Thai PBS KINGBRIDGE RUN 2026 ชวนพิชิตเส้นทางวิ่งสุดเอ็กซ์คลูซีฟบนสะพานภูมิพล 1-2

Thai PBS KINGBRIDGE RUN 2026 ชวนพิชิตเส้นทางวิ่งสุดเอ็กซ์คลูซีฟบนสะพานภูมิพล 1-2

Thai PBS KINGBRIDGE RUN 2026 ชวนพิชิตเส้นทางวิ่งสุดเอ็กซ์คลูซีฟบนสะพานภูมิพล 1-2

วันอังคาร ที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 17.17 น.

ไทยพีบีเอส  ร่วมกับองค์กรภาคี และหน่วยงานร่วมจัด เปิดตัว Thai PBS KINGBRIDGE RUN 2026 งานวิ่งแห่งปี ครั้งแรกของการวิ่งบนเส้นทางลอยฟ้าที่สวยที่สุดในกรุงเทพฯ บนสะพานภูมิพล 1 และสะพานภูมิพล 2 พร้อมส่งต่อโอกาสทางการศึกษาแก่เด็กและเยาวชนที่เสี่ยงหลุดจากระบบการศึกษา ผ่านมูลนิธิราชประชานุเคราะห์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ มูลนิธิดร.เทียม โชควัฒนา และมูลนิธิไทยพีบีเอส

องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ส.ส.ท.) หรือ ไทยพีบีเอส ร่วมกับ มูลนิธิไทยพีบีเอส มูลนิธิ ดร.เทียม โชควัฒนา และ KingBridge Tower จัดงานแถลงข่าวเปิดตัวงานวิ่ง Thai PBS KINGBRIDGE RUN 2026  เชิญชวนนักวิ่งและประชาชนร่วมสัมผัสประสบการณ์บนเส้นทางวิ่งสุดพิเศษที่เปิดโอกาสให้นักวิ่งได้พิชิตแลนด์มาร์คสําคัญอย่าง สะพานภูมิพล 1 และ สะพานภูมิพล 2 เชื่อมต่อสองฝั่งแผ่นดินระหว่างกรุงเทพมหานครและสมุทรปราการ ในวันที่ 6 ธ.ค. 2569  และร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการส่งต่อโอกาสทางการศึกษาแก่เด็กและเยาวชนที่เสี่ยงหลุดจากระบบการศึกษา โดยรายได้หลังหักค่าใช้จ่าย นำไปช่วยเหลือเด็กและเยาวชนที่เสี่ยงหลุดจากระบบการศึกษา ผ่านมูลนิธิราชประชานุเคราะห์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ มูลนิธิ ดร.เทียม โชควัฒนา และมูลนิธิไทยพีบีเอส

นายอดิศักดิ์ ลิมปรุ่งพัฒนกิจ รองผู้อำนวยการ ไทยพีบีเอส ด้านเทคโนโลยี  กล่าวว่า งาน Thai PBS KINGBRIDGE RUN 2026  ถือเป็นอีกหนึ่งความร่วมมือครั้งสำคัญที่สะท้อนบทบาทของไทยพีบีเอสในฐานะสื่อสาธารณะ จัดกิจกรรมที่ส่งเสริมสุขภาวะ เชื่อมโยงผู้คนให้ร่วมกันดูแลสุขภาพ ผ่านการกิจกรรมวิ่ง พร้อมสร้างประโยชน์กลับคืนสู่สังคมผ่านการส่งต่อโอกาสทางการศึกษาแก่เด็กและเยาวชนที่เสี่ยงหลุดจากระบบการศึกษา ซึ่งนอกจากประสบการณ์การวิ่งสำหรับนักวิ่งแล้ว  ไทยพีบีเอสยังเตรียมถ่ายทอดสดการแข่งขันผ่านช่องทางออนไลน์ เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนที่ไม่ได้เข้าร่วมงานสามารถติดตามบรรยากาศการแข่งขันและร่วมสัมผัสประสบการณ์บนเส้นทางวิ่งได้แบบใกล้ชิด พร้อมนำเทคโนโลยี Multi View มาใช้ในการถ่ายทอดสด เพื่อให้ผู้ชมสามารถเลือกชมภาพจากหลากหลายมุมมองและติดตามบรรยากาศสำคัญของการแข่งขันได้ตามความสนใจ

“Thai PBS KINGBRIDGE RUN 2026 เป็นโอกาสที่นักวิ่งจะได้เห็นเส้นทางที่มีความพิเศษ เพราะเป็นเส้นทางที่เชื่อมโยงพื้นที่ของ 2 จังหวัด คือกรุงเทพมหานครและสมุทรปราการ ผ่านสะพานภูมิพล 1 และสะพานภูมิพล 2 ซึ่งเป็นส่วนสำคัญของโครงการถนนวงแหวนอุตสาหกรรม เชื่อมโยงการเดินทางและพื้นที่เศรษฐกิจรอบกรุงเทพฯ  และในการถ่ายทอดสด เราตั้งใจนำเสนอทั้งภาพการแข่งขันและภาพของเส้นทางในมุมที่หลากหลาย ให้ผู้ชมได้เห็นทั้งความสวยงามของแม่น้ำเจ้าพระยา โครงสร้างของสะพาน และบรรยากาศของพื้นที่โดยรอบ ผ่านช่องทางออนไลน์และ Multi View ซึ่งผู้ชมสามารถเลือกชมมุมภาพที่สนใจได้มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นภาพนักวิ่ง บรรยากาศบนสะพาน หรือภาพมุมกว้างที่สะท้อนความเชื่อมโยงของเมืองและเส้นทางวงแหวนอุตสาหกรรม เพื่อให้แม้ไม่ได้มาร่วมวิ่งด้วยตัวเอง ก็สามารถสัมผัสประสบการณ์และเป็นส่วนหนึ่งของงาน Thai PBS KINGBRIDGE RUN 2026 ได้” นายอดิศักดิ์ กล่าว

ด้าน ดร.ศิรินา ปวโรฬารวิทยา ประธานมูลนิธิ ดร.เทียม โชควัฒนา กล่าวว่า มูลนิธิ ดร.เทียม โชควัฒนา รู้สึกยินดี เป็นอย่างยิ่งที่ได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการจัดงาน Thai PBS KINGBRIDGE RUN 2026 ซึ่งเป็นกิจกรรมที่ส่งเสริม                               การดูแลสุขภาพ ควบคู่ไปกับการสร้างประโยชน์และส่งต่อสิ่งดี ๆ กลับคืนสู่สังคม  โดยจุดเริ่มต้นของความร่วมมือครั้งนี้  เกิดจากการพูดคุยระหว่างไทยพีบีเอสกับคุณบุณยสิทธิ์ โชควัฒนา ประธานเครือสหพัฒน์ ที่มีแนวคิดตรงกันว่าอยากเห็นประเทศไทยมีงานวิ่งที่มีเอกลักษณ์และสร้างประโยชน์ให้แก่สังคมไปพร้อมกัน จึงเกิดแนวคิดใช้สะพานภูมิพล 1 และสะพานภูมิพล 2 ซึ่งมีความโดดเด่นทั้งด้านสถาปัตยกรรมและทัศนียภาพ เป็นเส้นทางสำคัญของการแข่งขัน และเป็นที่มาของแนวคิด “วิ่งเชื่อมสองสะพาน” ที่สะท้อนถึงการเชื่อมโยงผู้คน ชุมชน และการแบ่งปันเข้าด้วยกัน

ทั้งนี้ แนวคิดดังกล่าวสอดคล้องกับเจตนารมณ์ของมูลนิธิ ดร.เทียม โชควัฒนา ที่ดำเนินกิจกรรมเพื่อสร้างประโยชน์แก่สังคมมาอย่างต่อเนื่อง ทั้งด้านการศึกษา การช่วยเหลือผู้ขาดแคลนและผู้ประสบสาธารณภัย ตลอดจนการสนับสนุนกิจกรรมสาธารณกุศลต่าง ๆ การได้เข้ามามีส่วนร่วมใน Thai PBS KINGBRIDGE RUN 2026 จึงเป็นอีกหนึ่งโอกาสในการสานต่อเจตนารมณ์ของมูลนิธิฯ ผ่านกิจกรรมที่เชื่อมโยงการดูแลสุขภาพเข้ากับการแบ่งปัน

“เราหวังให้ทุกก้าวของนักวิ่งมีความหมายมากกว่าการก้าวสู่เส้นชัย แต่เป็นก้าวที่ได้ร่วมส่งต่อโอกาสและความช่วยเหลือไปยังผู้ที่ต้องการ พร้อมเปลี่ยนพลังจากการวิ่งให้เป็นพลังที่สร้างประโยชน์แก่สังคมไปด้วยกัน” ดร.ศิรินา กล่าว

