ทหาร UN ในเลบานอน ยิงโดรนอิสราเอลร่วง อ้างบินในลักษณะก้าวร้าว

ทหาร UN ในเลบานอน ยิงโดรนอิสราเอลร่วง อ้างบินในลักษณะก้าวร้าว

27 ต.ค. 2568 22:30 น.

ทหาร UN ในเลบานอน ยิงโดรนอิสราเอลร่วง อ้างบินในลักษณะก้าวร้าว

เจ้าหน้าที่กองกำลังรักษาสันติภาพของสหประชาชาติในเลบานอน ยิงโดรนของอิสราเอลตกในภาคใต้ของประเทศ อ้างบินในลักษณะก้าวร้าวเหนือชุดลาดตระเวน

เมื่อ 27 ต.ค. 2568 คณะผู้แทนรักษาสันติภาพของสหประชาชาติในเลบานอน (UNIFIL) กล่าวว่า ได้ยิงทำลายโดรนของอิสราเอลที่บินเหนือชุดลาดตระเวนซึ่งกำลังปฏิบัติภารกิจในพื้นที่ทางตอนใต้ของประเทศเลบานอนเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา

UNIFIL ระบุว่า โดรนลำดังกล่าวบินในลักษณะ “ก้าวร้าว” ใกล้เมืองคฟาร์ คิลา (Kfar Kila) บริเวณชายแดน และผู้รักษาสันติภาพได้ใช้ “มาตรการป้องกันที่จำเป็น”

ด้านกองทัพอิสราเอลยืนยันว่า โดรนลำดังกล่าวกำลังปฏิบัติภารกิจรวบรวมข่าวกรองตามปกติ

“การสอบสวนเบื้องต้นชี้ให้เห็นว่ากองกำลัง UNIFIL ที่ประจำการอยู่ใกล้เคียงได้จงใจยิงใส่โดรนและยิงจนตก การปฏิบัติการของโดรนลำนี้ไม่ได้ก่อให้เกิดภัยคุกคามต่อกองกำลัง UNIFIL แต่อย่างใด” พันโท นาดาฟ โชชานี โฆษกกองทัพอิสราเอลโพสต์บน X

UNIFIL ระบุว่า โดรนอีกลำของอิสราเอลทิ้งระเบิดมือลงมาใกล้กับจุดที่ชุดลาดตระเวนอยู่ และหลังจากนั้นไม่นาน รถถังของอิสราเอลก็ยิงกระสุน 1 นัด ไปยังเจ้าหน้าที่รักษาสันติภาพ แต่เคราะห์ดีที่ไม่มีเจ้าหน้าที่ของ UNIFIL ได้รับบาดเจ็บ หรือทรัพย์สินใด ๆ เสียหาย

ด้าน พันโท นาดาฟยอมรับว่า มีการทิ้งระเบิดมือจริง แต่ทิ้งไปยังจุดที่โดรนของพวกเขาตก และ “ควรเน้นย้ำว่า ไม่มีการยิงใดๆ พุ่งเป้าไปที่กองกำลัง UNIFIL เหตุการณ์นี้กำลังได้รับการตรวจสอบเพิ่มเติมผ่านช่องทางการประสานงานทางทหาร”

ทั้งนี้ แม้ว่าอิสราเอลกับกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ของเลบานอนจะทำข้อตกลงหยุดยิงระหว่างกัน ซึ่งเริ่มมีผลบังคับใช้เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2567 แต่อิสราเอลยังคงส่งโดรนบิน และดำเนินการโจมตีทางอากาศต่อผู้คนและเป้าหมายในเลบานอนอย่างต่อเนื่อง โดยอ้างว่าเพื่อป้องกันไม่ให้ฮิซบอลเลาะห์กลับมารวมกลุ่มและติดอาวุธใหม่อีกครั้ง

แต่ฝ่ายสหประชาชาติกับรัฐบาลเลบานอนระบุว่า การกระทำของอิสราเอลเป็นการละเมิดอธิปไตยของประเทศและเป็นการฝ่าฝืนข้อตกลงหยุดยิง

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

‘อธิบดีกรมปศุสัตว์’ เร่งขับเคลื่อนโครงการคนไทยกินเนื้อโคไทย พร้อมมอบนโยบายเจ้าหน้าที่ทั่วประเทศ

‘อธิบดีกรมปศุสัตว์’ เร่งขับเคลื่อนโครงการคนไทยกินเนื้อโคไทย พร้อมมอบนโยบายเจ้าหน้าที่ทั่วประเทศ

‘อธิบดีกรมปศุสัตว์’ เร่งขับเคลื่อนโครงการคนไทยกินเนื้อโคไทย พร้อมมอบนโยบายเจ้าหน้าที่ทั่วประเทศ

วันอังคาร ที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 17.21 น.

28 ตุลาคม 2568 เวลา 10.00 น. นายสัตวแพทย์สมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ เป็นประธานการประชุมผู้บริหารกรมปศุสัตว์ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 โดยมีรองอธิบดีกรมปศุสัตว์ พร้อมด้วยผู้อำนวยการสำนัก/กอง ปศุสัตว์เขต ปศุสัตว์จังหวัด ข้าราชการและเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องในสังกัดกรมปศุสัตว์ทั่วประเทศ เข้าร่วมประชุม ณ ห้องประชุมพระพิรุณ ตึกอำนวยการ กรมปศุสัตว์ พญาไท และผ่านระบบประชุมทางไกล (Zoom Meeting)

การประชุมในครั้งนี้เพื่อรับทราบแนวทางการปฏิบัติของหน่วยงานราชการรวมถึงข้าราชการ พนักงานราชการ เจ้าหน้าที่หน่วยงานภาครัฐ อันเกี่ยวเนื่องกับงานพระบรมศพ “สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง สวรรคต”

มาตรการการเฝ้าระวัง ป้องกันโรคระบาดสัตว์ที่สำคัญ

ชี้แจงแนวทางการจัดทำงบประมาณ ปี 2570

ซักซ้อมแนวทางการดำเนินงานโครงการคนไทยกินเนื้อโคไทย

อธิบดีกรมปศุสัตว์ ได้เน้นย้ำให้เร่งดำเนินการสร้างการรับรู้และขับเคลื่อนโครงการคนไทยกินเนื้อโคไทย ซึ่งเป็นหนึ่งในยุทธศาตร์สำคัญที่จะแก้ปัญหาราคาโคเนื้อตกต่ำที่ส่งผลกระทบต่อเกษตรกรผู้เลี้ยงโคเนื้อและยกระดับห่วงโซ่การเลี้ยงโคไทยทั้งระบบ ให้เกิดผลเป็นรูปธรรมในทุกพื้นที่ โดยสร้างการรับรู้ให้กับหน่วยงานในสังกัดกรมปศุสัตว์ทั่วประเทศ เพื่อเตรียมความพร้อมการดำเนินการตามโครงการฯ ซึ่งกรมปศุสัตว์จะมีการจัดตั้งศูนย์อำนวยการบริหารจัดการโครงการ คนไทยกินเนื้อโคไทย เพื่อบริหารจัดการโครงการฯให้มีประสิทธิภาพและสำเร็จตามวัตถุประสงค์ต่อไป

ทั้งนี้ กรมปศุสัตว์มุ่งมั่นที่จะขับเคลื่อน โดย“เริ่มดำเนินการได้ทันที” หลังได้รับความเห็นชอบให้ดำเนินโครงการจากคณะรัฐมนตรี (ครม.)

