นักเรียนไนจีเรียที่ถูกลักพาตัวจาก รร.คริสต์ หนีกลับมาได้แล้ว 50 คน

นักเรียนไนจีเรียที่ถูกลักพาตัวจาก รร.คริสต์ หนีกลับมาได้แล้ว 50 คน

24 พ.ย. 2568 02:44 น.

นักเรียนไนจีเรียที่ถูกลักพาตัวจาก รร.คริสต์ หนีกลับมาได้แล้ว 50 คน

เด็กนักเรียนกว่า 300 คนที่ถูกกลุ่มมือปืนลักพาตัวไปเมื่อสัปดาห์ก่อน สามารถหนีรอดกลับมาได้แล้ว 50 คน ส่วนที่เหลือยังไม่ทราบชะตากรรม

สมาคมคริสเตียนแห่งไนจีเรียออกแถลงการณ์ในวันอาทิตย์ที่ 23 พ.ย. 2568 ว่า เด็กนักเรียนอย่างน้อย 50 คน จากเด็กมากกว่า 300 คนที่ถูกกลุ่มมือปืนลักพาตัวไปจากโรงเรียนคาทอลิกแห่งหนึ่งในรัฐไนเจอร์เมื่อสัปดาห์ก่อน สามารถหลบหนีกลับมาได้สำเร็จ

เหตุลักพาตัวดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อวันศุกร์ (21 พ.ย.) โดยกลุ่มมือปืนบุกโจมตีโรงเรียนสหศึกษาเซนต์แมรีในรัฐไนเจอร์ โดยลักพาตัวเด็กอายุระหว่าง 8-18 ปี 303 คนและครู 12 คนไป ซึ่งนี่ถือเป็นการลักพาตัวหมู่ครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งที่เคยเกิดขึ้นในไนจีเรีย โดยจำนวนนักเรียนดังกล่าวคิดเป็นเกือบครึ่งของนักเรียนทั้งหมดของโรงเรียนเซนต์แมรี

“เราได้รับข่าวดี เนื่องจากนักเรียน 50 คนหนีออกมาได้และกลับไปรวมตัวกับผู้ปกครองแล้ว” สมาคมคริสเตียนแห่งไนจีเรียกล่าวในแถลงการณ์ แต่ไม่มีการเปิดเผยว่า พวกเขาหลบหนีออกมาได้อย่างไร

ด้านรัฐบาลไนจีเรียยังไม่ได้แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับจำนวนเด็กที่ถูกพาตัวไปจากโรงเรียน แต่ประธานาธิบดีโบลา ทินูบู ระบุผ่าน X ว่า “นักเรียนที่หายไป 51 คนจากโรงเรียนคาทอลิก… ได้รับการช่วยเหลือแล้ว”

นอกจากนั้น นายทินูบูยังระบุด้วยว่า “ด้วยความพยายามของกองกำลังความมั่นคงของเราตลอดหลายวันที่ผ่านมา ผู้แสวงบุญทั้ง 38 คนที่ถูกลักพาตัวในเมืองเอรูคู รัฐควารา ได้รับการช่วยเหลือแล้ว”

อนึ่ง เมื่อวันอังคาร (18 พ.ย.) โบสถ์แห่งหนึ่งในรัฐควารา ถูกกลุ่มมือปืนบุกโจมตีระหว่างประกอบพิธีทางศาสนา มีผู้เสียชีวิต 2 ศพ และนักแสวงบุญถูกลักพาตัวไป 38 คน

ก่อนหน้านั้นในวันจันทร์ (17 พ.ย.) กลุ่มมือปืนบุกโรงเรียนมัธยมในรัฐเกบบี ซึ่งอยู่ใกล้กับรัฐไนเจอร์ และลักพาตัวเด็กผู้หญิงไป 25 ราย

ทั้งนี้ การลักพาตัวผู้คนไปเรียกค่าไถ่ ฝีมือของแก๊งอาชญากรรม ซึ่งเรียกกันในท้องถิ่นว่า “กลุ่มโจร” กลายเป็นปัญหาใหญ่ในหลายพื้นที่ของไนจีเรีย ซึ่งทางการออกกฎหมายห้ามการจ่ายค่าไถ่ เพื่อตัดแหล่งเงินทุนของแก๊งอาชญากร แต่ก็แทบไม่มีผลกระทบใด ๆ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

เมียนมาเผย บุกฐานสแกมเมอร์ในชเวโก๊กโก่ จับชาวต่างชาติเกือบ 1,600 คน

เมียนมาเผย บุกฐานสแกมเมอร์ในชเวโก๊กโก่ จับชาวต่างชาติเกือบ 1,600 คน

24 พ.ย. 2568 01:11 น.

เมียนมาเผย บุกฐานสแกมเมอร์ในชเวโก๊กโก่ จับชาวต่างชาติเกือบ 1,600 คน

รัฐบาลทหารเมียนมาเปิดเผยว่า พวกเขาจับกุมชาวต่างชาติได้เกือบ 1,600 คน ระหว่างปฏิบัติการ 5 วัน ทลายฐานของแก๊งสแกมเมอร์ที่เมืองชเวโก๊กโก่

เมื่อวันอาทิตย์ที่ 23 พ.ย. 2568 กองทัพรัฐบาลเมียนมาเปิดเผยว่า พวกเขาจับกุมชาวต่างชาติได้เกือบ 1,600 คน ในปฏิบัติการกวาดล้างฐานของแก๊งหลอกลวงออนไลน์ที่เมืองชเวโก๊กโก่ ใกล้ชายแดนประเทศไทย ซึ่งใช้เวลานาน 5 วัน

ฐานของแก๊งสแกมเมอร์เพิ่มจำนวนขึ้นอย่างมากบริเวณชายแดนเมียนมา ซึ่งกำลังอยู่ในภาวะสงครามกลางเมือง มุ่งเป้าหลอกลวงผู้ใช้อินเทอร์เน็ตด้วยแผนการต่างๆ และฉ้อโกงเงินผู้เสียหายได้หลายหมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี

ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่า รัฐบาลทหารเมียนมาถูกกล่าวหามานานแล้วว่า “จงใจมองข้าม” ในขณะที่อุตสาหกรรมที่ผิดกฎหมายนี้เติบโตขึ้นเรื่อยๆ แต่พวกเขาเริ่มดำเนินการกวาดล้างแก๊งสแกมเมอร์ตั้งแต่เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ หลังจีน ซึ่งเป็นผู้สนับสนุนหลัก กดดันอย่างหนัก เนื่องจากมีชาวจีนตกเป็นเหยื่อหลอกลวงจำนวนมาก และบางรายถึงขั้นเสียชีวิต

อย่างไรก็ตาม ผู้สังเกตการณ์บางรายกล่าวว่า การบุกตรวจค้นรอบใหม่ที่เริ่มขึ้นเมื่อเดือนตุลาคมเป็นการอำพราง ที่จัดฉากขึ้นเพื่อระบายแรงกดดันจากจีน ในขณะที่ไม่กระทบกระเทือนต่อผลประโยชน์ที่กองกำลังพันธมิตรของรัฐบาลทหารได้รับมากนัก

ในแถลงการณ์ล่าสุดของรัฐบาลทหารเมียนมา พวกเขาระบุว่าสามารถจับกุมพลเมืองต่างชาติที่เดินทางเข้าเมียนมาอย่างผิดกฎหมายได้ถึง 1,590 คน ระหว่างวันที่ 18-22 พ.ย.ที่ผ่านมา ระหว่างการบุกตรวจค้นที่เมืองชเวโก๊กโก่ ซึ่งเป็นศูนย์กลางการพนันและการฉ้อโกง ตามรายงานของ The Global New Light of Myanmar สื่อรัฐบาลเมียนมา

ข่าวระบุด้วยว่า เจ้าหน้าที่ยังสามารถยึดคอมพิวเตอร์ 2,893 เครื่อง, โทรศัพท์มือถือ 21,750 เครื่อง, เครื่องรับสัญญาณดาวเทียม Starlink 101 เครื่อง, เราเตอร์ 21 ตัว และวัสดุอุตสาหกรรมจำนวนมากที่ใช้ในกิจกรรมการฉ้อโกงและการพนันออนไลน์”

นอกจากนั้น เจ้าหน้าที่ยังควบคุมตัวบุคคลที่ถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิดฐานฉ้อโกงออนไลน์และเล่นการพนันที่ชเวโก๊กโก่ได้ 223 คน ภายในวันเสาร์เพียงวันเดียว โดยในจำนวนนี้เป็นชาวจีนถึง 100 คน

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

ทรัมป์อัดยูเครน ไม่ขอบคุณสหรัฐฯ เลย ทั้งที่พยายามช่วยยุติสงคราม

ทรัมป์อัดยูเครน ไม่ขอบคุณสหรัฐฯ เลย ทั้งที่พยายามช่วยยุติสงคราม

23 พ.ย. 2568 22:46 น.

ทรัมป์อัดยูเครน ไม่ขอบคุณสหรัฐฯ เลย ทั้งที่พยายามช่วยยุติสงคราม

โดนัลด์ ทรัมป์ โพสต์ข้อความโจมตีผู้นำในยูเครนว่าไม่ขอบคุณสหรัฐฯ ที่กำลังพยายามหาทางยุติสงครามในยูเครนเลย ก่อนเจ้าหน้าที่ยูเครนโพสต์ขอบคุณทันที และหวังว่าการหารือที่เจนีวาจะคืบหน้า

เมื่อวันอาทิตย์ที่ 23 พ.ย. 2568 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ โพสต์ข้อความผ่าน Truth Social โจมตีกลุ่มผู้นำในยูเครนว่า ไม่แสดงความขอบคุณสหรัฐฯ ที่กำลังพยายามหาทางยุติสงครามในยูเครนเลย ในขณะที่การหารือระหว่างเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ, ยุโรป และยูเครน เรื่องแผนการสันติภาพ กำลังดำเนินอยู่ที่นครเจนีวา

“ ‘ผู้นำ’ ยูเครนไม่แสดงความรู้สึกขอบคุณในความพยายามของเราเลย และยุโรปก็ยังคงซื้อน้ำมันจากรัสเซีย” โพสต์ของนายทรัมป์ระบุ “ผมรับสืบทอดสงครามที่ไม่ควรจะเกิดขึ้นตั้งแต่แรก สงครามที่เป็นความสูญเสียสำหรับทุกคน โดยเฉพาะผู้คนนับล้านที่ต้องเสียชีวิตอย่างไม่จำเป็น”

หลังจากนายทรัมป์โพสต์ข้อความดังกล่าว นายรุสเตม อูเมรอฟ เลขาธิการสภากลาโหมและความมั่นคงแห่งชาติของยูเครน ก็โพสต์ข้อความผ่านอินสตาแกรมว่า ยูเครนคาดหวังว่าการเจรจาทางการทูตที่เจนีวาจะมีความคืบหน้ามากขึ้นในวันนี้

นายอูเมรอฟระบุด้วยว่า แผนการสันติภาพ 28 ข้อซึ่งเสนอโดยสหรัฐฯ นี้ อาจคำนึงถึงผลประโยชน์หลายอย่างของยูเครน สอดคล้องกับคำพูดก่อนหน้านี้ของ โวโลดีเมียร์ เซเลนสกี ประธานาธิบดียูเครน “ข้อเสนอในปัจจุบันของเรา แม้จะยังไม่เสร็จสิ้นสมบูรณ์ แต่ก็รวมถึงสิ่งที่ยูเครนให้ความสำคัญหลายอย่าง”

เขากล่าวเสริมด้วยว่า “เราขอขอบคุณพันธมิตรชาวอเมริกันที่ทำงานอย่างใกล้ชิดกับเรา เพื่อทำความเข้าใจข้อกังวลของเราจนมาถึงจุดที่สำคัญนี้ และเราคาดหวังว่าจะมีความคืบหน้ามากขึ้นในวันนี้”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

สหรัฐฯ-ยูเครน-ยุโรป ประชุมที่เจนีวา หารือแผนการสันติภาพ

สหรัฐฯ-ยูเครน-ยุโรป ประชุมที่เจนีวา หารือแผนการสันติภาพ

23 พ.ย. 2568 22:12 น.