ดร.อุดมธิปก ไพรเกษตร เลขานุการ มูลนิธิไทยพีบีเอส กล่าวว่า ปัจจุบันประเทศไทยกำลังเผชิญปัญหาเด็กและเยาวชนหลุดออกจากระบบการศึกษาเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง อันเนื่องมาจากผลกระทบของ ภาวะวิกฤตทางเศรษฐกิจ สังคม และภัยพิบัติทางธรรมชาติ ส่งผลให้เด็กและเยาวชนในครอบครัวยากจนที่เปราะบางที่สุด เสี่ยงหยุดเรียนหรือหลุดจากระบบการศึกษา และขาดโอกาสในการพัฒนาศักยภาพของตนเองอย่างเหมาะสม มูลนิธิไทยพีบีเอส ให้ความสำคัญกับการพัฒนาเด็กและเยาวชน ได้ดำเนินกิจกรรมและโครงการเพื่อสร้างโอกาสทางการศึกษาให้เด็กไทยมาอย่างต่อเนื่อง จึงได้  ร่วมกับมูลนิธิ ดร.เทียม โชควัฒนา และองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ส.ส.ท.) หรือไทยพีบีเอส จัดโครงการ Thai PBS KINGBRIDGE RUN 2026 เดิน – วิ่งการกุศลบนเส้นทางอันเป็นมงคลสองสะพาน คือ   สะพานภูมิพล 1 และสะพานภูมิพล 2 เพื่อน้อมรำลึกและเทิดพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร  มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร สืบสานพระราชปณิธานของพระองค์ ด้านการศึกษาและพัฒนาเยาวชน โดยรายได้ สุทธิหลังหักค่าใช้จ่ายทั้งหมด มอบให้ มูลนิธิราชประชานุเคราะห์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ มูลนิธิ ดร.เทียม โชควัฒนา และมูลนิธิไทยพีบีเอส เพื่อนำไปช่วยเหลือเด็กและเยาวชนในครอบครัวที่ยากจน ที่เสี่ยงต้องหยุดเรียนหรือหลุดจากระบบการศึกษา

ขณะที่ นางสาวธนินธร โชควัฒนา ผู้อํานวยการ โครงการคิงบริดจ์ ทาวเวอร์ และกรรมการผู้จัดการ บริษัท คิงสแควร์ จํากัด กล่าวว่า รู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้ร่วมสนับสนุนการจัดงาน Thai PBS KINGBRIDGE RUN 2026 ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิด “Community of Kindness” หรือสังคมแห่งการแบ่งปันและความใจดีของเครือสหพัฒน์ โดยแนวคิดดังกล่าวสะท้อนผ่านการพัฒนา KingBridge Tower และ KINGSQUARE COMMUNITY MALL ที่มุ่งเป็นมากกว่าพื้นที่สำนักงานและพื้นที่เชิงพาณิชย์ แต่เป็นพื้นที่ที่เชื่อมโยงผู้คน ชุมชน และการใช้ชีวิต พร้อมส่งเสริมคุณภาพชีวิตที่ดีและความยั่งยืนไปด้วยกัน     มองว่า Thai PBS KINGBRIDGE RUN 2026 เป็นกิจกรรมที่เชื่อมโยงผู้คนผ่านการดูแลสุขภาพและการแบ่งปัน โดยเฉพาะแนวคิด “วิ่งเชื่อมสองสะพาน” บนเส้นทางสะพานภูมิพล 1 และสะพานภูมิพล 2 ซึ่งมีความหมายกับ KingBridge Tower    ที่ตั้งอยู่เคียงคู่กับสะพานภูมิพล และสะท้อนถึงการเชื่อมโยงผู้คน ชุมชน และพลังของทุกภาคส่วนเข้าด้วยกัน

“ดิฉันหวังว่า Thai PBS KINGBRIDGE RUN 2026 จะเป็นกิจกรรมที่สร้างพลังเชิงบวกให้กับย่านพระราม 3 ส่งเสริมการดูแลสุขภาพควบคู่กับการแบ่งปันให้กับสังคม พร้อมสะท้อนวิสัยทัศน์การพัฒนาพื้นที่ให้เป็นแลนด์มาร์กแห่งใหม่ของกรุงเทพฯ ที่เชื่อมโยงผู้คนและชุมชนเข้าด้วยกัน ภายใต้แนวคิด Community of Kindness” นางสาวธนินธร กล่าว

ภายในงานมีการเปิดตัวรายละเอียดการแข่งขัน ซึ่งประกอบด้วย 3 ระยะ โดยแต่ละระยะได้รับการออกแบบให้     ตอบโจทย์นักวิ่งทุกระดับ ตั้งแต่นักวิ่งมือใหม่ไปจนถึงนักวิ่งที่ต้องการท้าทายศักยภาพของตนเอง ผ่านเส้นทางที่โดดเด่นด้วยทัศนียภาพอันงดงามของสะพานภูมิพลและแม่น้ำเจ้าพระยา ได้แก่  Half Marathon 21 กิโลเมตร ที่จะได้สัมผัสจุดสูงสุดของสะพานภูมิพล 1 และ 2 เห็นวิวบนยอดสะพานที่มองเห็นโค้งนํ้าเจ้าพระยาแบบพาโนรามา 360 องศา ตัดกับตึกสูงฝั่งพระราม 3 เป็นมุมมหาชนที่สวยและอลังการที่สุด, Super Mini Marathon 13 กิโลเมตร ที่จะได้ขึ้นไปบนสะพานภูมิพล 1 สัมผัสความอลังการของสถาปัตยกรรมระดับประเทศ พร้อมตื่นตากับวิวเมืองและแม่นํ้าเจ้าพระยายามเช้าแบบจุใจ  และ Fun Run           5 กิโลเมตร ปล่อยตัวและเข้าเส้นชัยที่จุดศูนย์กลางความสุขอย่าง Kingsquare เส้นทางสายชิลล์ ที่จะได้สัมผัส Urban Vibes วิ่งชมความคึกคักและวิวเมืองย่านพระราม 3 ถนนรัชดาภิเษก  พร้อมด้วยมุมมองที่มองเห็นความยิ่งใหญ่ของสะพานภูมิพลและตึกสูงระฟ้าเป็นฉากหลังในระดับสายตา

Thai PBS KINGBRIDGE RUN 2026 ยังให้ความสำคัญกับมาตรฐานด้านความปลอดภัยตลอดการแข่งขัน โดยวางแผนดูแลนักวิ่งอย่างครอบคลุม ทั้งด้านการแพทย์ การอำนวยความสะดวก และการจัดการเส้นทาง เพื่อให้ผู้เข้าร่วมได้รับการดูแลอย่างมีประสิทธิภาพตลอดการแข่งขัน มีทีมแพทย์และผู้เชี่ยวชาญด้านการแพทย์ฉุกเฉินคอยกำกับดูแลการปฏิบัติงาน พร้อมจัดเตรียมรถพยาบาล Advanced Life Support (ALS) รถพยาบาล Basic Life Support (BLS) และรถจักรยานยนต์  กู้ชีพฉุกเฉิน (Motorlance) เพื่อเพิ่มความรวดเร็วในการเข้าถึงผู้บาดเจ็บ โดยวางกำลังทีมแพทย์ฉุกเฉินให้สามารถเข้าถึงนักวิ่งที่ได้รับบาดเจ็บภายใน 2 นาที ในทุกจุดของเส้นทาง

นอกจากนี้ ยังมีเจ้าหน้าที่ Static Marshal กว่า 100 คน ร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจจราจร ดูแลความปลอดภัยและอำนวยความสะดวกตลอดเส้นทาง รวมทั้งจัดจุดบริการน้ำดื่มทุกระยะประมาณ 2 กิโลเมตร ครอบคลุมการแข่งขันทั้ง 3 ระยะ ได้แก่ 5 กิโลเมตร 13 กิโลเมตร และ 21 กิโลเมตร

อีกหนึ่งไฮไลต์ของงาน คือ Special Talk “Road to KingBridge Run: ทุกก้าวมีความหมาย” ที่ชวน ซี-ธีมา ตงศิริ  ผู้ดำเนินรายการวิ่งเลย Running Day, ป๊อก-อิทธิพล สมุทรทอง  นักวิ่งมาราธอนและผู้ก่อตั้ง 42.195 K Club และ  แปลน-รัฐวิทย์ กิจวรลักษณ์ นักแสดงหนุ่ม จากซีรีส์ “กัลปาวสาน” ตัวแทนคนรุ่นใหม่ ร่วมแบ่งปันมุมมองเกี่ยวกับเสน่ห์        ของเส้นทางการแข่งขัน เทคนิคการเตรียมตัวสำหรับการวิ่งขึ้นสะพาน รวมถึงสร้างแรงบันดาลใจและเชิญชวนประชาชนออกมาร่วมสัมผัสประสบการณ์การวิ่งบนเส้นทางแห่งใหม่ที่เปิดให้วิ่งเป็นพิเศษ

Thai PBS KINGBRIDGE RUN 2026 จะจัดขึ้นในวันอาทิตย์ที่ 6 ธันวาคม 2569  ณ KINGSQUARE Community Mall พระราม 3 ผู้สนใจสามารถสมัครเข้าร่วม และติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ทางเว็บไซต์ www.thaipbs.or.th/kingbridgerun2026  และ Facebook มูลนิธิไทยพีบีเอส

ไอจีแทบแตก แอน สิเรียม อวดความแซ่บในครัว แฟนๆแห่ชมสวยอมตะ

ไอจีแทบแตก แอน สิเรียม อวดความแซ่บในครัว แฟนๆแห่ชมสวยอมตะ

ไอจีแทบแตก แอน สิเรียม อวดความแซ่บในครัว แฟนๆแห่ชมสวยอมตะ

วันอังคาร ที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 17.02 น.