-(016)

จัดติวเข้มเกษตรกรยาสูบภาคเหนือ สู้ความท้าทายภายใต้นโยบายควบคุมยาสูบโลก

จัดติวเข้มเกษตรกรยาสูบภาคเหนือ สู้ความท้าทายภายใต้นโยบายควบคุมยาสูบโลก

จัดติวเข้มเกษตรกรยาสูบภาคเหนือ สู้ความท้าทายภายใต้นโยบายควบคุมยาสูบโลก

วันอังคาร ที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 16.32 น.

ภาคีเครือข่ายชาวไร่ยาสูบ ร่วมกับ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ จัดการสัมมนาเชิงปฏิบัติการหัวข้อ “เตรียมความพร้อมสู่การประกอบการภายใต้กรอบอนุสัญญาว่าด้วยการควบคุมยาสูบขององค์การอนามัยโลก (WHO FCTC)” ณ ห้องประชุมดอยตุง โรงแรม เดอะ ริเวอร์รี บาย กะตะธานี จังหวัดเชียงราย โดยมีเกษตรกรผู้ปลูกยาสูบไทยในพื้นที่จังหวัดภาคเหนือตอนบนและพื้นที่ใกล้เคียงประมาณ 100 รายเข้าร่วมการสัมมนา 

การสัมมนาเชิงปฏิบัติการครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจแก่เกษตรกรผู้ปลูกใบยาสูบเกี่ยวกับกรอบอนุสัญญาว่าด้วยการควบคุมยาสูบขององค์การอนามัยโลก ผลกระทบที่มีต่อเกษตรกรผู้ปลูกใบยาสูบ การเตรียมความพร้อมเพื่อรับมือและสามารถปฏิบัติตามกรอบอนุสัญญาฯ ข้อกำหนดอื่น รวมถึงนโยบายของภาครัฐที่อาจมีขึ้นในอนาคต ตลอดจนสร้างองค์ความรู้เกี่ยวกับการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและผลผลิตภายใต้หลักความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาการจัดการดิน น้ำ รวมถึงการใช้สารเคมี    เพื่อยกระดับมาตรฐานและความสามารถในการแข่งขันของเกษตรกรผู้ปลูกใบยาสูบของประเทศไทยให้ทัดเทียมนานาชาติ อีกทั้งยังเป็นเวทีให้ผู้เข้าร่วมได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นและประสานความร่วมมือกันในด้านต่างๆ อีกด้วย

นายอัจฉริยะ วัฒนาพร ตัวแทนเกษตรกรชาวไร่ยาสูบจังหวัดเชียงราย กล่าวว่า การปลูกใบยาสูบในพื้นที่ภาคเหนือของไทยนั้นเป็นอาชีพที่ส่งต่อกันมาจากรุ่นสู่รุ่น ยาสูบทำให้ครอบครัวนับหมื่นแสนมีรายได้ที่มั่นคงและเป็นพืชที่ช่วยสร้างรายได้ภาษีให้กับประเทศมหาศาล แต่ปัจจุบันชาวไร่ยาสูบกำลังเดือดร้อนอย่างหนัก เนื่องจากตลอด 5-6 ปีที่ผ่านมาอุตสาหกรรมยาสูบตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำได้รับผลกระทบจากการปรับขึ้นอัตราภาษียาสูบที่ซับซ้อนและสูงเกินไปซึ่งส่งผลให้บุหรี่เถื่อนและบุหรี่ไฟฟ้าเติบโตขึ้นมาก สวนทางกับบุหรี่ของการยาสูบแห่งประเทศไทยที่มียอดขายลดลง ปริมาณและราคารับซื้อใบยาสูบจากเกษตรกรจึงลดลงตาม ทั้งนี้รวมถึงผู้ประกอบการและแรงงานในระดับชุมชนตลอดห่วงโซ่การเพาะปลูกและจัดจำหน่ายใบยา เช่น โรงบ่มใบยา และแรงงานตามฤดูกาล เป็นต้น เมื่อการผลิตลดลงก็ส่งผลต่อรายได้ของแรงงานในชุมชนด้วย ส่วนรัฐก็เก็บภาษีบุหรี่ได้น้อยลง ในขณะที่การปราบปรามบุหรี่เถื่อนซึ่งเป็นปัญหาหลักของอุตสาหกรรมไม่เคยสาวไปถึงต้นตอของขบวนการได้  

นายอัจฉริยะ กล่าวต่อไปว่า เรื่องสำคัญซึ่งมีผลต่อการกำหนดชีวิตของชาวไร่ยาสูบและผู้ที่อยู่ในห่วงโซ่อุปทานก็คือ กฎระเบียบและนโยบายต่างๆ ของไทยที่อนุวัติตามกรอบอนุสัญญาว่าด้วยการควบคุมยาสูบขององค์การอนามัยโลก ไม่ว่าจะเป็นการควบคุมส่วนประกอบ การตลาด บรรจุภัณฑ์ และภาษี ทั้งนี้ ผลกระทบต่อเกษตรกรผู้ปลูกใบยาไม่ถูกพูดถึงเท่ากับผลกระทบต่อตลาดปลายน้ำ ทั้งที่จริงๆ แล้วเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบโดยตรงที่สุดจากอนุสัญญาฯ วันนี้ชาวไร่ยาสูบกำลังเผชิญกับความเสี่ยงทางเศรษฐกิจที่มากขึ้น กลายเป็นผู้รับภาระของนโยบายควบคุมยาสูบโดยตรง 

“มาตรา 17 และ 18 ของอนุสัญญาฯ ระบุว่า ประเทศภาคีควรส่งเสริมการหาทางเลือกที่ยั่งยืนแทนการปลูกยาสูบ และคุ้มครองสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของเกษตรกร ทั้งนี้ การกำหนดมาตรการที่มุ่งให้ชาวไร่ยาสูบเปลี่ยนไปปลูกพืชทางเลือกเพื่อทดแทนนั้นอาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อเกษตรกรและผู้ประกอบการในห่วงโซ่อุปทานใบยาสูบอย่างมีนัยยะสำคัญ ในขณะที่ประเทศไทยนั้นก็ยังขาดการส่งเสริมการปลูกพืชทางเลือกและอาชีพทดแทน แต่ชาวไร่ยาสูบก็ยังสู้ เพราะการทำไร่ยาสูบเป็นอาชีพสุจริตที่เลี้ยงชีพเรามาหลายชั่วอายุ วันนี้เราพยายามปรับตัว เรียนรู้ และพัฒนาตัวเอง งานสัมมนาในวันนี้ก็คือรูปธรรมหนึ่งของความพยายาม” นายอัจฉริยะ กล่าว

ด้าน ดร.ทัตพร คุณประดิษฐ์ ผู้อำนวยการศูนย์ความเป็นเลิศด้านความหลากหลายทางชีวภาพในท้องถิ่น มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ วิทยากรในการสัมมนาครั้งนี้ อธิบายว่า วันนี้เกษตรกรผู้ปลูกใบยาในภาพเหนือได้มารวมตัวกันเพื่อเรียนรู้เรื่อง “การจัดการน้ำ ดิน และการติดตามผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน” นอกจากนี้ยังมีการอบรมเชิงปฏิบัติการในหัวข้อ “การลดความเสื่อมโทรมของดิน การจัดการและใช้พื้นที่การเกษตรอย่างมีประสิทธิภาพ” และ “ผลกระทบจากมลพิษทางสารเคมีต่อวิถีชีวิต และสิ่งแวดล้อมด้านดินและน้ำ” รวมทั้ง “การจัดการน้ำชุมชนเพื่อความยั่งยืนในการใช้น้ำในภาคการเกษตร และการอุปโภคและบริโภค” นับว่าเป็นความพยายามตอบโจทย์มาตรา 18 อนุสัญญาว่าด้วยการควบคุมยาสูบขององค์การอนามัยโลก ในด้านการคุ้มครองสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของเกษตรกร 

