ทรัมป์เริ่มทัวร์เอเชีย หวังคุย สี จิ้นผิง ราบรื่น-เปรยอยากพบ คิม จอง-อึน

ทรัมป์เริ่มทัวร์เอเชีย หวังคุย สี จิ้นผิง ราบรื่น-เปรยอยากพบ คิม จอง-อึน

25 ต.ค. 2568 22:37 น.

ทรัมป์เริ่มทัวร์เอเชีย หวังคุย สี จิ้นผิง ราบรื่น-เปรยอยากพบ คิม จอง-อึน

โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ออกเดินทางเพื่อร่วมการทัวร์เอเชียแล้ว ซึ่งรวมถึงการพบกับประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ที่ได้รับการจับตามองอย่างมาก นอกจากนั้น เขายังพูดว่าอยากพบผู้นำเกาหลีเหนือด้วย

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เมื่อวันเสาร์ที่ 25 ต.ค. 2568 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดยสาร “แอร์ฟอร์ซวัน” เครื่องบินประจำตำแหน่ง เดินทางมุ่งหน้าสู่ทวีปเอเชียแล้ว โดยเขามีกำหนดการพบปะกับผู้นำโลกมากมายที่มาเลเซีย ซึ่งเขาจะร่วมประชุมอาเซียนในวันอาทิตย์นี้ด้วย

ที่การประชุมดังกล่าว นายทรัมป์มีกำหนดการลงนามข้อตกลงการค้ากับมาเลเซีย และจะเป็นสักขีพยานการลงนามข้อตกลงสันติภาพระหว่างไทยกับกัมพูชา และอาจได้พบกับนาย ลูอิซ อินาซิโอ ลูลา ดา ซิลวา ประธานาธิบดีบราซิลนอกรอบการประชุมอาเซียนเพื่อฟื้นฟูความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองประเทศด้วย

สถานีต่อไปนายทรัมป์จะเดินทางไปญี่ปุ่นในวันจันทร์ (27 ต.ค.) ซึ่งเขาจะได้พบกับนาง ซานาเอะ ทาคาอิจิ นายกรัฐมนตรีคนใหม่ของญี่ปุ่น และมีกำหนดการพบกับ สี จิ้นผิง ประธานาธิบดีจีนที่เมืองปูซาน ของเกาหลีใต้ ในวันพฤหัสบดี ซึ่งเป็นวันสุดท้ายของการเยือนเอเชีย เพื่อเจรจาหาทางทำข้อตกลงการค้า ท่ามกลางการทำสงครามการค้าอย่างหนักของสหรัฐฯ

นายทรัมป์บอกกับผู้สื่อข่าวบนเครื่องบินแอร์ฟอร์ซวันว่า เขาหวังว่าจะมีการ “ประชุมที่ดีมาก” กับ สี จิ้นผิง พร้อมเสริมว่าเขาคาดหวังให้จีนทำข้อตกลงเพื่อหลีกเลี่ยงการขึ้นกำแพงภาษีเพิ่มเติมอีก 100% ซึ่งกำลังจะเริ่มมีผลบังคับใช้ในวันที่ 1 พ.ย.นี้

ผู้นำสหรัฐฯ บอกนักข่าวด้วยว่า เขาอยากพบกับ คิม จอง-อึน ผู้นำสูงสุดของเกาหลีเหนือระหว่างการเดินทางเยือนเอเชียครั้งนี้ด้วย โดยระบุว่า “ผมกระตือรือร้นกับเรื่องนี้” และย้ำว่า “ผมมีความสัมพันธ์ที่ดีเยี่ยมกับเขา (คิม จอง-อึน)”

เมื่อถูกถามว่าเขาเปิดรับข้อเรียกร้องของเกาหลีเหนือที่จะให้สหรัฐฯ ยอมรับสถานะการเป็นรัฐนิวเคลียร์เพื่อเป็นเงื่อนไขเบื้องต้นสำหรับการเจรจาหรือไม่ ทรัมป์ตอบว่า “อืม ผมคิดว่าพวกเขาก็เป็นมหาอำนาจนิวเคลียร์ในระดับหนึ่ง… พวกเขามีอาวุธนิวเคลียร์มากมาย ผมจะพูดแบบนั้น”

ทั้งนี้ นายทรัมป์กับ คิม จอง-อึน เคยพบกันครั้งล่าสุดที่เขตปลอดทหาร (DMZ) ซึ่งแบ่งแยกสองเกาหลีออกจากกัน ตอนที่นายทรัมป์เป็นประธานาธิบดีสหรัฐฯ สมัยแรก สร้างประวัติศาสตร์เป็นผู้นำสหรัฐฯ คนแรกที่ได้ย่างเท้าเข้าไปในดินแดนเกาหลีเหนือ ตอนที่ทั้งสองจับมือกันเมื่อปี 2562

ด้านนายคิมเคยกล่าวก่อนหน้านี้ว่า เขาพร้อมที่จะเปิดรับการพบกับประธานาธิบดีสหรัฐฯ หากวอชิงตันยกเลิกข้อเรียกร้องที่ให้เปียงยางยกเลิกโครงการอาวุธนิวเคลียร์

ขณะที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงรวมชาติของเกาหลีใต้กล่าวว่า มีโอกาสที่ “ค่อนข้างมาก” ที่นายทรัมป์กับนายคิมจะได้พบกัน ในตอนที่ผู้นำสหรัฐฯ เยือนเกาหลีในวันพุธที่ 29 พ.ค. เพื่อร่วมการประชุมสุดยอดผู้นำเอเปก (APEC) และพบกับประธานาธิบดี อี แจ-มยอง ก่อนจะร่วมทานอาหารกับผู้นำธุรกิจและเจ้าของบริษัทเทคโนโลยี

อนึ่ง หากการพบปะกันระหว่างนายทรัมป์กับนายสีในวันพฤหัสบดีที่จะถึงนี้เกิดขึ้น จะถือว่าเป็นการพบกันต่อหน้าครั้งแรกของผู้นำทั้งสอง นับตั้งแต่นายทรัมป์ได้เป็นประธานาธิบดีสหรัฐฯ สมัยที่ 2 เมื่อเดือนมกราคม

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

คุยกัน 7 วันหน : ทรัมป์กับโปรเจกท์ใหม่ สร้าง ‘ห้องบอลล์รูม’ ในทำเนียบขาว

คุยกัน 7 วันหน : ทรัมป์กับโปรเจกท์ใหม่ สร้าง 'ห้องบอลล์รูม' ในทำเนียบขาว

คุยกัน 7 วันหน : ทรัมป์กับโปรเจกท์ใหม่ สร้าง ‘ห้องบอลล์รูม’ ในทำเนียบขาว

วันอาทิตย์ ที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 07.00 น.

มีภาพข่าวในสัปดาห์ที่ผ่านมาที่น่าจะทำให้หลายคนแปลกใจ เมื่ออยู่ๆ ก็พบเห็นภาพคนงานกำลังรื้อถอนทุบทำลายพื้นที่ส่วนหนึ่งของอาคารทำเนียบขาว ที่เรียกว่า ‘อีสต์ วิง’ (White House East Wing) ตามคำสั่งของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ ที่วางโปรเจ็คต์ใหม่ กับการสร้างห้องบอลล์รูมเพิ่มขึ้นมาในทำเนียบขาว ซึ่งถือเป็นการเปลี่ยนแปลงใหญ่ครั้งแรกที่เกิดขึ้นในอาคารสำคัญยิ่งยวดของสหรัฐฯ แห่งนี้ในรอบระยะเวลาหลายทศวรรษ

สำหรับ อีสต์ วิง คือส่วนของอาคารที่ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกของอาคารหลักทำเนียบขาว ปกติแล้วใช้เป็นส่วนสำนักงานของสตรีหมายเลขหนึ่ง และเจ้าหน้าที่ส่วนอื่นๆ รวมถึงยังใช้เป็นห้องประชุมและสถานที่สำหรับจัดงานเลี้ยง งานพิธีต่างๆ ด้วย

