ทบ.แจงเงินเดือน-เบี้ยเลี้ยง-ค่าตอบแทนทหารเกณฑ์11,000บาท หักค่าใช้จ่ายอะไรบ้าง

ทบ.แจงเงินเดือน-เบี้ยเลี้ยง-ค่าตอบแทนทหารเกณฑ์11,000บาท หักค่าใช้จ่ายอะไรบ้าง

ทบ.แจงเงินเดือน-เบี้ยเลี้ยง-ค่าตอบแทนทหารเกณฑ์11,000บาท หักค่าใช้จ่ายอะไรบ้าง

วันอังคาร ที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 16.44 น.

ทบ. แจง เงินเดือน-เบี้ยเลี้ยง-ค่าตอบแทน ทหารเกณฑ์ 11,000 บาท พร้อมหักค่าใช้จ่าย ยึดหลักเกณฑ์ เน้นโปร่งใส เปิดช่องร้องทุกข์ หากพบดำเนินการไม่ถูกต้อง

4 พฤศจิกายน 2568 ตามที่ปัจจุบันทหารกองประจำการผลัดที่ 2/68 ได้รายงานตัวเข้าหน่วยทหารตั้งแต่วันที่ 1 พ.ย.68 ที่ผ่านมา กองทัพบกขอชี้แจงในเรื่องของเงินเดือน เบี้ยเลี้ยง และค่าตอบแทน รวมถึงประเด็นการหักค่าใช้จ่ายต่างๆ ของทหารกองประจำการ เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องต่อสังคม โดยมีรายละเอียดดังนี้

1. เงินที่ทหารกองประจำการจะได้รับในแต่ละเดือน ได้แก่ เงินเดือน เบี้ยเลี้ยง และเงินเพิ่มการครองชีพชั่วคราว รายละเอียดดังนี้
– เงินเดือน ทหารกองประจำการจะได้รับเงินเดือนตั้งแต่ 1,630 บาท – 4,870 บาท โดยขึ้นอยู่กับระดับชั้นปีของทหารกองประจำการ
– เบี้ยเลี้ยง ได้รับวันละ 96 บาท โดยจะหักค่าอาหารวันละ 70 บาท เพื่อนำไปประกอบเลี้ยงเป็นส่วนรวมจำนวน 3 มื้อ คงเหลือวันละ 26 บาท
– เงินเพิ่มการครองชีพชั่วคราว (พชค.) เป็นเงินเพิ่มตามระเบียบของทางราชการ โดยรัฐบาลจะจ่ายเพิ่มการครองชีพชั่วคราวเพิ่มเติมจากเงินเดือนและเบี้ยเลี้ยงปกติ จนครบ 11,000 บาท

ตัวอย่างเช่น ทหารกองประจำการขณะฝึกในหน่วยฝึกรับเงินเดือนระดับขั้น พ.1 ชั้น 3 จำนวน 1,630 บาท รับเบี้ยเลี้ยงวันละ 96 บาท จำนวน 30 วัน รวม 2,880 บาท เมื่อรวมเงินเดือนกับเบี้ยเลี้ยงจะได้ 4,510 บาท ดังนั้น กรณีนี้จะได้รับเงิน พชค. จำนวน 6,490 บาท รวมแล้วจะได้รับเงินทั้งสิ้น 11,000 บาท

2. การจ่ายเบี้ยเลี้ยงในกรณีปฏิบัติราชการนอกที่ตั้งปกติ จากเดิมได้รับเบี้ยเลี้ยง 96 บาท จะได้รับเบี้ยเลี้ยงเพิ่มเป็น 120 บาทต่อวัน และหากไปปฏิบัติราชการเพื่อป้องกันและปราบปรามนอกที่ตั้ง หรือปฏิบัติราชการเพื่อความมั่นคงแห่งชาติ จะได้รับเบี้ยเลี้ยง 200 บาทต่อวัน, สำหรับทหารกองประจำการที่ประจำการในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้เป็นไปตามหนังสือกระทรวงการคลังที่แจ้งการปฏิบัติเกี่ยวกับการเบิกจ่ายเงินเดือนค่าตอบแทนพิเศษรายเดือนให้แก่เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ (สปพ.) จะได้รับเงิน 2,500 บาทต่อเดือน

3. หลักเกณฑ์การหักเบี้ยเลี้ยง/เงินเดือนของทหารกองประจำการ กองทัพบกยึดถือข้อปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ของกระทรวงกลาโหม ที่ให้สามารถกระทำได้ในกรณีต่างๆ ดังนี้
– ค่าประกอบเลี้ยง วันละ 70 บาท
– ค่าใช้จ่ายในการจัดหาของใช้ส่วนตัวในขั้นตอนแรกรับ ซึ่งเป็นสิ่งของที่ไม่สามารถเบิกจากงบประมาณได้ เพื่ออำนวยความสะดวกให้ทหารกองประจำการมีของใช้ครบถ้วน เช่น มีดโกน กรรไกร ไฟฉาย ถุงเท้า เป็นต้น ทั้งนี้ การจัดหาพร้อมกันในจำนวนมากยังช่วยให้ได้ราคาที่ประหยัดกว่าอีกด้วย
ค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ที่หักตามความสมัครใจของทหารกองประจำการ เช่น ค่าซักรีด ค่าร้านค้า (PX) ค่าจัดหาชุดฝึก หรือชุดกีฬาเพิ่มเติม เป็นต้น

4. ค่าใช้จ่ายที่ห้ามหักจากเงินเดือนของทหารกองประจำการ ได้แก่ ค่าเครื่องช่วยฝึก ค่าเครื่องสนาม และค่าสาธารณูปโภคต่างๆ ไม่อนุญาตให้หักจากเงินเดือนของทหารกองประจำการโดยเด็ดขาด
หากพบกรณีการดำเนินการเกี่ยวกับเบี้ยเลี้ยงหรือเงินเดือนที่ไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ดังกล่าวกองทัพบกขอความร่วมมือให้แจ้งเรื่องร้องเรียนได้ที่ศูนย์บริการข้อมูลข่าวสารและรับเรื่องร้องเรียนกองทัพบก (ศบข.ทบ.) โทร. 02-297-8307 และผ่านทางแอปพลิเคชัน S.M.A.R.T. SOLDIERS โดยตรง เพื่อให้สามารถตรวจสอบและแก้ไขได้อย่างเป็นธรรม รวดเร็ว และเกิดประโยชน์ต่อทั้งผู้ร้องทุกข์และการบริหารงานของกองทัพบกอย่างยั่งยืน

‘จุลพันธ์’เตรียมเปิดแคมเปญนโยบาย‘เพื่อไทย’ ลั่นไม่อยู่ช่วง‘ขาลง’

‘จุลพันธ์’เตรียมเปิดแคมเปญนโยบาย‘เพื่อไทย’ ลั่นไม่อยู่ช่วง‘ขาลง’

‘จุลพันธ์’เตรียมเปิดแคมเปญนโยบาย‘เพื่อไทย’ ลั่นไม่อยู่ช่วง‘ขาลง’

วันอังคาร ที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 16.21 น.