 ดร.ทัตพร ยังกล่าวด้วยว่า เกษตรกรผู้ปลูกใบยานั้นมีองค์ความรู้ซึ่งเป็นภูมิปัญญาที่สืบทอดต่อกันมาหลายรุ่นอยู่แล้ว แต่ปัจจุบันโลกมีความท้าทายใหม่ อาทิ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ภัยพิบัติ และมีคุณค่าที่มนุษย์ให้ความสำคัญมากขึ้น อาทิ ความยั่งยืนทางสิ่งแวดล้อม การเรียนรู้เพื่อปรับตัวของเกษตรกรจึงสำคัญอย่างยิ่ง งานสัมมนาในวันนี้เปรียบเสมือนสะพานเชื่อมความรู้ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีจากสถาบันการศึกษาไปสู่เกษตรกร ในขณะเดียวกันก็เป็นพื้นที่แลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างกันอีกด้วย นี่จะเป็นอีกหนึ่งก้าวที่นำไปสู่การทำเกษตรกรรมยั่งยืนต่อไปในอนาคต.

‘กรมการข้าว’จัดพิธีถวายความอาลัย’สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง’

'กรมการข้าว'จัดพิธีถวายความอาลัย'สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง'

‘กรมการข้าว’จัดพิธีถวายความอาลัย’สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง’

วันอังคาร ที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 12.05 น.

วันอังคารที่ 28 ตุลาคม 2568 เวลา 09.09 น. นายอานนท์ นนทรีย์ อธิบดีกรมการข้าว เป็นประธานในพิธีถวายความอาลัย สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง โดยได้กล่าวบทอาเศียรวาท ไว้อาลัยแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง พระผู้เสด็จสู่สวรรคาลัย และน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ พร้อมนำผู้เข้าร่วมพิธียืนสงบนิ่งถวายความอาลัยเป็นเวลา 93 วินาที และร่วมลงนามในสมุดถวายความอาลัย โดยมีนายกฤษฎิน คำตัน รองอธิบดีกรมการข้าว พร้อมด้วยคณะผู้บริหารกรมการข้าว ข้าราชการ และเจ้าหน้าที่กรมการข้าว เข้าร่วมพิธีฯ ณ บริเวณโถง ชั้น 1 อาคารสำนักงานกรมการข้าว

กรมการข้าว เกิดขึ้นด้วยพระบารมีของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ที่ทั้งสองพระองค์มีสายพระเนตรอันยาวไกล ทรงทราบและห่วงใยพสกนิกร ชาวนาไทยที่อยู่ห่างไกลและทุรกันดาร บางพื้นที่ปลูกข้าวไม่พอเพียงต่อการบริโภค บางพื้นที่มีข้าวบริโภคไม่ครบรอบปี รวมทั้งยังไม่มีเมล็ดพันธุ์ดีใช้ปลูก จึงมีพระราชดำริสมควรให้มีหน่วยงานหลัก ที่รับผิดชอบ กรมการข้าวจึงได้รับการสถาปนาอย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 16 มีนาคม พุทธศักราช 2549

อนึ่งเมื่อวันเสาร์ที่ 22 ธันวาคม พุทธศักราช 2550 สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เสด็จพระราชดำเนินทรงประกอบพิธีวางศิลาฤกษ์ อาคารที่ทำการกรมการข้าว และวันศุกร์ที่ 11 มีนาคม พุทธศักราช 2554 เวลาประมาณ 17.00 น.พระองค์เสด็จพระราชดำเนินโดยรถยนต์พระที่นั่งมายังเกษตรกลางบางเขน ถนนพหลโยธิน เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร เพื่อทรงเปิดอาคารที่ทำการกรมการข้าว ภายในเกษตรกลางบางเขน ทรงปลูกต้นพะยูง จำนวน 1 ต้น และทรงโยนต้นกล้าข้าวพันธุ์ปทุมธานี 1 ลงในแปลงนา บริเวณพื้นที่จำลองวิถีชีวิตชาวนาตามแนวพระราชดำริ ฯ เศรษฐกิจพอเพียง

กรมการข้าวขอน้อมรำลึกถึง พระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ผู้ทรงเป็นแม่ของแผ่นดิน ผู้ทรงอุทิศพระวรกายและพระราชหฤทัยปฏิบัติพระราชกรณียกิจนานับประการ เพื่อประโยชน์สุขแห่งอาณาประชาราษฎร์ทั่วทุกหมู่เหล่า ในโอกาสนี้ข้าพระพุทธเจ้าทั้งหลายขอน้อมจิตถวายเป็นพระราชกุศล และลงนามถวายอาลัยแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ซึ่งพระองค์จะทรงสถิตกลางใจประชาราษฎร์ ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณตราบนิจนิรันดร์

– 006

‘Cancer Care Fair’ รวมพลังต้านภัยมะเร็ง โครงการ Central Group Women Cancer ปีที่ 20

‘Cancer Care Fair’ รวมพลังต้านภัยมะเร็ง โครงการ Central Group Women Cancer ปีที่ 20

‘Cancer Care Fair’ รวมพลังต้านภัยมะเร็ง โครงการ Central Group Women Cancer ปีที่ 20

วันอังคาร ที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 16.15 น.

จากสถิติของสถาบันมะเร็งแห่งชาติระบุว่า มะเร็งที่พบบ่อยในผู้หญิงไทยมากที่สุด อันดับ 1 ได้แก่ มะเร็งเต้านม รองลงมาคือ มะเร็งปากมดลูก ซึ่งล้วนเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับต้นๆ ของผู้หญิงทั่วโลก การสร้างความตระหนักรู้ในหมู่ประชาชน จึงมีความสำคัญยิ่ง ทั้งในเรื่องของการตรวจคัดกรอง การป้องกัน และการเข้าถึงการรักษาที่มีประสิทธิภาพและเท่าเทียมเนื่องจากมะเร็งในสตรี หากตรวจพบเร็ว รักษาไว สามารถมีโอกาสหายหรือรอดชีวิตสูง

ด้วยเหตุนี้ กลุ่มเซ็นทรัล จึงจัดกิจกรรม “Cancer Care Fair” (แคนเซอร์ แคร์ แฟร์) ภายใต้โครงการ Central Group Women Cancer (เซ็นทรัลกรุ๊ป วีเม่น แคนเซอร์) – ชวนทำดีช่วยผู้ป่วยมะเร็งสตรี จัดขึ้นอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 20 เพื่อระดมทุนจัดซื้อเครื่องมือแพทย์ที่จำเป็นมอบให้แก่โรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา สำหรับการตรวจคัดกรองและรักษาโรคมะเร็งในสตรีเบื้องต้น เพื่อเพิ่มโอกาสในการรักษาให้กับกลุ่มเสี่ยงและกลุ่มผู้ป่วย