สหรัฐฯ-ยูเครน-ยุโรป ประชุมที่เจนีวา หารือแผนการสันติภาพ

เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ, ยุโรป และยูเครน เดินทางไปเจนีวา เพื่อหารือเรื่องแผนการสันติภาพฉบับใหม่ที่สหรัฐฯ เสนอ เพื่อหาทางออกเนื่องจากภายใต้ข้อเสนอ ยูเครนจะต้องยอมอ่อนข้อครั้งใหญ่ให้รัสเซีย

เมื่อวันอาทิตย์ที่ 23 พ.ย. 2568 เจ้าหน้าที่สหรัฐอเมริกา, ยุโรป และยูเครน เดินทางไปรวมตัวกันที่นครเจนีวา ของประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เพื่อหารือเกี่ยวกับร่างแผนการสันติภาพ ที่สหรัฐฯ เสนอเพื่อยุติสงครามในยูเครน ท่ามกลางรายงานว่า ข้อตกลงนี้จะทำให้เคียฟต้องยอมอ่อนข้อครั้งใหญ่ให้แก่ผู้รุกรานอย่างรัสเซีย

เมื่อวันศุกร์ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ กล่าวว่า ประธานาธิบดีโวโลดีเมียร์ เซเลนสกี ของยูเครน มีเวลาถึงวันพฤหัสบดีเพื่ออนุมัติแผนสันติภาพ 28 ข้อ ซึ่งเรียกร้องให้ยูเครนยกดินแดนบางส่วนให้รัสเซีย, ยอมรับข้อจำกัดทางทหาร และละทิ้งความปรารถนาที่จะเข้าร่วม NATO

สำหรับชาวยูเครนจำนวนมาก รวมถึงทหารที่ต่อสู้ในแนวหน้า เงื่อนไขดังกล่าวเทียบเท่ากับการยอมจำนนต่อรัสเซีย หลังจากสู้รบกันมานานเกือบ 4 ปี ในเหตุความขัดแย้งที่นองเลือดที่สุดในยุโรปนับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่สอง แม้ว่าเมื่อวันเสาร์ นายทรัมป์จะกล่าวว่า แผนการดังกล่าวไม่ใช่ข้อเสนอสุดท้ายของเขาก็ตาม

นายกรัฐมนตรีเยอรมนี ฟรีดริช แมร์ซ กล่าวนอกรอบการประชุม G20 ที่แอฟริกาใต้ว่า เป้าหมายของเจ้าหน้าที่ยุโรปที่เดินทางไปยังนครเจนีวาคือ จัดทำแผนการที่ยูเครนสามารถยอมรับได้ และสามารถนำไปใช้เจรจากับรัสเซียได้ ซึ่งเขาคาดว่าจะต้องใช้เวลา “ในตอนนี้ ผมยังไม่เชื่อมั่นว่าเราจะได้ทางออกที่ประธานาธิบดีทรัมป์ต้องการในช่วงไม่กี่วันข้างหน้า”

ด้านนายมาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศสหรัฐฯ โพสต์ข้อความผ่าน X ก่อนเดินทางไปยังเจนีวาว่า วอชิงตันเป็นผู้ร่างแผนสันติภาพดังกล่าวเอง

นายรูบิโอโพสต์ข้อความดังกล่าวหลังจากนายไมค์ ราวด์ส วุฒิสมาชิกพรรครีพับลิกันออกมากล่าวว่า รูบิโอโทรศัพท์หาเขาและวุฒิสมาชิกคนอื่น ๆ แล้วบอกว่าแผนดังกล่าวเป็นข้อเสนอที่สหรัฐฯ ได้รับมา และส่งต่อให้ยูเครนอีกทอดหนึ่ง

ทั้งนี้ ร่างแผนการสันติภาพของสหรัฐฯ เต็มไปด้วยข้อเรียกร้องสำคัญหลายอย่างของฝ่ายรัสเซีย ในขณะที่ให้คำมั่นสัญญาที่ไม่ชัดเจนต่อยูเครนเรื่องการรับประกันความมั่นคง

นางเออร์ซูลา วอน แดร์ เลเยน ประธานคณะกรรมาธิการยุโรป กล่าวย้ำในวันอาทิตย์ว่า พรมแดนของยูเครนไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ด้วยกำลังทหาร กองทัพของประเทศจะต้องไม่ถูกปล่อยให้เสี่ยงต่อการถูกโจมตี และสหภาพยุโรปจะต้องมีบทบาทสำคัญในข้อตกลงสันติภาพยูเครน

ส่วนนายโวโลดีเมียร์ เซเลนสกี ประธานาธิบดียูเครน ออกมาแสดงความยินดีกับความพยายามทางการทูตที่นครเจนีวา โดยเขาคาดหวังว่าความพยายามเหล่านี้จะนำไปสู่ผลลัพธ์ที่ดี

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

ภารกิจเร่งด่วน! ฝนหลวงฯ ช่วยน้ำท่วมภาคใต้

ภารกิจเร่งด่วน! ฝนหลวงฯ ช่วยน้ำท่วมภาคใต้

ภารกิจเร่งด่วน! ฝนหลวงฯ ช่วยน้ำท่วมภาคใต้

วันจันทร์ ที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 19.42 น.

เมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน 2568 เวลา 16.00 น. นายราเชน  ศิลปะรายะ อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร พร้อมด้วยนายปราบพล โล่ห์วีระ และเจ้าหน้าที่ ได้จัดเตรียมถุงยังชีพจำนวน 1,000 ชุด เพื่อเตรียมนำขึ้นเครื่องบินกรมฝนหลวงและการบินเกษตร จำนวน 3 ลำ ในวันพรุ่งนี้ (25 พฤศจิกายน 2568) เพื่อส่งต่อให้กับพี่น้องประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย ในพื้นที่จังหวัดสงขลา และนราธิวาส

อธิบดีกรมปศุสัตว์เปิดประชุมวิชาการนานาชาติสัตวแพทย์และการเลี้ยงสัตว์ ครั้งที่ 47 (ICVS 2025)

อธิบดีกรมปศุสัตว์เปิดประชุมวิชาการนานาชาติสัตวแพทย์และการเลี้ยงสัตว์ ครั้งที่ 47 (ICVS 2025)

อธิบดีกรมปศุสัตว์เปิดประชุมวิชาการนานาชาติสัตวแพทย์และการเลี้ยงสัตว์ ครั้งที่ 47 (ICVS 2025)

วันจันทร์ ที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 19.27 น.