‘จุลพันธ์’โว!นโยบายหาเสียง‘เพื่อไทย’ล้ำหน้าพรรคอื่น ยก‘แบ็กทูเบสิก’เข้าใจง่าย เตรียมปล่อยแคมเปญ‘สร้างโอกาส ล้างหนี้ มีกิน’ เหน็บ‘ปชน.’ใช้แคมเปญ‘มีเราไม่มีเทา’ให้นึกถึงตอนจัดตั้งรัฐบาล ลั่น‘พท.’ไม่ได้อยู่ในช่วงขาลง จ่อปรับการสื่อสารพรรค บอก 3 แคนดิเดตนายกฯ ต้องตรงใจประชาชน

4 พฤศจิกายน 2568 ที่พรรคเพื่อไทย (พท.) นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ สส.เชียงใหม่ และหัวหน้าพรรค พท. ให้สัมภาษณ์ถึงการปล่อยแคมเปญหาเสียงเพื่อเตรียมพร้อมการเลือกตั้งครั้งถัดไป ว่า ในมิตินโยบายตนเชื่อว่าพรรค พท.ล้ำหน้าพรรคอื่นไปเยอะ เพราะเรามีคณะทำงานที่ทำกันมาเป็นเดือนแล้ว นำโดยนพ.พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช แกนนำพรรค พท. ดำเนินการเรื่องการคิดนโยบายที่ถูกใจประชาชน ซึ่งโจทย์แรกคือแบ็กทูเบสิก กลับสู่ให้ประชาชนได้เข้าใจง่ายๆ และสัมผัสได้ง่ายขึ้นตรงกับความต้องการของพี่น้องประชาชน ซึ่งเราจะมีการทำเวิร์กช็อป 2 ระดับ คือ 1.ในระดับสส.ที่จะมาร่วมเวิร์กช็อปในนโยบายต่างๆ ซึ่งเราเตรียมการภายในกันอยู่

นายจุลพันธ์ กล่าวต่อว่า 2.นโยบายบางประเภท เช่น เรื่องการเกษตรที่อาจจะต้องลงไปพบปะเกษตรกร นโยบายด้านเอสเอ็มอี ก็อาจจะลงไปพบปะกับกลุ่มเอสเอ็มอี เพื่อพูดคุยว่าแนวนโยบายที่เราคิดมาตรงหรือไม่ และมีข้อเสนอแนะเพิ่มเติมเพื่อปรับเปลี่ยนอย่างไร เชื่อว่านโยบายนี้จะเป็นจุดแข็งของพรรค พท.อีกครั้งที่จะตอบโจทย์ให้กับพี่น้องประชาชนได้

นายจุลพันธ์ กล่าวด้วยว่า ส่วนการออกแคมเปญ ขอให้รอฟังเพราะเราก็เปิดมา แย้มๆ มาแล้ว คือ “สร้างโอกาส ล้างหนี้ มีกิน“ นโยบายของเรายังเป็นเรื่องปากท้อง ความเป็นอยู่ของประชาชน ส่วนของพรรคประชาชน (ปชน.) ที่ออกมาว่า “มีเรา ไม่มีเทา” ก็เป็นแนวทางของเขา

“พรรคเพื่อไทยพยายามบอกตั้งแต่ต้นแล้วว่าการตั้งรัฐบาลให้คิดให้รอบคอบ เพราะเราก็รู้กันอยู่ว่าองคาพยพของการจัดตั้งรัฐบาล และองค์ประกอบของพรรคร่วมรัฐบาลคืออะไรบ้างตั้งแต่ต้น ไม่ได้เป็นข้อปิดบังอะไร แล้วจะมาเป็นห่วงว่าตอนนี้เป็น สีเทาหรืออะไร ก็เป็นคนตั้งมาเอง ตรงนี้เราได้เตือนไว้ตั้งแต่ต้น ฉะนั้น ก็คงต้องให้ทางพรรคประชาชนพิจารณาให้ดี วันนี้เราก็เดินหน้าตรวจสอบอย่างจริงจัง ทุกคนที่มีการกล่าวหากันว่าพรรคเพื่อไทยไม่ตรวจสอบบางกลุ่ม บางคน ก็ขอให้รอดูการทำงาน โดยเฉพาะเมื่อถึงเวลายื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ” นายจุลพันธ์ กล่าว

เมื่อถามว่า ผลโพลของพรรคปชน. และพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ยังนำอยู่พรรค พท.จะทำอย่างไร นายจุลพันธ์ กล่าวว่า พรรค พท.เพิ่งมีการเปลี่ยนแปลง ที่มีการสอบถามมา เราเพิ่งยกเครื่องใหม่ และยอมรับว่าขณะนี้ไม่ใช่จุดพีกของพรรค พท. เพราะช่วงที่ผ่านมา เรื่องข่าวประเทศเพื่อนบ้าน การโจมตีทางการเมือง การเปลี่ยนรัฐบาลเราก็ยอมรับ อย่างไรก็ตาม การเมืองไม่ได้จบภายในวันเดียว ตนมีความมั่นใจ และคิดดูว่าในขณะที่หลายคนปรามาสพรรค พท.ว่า พรรค พท.อยู่ในสถานะที่ไม่ดีนัก และหลายโพลเรามีคะแนนนิยมอยู่ที่ 10-20 เปอร์เซ็นต์ แต่มีคนที่ยังไม่ได้ตัดสินใจ มีถึง 30 เปอร์เซ็นต์ พรรค พท.มีความเชื่อมั่น ซึ่งเราเป็นพรรคการเมืองแรกและพรรคการเมืองเดียว ที่เคยดำเนินเรื่องนโยบายจนประสบความสำเร็จ และถูกใจพี่น้องประชาชน ซึ่งแน่นอนว่าคนทำงานมีทั้งเคยทำถูก ทำพลาด เราไม่ได้บอกว่าเราทำสำเร็จทุกเรื่อง แต่เราเป็นคนนำมิติเรื่องนโยบายเข้ามาสู่สังคม เป็นพรรคการเมืองแรกที่นำนโยบายมาบอกประชาชนแล้วทำจริง และยืนยันว่านโยบายครั้งหน้าคงเป็นที่ถูกใจประชาชน

เมื่อถามว่า จะมีการนำนโยบายจากรัฐบาลของนายเศรษฐา ทวีสิน และน.ส.แพทองธาร ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่ยังทำไม่สำเร็จ มาปัดฝุ่นหรือไม่ นายจุลพันธ์ กล่าวว่า “เป็นไปได้ เดี๋ยวมาคุยกัน ตรงนั้นขอเวลานิดนึง ยังไม่ได้สรุปหรือมีข้อยุติ”

