ทรัมป์โพสต์ยั่วไม่หยุด ภาพแคนาดา-ไอซ์แลนด์-เม็กซิโก เป็นส่วนหนึ่งของสหรัฐฯ

ทรัมป์โพสต์ยั่วไม่หยุด ภาพแคนาดา-ไอซ์แลนด์-เม็กซิโก เป็นส่วนหนึ่งของสหรัฐฯ

8 ก.ย. 2569 22:11 น.

ทรัมป์โพสต์ยั่วไม่หยุด ภาพแคนาดา-ไอซ์แลนด์-เม็กซิโก เป็นส่วนหนึ่งของสหรัฐฯ

(ภาพจาก Truth Social/@realDonaldTrump)

ทรัมป์โพสต์ภาพแผนที่ที่สื่อว่า ดินแดนทั้งหมดในทวีปอเมริกาเหนือ รวมถึงแคนาดากับเม็กซิโก และดินแดนกรีนแลนด์กับประเทศไอซ์แลนด์ เป็นส่วนหนึ่งของสหรัฐฯ จนทางการไอซ์แลนด์แสดงความไม่พอใจ

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสร้างกระแสความไม่พอใจเป็นวงกว้าง หลังจากเขาโพสต์รูปแผนที่ซึ่งแสดงภาพดินแดนของ แคนาดา, กรีนแลนด์, ไอซ์แลนด์, เม็กซิโก และประเทศแถบแคริบเบียน ถูกระบายสีด้วยลายธงชาติสหรัฐฯ เพื่อสื่อว่าพื้นที่เหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของสหรัฐอเมริกา

ภาพดังกล่าวถูกโพสต์ลงบนแพลตฟอร์ม Truth Social เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา โดยไม่มีคำอธิบายใดๆ เพิ่มเติม แต่เป็นหนึ่งในหลายภาพที่ทรัมป์โพสต์ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยพยายามเปลี่ยนชื่อหรือเปลี่ยนเจ้าของดินแดนต่างๆ รวมถึงภาพที่บอกว่า ช่องแคบฮอร์มุซเป็นของสหรัฐฯ

ไอซ์แลนด์ได้ออกมาตอบโต้รูปแผนที่ดังกล่าวในวันอังคาร โดยประกาศว่าได้เรียกตัวเอกอัครราชทูตสหรัฐฯ เข้าพบ เพื่อชี้แจงให้ชัดเจนว่าภาพดังกล่าวนั้น “ไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง”

ส่วนแคนาดากำลังติดอยู่ในสงครามทางการค้ากับวอชิงตัน โดยสหรัฐฯ เริ่มตั้งกำแพงภาษีสินค้านำเข้าจากแคนาดาหลายรายการในอัตรา 50% ไปเมื่อเดือนก่อน หลังจากการเจรจาล้มเหลว ขณะที่มาตรการภาษีตอบโต้ของฝ่ายแคนาดา ก็เริ่มมีผลบังคับใช้ในวันอังคารนี้

ทรัมป์พูดมาตลอดว่า ต้องการให้แคนาดาเข้ามาเป็นรัฐที่ 51 ของสหรัฐฯ เพื่อที่จะไม่ต้องเผชิญกับกำแพงภาษี ขณะที่เมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา ทรัมป์ก็แสดงออกชัดเจนว่า เขาต้องการควบรวมดินแดนกรีนแลนด์มาเป็นของสหรัฐฯ อ้างว่าเพื่อรับมือภัยคุกคามจากรัสเซีย จนชาติยุโรปออกมาแสดงการต่อต้านอย่างหนัก

ทั้งนี้ ตลอดช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ทรัมป์โพสต์ภาพที่สร้างโดย AI หลายสิบภาพ รวมถึงภาพการ์ตูนรูปตัวเขาเองขณะกำลังแข่งฮอกกี้น้ำแข็งกับ มาร์ก คาร์นีย์ นายกรัฐมนตรีแคนาดา โดยในภาพทรัมป์พูดกับนายคาร์นีย์ ที่นอนอยู่บนลานน้ำแข็งว่า “ลุกขึ้นมาสิ ผู้ว่าการ”

ในอีกโพสต์หนึ่ง เป็นภาพที่แสดงให้เห็นทรัมป์กำลังต้อนรับ จอร์จ วอชิงตัน ผู้ก่อตั้งและประธานาธิบดีคนแรกของสหรัฐฯ ที่ห้องทำงานรูปไข่ของทำเนียบขาว

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

กบฏฮูตีถล่ม 4 เมืองซาอุฯ บาดเจ็บพุ่ง 73 ราย-ไฟไหม้คลังน้ำมัน

กบฏฮูตีถล่ม 4 เมืองซาอุฯ บาดเจ็บพุ่ง 73 ราย-ไฟไหม้คลังน้ำมัน

8 ก.ย. 2569 16:56 น.

กบฏฮูตีถล่ม 4 เมืองซาอุฯ บาดเจ็บพุ่ง 73 ราย-ไฟไหม้คลังน้ำมัน

กลุ่มกบฏฮูตีในเยเมน ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากอิหร่าน เปิดฉากยิงขีปนาวุธและส่งโดรนโจมตีพื้นที่ทางตอนใต้ของซาอุดีอาระเบียพร้อมกัน 4 เมือง ส่งผลให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บอย่างน้อย 73 ราย และเกิดเพลิงไหม้โรงกลั่น-คลังน้ำมันหลายแห่ง การโจมตีระลอกใหญ่ครั้งนี้ถือเป็นการยกระดับความขัดแย้งครั้งสำคัญ หลังข้อตกลงหยุดยิงล่มลง และซ้ำเติมวิกฤตพลังงานโลกที่กำลังตึงเครียดจากสงครามในภูมิภาคตะวันออกกลาง

กลุ่มฮูตีในเยเมน ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากอิหร่าน เปิดฉากโจมตีเป้าหมายในซาอุดีอาระเบียครั้งใหญ่ในช่วงเช้ามืดวันนี้ 8 ก.ย. โดยใช้ทั้งขีปนาวุธและอากาศยานไร้คนขับ หรือโดรน โจมตีเมืองทางตอนใต้ของซาอุดีอาระเบียอย่างน้อย 4 แห่ง ได้แก่ อับฮา, ญาซาน, นัจราน และคามิส มูไชต์