เมื่อวันจันทร์ที่ 24 พฤศจิกายน 2568 นายสัตวแพทย์สมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ เป็นประธานเปิดการประชุมวิชาการนานาชาติทางสัตวแพทย์และการเลี้ยงสัตว์ ครั้งที่ 47 หรือ The International Conference on Veterinary Science (ICVS 2025) จัดโดยสัตวแพทยสมาคมแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ร่วมกับแพทยสมาคมแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ระหว่างวันที่ 24–25 พฤศจิกายน 2568 ณ ห้องแกรนด์ไดมอนด์ บอลรูม อิมแพ็คฟอรั่ม เมืองทองธานี จังหวัดนนทบุรี ภายใต้แนวคิด “Accelerating ONE HEALTH – Integrating Human, Animal, and Environmental Health for a Sustainable Future” พร้อมรับรางวัลเกียรติยศ ประจำปี 2568 ประเภทหน่วยงาน ซึ่งเป็นรางวัลเชิดชูเกียรติองค์กร ที่ทำคุณประโยชน์หรือให้การสนับสนุนกิจการของวิชาชีพสัตวแพทย์อย่างโดดเด่น 

นายสัตวแพทย์สมชวน เปิดเผยว่า การประชุมครั้งนี้เป็นความร่วมมือของทุกภาคส่วนด้านสุขภาพทั้งในและต่างประเทศ เพื่อบูรณาการองค์ความรู้ด้านคน สัตว์ และสิ่งแวดล้อม ตามแนวคิดสุขภาพหนึ่งเดียว โดยกรมปศุสัตว์ให้ความสำคัญกับการยกระดับสุขภาพสัตว์และความปลอดภัยทางอาหาร ซึ่งเป็นรากฐานของความมั่นคงอาหารของประเทศ พร้อมสนับสนุนการพัฒนาองค์ความรู้และเทคโนโลยีร่วมกับทุกฝ่าย เพื่อให้ประเทศไทยก้าวทันการเปลี่ยนแปลงของโลกและตอบโจทย์ตลาดสากล 

ภายในงานมีกิจกรรมการจัดนิทรรศกาลผลงาน การวิจัย และการปาฐกถาพิเศษโดยอธิบดีกรมปศุสัตว์ ในหัวข้อ “การเสริมสร้างความเข้มแข็งสุขภาพหนึ่งเดียว “Strengthening One Health: The Role of the Department of Livestock Development” โดยกรมปศุสัตว์ได้ผลักดันมาตรฐานสุขภาพสัตว์ในระดับสากล และมุ่งมั่นพัฒนาต่อยอดองค์ความรู้ด้านสุขภาพหนึ่งเดียวให้มีความมั่นคง

นอกจากนี้ได้มอบโล่ขอบคุณผู้สนับสนุน มอบโล่รางวัลสัตวแพทย์ตัวอย่าง ประจำปี 2568 จำนวน 5 รางวัล ได้แก่ สัตวแพทย์ตัวอย่างสายงานวิชาการ : ศ.นายสัตวแพทย์ ดร.วิน สุรเชษฐพงษ์ สัตวแพทย์ตัวอย่างสายงานธุรกิจ : นายสัตวแพทย์วัชระ ปานวุ่น สัตวแพทย์ตัวอย่างสายงานเผยแพร่วิชาชีพและบริการสังคม : นายสัตวแพทย์ชัยวัฒน์ โยธคล สัตวแพทย์อาวุโส : รศ.นายสัตวแพทย์ ดร.ชัยณรงค์ โลหชิต และนายสัตวแพทย์รุ่นใหม่ : นายสัตวแพทย์กรธวัช โพธิ์เย็นญาติ และรางวัลเกียรติยศ ประจำปี 2568 ประเภทบุคคล และหน่วยงาน

‘ผู้เลี้ยงไก่ไข่’เข้มมาตรการป้องกัน‘ไข้หวัดนก’ ย้ำไข่ไทยปลอดภัย-เพียงพอ

‘ผู้เลี้ยงไก่ไข่’เข้มมาตรการป้องกัน‘ไข้หวัดนก’ ย้ำไข่ไทยปลอดภัย-เพียงพอ

‘ผู้เลี้ยงไก่ไข่’เข้มมาตรการป้องกัน‘ไข้หวัดนก’ ย้ำไข่ไทยปลอดภัย-เพียงพอ

วันจันทร์ ที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 17.07 น.

ผู้ประกอบการฟาร์มไก่ไข่ทั่วประเทศ ยืนยันผลผลิตไข่ไก่ไทยมีเพียงพอต่อความต้องการบริโภคภายในประเทศ และมีความปลอดภัยสูง แม้อยู่ในช่วงที่หลายประเทศทั่วโลกเผชิญการระบาดของไข้หวัดนกต่อเนื่อง ด้านราคาอาจปรับขึ้นลงบ้างตามกลไกตลาดและปัจจัยการป้องกันโรคที่เพิ่มขึ้น

นายมงคล พิพัฒสัตยานุวงศ์ นายกสมาคมผู้ผลิต ผู้ค้าและส่งออกไข่ไก่ กล่าวว่า ฟาร์มไก่ไข่ของไทยได้เพิ่มความเข้มงวดด้านความปลอดภัยทางชีวภาพ (biosecurity) เพื่อป้องกันโรคระบาดของสัตว์ปีกอย่างรัดกุม ตั้งแต่การควบคุมคนและยานพาหนะเข้า–ออกฟาร์ม การลดการสัมผัสกับนกป่า ไปจนถึงมาตรการทำความสะอาดและฆ่าเชื้ออุปกรณ์อย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้ไข่มีคุณภาพสูงที่สุดก่อนถึงมือผู้บริโภค

