้ไขปัญหาความยากจนของราษฎรควบคู่กับงานศิลปาชีพ โดยมี นายเศรษฐเกียรติ กระจ่างวงษ์ เลขาธิการสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (เลขาธิการ ส.ป.ก.) เป็นผู้กล่าวรายงาน พร้อมด้วย คณะผู้บริหาร ส.ป.ก. และเจ้าหน้าที่ ส.ป.ก. ร่วมพิธี ณ ท่าชัยยุทธ ชั้น 2 ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพเสริมนอกภาคการเกษตร (ศพส.) ตำบลช้างใหญ่ อำเภอบางไทร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา พร้อมทั้งร่วมกิจกรรม ปลูกต้นไม้ตามปณิธานของแม่ และเยี่ยมชมนิทรรศการและกิจกรรมภายในงาน 4 กิจกรรม ดังนี้

1.นิทรรศการน้อมรําลึกในพระมหากรุณาธิคุณของ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง โดยแสดงพระราชประวัติ พระราชกรณียกิจในการก่อตั้งมูลนิธิและศูนย์ศิลปาชีพ บางไทรฯ และการส่งมอบภารกิจให้ ส.ป.ก.

2.นิทรรศการเทิดพระเกียรติเนื่องในโอกาสวันคล้ายวันประสูติของ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดีกรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา โดยจัดทํานิทรรศการแสดงพระราชกรณียกิจของพระองค์ที่เกี่ยวข้องกับงานศิลปาชีพ หรือการพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชน

3.กิจกรรมเชิงปฏิบัติการด้านงานหัตถกรรม (Workshop) ให้ประชาชนได้เข้าร่วมเรียนรู้แบบไม่เสียค่าใช้จ่ายจํานวน 2 แผนกวิชา พร้อมทั้งเปิดอาคารฝึกอบรมให้ประชาชนเข้าเยี่ยมชมกระบวนการผลิต และผลงานหัตถกรรมของช่างฝีมือระดับครู

4.การจําหน่ายผลิตภัณฑ์ศิลปหัตถกรรมคุณภาพสูงจากศิษย์เก่าของ ศพส.และร้านค้าภายในชุมชนรอบพื้นที่

รูฟท็อปแห่งใหม่ใจกลางเมือง หลอมรวมพลังงาน ศิลปะ และเวลเนสไว้ในที่เดียว

รูฟท็อปแห่งใหม่ใจกลางเมือง หลอมรวมพลังงาน ศิลปะ และเวลเนสไว้ในที่เดียว

รูฟท็อปแห่งใหม่ใจกลางเมือง หลอมรวมพลังงาน ศิลปะ และเวลเนสไว้ในที่เดียว

วันจันทร์ ที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 19.25 น.

The Fig Lobby Bangkok โรงแรมสุดฮิปสำหรับคนยุคใหม่ เปิดตัว “Three Peas Rooftop Block Party” อย่างเป็นทางการ ณ รูฟท็อปชั้น 6 ซึ่งเตรียมขึ้นแท่นเป็น ‘จุดเช็กอินแห่งใหม่’ ที่พลาดไม่ได้สำหรับชาวเมืองและนักท่องเที่ยวที่แสวงหาสถานที่ที่ตอบโจทย์ทั้งด้านไลฟ์สไตล์ การสร้างสรรค์ และสุขภาวะที่ดี (Wellness)

Three Peas Rooftop Block Party เกิดจากการผนึกกำลังครั้งสำคัญกับพันธมิตรผู้สร้างสรรค์อย่าง Native Cycle, Ice House & Rum and Orange และ Ice House โดยได้รังสรรค์พื้นที่นี้ขึ้นภายใต้แก่นความคิดที่สะท้อนถึงการใช้ชีวิตอย่างมีสมดุลและมีสีสัน POWER. PLUNGE. PARTY. เพื่อให้เป็นพื้นที่แห่งการเชื่อมต่อ พลังงานบวก และการแลกเปลี่ยนทางความคิดสร้างสรรค์อย่างแท้จริง

