ส่องโมเมนต์ ยศชนัน อวดลุคเสื้อลายดอก ฉลองสงกรานต์พร้อมหน้าครอบครัวสุดอบอุ่น

ส่องโมเมนต์ ยศชนัน อวดลุคเสื้อลายดอก ฉลองสงกรานต์พร้อมหน้าครอบครัวสุดอบอุ่น

ส่องโมเมนต์ ยศชนัน อวดลุคเสื้อลายดอก ฉลองสงกรานต์พร้อมหน้าครอบครัวสุดอบอุ่น

วันอังคาร ที่ 14 เมษายน พ.ศ. 2569, 17.45 น.

อบอุ่นรับสงกรานต์! “ยศชนัน” โพสต์ภาพพร้อมหน้าครอบครัว ส่งความสุขวันครอบครัว 2569

บรรยากาศเทศกาลสงกรานต์ปีนี้คึกคักและอบอุ่นเป็นพิเศษ เมื่อเหล่านักการเมืองต่างพากันแชร์ภาพความประทับใจกับครอบครัว เช่นเดียวกับ นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.)

เมื่อวันที่ 14 เมษายน ซึ่งตรงกับ “วันครอบครัว” นายยศชนัน ได้เคลื่อนไหวผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว Yodchanan Wongsawat เผยภาพถ่ายสุดอบอุ่นร่วมกับภรรยา พร้อมด้วยลูกสาวและลูกชาย โดยสมาชิกทุกคนในครอบครัวมาในธีมสดใส สวมเสื้อลายดอกหลากสีสันต้อนรับเทศกาลปีใหม่ไทย

นอกเหนือจากรอยยิ้มที่สร้างความสดชื่นให้กับผู้ที่พบเห็นแล้ว รองนายกฯ ยังได้ระบุข้อความสั้นๆ ถึงพี่น้องประชาชนชาวไทยว่า “สุขสันต์วันครอบครัวนะครับทุกคน”

ด้านชาวเน็ตและผู้ติดตามต่างเข้ามากดไลก์และแสดงความคิดเห็นชื่นชมความน่ารักของครอบครัว “วงศ์สวัสดิ์” อย่างล้นหลาม พร้อมทั้งร่วมอวยพรให้ท่านรองนายกฯ และครอบครัวมีความสุขในช่วงเทศกาลสงกรานต์นี้เช่นกัน ถือเป็นอีกหนึ่งมุมสบายๆ ของคนทำงานในระดับบริหารที่สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของสถาบันครอบครัว ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของสังคมไทย

ทร.เบรก กัมพูชา เปิดด่าน ชี้ไม่ใช่เรื่องเร่งด่วน อย่ามาเร่งรัดฝ่ายไทย

ทร.เบรก กัมพูชา เปิดด่าน ชี้ไม่ใช่เรื่องเร่งด่วน อย่ามาเร่งรัดฝ่ายไทย

ทร.เบรก กัมพูชา เปิดด่าน ชี้ไม่ใช่เรื่องเร่งด่วน อย่ามาเร่งรัดฝ่ายไทย

วันอังคาร ที่ 14 เมษายน พ.ศ. 2569, 15.18 น.

“ทร.”เบรก”กัมพูชา”เปิดด่าน ชี้ไม่ใช่เรื่องเร่งด่วน อย่ามาเร่งรัดฝ่ายไทย ลั่น!ต้องพิจารณาหลายมิติ ย้ำ”กปช.จต.”เคร่งครัดนโยบายรัฐบาล

14 เมษายน 2569 แหล่งข่าวกองทัพเรือ (ทร.) เปิดเผยถึงกรณีกัมพูชา ประสานขอเปิดด่านจันทบุรี-ตราด ซึ่งอยู่ในความรับผิดชอบของกองบัญชาการป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราด (กปช.จต.) ว่า ยังไม่ได้รับการประสานอย่างเป็นทางการจากฝ่ายกัมพูชามาที่กองทัพเรือ ซึ่งต้องผ่าน กปช.จต.เพราะคุมพื้นที่ ซึ่งยังคงยึดนโยบายเดิมของรัฐบาลอยู่ ทั้งนี้ ยอมรับว่าพอทราบข้อมูลมาบ้าง แต่น่าจะอยู่ระหว่างการพูดคุยในระดับพื้นที่ หากได้ข้อสรุปอย่างไร ก็จะเสนอกองทัพเรือ และกองทัพเรือจะนำเรียน รมว.กลาโหม และรัฐบาลต่อไป ถือเป็นขั้นตอนมาตรฐานอยู่แล้ว

“กปช.จต.หรือหน่วยเฉพาะกิจนาวิกโยธินตราด คุมพื้นที่และยังยึดนโยบายรัฐบาลอย่างเคร่งครัด ซึ่งการจะเปิดด่านหรือไม่ ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ ครอบคลุมรอบๆ ด้าน เพราะเกี่ยวข้องกับหลายปัจจัย โดยเฉพาะยึดเรื่องความมั่นคงเป็นหลัก”

เมื่อถามถึงท่าทีของกัมพูชา แสดงความจริงใจมากน้อยเพียงใด เพื่อจะนําไปสู่การเปิดด่าน แหล่งข่าวกองทัพเรือ กล่าาว่า ยังสงบเงียบอยู่ อีกทั้งเรื่องดังกล่าวไม่ใช่เรื่องเร่งด่วนอะไร หากฝ่ายกัมพูชาต้องการที่จะให้มีการเปิดด่าน ก็ต้องเตรียมแผนงานมาเสนอฝ่ายไทยก่อน ไม่ใช่มาเร่งรัดฝ่ายไทย เพราะเราก็มีขั้นตอนเช่นเดียวกัน ตอนนี้ต้องพิจารณากันหลายมิติ

นิทรรศการครั้งประวัติศาสตร์ ‘ราชพัสตราสู่สากล’ ณ กรุงปารีส La Mode en Majesté Royal Thai Dress from Tradition to Modernity

นิทรรศการครั้งประวัติศาสตร์ ‘ราชพัสตราสู่สากล’ ณ กรุงปารีส La Mode en Majesté Royal Thai Dress from Tradition to Modernity

นิทรรศการครั้งประวัติศาสตร์ ‘ราชพัสตราสู่สากล’ ณ กรุงปารีส La Mode en Majesté Royal Thai Dress from Tradition to Modernity

วันพุธ ที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2569, 14.00 น.

สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ทรงเป็นองค์อุปถัมภ์ในการจัดนิทรรศการราชพัสตราสู่สากล La Mode en Majesté. Royal Thai Dress From Tradition to Modernity ซึ่งจะจัดแสดงระหว่างวันที่ 13 พฤษภาคม ถึงวันที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2569 ณ พิพิธภัณฑ์  Musée des Arts Décoratifs กรุงปารีส สาธารณรัฐฝรั่งเศส เพื่อเฉลิมฉลองวาระครบรอบ 340 ปี แห่งความสัมพันธ์ทางการทูต และวาระครบรอบ 170 ปี แห่งการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตอย่างเป็นทางการระหว่างประเทศไทยและสาธารณรัฐฝรั่งเศส พ.ศ. 2399 – 2569 (ปี ค.ศ. 1856–2026) นิทรรศการนี้จัดขึ้นโดย ความร่วมมือระหว่าง สถาบันส่งเสริมศิลปหัตถกรรมไทย (องค์การมหาชน), พิพิธภัณฑ์ผ้าในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ, สถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงปารีส และ พิพิธภัณฑ์ Musée des Arts Décoratifs

สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง ณ กรุงปารีส ขณะเสด็จฯ ไปยังห้องเสื้อบัลแมง ค.ศ.1960

ผลงานต่างๆ งานผ้า และภาพถ่ายฉลองพระองค์ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนี

พันปีหลวง ช่วยเติมเต็มความสมบูรณ์แบบให้กับงานแสดงนิทรรศการในครั้งนี้ นอกจากมิติด้านแฟชั่นแล้ว นิทรรศการยังถ่ายทอดบทบาทของเครื่องแต่งกายด้วยการสื่อสารผ่านมิติด้านวัฒนธรรมและความสัมพันธ์ทางการทูตด้วยเช่นเดียวกัน จากแนวพระราชดำริใน “สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง” ร่วมกับผู้เชี่ยวชาญด้านประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และนักออกแบบจนเกิดเป็นชุดไทยพระราชนิยม 8 แบบ ซึ่งได้ปรากฏโฉมสู่สาธารณะเป็นครั้งแรก ณ สาธารณรัฐฝรั่งเศส

โครงการนี้นับเป็นประวัติการณ์ของการตามรอยวิวัฒนาการแห่งเครื่องแต่งกายในราชสำนักไทยตั้งแต่ช่วงพ.ศ. 2503 (ค.ศ.1960) จนถึงปัจจุบัน จัดแสดงผลงานทั้งหมดกว่า 200 ชิ้น ประกอบด้วยฉลองพระองค์ชุดกระโปรงและเครื่องใช้ เครื่องประดับที่ได้รับการออกแบบโดย นายปิแอร์ บัลแมง นักออกแบบชาวฝรั่งเศสร่วมกับสถาบันงานปักชั้นสูงเลอซาจ รวมไปถึงนักออกแบบชาวไทย โดยมุ่งเน้นไปที่ผลงานการพัฒนาเครื่องแต่งกายประจำราชสำนักและบทบาทที่สื่อสะท้อนออกไปบนเวทีโลก

สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงก่อตั้งและอุปถัมภ์มูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ (SUPPORT) ขึ้นในปี พ.ศ. 2519 (ค.ศ. 1976) เพื่ออนุรักษ์งานศิลปหัตถกรรมพื้นบ้านไทย จวบจนวันนี้ สมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี ทรงสืบสานพระราชปณิธานและทรงเป็นองค์อุปถัมภ์ มูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ภายใต้การดำเนินงานโดย สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา  ด้วยพระราชปณิธานในการสืบสานมรดกทางวัฒนธรรมด้วยแนวคิดสร้างสรรค์อันร่วมสมัยและเพื่ออุปถัมภ์นักออกแบบไทย

สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง กับการปรับแต่งเครื่องแต่งกายของราชสำนักสู่ความร่วมสมัย

จากคณะราชทูตสยามสู่การเจริญสัมพันธไมตรีกับฝรั่งเศส สู่ความร่วมมือบนหน้าประวัติศาสตร์อันร่วมสมัยทั้งทางด้านศิลปะ งานเสื้อผ้าชั้นสูง แฟชั่น และงานผ้าทอ โดยความร่วมมือเพื่อการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมเหล่านี้ คือเครื่องพิสูจน์ถึงความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างประเทศไทยและสาธารณรัฐฝรั่งเศส ซึ่งเป็นที่ประจักษ์สู่สายตาเวทีโลก สำหรับแนวคิดของนิทรรศการได้ผ่านการพินิจพิเคราะห์ถึงแนวทางแฟชั่นที่สะท้อนรูปแบบของความสัมพันธ์ทางการทูตในเชิงวัฒนธรรม ด้วยหลักฐานทางภาพถ่าย ชิ้นงาน และผลงานประณีตศิลป์อันเปี่ยมคุณค่า งานผ้าไหมไทยและฉลองพระองค์สำหรับในราชพิธีต่างๆ ล้วนถูกพบเห็นผ่านสายตาสาธารณชนโลก อันเป็นผลงานจากความร่วมมือของห้องเสื้อชั้นสูงแห่งปารีส พร้อมด้วยผู้เชี่ยวชาญในฐานะนักออกแบบชาวฝรั่งเศสที่มีส่วนร่วมในการเผยแพร่ความงดงามเป็นสง่าของงานผ้าไทย ซึ่งนับเป็นการสานความสัมพันธ์อันดีในการส่งเสริมเกื้อกูลและการแลกเปลี่ยนผ่านแนวความคิดอันสร้างสรรค์

ฉลองพระองค์ชุดไทยจักรี 

ประเทศไทย และ สาธารณรัฐฝรั่งเศส เรื่องราวแห่งแฟชั่น ประดุจเครื่องมือทางการทูตด้านวัฒนธรรม

นิทรรศการจัดแสดงเรื่องราวตั้งแต่ในช่วงปี พ.ศ. 2503 (ค.ศ. 1960) ในระหว่างที่  สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง  ทรงมีสัมพันธภาพอันแน่นแฟ้นกับห้องเสื้อชั้นสูงและช่างตัดเย็บชาวฝรั่งเศส และเมื่อครั้งตามเสด็จ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ไปทรงเยือนสาธารณรัฐฝรั่งเศสอย่างเป็นทางการ พร้อมกันนั้นยังแสดงให้เห็นถึงการปรากฏพระองค์ที่สะท้อนผ่านฉลองพระองค์อันงดงามอย่างเอกลักษณ์ไทยและผสานความร่วมสมัยไว้อย่างลงตัว ด้วยพระอัจฉริยภาพอันสร้างสรรค์ในฐานะพระราชินีแห่งราชอาณาจักรไทยในระหว่างการตามเสด็จไปทรงเยือนสหรัฐอเมริกาและ 14 ประเทศในทวีปยุโรปอย่างเป็นทางการครั้งแรก ในกาลนั้นเองที่พระองค์ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ผู้เชี่ยวชาญศึกษาและพัฒนาเครื่องแต่งกายในราชสำนักไทย ที่ยังคงเรื่องราวแห่งประวัติศาสตร์ วัฒนธรรมดั้งเดิม โดยประยุกต์องค์ความรู้เทคนิคการตัดเย็บสากลเข้าไว้ด้วยกัน ในงานนิทรรศการยังได้รวบรวมผลงานฉลองพระองค์ที่คัดสรรมาเพื่อจัดแสดงในงานนี้ ซึ่งสะท้อนถึงภูมิปัญญาอันรุ่มรวยของงานผ้าไทยและงานเครื่องใช้ เครื่องประดับ ด้วยพระราชปณิธานที่จะอนุรักษ์และสืบสานศิลปะการแต่งกายแบบไทย

ฉลองพระองค์ชุดไทยจักรี โจงกระเบน 

สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง : ภาพลักษณ์แห่งสยามประเทศ

ภายในนิทรรศการได้เรียบเรียงฉลองพระองค์ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง พระผู้เต็มเปี่ยมด้วยสไตล์และความทันสมัย อันส่งผลให้ประเทศไทยได้เป็นที่รู้จักในระดับสากล ณ ช่วงเวลาหนึ่งในประวัติศาสตร์ และในช่วงปี 1960 การปรากฏพระองค์ในระหว่างเสด็จเยือนประเทศต่างๆ ยังสร้างความปลาบปลื้มและกระแสสนใจในหมู่สื่อต่างชาติ ด้วยพระสิริโฉมอันสง่างามเปี่ยมด้วยเอกลักษณ์ไทยจึงส่งเสริมความสัมพันธ์ด้านการทูตได้อย่างทรงพลัง นอกจากนี้ ในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ประเทศไทยได้มีหมุดหมายบนเวทีโลก ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร (รัชกาลที่ 9) โดยเครื่องแต่งกายได้กลายเป็นเครื่องยืนยันถึงเอกลักษณ์อันโดดเด่น ที่ผสานไว้ซึ่งความประณีตวิจิตรบรรจงและการสืบสานมรดกทางวัฒนธรรมของไทย

ฉลองพระองค์ชุดราตรี 

การเฉลิมฉลองในความร่วมมือ: งานศิลปหัตถกรรมและเครื่องใช้ เครื่องประดับ

ส่วนสำคัญของนิทรรศการครั้งนี้ได้อุทิศให้แก่ภูมิปัญญาในงานหัตถกรรมโดยช่างฝีมือไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านเทคนิคและกระบวนการที่ใช้ในการรังสรรค์ผลงานเครื่องใช้ และองค์ประกอบสำหรับการตกแต่งต่างๆ ที่เป็นส่วนสำคัญในผลงาน “ชุดไทยพระราชนิยม” ในทุกวันนี้ 

ชุดเข้ากัน 2 ชิ้น แบรนด์ SIRIVANNAVARI

ภาพที่บอกเล่าถึงกระบวนการทุกขั้นตอนของการคัดสรรชิ้นงานฝีมืออันประณีตถูกถ่ายทอดเป็นงานภาพวีดีโอ ให้ได้เห็นถึงทักษะฝีมืองานช่างทำมือ วิธีคิดและประดิษฐ์ รวมไปถึงองค์ความรู้เกี่ยวกับวัสดุที่คัดสรรมาใช้เบื้องหลังชุดฉลองพระองค์ ที่ยังคงส่งต่ออิทธิพลของแนวคิดมาสู่ผลงานสร้างสรรค์อันร่วมสมัยในปัจจุบัน

ฉลองพระองค์ชุดราตรี

ผลงานหัตถศิลป์ที่เป็นไฮไลท์สำคัญยังรวมไปถึงงานจักสานย่านลิเภา งานเขียนลายบนพัด งานเครื่องถม และงานคร่ำ ซึ่งล้วนเป็นงานหัตถกรรมที่มีส่วนสำคัญในขนบธรรมเนียมในราชสำนัก และยังคงสืบสานแนวทางของมรดกทางวัฒนธรรมในการประดิษฐ์เครื่องใช้ เครื่องประดับร่วมกับงานชุดไทยพระราชนิยมจวบจนทุกวันนี้ นอกจากนี้ ยังมีการจัดแสดงผลงานเขียนลายบนเครื่องเบญจรงค์ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของผลงานประณีตศิลป์ในราชสำนักด้วยเช่นเดียวกันการอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรมเหล่านี้ล้วนเชื่อมโยงอย่างแนบแน่นกับบทบาทของมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ โดยวัตถุประสงค์ของการจัดตั้งมูลนิธิฯ นี้ ก็เพื่ออนุรักษ์ทักษะด้านงานหัตถกรรมและยกระดับความเป็นอยู่ที่ยั่งยืนให้กับกลุ่มชาวบ้านที่ทำงานด้านหัตถศิลป์ ด้วยการสนับสนุน ให้การฝึกอบรม และพัฒนาด้านการตลาดอย่างต่อเนื่องยาวนาน

มูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ จึงมีบทบาทในการเป็นศูนย์กลางเพื่อสืบสานมรดกแห่งภูมิปัญญาด้านหัตถศิลป์นี้ให้คงอยู่สืบไป นอกจากนี้ยังจัดแสดงการสาธิตการทำงานหัตถกรรมโดยช่างฝีมือชาวไทยระดับครู ณ พิพิธภัณฑ์ Musée des Arts Décoratifs อีกด้วย