เมื่อถามว่า หนักใจหรือไม่ที่ต้องแบกวิกฤตศรัทธาในช่วงที่ถูกมองว่าเป็นขาลง แล้วต้องดันกลับไปให้ได้ นายจุลพันธ์ กล่าวว่า ตนว่าขาขึ้น เราก็ยังอยู่ในสถานะที่ดี คนที่สนับสนุนพรรค พท.ยังเป็น 10 ล้านคน ตนไม่ได้มองว่าเป็นสถานการณ์ที่มีปัญหาอะไร เรายังมีความเชื่อมั่น เพียงแต่วันนี้ต้องทำองค์ประกอบให้ครบ สิ่งที่เราจะมายกเครื่องพรรคในครั้งนี้ สิ่งแรกที่ต้องทำคือเรื่องการสื่อสาร เพราะที่ผ่านมาต้องยอมรับว่าการสื่อสารของพรรค พท.ไม่ทันท่วงที ตั้งรับมากเกินไป เราต้องเป็นผู้สื่อสารในเชิงรุก และโยนประเด็นให้สังคมมากขึ้น อีกเรื่องคือบุคคล ซึ่งผู้สมัครต้องถูกจริตกับประชาชนในแต่ละพื้นที่ เป็นคนที่ลงพื้นที่อยู่แล้ว และเป็นที่รู้จักในพื้นที่เป็นอย่างดี ขณะที่งานสภาฯ เราต้องยกเครื่องให้เข้มข้นขึ้น สุดท้ายเรื่องนโยบายต้องทำให้ตรงกับความต้องการเป็นนโยบายแห่งความหวังของสังคมได้ และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี เราจะเสนอ 3 ชื่อ ซึ่งเป็น 3 ชื่อที่ต้องตรงใจพี่น้องประชาชน และเชื่อว่าการยอมรับจากประชาชนจะทำให้เราประสบความสำเร็จในการเลือกตั้ง

ราชสกุล-พสกนิกร เข้าถวายสักการะพระบรมศพ และ ลงนามถวายความอาลัย ‘สมเด็จพระพันปีหลวง’

ราชสกุล-พสกนิกร เข้าถวายสักการะพระบรมศพ และ ลงนามถวายความอาลัย ‘สมเด็จพระพันปีหลวง’

ราชสกุล-พสกนิกร เข้าถวายสักการะพระบรมศพ และ ลงนามถวายความอาลัย ‘สมเด็จพระพันปีหลวง’

วันพุธ ที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 14.17 น.

ราชสกุล-พสกนิกร เข้าถวายสักการะพระบรมศพและลงนามถวายความอาลัย ‘สมเด็จพระพันปีหลวง’ ด้วยรักและอาลัย

วันที่ 5 พฤศจิกายน 2568 ที่ ศาลาสหทัยสมาคมฯ และเต็นท์สนามหญ้าข้างอาคารลูกขุนใน พระบรมมหาราชวัง  มีคณะบุคคล จากหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน รวมถึงประชาชนทั่วไปทั้งในกรุงเทพฯและต่างจังหวัด แต่งกายด้วยชุดสีดำไว้ทุกข์ เดินทางมาเข้าถวายสักการะพระบรมศพ พร้อมลงนามถวายความอาลัยในสมุดหลวง เบื้องหน้าพระฉายาลักษณ์ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ตลอดทั้งวันด้วยความอาลัยและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณที่ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจเพื่อความผาสุขของพสกนิกรชาวไทยตลอดมา

อาทิ ราชสกุลเทพหัสดิน ณ อยุธยา, ราชสกุล เกษมศรี, ราชสกุล ชุมพล, ราชสกุลทินกร, คณะครูและนักเรียน โรงเรียนพระตำหนักสวนกุหลาบ, คณะผู้บริหารธนาคารไทยพาณิชย์, สมาคมแม่บ้านทหารบก สาขากรมการขนส่งทหารบก, กรมบังคับคดี, คณะผู้บริหาร พนักงาน บริษัทโทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน), ประธานกรรมการ บริษัทบางจากคอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน), พุทธสมาคมแห่งประเทศไทย, ครอบครัวอภิธนาคุณ เป็นต้น     

ด้าน ว่าที่ร้อยตรีหญิงปัณณทัต ลัดใหม่ อายุ 57 ปี กล่าวว่า ตนเดินทางมาพร้อมสามี คือ นายพงศกร ยุกตะเวทย์ มาจาก จ.ปทุมธานี วันที่รู้ข่าวว่า สมเด็จพระพันปีหลวงสวรรคต ตกใจและเสียใจมาก ถึงแม่จะทราบว่าท่านประชวรอยู่ ตนไม่เคยได้รับเสด็จแม้แต่ครั้งเดียว ในวัยเด็กคุณแม่จะเล่าให้ฟังว่า แม่เคยเย็บผ้าม่านในห้องบรรทมของ “ในหลวง ร.9” และของ ”สมเด็จพระพันปีหลวง“ 

“ส่วนตัวก็ชอบดูข่าวในพระราชสำนัก เห็นทั้งสองพระองค์เสด็จไปทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจต่างๆทุกวัน ภาพความทรงจำพระองค์ท่านจะส่งเสริมการสร้างอาชีพ ส่งเสริมการทอผ้าไหม ส่งเสริมผลิตภัณฑ์โอท็อป ตอนนี้ไม่มีภาพนั้นแล้ว มีแต่ลูกของพระองค์ท่านเสด็จไปช่วยเหลือพสกนิกรแทน ครอบครัวเรารักในราชวงศ์ เกิดมาก็เห็นพระองค์ท่านแล้ว วันนี้ตนและสามีตั้งใจมากราบสังการะถวายความอาลัยเป็นครั้งสุดท้าย ขอให้พระองค์เสด็จอยู่บนสรวงสวรรค์และมองลงมา คิดว่าพระองค์ท่านไม่ทอดทิ้งประชาชน ยังรู้สึกว่าพระองค์ยังมีพระชนชีพอยู่“

