อว. เปิดตัวคอร์ส ‘อุ่นใจไซเบอร์’ พร้อมปั้นคนไทยรู้ทัน AI เรียนฟรีแถมสะสมหน่วยกิตได้

อว. เปิดตัวคอร์ส 'อุ่นใจไซเบอร์' พร้อมปั้นคนไทยรู้ทัน AI เรียนฟรีแถมสะสมหน่วยกิตได้

อว. เปิดตัวคอร์ส ‘อุ่นใจไซเบอร์’ พร้อมปั้นคนไทยรู้ทัน AI เรียนฟรีแถมสะสมหน่วยกิตได้

วันจันทร์ ที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2569, 15.03 น.

20 เมษายน 2569 ดร.พันธุ์เพิ่มศักดิ์ อารุณี รองปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ร่วมเสวนาในหัวข้อ สร้างคนไทยให้พร้อมใช้ AI อย่างมีคุณภาพ เพื่ออนาคตที่ยั่งยืน ภายในการแถลงข่าวเปิดตัวคอร์สเรียน “อุ่นใจไซเบอร์ : AI Literacy” สื่อการเรียนรู้ในรูปแบบดิจิทัลที่ออกแบบมาเพื่อยกระดับความรู้และทักษะด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) ของคนไทยพัฒนาโดยคณาจารย์ผู้เชี่ยวชาญด้าน AI จากหลากหลายสาขา จัดโดยกระทรวง อว. จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ AIS โดยมี ศ.ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นางสายชล ทรัพย์มากอุดม หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านสื่อสารองค์กร AIS คณาจารย์ นิสิต นักศึกษา และผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง เข้าร่วม ณ หอประชุมคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ดร.พันธุ์เพิ่มศักดิ์ กล่าวว่า กระทรวง อว. มุ่งพัฒนากำลังคนของประเทศผ่านระบบการเรียนรู้ตลอดชีวิต (Lifelong Learning) ให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของโลกยุคปัญญาประดิษฐ์ โดยมีเป้าหมายสำคัญในการเตรียมความพร้อมให้นิสิตนักศึกษากว่า 1.8 ล้านคนทั่วประเทศ ความร่วมมือกับ AIS และจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยในครั้งนี้ ถือเป็นการขยายโอกาสการเรียนรู้เพื่อยกระดับทักษะ AI Literacy ควบคู่กับการคิดวิเคราะห์เชิงวิพากษ์ (Critical Thinking) และจริยธรรมในการใช้เทคโนโลยี เพื่อสร้าง “พลเมืองดิจิทัล” ที่มีคุณภาพและรู้เท่าทันการเปลี่ยนแปลงของโลกอนาคต

“ความร่วมมือคร้้งนี้สะท้อนถึงเป้าหมายของ อว. ในการขับเคลื่อนระบบนิเวศการเรียนรู้ที่เข้าถึงง่ายและยืดหยุ่น โดยเปิดกว้างให้ประชาชนและนักศึกษาเข้าเรียนหลักสูตร “อุ่นใจไซเบอร์ AI Literacy” ได้ฟรีผ่านแพลตฟอร์มอย่าง Thai MOOC ที่สำคัญยังเปิดโอกาสให้ผู้เรียนสามารถนำผลการเรียนไปสะสมและเทียบโอนหน่วยกิต (Credit Bank) ในรายวิชาศึกษาทั่วไป (GenEd) ของระดับอุดมศึกษาได้ ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญในการพัฒนาคนไทยให้พร้อมรับการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีได้อย่างยั่งยืนอย่างแท้จริง” รองปลัดกระทรวง อว. กล่าว

ด้าน ศ.ดร.วิเลิศ เสริมว่า สถาบันการศึกษาต้องก้าวสู่บทบาทการสร้างคนให้พร้อมสำหรับโลกยุคใหม่ จุฬาฯ จึงมุ่งมั่นพัฒนาองค์ความรู้ภายใต้แนวทาง ‘Responsible AI’ โดยคอร์สนี้ออกแบบมาเพื่อให้การเรียนรู้ด้าน AI ไม่ใช่แค่สิทธิของคนเฉพาะกลุ่ม แต่เป็น ‘โอกาสของทุกคน’ ที่สำคัญคือ นิสิตสามารถนำไปเทียบโอนเป็นหน่วยกิตในรายวิชาศึกษาทั่วไป (GenEd) ได้จริง ซึ่งถือเป็นความยืดหยุ่นที่ตอบโจทย์การศึกษาโลกยุคใหม่ ทั้งนี้ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเตรียมนำร่องเปิดสอนในรูปแบบออนไลน์ ในรายวิชาศึกษาทั่วไป (GenEd) ชื่อวิชา ‘การใช้งานเอไอด้วยสมรรถนะรอบด้าน’ (รหัสวิชา 0299009) และ การรู้เท่าทันดิจิทัล ข้อมูล และปัญญาประดิษฐ์ (รหัสวิชา 0299001) จำนวน 3 หน่วยกิต ในปีการศึกษา 2569 โดยจะเริ่มเปิดใช้งานในเดือนสิงหาคม 2569

ขณะที่  นางสายชล ในฐานะภาคเอกชนผู้พัฒนาแพลตฟอร์มอย่าง AIS กล่าวว่า AIS ไม่เพียงมุ่งยกระดับเครือข่ายสู่ Autonomous Network และการนำ AI มาเป็นแกนหลักในการบริหารจัดการเท่านั้น แต่ยังเดินหน้าขับเคลื่อน Ecosystem ของปัญญาประดิษฐ์อย่างรอบด้าน ครอบคลุมตั้งแต่การพัฒนานวัตกรรมบริการที่ตอบโจทย์การใช้งาน AI ของลูกค้า อาทิ AISpace ศูนย์รวมบริการ AI, การส่งเสริมการสร้างทักษะดิจิทัลให้คนไทยทุกกลุ่มผ่านแพลตฟอร์ม Learn Di for Thais ตลอดจนการเสริมศักยภาพบุคลากรภายในองค์กรผ่านหลักสูตรด้าน AI โดยมี AIS Academy เป็นแหล่งความรู้ และล่าสุด เราตั้งใจยกระดับจาก Digital Literacy สู่ AI Literacy เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันทางไซเบอร์ และยกระดับความรู้ด้าน AI ให้เป็นรูปธรรมมากขึ้น ผ่านหลักสูตร ‘อุ่นใจไซเบอร์ AI Literacy : My AI Buddy’ ซึ่งเป็นการต่อยอดจากโครงการ ‘อุ่นใจไซเบอร์’ ที่ดำเนินมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2562 และปัจจุบันมีผู้เรียนแล้วกว่า 1.05 ล้านคน โดยเชื่อว่าหลักสูตรนี้จะช่วยให้คนไทยใช้งาน AI ได้อย่างปลอดภัยและสร้างสรรค์ สนุกกับการใช้ AI ในฐานะ ‘บัดดี้’ หรือเพื่อนคู่คิด สามารถอยู่ร่วมกับ AI ได้อย่างมั่นใจ มีความรับผิดชอบ และก้าวสู่สังคมดิจิทัลอย่างยั่งยืนไปด้วยกัน