มรดกแห่งชาติอันร่วมสมัย: ปิแอร์ บัลแมง และ งานเสื้อผ้าชั้นสูง

เมื่อครั้ง สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงเยือนประเทศต่างๆ เพื่อทรงเจริญทางพระราชไมตรีนั้น พระองค์ได้พระราชทานความไว้วางใจให้แก่นายปิแอร์ บัลแมง นักออกแบบชาวฝรั่งเศสให้ดูแลการตัดเย็บฉลองพระองค์ทั้งแบบสากลและแบบไทย โดยถ่ายทอดศิลปวัฒนธรรมไทยให้ประยุกต์เข้ากับเทคนิคการตัดเย็บสมัยใหม่ของห้องเสื้อ มุมมองที่นักออกแบบได้ตีความเครื่องแต่งกายของไทยนั้นล้วนเต็มไปด้วยองค์ประกอบของงานเสื้อผ้าชั้นสูง โดยนำศิลปะการแต่งกายตามแบบฉบับไทยทั้งรูปทรง สัดส่วน และเนื้อผ้า

ฉลองพระบาท

ไม่ว่าจะเป็นเทคนิคการพันผ้าและการจับจีบผ้ามาใช้เป็นหลัก การเลือกใช้ผ้าไหมไทย ผ้าทอยกดอก ผ้าไหมมัดหมี่ (ikat) และงานปัก โดยเขาได้พัฒนาฉลองพระองค์ให้เข้ากับโอกาสในการสวมใส่สำหรับงานทางการที่เป็นสากล โดยยังคงรากฐานของความเป็นไทยและมีสไตล์ที่ร่วมสมัย งานนิทรรศการนี้นับเป็นครั้งแรกที่จะได้รับชมขั้นตอนในระหว่างทรงงานและทรงค้นคว้าของ สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง และห้องเสื้อบัลแมง สถาบันงานปักชั้นสูงเลอซาจ และมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ ผ่านภาพวาดและตัวอย่างเนื้อผ้ารวมถึงงานปักประดับ

แฟชั่นไทยในปัจจุบัน: เครื่องแต่งกายไทยร่วมสมัย

ภายในนิทรรศการมีการนำเสนอสไตล์แฟชั่นไทยที่วิวัฒนาการจากการแต่งกายดั้งเดิม พร้อมด้วยฉลองพระองค์ชิ้นประวัติศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง รวมทั้งฉลองพระองค์ของ สมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี” และ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี

นารีรัตนราชกัญญา โดยผลงานที่จัดแสดงเหล่านี้ล้วนเป็นเครื่องพิสูจน์ถึงพระราชปณิธานในการสืบสานมรดกทางวัฒนธรรมอย่างต่อเนื่องจากในรัชสมัยของ สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทั้งรูปทรงอันคมชัด โดดเด่น ประณีตศิลป์ของงานผ้าไทย การประยุกต์เครื่องแต่งกายไทยโบราณให้ร่วมสมัย องค์ประกอบเหล่านี้ยังคงเป็นสารตั้งต้นในการอนุรักษ์งานสร้างสรรค์อันร่วมสมัยที่ยังคงสืบสานศิลปวัฒนธรรมไทยและให้แฟชั่นไทยได้สร้างแรงกระเพื่อมในระดับสากล

นิทรรศการในครั้งนี้ ยังรวบรวมผลงานจากนักออกแบบไทยสมัยใหม่ในบทบาทผู้สืบทอด และผู้ตีความประยุกต์ศิลปวัฒนธรรมไทยโบราณที่ยังคงฝั่งรากลึกและคงอยู่จวบจนทุกวันนี้ เห็นได้จากงานสร้างสรรค์ของแบรนด์ SIRIVANNAVARI ซึ่งทรงก่อตั้งโดย  สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ร่วมด้วยผลงานจากแบรนด์นักออกแบบไทยอย่าง TIRAPAN, ASAVA, VATIT ITTHI, WISHARAWISH และ MESHMUSEUM โดยผลงานเหล่านี้นับเป็นการบันทึกเรื่องราวเกี่ยวกับเครื่องแต่งกายไทยทั้งในปัจจุบันและอนาคต ที่สนับสนุนแนวทางการสร้างสรรค์ด้วยกลิ่นอายของเอกลักษณ์ความเป็นไทยอันร่วมสมัยที่ปรากฏเป็นส่วนหนึ่งในอุตสาหกรรมแฟชั่นระดับสากล

ผศ.ดร. อนุชา ทีรคานนท์ ผู้อำนวยการสถาบันส่งเสริมศิลปหัตถกรรมไทย (องค์การมหาชน) หรือ SACIT  เปิดเผยว่า นับเป็นครั้งแรกที่ประเทศไทยนำฉลองพระองค์ และผลงานหัตถศิลป์ไปจัดแสดง ณ สาธารณรัฐฝรั่งเศส โดยรวบรวมผลงานกว่า 200 รายการ ครอบคลุมทั้งฉลองพระองค์ ผ้ายกโบราณ งานหัตถศิลป์ชั้นสูงประเภทต่าง ๆ ภาพถ่ายประวัติศาสตร์ และวัตถุจัดแสดงออกแบบร่วมสมัยของนักออกแบบไทย ซึ่งนับเป็น “ทูตวัฒนธรรม” ที่ทรงพลัง โดยเฉพาะฉลองพระองค์ในสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง ที่ทรงใช้เป็นสื่อกลางทางการทูตเพื่อเผยแพร่ความเป็นไทยสู่สากลมาอย่างยาวนาน นิทรรศการครั้งนี้ยังได้รับการดูแลโดย Béatrice Quette ภัณฑารักษ์ประจำคอลเลคชั่นศิลปะเอเชียและอิสลามของ Musée des Arts Décoratifs

“นิทรรศการครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงการจัดแสดงความงามทางพัสตราภรณ์เท่านั้น แต่มีเป้าหมายสำคัญในการเสริมสร้างความสัมพันธ์อันดีทางการทูตและส่งเสริมภาพลักษณ์ของประเทศไทยในมิติต่าง ๆ ทั้งด้านศิลปหัตถกรรม และวัฒนธรรมสู่สายตาชาวฝรั่งเศสและชาวโลก เพื่อให้เกิดการรับรู้ถึงคุณค่าและกระตุ้นความสนใจในงานหัตถศิลป์ไทยอย่างเป็นรูปธรรม พร้อมทั้งสร้างความภาคภูมิใจในรากเหง้าวัฒนธรรมให้แก่ประชาชนไทยทั้งในและต่างประเทศ ที่สำคัญยังเป็นการเผยแพร่ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับที่มาและรูปแบบของชุดไทยพระราชนิยมให้เป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลาย ซึ่งสอดคล้องกับวาระสำคัญที่ประเทศไทยเตรียมเสนอให้ชุดไทยพระราชนิยมขึ้นทะเบียนเป็นตัวแทนมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติต่อ UNESCO ในปี พ.ศ. 2569 นี้ด้วย” ผศ.ดร.อนุชา กล่าว

ทั้งนี้ เพื่อสะท้อนภาพมรดกทางวัฒนธรรมที่ถูกส่งต่อจากอดีตมาจนถึงปัจจุบัน ผศ.ดร.อนุชา ได้ฉายภาพวิวัฒนาการ การแต่งกายของสตรีไทยนับพันปี ตั้งแต่ยุคทวารวดี ผ่านการปรับเปลี่ยนตามยุคสมัย กระทั่งในปี พ.ศ. 2503  “ชุดไทยพระราชนิยม” ได้ถือกำเนิดขึ้นจากพระราชดำริของสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง เมื่อครั้งจะต้องโดยเสด็จพระราชดำเนิน พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ไปทรงเยือนสหรัฐอเมริกาและประเทศต่างๆ ในทวีปยุโรปอย่างเป็นทางการ ด้วยพระราชประสงค์ที่จะให้สตรีไทยมีชุดประจำชาติ ที่มีเอกลักษณ์ชัดเจนและทัดเทียมสากล จึงเป็นที่มาของชุดไทยทั้ง 8 แบบ ซึ่งตั้งชื่อตามพระตำหนักและพระที่นั่งสำคัญ อีกทั้งยังทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้นายปิแอร์ บัลแมง นักออกแบบชาวฝรั่งเศส เป็นผู้ออกแบบตัดเย็บฉลองพระองค์ในคราวเสด็จเยือนต่างประเทศ อันเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างสรรค์ที่ผสมผสานความงามแบบไทยเข้ากับแฟชั่นชั้นสูงของฝรั่งเศสได้อย่างวิจิตรลงตัว และพระราชทานให้เป็นชุดประจำชาติสำหรับสตรีไทยที่เผยแพร่สู่สายตาโลกผ่านบุคคลสำคัญอย่าง อาภัสรา หงสกุล นางงามจักรวาลคนแรกของไทย เมื่อครั้งเดินทางไปร่วมการประกวดนางงามจักรวาล ณ สหรัฐอเมริกา พร้อมทั้งได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางในสังคมไทยให้เป็นมาตรฐานการแต่งกายสำหรับงานต่าง ๆ และนิยมนำมาเป็นชุดในพิธีมงคลสมรส จนกลายเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่มีชีวิตและสืบทอดคุณค่ามาจนถึงปัจจุบัน