พลตรีตูร์กี อัล-มาลกี โฆษกกองกำลังผสมที่นำโดยซาอุดีอาระเบีย เปิดเผยว่า การโจมตีส่งผลให้มีผู้บาดเจ็บ 73 คน โดยในจำนวนนี้มีผู้หญิงและเด็กรวมอยู่ด้วย ขณะที่กระทรวงพลังงานซาอุดีอาระเบียระบุว่า การโจมตียังทำให้เกิดเพลิงไหม้ในโรงงานน้ำมันและสาธารณูปโภคหลายแห่งในพื้นที่ทางตอนใต้

เจ้าหน้าที่ต้องระงับการดำเนินงานของโรงงานและระบบสาธารณูปโภคบางแห่งเป็นการชั่วคราว เพื่อควบคุมสถานการณ์ ขณะที่หน่วยดับเพลิงเร่งเข้าระงับเหตุเพลิงไหม้

พื้นที่ดังกล่าวเป็นที่ตั้งของโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานที่สำคัญของซาอุดีอาระเบีย รวมถึงโรงกลั่นน้ำมันในเมืองญาซาน ซึ่งมีกำลังการกลั่นประมาณ 400,000 บาร์เรลต่อวัน และถือเป็นหนึ่งในโรงกลั่นขนาดใหญ่ของประเทศ

อัล-มาลกีประณามการโจมตีว่าเป็น “การยกระดับสถานการณ์อย่างร้ายแรง” และเป็นการละเมิดอธิปไตยของซาอุดีอาระเบียอย่างชัดเจน พร้อมระบุว่าเป็นภัยคุกคามโดยตรงต่อความปลอดภัยของประชาชนและผู้พักอาศัยในประเทศ เขายืนยันว่า กองกำลังผสมที่นำโดยซาอุดีอาระเบียจะดำเนินมาตรการทางทหารที่จำเป็นทั้งหมดเพื่อยับยั้งกลุ่มฮูตี และเผชิญหน้ากับกลุ่มดังกล่าวอย่างเด็ดขาด

กลุ่มฮูตีออกมายอมรับว่าเป็นผู้ก่อเหตุโจมตี โดยอ้างว่าเป็นการตอบโต้ปฏิบัติการทางอากาศของซาอุดีอาระเบียที่โจมตีฐานที่มั่นของกลุ่มฮูตีในเยเมนในช่วงที่ผ่านมา

ยะห์ยา ซารี โฆษกกองทัพฮูตี กล่าวในแถลงการณ์บันทึกเทปว่า กลุ่มฮูตีใช้ขีปนาวุธนำวิถีและโดรนจำนวนหลายสิบลำโจมตีโรงงานน้ำมันและเป้าหมายทางเศรษฐกิจ รวมถึงฐานทัพอากาศทางตอนใต้ของซาอุดีอาระเบีย

กลุ่มฮูตีระบุว่า เป้าหมายที่ถูกโจมตีรวมถึงศูนย์อุตสาหกรรมและโลจิสติกส์ในเมืองญาซาน ตลอดจนสิ่งอำนวยความสะดวกของบริษัทน้ำมันแห่งชาติซาอุดีอาระเบีย อารามโก ในเมืองนัจรานและอับฮา และฐานทัพอากาศกษัตริย์คอลิดในเมืองคามิส มูไชต์ ซารีกล่าวโทษซาอุดีอาระเบียว่าเป็นฝ่ายทำให้ความขัดแย้งทวีความรุนแรง พร้อมเตือนว่า การโจมตีเยเมนจะได้รับการตอบโต้จากกลุ่มฮูตี

ความเคลื่อนไหวดังกล่าวเกิดขึ้นเพียงไม่กี่ชั่วโมงหลังกลุ่มฮูตีกล่าวหาว่าซาอุดีอาระเบียส่งเครื่องบินโจมตีเรือนจำแห่งหนึ่งในจังหวัดอัล-จาวฟ์ ทางตอนเหนือของเยเมน ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 7 คน รวมถึงเด็ก 1 คน และมีผู้บาดเจ็บอีก 7 คน ตามข้อมูลของกลุ่มฮูตี

การโจมตีล่าสุดเกิดขึ้นหลังสถานการณ์สู้รบระหว่างกลุ่มฮูตีกับกองกำลังรัฐบาลเยเมนที่ได้รับการสนับสนุนจากซาอุดีอาระเบียกลับมารุนแรงขึ้นในช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ส่งผลให้การหยุดยิงที่ดำเนินมาเป็นเวลาหลายปีต้องล่มสลาย

ชนวนความขัดแย้งรอบล่าสุดเกิดขึ้นหลังกลุ่มฮูตีพยายามนำเครื่องบินจากกรุงเตหะรานของอิหร่านเข้าสู่กรุงซานา เมืองหลวงเยเมน เพื่อท้าทายมาตรการปิดล้อมทางอากาศและทางทะเลที่กองกำลังผสมซึ่งนำโดยซาอุดีอาระเบียดำเนินมานานนับทศวรรษ

กองกำลังผสมตอบโต้ด้วยการโจมตีรันเวย์สนามบินกรุงซานา ทำให้เครื่องบินไม่สามารถลงจอดได้ จากนั้นกลุ่มฮูตีเปิดฉากยิงขีปนาวุธและส่งโดรนโจมตีซาอุดีอาระเบีย พร้อมประกาศปิดกั้นการเดินเรือของซาอุดีอาระเบียในทะเลแดง

การสู้รบยังขยายไปยังพื้นที่หลายแห่งทางตะวันตกของเยเมน โดยกองกำลังรัฐบาลอ้างว่าสามารถยึดพื้นที่คืนจากกลุ่มฮูตีได้ในจังหวัดโฮเดดาและไทซ์ รวมถึงเดินหน้าโจมตีฐานที่มั่นของกลุ่มฮูตีในจังหวัดอัล-จาวฟ์ มาริบ และอัล-เบย์ดา

องค์การระหว่างประเทศเพื่อการโยกย้ายถิ่นฐาน (IOM) ระบุว่า การสู้รบรอบล่าสุดทำให้ประชาชนประมาณ 18,500 คน ต้องหลบหนีออกจากบ้านเรือนในจังหวัดไทซ์และโฮเดดา โดยหลายครอบครัวเคยต้องพลัดถิ่นมาแล้วหลายครั้ง.

ที่มา Reuters / Associated Press

รัสเซียถล่มเคียฟ เสียชีวิต 2 ราย หลังหยุดโจมตี 3 วันช่วงทูตสหรัฐฯ เดินหน้าหารือสันติภาพ

รัสเซียถล่มเคียฟ เสียชีวิต 2 ราย หลังหยุดโจมตี 3 วันช่วงทูตสหรัฐฯ เดินหน้าหารือสันติภาพ

8 ก.ย. 2569 16:34 น.