“ช่วงฤดูหนาวเป็นช่วงที่ไข้หวัดนกมีการแพร่ระบาดสูง ทำให้แม่ไก่มีความเสี่ยงการติดเชื้อสูงขึ้น หากไม่มีการป้องกันอาจสูญเสียแม่ไก่และการหยุดชะงักของการผลิตไข่ได้ ผู้เลี้ยงไก่ไข่จึงจำเป็นต้องทำระบบป้องกันโรคที่มีประสิทธิภาพ” นายมงคล กล่าว

ด้านโครงสร้างราคา อาจมีการปรับราคาหน้าฟาร์มขึ้นเป็นครั้งคราว แต่เป็นผลมาจากต้นทุนการป้องกันโรคและมาตรการรักษาความปลอดภัยที่จำเป็น ซึ่งช่วยรับประกันคุณภาพของไข่ตลอดห่วงโซ่การผลิต อย่างไรก็ตาม เมื่อเปรียบเทียบกับหลายประเทศในอาเซียน ราคาขายปลีกไข่ไก่ของไทยยังคงต่ำกว่าอย่างเห็นได้ชัด ทำให้ไข่ไทยยังเป็นแหล่งโปรตีนคุณภาพที่เข้าถึงได้สำหรับประชาชนทุกกลุ่ม

นอกจากนี้ ยังมีรายงานการลักลอบนำเข้าไข่ไก่จากประเทศมาเลเซีย เข้าสู่ตลาดไทย ซึ่งอาจเป็นพาหะนำโรคไข้หวัดนกเข้ามาในประเทศไทย และเสี่ยงต่อความปลอดภัยของผู้บริโภค ผู้เลี้ยงไก่ไข่ขอแนะนำให้ผู้บริโภคเลือกซื้อไข่จากแหล่งที่เชื่อถือได้ และตรวจสอบคุณภาพก่อนซื้อทุกครั้ง ทั้งความสะอาดของเปลือกไข่ ไม่มีมูลไก่ติด ขนาดได้มาตรฐาน สีเปลือกไม่ซีด ตรวจวันผลิตหรือวันหมดอายุ รวมถึงเลือกไข่ที่มาจากฟาร์มที่ได้รับการรับรองมาตรฐานจากกรมปศุสัตว์

ข้อมูลจากกรมปศุสัตว์และภาคอุตสาหกรรมชี้ว่า ประเทศไทยมีแม่ไก่ไข่ยืนกรงมากกว่า 50 ล้านตัว และสามารถผลิตไข่เฉลี่ยกว่า 43 ล้านฟองต่อวัน ซึ่งเพียงพอต่อความต้องการของผู้บริโภคได้อย่างต่อเนื่อง อีกทั้งยังมีศักยภาพในการส่งออกไข่ไก่ไปยังประเทศที่ประสบภาวะขาดแคลนจากผลกระทบของไข้หวัดนก โดยเฉพาะในปีที่ผ่านมา ประเทศไทยมีการส่งออกไข่สดหลักร้อยล้านฟองไปยังตลาดสำคัญ เช่น สิงคโปร์ ฮ่องกง และไต้หวัน ชี้ชัดว่าระบบการผลิตของไทยมีความมั่นคงจนไม่จำเป็นต้องพึ่งพาการนำเข้าแม้ในสถานการณ์ตึงตัวของตลาดโลก

สำหรับช่วงที่มีการแพร่ระบาดของไข้หวัดนกในประเทศต่างๆ ได้สร้างโอกาสส่งออกไข่ไก่จากประเทศไทย ไปช่วยแก้ปัญหาการขาดแคลนและราคาสูงในประเทศเพื่อนบ้าน เช่น การส่งออกไข่เหลวจากไทยไปญี่ปุ่น ในช่วงนี้ที่มีการระบาดของไข้หวัดนก

ผู้เลี้ยงไก่ไข่ไทยย้ำว่า ฟาร์มในประเทศยังคงเดินหน้าควบคุมโรคอย่างเข้มแข็ง เพื่อให้ไข่ที่จำหน่ายในท้องตลาดมีคุณภาพดีและปลอดภัยสูงสุด พร้อมยืนยันว่าประเทศไทยมีศักยภาพผลิตไข่ได้เพียงพอ และสามารถสนับสนุนประเทศอื่นในยามวิกฤตได้ ขณะเดียวกัน ขอให้ผู้บริโภคมั่นใจในไข่ไทย และร่วมกันเลือกซื้อผลิตภัณฑ์คุณภาพจากแหล่งที่ได้มาตรฐาน เพื่อความปลอดภัยของทุกครอบครัว

สกู๊ปพิเศษ : ผ่าแผนการบริหารจัดการน้ำในฤดูแล้งปี 2568/69

สกู๊ปพิเศษ : ผ่าแผนการบริหารจัดการน้ำในฤดูแล้งปี 2568/69

สกู๊ปพิเศษ : ผ่าแผนการบริหารจัดการน้ำในฤดูแล้งปี 2568/69

วันจันทร์ ที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 13.48 น.

ประเทศไทยเริ่มเข้าสู่การบริหารจัดการน้ำในฤดูแล้งประจำปี 2568/69  มาตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2568 ที่ผ่านมา ซึ่งในปีนี้กรมชลประทานได้วางแผนบริหารจัดการน้ำแบบยั่งยืนตามนโยบายของรัฐบาล โดยจัดสรรน้ำให้สอดคล้องกับปริมาณน้ำต้นทุนของอ่างเก็บน้ำ เพื่อสนับสนุนการใช้น้ำในทุกกิจกรรมในพื้นที่ต่างๆ ตามลำดับความสำคัญ โดยลำดับแรกเป็นการจัดสรรเพื่อการอุปโภค บริโภค และการประปา  รองลงมาเป็นการจัดสรรเพื่อการรักษาระบบนิเวศทางน้ำ เช่น การผลักดันน้ำเค็ม การขับไล่น้ำเสีย บรรเทาสาธารณภัย จารีตประเพณี และคมนาคม เป็นต้น  อันดับถัดมาเป็นการสำรองน้ำไว้สำหรับการใช้น้ำในช่วงต้นฤดูฝนซึ่งจะนำไปใช้สำหรับการอุปโภค บริโภค และรักษาระบบนิเวศในช่วงเดือนพฤษภาคม-กรกฎาคม 2569  จากนั้นถึงจะเป็นการจัดสรรเพื่อการเกษตร การอุตสาหกรรม พาณิชยกรรมและการท่องเที่ยวตามลำดับ