“SACIT เชิญชวนให้คนไทยร่วมสวมใส่ “ชุดไทยพระราชนิยม” อย่างถูกต้อง เพื่อร่วมกันผลักดันให้ชุดไทยได้รับการรับรองในระดับนานาชาติ โดยเฉพาะในกระบวนการพิจารณาของ UNESCO พร้อมส่งเสริมให้เกิด Social Practice หรือแนวปฏิบัติทางสังคมในการสวมใส่ชุดไทยอย่างแพร่หลายและสร้างพลวัตในงานหัตถศิลป์ ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญในการยกระดับวัฒนธรรมไทยสู่การยอมรับในเวทีโลก

ทั้งนี้ SACIT ขอเชิญชวนประชาชนร่วมเผยแพร่ภาพการสวมใส่ชุดไทยผ่านสื่อสังคมออนไลน์ โดยขอให้ร่วมกันใส่แฮชแท็ก #ชุดไทยพระราชนิยม #SACIT #CHUDTHAI #RoyalThaiDress #expo_lamodeenmajeste เพื่อร่วมกันแสดงพลังของคนไทยให้คนทั่วโลกได้เห็น” ผศ.ดร.อนุชา กล่าวเชิญชวน

ร่วมภาคภูมิใจกับความประณีตแห่งมรดกทางวัฒนธรรมอันทรงคุณค่า ผ่านนิทรรศการครั้งประวัติศาสตร์ La Mode en Majesté. Royal Thai Dress from Tradition to Modernity ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 13 พฤษภาคม – 1 พฤศจิกายน 2569 ณ Musée des Arts Décoratifs กรุงปารีส สาธารณรัฐฝรั่งเศส

Dancing in the Moonlight สตูดิโอ Wellness-Circus Movement แห่งแรกในไทย

Dancing in the Moonlight สตูดิโอ Wellness-Circus Movement แห่งแรกในไทย

Dancing in the Moonlight สตูดิโอ Wellness-Circus Movement แห่งแรกในไทย

วันพุธ ที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2569, 13.51 น.

วงการสุขภาพและการออกกำลังกายในประเทศไทย กำลังก้าวเข้าสู่มิติใหม่ของการดูแลสุขภาวะ เมื่อ Dancing in the Moonlight Holistic Wellbeing Studio(Bangkok) สตูดิโอด้าน Circus Movement และ Holistic Wellness เปิดตัวอย่างเป็นทางการ พร้อมนำเสนอประสบการณ์การดูแลสุขภาพที่ผสานศาสตร์การเคลื่อนไหว ศิลปะการแสดง และการฟื้นฟูร่างกายและจิตใจเข้าไว้ด้วยกันอย่างสร้างสรรค์ โดยมุ่งสร้างพื้นที่แห่งแรงบันดาลใจสำหรับผู้ที่ต้องการพัฒนาศักยภาพของร่างกายควบคู่กับการดูแลสมดุลของจิตใจในรูปแบบสากล

จิลมิกา เฉลิมสุข (ฟ้า) ผู้ก่อตั้งและโค้ชระดับนานาชาติที่ Dancing in the moonligh

สตูดิโอแห่งนี้ก่อตั้งโดย จิลมิกา เฉลิมสุข (ฟ้า) ผู้ก่อตั้งที่มีประสบการณ์ในวงการกีฬาและศิลปะการเคลื่อนไหวระดับนานาชาติ เคยเป็นตัวแทนประเทศไทยในการแข่งขันของ International Pole Sports Federation และคว้าเหรียญทองจากการแข่งขัน Asia Airstars Competition รวมถึงได้รับรางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 จากการแข่งขันในประเทศญี่ปุ่น  ที่ได้จับมือก่อตั้งร่วมกับ คุณสมเกียรติ คุณานิธิพงศ์ ผู้จัดการศิลปินชั้นนำของเมืองไทย ซึ่งมีบทบาทสำคัญในวงการบันเทิงมายาวนาน

แนวคิดของ “Dancing in the Moonlight Holistic Wellbeing Studio(Bangkok)” คือการนำศาสตร์ Circus-ed Movement & Wellness Experience มาผสมผสานกับแนวทางการดูแลสุขภาพแบบองค์รวม (Holistic Wellness) โดยเชื่อว่าการเคลื่อนไหวของร่างกายไม่เพียงเป็นการออกกำลังกาย แต่ยังเป็นศิลปะที่ช่วยปลดปล่อยพลัง สร้างสมาธิ และเสริมสร้างความเชื่อมโยงระหว่างร่างกาย จิตใจ และอารมณ์   

ภายในสตูดิโอมีการเปิดสอนและจัดกิจกรรมด้านการเคลื่อนไหวและสุขภาพที่หลากหลาย ครอบคลุมทั้งศาสตร์การแสดงและการออกกำลังกายเชิงฟื้นฟู อาทิ Contortion (การดัดตัวแบบนักกายกรรม) , Aerial Silk/ hoop/hammock/aerial,  pole/strap Pole Sport/ exotic pole, Pilates, water rehabilitation in the pool, Yoga/yoga fly, Sound Bath Therapy, Mindfulness & Meditation, การให้คำปรึกษาด้านสุขภาวะกายและใจ,  นวดไทย และนวดสปอร์ต, Weight Training & rehabilitation

พร้อมยกระดับประสบการณ์ Wellness ให้ครบวงจรยิ่งขึ้น ด้วยการเปิดตัว “FIT WITH FAH” คลีนฟู้ดคอนเซ็ปต์พิเศษภายในสตูดิโอ ที่ออกแบบมาเพื่อผู้รักสุขภาพโดยเฉพาะ โดยเมนูทั้งหมดปรุงสดใหม่ภายใต้แนวคิด “กินคลีนอย่างแท้จริง” ไม่ใส่ผงชูรส ไม่ใช้น้ำมัน ไม่เติมน้ำตาล และไม่ใช้สารกันบูด เพื่อช่วยเสริมการฟื้นฟูร่างกายจากภายใน สอดรับกับโปรแกรมการดูแลสุขภาพแบบองค์รวมของสตูดิโออย่างสมบูรณ์แบบ นอกจากนี้ ภายในสตูดิโอฯ ยังยกเอาคาเฟ่ชื่อดัง “Round Cafe” จาก Washinton DC  ที่มี Positioning คือ From Farm to Cup – Crafted with Intention คาเฟ่ที่เกิดจากความตั้งใจที่อยากเริ่มจากต้นทางจริงๆ ไม่ได้เป็นเพียงแค่ร้านกาแฟ แต่เป็นผู้ที่ควบคุมคุณภาพตั้งแต่ต้นน้ำ -ปลูกกาแฟเอง- คั่วเอง – ไปจนถึงการออกแบบเครื่องดื่มในแต่ละแก้ว อีกหนึ่งจุดสำคัญคือ สาขาแรกได้เปิดที่ Washington DC ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เข้าใจมาตรฐานของ coffee culture ระดับโลก และนำมาพัฒนาเป็นแนวทางของ Round Café และอีกจุดมุ่งหมายที่สำคัญคือ Thai Beverages on Global Stage เพราะต้องการยกระดับเครื่องดื่มไทยให้ไปไกลในระดับโลกไม่ว่าจะเป็นชาไทย หรือรสชาติแบบ local เรานำมาพัฒนาให้มีความ refined และ contemporary มากขึ้น โดยสาขาสองก็ได้มาเปิดให้บริการลูกค้าใน Dancing in the Moonlight ฯ

 นอกจากนี้ ยังมีเป้าหมายระยะยาวในการพัฒนาเป็น ศูนย์ฝึก Contortion แห่งแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้  ที่มีหลักสูตร Teacher Training Program สำหรับผู้ที่ต้องการพัฒนาเป็นครูผู้สอนในระดับสากล รวมถึงหลักสูตรฝึกครู Pilates และ Yoga โดยครูผู้เชี่ยวชาญจากต่างประเทศ และ พิเศษสุด ในวันที่ 9 – 10พฤษภาคม นี้  สตูดิโอฯ ยังได้ครูโยคะชื่อดังระดับโลกอย่าง Saurabh singh Rajput ที่จะมาเปิดคลาสพิเศษที่ Dancing in the Moonlight Holistic Wellbeing Studio(Bangkok)  เป็นครั้งแรกในประเทศไทยด้วย

Dancing in the Moonlightฯ ได้จัดแพ็กเกจรีทรีต ซึ่งมีให้เลือกตั้งแต่ โปรแกรมครึ่งวัน (Half-Day Urban Reset) ไปจนถึงโปรแกรมหลายวัน เช่น 2 วัน 1 คืน, 3 วัน 2 คืน และ 6 วัน 5 คืน Signature Cultural & Wellness Retreat ที่ผสานกิจกรรมสุขภาพเข้ากับประสบการณ์วัฒนธรรมไทย อาทิ การเยี่ยมชมวัดสำคัญ การสวมชุดไทยถ่ายภาพ ตลาดน้ำ และการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมที่ จ.อยุธยา ด้วยแนวคิดของโปรแกรม คือการสร้างประสบการณ์ “Private • Intentional • Transformational” หรือการพักผ่อนที่เป็นส่วนตัว มีเป้าหมายชัดเจน และช่วยสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกต่อสุขภาวะของผู้เข้าร่วม โดยมีผู้เชี่ยวชาญด้านการเคลื่อนไหวและสุขภาพระดับนานาชาติคอยดูแลอย่างใกล้ชิด   ผสานศิลปะการแสดงเข้ากับการดูแลสุขภาพแบบองค์รวม

ผู้รักสุขภาพที่สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ โทรศัพท์ 097-149-2656    Line: @moonlightpoleyogaและ IG : dancing.in.the.moonlight.bkk

พม. มอบของขวัญสงกรานต์ 69 ช่วยกลุ่มเปราะบาง-ผู้มีรายได้น้อย มีบ้านใหม่ง่ายขึ้น

พม. มอบของขวัญสงกรานต์ 69 ช่วยกลุ่มเปราะบาง-ผู้มีรายได้น้อย มีบ้านใหม่ง่ายขึ้น

พม. มอบของขวัญสงกรานต์ 69 ช่วยกลุ่มเปราะบาง-ผู้มีรายได้น้อย มีบ้านใหม่ง่ายขึ้น

วันพุธ ที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2569, 12.21 น.