ก่อนหน้านี้ ทรัมป์ อดีตนักธุรกิจอสังหาริมทรัพย์จากนครนิวยอร์ก ได้สั่งเปลี่ยนแปลงทั้งห้องทำงานรูปไข่ โรสการ์เด้น และส่วนอื่นๆ ในทำเนียบขาวมาแล้ว นับจากเข้ารับตำแหน่งในเดือนมกรามคมที่ผ่านมา แต่สำหรับโปรเจ็คต์ห้องบอลล์รูมขนาดใหญ่ ทรัมป์บอกว่า นี่คือสิ่งที่เขาต้องการมานานแล้วด้วยเหตุผลหลายประการ หลักๆ คือ ทรัมป์ต้องการสถานที่ที่ใหญ่ขึ้นเพื่อที่จะสามารถรองรับแขกในงานเลี้ยงงานพิธีต่างๆ ได้มากขึ้น ทรัมป์เห็นว่า อีสต์ วิง นั้นเล็กเกินไปสำหรับงานเลี้ยง งานพิธีสมัยใหม่ หรืองานต้อนรับแขกบ้านแขกเมือง สามารถจุคนได้เพียง 200 คนเท่านั้น แต่ห้องบอลล์รูมใหม่ บนพื้นที่ 90,000 ตารางฟุต หรือราว 8,360 ตารางเมตร จะสามารถรองรับจำนวนผู้ร่วมงานได้ถึง 900-1,000 คน

ประการต่อมา ทรัมป์วางให้ห้องบอลล์รูมใหม่เป็นเหมือนการปรับปรุง อีสต์ วิง ให้ทันสมัยมากขึ้น เนื่องจากอาคาร อีสต์ วิง แห่งนี้ สร้างมาตั้งแต่ปี 1902 และมีการรีโนเวตครั้งหลังสุดตั้งแต่เมื่อปี 1942 โน่น ไหนๆ ก็ต้องการปรับปรุงให้ทันสมัยใหม่เอี่ยมอยู่แล้ว สู่ทุบทิ้งแล้วสร้างห้องใหม่เลยง่ายกว่า เพราะทำทีเดียวจบ ทรัมป์ย้ำว่า โครงการนี้ถือว่าเป็นงานปรับโฉมทำเนียบขาวที่ยิ่งใหญ่สุดในรอบ 150 ปี ประธานาธิบดีทุกคนฝันอยากมีห้องจัดงานเลี้ยงใหญ่ๆ ในทำเนียบขาวอยู่แล้ว โครงการนี้ไม่ได้ทำเพื่อสนองความต้องการของเขาเพียงคนเดียว แต่ประธานาธิบดีคนอื่นๆ หลังจากเขาก็จะได้รับประโยชน์ด้วย

ส่วนเรื่องงบประมาณการก่อสร้าง ที่หลายฝ่ายจับจ้องมากที่สุด ทรัมป์ยืนยันว่า โครงการนี้จะใช้เงินส่วนตัวของเขาและผู้บริจาค เพื่อที่จะได้ไม่ต้องใช้เงินงบประมาณซึ่งต้องขออนุมัติจากรัฐสภา และไม่กระทบต่อเงินภาษีของประชาชนแม้แต่เซนต์เดียว เขาเปิดเผยระหว่างพูดถึงเรื่องนี้เมื่อวันพุธว่า โครงการนี้จะใช้เงินประมาณ 300 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ราว 9,835 ล้านบาท) ขณะที่รัฐบาลเคยแถลงก่อนหน้านี้ว่า จะใช้เงินประมาณ 200 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ราว 6,557 ล้านบาท)

สถานีโทรทัศน์ CNN รายงานว่า ทำเนียบขาวได้เผยรายชื่อผู้บริจาคที่มีทั้งบริษัทใหญ่และบุคคลที่มีชื่อเสียงทั้งหมด 37 ราย เช่น แอมะซอน แอปเปิล กูเกิล ไมโครซอฟท์ ฝาแฝดตระกูลวิงเคิลวอสส์ที่ก่อตั้งเจมิไน ซึ่งเป็นบริษัทแลกเปลี่ยนคริปโทเคอร์เรนซี ส่วน ABC News รายงานว่า เมื่อต้นเดือนนี้ รัฐบาลทรัมป์ได้เปิดเผยรายชื่อบุคคลและบริษัทที่คาดว่าจะร่วมงานเลี้ยงอาหารค่ำที่ทำเนียบขาวเพื่อพูดคุยเกี่ยวกับโครงการสร้างห้องบอลล์รูม รายชื่อส่วนใหญ่เป็นบริษัทด้านเทคโนโลยีและคริปโทฯ ซึ่งหลายแห่งได้รับสัญญาจัดซื้อจัดจ้างมูลค่าสูงในรัฐบาลทรัมป์สมัยที่ 2 โดยเฉพาะอุตสาหกรรมคริปโทฯ ที่ได้รับประโยชน์จากนโยบายและคำสั่งฝ่ายบริหาร ขณะที่ครอบครัวทรัมป์เองก็มีความมั่งคั่งเพิ่มขึ้นจากการลงทุนในคริปโทฯ นอกจากนี้ ยังมีบริษัทอุตสาหกรรมกลาโหม อย่าง ล็อกฮีดมาร์ติน และพาลันเทียร์ (Palantir) อยู่ในรายชื่อร่วมงานเลี้ยงด้วย

แม้จนถึงขณะนี้ ทำเนียบขาวจะยังไม่ได้เปิดเผยอย่างโปร่งใสว่าโครงการจะใช้เงินบริจาคอย่างไร แต่ดูเหมือนว่าเงินบริจาคจะมาในรูปแบบที่ต่างออกไป เช่น อัลฟาเบต ที่เป็นบริษัทแม่ของกูเกิล แจ้งในการตกลงยอมความกับทรัมป์ กรณีไม่ให้เขาใช้ยูทูบหลังจากกลุ่มผู้สนับสนุนเขาพากันบุกอาคารรัฐสภาเมื่อวันที่ 6 มกราคม 2021 ว่า จะบริจาคเงิน 22 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ราว 720 ล้านบาท) ช่วยสร้างห้องบอลล์รูมในทำเนียบขาว โดยบริจาคในนามของทรัมป์ให้แก่ Trust for the National Mall ซึ่งเป็นนิติบุคคลไม่แสวงหากำไรที่มีพันธกิจในการบูรณะฟื้นฟูเนชันนัลมอลล์ ทำเนียบขาวและอุทยานประธานาธิบดี นิติบุคคลนี้ทำหน้าที่จัดการเงินบริจาคให้แก่โครงการสร้างห้องบอลรูม ขณะที่สำนักงานอุทยานแห่งชาติและทำเนียบขาวรับหน้าที่หลักในการออกแบบและก่อสร้าง

ถึงกระนั้น สิ่งที่หลายฝ่ายกังวลไม่ได้จำกัดแค่เรื่องงบประมาณก่อสร้างเท่านั้น แต่ยังมองถึงความเหมาะสมในการก่อสร้าง รวมถึงแผนการรื้อถอนทุบทำลายที่ดูจะเร่งรีบ จนมีการตั้งข้อสังเกตว่า ทรัมป์และทำเนียบขาวดำเนินการเรื่องนี้อย่างถูกต้องตามขั้นตอนหรือไม่

เจ้าหน้าที่ทำเนียบขาวคนหนึ่งเผยก่อนหน้านี้ว่า ทำเนียบขาวตั้งใจจะส่งแผนการเหล่านี้ไปยังคณะกรรมการวางแผนเมืองหลวงแห่งชาติ (NCPC) ซึ่งมีหน้าที่กำกับตรวจสอบการก่อสร้างต่างๆ ของรัฐบาลกลางในกรุงวอชิงตัน ดีซี และในรัฐต่างๆ ที่อยู่ใกล้เคียงกัน ในเร็วๆ นี้อยู่แล้ว ก่อนสำทับว่า NCPC ไม่มีอำนาจกำกับดูแลงานรื้อถอน และออกปากว่า โครงการก่อสร้างห้องบลล์รูมในส่วนของ อีสต์ วิง ไม่กระทบส่วนอื่นๆ ของอาคารทำเนีบขาว อีกทั้งปกติแล้ว ขอบเขตและขนาดของโครงการรื้อถอนและปรับปรุงย่อมสามารถเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา

อย่างไรก็ดี เสียงครหายังคงดังกระหึ่มจากกลุ่มที่ต่อต้านทรัมป์ โดยเฉพาะแกนนำของเดโมแครต ที่มองว่าเป็นเรื่องของผลประโยชน์ทับซ้อน การใช้อำนาจตามอำเภอใจ ไม่โปร่งใส และกระทำการที่อาจกระทบต่อความสำคัญทางประวัติศาสตร์ ฮิลลารี คลินตัน อดีตสุภาพสตรีหมายเลขหนึ่ง โพสต์บนแพลตฟอร์ม X ว่า ทำเนียบขาวไม่ใช่บ้านทรัมป์ แต่เป็นของรัฐบาลและคนอเมริกัน และตอนนี้ทรัมป์กำลังทุบทิ้ง

ส่วน พริยา เจน ประธานคณะกรรมการอนุรักษ์มรดกของสมาคมนักประวัติศาสตร์สถาปัตยกรรม แสดงความกังวลกับโครงการห้องบอลล์รูมของทรัมป์ เนื่องจากภายใต้กฎหมายอนุรักษ์ทรัพย์สินทางประวัติศาสตร์แห่งชาติของอเมริกาปี 1966 โครงการที่ส่งผลกระทบต่ออาคารที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ ต้องมีการตรวจสอบ แม้จะมีข้อยกเว้นสำหรับทำเนียบขาว อาคารรัฐสภา ศาลสูงสุดและบริเวณโดยรอบ แต่เพราะอาคารทำเนียบขาวและส่วนประกอบมีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ การรื้อถอน ต่อเติม หรือทุบทำลาย จึงควรมีการแจ้งอย่างเป็นทางการ รวมถึงสอบถามความเห็นจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องรวมถึงจากประชาชนทั่วไปล่วงหน้าด้วย

ทำเนียบขาวตอบโต้เสียงครหาว่า เป็นการทำเรื่องเล็กให้เป็นเรื่องใหญ่ และอ้างว่า ประธานาธิบดีคนก่อนๆ ต่างเคยสั่งต่อเติมและรีโนเวตทำเนียบขาวมาแล้วทั้งนั้น ส่วนทรัมป์อ้างว่า อีสต๋ วิง เคยผ่านการรีโนเวตเล็กๆ น้อยๆ มาแล้วหลายครั้ง และแทบไม่เหลือสภาพเดิมที่ก่อสร้างแต่แรกเริ่มในปี 1902 อีกแล้ว

เข้าทำนองว่า ก็จะทุบ จะสร้าง จะทำใหม่อ่ะ ใครจะทำไม

ดาโน โทนาลี

DMT สนับสนุนการจัดโครงการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ จ.สกลนคร

DMT สนับสนุนการจัดโครงการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ จ.สกลนคร

DMT สนับสนุนการจัดโครงการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ จ.สกลนคร

วันอาทิตย์ ที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

บริษัท ทางยกระดับดอนเมือง จำกัด (มหาชน) หรือ DMT ร่วมสนับสนุนโครงการ “ส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ จังหวัดสกลนคร” ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างภาครัฐ  ภาคเอกชนและหน่วยงานของพระศาสนจักรท้องถิ่น โดยมีเป้าหมายเพื่อพัฒนาทักษะและส่งเสริมอาชีพผู้พิการและครอบครัว ให้สามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืนตามแนวทาง ESG-in-process ของบริษัท และเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals: SDGs) ขององค์การสหประชาชาติ

โครงการนี้มุ่งเน้นการสร้างอาชีพที่มั่นคงให้แก่ผู้พิการ ผ่านการอบรม สนับสนุนและติดตามผลอย่างเป็นระบบ เช่น การทำการเกษตรผสมผสาน การเลี้ยงไก่ไข่อินทรีย์ การวางแผนรายรับรายจ่าย รวมถึงให้ความรู้เรื่องสิทธิของคนพิการและความปลอดภัยในชีวิตประจำวัน เพื่อเสริมสร้างศักยภาพและความมั่นใจในการดำรงชีพอย่างมีศักดิ์ศรี โดย DMT ให้การสนับสนุนงบประมาณและเบี้ยปฏิบัติงานรายวัน เพื่อเป็นทุนตั้งต้นสำหรับประกอบอาชีพ และเป็นแรงใจให้ผู้พิการสามารถมองเห็นคุณค่าของตนเอง

หนึ่งในตัวอย่างความสำเร็จจากโครงการที่ DMT ให้การสนับสนุน คือ พูนศักดิ์ ชมภูจันทร์ อายุ 61 ปี ผู้พิการทางการเคลื่อนไหว และน้องสาว ดอกไม้ ชมภูจันทร์ ผู้ดูแล ได้บอกเล่าชีวิตก่อนที่จะได้เข้ามาในโครงการนี้ว่า “ตั้งแต่ที่พี่ชายโดนไฟไหม้ทำให้แขนขาดไปข้างนึง เคลื่อนไหวไม่สะดวก ทำอะไรก็ลำบาก จะทำไร่ ทำนาแบบที่เคยเป็นก็ไม่ได้ ใช้ชีวิตด้วยความยากลำบากอยู่หลายปี  ซึ่งในช่วงปีที่แล้ว ตนได้รับข่าวจากคนพิการที่อยู่บ้านใกล้เรือนเคียงกันว่า เขาได้เข้าร่วมโครงการนี้ จึงขอเข้าร่วมโครงการนี้ผ่านทางผู้ประสานงานพื้นที่ เพราะมองเห็นว่าเป็นโอกาสดี ที่เราสองคนพี่น้องจะได้พัฒนาอาชีพและมีทักษะชีวิตเพิ่มขึ้น” 

ดอกไม้เล่าต่อว่า ในช่วงเริ่มต้น ทางโครงการส่งวิทยากรที่เป็นผู้เชี่ยวชาญ เข้ามาให้ความรู้ด้านการเลี้ยงไก่ไข่ และการทำบัญชี ตลอดจนแนะนำการสร้างโรงเรือนเลี้ยงไก่ไข่ โดยในเบื้องต้นได้มอบไก่จำนวน 60 ตัว พร้อมอาหารอีก 29 กระสอบให้ตนและพี่ชาย ต่อมาปัจจุบันเหลือไก่จำนวน 56 ตัว (ไก่ 4 ตัวแรกตายไปเนื่องจากการขนส่งในช่วงฝนตก) สามารถเก็บไข่ได้วันละ 50 กว่าฟอง โดยแบ่งไข่ไก่มากินในชีวิตประจำวัน หมุนเวียนสลับกับนำไปขาย ได้รายได้จากการขายไข่ไก่แผงละ120 บาท และได้เบี้ยปฏิบัติงานที่ทางโครงการมอบให้อีกวันละ 328 บาท ตลอดโครงการมีเงินเข้าบัญชีประมาณ 59,040 บาท และหลังจากปิดโครงการ คุณดอกไม้ได้นำเงินจำนวนนี้เป็นทุนในการซื้ออาหารไก่ต่อ

ดอกไม้ เล่าเสริมว่า หลังที่ได้เข้าร่วมโครงการนี้ ชีวิตความเป็นอยู่ดีขึ้น ได้ไข่ไก่มาหมุนเวียนในครอบครัว โดยไม่ต้องเสียเงินซื้อไข่แล้ว และยังมีรายได้เสริมจากการขายไข่ไก่อีกด้วย นอกจากนี้ยังได้ต่อยอดไปปลูกผักกินเองในครัวเรือน ทำให้ลดค่าใช้จ่ายลงไปได้อีก ที่สำคัญทำให้สุขภาพจิตดีขึ้น ไม่เครียด มีงานให้ทำทุกวัน ชีวิตมีความหมายมากขึ้นกว่าเดิม