ผู้ที่สนใจสามารถเรียนรู้หลักสูตร “อุ่นใจไซเบอร์ : AI Literacy” ได้ฟรี ทุกที่ทุกเวลา ผ่านแพลตฟอร์ม Thai MOOC https://thaimooc.ac.th, Chula Neuron https://cuneuron.chula.ac.th, LearnDi for Thais บนเว็บไซต์ https://aunjaicyber.ais.th และแอปพลิเคชัน อุ่นใจ CYBER

‘อิฐบล็อกช่องลม’ จากเปลือกหอยแมลงภู่ นวัตกรรม ‘Bio Responsive Block’ สู่วัสดุก่อสร้างมูลค่าสูง

‘อิฐบล็อกช่องลม’ จากเปลือกหอยแมลงภู่ นวัตกรรม ‘Bio Responsive Block’ สู่วัสดุก่อสร้างมูลค่าสูง

‘อิฐบล็อกช่องลม’ จากเปลือกหอยแมลงภู่ นวัตกรรม ‘Bio Responsive Block’ สู่วัสดุก่อสร้างมูลค่าสูง

วันจันทร์ ที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ตามแนวชายฝั่งทะเลไทย เปลือกหอยแมลงภู่นับล้านกิโลกรัมถูกทิ้งเป็นของเหลือปีแล้วปีเล่า ขณะเดียวกัน วงการวัสดุก่อสร้างทั่วโลกกำลังตื่นตัวกับการลดการปล่อยคาร์บอน ผศ.ดร.รันดา อดุลเดชจรัส อาจารย์ประจำภาควิชาสถาปัตยกรรมภายใน คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ และรองผู้อำนวยการสถาบันวิจัยโลหะและวัสดุ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เห็นโอกาสท่ามกลางปัญหานี้ จึงได้คิดค้นและพัฒนา “Bio Responsive Block” อิฐบล็อกช่องลมจากเปลือกหอยแมลงภู่ ที่ไม่เพียงโดดเด่นเชิงสถาปัตยกรรม แต่ยังเป็นตัวอย่างของเศรษฐกิจหมุนเวียนที่ชุมชนสามารถร่วมสร้างและขับเคลื่อนได้จริง

ย้อนกลับไปก่อนที่โครงการ Bio Responsive Block จะเริ่มขึ้น นวัตกรรมนี้มีจุดเริ่มต้นจากการทำวิทยานิพนธ์ระดับปริญญาเอกของ ผศ.ดร.รันดา อดุลเดชจรัส ซึ่งสนใจศึกษาเรื่องเปลือกหอยเชอรีและหอยแมลงภู่ในฐานะวัสดุก่อสร้าง โดยได้นำมาพัฒนาเป็นอาคารศูนย์เรียนรู้ที่มีโครงสร้างไม้ไผ่ ผลงานชิ้นนั้น โดดเด่นจนได้รับการคัดเลือกไปจัดแสดงในงาน COP26 ที่เมืองกลาสโกว์ สหราชอาณาจักร นับเป็นก้าวแรกที่ยืนยันว่า “ขยะ” จากชุมชนประมงมีศักยภาพมากกว่าที่โลกเคยมองเห็น

เมื่อได้รับทุนวิจัยจากคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาฯ งานวิจัยชิ้นแรกของ ผศ.ดร.รันดามุ่งไปที่การนำเปลือกหอยมาเผาที่อุณหภูมิสูงกว่าหนึ่งพันองศาเซลเซียสเพื่อให้เกิดออกซิเดชัน แปรสภาพเป็นปูนขาวบริสุทธิ์ จากนั้นนำมาทดแทนส่วนหนึ่งของปูนซีเมนต์ OPC (Ordinary Portland Cement) ในสัดส่วนต่างๆ ตั้งแต่ 10 – 30% แล้วทดสอบค่าความแข็งแรงรับแรงกดตามมาตรฐานอุตสาหกรรม ผลการวิจัยพบว่าหากสัดส่วนปูนขาวจากเปลือกหอยสูงเกินไป ความแข็งแรงจะลดลงจนไม่ผ่านเกณฑ์มาตรฐาน

แต่นั่นยังไม่ใช่ปัญหาที่ใหญ่ที่สุด ท้าทายกว่าคือคำถามที่ว่า “ชาวบ้านจะทำได้ไหม?” เพราะกระบวนการเผาที่อุณหภูมิสูงต้องอาศัยเตาเผาอุตสาหกรรม ซึ่งแทบเป็นไปไม่ได้ในระดับวิสาหกิจชุมชน คำตอบนั้นเองที่เปิดประตูไปสู่แนวคิดใหม่ทั้งหมด เริ่มจากกระบวนการผลิตที่เปลี่ยนมาเป็นการบดแทนการเผา ซึ่งการ “บดแทนเผา” ฟังดูเรียบง่าย แต่การเปลี่ยนกระบวนการจากการเผาด้วยอุณหภูมิสูงมาเป็นการบดด้วยแรงมนุษย์นั้น ไม่ใช่แค่การลดขั้นตอนทางเทคนิค แต่คือการเปิดโอกาสให้ชุมชนเป็นเจ้าของกระบวนการผลิตได้จริงๆ ซึ่งเป็นจุดมุ่งหมายของโครงการวิจัย Bio Responsive Block