รัสเซียถล่มเคียฟ เสียชีวิต 2 ราย หลังหยุดโจมตี 3 วันช่วงทูตสหรัฐฯ เดินหน้าหารือสันติภาพ

รัสเซียกลับมาเปิดฉากโจมตีกรุงเคียฟด้วยขีปนาวุธและโดรนครั้งใหญ่ในช่วงเช้ามืดวันนี้ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 2 ราย บาดเจ็บอย่างน้อย 10 คน และเกิดไฟไหม้ในหลายพื้นที่ หลังประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน สั่งระงับการโจมตีกรุงเคียฟชั่วคราวเป็นเวลา 3 วัน ขณะทูตพิเศษของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เดินทางเยือนรัสเซียและยูเครนเพื่อผลักดันการเจรจาสันติภาพ

ทางการยูเครนเปิดเผยว่า รัสเซียเปิดฉากโจมตีกรุงเคียฟ เมืองหลวงของยูเครน ด้วยขีปนาวุธและโดรนจำนวนมากในช่วงข้ามคืนเข้าสู่เช้าวันอังคารที่ 8 กันยายน ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 2 ราย และบาดเจ็บอีกอย่างน้อย 10 คน โดยเสียงระเบิดดังขึ้นทั่วกรุงเคียฟในช่วงเช้ามืด ขณะที่เกิดไฟไหม้และกลุ่มควันลอยปกคลุมหลายพื้นที่ ประชาชนจำนวนมากต้องลงไปหลบภัยในชั้นใต้ดินและสถานีรถไฟใต้ดินเพื่อความปลอดภัย

การโจมตีครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากรัสเซียระงับการโจมตีกรุงเคียฟเป็นเวลา 3 วัน ในช่วงสุดสัปดาห์ ขณะที่ สตีฟ วิตคอฟฟ์ และ จาเร็ด คุชเนอร์ ทูตพิเศษของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เดินทางเยือนกรุงมอสโกและกรุงเคียฟ เพื่อผลักดันความพยายามยุติสงครามระหว่างรัสเซียกับยูเครน

อันดรี ซีบีฮา รัฐมนตรีต่างประเทศยูเครน ระบุผ่านโซเชียลมีเดียว่า ทันทีที่ทูตสันติภาพของประธานาธิบดีสหรัฐฯ เดินทางออกจากยูเครน ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ก็เปิดฉากโจมตีกรุงเคียฟครั้งใหญ่อีกครั้ง พร้อมกล่าวว่า “ขีปนาวุธนำวิถีของเขาพูดได้ดังกว่าคำพูดเรื่องการทูต”

กองทัพอากาศยูเครนระบุว่า เป้าหมายหลักของการโจมตีอยู่ที่กรุงเคียฟและภูมิภาคโอเดซาทางตอนใต้ โดยกองกำลังยูเครนสามารถยิงสกัดหรือทำลายขีปนาวุธนำวิถี 2 ลูก ขีปนาวุธร่อน 31 ลูก และโดรน 142 ลำ ขณะที่พบจุดได้รับความเสียหายจากการโจมตี 29 แห่ง

ประธานาธิบดีโวโลดิเมียร์ เซเลนสกี กล่าวว่า การโจมตีครั้งนี้มีความซับซ้อนและดูเหมือนถูกวางแผนมาเพื่อสร้างความเสียหายสูงสุด โดยมีการใช้ทั้งขีปนาวุธนำวิถี ขีปนาวุธร่อน ขีปนาวุธต่อต้านเรือ และโดรนโจมตีแบบชาเฮด เซเลนสกีระบุว่า อาคารที่พักอาศัยและโครงสร้างพื้นฐานพลเรือนในกรุงเคียฟได้รับความเสียหายอย่างหนัก นอกจากนี้ยังมีรายงานการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานสำคัญในหลายภูมิภาคของยูเครน

ที่เมืองโอเดซา ตลาดแห่งหนึ่งถูกโจมตี ขณะที่เมืองคาร์คิฟมีผู้ได้รับบาดเจ็บ 2 คน และอาคารหลายชั้นได้รับความเสียหาย ส่วนในภูมิภาคซูมี รถจักรดีเซลของขบวนรถไฟเส้นทางเคียฟ-ซูมีถูกโจมตีขณะอยู่ที่สถานีรถไฟ ขณะที่ภูมิภาคซาปอริซเซียและดนีโปรเปตรอฟสก์ก็ถูกโจมตีเช่นกัน

หน่วยงานฉุกเฉินแห่งรัฐของยูเครนระบุว่า กรุงเคียฟเกิดความเสียหายและไฟไหม้ในอย่างน้อย 5 เขต และฝ่ายบริหารทหารกรุงเคียฟรายงานความเสียหายต่อโครงสร้างพื้นฐานพลเรือนอย่างน้อย 16 จุด

หนึ่งในพื้นที่ได้รับความเสียหายคือเขตโฮโลซีอีฟสกี ซึ่งอาคารที่ไม่ใช่ที่พักอาศัยสูง 26 ชั้นถูกโจมตี และเกิดไฟลุกลามไปยังอาคารอีกแห่งในบริเวณใกล้เคียง เจ้าหน้าที่กู้ภัยช่วยเหลือประชาชนออกจากพื้นที่ได้หลายราย รวมถึงอพยพผู้พักอาศัยจากอาคารที่พักสูง 16 ชั้น

ในเขตโซโลเมียนสกี ประชาชนติดอยู่ภายในอาคารที่พักอาศัยสูง 5 ชั้น โดยเจ้าหน้าที่สามารถช่วยเหลือออกมาได้อย่างน้อย 10 คน ขณะที่ยังพบเหตุเพลิงไหม้ในเขตดาร์นิตสกีและโพดิลสกี

วิตคอฟฟ์และคุชเนอร์เดินทางเยือนกรุงมอสโกเมื่อวันเสาร์ และพบประธานาธิบดีปูติน ก่อนเดินทางต่อมายังกรุงเคียฟเพื่อพบประธานาธิบดีเซเลนสกีเมื่อวันอาทิตย์ ถือเป็นการเยือนยูเครนอย่างเป็นทางการครั้งแรกของทั้งสองคนในความพยายามรอบใหม่ของรัฐบาลทรัมป์ที่จะยุติสงครามที่ดำเนินมานานกว่า 4 ปีครึ่ง