นับเป็นอีกโครงการที่ DMT ภูมิใจที่ได้มีส่วนร่วมช่วยเหลือ สะท้อนพันธกิจของ DMT ในการขับเคลื่อนการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainability Development) ภายใต้แนวทาง ESG-in-process และสอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของสหประชาชาติ (UN SDGs) ได้แก่ SDG 1: ขจัดความยากจน – ช่วยให้ผู้พิการมีรายได้และความมั่นคงทางเศรษฐกิจ SDG 3: สุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดี – ส่งเสริมสุขภาพกายและใจของผู้พิการผ่านการมีงานทำ SDG 8: งานที่มีคุณค่าและการเติบโตทางเศรษฐกิจ – สร้างอาชีพและรายได้ที่มั่นคง และ SDG 10: ลดความเหลื่อมล้ำ – เปิดโอกาสให้ผู้พิการเข้าถึงการพัฒนาอย่างเท่าเทียม

DMT เชื่อมั่นว่า “การสร้างโอกาสในการทำงานและพัฒนาทักษะ คือรากฐานของการยกระดับคุณภาพชีวิตอย่างแท้จริง” และจะยังคงเดินหน้าส่งเสริมโครงการลักษณะนี้ เพื่อให้ทุกคนในสังคมเติบโตไปด้วยกันอย่างมั่นคงและยั่งยืน

Health News : ผู้ป่วยมะเร็งปอด’ ถึง 1 ใน 5 ไม่สูบบุหรี่

Health News : ผู้ป่วยมะเร็งปอด’ ถึง 1 ใน 5 ไม่สูบบุหรี่

Health News : ผู้ป่วยมะเร็งปอด’ ถึง 1 ใน 5 ไม่สูบบุหรี่

วันอาทิตย์ ที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ทีมนักวิจัยออสเตรเลียและสหราชอาณาจักรเผยแพร่การศึกษาในวารสารเจอร์นัล ออฟ ดิ อเมริกัน เมดิคอล แอสโซซิเอชัน (JAMA) ระบุว่า ผู้ป่วยมะเร็งปอดทั่วโลกถึง 1 ใน 5 รายเป็นผู้ไม่สูบบุหรี่ โดยมะเร็งปอดในผู้ที่ไม่สูบบุหรี่ ซึ่งหมายถึงผู้ที่สูบบุหรี่น้อยกว่า 100 มวนตลอดชีวิต คิดเป็นร้อยละ 15-20 ของผู้ป่วยมะเร็งปอดทั้งหมดทั่วโลก

รายงานสรุปผลการศึกษาบนเว็บไซต์ศูนย์สื่อวิทยาศาสตร์ออสเตรเลีย ระบุว่า ผู้ป่วยมะเร็งปอดที่ไม่สูบบุหรี่มักมีอัตราการกลายพันธุ์ของยีนที่เกี่ยวข้องกับมะเร็งในระดับสูงกว่า ซึ่งดูเหมือนจะส่งผลต่อประสิทธิภาพแนวทางการรักษาที่แตกต่างกันสำหรับผู้ป่วยกลุ่มนี้

ทีมวิจัยซึ่งรวมถึง เบนจามิน เจ. โซโลมอน นักวิจัยจากศูนย์มะเร็งปีเตอร์ แมคคัลลัม และมหาวิทยาลัยเมลเบิร์น พบว่า มะเร็งส่วนใหญ่ในกลุ่มนี้เป็นชนิดอะดีโนคาร์ซิโนมา (adenocarcinoma) ซึ่งเป็นมะเร็งที่เริ่มต้นในเซลล์ต่อม หลังจากวิเคราะห์งานวิจัยนานาชาติ 92 ฉบับเกี่ยวกับมะเร็งปอดในผู้ไม่สูบบุหรี่

จากการวิจัยก่อนหน้านี้ ผู้เขียนระบุว่าผู้ไม่สูบบุหรี่ที่มีความเสี่ยงสูงสุดต่อการเป็นมะเร็งปอด มักเป็นกลุ่มที่ได้รับควันบุหรี่มือสอง สัมผัสกับสารกัมมันตรังสี มลพิษทางอากาศ และแร่ใยหิน รวมถึงผู้ที่มีประวัติคนในครอบครัวสายตรง เช่น พ่อแม่หรือพี่น้องแท้ๆ เป็นมะเร็งปอดมาก่อน

แหวกฟ้าหาฝัน : Tre Kronor Museum Stockholm

แหวกฟ้าหาฝัน : Tre Kronor Museum Stockholm

แหวกฟ้าหาฝัน : Tre Kronor Museum Stockholm

วันอาทิตย์ ที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

นักท่องเที่ยวที่ได้มาชมความหรูหราอลังการของ Royal Palace และ Royal Treasury Stockholm แล้ว ยังมีมิวเซียมอีกแห่งให้เยือนนั่นคือ Tre Kronor Museum หรือ Museum Three Crowns มิวเซียมที่จัดขึ้นเพื่อรำลึกถึงต้นกำเนิดของปราสาท Tre Kronor ที่ถูกเพลิงไหม้ไปในปี 1697 ปราสาทที่มีประวัติย้อนไปถึงคริสต์ศตวรรษที่ 9 นี้ถือกำเนิดจากการที่กลุ่มไวกิ้งได้มาสร้างปราสาทที่ทำจากไม้ขึ้นโดยเพิ่มส่วนของกำแพงในคริสต์ศตวรรษที่ 11 นักประวัติศาสตร์เชื่อว่า Birger Jarl รัฐบุรุษชาวสวีเดนได้เพิ่มป้อมปราการเข้าไปไว้ในปราสาทในคริสต์ศตวรรษที่ 13 และนาม Tre Kronor ก็ถูกสถาปนาโดยพระเจ้า Magnus Eriksson กษัตริย์สวีเดนในคริสต์ศตวรรษที่ 14  

เมื่อพระเจ้า Gustav Vasa ได้ประกาศเอกราชให้สวีเดนเป็นอิสระจาก Kalmar Union หรือสหพันธรัฐที่ประกอบด้วยเดนมาร์ก สวีเดนและนอร์เว ในปี 1397 ประสาท Tre Kronor แห่งนี้ก็ได้กลายเป็นที่ประทับหลักของพระองค์ พระองค์ได้ขยายอาณาเขต และเพิ่มความแข็งแรงเพื่อป้องกันภัยให้มากขึ้น ขณะที่พระเจ้า John III พระราชบุตรที่ขึ้นครองราชย์ในเวลาต่อมาได้ตกแต่งปราสาทให้มีความงดงามด้วยสถาปัตยกรรมแบบเรอเนสซองส์ รวมทั้งสร้างเพิ่มโบสถ์เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของปราสาทด้วย นอกจากนี้ กษัตริย์พระองค์ต่อมาก็ยังได้สร้างหอคอยเพื่อไว้สอดส่องอริราชศัตรูในคริสต์ศตวรรษที่ 16 โดยได้เพิ่มทั้งขนาดและส่วนสูงขึ้นอีกในคริสต์ศตวรรษที่ 17 ส่งผลให้ปลายคริสต์ศตวรรษที่ 16 ปราสาทประกอบด้วยส่วนของตัวปราสาท และป้อมปราการร่วมกับสวน เมื่อปราสาทกลายเป็นที่ประทับของกษัตริย์จึงส่งผลให้พระเจ้า Gustav II กษัตริย์สวีเดนที่ครองราชย์ระหว่าง 1611-32 เป็นกษัตริย์พระองค์แรกที่ประสูติในปราสาทแห่งนี้