นายนิกร โสมกลาง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (รมว.พม.) เปิดเผยว่า ตามที่ ตนได้มอบนโยบายเร่งด่วนให้หน่วยงานต่างๆ  สังกัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ดำเนินการช่วยเหลือค่าครองชีพจากสถานการณ์วิกฤตพลังงาน สำหรับพี่น้องประชาชนกลุ่มเป้าหมาย โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบางและผู้มีรายได้น้อย เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายโดยด่วน ในส่วนของการเคหะแห่งชาติ (กคช.) เป็นรัฐวิสาหกิจ สังกัดกระทรวง พม. มีภารกิจสำคัญในการพัฒนาที่อยู่อาศัยสำหรับผู้มีรายได้น้อย ควบคู่กับการพัฒนาคุณภาพชีวิตและสภาพแวดล้อมที่น่าอยู่ ขณะนี้ มีการขยายโอกาสในการเข้าถึงที่อยู่อาศัยอย่างครบวงจร โดยมุ่งลดข้อจำกัดด้านราคา การเงิน และสินเชื่อ ด้วยแคมเปญ “สงกรานต์อุ่นใจ มีบ้านใหม่กับ กคช. 2026” ตั้งแต่วันนี้ถึง 30 มิถุนายน 2569 โดยนำโครงการพร้อมอยู่กว่า 60 โครงการทั่วประเทศ อาทิ 1) บ้านเอื้ออาทร อาคารแนวราบ ราคา 390,000 บาทต่อหน่วย 2) อาคารชุดขนาด 24 ตารางเมตร (เฉพาะชั้น 3-5) ราคา 250,000 บาทต่อหน่วย และ 3) อาคารชุดขนาด 33 ตารางเมตร (เฉพาะชั้น 3-5) ราคา 390,000 บาทต่อหน่วย มาปรับลดราคาสูงสุด 20% พร้อมเงื่อนไขพิเศษ วางมัดจำเริ่มต้นเพียง 1,000 บาท , อัตราดอกเบี้ยเริ่มต้น 2.50% และผ่อนชำระได้นานสูงสุด 40 ปี นอกจากนี้ ไม่มีการตรวจเครดิตบูโรสำหรับบางโครงการ , มีการคืนเงินมัดจำในกรณีไม่ได้รับอนุมัติสินเชื่อ และมีการเชื่อมโยงกับโครงการสินเชื่อเพื่อการพัฒนาที่อยู่อาศัยสำหรับผู้มีรายได้น้อย (คบส.) เพื่อเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงแหล่งเงินทุนอย่างเป็นธรรม ทั้งนี้ กระทรวง พม. มีความมุ่งมั่นในการเปิดโอกาสให้ผู้มีรายได้น้อยและกลุ่มเปราะบางสามารถมีที่อยู่อยู่อาศัยที่ได้มาตรฐานเป็นของตนเอง เพื่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตอย่างมั่นคง

อย่างไรก็ตาม พี่น้องประชาชนผู้สนใจที่อยู่อาศัยในโครงการของการเคหะแห่งชาติ กระทรวง พม. ด้วยแคมเปญ “สงกรานต์อุ่นใจ มีบ้านใหม่กับ กคช. 2026” ตั้งแต่วันนี้ถึง 30 มิถุนายน 2569 สามารถจองที่อยู่อาศัยผ่านเว็บไซต์ House.nha.co.th และ เฟซบุ๊กแฟนเพจ NHA_Marketing หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Call Center 1615 , 0 2351 6944 , 0 2351 6441, 0 2351 6186 และ 0 2351-6242

คุณแหน : 15 เมษายน 2569

คุณแหน : 15 เมษายน 2569

คุณแหน : 15 เมษายน 2569

วันพุธ ที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2569, 02.00 น.

๐๐ ธีรุตม์ ศุภวิบูลย์ผล อธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการอำนวยการของโครงการพัฒนาศักยภาพเพื่อการฟื้นฟูท้องถิ่นอย่างยั่งยืน โดยมี โคมาฮาชิ ริเอะ ผู้แทนระดับอาวุโสขององค์การความร่วมมือระหว่างประเทศแห่งญี่ปุ่น (JICA) ประจำประเทศไทย ร่วมประชุม..๐๐

๐๐ ดร.ศุภกร สิทธิไชย รักษาการแทน ผอ.ใหญ่ ดีป้า ประกาศรายชื่อผู้ได้รับรางวัล Prime Minister’s Digital Awards 2025 รางวัลเชิดชูเกียรติผู้ที่มีผลงานดีเด่นด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมดิจิทัลของไทย พร้อมเปิดตัว 3 สาขาใหม่ ครอบคลุม Content, Software และ Hardware..๐๐

๐๐ จันทร์ประภา วิชิตชลชัย ร่วมพิธีมอบถ้วยรางวัลพระราชทาน สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี และถ้วยรางวัลเกียรติยศ พร้อมรับมอบเงินบริจาค จาก อลิสา สิมะโรจน์ ผ่านการจัด “โครงการ AIA CI Share and Care – รับเพื่อให้ สร้างสุขภาพพร้อมสร้างสรรค์สังคมอย่างยั่งยืน” เพื่อสมทบทุน “โครงการจัดสร้างอาคารศูนย์บูรณาการรักษาโรคมะเร็ง รพ.จุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย”..๐๐

๐๐คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล นำโดย รศ.ดร. ภก.วิชิต โนสูงเนิน พร้อมด้วย รศ.ดร. ภญ.ศิตาพร ยังคง และ ผศ. ดร. ภก.จตุรงค์ ประเทืองเดชกุล ต้อนรับคณะผู้บริหารจาก School of Pharmacy, Tongji Medical College, Huazhong University of Science and Technology (HUST) ประเทศจีน นำโดย Prof. ZENG Jing และ Ms. Haikun WANG เพื่อพัฒนาความร่วมมือในระดับนานาชาติ..๐๐

๐๐ พิริยาภรณ์ ธรรมมารักษ์ สุดปลื้มที่งานพิธีประทาน “ทุนสมเด็จเจ้าฟ้าฯ” ปีที่ 14 และประกาศนียบัตรแก่ผู้สำเร็จการศึกษา จากวิทยาลัยอาชีวศึกษาสันติราษฎร์ในพระอุปถัมภ์ฯ จัดได้อย่างราบรื่น น่าประทับใจ ได้รับคำชื่นชมจากแขกที่มาร่วมงาน อาทิ สุวพันธ์ ตันยุวรรธนะ, รศ.ดร.ชัชพล ไชยพร, Mr. Walter Lee..๐๐

๐๐ รศ.พญ.เยาวลักษณ์ ชาญศิลป์ พา ศ.พญ.ภาวนา ภูสุวรรณ และ อมรา บูรณธนิต ไปตะลุยเที่ยวชมดอกไม้ที่ญี่ปุ่น สำรวจเส้นทางที่ไม่คุ้นเคย แถวโทยามาและคานาซาวา ก่อนกลับโตเกียว ยาวนานถึง 15 วัน ทำเอาคนวัย 70+ กะปลกกะเปลี้ยไปตามๆกัน..๐๐

๐๐รับเทศกาลสงกรานต์ปีใหม่ไทย ศ.นพ.สุรเดช หงส์อิง เลขาธิการกองทุนโรคมะเร็งในเด็กในพระอุปถัมภ์ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ ชวนร่วมทำบุญช่วยเหลือเด็กป่วยโรคมะเร็งยากไร้ทั่วประเทศ โดยบริจาคที่ บช. SCB อ่อนนุช 133-2-08742-3 ใบเสร็จรับเงินนำไปลดหย่อนภาษีได้ โทร 027183800..๐๐

๐๐ ดร.ปรีสาร รักวาทิน, ขนิษฐ์ ผาทอง, ศิริมา ทองรื่น และ ราชิต ไชยรัตน์ ร่วมเป็นวิทยากรในหัวข้อ Digital & AI Transformation ร่วมขับเคลื่อนนักบัญชี SME สู่มาตรฐานดิจิทัลและเศรษฐกิจยุคใหม่ จัดโดย สภาวิชาชีพบัญชี ในพระบรมราชูปถัมภ์..๐๐

๐๐ ภูกิจ ดิศธรานนท์ ซีอีโอ บมจ.เรียล สมาร์ท เผยว่า ส่วนวิจัยและวิเคราะห์ข้อมูล บมจ. เรียล สมาร์ท ได้สำรวจแนวทางการแก้ไขปัญหาค่าครองชีพของชาวเน็ตไทยในยุคน้ำมันแพง ตั้งแต่วันที่ 28 กพ.- 7 เมย. ในทุกแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย 58,088 ข้อความ พบว่า 81% ของ จำนวนข้อความทั้งหมด ต้องการให้รัฐบาลปรับโครงสร้างราคาและภาษีน้ำมัน รวมถึงควบคุมราคาสินค้าที่จำเป็นต่อการดำรงชีพ  เพื่อช่วยแก้ไขปัญหาราคาน้ำมันและราคาสินค้า ที่ปรับตัวสูงขึ้น..๐๐

๐๐สมาคมศิษย์เก่าคณะเภสัชศาสตร์ ม.เชียงใหม่ แสดงความเสียใจกับการจากไปของ ภก.ณัฐพงษ์ นามสกุล สมศักดิ์ เภสัช มช. รุ่น 20..๐๐

เบน-จอนนี่ ร่วม Private Dinner แสดงความยินดีกับ ไฮโซกี้ หลังประกาศขอ ‘มินนี่ ภัณฑิรา’แต่งงาน

เบน-จอนนี่ ร่วม Private Dinner แสดงความยินดีกับ ไฮโซกี้ หลังประกาศขอ 'มินนี่ ภัณฑิรา'แต่งงาน

เบน-จอนนี่ ร่วม Private Dinner แสดงความยินดีกับ ไฮโซกี้ หลังประกาศขอ ‘มินนี่ ภัณฑิรา’แต่งงาน

วันอังคาร ที่ 14 เมษายน พ.ศ. 2569, 15.42 น.