กระบวนการเผาในอุตสาหกรรมก่อให้เกิดการปล่อยคาร์บอน ตั้งแต่การใช้พลังงานความร้อนสูง การใช้เครื่องจักร ไปจนถึงค่าไฟฟ้าและกำลังคนในการดูแลระบบ เมื่อเปลี่ยนมาเป็นกระบวนการบด อย่างมากที่สุดก็ใช้เพียงแรงมนุษย์หรืออุปกรณ์ขนาดเล็กที่หาได้ในครัวเรือน

แน่นอนว่ากระบวนการบดมีข้อจำกัด ผงที่ได้จะไม่บริสุทธิ์เท่ากับปูนขาวที่ผ่านการเผา และใช้เวลามากกว่า แต่ในบริบทของการพัฒนาวิสาหกิจชุมชน นี่คือการแลกที่คุ้มค่า “ทุกอย่างล้วนให้มูลค่าต่อวัสดุที่เกิดขึ้นเสมอ ไม่ว่าจะผ่านกระบวนการเผาหรือบดก็ตาม” ผศ.ดร.รันดากล่าว

หัวใจของ Bio Responsive Block รูปแบบปัจจุบันอยู่ที่การผสมระหว่างเปลือกหอยบดกับปูนเทอร์ราซโซ (Terrazzo) ซึ่งเป็นปูนที่ใช้ทำพื้นหินขัดมาแต่เดิม ความแตกต่างระหว่างรูปแบบแรกที่ใช้ปูนขาวจากกระบวนการเผากับรูปแบบการบด ไม่ใช่แค่เรื่องของสูตรส่วนผสม แต่คือการยกระดับจาก “วัสดุก่อสร้าง” ไปสู่ “วัสดุตกแต่งที่มีมูลค่า”

เทอร์ราซโซทำให้พื้นผิวของบล็อกมีความสวยงามที่เป็นเอกลักษณ์ จากเปลือกหอยแมลงภู่สด มีสีเขียวเข้มและมีความแข็ง เมื่อผ่านการบดและนำมาผสมในสัดส่วนต่างๆ จะทำให้ผิวหน้าของบล็อกมีโทนสีตั้งแต่น้ำตาลอ่อนไปจนถึงน้ำตาลเข้มที่ดูเป็นธรรมชาติ โดยส่วนผสมในอัตราส่วนที่เหมาะสม คือใช้เทอราซโซ่ไม่เกิน 30% จะรักษาความแข็งแรงของโครงสร้างไว้ได้

แม้จะเป็นขยะเหลือทิ้งจากการประมง อาจารย์รันดาก็ย้ำว่าในกระบวนการผลิต จะไม่ให้มีของเสียเหลือแม้แต่ชิ้นเดียว ทุกชิ้นส่วนของเปลือกหอยถูกใช้งานในหลายๆกระบวนการ เปลือกหอยที่สวยงามจะถูกคัดออกมาสำหรับเป็นผิวหน้าของบล็อก ส่วนที่เหลือจะถูกบดเป็นผงผสมในเนื้อวัสดุ นี่คือการออกแบบที่คิดครบทุกมิติ ตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ

นอกจากนี้อาจารย์รันดามีแนวคิดที่จะผสมหินมงคลตามหลักฮวงจุ้ยเข้าไปในสูตรด้วย เพื่อขยายฐานลูกค้าไปยังกลุ่มที่ให้ความสำคัญกับสีและพลังงานของวัสดุ ซึ่งเพิ่มมิติความหมายและคุณค่าเชิงสัญลักษณ์ให้กับผลิตภัณฑ์ได้อีกทางหนึ่ง

ผศ.ดร.รันดา ตระหนักดีว่าความสวยงามเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ วัสดุทุกชนิดต้องผ่านการพิจารณาในมิติของ Thermal Performance หรือสมรรถนะเชิงความร้อน โดยเฉพาะในประเทศที่มีภูมิอากาศของประเทศไทยที่มีทั้งความร้อนและความชื้นสูงตลอดปี รูปแบบช่องลมของบล็อกออกแบบมาให้อากาศไหลผ่านได้ ช่วยระบายความร้อนและเพิ่มการหมุนเวียนอากาศภายในอาคารโดยไม่ต้องพึ่งพาระบบปรับอากาศ นอกจากนี้ Pattern ของช่องลมยังสร้างแสงและเงาที่ไหลเข้ามาในพื้นที่อย่างสวยงาม เพิ่มบรรยากาศที่มีชีวิตชีวาให้กับสถาปัตยกรรม

การออกแบบของอาจารย์มองไปที่การตกแต่ง มากกว่าการรับแรงทางโครงสร้าง จึงเหมาะกับการใช้เป็น Highlight Wall หรือผนังเด่นในบ้านพักอาศัย รีสอร์ต คาเฟ หรืออาคารที่มีเรื่องราวเกี่ยวกับธรรมชาติและความยั่งยืน โดยไม่จำเป็นต้องใช้ทั้งผนัง อาจเลือกเพียงจุดที่ต้องการเน้นก็เพียงพอ หากนำไปใช้ภายนอกอาคาร การเคลือบผิวที่เหมาะสมจะช่วยให้วัสดุทนต่อน้ำและแสงแดดได้ยาวนานยิ่งขึ้น

“ในอนาคตอาจมีการเพิ่มเส้นใยธรรมชาติจากพืชท้องถิ่น เช่น เส้นใยต้นตาลหรือพืชอื่นๆ เข้าไปในผนัง เพื่อเพิ่มคุณสมบัติฉนวนความร้อน ช่วยลดอุณหภูมิภายในอาคาร ซึ่งจะทำให้ตอบโจทย์เรื่องการประหยัดพลังงานในสภาพภูมิอากาศร้อนชื้นได้ยิ่งขึ้น” ผศ.ดร.รันดา กล่าวและเล่าถึงขั้นตอนการผลิตว่า เริ่มต้นด้วยการรวบรวมเปลือกหอยจากชุมชน ล้างทำความสะอาด ตาก แล้วบดให้ละเอียดจนได้ผงคล้ายแป้ง ผงที่ได้นำมาผสมกับปูนเทอร์ราซโซในสัดส่วนที่กำหนด ผสมน้ำ คลุกเคล้า เทหล่อลงแม่พิมพ์ รอแห้ง แกะออก แล้วขัดผิวด้วยมือ ตลอดสายการผลิตอิฐบล็อกช่องลม ใช้เพียงอุปกรณ์ที่หาได้ในครัวเรือน ไม่มีเครื่องจักรอุตสาหกรรมแม้แต่ชิ้นเดียว และงานวิจัยนี้อาจารย์รันดาใช้พื้นที่ในบ้านของตนเอง สำหรับการทดลองทำก่อนจะนำไปสู่ชุมชน