POWER. PLUNGE. PARTY. นิยามใหม่ของ Rooftop Experience

“Three Peas Rooftop Block Party ไม่ได้เป็นเพียงแค่รูฟท็อป แต่คือพื้นที่ที่เชื้อเชิญให้ทุกคนมาค้นพบและแสดงออกถึงตัวตนอย่างอิสระ พลอยชาลิสา เตียนโพธิทอง ผู้ก่อตั้ง The Fig Lobby Bangkok กล่าว

เราเข้าใจว่าคนยุคใหม่ต้องการมากกว่าแค่การแฮงค์เอาท์ แต่ต้องการกิจกรรมที่ช่วยเติมเต็มทั้งร่างกายและจิตใจ เราจึงนำ 3 แกนหลักนี้มาหลอมรวมกัน ได้แก่

POWER: จุดเริ่มต้นแห่งพลังงาน
สำหรับผู้ที่ชื่นชอบกิจกรรมเรียกเหงื่อเพื่อสุขภาพดี พบกับการออกกำลังกายคลาสสุดอินเทรนด์ที่จะช่วยคุณปลดปล่อยความเครียดจากกิจกรรมในชีวิตประจำวัน

  • Groovy Yoga Flow โยคะเบาๆ สำหรับการเริ่มต้นวันใหม่หรือผ่อนคลายกล้ามเนื้อ หรือ Spin class by Native Cycle คลาสปั่นจักรยาน Native Cycle ครั้งละ 30 นาที สำหรับการบูสต์พลังงานอย่างรวดเร็ว
     

PLUNGE: ดื่มด่ำในประสบการณ์สุดคูล

ปลดปล่อยและเติมความสดชื่นด้วยกิจกรรมที่เป็นมากกว่าความบันเทิง

  • Ice Baths (อ่างน้ำแข็ง) อ่างน้ำแข็งอุณหภูมิ 0 องศา ที่จะช่วยคลายกล้ามเนื้อ ฟื้นฟูร่างกาย และกระตุ้นความสดชื่น ตามเทรนด์ Wellness ระดับโลก
     

PARTY: การเฉลิมฉลองความคิดสร้างสรรค์
เมื่อพระอาทิตย์ตกดิน พื้นที่นี้จะกลายเป็นเวทีแห่งการแสดงออกและแรงบันดาลใจ ให้คุณได้เพลิดเพลินไปกับมุมศิลปะและดนตรีที่เป็นเอกลักษณ์

  • The Amalaki Lounge ให้บริการนวดด้วยเก้าอี้ไฟฟ้า และพนักงานที่เปี่ยมด้วยประสบการณ์ พร้อมมอบการนวดผ่อนคลายที่จะช่วยคลายกล้ามเนื้อให้คุณรู้สึกเบาสบายตัว
  • Live Bands & DJ Sets: ดนตรีสดและดีเจเซ็ตที่มาพร้อมกับจังหวะสุดเร้าใจ
  • Caribbean-inspired sunset vibes: บรรยากาศรับชมพระอาทิตย์ตกดินในสไตล์แคริบเบียน ที่ให้ความรู้สึกเหมือนกำลังพักผ่อนอยู่บนเกาะเขตร้อน

Three Peas Rooftop Block Party จึงเป็นจุดหมายใหม่ที่สมบูรณ์แบบสำหรับนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ต้องการสัมผัสกับเทรนด์ไลฟ์สไตล์สุดคูลของกรุงเทพฯ และคนไทยที่ต้องการพื้นที่ที่สามารถรวมเพื่อนมาทำกิจกรรมที่หลากหลายได้ในคราวเดียว พร้อมมุมถ่ายภาพสุดชิคที่ตอบโจทย์สายรีวิวอย่างแน่นอน

อัพเดตข่าวสารเพิ่มเติมก่อนใครได้ที่ www.thefiglobby.com Facebook:The Fig Lobby และ Instagram: thefiglobby

พลิกโฉมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ไทยก้าวสู่ระดับโลก ด้วยพลังความร่วมมืออาเซียน-สหราชอาณาจักร

พลิกโฉมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ไทยก้าวสู่ระดับโลก ด้วยพลังความร่วมมืออาเซียน-สหราชอาณาจักร

พลิกโฉมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ไทยก้าวสู่ระดับโลก ด้วยพลังความร่วมมืออาเซียน-สหราชอาณาจักร

วันจันทร์ ที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 18.14 น.