เรียกว่าสวยสวนทางกับตัวเลขอายุจริงๆ สำหรับนักแสดงสาวรุ่นใหญ่ “แอน สิเรียม” ที่แม้ปัจจุบันจะอายุ 54 ปีแล้ว แต่ยังคงดูแลตัวเองเป็นอย่างดี จนความสวยและความสดใสยังคงเปล่งประกายไม่เปลี่ยน แถมแต่ละลุคที่เจ้าตัวเผยผ่านโซเชียล ก็เรียกเสียงฮือฮาจากแฟนๆ ได้อยู่เสมอ

ล่าสุด แอน สิเรียม ทำเอาอินสตาแกรมกลับมาคึกคักอีกครั้ง หลังเจ้าตัวโพสต์ภาพเซ็ตใหม่ในลุคสบายๆ ในห้องครัว แต่ดีกรีความสวยและความมั่นใจยังจัดเต็ม โดยเลือกสวมกางเกงขาสั้นเผยเรียวขา พร้อมโพสท่าถ่ายรูปในมุมต่างๆ จนแฟนๆ ต้องเข้ามากดไลก์กันรัวๆ

โดยเฉพาะช็อตหันหลังที่หลายคนพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า เจ้าตัวยังคงดูแลรูปร่างได้ดีมาก หุ่นเป๊ะและดูสดใสจนแทบไม่อยากเชื่อว่าอายุ 54 ปีแล้ว เรียกได้ว่าเป็นอีกหนึ่งคนบันเทิงที่พิสูจน์ให้เห็นว่าอายุเป็นเพียงตัวเลขจริงๆ

‘อรรษิษฐ์’ เชิญร่วมงาน ‘สิงห์ดำสัมพันธ์ 2569’ 22 ส.ค.นี้ ที่คณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ เชิดชู 5 ‘นิสิตเก่าดีเด่น’

‘อรรษิษฐ์’ เชิญร่วมงาน ‘สิงห์ดำสัมพันธ์ 2569’ 22 ส.ค.นี้ ที่คณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ เชิดชู 5 ‘นิสิตเก่าดีเด่น’

‘อรรษิษฐ์’ เชิญร่วมงาน ‘สิงห์ดำสัมพันธ์ 2569’ 22 ส.ค.นี้ ที่คณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ เชิดชู 5 ‘นิสิตเก่าดีเด่น’

วันพุธ ที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 14.02 น.

“อรรษิษฐ์” เชิญร่วมงาน “สิงห์ดำสัมพันธ์ 2569” 22 ส.ค.69 นี้ ที่คณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯเชิดชู 5 “นิสิตเก่าดีเด่น” ผู้ทำคุณประโยชน์ให้สังคม พร้อมกระชับความผูกพัน “พี่น้องสิงห์ดำ”ให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น

นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ นายกสมาคมนิสิตเก่ารัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวเชิญชวนนิสิตปัจจุบันและนิสิตเก่า คณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ เข้าร่วมงาน “สิงห์ดำสัมพันธ์ 2569 :

79 ปี แห่งเกียรติภูมิและความผูกพัน” ในวันที่ 22 ส.ค. 69 ที่คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยกิจกรรมของงาน ได้แก่

– เวลา 08.00 น. ลงทะเบียน พร้อมรับประทานอาหารเช้า ณ โรงอาหารชั้น 1

– เวลา 08.30 น. พิธีสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ณ พระพุทธรูปสิงห์หนึ่ง สิงห์ดำ และศาลพระภูมิสิงห์ดำ

– เวลา 09.15 น. พิธีสงฆ์และทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้นิสิตเก่ารัฐศาสตร์ จุฬาฯ ผู้ล่วงลับ ณ หน้าห้องประชุมเกษม สุวรรณกูล ชั้น 13 อาคารเกษม อุทยานิน (ตึก 3)

– เวลา 10.00 น. พิธีคารวะอาจารย์ ณ หน้าห้องประชุมเกษม สุวรรณกูล ชั้น 13 อาคารเกษมอุทยานิน (ตึก 3)

– เวลา 10.30 น. พิธีประกาศเกียรติคุณและการมอบรางวัล “นิสิตเก่ารัฐศาสตร์ จุฬาฯ ดีเด่น

ประจำปี 2569” ณ หน้าห้องประชุมเกษม สุวรรณกูล ชั้น 13 อาคารเกษม อุทยานิน (ตึก 3)

– เวลา 13.30 น. การประชุมใหญ่สามัญ สมาคมนิสิตเก่า รัฐศาสตร์ จุฬาฯ ประจำปี 2569

ณ ห้องประชุมสมาคมฯ ชั้น 12 อาคารเกษม อุทยานิน (ตึก 3)

สำหรับ การมอบรางวัลนิสิตเก่าดีเด่นนั้น สมาคมนิสิตเก่ารัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ได้พิจารณาคัดเลือกนิสิตเก่าที่ผู้ใช้วิชาความรู้ในการประกอบอาชีพโดยสุจริตและได้รับความสำเร็จอย่างสูงในหน้าที่การงาน มีความประพฤติดี ได้รับการยกย่องนับถือจากสังคม อันเป็นการนำชื่อเสียง

มาสู่สถาบันการศึกษา ตอบแทนพระคุณของสถาบันการศึกษาในรูปแบบต่าง ๆ อย่างสม่ำเสมอ

มีความเสียสละและอุทิศตนเป็นประโยชน์ต่อสังคมและประเทศชาติ โดยผู้ที่ได้รับรางวัล “นิสิตเก่ารัฐศาสตร์ จุฬาฯ ดีเด่น ประจำปี 2569” รวม 5 ท่าน ได้แก่ สาขาที่ 1 : สาขาข้าราชการประจำ

จำนวน 4 ท่าน คือ (1) นายพิริยะ ฉันทดิลก รุ่นที่ 39 ผู้ว่าราชการจังหวัดตราด (2) นายนิกรเดช พลางกูร รุ่นที่ 41 เอกอัครราชทูต ณ กรุงปารีส สาธารณรัฐฝรั่งเศส (3) น.ส.อโรชา นันทมนตรี

รุ่นที่ 42 ผู้ว่าราชการจังหวัดนครปฐม (4) นายสยาม ศิริมงคล รุ่นที่ 45 อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน และสาขาที่ 2 : สาขานักวิชาการ จำนวน 1 ท่าน คือ ศ.ดร.ฉันทนา บรรพศิริโชติ หวันแก้ว รุ่นที่ 29 ศาสตราจารย์กิตติคุณ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ กล่าวทิ้งท้ายว่า ขอแสดงความยินดีเป็นอย่างยิ่งกับผู้ที่ได้รับรางวัลนิสิตเก่าดีเด่น รัฐศาสตร์ จุฬาฯ ประจำปี 2569 ทั้ง 5 ท่าน อีกครั้ง พร้อมทั้งเชิญชวนพี่น้องศิษย์เก่ารัฐศาสตร์ จุฬาฯ ร่วมแสดงความยินดีกับผู้ที่ได้รับรางวัลดังกล่าว และขอเชิญมาร่วมเป็นส่วนหนึ่งของวันสำคัญนี้ ที่จะเติมเต็มความผูกพันของ “พี่น้องชาวสิงห์ดำ” ให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น อย่าลืมมาร่วมงานกันนะครับ

มก.ค้นพบ ‘ยีสต์เจ้าฟ้าหญิง’ ต่อยอดองค์ความรู้สู่เกษตร อาหาร เศรษฐกิจชีวภาพ

มก.ค้นพบ ‘ยีสต์เจ้าฟ้าหญิง’ ต่อยอดองค์ความรู้สู่เกษตร อาหาร เศรษฐกิจชีวภาพ

มก.ค้นพบ ‘ยีสต์เจ้าฟ้าหญิง’ ต่อยอดองค์ความรู้สู่เกษตร อาหาร เศรษฐกิจชีวภาพ

วันพุธ ที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ประเทศไทยสร้างความก้าวหน้าครั้งสำคัญในวงการจุลชีววิทยาและอนุกรมวิธาน เมื่อคณะนักวิจัยจากภาควิชาจุลชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ค้นพบ “ยีสต์เจ้าฟ้าหญิง” (Blastobotrys princeps sp. nov.) ยีสต์สปีชีส์ใหม่ของโลก จากการศึกษาความหลากหลายของจุลินทรีย์ที่อาศัยอยู่ร่วมกับเห็ดป่าในอุทยานแห่งชาติภูผาเทิบ จ.มุกดาหาร นับเป็นอีกก้าวสำคัญของงานวิจัยไทยที่ช่วยเพิ่มองค์ความรู้ด้านความหลากหลายทางชีวภาพของประเทศ และเปิดโอกาสสู่การศึกษาศักยภาพของจุลินทรีย์เพื่อประโยชน์ด้านการเกษตร อุตสาหกรรมอาหาร และการพัฒนาเศรษฐกิจฐานชีวภาพในอนาคต