หลังการหารือ วิตคอฟฟ์กล่าวว่า การเจรจามี “ความคืบหน้าอย่างเป็นสาระสำคัญ” และแสดงความหวังว่าอาจสามารถรื้อฟื้นการเจรจาสันติภาพแบบ 3 ฝ่ายระหว่างสหรัฐฯ รัสเซีย และยูเครนได้อีกครั้ง เขาระบุผ่านแพลตฟอร์ม X ว่า ประธานาธิบดีทรัมป์กำลังทำงานอย่างหนักเพื่อยุติการนองเลือดและผลักดันให้เกิดสันติภาพที่ยั่งยืน

ด้านทำเนียบเครมลินระบุว่า รัสเซียไม่ได้ปิดกั้นความเป็นไปได้ที่จะกลับมาเปิดการเจรจา 3 ฝ่ายอีกครั้ง แต่ดมิทรี เปสคอฟ โฆษกทำเนียบเครมลิน กล่าวว่า ยังเร็วเกินไปที่จะระบุสถานที่หรือกำหนดเวลาที่แน่นอนสำหรับการเจรจา

เซเลนสกีให้สัมภาษณ์สื่อสหรัฐฯ ว่า สหรัฐฯ กำลังผลักดันให้ทุกฝ่ายลดระดับความรุนแรงของความขัดแย้ง ก่อนเข้าสู่ฤดูหนาวที่ยาวนาน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เนื่องจากรัสเซียมักโจมตีโครงข่ายพลังงานของยูเครนในช่วงฤดูหนาว นับตั้งแต่เริ่มบุกยูเครนในเดือนกุมภาพันธ์ 2022 ส่งผลให้ประชาชนหลายล้านคนต้องเผชิญปัญหาไฟฟ้าและระบบทำความร้อนในช่วงอุณหภูมิอาจลดต่ำถึงติดลบ 20 องศาเซลเซียส

เซเลนสกีเปิดเผยว่า การหารือช่วงสุดสัปดาห์ยังครอบคลุมข้อเสนอของสหรัฐฯ เกี่ยวกับโรงงานและโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน การขนส่งธัญพืช รวมถึงการส่งออกน้ำมันและก๊าซ แต่ไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดเพิ่มเติม

อย่างไรก็ตาม เซอร์เก ลาฟรอฟ รัฐมนตรีต่างประเทศรัสเซีย แสดงท่าทีไม่เห็นด้วยกับข้อเสนอของตุรกีเกี่ยวกับการพักรบสำหรับการโจมตีในทะเลดำ โดยระบุว่าข้อเสนอดังกล่าว “ไม่สมจริง” และ “ไม่สามารถตรวจสอบได้”.

ที่มา Reuters / Associated Press / AFP

เท้งออกตัว ส้มไม่ได้ยึดนนท์ ผวากลุ่มการเมืองต้าน ศึกชิงเก้าอี้นายก อบจ.

9 กันยายน 2569 เวลา 16:15 น.

9 กันยายน 2569 นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า วันนี้เมื่อการเลือกตั้ง อบจ.นนทบุรี ใกล้เข้ามา ผมได้รับทราบข้อกังวลจากเครือข่ายในพื้นที่ว่า หากอาจารย์เดชรัต สุขกำเนิด ชนะเลือกตั้ง จะทำให้กลุ่มการเมืองในพื้นที่บางกลุ่มเสียเปรียบ เพราะส้มจะเข้ามายึดจังหวัดนนทบุรี

ผมขอยืนยันอีกครั้งในฐานะหัวหน้าพรรคว่า การส่งอาจารย์เดชรัตลงสมัครนายก อบจ.นนทบุรี ไม่ใช่การยึดพื้นที่ ไม่ใช่เพื่อการสร้างฐานทางการเมือง — พวกเราไม่เคยทำการเมืองแบบนั้น

สิ่งเดียวที่พวกเราคาดหวัง คือ ‘โอกาส’ ในการทำงาน ‘โอกาส’ ได้นำนโยบาย ‘New นนท์’ เข้าไปบริหารนนทบุรี ใช้งบประมาณอย่างโปร่งใส มีประสิทธิภาพ เพื่อให้ประชาชนนนท์และคนไทยทั้งประเทศเห็นว่า การเมืองท้องถิ่นที่ดีกับคุณภาพชีวิตที่ดีเป็นเรื่องเดียวกัน — และเราพร้อมทำงานร่วมกับทุกกลุ่ม ตราบใดที่แนวทางการทำงานกับกลุ่มต่างๆ ไม่ขัดกับหลักการและคุณค่าพื้นฐานของพรรคประชาชน

และผมคิดว่าผู้สมัครนายก อบจ.นนทบุรีทุกคน มีเจตนาทำงานเพื่อประชาชนไม่ต่างจากอาจารย์เดชรัต และมีความปรารถนาที่อยากเห็นนนทบุรีดีขึ้นเช่นเดียวกัน

พวกเราเป้าหมายหนึ่งเดียว คือทำให้พ่อแม่พี่น้องชาวนนทบุรีมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นผ่านการเลือกตั้งครั้งนี้ครับ

อดิศร สับระบบ มหาดไทย ศักดินา-เจ้าขุนมูลนาย จวกย่อไหว้ อนุทิน ลั่นระบบเลียแข้งเลียขาต้องหมดไป

9 กันยายน 2569 เวลา 16:02 น.

อดิศร โชว์สไลด์ สับระบบ มหาดไทย ศักดินา-เจ้าขุนมูลนาย-พินอบพิเทา จวกย่อไหว้ อนุทิน ลั่นระบบเลียแข้งเลียขาต้องหมดไป ลั่นถ้าผมเป็น มท.1 จะไม่ให้เป็นปลัดฯ

เมื่อวันที่ 9 ก.ย.2569 ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่มีนายเลิศศักดิ์ พัฒนชัยกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่ 2 ทำหน้าที่ประธานการประชุม พิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 วงเงิน 3.788 ล้านล้านบาท วาระ 2 ต่อเนื่องเป็นวันที่ 3 โดยพิจารณาในมาตรา 20 งบประมาณของกระทรวงมหาดไทย

นายอดิศร เพียงเกษ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย อภิปรายให้มีการปรับลดงบประมาณ เพื่อให้งานกระทรวงมหาดไทยเดินหน้าต่อไป บำบัดทุกข์ บำรุงสุข เป็นสิ่งที่ดี การปรับลดที่กรรมาธิการได้ประชุมกัน 2 เดือน มีการหารือหรือไม่ว่างานกระทรวงมหาดไทยขับเคลื่อนอย่างรวดเร็วหรือเชื่องช้า “บริหารโดยเป็นเจ้าขุนมูลนาย เป็นศักดินาหรือไม่” การปรับลดหรือการให้งบประมาณแก่กระทรวงมหาดไทย เห็นภาพแล้วเข่าทรุด