ผศ.ดร.รันดา เผยถึงเป้าหมายในอนาคตว่า จะเข้าไปจัด Workshop ให้ความรู้ชุมชนโดยตรง เพื่อก่อตั้งวิสาหกิจชุมชนที่สามารถดำเนินงานได้อย่างอิสระ ชุมชนจะได้มองเปลือกหอยในมุมใหม่ ไม่ใช่ปัญหาแต่เป็นวัตถุดิบที่มีค่าและสร้างมูลค่าให้ชุมชนได้

ชุมชนชาวประมงที่เข้าร่วมโครงการจะได้รายได้หลายช่องทางพร้อมกัน ทั้งจากการขายหอยดองที่ทำอยู่แล้ว จากการแปรรูปเปลือกหอยเป็นผลิตภัณฑ์ และการเปิดรับนักท่องเที่ยวเชิงนิเวศ ภาพในอนาคตที่อาจารย์เห็นคือชุมชนที่นักท่องเที่ยวสามารถมาเรียนรู้ตั้งแต่กระบวนการเลี้ยงหอยในทะเล การเก็บเกี่ยว การแปรรูปเนื้อหอย ไปจนถึงการทำผลิตภัณฑ์จากเปลือกหอยด้วยสองมือ นั่นคือการท่องเที่ยวเชิงการเรียนรู้ที่ให้ทั้งประสบการณ์และมีความหมายต่อสิ่งแวดล้อม

โมเดลนี้สามารถขยายไปยังพื้นที่ชายฝั่งอื่นๆทั้งในไทยและต่างประเทศ เพราะแคลเซียมคาร์บอเนตไม่ได้มีแค่ในเปลือกหอยแมลงภู่ หอยนางรม หอยเชอรี หรือหอยลายก็ล้วนมีศักยภาพเช่นเดียวกัน ผศ.ดร.รันดากล่าว “เราไม่ได้ออกแบบให้มันเป็น Case Study ของชุมชนเดียว แต่อยากให้มันเป็นแรงบันดาลใจที่โมเดลนี้สามารถทำได้ต่อไปในอนาคต”

สิ่งที่น่าสนใจยิ่งกว่าความใหม่ของนวัตกรรมนี้คือการที่มันไม่ได้ใหม่เลย “คนไทยโบราณก็เอาปูนเปลือกหอยมาทำพระ ทำสีปูนแดงสำหรับกินกับหมาก มาแต่ไหนแต่ไรแล้ว” ผศ.ดร.รันดาเล่า นั่นหมายความว่าสิ่งที่กำลังทำอยู่คือการรื้อฟื้นภูมิปัญญาเดิมและนำมาประยุกต์ให้เข้ากับบริบทสมัยใหม่ ทั้งในแง่เทคโนโลยีวัสดุ การออกแบบ และเศรษฐกิจสร้างสรรค์

จากความสำเร็จของผลงานนวัตกรรมที่เริ่มเป็นรูปเป็นร่างและออกสู่สาธารณะ ผศ.ดร.รันดาเผยความรู้สึกว่าสิ่งที่สำคัญที่สุดในฐานะนักวิจัยและอาจารย์ ไม่ใช่ความสำเร็จเชิงพาณิชย์ แต่คือความภูมิใจที่ได้ให้ความรู้แก่คนอื่นในการนำไปทำได้จริง เกิดมูลค่าจริง และมีการต่อยอดต่อไปได้

Bio Responsive Block อาจเพิ่งเริ่มต้น แต่เรื่องราวที่บอกเล่านั้นลึกกว่าผนังก้อนหนึ่ง เป็นเรื่องของชุมชนที่มองเห็นคุณค่าในสิ่งที่เคยถูกทิ้ง รวมถึงนักวิจัยที่ไม่ยอมให้ความรู้อยู่นิ่งบนกระดาษ แต่เป็นการสร้างคุณค่าให้วัสดุจากธรรมชาติที่รอวันถูกมองเห็นมานานแล้ว

ผู้สนใจสามารถติดตามผลงานนวัตกรรมที่น่าสนใจนี้ได้ที่ อีเมล runda.a@chula.ac.th

เปลี่ยนปิดเทอม..เป็น ‘สนามเด็กเล่น’ NSM ชวนเที่ยว ‘พิพิธภัณฑ์กลางห้าง’ สร้างประสบการณ์ไร้รอยต่อให้วิทยาศาสตร์

เปลี่ยนปิดเทอม..เป็น 'สนามเด็กเล่น' NSM ชวนเที่ยว 'พิพิธภัณฑ์กลางห้าง' สร้างประสบการณ์ไร้รอยต่อให้วิทยาศาสตร์

เปลี่ยนปิดเทอม..เป็น ‘สนามเด็กเล่น’ NSM ชวนเที่ยว ‘พิพิธภัณฑ์กลางห้าง’ สร้างประสบการณ์ไร้รอยต่อให้วิทยาศาสตร์

วันจันทร์ ที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

พิพิธภัณฑ์กลางห้าง” เปลี่ยนปิดเทอมเป็นสนามเด็กเล่นแห่งการเรียนรู้! เพราะทุกการ “ลองเล่น” คือก้าวแรกสู่การค้นพบความมหัศจรรย์ของวิทยาศาสตร์

งาน “พิพิธภัณฑ์กลางห้าง” คือพื้นที่แห่งความสนุก สร้างสรรค์ด้วยกิจกรรมทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่ผู้เข้าชมสามารถลงมือทำได้จริงบนพื้นที่กว่า 2,000 ตารางเมตร ณ Alive Park Hall ชั้น G ฟิวเจอร์พาร์ค จ.ปทุมธานี จัดโดยองค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ(อพวช.) หรือ NSM ผนึกกำลังกับฟิวเจอร์พาร์ค–สเปลล์และพันธมิตร อย่างGISTDA หรือสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ –  iMake – Tero Digital – พิพิธภัณฑ์ธรณีวิทยาและ Thai PBS ระหว่างวันที่ 17 – 26 เม.ย.2569 