โชคร้ายมาเยือนราชวงศ์สวีเดนในวันที่ 7 พฤษภาคม 1697 เมื่อไฟไหม้ใหญ่โหมขึ้นในปราสาท Tre Kronor และได้ทำลายปราสาทลงไปจนหมดสิ้น ผู้พบเห็นไฟไหม้คนแรกคือ Georg Stiernhoff แต่ Sven Linberg ผู้ดูแลเรื่องไฟไหม้ได้ถวายงานพระเจ้าแผ่นดินไปว่าเขาไม่สามารถดับไฟได้เนื่องจากไฟได้ลุกไหม้ทางเข้าไปเอาเครื่องมือดับไฟ ราชวงศ์เลยไม่มีทางเลือกต้องเสด็จหนีเพลิงออกมา ข้าราชบริพารได้พยายามอย่างยิ่งยวดที่จะขนทรัพย์สมบัติของกษัตริย์และราชวงศ์ออกมาให้มากที่สุด แต่เนื่องจากปราสาทสร้างจากไม้และทองแดง ไฟจึงลุกไหม้อย่างรวดเร็วส่งผลให้ห้องสมุดและเอกสารสำคัญทั้งหมดถูกไฟไหม้จนหมดสิ้น ในการสอบสวนสาเหตุพบว่า เจ้าหน้าที่หลายคนที่ต้องดูแลเรื่องไฟไหม้ได้ละทิ้งหน้าที่ส่งผลให้เจ้าหน้าที่เหล่านั้นถูกตัดสินประหารชีวิต นักท่องเที่ยวที่มาเยือนจะได้มีประสบการณ์กับซากที่เหลือของปราสาทที่ถูกไฟไหม้ และได้เห็นรูปของปราสาทเก่า รวมทั้งโครงสร้างแบบจำลองที่จัดแสดงไว้อีกต่างหากด้วย

Photo of the week : เทศกาล ‘ดิวาลี’ ทำ ‘นิวเดลี’ เป็นเมืองในหมอก

Photo of the week : เทศกาล ‘ดิวาลี’  ทำ ‘นิวเดลี’ เป็นเมืองในหมอง

Photo of the week : เทศกาล ‘ดิวาลี’ ทำ ‘นิวเดลี’ เป็นเมืองในหมอง

วันอาทิตย์ ที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา คุณภาพอากาศในกรุงนิวเดลี เมืองหลวงของอินเดีย อยู่ในสภาพย่ำแย่ในระดับที่ถือว่าเป็นอันตรายต่อสุขภาพต่อเนื่อง ค่าการตรวจวัดตามรายงานของ IQAir สูงที่สุดในโลก ความเข้มข้นของฝุ่นละอองขนาด PM 2.5 สูงกว่าคำแนะนำประจำปีขององค์การอนามัยโลกถึง 59 เท่า สาเหตุหลักมาจากการจุดพลุและดอกไม้ไฟในช่วงเทศกาลดิวาลี หรือเทศกาลแห่งแสงไฟของชาวฮินดู จากที่ปกติ เมืองหลวงของอินเดียและพื้นที่ใกล้เคียงก็เผชิญหมอกควันพิษหนาทึบทุกช่วงฤดูหนาวอยู่แล้ว จากอากาศเย็นและหนักกักฝุ่นจากการก่อสร้าง ไอเสียจากยานพาหนะ และควันจากการเผาเศษซากพืชทางการเกษตร ทำให้ผู้อยู่อาศัยในกรุงนิวเดลีราว 20 ล้านคนต้องประสบปัญหาเกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจ

​‘Amazing Thailand Grand Diwali Festival 2025’ ร่ายมนต์เสน่ห์ ส่งแสงศรัทธาจาก ‘อินเดีย’ สู่ไทย

​‘Amazing Thailand Grand Diwali Festival 2025’ ร่ายมนต์เสน่ห์ ส่งแสงศรัทธาจาก ‘อินเดีย’ สู่ไทย

​‘Amazing Thailand Grand Diwali Festival 2025’ ร่ายมนต์เสน่ห์ ส่งแสงศรัทธาจาก ‘อินเดีย’ สู่ไทย

วันอาทิตย์ ที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เป็นประธานในพิธีเปิดงาน “Amazing Thailand Grand Diwali Festival 2025” ซึ่งจัดขึ้นในวันที่ 16-31 ตุลาคม 2568 ณ ถนนพาหุรัด และคลองโอ่งอ่าง กรุงเทพมหานคร โดยได้รับเกียรติจาก Ms. Paoloami Tripathi อุปทูตสถานเอกอัครราชทูตอินเดียประจำประเทศไทย น.ส.ฐาปนีย์  เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) และ นายศานนท์ หวังสร้างบุญ รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เข้าร่วมเปิดงานฯ โดยปีนี้ ททท. ยกคอนเซปต์ “Light Unites Us” เนรมิตถนนพาหุรัดและคลองโอ่งอ่างให้เต็มไปด้วยแสง สี ศิลปะ และดนตรี ยกระดับเวทีวัฒนธรรมสะท้อนมิตรภาพไทย–อินเดีย ตอกย้ำความยิ่งใหญ่ของการจัดงานนอกประเทศอินเดียที่ใหญ่ที่สุด และสร้างโอกาสในการผลักดันประเทศไทยสู่ภาพลักษณ์ Global Destination ระดับโลก

นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รมว.กก. กล่าวว่า งาน “Amazing Thailand Grand Diwali Festival 2025” เป็นเทศกาลที่เปี่ยมด้วยความหมาย ความเชื่อ และพลังแห่งมิตรภาพ ที่เชื่อมโยงประเทศไทยกับนานาชาติผ่านแสงแห่งความหวัง วัฒนธรรม และไมตรีจิต ทั้งยังทำหน้าที่เป็นกลไกสำคัญในการยกระดับประเทศไทยสู่จุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวระดับโลก ด้วยการสร้างประสบการณ์ใหม่ให้แก่นักท่องเที่ยว พร้อมส่งเสริมเศรษฐกิจหมุนเวียนที่ยั่งยืน นอกจากนี้ยังช่วยกระชับความสัมพันธ์ระหว่างไทย–อินเดีย เปิดโอกาสให้ทั้งสองประเทศแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมและส่งเสริมการท่องเที่ยวร่วมกัน ก่อให้เกิดการเดินทางท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้นและขยายระยะเวลาการท่องเที่ยวยามค่ำคืน นำไปสู่การสร้างโอกาสทางธุรกิจให้กับผู้ประกอบการท่องเที่ยวและธุรกิจที่เกี่ยวข้อง เช่น โรงแรม ที่พัก และร้านอาหาร ตลอดจนสามารถสร้างรายได้หมุนเวียนเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจทั้งในภูมิภาคและภาพรวมของประเทศอย่างมีนัยสำคัญ

น.ส.ฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการ ททท. กล่าวว่า เทศกาลดีวาลี หรือ เทศกาลแห่งแสงสว่าง นับเป็นหนึ่งในงานเฉลิมฉลองสำคัญของชาวอินเดียทั่วโลกเพื่อเฉลิมฉลอง “ชัยชนะแห่งการขจัดความมืดสู่ความสว่าง” ในปีนี้ ททท. ยกระดับเทศกาลขึ้นเป็น “Amazing Thailand Grand Diwali Festival 2025” ในวันที่ 16–31 ตุลาคม 2568 ณ ถนนพาหุรัด และคลองโอ่งอ่าง กรุงเทพมหานคร เพื่อส่งเสริมและกระตุ้นการเดินทางของนักท่องเที่ยวต่างชาติ พร้อมตอกย้ำภาพลักษณ์ประเทศไทยในฐานะจุดหมายปลายทางยอดนิยมของนักท่องเที่ยวอินเดีย โดยตลาดนักท่องเที่ยวอินเดียถือเป็นหนึ่งในตลาดระยะใกล้ที่มีศักยภาพสูง และติดอันดับ 1 ใน 3 ของจำนวนนักท่องเที่ยวทั่วโลกที่เดินทางเข้ามาประเทศไทย ทั้งยังเติบโตอย่างต่อเนื่องทั้งในด้านจำนวนและรายได้ การจัดงานในครั้งนี้ถือเป็นการเฉลิมฉลองเทศกาล Diwali นอกประเทศอินเดียที่ใหญ่ที่สุด เป็นอีกหนึ่งเวทีสำคัญที่สะท้อนความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างประเทศไทยกับสาธารณรัฐอินเดีย ซึ่งคาดว่าจะสร้างรายได้ทางการท่องเที่ยวไม่น้อยกว่า 200 ล้านบาท