จากนั้น นายอดิศร ได้โชว์ภาพสไลด์เป็นภาพของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย รับไหว้ที่หน้าตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล พร้อมกล่าวว่า ”ผมเบลอภาพ กลัวถูกฟ้อง นั่นนายกรัฐมนตรีแน่นอน มีคนๆหนึ่ง พินอบพิเทานั่งย่อไหว้ นี่คือข้าราชการ เป็นจารีตของกระทรวงมหาดไทยหรือไม่ ขอบคุณที่ได้อยู่ต่อ พฤติกรรมอย่างนี้ การบริหารตนเพื่อให้เป็นแบบอย่างในการที่จะทำให้กระทรวงมหาดไทยรับใช้ประชาชน ผมเห็นแล้วแทบจะไม่มีความหวัง ผมไม่ได้โทษนายกรัฐมนตรี แต่เห็นคนๆนี้ นายกฯไปไหนเป็นเงาตลอด บริหารที่กระทรวงมหาดไทยหรือไม่ เป็นเรื่องที่จะต้องพูด เจอข้าหลวง หรือลูกน้องที่พินอบพิเทาเอาใจเจ้านายอย่างนี้ บ้านเมืองจะไปได้อย่างไร ผมอยากให้กระทรวงมหาดไทยเป็นกระทรวงที่นำการบริหารราชการแผ่นดิน ตัวตรง ศักดิ์ศรีของข้าราชการมี นักการเมืองอยู่ไม่นาน“

นายอดิศร กล่าวต่อว่า แต่ก็มีเรื่องเล่าว่า นักการเมืองบางคนไปอยู่ที่กระทรวงมหาดไทยนานไป ถูกปรับออกจากคณะรัฐมนตรี ต้องมาประชุมสภา พอถึงสภาแล้วลงไม่ได้ คนขับรถเลยบอกว่าท่านครับถึงสภาแล้ว เพราะไม่มีใครเปิดประตูให้ นั่นคือจารีตที่มหาดไทยทำไว้ วันนี้ต้องขออภัยข้าราชการ ขออภัยนายกรัฐมนตรี ระบบศักดินา เจ้าขุนมูลนาย เลียแข้งเลียขา ต้องหมดไปจากมหาดไทย ต้องหมดไปจากประเทศไทย ไม่ทราบว่าจะปรับจะลดอย่างไรเพราะเป็นจริยธรรมอยู่ในตัว ซึ่งหวังว่าจะไม่ได้เห็นภาพนี้อีก ถ้าตนมีโอกาสเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ตนจะไม่ให้เป็นปลัดมหาดไทย

วิปวุฒิสภา เคาะวันถกงบฯ ปี70 วางกรอบ 10-11 ก.ย.นี้ รอ สส.ถกเสร็จ

9 กันยายน 2569 เวลา 15:55 น.

วิปวุฒิสภา เคาะวันถกงบฯ ปี70 วางกรอบ 10-11 ก.ย.นี้ รอ สส.ถกเสร็จ ยัน 138 สว. ยังทำหน้าที่ปกติ เหตุไม่ทราบจำนวนแน่ชัดในคดีฮั้ว มั่นใจเวที ฝ่ายค้าน ไม่กระทบการตัดสินใจของ กกต.

เมื่อวันที่ 9 ก.ย.2569 ที่รัฐสภา นายพิสิษฐ์ อภิวัฒนาพงศ์สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ในฐานะโฆษกคณะกรรมาธิการ(กมธ.)กิจการวุฒิสภา แถลงกำหนดกรอบการพิจารณาร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีพ.ศ 2570 ว่า วุฒิสภาได้มีการกำหนดกรอบไว้ 2 วันคือ วันพฤหัสบดีที่ 10 ก.ย. และวันศุกร์ที่ 11 ก.ย. โดยขึ้นอยู่กับการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร หากพิจารณาแล้วเสร็จภายในวันนี้ วุฒิสภาก็จะเริ่มพิจารณาได้ในวันพรุ่งนี้ แต่หากไม่แล้วเสร็จก็จะเปิดประชุมในวันศุกร์

นายพิสิษฐ์ กล่าวต่อว่า ส่วนการประชุมในวันที่ 14-15 ก.ย. จะเป็นการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ ที่ผ่านความเห็นชอบจากสภาผู้แทนราษฎร จำนวน 6 ฉบับ เช่น ร่างพ.ร.บ. ระเบียบราชการกระทรวงกลาโหม ซึ่งเกี่ยวข้องกับปลัดกระทรวงที่ทำหน้าที่ในการจัดทำแผนปฏิรูป และประสิทธิภาพกระทรวงกลาโหม และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในสังกัด โดยตัดหน่วยงานกรมราชองครักษ์ , หน่วยบัญชาการถวายความปลอดภัยรักษาพระองค์ , สมุหราชองครักษ์ และผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการถวายความปลอดภัยรักษาพระองค์ทุกแห่ง ออกจากพระราชบัญญัติฉบับนี้ และมีการแก้ไขเพิ่มเติม การพ้นจากสมาชิกสภากลาโหมผู้ทรงคุณวุฒิ กรณีเป็นบุคคลล้มละลาย ร่างพ.ร.บ.ธรรมนูญศาล ฉบับที่ พ.ศ. …

โดยเป็นการยกเลิกศาลจังหวัดทหาร , ให้ผู้เสียหายซึ่งไม่ใช่บุคคลที่อยู่ในอำนาจของศาลทหาร มีอำนาจเป็นโจทก์ฟ้องคดีอาญาเองได้ , สามารถอุทธรณ์คำพิพากษาของศาลทหารในเวลาไม่ปกติได้ กรณีที่มีการประกาศกฎอัยการศึก ยกเว้นในกรณีที่มีความจำเป็นเด็ดขาดเกี่ยวกับความมั่นคงของชาติในระดับสูงสุด เป็นต้น และในวันอังคารจะเป็นการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ 2 ฉบับที่ผ่านการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร คือร่างพระราชบัญญัติประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ ฉบับที่ พ.ศ. … และร่างพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ และกำกับ ประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรทัศน์ ฉบับที่ พ.ศ…