ภายใต้ความท้าทายรอบด้านในโลกปัจจุบัน ทั้งความเหลื่อมล้ำ การเปลี่ยนแปลงสู่ยุคดิจิทัล และกระแสการพัฒนาอย่างยั่งยืน เศรษฐกิจสร้างสรรค์ได้กลายเป็นขุมพลังขับเคลื่อนแห่งยุคสมัย นอกจากความสำคัญในเชิงมูลค่าและรายได้ เศรษฐกิจสร้างสรรค์ยังหมายถึงศักยภาพในการสร้างสรรค์นวัตกรรม การแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรม และการเชื่อมโยงผู้คนเข้าด้วยกัน แนวโน้มดังกล่าวปรากฏอย่างชัดเจนทั่วโลก

ในเวทีโลก สหราชอาณาจักรยืนหยัดเป็นต้นแบบของเศรษฐกิจสร้างสรรค์ที่น่าทึ่ง ด้วยอุตสาหกรรมวัฒนธรรมและความคิดสร้างสรรค์ที่จ้างงานผู้คนกว่า 2 ล้านคน ซึ่งจะเติบโตเป็น 3 ล้านคนในอีก 5 ปีข้างหน้า และสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจมหาศาลถึง 124 พันล้านปอนด์ หรือกว่า 5 ล้านล้านบาท ต่อปี

เฮเลน เฟซีย์ เอกอัครราชทูตสหราชอาณาจักรประจำอาเซียน กล่าวว่า จากประสบการณ์ที่ผ่านมา สหราชอาณาจักรได้แสดงให้เห็นว่า ความคิดสร้างสรรค์สามารถขับเคลื่อนนวัตกรรมและการเติบโตได้ และในตอนนี้เรามุ่งมั่นที่จะยกระดับศักยภาพในลักษณะเดียวกันให้เกิดขึ้นทั่วภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ผ่านความร่วมมือกับอาเซียน

แดนนี ไวท์เฮด ผู้อำนวยการ บริติช เคานซิล ประเทศไทย กล่าวว่า สหราชอาณาจักรมองเห็นศักยภาพของกลุ่มอาเซียนในด้านเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ที่สามารถเติบโตได้ถึง 300,000 ล้านดอลล่าร์สหรัฐ หรือประมาณ 9.7 ล้านล้านบาท ในปี 2573 และมีบทบาทสำคัญในการพัฒนาภูมิภาค โดยเฉพาะในประเทศไทย เศรษฐกิจสร้างสรรค์มีมูลค่าสูงถึง 8.01% ของ GDP

ด้วยเหตุนี้ หากประเทศไทยสามารถก้าวข้ามความท้าทายต่างๆที่เผชิญอยู่ ความเป็นผู้นำด้านการสร้างสรรค์ของไทยก็จะโดดเด่นกว่าที่เคย การผนึกกำลังกับอาเซียนและสหราชอาณาจักรจึงเป็นกุญแจสำคัญในการปลดล็อกการเติบโตของภูมิภาค

โครงการ ASEAN-UK Advancing Creative Economy เกิดขึ้นจากทุนสนับสนุนร่วมกันระหว่างสำนักงานผู้แทนสหราชอาณาจักรประจำอาเซียน (UK Mission to ASEAN) และบริติช เคานซิล โดยดำเนินการร่วมกับสำนักเลขาธิการอาเซียน นับเป็นโครงการสำคัญของรัฐบาลสหราชอาณาจักรที่มุ่งสนับสนุนการดำเนินงานตามพิมพ์เขียวประชาคมสังคมและวัฒนธรรมอาเซียน 2025 และแผนยุทธศาสตร์อาเซียนด้านวัฒนธรรมและศิลปะ 2016-2025 โดยมีบริติช เคานซิล ทำหน้าที่เป็นผู้ดำเนินงานหลัก