คณะวิจัยประกอบด้วย ผศ.ดร.พัณณิดา ขุนนามวงษ์ ศ.เกียรติคุณ ดร.สาวิตรี ลิ่มทอง รศ.ดร.นันทนา สีสุข และ น.ส.ปนัดดา นวลไธสง นิสิตระดับปริญญาโท จากภาควิชาจุลชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ ม.เกษตรศาสตร์ ร่วมกับ ดร.บารมี สกลรัตน์ นักวิจัยจากสำนักวิจัยการอนุรักษ์ป่าไม้และพันธุ์พืช กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช โดยผลงานวิจัยได้รับการสนับสนุนทุนวิจัยจากสถาบันวิจัยและพัฒนาแห่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (สวพ.มก.)

ยีสต์สปีชีส์ใหม่ของโลกชนิดนี้ถูกค้นพบจากตัวอย่างเห็ดสกุล Russula ที่เก็บจากอุทยานแห่งชาติภูผาเทิบ ต.นาสีนวน อ.เมือง จ.มุกดาหาร คณะวิจัยได้กำหนดชื่อระบุชนิด (species epithet) ว่า “princeps” และเรียกชื่อในภาษาไทยว่า “ยีสต์เจ้าฟ้าหญิง” ซึ่งได้รับพระราชทานชื่อเพื่อถวายพระเกียรติ แด่ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ เนื่องในโอกาสมหามงคลเจริญพระชนมพรรษา 70 พรรษา และเพื่อเทิดพระเกียรติในฐานะที่ทรงเป็นเจ้าฟ้านักอนุกรมวิธานและความหลากหลายทางชีวภาพของประเทศไทย โดยคำว่า princeps ในภาษาละติน มีความหมายว่า “บุคคลสำคัญอันดับแรก ผู้เป็นผู้นำ ผู้ทรงเกียรติยิ่ง”

การค้นพบครั้งนี้เป็นผลจากการศึกษาความหลากหลายทางชีวภาพของยีสต์ที่แยกได้จากเห็ดป่า ซึ่งคณะวิจัยเก็บรวบรวมตัวอย่างจากอุทยานแห่งชาติภูผาเทิบ จ.มุกดาหาร จำนวน 60 ตัวอย่าง ก่อนแยกเชื้อยีสต์ได้ทั้งสิ้น 90 สายพันธุ์ จากนั้นจึงนำเชื้อทั้งหมดมาศึกษาและจำแนกชนิดด้วยหลักอนุกรมวิธานระดับโมเลกุล เพื่อเปรียบเทียบข้อมูลกับชนิดที่มีการบันทึกไว้ในฐานข้อมูลสากล

ผลการศึกษาพบว่า ยีสต์ส่วนใหญ่เป็นชนิดที่เคยมีรายงานแล้ว แต่มีเชื้อยีสต์สายพันธุ์หนึ่ง คือ DMKU-TM03 ที่มีลำดับนิวคลีโอไทด์ของยีนสำหรับการจำแนกยีสต์แตกต่างจากสปีชีส์ที่มีการบันทึกไว้ทั้งหมด คณะวิจัยจึงศึกษาเพิ่มเติมตามหลัก อนุกรมวิธานพอลีฟลาสิก (Polyphasic Taxonomy) ซึ่งเป็นแนวทางที่ใช้ข้อมูลหลายด้านประกอบกัน ทั้งข้อมูลพันธุกรรม ลักษณะทางสัณฐานวิทยา และคุณสมบัติทางชีววิทยา เพื่อยืนยันสถานะของสิ่งมีชีวิตอย่างรอบด้าน ก่อนจะสรุปได้ว่า ยีสต์สายพันธุ์ดังกล่าวเป็น ยีสต์สปีชีส์ใหม่ของโลก ที่ไม่เคยมีรายงานการค้นพบมาก่อน

นอกจากการยืนยันสถานะของยีสต์สปีชีส์ใหม่แล้ว คณะวิจัยยังศึกษาลักษณะปรากฏของเชื้อ เพื่อใช้ประกอบการเสนอชนิดใหม่ตามหลักอนุกรมวิธาน ผลการศึกษาพบว่า ยีสต์ชนิดนี้สามารถใช้แหล่งคาร์บอนได้หลายชนิด นอกจากนี้กำลังอยู่ระหว่างการศึกษาคุณสมบัติด้านอื่นๆ “ยีสต์เจ้าฟ้าหญิง” ยีสต์สปีชีส์ใหม่ ที่อาจนำไปประยุกต์ใช้ในภาคการเกษตรและอุตสาหกรรมอาหาร ซึ่งเป็นอีกก้าวสำคัญของการต่อยอดองค์ความรู้จากการค้นพบพื้นฐานไปสู่การใช้ประโยชน์ในอนาคต

ศ.เกียรติคุณ ดร.สาวิตรี ลิ่มทอง กล่าวว่า การค้นพบ “ยีสต์เจ้าฟ้าหญิง” ในครั้งนี้ สามารถบ่งบอกถึงความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรชีวภาพในประเทศไทย และตอกย้ำว่า ผืนป่าธรรมชาติของไทยยังเป็นแหล่งทรัพยากรจุลินทรีย์ที่ทรงคุณค่า ซึ่งอาจนำไปสู่การค้นพบสิ่งมีชีวิตชนิดใหม่และองค์ความรู้ใหม่อีกมากมายในอนาคต การเก็บรักษาเชื้อยีสต์ไว้ในคลังทรัพยากรจุลินทรีย์จะเอื้อต่อการศึกษาวิจัย การพัฒนาศักยภาพเพื่อการใช้ประโยชน์ และการอนุรักษ์ทรัพยากรชีวภาพของประเทศอย่างยั่งยืน

งานวิจัยครั้งนี้จึงมิได้เป็นเพียงการเพิ่มรายชื่อสิ่งมีชีวิตชนิดใหม่ของโลก หากยังเป็นการสร้างองค์ความรู้ที่มีศักยภาพในการต่อยอดสู่การพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ การส่งเสริมภาคการเกษตร การสนับสนุนอุตสาหกรรมชีวภาพ การยกระดับงานวิจัยสู่ระดับอุตสาหกรรม และการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานชีวภาพของประเทศในอนาคต นับเป็นอีกบทพิสูจน์หนึ่งถึงศักยภาพของนักวิจัยไทยในการสร้างผลงานวิจัยที่ได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ โดยมีความหลากหลายทางชีวภาพของประเทศไทยเป็นรากฐานสำคัญของการสร้างองค์ความรู้เพื่อประโยชน์ของสังคมและประเทศชาติ

“ผืนป่าของประเทศไทยยังคงเป็นแหล่งทรัพยากรชีวภาพอันทรงคุณค่า ที่รอการศึกษาและต่อยอดสู่การสร้างองค์ความรู้และนวัตกรรมเพื่อประโยชน์ของภาคการเกษตร อุตสาหกรรม และการพัฒนาเศรษฐกิจฐานชีวภาพของประเทศอย่างยั่งยืน” ศ.เกียรติคุณ ดร.สาวิตรี ลิ่มทอง กล่าวย้ำในตอนท้าย