ปีนี้พื้นที่จัดงานแบ่งออกเป็น 2 โซนหลัก ได้แก่ ถนนพาหุรัด และคลองโอ่งอ่าง ซึ่งเป็นย่านวัฒนธรรมและชุมชนดั้งเดิมของชาวอินเดียที่มีการสืบทอดประเพณีและวิถีชีวิตมากกว่า 200 ปี โดยจะเนรมิตถนนพาหุรัดให้สว่างไสวด้วยการประดับไฟวิจิตรและเทคโนโลยีสื่อผสม ตั้งแต่วันที่ 16–31 ตุลาคม เวลา 16.00–22.00 น. อีกหนึ่งจุดที่ไม่ควรพลาดคือ คลองโอ่งอ่าง ที่จะถูกแต่งแต้มด้วยแสงไฟหลากสีฉายสะท้อนผืนน้ำงดงาม ตกแต่งด้วยศิลปะรังโกลี (Rangoli) และตะเกียง Diyas นับร้อย โดยผู้ร่วมงานยังจะได้เพลิดเพลินไปกับการแสดงเชิงวัฒนธรรมบนเวทีย่อยริมคลอง เติมสีสันให้ค่ำคืนแห่งแสงให้งดงามยิ่งขึ้นด้วย

เทศกาลดีวาลีในย่านพาหุรัดและคลองโอ่งอ่าง จึงไม่เพียงเป็นการเฉลิมฉลองของชาวอินเดียและไทย แต่ยังสะท้อนความหลากหลายทางวัฒนธรรมของกรุงเทพมหานครที่จะสร้างบรรยากาศแห่งความสุข รอยยิ้ม และความหวัง พร้อมกระตุ้นเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวในพื้นที่ให้กลับมามีชีวิตชีวายิ่งขึ้นกว่าที่เคย

Science Update : หลุมอุกกาบาตในจีนตอนใต้ ขึ้นแท่น ‘ใหญ่สุดในโลก’

Science Update : หลุมอุกกาบาตในจีนตอนใต้ ขึ้นแท่น ‘ใหญ่สุดในโลก’

Science Update : หลุมอุกกาบาตในจีนตอนใต้ ขึ้นแท่น ‘ใหญ่สุดในโลก’

วันอาทิตย์ ที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

สถาบันบัณฑิตฟิสิกส์วิศวกรรมศาสตร์แห่งชาติจีน รายงานการยืนยันว่าหลุมอุกกาบาตจินหลิน ในมณฑลกวางตุ้ง ทางตอนใต้ของจีน เป็นหลุมอุกกาบาตขนาดใหญ่ที่สุดบนโลกเท่าที่เคยค้นพบนับตั้งแต่ยุคโฮโลซีน หรือเมื่อราว 11,700 ปีก่อนจนถึงปัจจุบัน

การสำรวจพื้นที่และทดสอบตัวอย่างทางธรณีวิทยาทำให้ค้นพบหลักฐานการแปรสภาพในชั้นหินและแร่ธาตุเพราะการพุ่งชนอย่างรุนแรงของอุกกาบาต มีการใช้หลักฐานเหล่านี้ตัดสินว่าหลุมอุกกาบาตจินหลินเป็นผลลัพธ์จากการพุ่งชนด้วยความเร็วสูงมากของวัตถุนอกโลกขนาดเล็กมากกว่ากระบวนการทางธรณีวิทยาของโลกเอง

หลุมอุกกาบาตยุคโฮโลซีนที่ค้นพบก่อนหน้านี้ทั่วโลกมักมีขนาดเล็ก ส่วนใหญ่มีเส้นผ่านศูนย์กลางไม่เกิน 100 เมตร และขนาดใหญ่ที่สุดอยู่ที่ราว 300 เมตร แต่หลุมอุกกาบาตจินหลินมีเส้นผ่านศูนย์กลาง 900 เมตร ทำให้คณะนักวิจัยประเมินว่าหลุมอุกกาบาตนี้มีแรงพุ่งชนเทียบเท่าระเบิดทีเอ็นที 6 แสนตัน

อดีตที่ผ่านมามีการค้นพบหลุมอุกกาบาตเพียง 4 แห่งในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของจีน ไม่มีการค้นพบร่องรอยหลุมอุกกาบาตในภาคใต้ของจีนมาเป็นเวลานาน เนื่องจากเกิดภาวะเสื่อมสลายตามการผุพังทางเคมีและชีวะขั้นรุนแรงของชั้นหินระดับพื้นผิวในภูมิภาค การค้นพบเหล่านี้จึงเป็นข้อมูลเชิงลึกล้ำค่าต่อการศึกษาหลุมอุกกาบาตทั่วโลก โดยเฉพาะพื้นที่อากาศอบอุ่นและร้อนชื้นและกึ่งเขตร้อน รวมถึงช่วยขยับขยายข้อมูลการกระจายตัวเชิงพื้นที่ระดับโลกของเหตุการณ์อุกกาบาตขนาดเล็กพุ่งชนโลก

‘พิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์มหาราชินี’ องค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ(อพวช.) พระมหากรุณาธิคุณ ‘พระพันปีหลวง’ ที่จะสถิตในดวงใจนิรันดร์

'พิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์มหาราชินี' องค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ(อพวช.) พระมหากรุณาธิคุณ 'พระพันปีหลวง' ที่จะสถิตในดวงใจนิรันดร์

‘พิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์มหาราชินี’ องค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ(อพวช.) พระมหากรุณาธิคุณ ‘พระพันปีหลวง’ ที่จะสถิตในดวงใจนิรันดร์

วันเสาร์ ที่ 25 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 23.19 น.

NSM ย้ำสืบสานพระราชปณิธานอันยิ่งใหญ่ในการใช้หลักการทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เพื่อสร้างสังคมแห่งปัญญา ร่วมพัฒนาประเทศชาติให้เจริญก้าวหน้าอย่างมั่นคงและยั่งยืน

เมื่อวันที่ 25 ตุลาคม 2568 นายสุวรงค์ วงษ์ศิริ รักษาการแทน ผู้อำนวยการองค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาตร์แห่งชาติ (อพวช.) หรือ NSM กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม(อว.) เปิดเผยว่า อพวช. หรือ NSM ขอน้อมเกล้าฯ ถวายความอาลัยและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ผู้ทรงเป็นดั่ง “พระแม่แห่งแผ่นดิน” ผู้ทรงอุทิศพระวรกายเพื่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตของพสกนิกรชาวไทยตราบจนเสด็จสวรรคต พระราชกรณียกิจของพระองค์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านการประยุกต์ใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี คือรากฐานอันมั่นคงและเป็นแก่นแท้ในการก่อตั้งและดำเนินงานของ อพวช. หรือ NSM จวบจนปัจจุบันนี้ การถือกำเนิดของ อพวช.มีที่มาจากพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ท่านอย่างแท้จริง