นายสุวรงค์ วงษ์ศิริ รักษาการแทนผู้อำนวยการองค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ(อพวช.) หรือ NSM เปิดเผยว่า NSM ร่วมกับ ฟิวเจอร์พาร์ค–สเปลล์ สร้าง “พิพิธภัณฑ์กลางห้าง” หรือ “สนามเด็กเล่นแห่งการเรียนรู้” เพื่อให้เป็นหมุดหมายด้านการเรียนรู้ Learning Landmark ที่สำคัญของครอบครัวโซนกรุงเทพฯ ตอนเหนือ เพื่อให้สอดคล้องกับพฤติกรรมครอบครัวยุคใหม่ต้องการพื้นที่ที่รวมการพักผ่อนและการพัฒนาทักษะลูก ไว้ในที่เดียว งาน “พิพิธภัณฑ์กลางห้าง”  จึงเป็นการนำ Content ของพิพิธภัณฑ์มาบวกกับ Lifestyle ของห้างฯ เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ไร้รอยต่อให้วิทยาศาสตร์เข้าถึงง่ายและเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันจริง ๆ ผ่านการจัดกิจกรรมพิเศษในช่วงปิดเทอม

งานพิพิธภัณฑ์กลางห้างในปีนี้ มีการนำเสนอความพิเศษที่เข้มข้นกว่าทุกปีผ่าน 3 แกนหลัก คือ 1.นิทรรศการเคลื่อนที่ ที่เปิดโอกาสให้เด็กๆ ได้สวมบทบาทเป็นนักวิทยาศาสตร์ตัวจิ๋ว ทั้ง Science Speak ที่จะพาไปถอดรหัสความลับของชีววิทยา และ Science Spark ที่จะจุดประกายความเข้าใจเรื่องฟิสิกส์ผ่านการเล่นด้วยตนเอง , 2.กิจกรรม Work Shop พบกับ Future Careers: จำลองโลกอาชีพใน Job World ทั้งนักคิดค้นยา (Pharmacist) เรียนรู้กระบวนการผลิตยาและการทำงานของเภสัชกร, นักออกแบบเครื่องประดับ (Jewelry Designer) ฝึกจินตนาการและทักษะการออกแบบสร้างสรรค์ เป็นต้น

ยังมีเรื่องของ Creative Science  พบกับ กิจกรรม Soap Studio หรือนักเล่นแร่แปรสบู่ การเปลี่ยนเรื่อง “สถานะสสาร” ให้กลายเป็นงานศิลปะ ผ่านการทำสบู่แฮนด์เมดที่นำกลับบ้านได้จริง หรือเรื่องของ Solar System Illuminatorกิจกรรมประดิษฐ์ดวงดาวในระบบสุริยะจากลูกบอล ช่วยให้จดจำลักษณะเด่นของดวงดาวผ่านงานฝีมือ

หรือเรื่องของ Exploration & Discovery  ผ่านกิจกรรม Seed to Seedling เรียนรู้การเดินทางของเมล็ดพันธุ์และการเติบโตของพืช, DIY Lab  พื้นที่ทดลองอิสระที่เน้นกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ “ลอง-ผิด-ลอง-ถูก” เพื่อสร้างนวัตกรรมชิ้นใหม่ ที่จะได้พบกับความสนุกของวิทยาศาสตร์ที่ซ่อนอยู่ในผลงานศิลปะแห่งความภาคภูมิใจ ที่สำคัญ งาน “พิพิธภัณฑ์กลางห้าง” ยังมีพันธมิตรที่มาร่วมกันสร้าง “สนามเด็กเล่นแห่งการเรียนรู้” เพื่อส่งต่อแรงบันดาลใจให้เด็กไทย

โดย GISTDA จะพาวาร์ปสู่โลกอวกาศผ่านเทคโนโลยี VR และกิจกรรม Space Inspirium , iMake จะเปิดสนามแข่งขันหุ่นยนต์ระดับโลก และฝึกการเขียน Coding เบื้องต้น , พิพิธภัณฑ์ธรณีวิทยาฯ จะนำงานวิจัยและ “ฟอสซิลของจริง” มาให้สัมผัสอย่างใกล้ชิด , Tero Digital จะมาร่วมสร้างสีสันด้วยเทคโนโลยี AI สร้างสรรค์คอนเทนต์ “น้องคิดดี ฝันดี” เพื่อสร้างแรงบันดาลใจผ่านสื่อสมัยใหม่และ Thai PBS จะมาในกิจกรรมส่งเสริมการเรียนรู้สำหรับเด็ก

“การรวมตัวกันของพันธมิตรคือคำยินยันว่าเรากำลังร่วมกันสร้าง “สนามเด็กเล่นแห่งการเรียนรู้” เพื่อส่งต่อแรงบันดาลใจให้กับเด็กไทย เพราะเรายึดมั่นในภารกิจหลักคือการสร้างสังคมไทยให้เป็นสังคมแห่งดารเรียนรู้วิทยาศาสตร์ เราเชื่อว่าวิทยาศาสตร์ต้อไม่หยุดนิ่งและต้องเข้าถึงได้ทุกที่ดังนั้นเราจึงวางแผนการทำงานให้สอดคล้องกับจังหวะชีวิตของสังคมในทุกช่วงเวลา เพื่อลดความเหลื่อมล้ำและสร้างความเท่าเทียมและสร้างวัฒนธรรมการเรียนรู้ตลอดชีวิต”

ด้าน น.ส.กัลยา กมลรัตน์ ผู้อำนวยการด้านการตลาด ศูนย์การค้าฟิวเจอร์พาร์ค กล่าวว่า “พิพิธภัณฑ์กลางห้าง” เป็นความตั้งใจของฟิวเจอร์พาร์ค–สเปลล์ โดยจัดพื้นที่สำหรับโซนการจัดแสดงโดยเฉพาะ เพื่อให้ครอบครัว พ่อแม่ลูกได้มาใช้เวลาในช่วงปิดเทอมอย่างมีคุณภาพร่วมกัน ซึ่งตัวนิทรรศการและกิจกรรมที่นำมาจัดแสดงไม่สามารถหาได้ในห้องเรียน แม้แต่ในช่วงที่ตนเองเป็นเด็กก็ยังไม่มีโอกาสได้มาสัมผัสและเรียนรู้กับนิทรรศการและกิจกรรมทางวิทยาศาสตร์ในรูปแบบใหม่นี้ ซึ่งเป็นการเรียนรู้ด้วยการลงมือทำ ลงมือทดลองและค้นหาคำตอบด้วยตัวเอง ซึ่งสอดคล้องกับการเรียนรู้ในยุคสมัยปัจจุบัน อยากให้ทุกครอบครัวได้มาร่วมสนุกกับ “พิพิธภัณฑ์กลางห้าง” โดยไม่มีค่าใช้จ่ายที่ Alive Park Hall ชั้น G ฟิวเจอร์พาร์ค จ.ปทุมธานี ซึ่งจะจัดแสดงเป็นเวลา 10 วัน ตั้งแต่วันที่ 17 – 26 เม.ย.นี้  

โรงงานพลุอินเดียระเบิด ดับพุ่ง 25 ศพ

โรงงานพลุอินเดียระเบิด ดับพุ่ง 25 ศพ

20 เม.ย. 2569 14:56 น.