มทร.ล้านนา เปิดตัว 3 นวัตกรรมสุดเจ๋ง เครื่องจักรต้นแบบยกระดับเกษตร-สมุนไพรไทย

มทร.ล้านนา เปิดตัว 3 นวัตกรรมสุดเจ๋ง เครื่องจักรต้นแบบยกระดับเกษตร-สมุนไพรไทย

มทร.ล้านนา เปิดตัว 3 นวัตกรรมสุดเจ๋ง เครื่องจักรต้นแบบยกระดับเกษตร-สมุนไพรไทย

วันพุธ ที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

รศ.วิเชษฐ์ ทิพย์ประเสริฐ รักษาราชการแทนอธิการบดี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) ล้านนา เปิดเผยว่า มทร.ล้านนา ร่วมกับศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ได้ร่วมกันแถลงถึงความสำเร็จในการพัฒนา 3 นวัตกรรมเครื่องจักรต้นแบบ ของนักวิจัย มทร.ล้านนา ประกอบด้วย เครื่องสกัดน้ำมันหอมระเหยด้วยเทคโนโลยีสนามไฟฟ้าพัลส์ (PEF) ร่วมกับไมโครเวฟและความร้อน ผลงานของ ดร.ชัชวาลย์ กันทะลา นักวิจัย มทร.ล้านนา และคณะ , เครื่องต้นแบบเพื่อเพิ่มมูลค่าและยืดอายุการเก็บรักษาผลผลิตทางการเกษตรด้วยเทคนิคพลาสมาร่วมกับไมโครและนาโนบับเบิ้ล ผลิตน้ำพลาสมา ผลงานของ นายสาธิต รุ่งสว่าง ดร.ศุภเกียรติ สุภสินธ์ นักวิจัย มทร.ล้าน และคณะ และเครื่องสกัดสมุนไพรประหยัดพลังงานด้วยเทคนิคพลังงานร่วมของสนามไฟฟ้าพัลส์ อัลตราโซนิกและระบบระเหยสารภายใต้แรงดันต่ำ ผลงานของ นายจักรรินทร์ ถิ่นนคร ดร.ศุภเกียรติ สุภสินธ์ นักวิจัย มทร.ล้านนา และคณะ ซึ่งเครื่องจักรต้นแบบทั้งหมดนี้ถือเป็นผลงานภายใต้โครงการสร้างเครื่องจักรต้นแบบด้วยกระบวนการวิศวกรรมเพื่อการสร้างสรรค์คุณค่า ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 ทั้ง 3 ผลงานเป็นงานวิจัยที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้จริง เป็นการขับเคลื่อนงานวิจัยสู่เศรษฐกิจ BCG อย่างแท้จริง

ดร.ชัชวาลย์ กันทะลา กล่าวว่า งานวิจัยเครื่องดังกล่าวจะช่วยลดเวลาในการสกัดน้ำมันหอมระเหย ซึ่งได้ทดลองสกัดน้ำมันหอมระเหยจากไพล โดยใช้ไพลจำนวน 5 กิโลกรัม ใช้เวลาสกัดประมาณ 5 ชั่วโมง จะได้น้ำมันหอมระเหยราว 35 ซีซี และในการสกัด 1 รอบ จะเสียค่าไฟเพียง 137 บาท  อีกทั้งยังคงประสิทธิภาพสูงสุดของสารสำคัญในไพล เช่น Curcuminoids และ Terpenes ซึ่งมีจุดเด่นเรื่องการต้านการอักเสบและต้านอนุมูลอิสระ ได้อย่างเด่นชัด ซึ่งสามารถนำไปประยุกต์ใช้ทางการแพทย์ได้ เนื่องจากน้ำมันที่สกัดออกมาเป็นสารสกัดเกรดเภสัชกรรมและเวชสำอาง

ขณะที่ ดร.ศุภเกียรติ สุภสินธ์ กล่าวว่า งานวิจัยชิ้นนี้ช่วยลดปริมาณสารเคมีตกค้างในผลผลิตได้ โดยได้ทดลองกับผักคะน้าที่ขึ้นชื่อว่ามีสารตกค้างมากที่สุด นำไปแช่ในน้ำพลาสมา 20 นาที พบว่าลดสารพิษในผักลงได้มากกว่า 80 เปอร์เซ็นเมื่อเทียบกับการแช่ด้วยน้ำธรรมดา ซึ่งเครื่องนี้จะทำให้ผู้ประกอบการที่ส่งออกผัก ผลไม้ไปต่างประเทศได้ง่ายขึ้น ลดการตีกลับของสินค้าที่มีเชื้อจุลินทรีย์ และสารเคมีตกค้างเกินกำหนด และยืดอายุการเก็บรักษาผลผลิตได้

“เครื่องสกัดนี้สามารถสกัดสารในพืช โดยใช้คลื่นอัลตร้าโซนิก ผลักสารออกฤทธิ์ที่ไวต่อความร้อนที่เป็นสารสำคัญในพืชออกโดยยังคงคุณภาพไว้ ซึ่งได้ทดลองสกัดสาร Capsaicin ที่อยู่ในพริก เพื่อผลิตเป็นสเปรย์พ่นป้องกันหนู ช้าง กระรอก เข้ามาทำความเสียหายกับผลผลิตทางการเกษตรซึ่งได้ผลที่ดี และเครื่องนี้ยังสามารถต่อยอดผลิตสารสกัดคุณภาพสูงสำหรับอุตสาหกรรมอาหาร เครื่องสำอาง และผลิตภัณฑ์สุขภาพได้” ดร.ศุภเกียรติ กล่าว

​กองทุน ววน.-วช.หนุนพัฒนาศักยภาพกำลังคน พร้อมรับมือในพื้นที่เสี่ยงแผ่นดินไหวและกทม.

​กองทุน ววน.-วช.หนุนพัฒนาศักยภาพกำลังคน พร้อมรับมือในพื้นที่เสี่ยงแผ่นดินไหวและกทม.

​กองทุน ววน.-วช.หนุนพัฒนาศักยภาพกำลังคน พร้อมรับมือในพื้นที่เสี่ยงแผ่นดินไหวและกทม.

วันพุธ ที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) เป็นประธานเปิดการอบรม “การพัฒนาศักยภาพการเตรียมพร้อมรับมือแผ่นดินไหวของประชาชน โดยใช้โมเดลการเรียนรู้แบบบูรณาการ” ณ สถาบันการพยาบาลศรีสวรินทิรา สภากาชาดไทย เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้จากงานวิจัยสู่การปฏิบัติจริง มุ่งเพิ่มความรู้ ความตระหนัก ทักษะการเอาตัวรอด และความสามารถในการจัดการสถานการณ์แผ่นดินไหว โดยให้ความสำคัญกับจังหวัดที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดแผ่นดินไหว ตลอดจนกรุงเทพมหานคร ซึ่งมีอาคารสูงและประชากรอาศัยอยู่อย่างหนาแน่น โดยมี ศ.ดร.เป็นหนึ่ง วานิชชัย ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยแผ่นดินไหวแห่งชาติ พร้อมด้วยคณะนักวิจัยและผู้เชี่ยวชาญจากศูนย์ฯ ร่วมกิจกรรม

ผศ.ปัญจพาณ์ สุขโข สถาบันการพยาบาลศรีสวรินทิรา หัวหน้าโครงการ เปิดเผยว่า วช. ภายใต้กองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม กระทรวง อว. ได้สนับสนุนการขยายผลงานวิจัยสู่การใช้ประโยชน์ เพื่อพัฒนาศักยภาพกำลังคนและเสริมสร้างความพร้อมรับมือแผ่นดินไหวในพื้นที่เสี่ยงและกรุงเทพมหานคร ซึ่งบูรณาการองค์ความรู้จากหลายสาขา ได้แก่ ธรณีวิทยา วิศวกรรม การพยาบาล การจัดการภัยพิบัติ การศึกษา และเทคโนโลยี ผ่านกิจกรรมการเรียนรู้เชิงปฏิบัติการที่สอดคล้องกับบริบทของแต่ละกลุ่มเป้าหมาย ทั้งการสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับความเสี่ยงแผ่นดินไหว การประเมินความเสี่ยงของพื้นที่และอาคาร การฝึกปฏิบัติ “หมอบ–กำบัง–ยึดเกาะ” การเตรียมกระเป๋าฉุกเฉิน 72 ชั่วโมง การปฐมพยาบาล การช่วยเหลือด้านจิตใจ การสื่อสารในภาวะวิกฤต การจัดทำแผนเผชิญเหตุ การอพยพอย่างปลอดภัย และการฝึกซ้อมผ่านสถานการณ์จำลอง

กระบวนการพัฒนาศักยภาพดำเนินการภายใต้ “PANJAPA Integrated Learning Model” ประกอบด้วย องค์ประกอบสำคัญ 7 ประการ ประกอบด้วย การเตรียมพร้อม (Preparedness) การเรียนรู้บนฐานการตระหนักรู้ (Awareness-based Learning) ความร่วมมือของเครือข่าย (Network Collaboration) การเรียนรู้ร่วมกัน (Joint Learning) การฝึกปฏิบัติผ่านสถานการณ์จำลอง (Active Simulation) ความร่วมมือเพื่อความยั่งยืน (Partnership for Sustainability) และความยืดหยุ่นเชิงปรับตัว (Adaptive Resilience)