ผลสำรวจความคิดเห็นระดับภูมิภาคเกี่ยวกับเศรษฐกิจสร้างสรรค์อาเซียน (Regional Perception Poll on the ASEAN Creative Economy) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงการนี้ สะท้อนภาพให้เห็นถึงภูมิทัศน์ด้านการสร้างสรรค์ของอาเซียนในด้านต่างๆ โดยชี้ให้เห็นถึงประเด็นที่น่าสนใจของประเทศไทย เช่น จุดแข็งที่โดดเด่น : คนไทยจำนวนไม่น้อยชื่นชอบผลิตภัณฑ์สร้างสรรค์ท้องถิ่นอย่างมาก โดยมีสัดส่วนถึง 39% ที่นิยมบริโภคสินค้าเหล่านี้เป็นประจำ ไม่ว่าจะเป็นภาพยนตร์ ดนตรี หรืองานฝีมืออันประณีต ยิ่งไปกว่านั้น “ภูมิปัญญาและวัฒนธรรมท้องถิ่น” ยังถือว่าเป็นเอกลักษณ์และจุดขายที่โดดเด่น เป็นบ่อเกิดแห่งแรงบันดาลใจที่ไม่สิ้นสุดสำหรับนักสร้างสรรค์ไทย โดย 54% ของผู้ตอบแบบสำรวจเชื่อว่ามีผลอย่างมากต่อการพัฒนาผลิตภัณฑ์สร้างสรรค์ และสะท้อนถึงความเชื่อมั่นของคนไทยว่าเศรษฐกิจสร้างสรรค์คือกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนการเติบโตและความมั่งคั่งของชาติ

ความท้าทายที่ต้องก้าวข้าม : ไม่ว่าจะเป็น ช่องว่างด้านทักษะ ที่ยังต้องการการเสริมสร้างทักษะดิจิทัล การคิดสร้างสรรค์ การตลาด การสร้างแบรนด์ และทักษะทางสังคมที่จำเป็น ช่องว่างด้านระบบนิเวศ ที่ยังต้องการสภาพแวดล้อมสร้างสรรค์ที่เอื้ออำนวยยิ่งขึ้น รวมถึงนโยบายและโครงสร้างพื้นฐานที่แข็งแกร่ง และที่สำคัญคือ ช่องว่างด้านความร่วมมือ ซึ่ง 50% ของผู้ประกอบการสร้างสรรค์ระบุว่าการขาดการประสานงานและความร่วมมือระดับภูมิภาคเป็นอุปสรรคสำคัญ

โดยอิงจากผลสำรวจ Perception Poll โครงการ ASEAN–UK Advancing Creative Economy ยังคงสนับสนุนนโยบายและกิจกรรมต่างๆ ที่บ่มเพาะระบบนิเวศสร้างสรรค์ให้เติบโตอย่างเข้มแข็งทั่วทั้งอาเซียนและประเทศไทย

เสริมแกร่งทุนมนุษย์ ปิดช่องว่างทักษะ – มุ่งแก้ไขปัญหา “ทุนมนุษย์” ผ่านโครงการที่มุ่งยกระดับทักษะของผู้ประกอบการและผู้ผลิตสินค้าสร้างสรรค์ โครงการอบรมการจัดการเทศกาล ASEAN-UK  ได้เสริมสร้างทักษะที่จำเป็นให้แก่ผู้จัดเทศกาลเพื่อการผลิตเทศกาลที่มีคุณภาพในระดับสากล นอกจากนี้ แพลตฟอร์มการเรียนรู้ออนไลน์ด้วยตนเองอย่าง Craft Toolkit (crafttoolkit.com) ซึ่งบริติช เคานซิล พัฒนาร่วมกับองค์กรด้านหัตถกรรมในสกอตแลนด์ ยังเป็นเครื่องมือที่ทุกคนเข้าถึงได้ เพื่อเสริมศักยภาพด้านการทำธุรกิจและการพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้กับช่างฝีมือและธุรกิจสร้างสรรค์อย่างเป็นรูปธรรม