สำหรับปริมาณน้ำต้นทุนในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางทั่วประเทศปีนี้ ณ วันที่ 1 พฤศิกายน 2568  มีปริมาณรวมกันถึง 67,568 ลบ.ม. คิดเป็น 88% ของปริมาณการกักเก็บมากกว่าปีที่แล้ว  4,194 ล้าน ลบ.ม. โดยส่วนของลุ่มน้ำเจ้าพระยาซึ่งเป็นพื้นที่เศรษฐกิจ “อู่ข้าวอู่น้ำ” ของประเทศมีปริมาณน้ำต้นทุนจาก 4 เขื่อนหลักคือ เขื่อนภูมิพล  เขื่อนสิริกิติ์  เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์  มีปริมาณรวมกัน 23,941 ล้านลบ.ม. คิดเป็น 96% ของปริมาณการกักเก็บ มากกว่าปีที่ผ่านมาถึง 2,253 ล้านลบ.ม.  

ดร.ธเนศร์ สมบูรณ์ ผู้อำนวยการสำนักบริหารจัดการน้ำและอุทกวิทยา กรมชลประทาน กล่าวว่า   ในปีนี้แม้จะเข้าสู่ช่วงการบริหารจัดการน้ำในฤดูแล้งประจำปี 2568/69  แล้วก็ตามแต่ก็ยังมีพายุโซนร้อนเกิดขึ้น คือ พายุ “คัลแมกี” (Kalmaegi) ได้เคลื่อนผ่านภาคกลางตอนบน และภาคเหนือ ส่งผลให้ในช่วงวันที่8-9 พ.ย.68 ประเทศไทยบริเวณด้านตะวันตกของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลางตอนบน  และภาคเหนือ มีฝนตกหนักอย่างต่อเนื่อง ทำให้ปริมาณน้ำในเขื่อนหลายแห่งเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะเขื่อนที่เป็นแหล่งน้ำต้นทุนของลุ่มน้ำเจ้าพระยา

ล่าสุด ณ เมื่อวันที่ 20 พ.ย.68 อ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางทั่วประเทศ มีปริมาณรวมกันเพิ่มขึ้นเป็น 69,517 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็น 91% ของปริมาณการกักเก็บมากกว่าปีที่แล้ว 5,932 ล้าน ลบ.ม. โดยส่วนของลุ่มน้ำเจ้าพระยามีปริมาณน้ำต้นทุนจาก 4 เขื่อนหลักเพิ่มขึ้นรวมกันเป็น 24,581 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็น 99% ของปริมาณการกักเก็บ มากกว่าปีที่ผ่านมาถึง 2,550 ล้านลบ.ม.   

สำหรับแผนการจัดสรรน้ำและการปลูกพืชฤดูแล้งปี 2568/69 ซึ่งจะเริ่มตั้งแต่วันที่ 1 พ.ย.68 นั้นได้วางแผนจัดสรรน้ำจากปริมาณน้ำต้นทุนจากอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ ขนาดกลาง และแหล่งน้ำอื่นๆ ทั่วประเทศรวมทั้งสิ้น 47,516 ล้านลบ.ม. ใกล้เคียงกับปีที่ผ่านมา โดยในส่วนนี้จะสำรองน้ำไว้ใช้ในช่วงต้นฤดูฝนปี 2569  จำนวน 17,953 ล้าน ลบ.ม. ดังนั้นจะมีปริมาณน้ำต้นทุนเพื่อจัดสรรใช้ในกิจกรรมต่างๆในช่วงฤดูแล้งปี 2568/69 จำนวน 29,563 ล้าน ลบ.ม. โดยวางแผนจัดสรรเพื่อการอุปโภคบริโภค 2,748 ล้านลบ.ม. คิดเป็น 9% ของปริมาณน้ำต้นทุน เพื่อรักษาระบบนิเวศ 8,090 ล้าน ลบ.ม. คิด 27% ของปริมาณน้ำต้นทุน เพื่อเกษตรกรรม 18,247 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็น 62%ของปริมาณน้ำต้นทุน ที่เหลือจะจัดสรรเพื่ออุตสาหกรรมและอื่นๆจำนวน 478 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็น 2% ของปริมาณน้ำต้นทุน

ในส่วนของลุ่มน้ำเจ้าพระยา มีปริมาณน้ำต้นทุนจาก 4 เขื่อนหลักที่ใช้การได้ในการจัดสรรช่วงฤดูแล้งปี 2568/69 จำนวน 17,745 ล้าน ลบ.ม.(รวมปริมาณน้ำที่จะผันมาจากลุ่มน้ำแม่กลอง 500 ล้านลบ.ม.)  และคาดการณ์ว่าจะมีปริมาณน้ำไหลเข้ามาอีก 2,045 ล้านลบ.ม. โดยจะสำรองไว้ใช้ในช่วงต้นฤดูฝนปี 2569  จำนวน 6,100 ล้าน ลบ.ม. และใช้ในการระบายน้ำ 4,190 ล้านลบ.ม.  เหลือปริมาณน้ำจัดสรรเพื่อใช้ในกิจกรรมต่างๆจำนวน 9,500  ล้าน ลบ.ม.  โดยวางแผนจัดสรรเพื่อการอุปโภคบริโภค 1,150 ล้านลบ.ม. คิดเป็น 13% ของปริมาณน้ำต้นทุน เพื่อรักษาระบบนิเวศ 1,305ล้าน ลบ.ม. คิด 14%  ของปริมาณน้ำต้นทุน เพื่อเกษตรกรรม 6,910 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็น 71%ของปริมาณน้ำต้นทุน ที่เหลือจะจัดสรรเพื่ออุตสาหกรรมและอื่นๆจำนวน 135ล้าน ลบ.ม. คิดเป็น 2%  ของปริมาณน้ำต้นทุน