ที่ผ่านมาโครงการได้จัดกิจกรรมถ่ายทอดองค์ความรู้ 15 รุ่น มีผู้เข้าร่วมรวม 2,891 คน ครอบคลุมประชาชนทั่วไป ผู้สูงอายุ นักเรียนระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษา ตลอดจนนักศึกษาระดับอุดมศึกษา ผลการประเมินพบว่าผู้เข้าร่วมมีความรู้ การรับรู้ความสามารถของตนเอง และทักษะปฏิบัติในการเตรียมพร้อมรับแผ่นดินไหวเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติในทุกมิติ สะท้อนให้เห็นถึงประสิทธิผลของโมเดลการเรียนรู้ในการพัฒนาความพร้อมของประชาชน นอกจากนี้โครงการยังมุ่งสร้างวิทยากรแกนนำและเครือข่ายความร่วมมือในระดับพื้นที่ เพื่อให้โรงเรียน ชุมชน และหน่วยงานสามารถนำองค์ความรู้ไปถ่ายทอด จัดทำแผน ฝึกซ้อม และพัฒนากลไกการเตรียมพร้อมรับแผ่นดินไหวได้อย่างต่อเนื่อง ทำให้เกิดการนำงานวิจัยไปใช้ประโยชน์และสร้างการเปลี่ยนแปลงในพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรม

“เป้าหมายสำคัญของโครงการไม่ใช่เพียงการสร้างองค์ความรู้ทางวิชาการ แต่ต้องการให้ประชาชนนำความรู้และทักษะไปใช้ปกป้องตนเอง ครอบครัว และชุมชนได้จริง การขยายผลโครงการนี้นับเป็นตัวอย่างสำคัญในการใช้ประโยชน์เชิงพื้นที่และเชิงสังคม โดยเพิ่มขีดความสามารถของกำลังคน ลดความเปราะบาง และสร้างวัฒนธรรมความปลอดภัย เพื่อเตรียมพร้อม รับมือ ปรับตัว และฟื้นตัวจากแผ่นดินไหวได้อย่างมีประสิทธิภาพ นำไปสู่การสร้างสังคมไทยที่ปลอดภัยและมีความยืดหยุ่นต่อภัยพิบัติอย่างยั่งยืน หน่วยงานที่สนใจนำองค์ความรู้หรือรูปแบบการฝึกอบรมไปประยุกต์ใช้ รวมถึงเข้าร่วมเป็นเครือข่ายพัฒนาศักยภาพการเตรียมพร้อมรับแผ่นดินไหว สามารถติดต่อสอบถามรายละเอียดได้ทางเพจศูนย์วิจัยแผ่นดินไหวแห่งชาติ หรือ วช.” ผศ.ปัญจพาณ์ กล่าวทิ้งท้าย

โสภณ วางพวงมาลา-ไว้อาลัย ต่อการอสัญกรรม ไซสมพอน พมวิหาน ประธานสภาแห่งชาติลาว

โสภณ วางพวงมาลา-ไว้อาลัย ต่อการอสัญกรรม ไซสมพอน พมวิหาน ประธานสภาแห่งชาติลาว

โสภณ วางพวงมาลา-ไว้อาลัย ต่อการอสัญกรรม ไซสมพอน พมวิหาน ประธานสภาแห่งชาติลาว

วันอังคาร ที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 20.19 น.

“โสภณ”วางพวงมาลา-ไว้อาลัย ต่อการอสัญกรรม”ไซสมพอน พมวิหาน”ประธานสภาแห่งชาติลาว พร้อมเยี่ยมคารวะ”ทองลุน สีสุลิด”ประธานประเทศ ตอกย้ำมิตรภาพระหว่างสองประเทศ

11 สิงหาคม 2569 นายโสภณ ซารัมย์ ประธานรัฐสภาและประธานสภาผู้แทนราษฎร นำคณะเดินทางเข้าร่วมพิธีวางพวงมาลาและไว้อาลัยต่อการอสัญกรรมของ นายไซสมพอน พมวิหาน ประธานสภาแห่งชาติ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ณ หอประชุมแห่งชาติ นครหลวงเวียงจันทน์ เพื่อแสดงความอาลัยและร่วมรำลึกถึงคุณูปการของ นายไซสมพอน พมวิหาน

ภายหลังเสร็จสิ้นพิธี นายโสภณได้เดินทางไปยังทำเนียบประธานประเทศ นครหลวงเวียงจันทน์ เพื่อเข้าเยี่ยมคารวะ ท่านทองลุน สีสุลิด ประธานประเทศแห่งสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว โดยการเข้าเยี่ยมคารวะครั้งนี้เป็นอีกโอกาสสำคัญในการแสดงถึงความสัมพันธ์อันใกล้ชิดระหว่างไทยและ สปป.ลาว

ท่านทองลุน สีสุลิด กล่าวยินดีในการมาครั้งนี้ของประธานรัฐสภาไทยว่า เป็นเพื่อนบ้านที่ร่วมยามสุข ยามทุกข์ เหมือน ญาติสนิท ที่ทั้งสองประเทศไว้เนื้อเชื่อใจกัน นอกจากนี้ ยังกล่าวถึงการไปมาหาสู่กันระหว่างชายแดนอย่างเป็นมิตรและจะร่วมกันแก้ไขปัญหาต่างๆ ร่วมกัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง สแกมเมอร์ ความมั่นคง ตลอดจนเป้าหมายการพัฒนาระบบโลจิสติกส์ รถไฟความเร็วสูง เชื่อมโยงในภูมิภาค ให้สำเร็จ ให้สำเร็จในยุคนี้

นายโสภณ กล่าวว่า การได้เข้าพบท่านทองลุน สีสุลิด ประธานประเทศแห่งสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ไม่ใช่เพียงพิธีการ แต่สื่อให้เห็นประโยชน์ต่อความสัมพันธ์ไทย-ลาว ทั้งความมั่นคง เศรษฐกิจ และวัฒนธรรม โดยเฉพาะความสัมพันธ์ระหว่างฝ่ายนิติบัญญัติ ตลอดจนการให้เกียรติและแสดงไมตรีต่อกันในโอกาสสำคัญของทั้งสองประเทศ

– 006

สุดเศร้า เผาแล้ว “ฮลุน โซโล่” มวลชนแน่นวัด ร่วมส่งเดินทางไกลครั้งสุดท้าย

สุดเศร้า เผาแล้ว "ฮลุน โซโล่" มวลชนแน่นวัด ร่วมส่งเดินทางไกลครั้งสุดท้าย

11 ส.ค. 2569 16:55 น.

สุดเศร้า เผาแล้ว “ฮลุน โซโล่” มวลชนแน่นวัด ร่วมส่งเดินทางไกลครั้งสุดท้าย

บรรยากาศสุดเศร้า มวลชนเนืองแน่นร่วมส่ง “ฮลุน โซโล่” เดินทางไกลครั้งสุดท้าย ส่งกำลังใจให้ครอบครัว ประกอบพิธีฌาปนกิจที่วัดรังษีชัชวาลย์ จ.กาฬสินธุ์

วันที่ 11 สิงหาคม 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานถึงบรรยากาศพิธีฌาปนกิจศพ นายบวรทัต เป็งสุข หรือ “ฮลุน โซโล่” อายุ 27 ปี ยูทูบเบอร์ดังสายแบกเป้เที่ยว

โดยเมื่อเวลา 12.19 น. แฟนคลับต่างหลั่งไหลเข้ามาจุดธูปส่งดวงวิญญาณ “ฮลุน” พร้อมมอบพวงหรีดและเงินทำบุญให้กับครอบครัว โดยบรรยากาศเป็นไปด้วยความอบอุ่น ขณะที่ทางครอบครัวมีผู้ที่บวชพระ บวชเณรหน้าไฟ จำนวน 9 รูป มีคณะผู้สื่อข่าวจากหลายสำนักเกาะติดรายงานสดมาตั้งแต่วันแรก ที่รับร่างน้องฮลุนมาอย่างต่อเนื่อง

ด้าน “ดิว ธนภัทร” อินฟลูฯ ดัง ได้โผเข้ากอดกระเป๋าเป้คู่ใจฮลุน บอกว่า เป้ใบนี้น้องแบกเดินทางไป 50 กว่าประเทศ ขอให้น้องไปสำรวจเส้นทางบนสรวงสวรรค์ต่อไป

ส่วนพ่อค้าแม่ค้าลอตเตอรี่ ก็เร่ขายรางวัล บอกกับแฟนคลับที่มาร่วมงานน้องฮลุนว่า ให้สังเกตเลขทะเบียนรถขนโลงศพ และเลขทะเบียนรถที่พระเณรนั่งไปบวชหน้าไฟดีๆ เผื่อน้องฮลุนจะตอบแทนแฟนคลับที่มาทำให้ด้วยการให้โชคใหญ่

จากนั้นได้มีการเคลื่อน “ฮลุน โซโล่” เพื่อไปสู่เมรุฌาปนกิจที่วัดรังษีชัชวาลย์ อ.สมเด็จ จ.กาฬสินธุ์ ประกอบพิธีและขั้นตอนทางศาสนา

จนเมื่อเวลา 17.05 น. ได้มีพิธีฌาปนกิจขึ้น โดยทางครอบครัว และบรรดาแฟนคลับหลายคน ต่างกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่ พร้อมอวยพรให้ฮลุนเดินทางไปสู่โลกใหม่ในภพภูมิที่ดี

ยูเครนกล่าวหารัสเซียใช้ขีปนาวุธเกาหลีเหนือโจมตีเมืองซาโปริซเซีย

ยูเครนกล่าวหารัสเซียใช้ขีปนาวุธเกาหลีเหนือโจมตีเมืองซาโปริซเซีย

11 ส.ค. 2569 16:51 น.