ขณะที่ นางวัลงาม นวลอินทร์ ชาวอุบลราชธานี กล่าวว่า ในช่วงวัยเด็กหมู่บ้านของเราเคยได้มีโอกาสรับเสด็จ “สมเด็จพระพันปีหลวง” เสด็จฯไปทรงเยี่ยมราษฎรที่บ้านเกิดของตน ท่านทรงเห็นว่าพื้นที่ที่เราอยู่แห้งแล้งมาก จึงพระราชทานโอ่งน้ำ ให้แก่ครอบครัวเพื่อใช้เก็บน้ำกินน้ำใช้ได้ตลอดทั้งปี หลังจากนั้น ความเป็นอยู่ของชาวบ้านก็ดีขึ้นเรื่อย ๆเพราะมีโครงการต่างๆ เข้าไปช่วยแก้ปัญหาความทุกข์ยากของราษฎร ได้อยู่อาศัยด้วยความร่มเย็นเป็นสุข จวบจนถึงปัจจุบันนี้  ถึงแม้มีระบบชลประทานและระบบน้ำประปาดีขึ้นแล้ว แต่ครอบครัวก็ยังเก็บรักษาโอ่งพระราชทานใบนั้นไว้เป็นที่ระลึก ในวันนี้ ตั้งใจเดินทางมากราบสักการะและลงนามถวายความอาลัย ”สมเด็จพระพันปีหลวง“ ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณที่พระราชทานความช่วยเหลือพสกนิกรให้กินดีอยู่ดีมีความสุข

ด้านนายเฮนรี่ โก๊ะ ชาวเนเธอร์แลนด์ สามีของนางวัลงาม กล่าวว่า ชาวเนเธอร์แลนด์เทิดทูนในหลวงรัชกาลที่ 9 และสมเด็จพระพันปีหลวงเป็นอย่างมาก นับตั้งแต่การเสด็จพระราชดำเนินเยือนประเทศเนเธอร์แลนด์ โดยมีประชาชนชาวฮอลแลนด์ที่ทราบข่าวต่างพากันไปเฝ้าฯรับเสด็จ ที่พระราชวังหลวงอัมสเตอร์ดัมเป็นจำนวนมาก นอกจากนี้ ชาวฮอลแลนด์ ยังได้ติดตามข่าวเกี่ยวกับพระราชกรณียกิจของพระแงค์ท่านมาโดยตลอด ส่งผลให้มิตรภาพของสองประเทศแน่แฟ้นเรื่อยมา ครั้งนี้ ตนตั้งใจมากราบสักการะและลงนามถวายความอาลัยเบื้องหน้าพระฉายาลักษณ์ สมเด็จพระพันปีหลวง ด้วยความซาบซึ้งใจ และขอแสดงความเสียใจกับคนไทยทุกคนในการสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่นี้ 

มช.เปิดบ้าน ‘CMU OPEN HOUSE 2025’ ชวนสัมผัสประสบการณ์จริงในรั้วมหา’ลัย

มช.เปิดบ้าน 'CMU OPEN HOUSE 2025' ชวนสัมผัสประสบการณ์จริงในรั้วมหา'ลัย

มช.เปิดบ้าน ‘CMU OPEN HOUSE 2025’ ชวนสัมผัสประสบการณ์จริงในรั้วมหา’ลัย

วันพุธ ที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ขอเชิญชวนนักเรียน นักศึกษา ผู้ปกครอง และผู้สนใจทุกท่าน เข้าร่วมงาน CMU OPEN HOUSE 2025 รูปแบบ Onsite ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 13 – 14 พฤศจิกายน 2568 ณ หอประชุมมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และคณะต่างๆ ภายในมหาวิทยาลัย เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมได้สัมผัสบรรยากาศจริงของชีวิตในรั้วมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ พบกับกิจกรรมแนะนำหลักสูตรจาก 22 คณะ การให้คำปรึกษาจากรุ่นพี่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และกิจกรรมเสริมความรู้มากมาย โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย

การจัดงานครั้งนี้มุ่งเน้นให้ผู้เข้าร่วมได้เรียนรู้และทำความเข้าใจเกี่ยวกับการเรียนการสอน บรรยากาศภายในคณะ และการใช้ชีวิตในมหาวิทยาลัยเชียงใหม่อย่างใกล้ชิด เพื่อเป็นแนวทางในการเตรียมตัวศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษา อีกทั้งยังเป็นโอกาสอันดีในการสร้างแรงบันดาลใจและค้นหาตนเองผ่านกิจกรรมที่แต่ละคณะได้จัดเตรียมไว้ต้อนรับ

ภายในงานกำหนดให้ลงทะเบียนหน้างานเท่านั้น โดยเปิดให้ลงทะเบียนตั้งแต่เวลา 11.00 น. ณ ลานน้ำพุ หน้าหอประชุมมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ผู้เข้าร่วมจะได้รับสติกเกอร์สำหรับเข้า ร่วมกิจกรรม จากนั้นเวลา 12.40 น. ผู้ลงทะเบียนจะรวมตัวกันที่ลานน้ำพุ ก่อนออกเดินทางไปยังคณะต่างๆ ในเวลา 13.20 น. โดยมหาวิทยาลัยได้จัดรถรับ – ส่งบริการอย่างสะดวกสบาย เพื่อพาผู้เข้าร่วมไปสัมผัสประสบการณ์จริงที่แต่ละคณะตั้งแต่เวลา 13.30 – 15.30 น.

ผู้เข้าร่วมกิจกรรมจะได้พบกับการแนะนำหลักสูตรการเรียนรู้ของแต่ละคณะ การเยี่ยมชมอาคารเรียนและห้องปฏิบัติการ การพูดคุยกับคณาจารย์และรุ่นพี่ รวมถึงกิจกรรมเวิร์กชอปและนิทรรศการผลงานที่สะท้อนความโดดเด่นของแต่ละสาขาวิชาอย่างน่าสนใจ ทั้งนี้ ผู้ที่เข้าร่วมกิจกรรมและตอบแบบสอบถามจะได้รับ ประกาศนียบัตรอิเล็กทรอนิกส์ (e-Certificate) ของคณะนั้นๆ โดยสามารถดาวน์โหลดได้ในวันที่ 21 พฤศจิกายน 2568 ผ่านทางเว็บไซต์ CMU OPEN HOUSE

นอกจากนี้ ภายในงานยังจัดพร้อมกับ นิทรรศการตลาดนัดหลักสูตรอุดมศึกษา ครั้งที่ 27 ณ หอประชุมมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ซึ่งเป็นเวทีสำคัญในการรวบรวมข้อมูลหลักสูตรจากสถาบันอุดมศึกษาทั่วประเทศ รวมถึงบูธจาก 22 คณะของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เพื่อให้คำปรึกษาและแนะแนวการศึกษาต่ออย่างใกล้ชิด โดยมีรุ่นพี่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ร่วมให้คำแนะนำและแบ่งปันประสบการณ์จริงในการเรียน การใช้ชีวิต และการเตรียมตัวเข้าสู่รั้วมหาวิทยาลัย

กิจกรรม CMU OPEN HOUSE ทั้งในรูปแบบออนไลน์และ Onsite ถือเป็นการเปิดประตูแห่งโอกาสให้เยาวชนได้ค้นหาความฝันและแรงบันดาลใจในการเรียนรู้ ผ่านการสัมผัสประสบการณ์จริงจากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เพื่อร่วมค้นหาศักยภาพในตัวเอง สร้างแรงบันดาลใจ และก้าวสู่เส้นทางแห่งอนาคตไปพร้อมกับมหาวิทยาลัยเชียงใหม่