สุพัตรา จิราธิวัฒน์ ที่ปรึกษากลุ่มเซ็นทรัล กล่าวว่า “กลุ่มเซ็นทรัลยึดมั่นในการเป็นพลังร่วมสร้างสังคมที่เท่าเทียมและยั่งยืน โดยเฉพาะการเคียงข้างและส่งเสริมศักยภาพของผู้หญิงไทยในทุกช่วงชีวิตผ่านโครงการต่างๆ  ตลอดระยะเวลากว่า 20 ปีที่ผ่านมา เราได้ดำเนินโครงการ ‘Central Group Women Cancer’ อย่างต่อเนื่อง ภายใต้โครงการด้านความยั่งยืนของกลุ่มเซ็นทรัล ‘เซ็นทรัล ทำ’ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยมะเร็งสตรีทั่วประเทศ

เราเชื่อว่าการเข้าถึงการรักษาที่เหมาะสมและการได้รับกำลังใจในเวลาที่ต้องเผชิญความท้าทายของชีวิต คือสิทธิพื้น ฐานของผู้หญิงทุกคน กิจกรรม Cancer Care Fair จึงไม่เพียงเป็นพื้นที่ของการระดมทุน แต่ยังเป็นพื้นที่ของ ‘พลังใจ’ ที่สะท้อนความรัก ความเข้าใจ และความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เพื่อส่งมอบโอกาสในการรักษาและสร้างแรงบันดาลใจให้ผู้ป่วยได้ก้าวผ่านโรคภัยอย่างเข้มแข็งและมีความหวังอีกครั้ง”

ทางด้าน นพ.สายลักษณ์ พิมพ์เกาะ รองผู้อำนวยการฝ่ายการแพทย์ โรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา กล่าวว่า “โครงการ Central Group Women Cancer ถือเป็นอีกหนึ่งแรงสนับสนุนสำคัญที่ช่วยเสริมศักยภาพการให้บริการด้านสุขภาพสตรีของโรงพยาบาล โดยช่วยให้สามารถจัดหาเครื่องมือแพทย์ที่จำเป็นในการวินิจฉัยและรักษาโรคมะเร็งในสตรีได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น อาทิ มะเร็งเต้านม มะเร็งปากมดลูก มะเร็งรังไข่ และมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก ซึ่งล้วนเป็นโรคที่พบได้บ่อยและเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับต้นๆ ของผู้หญิงไทยในปัจจุบัน

การสนับสนุนดังกล่าวจะช่วยให้โรงพยาบาลสามารถจัดซื้อ เครื่องตรวจคอลโปสโคป (Colposcopy) ซึ่งเป็นเครื่องมือในการตรวจหาความผิดปกติของปากมดลูกได้อย่างละเอียดและแม่นยำ ทั้งนี้ โรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา ขอเน้นย้ำถึงความสำคัญของการดูแลสุขภาพสตรีเชิงป้องกัน โดยเฉพาะสตรีวัย 30 ปีขึ้นไป ควรเข้ารับการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกด้วยวิธี HPV DNA test ทุก 5 ปี เพื่อค้นหาความเสี่ยงตั้ง แต่ระยะก่อนเกิดโรค และเมื่ออายุ 40 ปีขึ้นไป ควรตรวจคัดกรองมะเร็งเต้านมด้วยการแมมโมแกรมอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง นอกจากนี้การออกกำลังกายสม่ำเสมอ พักผ่อนให้เพียงพอ และหลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยง เช่น ความเครียด การสูบบุหรี่ และการบริโภคอาหารไขมันสูง จะช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดมะเร็งในสตรีได้ในระยะยาว”

ผู้สนใจยังสามารถร่วมส่งต่อกำลังใจ ผ่านการสมทบทุนเพื่อจัดซื้อเครื่องมือแพทย์ให้แก่โรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมาในโครงการ Central Group Women Cancer ผ่านช่องทางต่างๆ ดังนี้ บริจาคออนไลน์ ผ่านเว็บไซต์ Thamdee (วันนี้ – 30 พฤศจิกายน 2568),สแกน QR Code ผ่าน Mobile Banking ในสื่อต่างๆ ของธุรกิจในเครือกลุ่มเซ็นทรัล หรือ โอนผ่านบัญชี มูลนิธิเตียง จิราธิวัฒน์ ธนาคารกรุงเทพ เลขที่ 118-0-58203-1(วันนี้ – 30 พฤศจิกายน 2568),กล่องรับบริจาค ณ จุดแลกซื้อ จุดประชาสัมพันธ์ จุดชำระเงินในห้างร้านของกลุ่มเซ็นทรัลกว่า 491 จุดทั่วประเทศ (ตั้งแต่วันนี้ – 31 ตุลาคม 2568),แลกคะแนน The 1 เปลี่ยนเป็นเงินบริจาคสมทบทุน ผ่านแอปพลิเคชัน The 1 โดย 800 คะแนน = 100 บาท (วันนี้ – 30 พฤศจิกายน 2568) เพื่อส่งต่อกำลังใจ…ให้ผู้ป่วยมะเร็งสตรี “ต่อสู้…และยิ้มได้อีกครั้ง”

บทความพิเศษ : ‘รู้จักเรารู้จักจีน’ ทำไมคนไทยจึงควรรู้เรื่องของจีน

บทความพิเศษ : ‘รู้จักเรารู้จักจีน’ ทำไมคนไทยจึงควรรู้เรื่องของจีน

บทความพิเศษ : ‘รู้จักเรารู้จักจีน’ ทำไมคนไทยจึงควรรู้เรื่องของจีน

วันอังคาร ที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 16.12 น.

ในโลกปัจจุบัน การเข้าใจประวัติศาสตร์และความสัมพันธ์อันลึกซึ้งระหว่างไทยกับจีน   ไม่ใช่เพียงแค่เรื่องของนักวิชาการ แต่เป็นความรู้ที่คนไทยทุกคนควรมี เพราะเกี่ยวข้องสำคัญกับการดำรงชีวิต และการพัฒนา  ตลอดจนเรื่องราวของคนไทยเชื้อสายจีนที่มีบทบาทในด้านเศรษฐกิจและการเมืองของประเทศไทย

รากฐานแห่งอารยธรรม: จากจีนสู่แผ่นดินไทย

ประวัติศาสตร์ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับจีนเริ่มต้นขึ้นตั้งแต่สมัยโบราณก่อนประวัติศาสตร์และก่อนการก่อตั้งประเทศไทย   เมื่อชนชาติต่างๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้รับอิทธิพลจากอารยธรรมจีน การค้าขายและการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมได้เริ่มขึ้นแล้ว  ตั้งแต่สมัยราชวงศ์ฮั่น ( พ.ศ.337-763)  อาณาจักรฟูนาน (พุทธศตวรรษที่ 6-11)      

ชนเผ่าจ้วง   ไป่เย่ว  ไทเหนือ ไทขาว   ในมลฑลยูนนาน และกวางสีที่มีวัฒนธรรมและพูดภาษาใกล้เคียงกับภาษาไทย เป็นประจักษ์พยานของความเกี่ยวพันระหว่างจีนกับไทยตั้งแต่สมัยโบราณ