วางรากฐานนโยบายและโครงสร้าง – ดำเนินโครงการด้านนโยบายรวมถึงงานวิจัย เพื่อพัฒนานโยบาย โครงสร้าง และองค์ความรู้ด้านเศรษฐกิจสร้างสรรค์ในระดับภูมิภาค กรอบความยั่งยืนเศรษฐกิจสร้างสรรค์อาเซียน ช่วยกำหนดแนวทางที่เป็นหนึ่งเดียวสำหรับประเทศในอาเซียนในการเสริมสร้างเศรษฐกิจสร้างสรรค์  โครงการฝึกอบรมนโยบายเศรษฐกิจสร้างสรรค์แบบผสมผสาน (Hybrid Creative Economy Policy Training Programme) ช่วยให้ผู้กำหนดนโยบายในอาเซียนเข้าใจเศรษฐกิจสร้างสรรค์และสามารถพัฒนาระบบนิเวศสร้างสรรค์ได้ดีขึ้น

เชื่อมโยงสู่ภูมิภาคและนานาชาติ – สนับสนุนการเชื่อมโยงระดับโลกและระดับภูมิภาคเพื่อสร้างโอกาสในการร่วมมือและการสร้างสรรค์ โครงการ ASEAN-UK Music Delegation นำตัวแทนเทศกาลไทย เช่น Wonderfruit, Mahorasob และ Bangkok Music City เข้าร่วมเทศกาลดนตรีในสหราชอาณาจักรเพื่อพัฒนาเครือข่ายและความร่วมมือกับสหราชอาณาจักรและเทศกาลอื่น ๆ ในอาเซียน นอกจากนี้ บริติช เคานซิล ยังสนับสนุนผู้แทนรัฐบาลไทยในการเยือนเมืองสร้างสรรค์และเทศกาลต่าง ๆ ในสหราชอาณาจักร รวมถึงคณะศิลปินในการเข้าร่วมโครงการพำนักและเทศกาล เพื่อส่งเสริมการแลกเปลี่ยนเรียนรู้และความร่วมมือระหว่างประเทศ

พัฒนาเครือข่ายสร้างสรรค์ในไทย – ร่วมพัฒนาเครือข่ายสร้างสรรค์ในจังหวัดต่าง ๆ เช่น แพร่ สกลนคร เชียงใหม่ จันทบุรี นครราชสีมา และเป็นหนึ่งในพันธมิตรโครงการ UCCN Co-Creative City Model ซึ่งมุ่งเน้นการวิจัย การทำงานร่วมกัน และการพัฒนาพื้นที่ เพื่อส่งเสริมระบบนิเวศสร้างสรรค์ที่แข็งแกร่ง และการสร้างความร่วมมือเชิงกลยุทธ์กับเมืองต่าง ๆ ร่วมกับสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (องค์การมหาชน) (CEA) สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) (TCEB) องค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (อพท.) (DASTA)

นายชาคริต พิชญางกูร ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (องค์การมหาชน) (CEA) กล่าวว่า สหราชอาณาจักรเป็นผู้นำระดับโลกด้านเศรษฐกิจสร้างสรรค์ การทำงานร่วมกับบริติช เคานซิล จึงเป็นการสนับสนุนให้ประเทศไทยก้าวสู่การเป็นผู้นำเศรษฐกิจสร้างสรรค์ทั้งในระดับภูมิภาคและระดับโลก ผ่านการแลกเปลี่ยนเสริมสร้างทักษะ พัฒนานวัตกรรม และสร้างระบบนิเวศที่แข็งแกร่ง ซึ่งมีส่วนสำคัญต่อการเติบโตของประเทศไทยอย่างยั่งยืน

ความแข็งแกร่งของประเทศไทยในด้านทุนทางวัฒนธรรมและความสามารถของนักสร้างสรรค์เป็นสิ่งที่ไม่อาจปฏิเสธได้ หากจะต้องได้รับการเสริมสร้างด้วยการนำมุมมองและกลยุทธ์ระดับโลก รวมไปถึงตัวอย่างที่ประสบความสำเร็จ มาปรับใช้ให้เข้ากับบริบทของประเทศ และพัฒนาความร่วมมือระดับภูมิภาคและนานาชาติ ความร่วมมืออาเซียน-สหราชอาณาจักร จึงมีส่วนสำคัญต่อการการผลักดันประเทศไทยให้ก้าวไปข้างหน้าในฐานะผู้นำด้านการสร้างสรรค์ที่โดดเด่นในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และพร้อมขยายสู่ภูมิภาคอื่นๆ บนเวทีโลกอย่างแข็งแกร่ง