มวล.พร้อมจัดกีฬาฯรอบคัดเลือกภาคใต้ ‘วลัยลักษณ์เกมส์’ 10 สถาบันร่วมชิงชัย

มวล.พร้อมจัดกีฬาฯรอบคัดเลือกภาคใต้ ‘วลัยลักษณ์เกมส์’ 10 สถาบันร่วมชิงชัย

มวล.พร้อมจัดกีฬาฯรอบคัดเลือกภาคใต้ ‘วลัยลักษณ์เกมส์’ 10 สถาบันร่วมชิงชัย

วันพุธ ที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ พร้อมเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันกีฬามหาวิทยาลัยแห่งประเทศไทย ครั้งที่ 51 รอบคัดเลือก ภาคใต้ “วลัยลักษณ์เกมส์” 8-13 พ.ย.’68 นี้ โดยมี 10 สถาบันการศึกษาชิงตั๋วร่วมศึกปัญญาชนรอบชิงชนะเลิศ “อินทนินเกมส์” ที่ จ.เชียงใหม่ต้นปีหน้า

ผศ.ดร.มาริสา ภูมิภาค ณ หนองคาย ผู้อำนวยการศูนย์ส่งเสริมและพัฒนานักศึกษา มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ เปิดเผยว่า มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ (มวล.) มีความพร้อมเต็มที่สำหรับการเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันกีฬามหาวิทยาลัยแห่งประเทศไทย ครั้งที่ 51 ในรอบคัดเลือกเขตภาคใต้ ที่จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 8-13 พฤศจิกายนนี้ ณ สนามกีฬากลางตุมปัง มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ อ.ท่าศาลา จ.นครศรีธรรมราช

โดยจะมีนักกีฬาจาก 10 มหาวิทยาลัยภาคใต้เข้าร่วม ได้แก่ 1.มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ 2.มหาวิทยาลัยทักษิณ 3.มหาวิทยาลัยหาดใหญ่ 4.มหาวิทยาลัยราชภัฎภูเก็ต 5.มหาวิทยาลัยราชภัฎยะลา 6.มหาวิทยาลัยราชภัฎสงขลา 7.มหาวิทยาลัยราชภัฎนครศรีธรรมราช 8.มหาวิทยาลัยราชภัฎสุราษฎร์ธานี 9.มหาวิทยาลัยนราธิวาสราชนครินทร์ และ10.มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ เข้าร่วมกว่า 1,200 คน

ผศ.ดร.มาริสา กล่าวว่า มวล.มีสนามกีฬากลางตุมปัง เป็นสนามมาตรฐานที่เคยผ่านการแข่งกีฬาระดับชาติ จึงมีความพร้อม 100% ในการแข่งขันครั้งนี้ทั้ง 6 ชนิดกีฬา ได้แก่ ฟุตบอล ฟุตซอล เปตอง วอลเลย์บอล บาสเกตบอล และเซปักตะกร้อ รวมทั้งมีการเตรียมการต้อนรับทัพนักกีฬา คณะกรรมการ เจ้าหน้าที่ นักเทคนิคกีฬาและผู้เกี่ยวข้อง รวมถึงสมาชิกทุกสถาบันการศึกษา

ในส่วนของความพร้อมของนักกีฬา มวล.ในฐานะเจ้าภาพเขตภาคใต้ได้ส่งนักกีฬาเข้าร่วมการแข่งขันเกือบทุกชนิดกีฬา โดยมีการวางแผนการฝึกซ้อมและคัดตัวอย่างเป็นระบบ และค่อนข้างมั่นใจจะสามารถคว้าตั๋วไปสู่รอบชิงชนะเลิศได้จากกีฬาเปตอง และอื่นๆ เช่น ยูยิตสู เทควันโด ฯลฯ ที่เรามีนักกีฬาทีมชาติเป็นกำลังสำคัญ

“การแข่งขันในครั้งนี้จะสร้างมิตรภาพ สุขภาพที่ดี ช่วยเพิ่มพูนประสบการณ์และขีดความสามารถในการพัฒนาสู่การเป็นนักกีฬาอาชีพของนักศึกษาในอนาคต คือ เป้าหมายสำคัญ” ผศ.ดร.มาริสา กล่าว

สำหรับการจัดการแข่งขันกีฬามหาวิทยาลัยแห่งประเทศไทย ครั้งที่ 51 ม.วลัยลักษณ์ เป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันในรอบคัดเลือกเพื่อเฟ้นหาสถาบันอุดมศึกษาตัวแทนภาคใต้เข้าสู่การแข่งขันรอบชิงชนะเลิศในระดับประเทศซึ่งกำหนดจัดขึ้นในวันที่ 9-19 มกราคม 2569 ณ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ จ.เชียงใหม่

ทั้งนี้ ขอเชิญชวนประชาชนทั่วไปและผู้สนใจเข้าชมการแข่งขัน ณ สนามกีฬาตุมปัง ม.วลัยลักษณ์ มาร่วมส่งแรงเชียร์และเป็นกำลังใจให้นักกีฬา ผู้สนใจสามารถติดตามข้อมูลข่าวสารได้ที่เพจเฟซบุ๊ก “กีฬามหาวิทยาลัยแห่งประเทศไทย ครั้งที่ 51 รอบคัดเลือกเขตภาคใต้” https://www.facebook.com/profile.php?id=61581864178717

สอศ.น้อมถวายอาลัย’สมเด็จพระพันปีหลวง’รำลึกรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ

สอศ.น้อมถวายอาลัย'สมเด็จพระพันปีหลวง'รำลึกรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ

สอศ.น้อมถวายอาลัย’สมเด็จพระพันปีหลวง’รำลึกรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ

วันอังคาร ที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 15.44 น.