อาณาจักรฟูนาน(พุทธศตวรรษที่ 6-11)  เป็นหนึ่งในอาณาจักรแรกๆ ในอินโดจีนได้สถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตกับจีนตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ 8 อาณาจักรฟูนานนี้ ครอบคลุมพื้นที่ตั้งแต่สามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขงไปจนถึงคาบสมุทรมลายู ได้รับอิทธิพลทางการค้าและเทคโนโลยีจากจีนอย่างมาก  ต่อมา อาณาจักรเจนละ (พุทธศตวรรษที่ 11-19) และ อาณาจักรทวารวดี (พุทธศตวรรษที่ 11-12) ซึ่งเป็นศูนย์กลางอารยธรรมในลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา ได้รับเทคโนโลยีการเกษตร ระบบชลประทาน และงานหัตถกรรมจากจีน  

พ.ศ. 1172-1188   พระถังซำจัง (Xuanzang) เดินทางทางบก ตามเส้นทางสายไหม จากเมืองฉางอัน(ซีอาน) ประเทศจีนไปยังอินเดีย ท่านได้บันทึกถึงดินแดนชื่อ โถ-โล-โป-ตี้  (T’o-lo-po-ti) ที่อยู่ระหว่างพม่า (ชิลิฉาตาหลอ-ศรีเกษตร)   กับกัมพูชา(อิซางป่อหลอ- อิศานปุระ) 

สมัยสุโขทัย: จุดเริ่มต้นความสัมพันธ์อย่างเป็นทางการ

สมัยที่อาณาจักรสุโขทัยสถาปนาขึ้นเมื่อ พ.ศ.1792   ได้มีความสัมพันธ์ทางการทูตอย่างเป็นทางการกับราชวงศ์หยวนของจีน โดยมีการส่งเครื่องราชบรรณาการและการแลกเปลี่ยนทางการค้าอย่างต่อเนื่อง สุโขทัยได้รับเทคโนโลยีการผลิตเครื่องเคลือบดินเผา การทำงานโลหะ และวิธีการเกษตรบางอย่างจากจีน

สมัยอยุธยา: ยุคทองแห่งการค้าและวัฒนธรรม

อาณาจักรอยุธยา ( พ.ศ. 1893-2310 ) เป็นช่วงเวลาที่ความสัมพันธ์ไทย-จีนเจริญรุ่งเรือง กษัตริย์อยุธยาได้สถาปนาความสัมพันธ์กับจีน ทั้งราชวงศ์หมิง (พ.ศ. 1911- 2187)  และราชวงศ์ชิง (พ.ศ.  2187-2454)    พ.ศ. 1943-1936  สมัยราชวงศ์หมิง นายพลเจิ้งเหอ คุมกองเรือจีนจากเมืองกวางตุ้ง ไปอินเดียและแอฟริกา  และส่งเรือบางลำเข้ามาที่อยุธยา  แผนที่เดินเรือเจิ้งเหอเรียกสงขลาว่า ซุ่งกูหมา  และเรียกปัตตานีว่า หลงซีเจีย 

ชาวจีนจากมณฑลฟูเจี้ยน และกวางตุ้ง อพยพเข้ามาตั้งถิ่นฐานในอยุธยาจำนวนมาก พวกเขานำเทคโนโลยีการผลิต วิธีการค้าขาย และวัฒนธรรมการกินอยู่มาสู่ไทย ชุมชนจีนในอยุธยากลายเป็นกลุ่มพ่อค้าที่สำคัญ ควบคุมการค้าระหว่างประเทศและการขนส่งสินค้า    การค้าข้าวสารเป็นหัวใจสำคัญของความสัมพันธ์เศรษฐกิจ ข้าวไทยที่มีคุณภาพสูงได้รับความนิยมในตลาดจีนอย่างมาก โดยเฉพาะในช่วงที่จีนประสบภัยธรรมชาติหรือความไม่แน่นอนทางการเมือง

สำเภาจีนสมัยอยุธยา

ยุครัตนโกสินทร์: ความต่อเนื่องและการปรับตัว

เมื่อมีการสถาปนากรุงเทพฯ เป็นเมืองหลวงใหม่ รัชกาลที่ 1 ได้สืบทอดนโยบายความสัมพันธ์กับจีนต่อมา การส่งเครื่องราชบรรณาการยังคงดำเนินต่อไปจนถึงสมัยรัชกาลที่ 4     ชาวจีนฮกเกี้ยน แต้จิ๋ว และกวางตุ้งอพยพเข้ามาในประเทศไทยมากขึ้น พวกเขาไม่เพียงแต่เป็นพ่อค้า แต่ยังเป็นช่างฝีมือ เกษตรกร และผู้นำเทคโนโลยีใหม่ๆ เข้ามา

ยูนนาน: เส้นทางการค้าและวัฒนธรรม

มณฑลยูนนานทางตะวันตกเฉียงใต้ของจีนมีความสำคัญต่อไทย เพราะเป็นเส้นทางการค้าและวัฒนธรรมที่เชื่อมโยงเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กับจีนแผ่นดินใหญ่   ชนชาติไท-ไทในยูนนาน เช่น ไทใหญ่ ไทลื้อ และไทยวน มีความเชื่อมโยงทางเชื้อชาติและวัฒนธรรมกับคนไทย การแลกเปลี่ยนภาษา ประเพณี และวิธีการครองชีวิตเกิดขึ้นผ่านเส้นทางนี้มาหลายศตวรรษ    ในอดีต มีเส้นทางการค้าโบราณที่เชื่อมต่อยูนนาน เมียนมาร์ และไทย เป็นเส้นทางสำคัญในการขนส่งเกลือ ชา ไหม และสินค้าอื่นๆ

การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน

ชาวจีนมีบทบาทสำคัญในการสร้างทางรถไฟสายต่างๆ ในประเทศไทย  ช่างฝีมือชาวจีนนำเทคโนโลยีการก่อสร้าง และการจัดการมาใช้ ผู้รับเหมาก่อสร้างชาวจีนมีบทบาทสำคัญในการก่อสร้างพระที่นั่งอนันตสมาคม ด้วยหินอ่อนอิตาลี กลางกรุงเทพ ชาวจีนเป็นแรงงานหลักในการขุดคลองสำคัญหลายสาย เช่น คลองภาษีเจริญ  และคลองต่างๆ ที่เชื่อมต่อระบบคมนาคมทางน้ำ

โรงงานอุตสาหกรรมยุคใหม่

นักลงทุนจีนในสมัยรัชกาลที่ 5-6 ได้สร้างโรงงานอุตสาหกรรมขึ้นมากมาย ทั้งโรงสีข้าว  โรงเลื่อย  โรงงานแป้งมันสำปะหลัง  โรงงานน้ำตาล   โรงงานผลิตรองเท้า และโรงงานอุตสาหกรรมอื่นๆ โรงงานเหล่านี้ไม่เพียงสร้างความมั่งคั่ง แต่ยังถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตสู่คนไทย

ความสัมพันธ์ในปัจจุบัน: จากอดีตสู่อนาคต

ในปัจจุบัน  ความสัมพันธ์ไทย-จีนได้กลับมาแน่นแฟ้นอีกครั้ง ไม่ใช่แค่ในแง่การค้าขาย แต่รวมถึงการลงทุน เทคโนโลยี การศึกษา และความร่วมมือในหลายด้าน

โครงการ “หนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง  Belt and Road Initiative”ของจีนได้เชื่อมโยงไทยเข้าสู่เครือข่ายการค้าและการพัฒนาที่กว้างขวาง เช่นโครงการรถไฟความเร็วสูงไทย-จีน