สำหรับการปลูกพืชฤดูแล้งในเขตชลประทาน ได้กำหนดเป้าหมายสอดคล้องกับปริมาณน้ำต้นทุน ในปีนี้กำหนดเป้าหมายทั่วประเทศไว้ที่ 10.73 ล้านไร่ แบ่งเป็นข้าวนาปรัง 10.05 ล้านไร่ และพืชไร่-พืชผัก 670,000 ไร่ เฉพาะพื้นที่ลุ่มเจ้าพระยากำหนดเป้าหมายไว้ที่ 6.35 ล้านไร่ แบ่งเป็นข้าวนาปรัง 6.27 ล้านไร่  และพืชไร่-พืชผัก 8,000ไร่  

ผู้อำนวยการสำนักบริหารจัดการน้ำและอุทกวิทยา กรมชลประทาน ยังกล่าวถึงสถานการณ์น้ำในพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจของประเทศ ครอบคลุมพิื้นที่ 3 จังหวัดคือ ฉะเชิงเทรา ชลบุรี และระยอง ว่า ปริมาณในอ่างเก็บน้ำทั้งขนาดใหญ่ 4 แห่ง และขนาดกลาง 12 แห่ง มีปริมาณน้ำรวมกัน ณ วันที่ 20 พ.ย.68 จำนวน 1,177 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็น 90.75% ของปริมาณการกักเก็บ ซึ่งอยู่ในเกณฑ์ค่อนข้างดี เพียงพอที่จะใช้ในช่วงฤดูแล้งทั้งการผลิตน้ำประปา รักษาระบบนิเวศน์ การเกษตรและภาคอุตสาหกรรม โดยเฉพาะอ่างเก็บน้ำประแสร์ จ.ระยอง ซึ่งเป็นอ่างเก็บน้ำที่เป็นศูนย์กลางในการกระจายน้ำ ขณะนี้มีปริมาณน้ำเต็มความจุ 100% คือ  294 ล้านลบ.ม. เช่นเดียวกับอ่างกับน้ำบางพระ จ.ชลบุรี  มีปริมาณน้ำถึง 116 ล้านลบ.ม. คิดเป็น 99% ของปริมาณการกักเก็บ

นอกจากนี้พื้นที่ EEC ยังมีโครงข่ายน้ำเชื่อมโยงกัน ไม่ว่าจะเป็นการสูบผันน้ำจากคลองพระองค์ไชยานุชิต-อ่างเก็บน้ำบางพระ   การสูบผันน้ำจากแม่น้ำบางปะกง-อ่างเก็บน้ำบางพระ การสูบผันน้ำจากอ่างเก็บน้ำประแสร์-อ่างเก็บน้ำหนองปลาไหล การสูบน้ำจากสถานีสูบน้ำคลองสะพาน – อ่างเก็บน้ำประแสร์ การสูบผันน้ำจากคลองวังโตนด – อ่างเก็บน้ำประแสร์ และการสูบผันน้ำจากอ่างเก็บน้ำประแสร์ – อ่างเก็บน้ำคลองใหญ่ ซึ่งจะสร้างความมั่นคงเรื่องน้ำให้กับพื้นที่ EEC  ในฤดูแล้งปี 2568/69 และช่วงต้นฤดูฝน 2569 ปริมาณน้ำในพื้นที่ EEC จะเพียงพอกับความต้องการทุกภาคส่วนอย่างแน่นอน

 “กรมชลประทานจะติดตามและควบคุมการบริหารจัดการน้ำในช่วงฤดูแล่้งปี 2568/69 ให้เป็นไปตามแผนที่วางไว้ พร้อมทั้งจะปฏิบัติตาม 8 มาตรการรับมือฤดูแล้งปี 2568/69 ที่ได้มาจากการถอดบทเรียนจากมาตรการรับมือฤดูแล้งปี 2567/68 และการเปิดรับฟังความคิดเห็นตลอดจนข้อเสนอแนะจากทุกภาคส่วน ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างเสนอคณะรัฐมนตรีรับทราบอย่างเคร่งครัด ดังนี้ 1.คาดการณ์ชี้เป้าและแจ้งเตือนพื้นที่เสี่ยงขาดแคลนน้ำ 2.สร้างความมั่นคงน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภคและการเกษตรอย่างมีประสิทธิภาพ 3.กำหนดแผนจัดสรรน้ำและปลูกพืชฤดูแล้ง 4.เพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำ ประหยัดน้ำและลดการสูญเสียน้ำในทุกภาคส่วน 5.เฝ้าระวังและแก้ไขคุณภาพน้ำ 6.เสริมสร้างความเข้มแข็งด้านการบริหารจัดการน้ำของชุมชน-องค์กรผู้ใช้น้ำ 7.สร้างการรับรู้ ประชาสัมพันธ์ และ8.ติดตามประเมินผลการดำเนินงาน”  ดร.ธเนศร์ กล่าว

ทั้งนี้ จากปริมาณน้ำต้นทุนที่มีอยู่ ผนวกกับแผนบริหารจัดการน้ำที่มีประสิทธิภาพ ปีนี้ประเทศไทยจะมีน้ำเพียงพอใช้ในฤดูแล้งปี 2568/69 และช่วงต้นฤดูฝนปี 2569 อย่างแน่นอน

‘อธิบดีกรมการข้าว’สั่งด่วน! เร่งช่วยเกษตรกรน้ำท่วมภาคใต้ ‘ข้าวสาร-ถุงยังชีพ’กว่า 6,000 ชุด เข้าพื้นที่ทันที

'อธิบดีกรมการข้าว'สั่งด่วน! เร่งช่วยเกษตรกรน้ำท่วมภาคใต้ 'ข้าวสาร-ถุงยังชีพ'กว่า 6,000 ชุด เข้าพื้นที่ทันที

‘อธิบดีกรมการข้าว’สั่งด่วน! เร่งช่วยเกษตรกรน้ำท่วมภาคใต้ ‘ข้าวสาร-ถุงยังชีพ’กว่า 6,000 ชุด เข้าพื้นที่ทันที

วันจันทร์ ที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 11.22 น.