สอศ.น้อมถวายอาลัย “สมเด็จพระพันปีหลวง” รำลึกรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ ที่ทรงมีต่อพสกนิกรชาวไทย

4 พฤศจิกายน 2568 นายยศพล เวณุโกเศศ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา พร้อมด้วยนายวิทวัต ปัญจมะวัติ และนายณรงค์ชัย เจริญรุจิทรัพย์ รองเลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา นำคณะผู้บริหาร ข้าราชการ และเจ้าหน้าที่สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ประกอบพิธีถวายอาลัยสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เพื่อแสดงความจงรักภักดีและน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ ณ สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา

นายยศพล กล่าวว่า สอศ. จัดพิธีถวายอาลัยสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เพื่อถวายเป็นพระราชกุศล โดยมีผู้บริหาร ข้าราชการ และบุคลากรเข้าร่วม พร้อมน้อมเกล้าฯ ถวายความอาลัยและรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ ที่ทรงมีต่อพสกนิกรชาวไทย พระองค์ทรงเป็นแบบอย่างแห่งความเสียสละ ความเมตตา และความเพียรอันยิ่งใหญ่ ทรงอุทิศพระวรกายตลอดพระชนม์ชีพเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนชาวไทย

เลขาธิการ กอศ. กล่าวต่อว่า สถานศึกษาในสังกัดทั่วประเทศได้จัดกิจกรรมถวายเป็นพระราชกุศล อาทิ การจัดพิธีถวายความอาลัยในสถานศึกษา การสอนทำริบบิ้นโบว์ และแจกประชาชน การออกหน่วยบริการตัดผมฟรี การเปิดพิพิธภัณฑ์ศาลาไหมไทย “พระมารดาไหมไทย” เป็นแหล่งเรียนรู้และสืบสานงานในพระราชดำริด้านผ้าไหมมัดหมี่ รวมถึงกิจกรรมอาชีวะอาสาที่ช่วยเหลือประชาชน ซ่อมแซมเครื่องใช้ไฟฟ้า รถจักรยานยนต์ เครื่องมือเกษตร และจัดการสอนอาชีพระยะสั้น เพื่อสร้างประโยชน์แก่สังคม และแสดงความจงรักภักดี ความกตัญญู น้อมนำพระมหากรุณาธิคุณด้วยการทำความดีเพื่อส่วนรวม และน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้

ประชาชนฝ่าสายฝน ถวายสักการะพระบรมศพ ‘พระพันปีหลวง’ (ประมวลภาพ)

ประชาชนฝ่าสายฝน ถวายสักการะพระบรมศพ ‘พระพันปีหลวง’ (ประมวลภาพ)

ประชาชนฝ่าสายฝน ถวายสักการะพระบรมศพ ‘พระพันปีหลวง’ (ประมวลภาพ)

วันอังคาร ที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 15.26 น.

ผู้บริหารช่อง7HD และประชาชนฝ่าสายฝนเข้าถวายสักการะพระบรมศพและลงนามถวายความอาลัย ‘สมเด็จพระพันปีหลวง’ด้วยความอาลัย

วันที่ 4 พฤศจิกายน 2568 ณ ศาลาสหทัยสมาคมฯ และเต็นท์สนามหญ้าข้างอาคารลูกขุนใน พระบรมมหาราชวัง คณะบุคคล และประชาชนทั้งในกรุงเทพฯและจังหวัดต่างๆแต่งกายด้วยชุดสีดำไว้ทุกข์ ทยอยเดินทางมาเข้าถวายสักการะพระบรมศพ พร้อมลงนามถวายความอาลัยในสมุดหลวง เบื้องหน้าพระฉายาลักษณ์ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง อย่างต่อเนื่องด้วยความอาลัยและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณที่ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจต่างๆเพื่อความอยู่ดีมีสุขของพสกนิกรชาวไทยตลอดมา ตั้งแต่เวลา เวลา 08.30 น.-16.00 น. ถึงแม่ฝนจะตกหนักเป็นระยะๆทุกคนก็ไม่ย่อท้อได้เตรียมร่มกันฝนมาเพื่อให้ได้เข้ากราบสักการะ โดยที่เต้นท์พักคอยหน้าศาลาสหทัยสมาคมฯ เจ้าหน้าที่ได้เปิดวีดิทัศน์สารคดีเฉลิมพระเกียรติที่ “สมเด็จพระพันปีหลวง“ เสด็จฯทรงงานยังสถานที่ต่างๆให้ได้ชม เพื่อน้องรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณ

อาทิ คณะครูและนักเรียนโรงเรียนพระตำหนักสวนกุหลาบ,คณะข้าราชการ กองพลทหารม้าที่ 2 รักษาพระองค์, ธนาคารออมสิน, สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ, คณะผู้บริหาร ครู และนักเรียน โรงเรียนสีตะบุตรบำรุง, นายพัฒนพงค์ หนูพันธ์ กรรมการผู้จัดการ ช่อง 7HD พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร เข้าถวายสักการะและลงนามแสดงความอาลัยเบื้องหน้าพระฉายาลักษณ์ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ฯลฯ

ด้านนางมานิดา ภู่เจริญ อายุ 86 ปี ข้าราชการครูบำนาญ กล่าวว่า ตนเดินทางมาตั้งแต่วันแรกที่มีขบวนเชิญพระบรมศพ “สมเด็จพระพันปีหลวง” จากโรงพยาบาลจุฬาฯมายังพระบรมมหาราชวัง และทุกวันนี้ตนจะนำดอกไม้ พวงมาลัย เดินทางมาถวายสักการะพระบรมฉายาลักษ์ ในหลวง ร.9 ที่หน้าพระบรมมหาราชวัง และสักการะพระบรมศพสมเด็จพระพันปีหลวง ที่ศาลาสหทัยสมาคมฯ และไปที่ รพ.จุฬาฯทุกวัน เนื่องจากตนมีความซาบซึ่งในสถาบันพระมหากษัตริย์พระราชวงศ์จักกรีทุกพระองค์ และยึดมั่นในสถาบันศาสนา สมเด็จพระพันปีหลวง ท่านทรงมีพระเมตตามาก ปกติตนจะมารับเสด็จเวลาท่านเสด็จฯวัดพระแก้วและวัดบวรฯบ่อยครั้ง เพื่อมาชื่นชมพระบารมีมาถวายความจงรักภักดีในฐานะพสกนิกร และตั้งใจจะมาทุกวันจนกว่าจะมีพิธีพระราชทานเพลิงศพ

ขณะที่นางทองรักษ์ คงสินทร อายุ 84 ปี ชาว จ.สมุทรสาคร กล่าวว่า ยายเดินทางมากับเพื่อนโดยรถไฟ เพื่อมาสักการะพระบรมศพและลงนามถวายความอาลัย “สมเด็จพระพันปีหลวง” 

“ยายทองรักษ์กล่าวด้วยน้ำเสียงปนร้องไห้ว่า แม่หลวงท่านไม่อยู่แล้ว ยายร้องไห้ทุกคืนเลย คิดถึงพระองค์ท่าน เดี๋ยวถ้าเปิดให้ขึ้นไปกราบบนพระที่นั่งดุสิตฯ ยายก็จะเดินทางมาอีกครั้ง“
 

คณะนศ.‘วัคซีนชีวิต’ร่วมสมาคมตำรวจ มอบอุปกรณ์การศึกษา-กีฬา-ทุน แก่รร.ใน‘ตรัง-กระบี่’

คณะนศ.‘วัคซีนชีวิต’ร่วมสมาคมตำรวจ มอบอุปกรณ์การศึกษา-กีฬา-ทุน แก่รร.ใน‘ตรัง-กระบี่’

คณะนศ.‘วัคซีนชีวิต’ร่วมสมาคมตำรวจ มอบอุปกรณ์การศึกษา-กีฬา-ทุน แก่รร.ใน‘ตรัง-กระบี่’

วันอังคาร ที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 15.04 น.