นายสุวรงค์ กล่าวต่อว่า  โครงการจัดตั้งพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ เริ่มต้นขึ้นในปี 2535 ในวาระมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษาครบ 5 รอบ โดยรัฐบาลในขณะนั้นได้ดำเนินโครงการเพื่อเฉลิมพระเกียรติที่ทรงเป็นผู้นำในการใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เพื่อพัฒนาอาชีพ ฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติ และอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมของไทยในท้องถิ่นชนบทที่ห่างไกล ต่อมาในปี 2538 คณะรัฐมนตรี (ครม.) จึงมีมติให้จัดตั้ง “องค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ (อพวช.)” ขึ้น เพื่อเป็นหน่วยงานบริหารจัดการพิพิธภัณฑ์ มีฐานะเป็นรัฐวิสาหกิจ สังกัดกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ เมื่อการก่อสร้างอาคารพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แล้วเสร็จ ณ เทคโนธานี ต.คลองห้า อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานชื่ออาคารว่า “อาคารพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์มหาราชินี” อาคารแห่งนี้เปิดให้บริการอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 8 มิถุนายน  2543 โดยมีเอกลักษณ์ทางสถาปัตยกรรมที่โดดเด่น ด้วยรูปทรงลูกบาศก์ 3 ลูกเชื่อมติดกัน สะท้อนถึงความก้าวหน้าทางวิศวกรรมและเทคโนโลยีสมัยใหม่ เป็นการสร้างภาพพจน์ใหม่ของพิพิธภัณฑ์ให้มีความทันสมัยและดึงดูดใจ

“ด้วยพระวิสัยทัศน์ที่กว้างไกลของสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง ไม่เพียงแต่ส่งเสริมความก้าวหน้าทางวัตถุเท่านั้น แต่ยังทรงเน้นย้ำถึงความสำคัญของการพัฒนาจิตใจควบคู่กันไป ดังพระราชดำรัสเมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2524 ใจความว่า…เมื่อย่างก้าวเข้าไปตามพิพิธภัณฑ์ไปดูพิพิธภัณฑ์ของเขา จะเห็นได้ว่า รัฐบาลจะทุ่มเทเงินทองเป็นจำนวนมากในการจะอบรมและการให้การศึกษาแก่ประชาชนตั้งแต่เด็ก ๆ ไปพิพิธภัณฑ์ของเขาเข้าไปแล้วน่าดูเหลือเกิน ทั้งในด้านตั้งแต่ของโบราณมา ประวัติศาสตร์ จนกระทั่งถึงยุคปัจจุบัน การเจริญทางด้านวัตถุต่าง ๆ ทางเทคโนโลยีต่าง ๆ ทางไฟฟ้า เครื่องไฟฟ้า เครื่องจักรยนต์ต่าง ๆ แต่ที่สำคัญเขาจะแทรกศีลธรรมไปทุกหนทุกแห่ง แม้กระทั่งใน Museum ที่เกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ เขาจะให้เห็นว่าถ้าแม้จะเอาแต่ความเจริญทางด้านวัตถุแล้ว คนจะเสื่อมลง จะเกิดความโลภ เพราะฉะนั้นแล้วเขาจะให้ความเจริญทางด้านจิตใจนี้ควบคู่กันไปตลอด”

นายสุวรงค์ กล่าวอีกว่า พระราชดำริอันลึกซึ้งนี้ คือพันธกิจสำคัญที่ อพวช.หรือ NSM ดำเนินการสร้างสรรค์นิทรรศการและกิจกรรม เพื่อปลูกฝังเยาวชนให้เติบโตเป็นพลเมืองที่มีคุณภาพ ควบคู่ไปกับความรู้ความสามารถทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โดย NSM ได้น้อมนำพระราชกรณียกิจของพระองค์มาจัดแสดงเพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้ให้เป็นรูปธรรมแก่ประชาชนในพิพิธภัณฑ์ ดังนี้ 

“พิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์มหาราชินี” ชั้น 6 นำเสนอเทคโนโลยีภูมิปัญญาไทย จัดแสดงเทิดพระเกียรติที่เชื่อมโยงวิทยาศาสตร์กับศิลปวัฒนธรรม โดยเฉพาะการนำเสนอ เทคโนโลยีการทอผ้าไหม ซึ่งเป็นผลจากการวิจัยทาง วัสดุศาสตร์ เคมี (การย้อม) และชีววิทยา (การเลี้ยงไหม) สะท้อนบทบาทสำคัญของพระองค์ในการเป็นผู้นำด้านศิลปาชีพที่ประยุกต์ใช้ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีเพื่อสร้างอาชีพและยกระดับชีวิตของประชาชน

พิพิธภัณฑ์พระรามเก้า นิทรรศการดิน (THAILAND ECOSYSTEM SERVICE : SOIL): นำเสนอการสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับคุณสมบัติของดินและการบริหารจัดการดินอย่างยั่งยืน โดยมีการจำลองการใช้ หญ้าแฝก ตามแนวพระราชดำริ เพื่อชะลอการไหลของน้ำและป้องกันการชะล้างพังทลายของหน้าดิน ซึ่งเป็นเทคโนโลยีเชิงอนุรักษ์

นิทรรศการน้ำ (THAILAND ECOSYSTEM SERVICE : WATER): นำเสนอวัฏจักรของน้ำ การใช้ประโยชน์จากน้ำ และแนวคิดวิธีบริหารจัดการน้ำของประเทศไทย ซึ่งเป็นงานที่พระองค์ทรงให้ความสำคัญอย่างยิ่งในการฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

“นิทรรศการเหล่านี้เป็นเครื่องยืนยันว่า พระราชปณิธานของพระองค์ได้เปลี่ยนจากแนวคิดนามธรรมให้กลายเป็นองค์ความรู้ที่จับต้องได้ เพื่อสร้างแรงบันดาลใจและพัฒนาทักษะด้านวิทยาศาสตร์ให้แก่คนไทยทั้งประเทศ สู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน ที่สำคัญตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงเป็น “น้ำ” และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงเป็น “ป่า” ที่คอยโอบอุ้มและสร้างความยั่งยืนให้กับแผ่นดินไทย ภารกิจของ NSM จึงเป็นการสืบสานมรดกทางปัญญาของทั้งสองพระองค์อย่างต่อเนื่อง” รักษาการ ผอ.อพวช.กล่าวและว่า

ข้าพระพุทธเจ้า คณะผู้บริหาร พนักงาน และลูกจ้าง NSM ขอน้อมกราบถวายบังคมลา และขอพระราชทานพระราชานุญาตตั้งปณิธานที่จะมุ่งมั่นสืบสานพระราชปณิธานอันยิ่งใหญ่ในการใช้หลักการทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เพื่อสร้างสังคมแห่งปัญญา และร่วมพัฒนาประเทศชาติให้เจริญก้าวหน้าอย่างมั่นคงและยั่งยืนสืบไป 

ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อม ขอเดชะ

มาทำความรู้จักกับ ‘เจน่า-แองเจลิน่า’ นางเอก ตัวร้าย ที่รักของสาววายจากซีรี่ส์ ‘พิษรัก’

มาทำความรู้จักกับ ‘เจน่า-แองเจลิน่า’ นางเอก ตัวร้าย ที่รักของสาววายจากซีรี่ส์ ‘พิษรัก’

มาทำความรู้จักกับ ‘เจน่า-แองเจลิน่า’ นางเอก ตัวร้าย ที่รักของสาววายจากซีรี่ส์ ‘พิษรัก’

วันอาทิตย์ ที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ชั่วโมงนี้คงไม่มีใครน่าจับตามองเท่าสาวน้อยวัย 19 อย่าง “เจน่า-แองเจลิน่า” ที่ขึ้นแท่นขวัญใจเหล่าหม่ามี้คนใหม่จาก ซีรีส์ “พิษรัก” ที่พกเอาความสดใส น่ารัก ขี้เล่น มาตกหัวใจทุกดวงกับบทบาท แพท นางร้าย ที่มีจริตน่ารัก แต่กลับเป็นนางเอกในชีวิตจริงของพี่หมอเปรม ที่ทำเอาสาววายตกหลุมรัก

เพียงแค่ซีรีส์เริ่มออกอากาศมาได้ 4 ตอน สาวเจน่าก็ขึ้นแท่นลูกรักหม่ามี้สาววายไปเรียบร้อยแล้ว ด้วยบทบาทที่รับและการแสดงของสาวเจน่าที่เป็นธรรมชาติ กับการตามตื้อตามจีบคุณหมอคนสวยอย่างหมอเปรมที่งัดเอาทุกกลยุทธมาพิชิตใจเธอ ที่ทำเอาผู้ชมต่างเอ็นดูไปตามๆกัน จนหลายคนแทบไม่เชื่อว่านี่คือผลงานชิ้นแรกของสาวเจน่า