ชาวไทยเชื้อสายจีนที่อยู่ในประเทศไทยกว่า 10 ล้านคน กลายเป็นสะพานเชื่อมวัฒนธรรมและเศรษฐกิจระหว่างสองประเทศ พวกเขาไม่เพียงรักษาประเพณีจีน แต่ยังเป็นคนไทยที่มีส่วนร่วมสร้างสรรค์ประเทศอีกด้วย

การเรียนรู้ภาษาจีนในไทยเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว การแลกเปลี่ยนนักเรียนนักศึกษา และความร่วมมือทางวิชาการช่วยให้คนรุ่นใหม่เข้าใจซึ่งกันและกันมากขึ้น    มีนักศึกษาจีนเข้ามาเรียนในมหาวิทยาลัยนานาชาติในประเทศไทย  จำนวนมาก 

การเข้าใจประวัติศาสตร์และความสัมพันธ์ไทย-จีนไม่ใช่เรื่องของความหลังหรืออดีตเท่านั้น แต่เป็นเครื่องมือสำคัญในการทำความเข้าใจปัจจุบันและเตรียมตัวเพื่ออนาคต   

ทางเศรษฐกิจ จีนเป็นคู่ค้าอันดับหนึ่งของไทย การเข้าใจวัฒนธรรมทางธุรกิจ ประวัติศาสตร์การค้า และความต้องการของตลาดจีนจะช่วยให้ผู้ประกอบการไทยสามารถแข่งขันได้ดีขึ้น

ทางวัฒนธรรม วัฒนธรรมไทยปัจจุบันมีรากฐานจากการผสมผสานวัฒนธรรมหลายชาติพันธุ์ การเข้าใจอิธิพลจีนจะช่วยให้เราเห็นความหลากหลายและความสวยงามของเอกลักษณ์ไทย

ทางการเมือง ในโลกที่มีการเปลี่ยนแปลงทางภูมิรัฐศาสตร์ การเข้าใจประวัติศาสตร์ความสัมพันธ์จะช่วยให้ไทยสามารถกำหนดท่าทีและนโยบายต่างประเทศได้อย่างเหมาะสม

ทางสังคม ในสังคมไทยที่มีความหลากหลายทางชาติพันธุ์ การเข้าใจและยอมรับรากฐานทางประวัติศาสตร์จะช่วยสร้างความสามัคคีและการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ

บทสรุป

ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับจีนไม่ใช่แค่เรื่องราวในหนังสือประวัติศาสตร์ แต่เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันของคนไทยทุกคน ตั้งแต่อาหารการกิน ประเพณี ภาษา วัฒนธรรม ไปจนถึงเทคโนโลยีและเศรษฐกิจ การที่คนไทยเข้าใจประวัติศาสตร์พันปีระหว่างจีนกับไทย จะช่วยให้เราเห็นว่าความสัมพันธ์ระหว่างชาติไม่จำเป็นต้องเป็นการแข่งขันหรือการขัดแย้ง แต่สามารถเป็นการเรียนรู้ แลกเปลี่ยน และพัฒนาร่วมกันได้

โดย อาทร จันทวิมล

บมจ.ไทยเบฟเวอเรจ น้อมถวายความอาลัยเบื้องหน้าพระฉายาลักษณ์ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

บมจ.ไทยเบฟเวอเรจ น้อมถวายความอาลัยเบื้องหน้าพระฉายาลักษณ์ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

บมจ.ไทยเบฟเวอเรจ น้อมถวายความอาลัยเบื้องหน้าพระฉายาลักษณ์ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

วันอังคาร ที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 15.49 น.

บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) นำโดย ฐาปน สิริวัฒนภักดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร พร้อมด้วยคณกรรมการ ผู้บริหาร และพนักงานกลุ่มทีซีซี จัดพิธีน้อมถวายความอาลัยเบื้องหน้าพระฉายาลักษณ์ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระ บรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ณ วัน แบงค็อก ฟอรั่ม เมื่อวันจันทร์ที่ 27 ตุลาคม 2568

ไทยเบฟและกลุ่มทีซีซี ร่วมใจน้อมถวายความอาลัยด้วยความโทมนัสอย่างยิ่ง ต่อการเสด็จสู่สวรรคาลัยของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ผู้ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ ทรงบำเพ็ญพระราชกรณียกิจนานัปการเคียงคู่พระบารมีพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพล อดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เพื่อประโยชน์สุขของพสกนิกร และเพื่อความเจริญมั่นคงของประเทศไทยตลอดพระชนม์ชีพ โดยเฉพาะการก่อตั้ง “มูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพ ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง” อันเปี่ยมด้วยคุณูปการทั้งในการสร้างรายได้ที่มั่นคงให้แก่ราษฎร และในการฟื้นฟูงานศิลปกรรมอันเป็นมรดกทางภูมิปัญญาไทย รวมถึงโขนอันวิจิตรบรรจง ให้กลับฟื้นคืนมาเป็นเกียรติยศและศักดิ์ศรีในการสร้างชื่อเสียงให้ประเทศไทยในระดับสากล ทรงอุทิศพระองค์ในงานด้านสาธารณสุข โดยทรงดำรงตำแหน่งสภานายิกาสภากาชาดไทย อีกทั้งยังทรงเป็นแบบอย่างแห่งการอนุรักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมดังทรงเคยรับสั่งว่า “พระเจ้าอยู่หัวเป็นน้ำ ฉันจะเป็นป่า ป่าที่ถวายความจงรักภักดีต่อน้ำ”

ด้วยสำนึกในน้ำพระราชหฤทัยอันเปี่ยมด้วยพระเมตตาธรรม พระวิริยะอุตสาหะ และพระปรีชาสามารถในทุกด้าน พระองค์ทรงเป็นแบบอย่างแห่งความรัก ความเสียสละ และความมุ่งมั่นเพื่อประโยชน์สุขของประชาชนโดยแท้ ดังที่ทรงได้

รับการถวายพระราชสมัญญา “แม่แห่งแผ่นดิน” ที่ปวงชนชาวไทยเทิดทูนเหนือเกล้าเหนือกระหม่อมไทยเบฟและกลุ่มทีซีซี ขอน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ และจะสืบสานพระราชปณิธานอันทรงคุณค่าให้ยั่งยืนตราบนิจนิรันดร์

นายแพทย์ ปิยะ เนตรวิเชียร น้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ สมเด็จพระพันปีหลวง

นายแพทย์ ปิยะ เนตรวิเชียร น้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ สมเด็จพระพันปีหลวง

นายแพทย์ ปิยะ เนตรวิเชียร น้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ สมเด็จพระพันปีหลวง

วันอังคาร ที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 14.34 น.