คณะนศ.‘วัคซีนชีวิต’ร่วมสมาคมตำรวจ มอบอุปกรณ์การศึกษา-กีฬา-ทุน แก่รร.ใน‘ตรัง-กระบี่’

กิจกรรมเพื่อสังคม Life Vaccine for Social คณะนักศึกษา หลักสูตรวัคซีนชีวิต เพื่อสังคม สำหรับผู้บริหารระดับสูง รุ่นที่ 1  (วชส.1) ได้ร่วมกับสมาคมตำรวจได้จัดกิจกรรมดีๆ CSR  ภาคใต้ ( ตรัง-กระบี่ ) เป็นครั้งที่ 4 โดยได้มอบอุปกรณ์การศึกษาการกีฬาและทุนการศึกษาให้แก่ โรงเรียน ตชด.จังหวัดตรัง พร้อมมอบถุงยังชีพให้แก่พี่น้องประชาชนที่ขาดโอกาสในพื้นที่จังหวัด ตรัง – กระบี่

เมื่อวันที่ 31 ตุลาคม ถึงวันที่ 3 พฤศจิกายน 2568 คณะผู้เข้ารับการศึกษาในหลักสูตร “วัคซีนชีวิตเพื่อสังคม (Life Vaccine for Social)” สำหรับผู้บริหารระดับสูง รุ่นที่ 1 นำโดย พล.ต.อ. สมพงษ์ ชิงดวง รองนายกสมาคมตำรวจ/ประธานหลักสูตรฯ  พล.ต.ต.สุรศักดิ์ เลาหพิบูลกุล รองประธานหลักสูตร พลเรือเอก

วรวุฒิ พฤษารุ่งเรือง ประธานรุ่น วชส.1 นายพินิจ จารุสมบัติ อดีตรองนายกรัฐมนตรี นายออมสิน ชีวะพฤกษ์ อดีตรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นายนิเวศน์ ประยูรเธียร นายเอนก จงเสถียร พร้อมคณะผู้เข้ารับการศึกษาหลักสูตร วัคชีนชีวิตเพื่อสังคม (วชส.1 ) ทุกท่าน ร่วมกับ สมาคมตำรวจโดย พล.ต.อ.วินัย ทองสอง นายกสมาคมตำรวจ บริษัท แอร์เอเชีย โดยคุณธรรศพล เบเลเว็ลด์ CEO และข้าวสารตราสิงห์โตทอง จำกัด โดยคุณธัญญา รุ่งชาญชัย ได้ร่วมกันจัดกิจกรรม CSR และศึกษาดูงานในพื้นที่ภาคใต้ ตรัง-กระบี่ เพื่อสาธารณะประโยชน์

พร้อมทั้งดำเนินกิจกรรมเพื่อสังคม (CSR) ได้มอบถุงยังชีพ ให้แก่พี่น้องประชาชนที่ขาดโอกาสในพื้นที่จังหวัดตรัง-กระบี่และมอบ อุปกรณ์การศึกษาการกีฬาพร้อมทุนการศึกษาให้ โรงเรียน ตชด.ตรัง และโรงเรียนบ้านคลองย่าหนัด และมอบลำโพงเคลื่อนที่ จำนวน 2 ชุด ให้ ตชด.ตรัง และ ตชด.กระบี่ พร้อมมอบถุงยังชีพเพื่อเป็นขวัญกำใจให้เจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติในการปฏิบัติหน้าที่ปกป้องทรัพยากรทางทะเล โดยได้รับการสนับสนุนจากคณะผู้เข้ารับการอบรมวัคซีนชีวิต เพื่อสังคม สำหรับผู้บริหารระดับสูง รุ่นที่ 1 (วชส.1)ทุกๆ ท่าน

นักบินอวกาศจีน อบ “ปีกไก่–สเต๊ก” กินบนสถานีอวกาศจีน

นักบินอวกาศจีน อบ "ปีกไก่–สเต๊ก" กินบนสถานีอวกาศจีน

4 พ.ย. 2568 16:47 น.

นักบินอวกาศจีน อบ “ปีกไก่–สเต๊ก” กินบนสถานีอวกาศจีน

สถานีอวกาศจีนสร้างความฮือฮาอีกครั้ง เมื่อคลิปวิดีโอจากอวกาศเผยภาพนักบินอวกาศจีนกำลังอบ “ปีกไก่นิวออร์ลีนส์” และ “สเต๊กพริกไทยดำ” ด้วยเตาอบรุ่นใหม่ที่ส่งขึ้นไปพร้อมยานเสินโจว 21 ถือเป็นครั้งแรกที่ลูกเรือได้ลิ้มรสอาหารอบสด ๆ กลางวงโคจร

คลิปวิดีโอที่เผยแพร่ออกมา เผยให้เห็นนักบินอวกาศจีนได้ลงมือทำอาหารประเภทปิ้งย่างกินเอง โดยวิศวกรอวกาศ อู๋ เฟย สมาชิกของภารกิจเสินโจว 21 นำ ปีกไก่หมักจัดเรียงบนตะแกรง ก่อนจะนำเข้าเตาอบ หลังจากผ่านไปเพียง 28 นาที ก็ได้ ปีกไก่นิวออร์ลีนส์ ร้อน ๆ ที่ส่งกลิ่นหอมชวนน้ำลายสอ

นอกจากนี้ อู๋ เฟย และ หวัง เจี๋ย ซึ่งเป็นนักบินอวกาศที่มาจากเขตปกครองตนเองมองโกเลียใน ยังได้ทำ สเต๊กพริกไทยดำอีกจาน และนำอาหารทั้งหมดไปแบ่งกันรับประทานกับนักบินอวกาศทั้ง 6 คน ด้วยรอยยิ้มแห่งความสุข

ศูนย์วิจัยและฝึกอบรมนักบินอวกาศจีน เปิดเผยว่า เตาอบลมร้อนนี้เป็นเทคโนโลยีที่ถูกปรับปรุงอย่างมากเมื่อเทียบกับเตาอบทั่วไปบนโลก โดยมีการติดตั้งระบบควบคุมอุณหภูมิที่แม่นยำ การดักจับคราบน้ำมัน การเร่งปฏิกิริยาที่อุณหภูมิสูง และที่สำคัญที่สุดคือระบบกรองหลายชั้น ซึ่งช่วยให้การทำอาหารประเภทปิ้งย่างในอวกาศเป็นไปอย่างไร้ควัน และตรงตามมาตรฐานการปล่อยควันภายในสถานี