เรียกได้ว่าเป็น Private Dinner ที่เต็มไปด้วยความอบอุ่นจากเหล่าเพื่อนสนิทของ ไฮโซกี้ หรือ คุณสราวุธ เสรีธรณกุล ทายาทรุ่นที่ 3 อาณาจักรสารให้ความหวาน และเจ้าของแบรนด์รังนกชื่อดัง ที่ทำเซอร์ไพร้สคุกเข่าขอแต่งงาน มินนี่-ภัณฑิรา พิพิธยากร นางเอกสาวที่กลายเป็น “ว่าที่เจ้าสาวพันล้าน” ไปแล้ว 

ล่าสุดทั้งคู่เปิดคฤหาสน์ Versace ต้อนรับเพื่อนสนิทอย่าง คุณเบน-กัลยานี กมลวิศิษฎ์ หลานสะใภ้คนสวยของคุณขูวิทย์ กมลวิศิษฐ์ และ คุณจอนนี่-ธิติธรรม กมลวิศิษฎ์ ร่วมด้วยเพื่อนสนิทอีกหลายคน อาทิ คุณเอิ๊ก พรหมพร, คุณฟลุ๊ค เกริกพล ที่ควงแขนมาพร้อมภรรยาคนสวย คุณนาตาลี เจียวรนนท์ และเพื่อนสนิทในแวดวงไฮโซ ร่วมรับประทานอาหารแสดงความยินดี 

โดย คุณเบน และ คุณจอนนี่ ยังได้มอบช่อดอกไม้แสดงความยินดี และยังอวยพรให้ทั้งคู่มีความสุขมากๆ สร้างความปลาบปลื้มให้กับ ไฮโซกี้ และสาวมินนี่ เป็นอย่างมากเลยล่ะ!!!   

Paul Smith จัดงาน Pool Smith เปิดตัวคอลเลกชัน Spring/Summer 2026

Paul Smith จัดงาน Pool Smith เปิดตัวคอลเลกชัน Spring/Summer 2026

Paul Smith จัดงาน Pool Smith เปิดตัวคอลเลกชัน Spring/Summer 2026

วันอังคาร ที่ 14 เมษายน พ.ศ. 2569, 15.33 น.

PaulSmith ต้อนรับซัมเมอร์กับงาน “Pool Smith” ชวนทุกคนเพลิดเพลินกับบรรยากาศสุดชิลริมสระ ไปพร้อมกับคอลเลกชัน Spring/Summer 2026 ที่หยิบบันทึกการเดินทางแสนสนุกและน่าจดจำของ PaulSmith จากทั่วทุกมุมโลก มาถ่ายทอดเรื่องราวผ่านดีไซน์ สีสัน และลวดลายอย่างมีสไตล์

คอลเลกชันนี้โดดเด่นด้วยสีสันสดใส อย่าง สีเขียวมะนาว สีชมพูบานเย็น และสีส้มปะการัง เสริมด้วยสีเอิร์ธโทนนุ่มนวลดั่งถูกแดดเผาจนซีดจาง ที่ถูกนำมาแต่งแต้มลงบนดีไซน์แบบคอลลาจ (collage) ผสานภาพความทรงจำจากหลากหลายทริป ก่อนพิมพ์เป็นลายกราฟิกลงบนเชิ้ต เสื้อคลุม และเนคไท ชวนให้นึกถึงการเดินทางในฤดูร้อนที่แสนประทับใจ พร้อมเติมกลิ่นอายความขี้เล่นและเอกลักษณ์เฉพาะตัวในแบบฉบับ PaulSmithโดยมีเหล่าคนดังอย่าง เจนเย่ เมธิกา จีรนรภัทร, วี วิโอเลต วอเทียร์, มิว ศุภศิษฏ์ จงชีวีวัฒน์, เอส ศุภ สง่าวรวงศ์, ตี๋ตี๋ วันพิชิต นิมิตภาคภูมิ และ ป๋อ ศุภการ จิรโชติกุล ร่วมถ่ายทอดสไตล์ของคอลเลกชันนี้ผ่านโททัลลุคของแบรนด์

#PaulSmithTH @paulsmithdesign

ไมเนอร์ โฮเทลส์ เปิดตัวแพลตฟอร์มข้อมูลและ AI ระดับโลก ยกระดับประสบการณ์ลูกค้าเจเนอเรชันใหม่

ไมเนอร์ โฮเทลส์ เปิดตัวแพลตฟอร์มข้อมูลและ AI ระดับโลก  ยกระดับประสบการณ์ลูกค้าเจเนอเรชันใหม่

ไมเนอร์ โฮเทลส์ เปิดตัวแพลตฟอร์มข้อมูลและ AI ระดับโลก ยกระดับประสบการณ์ลูกค้าเจเนอเรชันใหม่

วันอังคาร ที่ 14 เมษายน พ.ศ. 2569, 15.14 น.

ไมเนอร์ โฮเทลส์ (Minor Hotels) ประกาศแผนพัฒนาแพลตฟอร์มข้อมูลและปัญญาประดิษฐ์ (AI) ใหม่ ภายใต้ความร่วมมือกับ Google CloudSalesforceOneTrust และ Deloitte เพื่อเร่งการดำเนินกลยุทธ์การเปลี่ยนผ่านธุรกิจสู่รูปแบบดิจิทัล (digital transformation) ระยะยาวของกลุ่มครั้งใหญ่

โครงการนี้ถือเป็นหนึ่งในการลงทุนด้านเทคโนโลยีที่สำคัญที่สุดในประวัติศาสตร์ของ ไมเนอร์ โฮเทลส์ ซึ่งสะท้อนการก้าวสู่การเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมโรงแรมในด้านการใช้ข้อมูลและ AI ที่จะช่วยสร้างประสบการณ์เฉพาะบุคคลและเสริมสร้างความสัมพันธ์โดยตรงกับลูกค้าของโรงแรมในกลุ่มกว่า 640 แห่งทั่วโลก ทั้งที่เปิดดำเนินการแล้วและโครงการที่เตรียมจะพัฒนา

หัวใจสำคัญของโครงการคือการสร้างแพลตฟอร์มดิจิทัลเดียวที่เชื่อมโยงข้อมูลลูกค้าทั่วโลก การตลาด และการดำเนินงานด้านบริการเข้าไว้ด้วยกัน เพื่อช่วยให้ทีมพนักงานสามารถจดจำลูกค้าของทุกแบรนด์และทุกจุดหมายปลายทางได้อย่างสม่ำเสมอ สามารถปรับการสื่อสารและข้อเสนอให้ตรงกับความชอบและประสบการณ์การเข้าพักที่ผ่านมา พร้อมการบริหารจัดการข้อมูลอย่างรับผิดชอบ โดยมีมาตรการความเป็นส่วนตัวและการกำกับดูแลตั้งแต่เริ่มต้น

แพลตฟอร์มใหม่ซึ่งมีกำหนดจะเปิดใช้งานเต็มรูปแบบภายในปี 2569 กำลังถูกพัฒนาขึ้นโดยแยกจากระบบเดิมอย่างสิ้นเชิง ซึ่งช่วยให้ไมเนอร์ โฮเทลส์ สามารถก้าวข้ามข้อจำกัดของเทคโนโลยีแบบดั้งเดิม ด้วยการสร้างระบบขึ้นบนความสามารถด้าน AI ระดับองค์กรรุ่นล่าสุด (enterprise-grade) จากพันธมิตรด้านเทคโนโลยี ทำให้แพลตฟอร์มนี้ถูกออกแบบมาตั้งแต่ต้นเพื่อรองรับความก้าวหน้าของ Generative AI เอเจนต์อัจฉริยะ (intelligent agents) และระบบอัตโนมัติ (automation) ได้อย่างเต็มที่

แนวทางการพัฒนาแบบเริ่มต้นใหม่ทั้งหมดนี้ คาดว่าจะช่วยย่นระยะเวลาในการพัฒนาได้อย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับโครงการทรานส์ฟอร์มแบบดั้งเดิม และยังช่วยวางตำแหน่งให้กลุ่มไมเนอร์ โฮเทลส์ สามารถพัฒนาขีดความสามารถเชิงพาณิชย์และการให้บริการได้รวดเร็วยิ่งขึ้นท่ามกลางการเติบโตและการพัฒนาอย่างต่อเนื่องของเทคโนโลยี AI