ทำไมถึงอยากเป็นนักแสดง

เป็นอีกหนึ่งความฝันสิ่งที่เจอยากทำ มันเลยทำให้เจอลองพยายามหาโอกาสให้ตัวเองในการไปแคสงานต่างๆ และแอบหวังเล็กๆว่าถ้าหากถ้ามีโอกาสก็จะพยายามให้ดีที่สุด ถ้าถามว่าหวังกับการเป็นบทนำไหม เจตอบได้เลยว่าเจไม่กล้าหวัง ด้วยอายุของเราที่จริงๆตอนนี้อาจจะต้องทุ่มเทให้กับการเรียน แต่ตอนนี้เจกลับเลือกที่หันมารับโอกาสทางการแสดงนี้และทุ่มเทกับมันอย่างสุดตัว เพราะเจมองว่านี่เป็นโอกาสที่สำคัญสำหรับเจมากและอย่างให้มันออกมาดีที่สุดสำหรับช่วงเวลานั้นๆที่เจสามารถทำมันออกมาได้

จริงก่อนหน้านี้เคยคิดไหมว่าตัวเองจะมาอยู่ในจุดที่เรียกว่าเป็น “นางเอก” ไหม?

เจไม่กล้าหวังสูงเลยคะ เจมองว่าคำว่า “นางเอก” มันเป็นอะไรที่ไกลตัวเจมากๆ แค่ขอให้เราได้มีโอกาสทำการแสดง หรือทำอะไรสักอย่างในวงการนี้ อาจจะเป็นนางแบบ อินฟูเลนเซอร์

ตอนนี้ที่ได้มารับบทนำ แล้วมีคนเรียกเราว่า “นางเอก” รู้สึกยังไง?

ยังแทบไม่อยากเชื่อว่าตอนนี้เราจะได้เป็น “นางเอก” แล้วจริงๆ ยังมีความเขินเวลาที่เห็นเราในทีวียิ่งตอนอีพีแรก แต่พอมาตอนหลังตอนนี้กลับการเป็นมามองว่าการแสดงของเราเป็นยังไง เราควรพัฒนาตรงไหนอีก ตอนนี้ทุกวันเสาร์เหมือนเป็นวันที่เจมีความสุขมากๆที่จะได้รอชมซีรีส์ เจดูทั้งเวอร์ชั่นธรรมดาและuncut เพื่อที่เอามาโพสต์ในXกับทุกคน เป็นอะไรที่แปลกใหม่สำหรับเจมากในทุกสัปดาห์

ชอบซีนไหนที่สุด

ชอบซีนที่แกล้งเมาแล้วต้องไปอ้อนหมอเปรมในอีพี4 รู้สึกถึงความน่ารัก ขึ้อ้อนของแพท แต่พอเดินออกมาจากเค้า ก็สะบัดผมเดินสับๆ ไปบอกคนที่มองคนของเราว่า “ขอโทษนะคะ คนที่คนมองมีคนจองแล้วคะ” 

ตัวตนจริงของ “เจน่า”จริงแล้วเป็นคนแบบไหน?

เจว่าเจเป็นคนที่ เข้มแข็งแต่ไม่อ่อนแอ มีทั้งวันที่สดใสและวันที่เศร้า แต่ก็เซนซิทิฟกับความรู้สึกของคนโดยเฉพาะคนรอบข้างคะ  เรียกได้ว่า ดีใจและเสียใจไปกับสถานการณ์ต่างๆคะ 

อะไรตอนนี้คือความดีใจที่สุด

การที่ผลงานที่เราทุ่มเทและตั้งใจทำมันออกได้ออกมาเป็นชิ้นงานสู่สายตาทุกคน สมกับที่เราพยายามตั้งใจมันเหมือนความเหนื่อยที่ตลอดการถ่ายทำ ที่ต้องตื่นเช้าไปกอง กลับมาเรียนแอคติ้งต่อด้วยเวลาที่เรามีจำกัด แต่สิ่งที่ดีใจที่สุดคือการที่มีแฟนคอยตัดคลิปตัดมีมของเราออกมามันยิ่งทำให้มันดูน่ารักขึ้นไปอีก คอมเมนต์ต่างๆที่ทุกคนมีให้กับผลงานของเรา

การทำงานกับ “จินนี่” เป็นยังไง

พี่จินนี่คือพาร์เนอร์ที่ดีของเจ เป็นเหมือนทั้งเพื่อนและพี่สาว เจเชื่อว่าไม่ว่าเวลาจะผ่านไปพี่จินนี่ก็ยังคงจะเป็นคนที่เจหันไปก็เจอเค้าเหมือนกันไม่ว่าเมื่อไรเจก็จะคอยอยู่ข้างพี่จินนี่เหมือนกัน 

มองอนาคตของสองคนยังไงบ้าง?

ในอนาคตคิดว่าผลงานของเราทั้งสองคนจะเป็นที่ยอมรับสำหรับคนหลายๆ คน ก็แอบหวังนะว่าเราจะได้มีโอกาสได้ขึ้นไปรับรางวัลจากผลงาของเราบ้าง เพราะเวลาที่เจไปร่วมงานประกาศรางวัลแล้วเห็นพี่ๆที่ได้รับรางวัลขึ้นไปพูดบนเวทียังแอบมีน้ำตาดีใจกับเค้า ถ้าเป็นตัวเองเจว่าเจร้องไห้ตั้งแต่มีชื่อเข้าชิงแล้ว แต่มันก็เหมือนฝันที่ไม่กล้าฝันเลยสำหรับเรื่องนี้

เรามองตัวเราอีก 5 ปีว่ายังไง

ทำงานได้ดีเป็นตัวเองในเวอร์ชั่นที่ดีขึ้น ได้โอกาสในการทำงาน และพบเจอกับอะไรใหม่ๆไปกับพี่จินนี่ หวังว่าวันนั้นเราสองคนที่จะได้รับความรักและถูกค้นพบจากผู้คนมากขึ้น

อยากบอกอะไรกับตัวเอง

เจไม่รู้อะไรที่พาเจมาอยู่ตรงนี้ ไม่ว่าโชคชะตาหรือพรมลิขิต แต่สิ่งหนึ่งที่เจเชื่อมาตลอดว่าถ้าได้รับโอกาส เจจะต้องทำมันให้ได้ไม่ว่าจะต้องเหนื่อยแค่ไหนก็จะต้องทำให้ได้ด้วยแรงทั้งหมดที่มี คนรอบข้างที่คอยผลักดันที่สำคัญพี่จินนี่ที่คอยพูดเสมอว่า “เจทำได้ เจทำได้อยู่แล้ว” ขอบคุณตัวเจที่กล้าก้าวมาตรงนี้ ถึงแม้อาจจะมีวันที่น้ำตาแต่พอตื่นมาอีกวันเจก็พร้อมสู้กับมันใหม่ 

สุดท้ายเจหวังว่าทุกคนจะมีความสุขไปกับซีรีส์ พิษรัก ผลงานชิ้นแรกของเจ ขอบคุณทุกคนที่มอบความรักให้เจและพี่จินนี่ ทุกๆคำติชมมันคือแรงผลักดันของเราทั้งคู่ ขอบคุณค่ะ

ชื่อ-นามสกุล : เเองเจลิน่า สตีเวนส์

ชื่อเล่น :  เจน่า (JAYNA)

วันเกิด :  17 กุมภาพันธ์ 2549

ราศี :  กุมภ์

การศึกษา :  กำลังศึกษาคณะนิเทศศาตร์ มหาวิทลัยรังสิต

งานอดิเรก :  ชอบระบายสีวาดรูป ร้องเพลง

สิ่งที่ชอบ:   ชอบสัตว์มากเกือบทุกชนิด โดยะเฉพาะสุนัข เดินตลาด ชอบไปทะเลมากอยู่ได้เป็นเดือนๆ

IG : aangelinaa.ss