การนำเตาอบมาใช้ทำอาหารถือเป็นความก้าวหน้าล่าสุดในระบบช่วยชีวิตบนสถานีอวกาศ โดยภารกิจเสินโจว 21 ได้ขยายรายการอาหารให้มีมากกว่า 190 รายการ และยืดรอบเมนูออกไปเป็น 10 วัน เพื่อให้นักบินอวกาศสามารถทำอาหารจากวัตถุดิบสดใหม่ เช่น ผัก ถั่ว เค้ก และเนื้อสัตว์ได้เอง ซึ่งช่วยสร้างความสุขและลดความเบื่อหน่ายในการใช้ชีวิตในพื้นที่จำกัดได้เป็นอย่างดี

นอกจากนี้ ความก้าวหน้ายังรวมถึง สวนผักอวกาศ ที่มีการวิจัยและปลูกพืชในวงโคจรอย่างต่อเนื่อง โดยใช้เทคโนโลยีการนำน้ำผ่านรูพรุนในสภาวะแรงโน้มถ่วงต่ำ จนถึงขณะนี้ สวนผักได้เก็บเกี่ยวผลไม้และผักสดรวม 4.5 กิโลกรัม จากพืช 7 ชนิด เช่น ผักกาด มะเขือเทศเชอร์รี และมันเทศ โดยเฉพาะผักกาดและมะเขือเทศเชอร์รีนั้น สามารถเติบโตจนครบรอบวงจรชีวิตจากเมล็ดพันธุ์สู่เมล็ดพันธุ์ได้สำเร็จ

นักวิจัยยังระบุอีกว่า มีการเตรียมอาหารชุดพิเศษสำหรับนักบินอวกาศในเทศกาลสำคัญของจีน เช่น ตรุษจีน เพื่อสร้างความรู้สึกเหมือนอยู่บ้านและสร้างกำลังใจให้แก่นักบินที่ปฏิบัติภารกิจ.

ที่มา Xinhua

พายุไต้ฝุ่น “คัลแมกี” ถล่มฟิลิปปินส์ดับ 5 ศพ น้ำท่วมหนัก-อพยพนับแสน เตรียมมุ่งหน้าสู่เวียดนาม

พายุไต้ฝุ่น "คัลแมกี" ถล่มฟิลิปปินส์ดับ 5 ศพ น้ำท่วมหนัก-อพยพนับแสน เตรียมมุ่งหน้าสู่เวียดนาม

4 พ.ย. 2568 15:23 น.

พายุไต้ฝุ่น “คัลแมกี” ถล่มฟิลิปปินส์ดับ 5 ศพ น้ำท่วมหนัก-อพยพนับแสน เตรียมมุ่งหน้าสู่เวียดนาม

เกิดความเสียหายครั้งใหญ่ในฟิลิปปินส์ เมื่อฝนที่ตกหนักจากอิทธิพลของพายุไต้ฝุ่นคัลแมกี ได้พัดถล่มภาคกลางของประเทศ ทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 5 ศพ และประชาชนเกือบ 4 แสนคนต้องอพยพหนีภัย ขณะที่พายุกำลังเคลื่อนตัวเข้าสู่ประเทศเวียดนาม ซึ่งเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาเผชิญฝนตกหนักในพื้นที่ภาคกลาง และมีผู้เสียชีวิตแล้วมากกว่า 40 ศพ

ไต้ฝุ่นคัลแมกี ได้พัดถล่มหมู่เกาะวิซายาส โดยเฉพาะเกาะเซบู ต้องเผชิญกับน้ำท่วมฉับพลันอย่างรุนแรงจนท่วมทั้งเมือง มีคลิปวิดีโอแสดงให้เห็นรถยนต์ รถบรรทุก และแม้แต่ตู้คอนเทนเนอร์ขนาดใหญ่ ถูกพัดพาไปตามกระแสน้ำที่เชี่ยวกรากและเป็นโคลน พื้นที่โดยรอบเมืองเซบูมีปริมาณน้ำฝนถึง 183 มิลลิเมตร ในช่วง 24 ชั่วโมง ก่อนไต้ฝุ่นขึ้นฝั่ง ซึ่งเกินกว่าปริมาณน้ำฝนเฉลี่ยรายเดือนถึง 131 มิลลิเมตร 

นางพาเมลา บาริกวาโตร ผู้ว่าการจังหวัดเซบู ระบุผ่านโซเชียลมีเดียว่า “สถานการณ์ในเซบูไม่เคยปรากฏมาก่อน เราคาดว่าลมจะเป็นส่วนที่อันตราย แต่น้ำคือสิ่งที่ทำให้ผู้คนของเราตกอยู่ในความเสี่ยงอย่างแท้จริง น้ำท่วมครั้งนี้สร้างความเสียหายอย่างใหญ่หลวง”

เจ้าหน้าที่ภัยพิบัติท้องถิ่นยืนยันยอดผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 5 ราย โดยพบร่าง เด็ก 2 คน ในเมืองเซบู ผู้สูงอายุ 1 ราย จมน้ำเสียชีวิตบนชั้นบนของบ้านในจังหวัดเลย์เต ส่วนชาย 1 ราย เสียชีวิตจากต้นไม้ล้มทับที่เกาะโบฮอล ประชาชนกว่า 400,000 คน ถูกสั่งอพยพออกจากเส้นทางพายุเป็นการล่วงหน้า รวมถึงผู้อาศัยในเต็นท์พักพิงชั่วคราวหลังเหตุแผ่นดินไหวครั้งใหญ่เมื่อปลายเดือนกันยายนด้วย

ในขณะที่ไต้ฝุ่นกำลังเคลื่อนตัวออกจากฟิลิปปินส์และมุ่งหน้าสู่ทะเลจีนใต้ ทางการเวียดนามต้องเตรียมพร้อมรับมือ เพราะคาดว่าไต้ฝุ่นคัลแมกีจะพัดขึ้นฝั่งด้วยความเร็วลมสูงถึง 166 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ในช่วงคืนวันพฤหัสบดี

ทั้งนี้ ภาคกลางของเวียดนามเพิ่งเผชิญฝนตกหนักและน้ำท่วมเป็นประวัติการณ์ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 40 ราย และสูญหาย 6 ราย โดยมีน้ำท่วมขังในบ้านเรือนเกือบ 80,000 หลัง โดยปกติจะมีพายุเข้าเวียดนามประมาณ 10 ลูกต่อปี แต่ไต้ฝุ่นคัลมาเอกิจะเป็นพายุลูกที่ 13 ของปี 2025

สำนักงานอุตุนิยมวิทยาฟิลิปปินส์เตือนว่า ฟิลิปปินส์อาจต้องเผชิญกับพายุและไต้ฝุ่นอีก 3 ถึง 5 ลูก ก่อนสิ้นเดือนธันวาคม ซึ่งทำให้ปีนี้เป็นอีกปีที่ต้องเผชิญกับภัยพิบัติทางธรรมชาติอย่างหนักหน่วง.

ที่มา AFP