นายพิสิษฐ์ ยังกล่าวถึงกรอบการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณฯว่า เดิมได้กำหนดไว้เพียงวันเดียวคือวันพฤหัสบดี แต่เมื่อเห็นว่าในสภาผู้แทนราษฎรยังพิจารณาได้เพียง 17 มาตรา จาก 41 มาตรา จึงมีการกำหนดกรอบใหม่ เป็นวันพฤหัสบดีและวันศุกร์ โดยขึ้นอยู่กับสภาผู้แทนราษฎรจะประชุมแล้วเสร็จวันใด และคาดว่าการกำหนดกรอบไว้เพียงวันเดียว จะสามารถพิจารณาร่างพ.ร.บ.งบประมาณแล้วเสร็จได้ เนื่องจากได้มีการเปิดให้ลงชื่อผู้อภิปรายแล้ว โดยคร่าวๆ มีผู้ประสงค์อภิปราย 46 คน โดยใช้เวลาคนละประมาณ 8 นาที ซึ่งประธานวุฒิสภาได้มีการประกาศเรียกประชุม รวมถึงแจ้งผ่าน Application Line ให้สมาชิกได้รับทราบแล้ว

เมื่อถามว่าการประชุมในสัปดาห์หน้า ตรงกับวันที่กกต.จะมีการพิจารณา คดีฮั้วสว. ทั้ง 138 คน มั่นใจหรือไม่ว่า จะยังคงสามารถปฏิบัติหน้าที่ต่อไปได้ นายพิสิษฐ์ กล่าวว่า เราก็ไม่ทราบว่ากกต.จะประกาศอย่างไร และจะมีผลอย่างไร โดยเมื่อกกต.มีการประกาศรายชื่อแล้ว ก็จะถูกส่งไปยังศาลฎีกา หากศาลฎีการับเรื่องไว้พิจารณาก็จะถูกสั่งให้ยุติการปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายอยู่แล้ว ซึ่งในการประชุมวิปวุฒิสภาไม่ได้มีการหารือในเรื่องนี้ เพราะยังไม่ทราบจำนวนที่ชัดเจน

เมื่อถามว่าโดยส่วนตัวได้มีการประเมินว่าการเคลื่อนไหวบนเวทีฝ่ายค้านจะส่งผลกระทบต่อการตัดสินใจของกกต.หรือไม่ นายพิสิษฐ์ ระบุว่า ส่วนตัวคิดว่าไม่น่ามีผลให้กกต.ตัดสินใจไปตามกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง เพราะกกต. จะตัดสินใจไปตามระเบียบ หลักการและเหตุผล รวมถึงกรอบกฎหมายในการพิจารณาในความผิดต่างๆ ของแต่ละบุคคล

อดีตผู้สมัคร สว.แฉยับ ขบวนการฮั้วสายสีส้ม กักตัว 400 ชีวิต ยึดมือถือ-แจกโพย จี้ กกต.ฟ้องยกเข่ง 14 ก.ย.นี้

9 กันยายน 2569 เวลา 15:39 น.

9 กันยายน 2569 จากกรณีที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีกำหนดลงมติในคดีฮั้ว สว.ในวันที่ 14 กันยายนนี้ ซึ่งมีผู้ถูกกล่าวหารวม 229 คน ประกอบด้วย รัฐมนตรีและ สส. 21 คน, สว. 138 คน, ผู้สมัคร สว. 51 คน และเครือข่าย 19 คน ท่ามกลางความสนใจของประชาชน ล่าสุดมีเสียงสะท้อนจากอดีตผู้สมัคร สว.ออกมาเปิดโปงขบวนการฮั้วฝั่งตรงข้ามเพิ่มเติม

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ได้รับข้อมูลจากอดีตผู้สมัคร สว.กลุ่มที่ 11 (กลุ่มการท่องเที่ยว) รายหนึ่ง ซึ่งเปิดเผยว่า ตนเคยได้รับการชักชวนให้เข้าร่วมกลุ่มที่เรียกตัวเองว่า “สว.ประชาชน” หรือ “สายสีส้ม” โดยระบุว่าพฤติกรรมการฮั้วไม่ได้เกิดขึ้นแค่ฝั่งสีน้ำเงินเท่านั้น แต่ฝั่งสีส้มก็มีการดำเนินการอย่างเป็นกระบวนการและเป็นมืออาชีพเช่นกัน

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 25 มิถุนายน 2567 หรือก่อนวันเลือกระดับประเทศเพียง 1 วัน โดยเครือข่ายดังกล่าวได้นัดรวมตัวผู้สมัครเกือบ 400 คน เข้าไปในห้องประชุมจูปิเตอร์ 1-3 อิมแพ็ค เมืองทองธานี พร้อมกับมีมาตรการควบคุมที่เข้มงวด ทั้งการยึดโทรศัพท์มือถือ บังคับใส่สายรัดข้อมือ และกักตัวไว้

จากนั้นมีแกนนำขึ้นเวทีบรรยายกดดันทางจิตวิทยาเป็นเวลานานกว่า 4 ชั่วโมง เพื่อบีบให้ผู้สมัครในห้องยอมเสียสละ ไม่ลงคะแนนให้ตนเอง แต่ให้เทคะแนนเลือก “แคนดิเดตเป้าหมาย 10 คนของแต่ละกลุ่ม” ตามตารางโพยลับ 19 กลุ่มอาชีพ รวม 190 คน โดยตั้งเป้าผลักดันให้ได้ สว.อย่างน้อย 100 คน เข้าไปแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งสอดรับกับความเคลื่อนไหวในช่วงคืนเดียวกัน

อดีตผู้สมัครรายนี้ เปิดเผยต่อว่า ตนได้นำหลักฐานพฤติกรรมการสมยอมและตารางโพยทั้งหมด ยื่นคำร้องคัดค้านต่อ กกต.ภายในกรอบเวลา 3 วันตามกฎหมายอย่างถูกต้อง ซึ่งทาง กกต.พิจารณาแล้วเห็นว่าคำร้องมีมูลและหลักฐานแน่นหนา จึงได้ตั้งคณะกรรมการสืบสวนไต่สวน (คณะที่ 26) พร้อมเรียกตนเข้าให้ปากคำและบันทึกถ้อยคำอย่างละเอียดถึง 4 ครั้ง ส่งผลให้ปัจจุบันในสำนวนลับของ กกต.มีรายชื่อผู้ถูกกล่าวหาฝั่งสีส้มพัวพันสูงถึง 202 คน ซึ่งมีทั้ง สว.ตัวจริง และตัวสำรองในปัจจุบัน