ยูเครนกล่าวหารัสเซียใช้ขีปนาวุธเกาหลีเหนือโจมตีเมืองซาโปริซเซีย

ยูเครนเผย รัสเซียเปิดฉากโจมตีด้วยโดรนและขีปนาวุธหลายระลอกทั่วประเทศในช่วงข้ามคืน ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 9 ราย และบาดเจ็บอีกหลายสิบคน พร้อมกล่าวหาว่ารัสเซียใช้ขีปนาวุธจากเกาหลีเหนือโจมตีเมืองซาโปริซเซีย ขณะที่ประธานาธิบดีโวโลดีมีร์ เซเลนสกี เตือนความร่วมมือทางทหารระหว่างรัสเซียกับเกาหลีเหนือกำลังขยายตัวในระดับโลกที่ไม่เพียงส่งผลต่อยูเครน แต่ยังกระทบเพื่อนบ้านในเอเชียอย่างญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ด้วย

ประธานาธิบดีโวโลดีมีร์ เซเลนสกี ระบุว่า เมืองซาโปริซเซีย ทางตะวันออกเฉียงใต้ของประเทศ ได้รับผลกระทบรุนแรงที่สุด มีผู้เสียชีวิต 6 ราย และบาดเจ็บ 19 คน ประธานาธิบดีเซเลนสกีระบุว่า รัสเซียยิงทั้งขีปนาวุธวิถีโค้งจากเกาหลีเหนือ ขีปนาวุธความเร็วเหนือเสียง Zircon และระเบิดนำวิถี พุ่งเป้าทำลายโครงสร้างพื้นฐานภาคพลเรือนโดยเฉพาะ ขณะที่ในภูมิภาคดนีโปรเปตรอฟสค์ มีรายงานผู้เสียชีวิตอีก 3 รายจากโดรนและขีปนาวุธ

ทั้งนี้ ข้อกล่าวหาเรื่องการใช้ขีปนาวุธจากเกาหลีเหนือยังไม่มีการเปิดเผยหลักฐานโดยยูเครน และรัสเซียไม่ได้ยืนยันข้อกล่าวหาดังกล่าว

ในกรุงเคียฟ สัญญาณเตือนภัยทางอากาศดังขึ้นหลังเที่ยงคืน ก่อนประชาชนจะได้ยินเสียงระเบิดดังสนั่น และมีการเตือนภัยอีกครั้งในช่วงประมาณตี 3 นายกเทศมนตรีวิตาลี คลิตช์โก ระบุว่า กรุงเคียฟตกเป็นเป้าหมายของการโจมตีด้วยขีปนาวุธวิถีโค้ง และทีมแพทย์ถูกส่งเข้าพื้นที่เพื่อรับมือเหตุฉุกเฉิน

มีรายงานไฟไหม้โกดังบริเวณชานเมือง และมีผู้ได้รับบาดเจ็บอย่างน้อย 1 คน นอกจากนี้ โรงพยาบาลเด็กแห่งหนึ่งถูกโจมตีเช่นกัน แต่ผู้ป่วยและบุคลากรทางการแพทย์สามารถเข้าไปหลบภัยได้ทัน กระทรวงสาธารณสุขยูเครนเผยภาพหน้าต่างแตกและเศษซากกระจายอยู่ภายในพื้นที่โรงพยาบาล พร้อมยืนยันว่าไม่มีเด็กหรือเจ้าหน้าที่ทางการแพทย์ได้รับบาดเจ็บ

ทางการยูเครนระบุว่า รัสเซียส่งโดรนประมาณ 120 ลำ รวมถึงขีปนาวุธหลายชนิดเข้ามาโจมตีในช่วงข้ามคืน อย่างไรก็ตาม ครั้งนี้กองทัพอากาศยูเครนไม่ได้เปิดเผยจำนวนขีปนาวุธที่ถูกยิงหรือสกัดไว้ได้ ขณะที่ก่อนหน้านี้กองทัพอากาศได้เรียกร้องให้สื่อหลีกเลี่ยงการใช้พาดหัวข่าวที่สร้างความตื่นตระหนกเกี่ยวกับปัญหาการขาดแคลนขีปนาวุธสกัดกั้นสำหรับระบบป้องกันภัยทางอากาศ แต่ยอมรับว่ากำลังเผชิญความท้าทายจากการขาดแคลนอาวุธสำหรับรับมือขีปนาวุธวิถีโค้ง

ด้านกระทรวงกลาโหมรัสเซียระบุว่า กองทัพได้ปฏิบัติการโจมตีด้วยอาวุธความแม่นยำสูงจากภาคพื้นดิน โดยมุ่งเป้าไปยังโรงงานอุตสาหกรรมด้านการทหาร รวมถึงศูนย์ขนส่งและโลจิสติกส์ในกรุงเคียฟและเมืองซาโปริซเซีย แต่ไม่ได้กล่าวถึงข้อกล่าวหาว่ามีการใช้ขีปนาวุธจากเกาหลีเหนือ

เซเลนสกีเตือนถึงความสัมพันธ์ทางทหารที่แน่นแฟ้นขึ้นระหว่างรัสเซียกับเกาหลีเหนือ โดยกล่าวว่า รัสเซียได้รับขีปนาวุธวิถีโค้งเพิ่มเติมจากเกาหลีเหนือ และอ้างว่าอาจมีการส่งทหารเกาหลีเหนือระหว่าง 30,000-50,000 นายไปยังรัสเซีย อย่างไรก็ตาม ยูเครนยังไม่ได้เปิดเผยหลักฐานหรือรายละเอียดเกี่ยวกับแหล่งที่มาของตัวเลขดังกล่าว รวมถึงกรอบเวลาของการส่งกำลังพล

เซเลนสกีกล่าวว่า นี่เป็นครั้งแรกที่รัสเซียไม่สามารถทำสงครามได้โดยปราศจากกำลังสนับสนุนจากเกาหลีเหนือ พร้อมเตือนว่า ยิ่งมีการใช้ขีปนาวุธและกำลังพลเกาหลีเหนือในยูเครนมากเท่าใด เกาหลีเหนือก็จะยิ่งได้เรียนรู้และปรับปรุงขีดความสามารถทางทหารจากประสบการณ์ในสนามรบมากขึ้น ซึ่งอาจเป็นภัยคุกคามต่อประเทศอื่นทั่วโลก

เขายังเตือนว่าความร่วมมือดังกล่าวไม่ได้เป็นภัยต่อยูเครนเท่านั้น แต่ยังอาจส่งผลต่อประเทศเพื่อนบ้านของเกาหลีเหนือ เช่น ญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ด้วย พร้อมเรียกร้องให้ประเทศพันธมิตรในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกช่วยสนับสนุนระบบป้องกันภัยทางอากาศแก่ยูเครน

รัสเซียและเกาหลีเหนือลงนามสนธิสัญญาความร่วมมือด้านการป้องกันประเทศในปี 2024 ก่อนที่เกาหลีเหนือจะส่งทหารหลายพันนายไปช่วยรัสเซียผลักดันกองกำลังยูเครนออกจากแคว้นเคิร์สก์ของรัสเซีย ขณะที่ชาติตะวันตก ยูเครน และเกาหลีใต้กล่าวหามาเป็นเวลานานว่าเกาหลีเหนือส่งอาวุธและกระสุนให้รัสเซีย

ในช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา รัสเซียเพิ่มการโจมตีด้วยขีปนาวุธวิถีโค้ง ซึ่งเป็นอาวุธที่มีความเร็วสูงและสกัดกั้นได้ยาก โดยระบบป้องกันภัยทางอากาศขั้นสูง เช่น แพทริออตของสหรัฐฯ เป็นหนึ่งในระบบที่สามารถรับมือกับอาวุธประเภทนี้ได้

ขณะเดียวกัน ยูเครนก็เพิ่มการโจมตีด้วยโดรนพิสัยไกลต่อเป้าหมายในรัสเซีย โดยมุ่งโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำมันและคลังสินค้าของบริษัทพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งรัฐบาลยูเครนระบุว่าเป็นการตอบโต้และมีเป้าหมายลดความสามารถด้านโลจิสติกส์และรายได้ของรัสเซีย

เซเลนสกียังกล่าวถึงการโจมตีทางอากาศของยูเครนต่อโรงงานปิโตรเคมีแห่งหนึ่งในไซบีเรียตะวันตก โดยเรียกว่าเป็นความสำเร็จครั้งสำคัญของกองทัพยูเครน และประกาศว่าจะเดินหน้าโจมตีเป้าหมายในดินแดนรัสเซียต่อไป เพื่อกดดันให้รัสเซียตระหนักถึงความจำเป็นในการยุติสงคราม

องค์การสหประชาชาติระบุว่า การยกระดับการโจมตีระหว่างรัสเซียและยูเครนทำให้ยอดผู้เสียชีวิตที่เป็นพลเรือนในยูเครนเพิ่มขึ้นจนอยู่ในระดับสูงที่สุดนับตั้งแต่ช่วงเดือนแรก ๆ ของสงครามในปี 2022.