“AI กำลังกลายเป็นประตูด่านแรกของการเดินทาง และด้วย AI การควบคุมอุปสงค์ก็กำลังเปลี่ยนแปลง” เอียน ดิ ทูลลิโอ (Ian Di Tullio) ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายพาณิชย์ (Commercial Officer) ของ ไมเนอร์ โฮเทลส์ กล่าว “แบรนด์ที่จะชนะจะไม่ใช่แบรนด์ที่มองเห็นได้มากที่สุด แต่คือแบรนด์ที่มีความชาญฉลาดที่สุด สามารถตอบสนองได้แบบเรียลไทม์ เป็นเจ้าของข้อมูล และสร้างความสัมพันธ์กับลูกค้าได้โดยตรง ซึ่งที่ ไมเนอร์ โฮเทลส์ เรากำลังสร้างขีดความสามารถนี้ในระดับองค์กร เพื่อให้มั่นใจว่าเราไม่ได้เป็นเพียงผู้มีส่วนร่วมในบริบทใหม่นี้ แต่ยังสามารถกำหนดตำแหน่งของเราในนั้นได้ด้วย”

พลิกโฉมธุรกิจโรงแรมสู่อนาคต ด้วยแพลตฟอร์ม AI อัจฉริยะ

จากการพัฒนาบนโครงสร้างพื้นฐานของ Google Cloud ที่ปรับแต่งมาเพื่อประสิทธิภาพสูงสุดด้าน AI พร้อมขุมพลังจาก BigQuery และ Vertex AI ในการเชื่อมโยงข้อมูลและการประมวลผลอัจฉริยะ ทำให้ ไมเนอร์ โฮเทลส์ สามารถหลอมรวมข้อมูลของผู้เข้าพักจากทุกแบรนด์และทุกภูมิภาคทั่วโลกเข้าด้วยกัน นำไปสู่การมอบประสบการณ์การเข้าพักที่เน้น ‘ความต่อเนื่อง’ อย่างแท้จริง โดยความชอบส่วนบุคคลของผู้เข้าพักจะได้รับการจดจำและดูแลเป็นอย่างดี ไม่ว่าจะเป็นการเข้าพักที่อนันตรา (Anantara) ในประเทศไทย หรือ ทิโวลี (Tivoli) ในประเทศโปรตุเกส”

ในระยะถัดไป ไมเนอร์ โฮเทลส์ ตั้งเป้าที่จะก้าวข้ามการใช้ AI เพียงเพื่อการถาม-ตอบ ไปสู่ระบบ Agentic Orchestration (การประสานการทำงานของเอเจนต์อัตโนมัติ) โดยแพลตฟอร์มนี้จะรองรับการใช้งาน AI Agent ในอนาคต ทั้งที่พัฒนาโดย Google, พาร์ทเนอร์ภายนอก หรือที่พัฒนาขึ้นเอง โดยอิงจากฐานข้อมูลของไมเนอร์ โฮเทลส์ และด้วยการเชื่อมต่อเอเจนต์เข้ากับแหล่งข้อมูลที่ถูกต้องเพียงหนึ่งเดียว (Single Source of Truth) นี้ จะทำให้ระบบสามารถจัดการการจอง วางแผนการเดินทางแบบเฉพาะบุคคล และแก้ไขคำขอที่ซับซ้อนของผู้เข้าพักได้แบบเรียลไทม์อย่างแม่นยำ”

“AI agent ที่เข้าใจบริบทและสามารถคาดการณ์พร้อมจัดการความต้องการได้ตลอดเส้นทางการท่องเที่ยว คือกุญแจสำคัญของอนาคต” Mark Micallef กรรมการผู้จัดการ Google Cloud ประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กล่าว “ด้วยการวางรากฐานการทรานส์ฟอร์มบนสถาปัตยกรรม Full Stack ของ Google Cloud ที่เปิดกว้างและมั่นคงปลอดภัย (open and secure) ผสานกับการเชื่อมต่อกับ Salesforce และความเชี่ยวชาญด้านโซลูชันจากพันธมิตรอย่าง Deloitte ช่วยให้ ไมเนอร์ โฮเทลส์ สามารถก้าวข้ามอุปสรรคในการรวมระบบของคลาวด์แบบเดิมที่กระจัดกระจาย และสร้างบรรทัดฐานใหม่ในการดูแลผู้เข้าพัก ที่เน้นความต้องการเฉพาะบุคคล การคาดการณ์ล่วงหน้า และการตอบสนองที่รวดเร็วอย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น”

Salesforce ซึ่งเป็นผู้นำระดับโลกด้านระบบบริหารความสัมพันธ์ลูกค้าที่ขับเคลื่อนด้วย AI (AI Customer Relationship Management) จะเข้ามาสนับสนุนระบบการตลาดแบบอัตโนมัติและการสื่อสารกับผู้เข้าพักตลอดการเดินทางด้วย Agentforce Marketing โดย Data 360 จะทำหน้าที่บูรณาการข้อมูลความชอบของลูกค้าจากข้อมูลที่รวมไว้ในที่เดียว และแบ่งกลุ่มลูกค้าได้อย่างแม่นยำแบบเรียลไทม์ ซึ่งจะช่วยให้ไมเนอร์ โฮเทลส์ สามารถสร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่ ๆ พร้อมยกระดับความพึงพอใจและการกลับมาใช้บริการซ้ำของลูกค้า

อภิสิทธิ์ คุปรัตน์ ผู้บริหารและกรรมการผู้จัดการ (Country Leader and Managing Director) ของ Salesforce ประเทศไทย กล่าวว่า “ในยุค AI มาตรฐานประสบการณ์ลูกค้าสูงขึ้นอย่างมาก ลูกค้าต้องการการบริการที่รวดเร็ว เข้าใจง่าย และตอบโจทย์ความต้องการส่วนตัวได้อย่างแม่นยำ การใช้ระบบอัตโนมัติที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูลเชิงลึก จะช่วยเปลี่ยนทุกจุดที่ลูกค้ามีปฏิสัมพันธ์กับโรงแรมให้กลายเป็นประสบการณ์ที่เชื่อมโยงและมีคุณค่าตลอดการเดินทาง”

OneTrust แพลตฟอร์มชั้นนำด้านการกำกับดูแลที่รองรับการใช้ AI จะมีบทบาทสำคัญในการดูแลให้การจัดการข้อมูลลูกค้าเป็นไปอย่างมีความรับผิดชอบและสอดคล้องกับกฎระเบียบด้านความเป็นส่วนตัวในระดับสากล โดยได้ผสานระบบบริหารจัดการความเป็นส่วนตัวและความยินยอมไว้เป็นส่วนหนึ่งของสถาปัตยกรรมแพลตฟอร์มโดยตรง ช่วยให้ ไมเนอร์ โฮเทลส์ สามารถเพิ่มขีดความสามารถด้านการปรับแต่งประสบการณ์ลูกค้าเฉพาะบุคคล ควบคู่ไปกับการรักษาความโปร่งใสและความเชื่อมั่นของลูกค้า

“ความยินยอมจากลูกค้าคือรากฐานสำคัญของความสัมพันธ์กับลูกค้าที่ยั่งยืน และเป็นกลยุทธ์การจัดการข้อมูลที่มั่นคง” Arran Mulvaney, Regional Director, ASEAN ของ OneTrust กล่าว “ด้วยการฝังมาตรการด้านความเป็นส่วนตัวและการกำกับดูแลไว้ในแพลตฟอร์มตั้งแต่เริ่มต้น ไมเนอร์ โฮเทลส์ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่ชัดเจนต่อผู้เข้าพัก โดยยกระดับการใช้ข้อมูลอย่างมีความรับผิดชอบให้เป็นเรื่องสำคัญตั้งแต่ต้น ไม่ใช่สิ่งที่ทำภายหลัง”

แพลตฟอร์มใหม่นี้จะสนับสนุนการพัฒนาขีดความสามารถใหม่ ๆ ที่ขับเคลื่อนด้วย AI เพื่อยกระดับทั้งการมีส่วนร่วมของลูกค้าและประสิทธิภาพการดำเนินงาน โดยระบบเอเจนต์อัจฉริยะจะช่วยให้ทีมดูแลลูกค้าและพนักงานของโรงแรมตอบสนองต่อคำขอของลูกค้าได้รวดเร็วยิ่งขึ้น ขณะที่เครื่องมือด้านการมีส่วนร่วมที่ขับเคลื่อนด้วย AI จะช่วยสร้างปฏิสัมพันธ์เฉพาะบุคคล พร้อมนำเสนอคำแนะนำที่ชาญฉลาดในส่วนของประสบการณ์และการอัปเกรดบริการที่ครอบคลุมทั้งระหว่างการเข้าพักและในจุดหมายปลายทางต่าง ๆ เมื่อ AI เข้ามาเปลี่ยนวิธีที่นักเดินทางค้นหาและจองทริป แพลตฟอร์มนี้จะช่วยให้ ไมเนอร์ โฮเทลส์ ปรับตัวเข้าสู่ยุคใหม่ของการค้นหาที่ขับเคลื่อนด้วย AI ซึ่งผู้ช่วยดิจิทัลจะมีบทบาทมากขึ้นในการชี้นำการตัดสินใจและเพิ่มโอกาสในการจอง