โรงงานพลุอินเดียระเบิด ดับพุ่ง 25 ศพ

เกิดเหตุระเบิดรุนแรงที่โรงงานผลิตพลุในรัฐทมิฬนาฑู ทางตอนใต้ของอินเดีย คร่าชีวิตคนงานอย่างน้อย 25 ราย บาดเจ็บจำนวนมาก พบพิรุธลักลอบเปิดโรงงานวันหยุด ขณะที่เจ้าของโรงงานและหัวหน้างานเผ่นหนี ตำรวจเร่งตั้งทีมล่าตัวดำเนินคดี

เกิดเหตุระเบิดอย่างรุนแรงภายในโรงงานผลิตพลุและดอกไม้ไฟ “วนาจา” (Vanaja Fireworks Industry) ในเขตวิรุธุนคร รัฐทมิฬนาดู เมื่อช่วงเย็นวันอาทิตย์ที่ผ่านมา (19 เม.ย.) ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 25 ราย และมีผู้บาดเจ็บสาหัสอีก 4 ราย

นาย เอ็น.โอ. สุขาบุตร ผู้ว่าการเขตพื้นที่ เปิดเผยกับสำนักข่าว ANI ว่าในขณะที่เจ้าหน้าที่กู้ภัยกำลังปฏิบัติงาน ได้เกิดการระเบิดซ้ำขึ้นเป็นครั้งที่สอง ทำให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บเพิ่มอีก 13 ราย แต่ไม่มีใครบาดเจ็บสาหัส โดยอุปสรรคสำคัญในการช่วยเหลือคือเสียงระเบิดจากพลุที่ดังต่อเนื่องอยู่ภายในซากปรักหักพัง ทำให้เจ้าหน้าที่ต้องทำงานด้วยความระมัดระวังอย่างสูง

จากการสอบสวนเบื้องต้นพบว่า โรงงานดังกล่าวมีใบอนุญาตถูกต้อง แต่ทำผิดกฎระเบียบขั้นแรกคือการ “ลักลอบเปิดทำงานในวันอาทิตย์” ซึ่งเป็นวันหยุด พยานที่รอดชีวิตเล่าว่า ขณะเกิดเหตุมีคนงานประมาณ 50 คนอยู่ภายในโรงงาน โดยหลายคนกำลังทำงานอยู่บริเวณระเบียงหน้าโรงงาน แรงระเบิดทำให้อาคารพังพินาศเหลือเพียงเศษอิฐ และส่งผลให้ร่างของผู้เสียชีวิตจำนวนมากถูกไฟคลอกจนจำเค้าเดิมไม่ได้ ล่าสุดเจ้าหน้าที่สามารถระบุตัวตนผู้เสียชีวิตได้แล้ว 22 ราย ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้หญิง

ขณะนี้เจ้าของโรงงานและหัวหน้าคนงานได้หลบหนีไปหลังเกิดเหตุ ตำรวจได้ตั้งทีมเฉพาะกิจ 4 ชุด เพื่อเร่งติดตามตัวมาดำเนินคดีในข้อหาประมาทเลินเล่อและละเมิดกฎความปลอดภัย ซึ่งอุตสาหกรรมดอกไม้ไฟในอินเดียมักถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักเรื่องมาตรฐานความปลอดภัยที่ต่ำ แม้จะเป็นอุตสาหกรรมใหญ่ที่ป้อนสินค้าให้งานเทศกาลและงานแต่งงานทั่วประเทศก็ตาม

ด้านนายกรัฐมนตรี นเรนทรา โมดี ได้ออกมาโพสต์ข้อความแสดงความเสียใจต่อโศกนาฏกรรมครั้งนี้ โดยระบุว่าเป็นเหตุการณ์ที่ “น่าสลดใจอย่างยิ่ง” พร้อมส่งกำลังใจให้ครอบครัวผู้สูญเสีย เช่นเดียวกับนายเอ็ม.เค. สตาลิน มุขมนตรีรัฐทมิฬนาดู ที่สั่งการให้เจ้าหน้าที่ให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยและครอบครัวอย่างเต็มที่

ขณะนี้กระบวนการกู้ภัยสิ้นสุดลงแล้ว แต่เจ้าหน้าที่ยังคงปิดกั้นพื้นที่เพื่อสืบสวนหาสาเหตุของการระเบิดที่แน่ชัดต่อไป.

ที่มา BBC

นิวซีแลนด์ประกาศภาวะฉุกเฉินกรุงเวลลิงตัน น้ำท่วมฉับพลัน-ดินถล่ม

นิวซีแลนด์ประกาศภาวะฉุกเฉินกรุงเวลลิงตัน น้ำท่วมฉับพลัน-ดินถล่ม

20 เม.ย. 2569 14:34 น.