ที่มา FRANCE 24 / BBC

โคลอมเบียเดินหน้าค้นหาผู้รอดชีวิต หลังแผ่นดินไหว 7.4 ยอดตายพุ่ง 164 ราย

โคลอมเบียเดินหน้าค้นหาผู้รอดชีวิต หลังแผ่นดินไหว 7.4 ยอดตายพุ่ง 164 ราย

11 ส.ค. 2569 16:07 น.

โคลอมเบียเดินหน้าค้นหาผู้รอดชีวิต หลังแผ่นดินไหว 7.4 ยอดตายพุ่ง 164 ราย

ปฏิบัติการค้นหาและกู้ภัยในพื้นที่ภาคตะวันตกของโคลอมเบียเดินหน้าสู่วันที่สอง หลังเกิดแผ่นดินไหวขนาด 7.4 ซึ่งถือเป็นหนึ่งในแผ่นดินไหวครั้งรุนแรงที่สุดของประเทศในรอบหลายทศวรรษ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 164 ราย และมีผู้ได้รับบาดเจ็บมากกว่า 480 คน

เจ้าหน้าที่กู้ภัย ตำรวจ ทหาร และอาสาสมัคร ทำงานตลอดทั้งคืน ทั้งใช้เครื่องจักรหนักและลงมือขุดค้นด้วยมือเปล่า เพื่อค้นหาผู้รอดชีวิตใต้ซากอาคารและบ้านเรือนที่พังถล่ม ขณะที่เจ้าหน้าที่เตือนว่ายอดผู้เสียชีวิตอาจเพิ่มขึ้น เนื่องจากยังมีผู้สูญหายและผู้ที่อาจติดอยู่ใต้ซากปรักหักพังอีกจำนวนมาก

แผ่นดินไหวเกิดขึ้นเมื่อเวลา 07.34 น. วันจันทร์ (10 ส.ค.) ตามเวลาท้องถิ่น โดยมีศูนย์กลางใกล้เมืองซานโฮเซ เดล ปัลมาร์ ในจังหวัดโชโก ทางตะวันตกของประเทศ ที่ความลึกประมาณ 103 กิโลเมตร แรงสั่นสะเทือนรู้สึกได้เป็นบริเวณกว้าง รวมถึงพื้นที่ใกล้เคียงในเวเนซุเอลา เอกวาดอร์ และปานามา

เมืองเปเรย์รา ในเขตรีซารัลดา ซึ่งเป็นพื้นที่ปลูกกาแฟสำคัญของโคลอมเบีย ได้รับความเสียหายอย่างหนัก ทางการรายงานผู้เสียชีวิต 66 ราย ขณะที่อาคารหลายหลังพังถล่มจนเหลือเพียงกองคอนกรีตและเหล็กบิดงอ นอกจากนี้ ยังมีรายงานว่าอาคาร 65 แห่งพังถล่มในเขตมหานครเปเรย์รา และเชื่อว่ายังมีผู้ติดอยู่ในอาคาร 15 แห่ง

ส่วนเมืองกาลี ซึ่งมีประชากรราว 2.2 ล้านคน ได้รับความเสียหายอย่างหนักเช่นกัน มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 85 ราย และอาคารหลายสิบแห่งพังถล่มหรืออยู่ในสภาพเสี่ยงต่อการถล่ม โรงพยาบาลแห่งหนึ่งได้รับความเสียหายอย่างรุนแรง โดยชั้นบนหลายชั้น รวมถึงพื้นที่ดูแลผู้ป่วยเด็ก พังถล่มลงมา ทำให้ผู้ป่วยบางส่วนติดอยู่ภายใน และต้องย้ายผู้ป่วยประมาณ 600 คนออกมารับการดูแลบนถนน

นอกจากนี้ ยังมีรายงานผู้เสียชีวิตอีก 13 รายในจังหวัดโชโก ซึ่งอยู่ใกล้ศูนย์กลางแผ่นดินไหว และมีผู้เสียชีวิตในเมืองมานิซาเลส กิบโด และเมเดยิน รวมถึงพื้นที่ในจังหวัดโชโกและวัลเล เดล เกากา

ในเมืองมานิซาเลส แผ่นดินไหวทำให้ส่วนหนึ่งของหอคอยมหาวิหารเก่าแก่ได้รับความเสียหาย ขณะที่ประชาชนรายงานว่าอาคารสั่นสะเทือนอย่างรุนแรงและมีเศษอิฐตกลงมาจากอาคารโดยรอบ

สนามบินหลายแห่งในภูมิภาคได้รับความเสียหาย รวมถึงสนามบินในเปเรย์รา มานิซาเลส กิบโด อาร์เมเนีย การ์ตาโก และบวยนาเบนตูรา ขณะที่กรุงโบโกตา ซึ่งอยู่ห่างจากศูนย์กลางแผ่นดินไหวหลายร้อยกิโลเมตร ก็สามารถรับรู้แรงสั่นสะเทือนได้ โดยมีรายงานต้นไม้และสัญญาณไฟจราจรสั่นอย่างรุนแรง รวมถึงรอยร้าวในอาคารบางแห่ง แต่ยังไม่มีรายงานความเสียหายร้ายแรงต่อโครงสร้างพื้นฐานของเมืองหลวง

ประธานาธิบดีอาเบลาร์โด เด ลา เอสปรีเอยา ซึ่งเพิ่งเข้ารับตำแหน่งเมื่อไม่กี่วันก่อน ประกาศให้เหตุการณ์เป็นภัยพิบัติระดับชาติ พร้อมมอบอำนาจพิเศษให้รัฐบาลสามารถระดมทรัพยากรและปรับโยกงบประมาณเพื่อรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉิน โดยยืนยันว่ามีบ้านเรือนเสียหายแล้วมากกว่า 1,500 หลัง

ขณะเดียวกัน ทางการได้ประกาศเคอร์ฟิวในบางพื้นที่ของเปเรย์ราและกาลี หลังมีรายงานการปล้นสะดม ขณะที่ประธานาธิบดีระบุว่า จะส่งกำลังเจ้าหน้าที่ความมั่นคงประมาณ 1,000 นายไปยังกาลี เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยและสนับสนุนภารกิจกู้ภัย

เหตุการณ์ครั้งนี้ทำให้เกิดการเปรียบเทียบกับแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ในปี 1999 ซึ่งสร้างความเสียหายอย่างหนักในพื้นที่ปลูกกาแฟของโคลอมเบียและคร่าชีวิตผู้คนมากกว่า 1,000 ราย รวมถึงแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ในเวเนซุเอลาเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ซึ่งมีผู้เสียชีวิตมากกว่า 6,300 ราย

นานาชาติได้เสนอความช่วยเหลือแก่โคลอมเบีย โดยมาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ ระบุว่าสหรัฐฯ กำลังติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและพร้อมให้ความช่วยเหลือ ขณะที่เออร์ซูลา ฟอน แดร์ ไลเอิน ประธานคณะกรรมาธิการยุโรป กล่าวว่า สหภาพยุโรปกำลังนำข้อมูลจากดาวเทียมโคเปอร์นิคัสมาใช้สนับสนุนภารกิจกู้ภัย ด้านประธานาธิบดีนายิบ บูเคเล ของเอลซัลวาดอร์ ส่งสารแสดงความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกับประชาชนโคลอมเบีย พร้อมเสนอส่งบุคลากรและอุปกรณ์เข้าช่วยเหลือ

สำนักงานสำรวจธรณีวิทยาสหรัฐฯ ประเมินว่า มีประชาชนราว 1.5 ล้านคนรับรู้แรงสั่นสะเทือนในระดับใกล้เคียง 7 และระบุว่า แม้แผ่นดินไหวที่เกิดในระดับความลึกมากมักมีอันตรายน้อยกว่าแผ่นดินไหวที่เกิดใกล้พื้นผิว แต่สามารถปลดปล่อยพลังงานที่สร้างความเสียหายต่ออาคารได้อย่างมาก และอาจทำให้เกิดอาฟเตอร์ช็อกที่มีความรุนแรงตามมาได้

ขณะนี้ทีมกู้ภัยยังคงแข่งกับเวลาเพื่อค้นหาผู้ที่อาจติดอยู่ใต้ซากอาคาร ท่ามกลางความหวังว่าจะสามารถช่วยชีวิตผู้รอดชีวิตออกมาได้เพิ่มเติม ก่อนที่จำนวนผู้เสียชีวิตจะเพิ่มสูงขึ้นจากระดับปัจจุบัน.

ที่มา  Reuters / BBC