รวมระบบนิเวศดิจิทัลสู่การทำงานแบบบูรณาการ

Deloitte หนึ่งในบริษัทที่ปรึกษาทางธุรกิจครบวงจรชั้นนำของโลก ได้เข้ามาเป็นพันธมิตรด้านกลยุทธ์และการดำเนินงานให้กับ ไมเนอร์ โฮเทลส์ โดยขับเคลื่อนการออกแบบร่วมและการบูรณาการชุดเทคโนโลยีสำหรับอนาคตเข้าสู่รูปแบบการดำเนินงานขององค์กรอย่างเป็นระบบ โดย Deloitte ทำงานร่วมกับทุกฝ่ายเพื่อให้มั่นใจว่าขีดความสามารถด้าน AI ล่าสุดไม่ถูกนำไปใช้แบบแยกส่วนออกไป แต่ถูกฝังเข้าไปในกระบวนการหลัก การตัดสินใจ และวิธีการทำงาน เพื่อให้เหมาะสมกับ ไมเนอร์ โฮเทลส์ และลูกค้าในกว่า 63 ประเทศ

“การทรานส์ฟอร์มในระดับนี้ไม่เพียงต้องอาศัยเทคโนโลยีที่ทรงพลัง แต่ยังต้องสร้างความสอดคล้องภายในองค์กร และทำงานร่วมกับทีมปฏิบัติการในแต่ละประเทศเพื่อให้การใช้งานราบรื่นและมีประสิทธิภาพ” ดร. เมธินี จงสฤษดิ์หวัง กรรมการผู้จัดการ (Country Managing Partner) ของ Deloitte ประเทศไทย กล่าว “นับเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่เราได้ร่วมมือกับ ไมเนอร์ โฮเทลส์ และพันธมิตรอื่น ๆ ในการสร้างระบบนิเวศเทคโนโลยีและกลยุทธ์การบูรณาการที่เหมาะสม เพื่อสร้างแพลตฟอร์มที่สามารถพัฒนาไปพร้อมกับธุรกิจ เปิดโอกาสใหม่ในการเติบโตและสร้างการมีส่วนร่วมกับลูกค้า และเป็นแนวหน้าแห่งอนาคตของอุตสาหกรรมโรงแรม”

ด้วยแผนการพัฒนาต่อเนื่องในด้านประสบการณ์ดิจิทัล การขายที่เน้นประสบการณ์ และบริการที่ขับเคลื่อนด้วย AI ไมเนอร์ โฮเทลส์ กำลังพัฒนาแพลตฟอร์มที่จะเป็นรากฐานของการบริการแบบเฉพาะบุคคลสำหรับรุ่นต่อไปครอบคลุมโรงแรมในพอร์ตโฟลิโอทั่วโลกของบริษัท

‘จ๋าย ไททศมิตร’นำทัพคนบันเทิงรวมพลัง! จัด’วิ่งเล่นบนหาดใหญ่ Charity’ฟื้นเมืองหลังน้ำท่วม

'จ๋าย ไททศมิตร'นำทัพคนบันเทิงรวมพลัง! จัด'วิ่งเล่นบนหาดใหญ่ Charity'ฟื้นเมืองหลังน้ำท่วม

‘จ๋าย ไททศมิตร’นำทัพคนบันเทิงรวมพลัง! จัด’วิ่งเล่นบนหาดใหญ่ Charity’ฟื้นเมืองหลังน้ำท่วม

วันพุธ ที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2569, 10.00 น.

การรวมตัวเฉพาะกิจของพลังคนบันเทิงเกิดขึ้นอีกครั้ง เพื่อร่วมฟื้นฟูเมืองหาดใหญ่หลังผ่านพ้นวิกฤตน้ำท่วมกับงาน “วิ่งเล่นบนหาดใหญ่ Charity” ที่จัดขึ้นเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 9 เมษายน 2569 ณ สนามกีฬาจิระนคร อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา โดยมี “จ๋าย ไททศมิตร” นำทีม พร้อมด้วย เหว่ง + เติ๊ด เทพลีลา, ป๋าเต็ด ยุทธนา และ โอ๊ต ปราโมทย์ ที่แท็กทีมศิลปิน ดารา และอินฟลูเอนเซอร์มาร่วมสร้างรอยยิ้มและส่งต่อกำลังใจอย่างคับคั่ง อาทิ POP PONGKOOL, NAP THE NAP, WAN THANAKRIT, URBOYTJ, เป็ก ZEAL, MANUTSAWEE, MEAN BAND, TAITOSMITH, LITTLE JOHN,  ท็อป ทศพล, เกรท วรินทร, ลีซอ, เชา ชวลิต, บางระมาด, RUBSARB, คอเย็น, บ้านกูเอง, มีนาคม, BUFFALO GAGS, ART OF HONGTAE, PHAZTTER, PEAR IS HUNGRY, ROOFTOP, IPAN CHANNEL, BUFFET CHANNEL, PIGKAPLOY, กอล์ฟมาเยือน, KARNFOEI, SALMON PODCAST, ALIZ, ICE TAMONWAN, BEAMBEAMKO, BONNADOL, MAIYARAP, FLOWER.FAR, GOY NATTY DREAM และ JACKIE JACKRIN

บรรยากาศภายในงานคึกคักตลอดทั้งวัน โดยเริ่มต้นช่วงเช้าด้วยกิจกรรม “วิ่งเล่นบนหาดใหญ่ Charity” ระยะทาง5 กิโลเมตร บนเส้นทางรอบสนามจิระนคร พร้อมเหล่าคนดังที่มาร่วมวิ่งสร้างสีสันและส่งกำลังใจอย่างใกล้ชิด ซึ่งได้รับกระแสตอบรับอย่างล้นหลาม โดยสิทธิ์ผู้สมัครจำนวน 500 คน ซึ่งจะได้รับเสื้อสุดเท่จาก ‘CARNIVAL’ ถูกจองเต็มภายในเวลาไม่ถึง 1 นาที และรายได้ทั้งหมดจากค่าสมัครมอบให้กับโรงพยาบาลหาดใหญ่ เพื่อส่งต่อความช่วยเหลือกลับคืนสู่ชุมชน ต่อเนื่องในช่วงบ่ายถึงเย็น สนามกีฬาจิระนครถูกเนรมิตให้กลายเป็นตลาดนัดสุดคึกคัก รวบรวมร้านเด็ดท้องถิ่นของชาวหาดใหญ่มาไว้ในงานอย่างมากมาย พร้อมเหล่าอินฟลูเอนเซอร์ที่ช่วยกันประชาสัมพันธ์ร้านค้าและสินค้าให้ผู้เข้าร่วมงานได้รู้จักมากขึ้น ขณะเดียวกันกิจกรรมบนเวทีก็เต็มไปด้วยสีสันทางดนตรี เปิดด้วยโชว์จากศิลปินท้องถิ่นวง “มาการอง” ก่อนส่งต่อความสนุกด้วยทีม “WHYLIVE” ที่ยกรายการสดมาไว้บนเวที พร้อมศิลปินและดารารับเชิญที่สลับสับเปลี่ยนกันขึ้นมาสร้างเสียงหัวเราะและความสุขให้ผู้ชม พร้อมเปิดรับบริจาคแบบ Real-time ตลอดการแสดง ปิดท้ายค่ำคืนด้วยฟรีคอนเสิร์ตจากวง LITTLE JOHN และ TAITOSMITH ที่ปลุกพลังชาวใต้ให้กลับมาคึกคักอีกครั้ง ท่ามกลางประชาชนที่มาร่วมงานแน่นสนามกีฬากว่า 13,000 คน สร้างภาพความประทับใจและความอบอุ่นให้เกิดขึ้นทั่วทั้งพื้นที่

งานครั้งนี้เกิดขึ้นได้จากความร่วมมือของหลายภาคส่วน ทั้งผู้สนับสนุน หน่วยงานราชการ เทศบาล สภ.เมืองหาดใหญ่ ทีมแพทย์ ทีมจิตอาสา ทีมงานเบื้องหน้าและเบื้องหลัง ตลอดจนศิลปิน ดารา อินฟลูเอนเซอร์ และเจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายที่ร่วมกันดูแลความปลอดภัยและอำนวยความสะดวก เพื่อให้งานดำเนินไปอย่างราบรื่น โดยเงินบริจาครวมจากผู้สนับสนุน รายได้จากการจำหน่ายเสื้อ และการบริจาคภายในงานทั้งหมดจะนำไปมอบให้แก่ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (ม.อ.) เพื่อสนับสนุนการดูแลศูนย์อพยพ และ โรงพยาบาลหาดใหญ่ เพื่อช่วยเหลือและฟื้นฟูผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์น้ำท่วมครั้งนี้ เหนือสิ่งอื่นใด งาน “วิ่งเล่นบนหาดใหญ่ Charity” ไม่ได้เป็นเพียงกิจกรรมวิ่งหรือคอนเสิร์ต แต่คือภาพของการรวมพลังจากคนบันเทิงและประชาชนที่ตั้งใจช่วยกันฟื้นฟูเมืองหาดใหญ่หลังน้ำท่วม และยืนยันว่าเมื่อสังคมต้องการความช่วยเหลือ คนไทยยังพร้อมยืนเคียงข้างกันเสมอ

#วิ่งเล่นบนหาดใหญ่charity #วิ่งช่วยน้ำท่วมหาดใหญ่ #หาดใหญ่