นิวซีแลนด์ประกาศภาวะฉุกเฉินกรุงเวลลิงตัน น้ำท่วมฉับพลัน-ดินถล่ม

รัฐบาลนิวซีแลนด์ประกาศสภาวะฉุกเฉินในกรุงเวลลิงตัน เมืองหลวงของประเทศ หลังเผชิญพายุฝนกระหน่ำอย่างรุนแรงและน้ำท่วมฉับพลันทั่วเกาะเหนือ ส่งผลให้เกิดความเสียหายเป็นวงกว้าง ทั้งดินถล่มทับเส้นทางคมนาคมและบ้านเรือนประชาชน

นายแอนดรูว์ ลิตเติล นายกเทศมนตรีกรุงเวลลิงตัน เปิดเผยว่า เมืองหลวงของนิวซีแลนด์เผชิญกับปริมาณน้ำฝนสูงถึง 77 มิลลิเมตร ภายในเวลาเพียงไม่ถึง 1 ชั่วโมงเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา ซึ่งถือเป็นสถิติฝนตกหนักที่สุดเท่าที่เคยบันทึกไว้ แรงดันน้ำที่มหาศาลส่งผลให้ฝาท่อระบายน้ำหลุดออก และกระแสน้ำมีความรุนแรงถึงขั้นพัดพาแรงรถยนต์ให้ไหลไปตามกระแสได้

หน่วยกู้ภัยและดับเพลิงได้รับแจ้งเหตุขอความช่วยเหลือกว่า 150 ครั้งตลอดคืนที่ผ่านมา มีรายงานดินสไลด์ทับบ้านเรือนในย่านคิงส์ตัน และย่านมอร์นิงตัน ขณะที่เจ้าหน้าที่ตำรวจกำลังเร่งระดมกำลังตามหาชายวัย 60 ปีรายหนึ่งในย่านคาโรริ ที่สูญหายไปหลังจากบ้านพักถูกน้ำท่วมสูง อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีรายงานผู้เสียชีวิตยืนยันในขณะนี้

ทางการได้สั่งอพยพประชาชนในพื้นที่ลุ่มต่ำและพื้นที่เสี่ยงดินถล่มให้ย้ายไปพักอาศัยกับญาติหรือศูนย์พักพิงชั่วคราวเป็นเวลาอย่างน้อย 24 ชั่วโมง พร้อมแนะนำให้งดการเดินทางที่ไม่จำเป็น เนื่องจากสภาพอากาศยังมีแนวโน้มจะเลวร้ายลงอีกในช่วงเย็นวันจันทร์ตามเวลาท้องถิ่น

ขณะที่สายการบินบางส่วนที่สนามบินเวลลิงตันถูกยกเลิกเที่ยวบิน โรงเรียนหลายแห่งประกาศปิดทำการชั่วคราว เจ้าหน้าที่เตือนให้ประชาชนรีบตัดสินใจอพยพตั้งแต่เนิ่นๆ ก่อนที่สถานการณ์จะวิกฤตกว่าเดิม

เหตุอุทกภัยครั้งนี้เกิดขึ้นเพียงไม่กี่วันหลังจากที่เกาะเหนือของนิวซีแลนด์เพิ่งได้รับผลกระทบจากไซโคลน “ไวอานู” เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งทำให้สภาพดินมีความชุ่มน้ำสูงและเสี่ยงต่อการเกิดดินถล่มได้ง่ายขึ้นเมื่อเจอฝนตกซ้ำ

ด้านนายมาร์ก มิตเชลล์ รัฐมนตรีกระทรวงการจัดการภาวะฉุกเฉินและการฟื้นฟู ระบุว่ารัฐบาลกำลังติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและพร้อมสนับสนุนทรัพยากรเพื่อช่วยเหลือประชาชนอย่างเต็มที่ พร้อมย้ำให้ชาวเมืองเวลลิงตันติดตามข่าวสารอย่างมีสติและเตรียมพร้อมรับมือกับยอดคลื่นความกดอากาศต่ำระลอกใหม่ที่กำลังจะมาถึง.

ที่มา BBC / Reuters

พบศพทารกกว่า 50 รายถูกทิ้งสุสานในตรินิแดด ตำรวจเร่งสอบปมทิ้งศพผิดกฎหมาย

พบศพทารกกว่า 50 รายถูกทิ้งสุสานในตรินิแดด ตำรวจเร่งสอบปมทิ้งศพผิดกฎหมาย

20 เม.ย. 2569 12:38 น.

พบศพทารกกว่า 50 รายถูกทิ้งสุสานในตรินิแดด ตำรวจเร่งสอบปมทิ้งศพผิดกฎหมาย

ทางการตรินิแดดและโตเบโกเร่งตรวจสอบ หลังพบร่างทารกอย่างน้อย 50 ราย และผู้ใหญ่ 6 ราย ถูกนำมาทิ้งไว้ในสุสานเมืองคูมูโต คาดเป็นการกำจัดศพโดยผิดกฎหมาย ด้าน ผบ.ตร. ชี้ต้องมีผู้รับผิดชอบต่อการจัดการศพที่ผิดกฎหมายและไร้มนุษยธรรมครั้งนี้

สำนักงานตำรวจแห่งชาติตรินิแดดและโตเบโก เปิดเผยการค้นพบที่สุสานในเมืองคูมูโต ซึ่งอยู่ห่างจากกรุงพอร์ตออฟสเปน เมืองหลวงของประเทศไปประมาณ 40 กิโลเมตร โดยเจ้าหน้าที่พบร่างไร้วิญญาณของทารกอย่างน้อย 50 ราย และผู้ใหญ่รวม 6 ราย (ชาย 4 หญิง 2) ถูกนำมาทิ้งไว้

จากการตรวจสอบเบื้องต้น พบว่าศพผู้ใหญ่ 5 ใน 6 ราย มีป้ายระบุตัวตนติดอยู่ และมี 2 รายที่มีร่องรอยการผ่านการชันสูตรพลิกศพมาก่อนหน้า ทางตำรวจสันนิษฐานว่าเหตุการณ์นี้อาจเป็นการ “ลักลอบกำจัดศพที่ไม่มีญาติมารับอย่างผิดกฎหมาย” อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ยังไม่ตัดประเด็นความเชื่อมโยงกับเหตุความรุนแรงจากแก๊งอาชญากรรมในประเทศ ซึ่งมีอัตราการเกิดคดีฆาตกรรมสูงเป็นอันดับต้นๆ ในแถบลาตินอเมริกาและแคริบเบียน

พล.ต.อ. อัลลิสเตอร์ เกวาร์โร ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ระบุว่าเหตุการณ์นี้เป็นเรื่องที่ “น่ากังวลอย่างยิ่ง” พร้อมประกาศกร้าวว่าบุคคลหรือสถาบันใดก็ตามที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการละเมิดหน้าที่และกฎหมายในการจัดการศพจะต้องถูกดำเนินคดีอย่างถึงที่สุด