ในประเด็นข้อกฎหมายสำคัญคือ การสมยอมกันในการเลือก และความผิดฐานให้และรับผลประโยชน์ เนื่องจากการเช่าห้องจูปิเตอร์ 1-3 มีมูลค่าค่าเช่ารวมค่าดำเนินการไม่ต่ำกว่า 200,000 บาท การมีผู้คอยออกค่าใช้จ่ายเรื่องสถานที่เพื่อให้ผู้สมัครใช้เป็นจุดสมยอมกัน จึงเข้าข่ายการให้และรับ “ประโยชน์อื่นใดอันอาจคำนวณเป็นเงินได้” เพื่อจูงใจให้เกิดการบล็อกโหวต ซึ่งมีความผิดตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา มาตรา 77 และ มาตรา 81 มีโทษทั้งตัดสิทธิทางการเมืองและมีโทษทางอาญา

ทั้งนี้ ท่ามกลางกระแสข่าวลือว่า กกต.อาจจะเร่งพิจารณาฟ้องเฉพาะฝั่งสีน้ำเงิน แต่เตรียมปัดตกสำนวนฝั่งสีส้มจำนวน 202 คนนี้เงียบๆ ทางผู้เสียหายจึงเตรียมยื่นหนังสือถึงประธาน กกต.อีกครั้ง เพื่อเรียกร้องให้มีการลงมติพร้อมกันในวันที่ 14 กันยายนนี้ หากเพิกเฉยอาจเข้าข่ายมีความผิดฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157

ครูวีระ สวน อ.วีระ ถามทำไมไม่ชงฟรีซเงินเดือนรัฐวิสาหกิจ-ราคาน้ำมัน-สินค้าอุปโภคบริโภค

9 กันยายน 2569 เวลา 15:12 น.

เมื่อวันที่ 9 ก.ย.2569 นายวีระ สุดสังข์ หรือ “ฟอน ฝ้าฟาง” ศิลปินมรดกอีสาน ปี 2558 อดีตครูสอนภาษาไทย นักเขียนอิสระ ผู้ก่อตั้งกลุ่มวรรณกรรมลำน้ำมูลและสโมสรนักเขียนภาคอีสาน โพสต์เฟซบุ๊ก ระบุว่า

“อาจารย์ วีระ ธีระภัทรานนท์

อาจารย์วีระชงให้ฟรีซเงินเดือนข้าราชการ 1-2 ปี แต่ไม่ได้ชงให้ฟรีซเงินเดือนพนักงานรัฐวิสาหกิจ ราคาน้ำมัน ราคาสินค้าอุปโภคบริโภคทุกชนิด

ฟรีช คือ แช่แข็ง, ทำให้หยุดกับที่, เปรียบง่ายๆเหมือนขันเชนาะไว้หรือล่ามโซ่ตรวนไว้ เคลื่อนไหวไม่ได้ ทำอะไรไม่ได้ ขณะเดียวกัน ไม่ได้ฟรีซเงินเดือนพนักงานรัฐวิสาหกิจ เงินเดือนนักการเมืองและโดยเฉพาะราคาน้ำมันและราคาสินค้า

หมายความว่า พวกข้าราชการทำอะไรไม่ได้ ส่วนราคาน้ำมันและราคาสินค้าจะเคลื่อนไหวอย่างไรก็ได้ เหมือนข้าราชการถูกจับทรมาน โดยอ้างเหตุผลเพื่อช่วยเหลือประเทศชาติ

เงินเดือนข้าราชการเริ่มต้นที่ 15,000 บาท พร้อมกับหนี้สินที่จะต้องชดใช้ พร้อมกับค่าใช้จ่ายเพื่อการดำรงชีวิตอยู่ในชีวิตประจำวันกับเวลา 1 – 2 ปีที่สูญเสียเงินเดือนเพิ่ม เสมือนถูกลงโทษ เพราะกระทำผิดวินัยอย่างใดอย่างหนึ่งที่ลงโทษโดยให้ลดเงินเดือนหรือหยุดการเพิ่มเงินเดือน ถามว่าข้าราชการมีความผิดอะไร?

ถ้าต้องเสียสละเพื่อช่วยเหลือประเทศชาติ ทำไมต้องเจาะจงที่ข้าราชการ บรรดานักการเมือง หน่วยงานอื่นๆ รัฐวิสาหกิจ ภาคเอกชน และประชาชนควรทำอย่างไรบ้าง ถ้าจะเสียสละช่วยเหลือประเทศชาติ ประชาชนทุกคนในประเทศชาติต้องมีส่วนรับผิดชอบและร่วมมือกันเสียสละ

อาจารย์วีระกล่าวว่า ข้าราชการคงจะไม่พอใจ ผมชื่ออาจารย์วีระเหมือนกันก็จะตอบว่า ข้าราชการไม่พอใจอย่างแน่นอน เพราะถือว่าเป็นการทุบหม้อข้าวหม้อแกงของเขา สกัดกั้นความเจริญก้าวหน้าของพวกเขา โดยที่พวกเขาไม่มีความผิดอะไร

แต่บรรดาข้าราชการทั้งหลายอย่าเพิ่งตกใจเลย เชื่ออาจารย์วีระ สุดสังข์ เถอะว่า รัฐบาลและนักการเมือง ไม่กล้ากระทำอย่างที่อาจารย์วีระ ธีระภัทรานนท์เสนอแนะอย่างแน่นอน

สาทิตย์ จวกยับ งบฯ มท. เปิด 3 ปมโกงสอบเข้าราชการส่วนท้องถิ่น ซุกเงินค่าสมัครสอบทั่วประเทศร้อยกว่าล้าน

9 กันยายน 2569 เวลา 14:35 น.