อธิบดีกรมการข้าวสั่งด่วน! เร่งช่วยเกษตรกรน้ำท่วมภาคใต้ “ข้าวสาร-ถุงยังชีพ” กว่า 6,000 ชุด เข้าพื้นที่ทันที ชูธง! การทำงานเชิงรุก พร้อมเข้าฟื้นฟูอย่างยั่งยืน

กรมการข้าว กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ แสดงความห่วงใย ในสถานการณ์อุทกภัยภาคใต้ที่เกิดขึ้น โดย นายอานนท์ นนทรีย์ อธิบดีกรมการข้าว ได้สั่งการระดมกำลังเข้าช่วยเหลือพี่น้องประชาชนและเกษตรกรชาวนาที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้ตอนล่าง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา

นายอานนท์ นนทรีย์ อธิบดีกรมการข้าว เปิดเผยว่า ร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้แสดงความเป็นห่วงอย่างยิ่ง และสั่งการให้ทุกหน่วยงานในพื้นที่เร่งให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัย โดยเฉพาะเกษตรกรชาวนาที่ได้รับความเสียหายจากน้ำท่วมอย่างเร่งด่วน

“ภารกิจเร่งด่วนของกรมการข้าวคือการบรรเทาความเดือดร้อนเฉพาะหน้า โดยการสนับสนุนเสบียงอาหารหลักให้กับพี่น้องประชาชนอย่างทันท่วงที ซึ่งถือเป็นส่วนหนึ่งของการทำงานที่บูรณาการร่วมกันของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์” นายอานนท์ กล่าว

กรมการข้าวได้ร่วมกับปศุสัตว์จังหวัดสุราษฎร์ธานี ดำเนินการมอบความช่วยเหลือชุดแรกในพื้นที่ประสบภัย ประกอบด้วย : * ถุงยังชีพ: จำนวน 1,000 ถุง * ข้าวสารคุณภาพบรรจุถุง (ขนาด 5 กิโลกรัม): จำนวน 1,000 ถุง

เพื่อสร้างความมั่นใจในการเข้าถึงความช่วยเหลืออย่างต่อเนื่อง กรมการข้าวได้จัดเตรียม ข้าวสารบรรจุถุง สำรองอีกจำนวน 5,000 ถุง เพื่อสนับสนุนปฏิบัติการบรรเทาทุกข์ในพื้นที่ประสบภัยเพิ่มเติม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่ที่เข้าถึงยาก ซึ่งเป็นเครื่องยืนยันถึงความพร้อมของกรมฯ ในการเป็นกลไกหลักด้านเสบียงอาหารของประเทศ

อธิบดีกรมการข้าว ได้เน้นย้ำถึงมิติการฟื้นฟูหลังน้ำลด โดยได้สั่งการไปยัง ศูนย์วิจัยข้าว และ ศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าว ในพื้นที่ให้ประสานงานกับหน่วยงานท้องถิ่นอย่างเข้มแข็ง เพื่อ : 1.เฝ้าติดตามสถานการณ์: ประเมินผลกระทบและความเสียหายต่อพื้นที่นาข้าวอย่างละเอียด 2.เยี่ยมเยียนและให้คำปรึกษา: ให้คำแนะนำเชิงเทคนิคแก่ชาวนาเกี่ยวกับการจัดการพื้นที่เพาะปลูกหลังน้ำท่วม การเตรียมดิน และการเลือกใช้เมล็ดพันธุ์ที่เหมาะสม เพื่อให้ชาวนากลับมาทำนาได้อีกครั้งอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพสูงสุด

“กรมการข้าวจะอยู่เคียงข้างพี่น้องชาวนาจนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย และพร้อมสนับสนุนการฟื้นฟูอาชีพการทำนาให้กลับคืนสู่ภาวะปกติอย่างยั่งยืน” นายอานนท์ กล่าวย้ำในตอนท้าย

– 006

‘อธิบดีกรมฝนหลวง’สั่งการให้เครื่องบินกรมฝนหลวงฯ ลำเลียงถุงยังชีพช่วยเหลือ ปชช.ประสบอุทกภัยภาคใต้

'อธิบดีกรมฝนหลวง'สั่งการให้เครื่องบินกรมฝนหลวงฯ ลำเลียงถุงยังชีพช่วยเหลือ ปชช.ประสบอุทกภัยภาคใต้

‘อธิบดีกรมฝนหลวง’สั่งการให้เครื่องบินกรมฝนหลวงฯ ลำเลียงถุงยังชีพช่วยเหลือ ปชช.ประสบอุทกภัยภาคใต้

วันจันทร์ ที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 11.00 น.

เมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน 2568 เวลา 09.00 น. ณ สนามบินกองบิน 6 นายราเชน ศิลปะรายะ อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร พร้อมด้วย นายปราบพล โล่ห์วีระ รองอธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร ด้านปฏิบัติการ ได้สั่งการให้เครื่องบินของกรมฝนหลวงและการบินเกษตร ลำเลียงถุงยังชีพ ช่วยเหลือให้กับพี่น้องประชาชนที่ประสบอุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้  โดยเครื่องบิน CASA จำนวน 1 ลำ พร้อมเจ้าหน้าที่กรมฝนหลวงฯ ลำเลียงถุงยังชีพ พร้อมด้วยข้าวสาร ไปยัง อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา และ จ.นราธิวาส เพื่อแจกจ่ายช่วยเหลือให้กับพี่น้องประชาชนที่ประสบอุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้ โดยได้รับการสนับสนุน ถุงยังชีพ จำนวน 100 ชุด จากสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม และข้าวสารจำนวน 1,300 กิโลกรัม จากองค์การตลาดเพื่อเกษตรกร เพื่อปฏิบัติภารกิจเร่งด่วนในการช่วยเหลือประชาชนผู้ประสบเหตุอุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้ ในช่วงเช้าวันนี้

– 006