วันที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2543

นับเป็นวันแห่งความสำคัญและเป็นความทรงจำของชีวิตครั้งหนึ่ง  เมื่อ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมเสด็จพระราชดำเนินมาเปิดอาคารศรีพัฒน์และศูนย์หัวใจภาคเหนือ ที่ โรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

เป็นวันที่ข้าพเจ้าในฐานะคณบดีคณะแพทยศาสตร์ ได้เป็นผู้กล่าวถวายรายงาน รวมทั้งทูลเกล้าฯ ถวายพระพุทธรูปสําคัญประจําคณะแพทยศาสตร์แด่พระองค์ท่าน

ศูนย์หัวใจของคณะแพทยศาสตร์ ถือเป็นศูนย์หัวใจแห่งแรกในภาคเหนือ ได้จัดสร้างขึ้นโดยข้าพเจ้าได้ทำหนังสือกราบบังคมทูลขอพระราชทานเงินจํานวน 150  ล้านบาท ซึ่ง สํานักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล ได้ทูลเกล้าฯ ถวายให้แก่พระองค์ และพระองค์ได้พระราชทานมาให้กับคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอันสูงสุดที่ทรงมีต่อคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

     นายแพทย์ ปิยะ เนตรวิเชียร

กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น มอบรางวัล ‘Local Award 2025’ เชิดชูท้องถิ่นที่มีศักยภาพสูง สร้างต้นแบบการพัฒนา

กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น มอบรางวัล ‘Local Award 2025’ เชิดชูท้องถิ่นที่มีศักยภาพสูง สร้างต้นแบบการพัฒนา

กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น มอบรางวัล ‘Local Award 2025’ เชิดชูท้องถิ่นที่มีศักยภาพสูง สร้างต้นแบบการพัฒนา

วันอังคาร ที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 14.29 น.

กระทรวงมหาดไทย โดยกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น จัดพิธีมอบรางวัลท้องถิ่นที่มีศักยภาพสูง ประจำปี 2568 Local Award 2025 โดยมีนายทรงศักดิ์ ทองศรี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วยนายศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วยนายสันติธร ยิ้มละมัย รองปลัดกระทรวงมหาดไทย (หัวหน้ากลุ่มภารกิจด้านพัฒนาชุมชนและส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น) นายจุมพฏ วรรณฉัตรสิริ รองปลัดกระทรวงมหาดไทย (หัวหน้ากลุ่มภารกิจด้านสาธารณภัยและพัฒนาเมือง) และร้อยตำรวจโท ภพชนก ชลานุเคราะห์ อธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น มอบรางวัลให้แก่จังหวัดและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทั่วประเทศ รวมทั้งสิ้น 275 รางวัล ครอบคลุมทั้งรางวัลจังหวัดขับเคลื่อนท้องถิ่นที่มีศักยภาพสูง รางวัลจังหวัดที่ส่งเสริมพัฒนาการเป็นเลิศ และรางวัลองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีผลการปฏิบัติงานดีเด่นใน 12 ด้าน อาทิ ด้านโรงเรียน ด้านศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก ด้านสาธารณสุข ด้านสิ่งแวดล้อม ด้านส่งเสริมศาสนา ศิลปะ วัฒนธรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่น ด้านการท่องเที่ยวชุมชนและพัฒนาเศรษฐกิจท้องถิ่น ด้านการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ด้านการพัฒนาและส่งเสริมคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ ด้านการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน ด้านการบริหารจัดการช่วยเหลือประชาชน ด้านการให้บริการทางอิเล็กทรอนิกส์ (e-Service) และด้านน้ำดื่มสะอาดบริการประชาชน

นายทรงศักดิ์ ทองศรี กล่าวแสดงความยินดีกับจังหวัดและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ได้รับรางวัล โดยย้ำว่า โล่รางวัลนี้เป็นเครื่องพิสูจน์ถึงความทุ่มเท เสียสละ และการทำงานที่ใกล้ชิดประชาชนตามหลักธรรมาภิบาล ซึ่งถือเป็นหัวใจของการพัฒนาท้องถิ่นอย่างยั่งยืน พร้อมยืนยันว่ารัฐบาลและกระทรวงมหาดไทยจะสนับสนุนท้องถิ่นให้เข้มแข็งต่อไป

ขณะที่ร้อยตำรวจโท ภพชนก ชลานุเคราะห์ อธิบดี สถ. กล่าวเพิ่มเติมว่า การมอบรางวัล Local Award จัดขึ้นเป็นปีที่ 2 ซึ่งเป็นรางวัลจากผลการประเมินประสิทธิภาพขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (Local Performance Assessment: LPA) และการประเมินท้องถิ่นศักยภาพสูง (High–Potentiated Local Assessment: HPA) เพื่อสะท้อนทั้งกระบวนการทำงานและผลลัพธ์ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น อีกทั้งยังมีการมอบรางวัลให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีผลการปฏิบัติงานดีเด่น ประจำปี พ.ศ. 2568 เพื่อสร้างแรงจูงใจและเป็นต้นแบบการพัฒนาที่สามารถขยายผลในท้องถิ่นอื่นได้

พิธีมอบรางวัลท้องถิ่นที่มีศักยภาพสูง ประจำปี 2568 Local Award 2025 ครั้งนี้ ไม่เพียงเป็นการยกย่องเชิดชูเกียรติองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น แต่ยังตอกย้ำบทบาทสำคัญของท้องถิ่นไทยในการพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชนอย่างแท้จริง รางวัลทั้ง 275 รางวัลจึงไม่ใช่เพียงเกียรติยศ แต่ยังเป็นเครื่องขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศที่มีประชาชนเป็นศูนย์กลาง และสะท้อนเจตนารมณ์ของกระทรวงมหาดไทยในการสร้างความเข้มแข็งและยั่งยืนให้กับประเทศชาติต่อไป

-(016)

พิพิธภัณฑ์เกษตรฯ จัดกิจกรรม ‘ตลาดเศรษฐกิจพอเพียง: ข้าว ปลา หยูกยา ผ้าไทย’ สืบสานพระราชปณิธานภูมิปัญญาไทย

พิพิธภัณฑ์เกษตรฯ จัดกิจกรรม 'ตลาดเศรษฐกิจพอเพียง: ข้าว ปลา หยูกยา ผ้าไทย' สืบสานพระราชปณิธานภูมิปัญญาไทย

พิพิธภัณฑ์เกษตรฯ จัดกิจกรรม ‘ตลาดเศรษฐกิจพอเพียง: ข้าว ปลา หยูกยา ผ้าไทย’ สืบสานพระราชปณิธานภูมิปัญญาไทย

วันอังคาร ที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 14.10 น.

พิพิธภัณฑ์การเกษตรฯ น้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง พร้อมจัดกิจกรรม “ตลาดเศรษฐกิจพอเพียง: ข้าว ปลา หยูกยา ผ้าไทย”สืบสานพระราชปณิธานภูมิปัญญาไทย

สำนักงานพิพิธภัณฑ์เกษตรเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว (องค์การมหาชน) จังหวัดปทุมธานี น้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณหาที่สุดมิได้ ของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ด้วยสำนึกในพระเมตตาธรรม พระราชกรณียกิจ และพระราชปณิธานอันแน่วแน่ ในการอนุรักษ์ ฟื้นฟู และสืบสานศิลปวัฒนธรรม ภูมิปัญญาไทย และงานพัฒนาคุณภาพชีวิตของราษฎรทั่วแผ่นดิน

พิพิธภัณฑ์การเกษตรเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว  สำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง พร้อมจัดกิจกรรมในงาน “ตลาดเศรษฐกิจพอเพียง : ข้าว ปลา หยูกยา ผ้าไทย” เพื่อสืบสานพระราชปณิธาน และเผยแพร่ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง และร่วมสืบสานภูมิปัญญาท้องถิ่นไทยที่สะท้อนวิถีชีวิต อันสมดุลระหว่างคนกับธรรมชาติ ผ่านกิจกรรมการเรียนรู้ อาหาร สุขภาพ สมุนไพร และวัฒนธรรมไทยอย่างครบวงจร โดยภายในงานนำเสนอการแนวทางการพึ่งพาตนเองของชุมชนตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน นิทรรศการ “สำรับไทยสุขภาพกายใจและลายผ้า” และนิทรรศการ “วิถีสายน้ำ ภูมิปัญญาผ้าไทย” ถ่ายทอดคุณค่าของอาหาร สมุนไพร และผ้าไทยซึ่งเป็นมรดกภูมิปัญญาไทย พร้อมกิจกรรมสาธิต และตลาดสินค้าเกษตรจากเครือข่ายทั่วประเทศกว่า 120 ร้าน จัดขึ้นระหว่างวันที่ 1 – 2 พฤศจิกายน 2568 เวลา 08.00 – 17.00 น. ณ พิพิธภัณฑ์การเกษตรเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี

พันจ่าเอกประเสริฐ มาลัย ผู้อำนวยการสำนักงานพิพิธภัณฑ์เกษตรเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว กล่าวด้วยความอาลัยว่า  “ในห้วงเวลาที่ปวงชนชาวไทยต่างโศกอาลัยต่อการเสด็จสวรรคตของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง พิพิธภัณฑ์การเกษตรฯ โดยได้จัดทำนิทรรศการ “พระผู้เสด็จสู่สวรรคาลัย” เพื่อน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้นอันหาที่สุดมิได้ และร่วมสืบสานพระราชปณิธานด้วยการเผยแพร่ภูมิปัญญาและวิถีชีวิตแบบไทยที่ทรงส่งเสริมไว้ให้คงอยู่คู่แผ่นดิน”

นิทรรศการ “สำรับไทยสุขภาพกายใจและลายผ้า” ซึ่งรวมองค์ความรู้เรื่องอาหารไทยที่เปี่ยมคุณค่าและสรรพคุณสมุนไพรพื้นบ้าน ถ่ายทอดภูมิปัญญาการปรุงสำรับอาหารที่ไม่เพียงอร่อย แต่ยังดีต่อสุขภาพ ทั้งเมนูอาหารไทยโบราณ อาหารพื้นถิ่น และเมนูสร้างสรรค์ที่ต่อยอดจากภูมิปัญญาเดิม พร้อมกิจกรรมสาธิต “ครัวไทยพอเพียง” ให้ผู้เข้าชมได้เรียนรู้การเลือกวัตถุดิบปลอดภัยจากเกษตรอินทรีย์ เพื่อสร้างสุขภาวะกายใจอย่างยั่งยืน และต่อด้วยนิทรรศการ “วิถีสายน้ำ ภูมิปัญญาผ้าไทย” ถ่ายทอดเรื่องราวของสายน้ำในฐานะแหล่งชีวิตและความมั่นคงของชุมชน ผ่านสององค์ความรู้สำคัญของภูมิปัญญาท้องถิ่นไทย ได้แก่ การแปรรูปปลา และ ศิลปะผ้าย้อมธรรมชาติ ซึ่งผู้มาเข้าชมงานจะได้เรียนรู้วิถีชีวิตของชุมชนที่พึ่งพิงทรัพยากรธรรมชาติ ทั้งการจับปลา การถนอมอาหาร การสร้างรายได้จากผลิตภัณฑ์ปลา ตลอดจนการย้อมสีผ้าด้วยวัสดุธรรมชาติจากพืชท้องถิ่น ซึ่งผ้าแต่ละผืนสะท้อนอัตลักษณ์ของชุมชนและความคิดสร้างสรรค์ที่ผสานกับธรรมชาติอย่างงดงาม ในด้าน “ภูมิปัญญาผ้าไทย” ถ่ายทอดเรื่องราวของผ้าไทยในฐานะมรดกภูมิปัญญาอันล้ำค่า ผ่านลวดลาย สีสัน และเทคนิคการทอที่แสดงถึงเอกลักษณ์ของแต่ละภูมิภาค พร้อมกิจกรรมสาธิตการย้อมผ้า การสกรีนลายลงผืนผ้า และการประยุกต์ผ้าไทยให้เข้ากับการใช้ชีวิตประจำวันอย่างสร้างสรรค์

นอกจากนี้ ภายในงานยังจัดกิจกรรมเสริมสร้างความรู้และแรงบันดาลใจผ่านการ อบรมวิชาของแผ่นดินและอบรมเชิงปฏิบัติการกว่า 8 หลักสูตร ทั้งในรูปแบบ Onsite และ Online โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย อาทิ หลักสูตร “หยูกยา ภูมิปัญญาแผ่นดิน” โดยอาจารย์วินัย สุวรรณไตร เครือข่ายพิพิธภัณฑ์เกษตรฯ จ.ฉะเชิงเทราหลักสูตร “ข้าวญี่ปุ่นบนถิ่นอีสาน” โดยอาจารย์เสกสรรค์ โพธิสาร จาก “พอดีฟาร์ม” จ.อุดรธานี หลักสูตร “เสน่ห์ดอกไม้กินได้” โดยอาจารย์กันตพัฒน์ โภคินวัฒนาทัศน์ จาก “Banhuailuknok Farm” จ.ราชบุรีและหลักสูตร “สี สร้าง สรรค์” โดยอาจารย์อดิศร จันทร์ใด เครือข่ายพิพิธภัณฑ์เกษตรฯ จ.สกลนคร เป็นต้น ภายในงานยังเปิดให้เข้าชม พิพิธภัณฑ์ในหลวงรักเรา พิพิธภัณฑ์มหัศจรรย์พันธุกรรม และพิพิธภัณฑ์ป่าดงพงไพร  โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย พร้อมชมภาพยนตร์แอนิเมชัน 3 มิติ กิจกรรมเพาะแจกแลกเปลี่ยน ส่งต่อพันธุ์ไม้เพื่อร่วมอนุรักษพันธุกรรมพืชและส่งต่อความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรไทย และตลาดสินค้าจากเครือข่ายชุมชนกว่า 120 ร้านเพื่อส่งเสริมเศรษฐกิจฐานรากและสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรอย่างยั่งยืน

ขอเชิญประชาชนทุกท่านร่วมเรียนรู้ สืบสานภูมิปัญญาไทยตามรอยพระราชดำริ และร่วมน้อมถวายความอาลัยแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ผู้เป็นที่รักยิ่งของปวงชนชาวไทย และร่วมทำจิตอาสา การทำริบบิ้นไว้อาลัย เพื่อมอบให้กับประชาชน และร่วมไว้อาลัยด้วยการสวมเสื้อผ้าชุดสุภาพ และทำกิจกรรมน้อมรำลึก โดยการวางดอกไม้หรือพวงมาลัยสีขาว ที่บริเวณโถงอาคารเฉลิมพระเกียรติฯ 1  นิทรรศการ “พระผู้เสด็จสู่สวรรคาลัย” ได้ในงาน ตลาดเศรษฐกิจพอเพียง “ข้าวปลา หยูกยา ผ้าไทย” ระหว่างวันที่ 1 – 2 พฤศจิกายน 2568 ตั้งแต่เวลา 08.00 – 17.00 น. ณ พิพิธภัณฑ์การเกษตรเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จังหวัดปทุมธานี สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ โทรศัพท์ 02-529-2212-13, 087-359-7171, 094-649-2333 คลิกดูรายละเอียดได้ที่ http://www.wisdomking.or.th หรือ Facebook / Instagram /Line ID : @wisdomkingmuseum และ Youtube : พิพิธภัณฑ์การเกษตรเฉลิมพระเกียรติฯ

-(016)