9 กันยายน 2569 ที่รัฐสภา นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวอภิปรายงบกระทรวงมหาดไทย มาตรา 20 ตอนหนึ่ง โดยตั้งข้อสังเกตถึงการทำงานของ กมธ.วิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายปี 2570 ว่า เหตุใดจึงมุ่งปรับลดงบฯ เพียงแค่รายการครุภัณฑ์ทั่วไป แต่ละเลยการตรวจสอบกรณีการทุจริตและโกงสอบท้องถิ่นครั้งมโหฬารของกรมส่งเสริมปกครองท้องถิ่น (สถ.) ที่มีการทุจริตโดยแบ่งออกเป็น 3 ข้อหลัก คือ 1.งบฯ ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ 277 ล้านบาท ที่กรม สถ.ขอตั้งงบฯ ไซเบอร์และการปกป้องระบบไว้สูง แต่ในปี 2569 กลับมีการแฮกข้อมูลและเข้าไปแก้ไขไฟล์ดิจิทัลเกี่ยวกับการสอบเข้ารับราชการท้องถิ่นมากถึง 115 ครั้ง ที่ กมธ.ไม่ได้ซักถาม หรือประเมินประสิทธิภาพในส่วนนี้เลย

2.เหตุใดจึงตั้งงบฯ เบี้ยประชุมบอร์ดกลางและอนุกรรมการตรวจสอบไว้เกือบ 100 ล้านบาท แต่กลับไม่มีการตรวจสอบย้อนหลังว่า ในปีที่มีการโกงสอบเข้าเกิดขึ้น มีการเบิกจ่ายเบี้ยประชุมไปกี่ครั้ง และรัฐบาลเรียกคืนงบเบี้ยประชุมที่จ่ายให้กับชุดที่เกิดการทุจริตหรือไม่ อย่างไร 3.คดีโกงสอบ สถ.ที่มีผู้สมัครสอบสูงถึง 438,277 ราย กรม สถ.จัดเก็บค่าธรรมเนียมคนละ 400 บาท เป็นเงินนอกงบประมาณกว่า 175.3 ล้านบาท แม้จะมีการว่าจ้างมหาวิทยาลัยจัดสอบในวงเงิน 133 ล้านบาท แต่ยังมีเงินส่วนต่างเหลืออีกมหาศาล กลับไม่เคยนำมาแสดงไว้ในรายงานงบประมาณแผ่นดินอย่างเปิดเผย

“การโกงสอบเข้ารับราชการส่วนท้องถิ่นถือเป็นการทำลายระบบคุณธรรมในระบบราชการไทยอย่างร้ายแรง ผมขอเรียกร้องให้ กมธ.ลุกขึ้นชี้แจง และเสนอให้ต่อไปนี้ เงินค่าสมัครสอบใดๆ และงบจัดสอบในส่วนของท้องถิ่นทั้งหมด ต้องนำกลับเข้ามาอยู่ในระบบเงินงบประมาณแผ่นดินทั้งหมด เพื่อให้สภาผู้แทนราษฎรสามารถตรวจสอบได้ หาก กมธ.ไม่มีคำตอบในเรื่องนี้ ก็ถือว่าทำหน้าที่ได้อย่างน่าผิดหวังมาก” นายสาทิตย์ กล่าว

‘พิพัฒน์’ นั่งหัวโต๊ะถก คกก.ควบคุมมลพิษครั้งแรก ถามหาผู้รับผิดชอบน้ำมันรั่วไหล

9 กันยายน 2569 เวลา 14:34 น.

“พิพัฒน์” นั่งหัวโต๊ะ ถก คกก.ควบคุมมลพิษครั้งแรก จ่อ ต่ออายุผู้ทรงคุณวุฒิ-คกก.ชุดเดิม รับผิดชอบเมื่อเกิดเหตุน้ำมัน-สารเคมี รั่วไหล รวบรวมผู้เสียหาย ส่งต่อหน่วยงานหาผู้รับผิดชอบ-ดูแล

เวลา 11.40 น.วันที่ 9ก.ย.69 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ให้สัมภาษณ์ภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการจัดการมลพิษทางน้ำ หลังเกิดเหตุน้ำมันรั่วบริเวณจุดท่อระบายน้ำ ใต้ทางด่วน ถ.เชื้อเพลิง พื้นที่คาบเกี่ยวเขตคลองเตย-ยานนาวา ว่า วันนี้เป็นการประชุมนัดแรกของการดูแลควบคุมมลพิษทางน้ำ ซึ่งเป็นการประชุมร่วมกับคณะกรรมการ และผู้ทรงคุณวุฒิชุดเดิม ที่จากนี้จะขอต่ออายุโดยทำเรื่องไปยังสำนักนายกรัฐมนตรีอีก 2 ปี และยังมีเรื่องสำคัญคือการตั้งคณะอนุกรรมการ 3 ด้าน โดยจะมีการนัดประชุมอีกครั้งในอีก 3 เดือนข้างหน้า

ส่วนกรณีที่มีน้ำมันรั่วไหล ได้ประสานไปยังกรมธุรกิจพลังงาน เพื่อให้ได้ข้อมูลเรื่องน้ำมันที่รั่วไหลนั้นมาจากไหน รวมถึงที่มาว่าใครจะต้องเป็นคนรับผิดชอบ และต้องไปตรวจสอบว่ามีการไหลซึมลงชั้นดินหรือไม่ ซึ่งหากลงใต้ดินจะเป็นอุปสรรค โดยวันนี้ตนจะลงพื้นที่ตรวจสอบ และติดตามความคืบหน้า และจากนั้นจะนัดแถลงข่าวข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น หากพบว่าผู้ประกอบการรายใดเป็นผู้รับผิดชอบ

ส่วนกรอบระยะเวลา นายพิพัฒน์ กล่าวว่า เราได้ตั้งคณะอนุกรรมการ มา 3 ด้านแล้ว ซึ่งคณะอนุกรรมการเหล่านี้จะพิจารณาทั้งในเรื่องของการเผชิญเหตุ การจ่ายค่าเสียหาย ค่าตอบแทนต่าง ๆ ซึ่งหลังจากการประชุมในคณะอนุฯ เสร็จแล้วจะนำเข้าที่ประชุมใหญ่เพื่อกำหนดกรอบและหน้าที่การทำงานที่ชัดเจน

สำหรับกรณีพื้นที่กรุงเทพชั้นใน ที่พบการสร้างตึก Data Center และการกักตุนน้ำมันถึง 2 แสนลิตร จะสามารถเข้าไปควบคุมหรือป้องกันในส่วนใดได้บ้าง นายพิพัฒน์ กล่าวว่า กระทรวงมหาดไทย กระทรวงพลังงาน และ กทม.จะเข้าไปดูแลในส่วนนี้ แต่คณะกรรมการจัดการมลพิษทางน้ำจะเป็นผู้กำกับดูแลหน่วยงานเมื่อเผชิญเหตุในแต่ละด้าน โดยจะรับผิดชอบเฉพาะเมื่อเกิดเหตุ

นายพิพัฒน์ กล่าวด้วยว่า หากเกิดการรั่วไหลของปิโตเลียมหรือสารเคมี และก่อให้เกิดอันตรายรวมถึงความเสียหาย คณะกรรมการจะเป็นผู้รวบรวมผู้ที่ได้รับความเสียหายและดำเนินการในส่วนนี้