ปัจจุบัน ตรินิแดดและโตเบโกอยู่ภายใต้การประกาศสภาวะฉุกเฉินมาตั้งแต่วันที่ 2 มีนาคมที่ผ่านมา เพื่อให้อำนาจพิเศษแก่ตำรวจในการตรวจค้นและจับกุม ท่ามกลางวิกฤตความรุนแรงจากแก๊งมาเฟีย โดยในปี 2024 ที่ผ่านมา ประเทศที่มีประชากรเพียง 1.5 ล้านคนแห่งนี้ มีสถิติการฆาตกรรมสูงถึง 623 ราย

ทางด้านกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ได้ออกประกาศเตือนการเดินทางไปยังประเทศนี้ เนื่องจากความเสี่ยงจากอาชญากรรมที่ยังคงเป็นความท้าทายหลัก แม้ว่าความรุนแรงจะเริ่มลดระดับลงบ้างเมื่อเทียบกับปี 2024 จากมาตรการรักษาความปลอดภัยที่เข้มงวดขึ้น แต่ในปี 2023 สหรัฐฯ เคยจัดอันดับให้ประเทศนี้เป็นประเทศที่อันตรายที่สุดเป็นอันดับ 6 ของโลก โดยมีอัตราการฆาตกรรมอยู่ที่ 37 ต่อประชากร 1 แสนคน

ขณะนี้เจ้าหน้าที่กำลังเร่งสืบสวนหาแหล่งที่มาของร่างทารกจำนวนมากเหล่านี้ เพื่อพิสูจน์ทราบว่าถูกส่งมาจากสถานพยาบาล หรือเกี่ยวข้องกับขบวนการผิดกฎหมายอื่นใดหรือไม่.

ที่มา BBC

ตั๋วเครื่องบินแพงกระฉูด Korean Air ขึ้นค่าธรรมเนียมน้ำมัน 7 เท่า

ตั๋วเครื่องบินแพงกระฉูด Korean Air ขึ้นค่าธรรมเนียมน้ำมัน 7 เท่า

20 เม.ย. 2569 12:15 น.

ตั๋วเครื่องบินแพงกระฉูด Korean Air ขึ้นค่าธรรมเนียมน้ำมัน 7 เท่า

สายการบินยักษ์ใหญ่ Korean Air เตรียมปรับขึ้นค่าธรรมเนียมน้ำมันเชื้อเพลิงอีกครั้งในเดือนพฤษภาคม โดยเพิ่มขึ้นถึงประมาณ 7 เท่า เมื่อเทียบกับช่วงก่อนเกิดสงครามอิหร่านปลายเดือนกุมภาพันธ์ 

ตามประกาศของสายการบิน Korean Air ซึ่งถือเป็นหนึ่งในสายการบินรายใหญ่ของเอเชีย ระบุว่าเที่ยวบินระยะสั้นแบบเที่ยวเดียว จากสนามบินนานาชาติอินชอน ไปยังเมืองใกล้เคียง เช่น ต้าเหลียน ประเทศจีน หรือฟุกุโอกะ ประเทศญี่ปุ่น จะมีค่าธรรมเนียมน้ำมันประมาณ 75,000 วอน หรือราว 1,625 บาท เพิ่มขึ้นจากเดิมที่อยู่แค่ 10,500 วอน หรือราว 227 บาท

สำหรับเส้นทางระยะไกล เช่น จากอินชอนไปยังเมืองหลักในสหรัฐฯ อย่างนิวยอร์ก ดัลลัส และแอตแลนตา ค่าธรรมเนียมน้ำมันจะพุ่งขึ้นเป็นประมาณ 564,000 วอน หรือประมาณ 12,222 บาท จากเดิมในเดือนกุมภาพันธ์ที่อยู่ที่เพียง 76,500 วอน หรือประมาณ 1,657 บาท

ข้อมูลจากเว็บไซต์ของสายการบินระบุว่าราคาตั๋วเครื่องบินชั้นประหยัดแบบเที่ยวเดียว เส้นทางอินชอน-นิวยอร์ก ในเดือนพฤษภาคม จะอยู่ที่ประมาณ 1,650,900 วอน หรือราว 35,770 บาท

โดยในปี 2025 ที่ผ่านมา สายการบิน Korean Air มีผู้โดยสารใช้บริการมากกว่า 16.5 ล้านคน

ไม่ใช่เพียง Korean Air เท่านั้น แต่ในเวลานี้สายการบินทั่วโลกต่างเผชิญต้นทุนที่เพิ่มขึ้น โดยมีมาตรการรับมือ เช่น ปรับขึ้นค่าธรรมเนียมน้ำมัน, ลดจำนวนเที่ยวบิน, เพิ่มค่าธรรมเนียมสัมภาระ เพื่อชดเชยต้นทุนราคาน้ำมันที่พุ่งสูง ซึ่งสถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนว่า ผู้โดยสารทั่วโลกอาจต้องเผชิญกับค่าตั๋วเครื่องบินที่แพงขึ้นในระยะต่อไปหากความตึงเครียดในตะวันออกกลางยังไม่คลี่คลาย.

ที่มา : CNN

กองทัพอิสราเอลยอมรับ ภาพทหารใช้ค้อนทุบ “รูปปั้นพระเยซู” ในเลบานอน เป็น “เรื่องจริง”

กองทัพอิสราเอลยอมรับ ภาพทหารใช้ค้อนทุบ "รูปปั้นพระเยซู" ในเลบานอน เป็น "เรื่องจริง"

20 เม.ย. 2569 12:11 น.

กองทัพอิสราเอลยอมรับ ภาพทหารใช้ค้อนทุบ “รูปปั้นพระเยซู” ในเลบานอน เป็น “เรื่องจริง”

กองทัพอิสราเอล (IDF) ยืนยันภาพทหารในเครื่องแบบใช้ค้อนทุบทำลายรูปปั้นพระเยซูคริสต์ในหมู่บ้านชาวคริสต์ทางตอนใต้ของเลบานอนเป็นเหตุการณ์จริง ชี้เป็นการกระทำที่ขัดต่อค่านิยมของกองทัพอย่างรุนแรง พร้อมให้คำมั่นจะช่วยบูรณะซ่อมแซมคืนสู่สภาพเดิม

กองทัพอิสราเอล (IDF) ออกแถลงการณ์ผ่านบัญชี X อย่างเป็นทางการ โดยยอมรับว่าภาพที่เผยแพร่สะพัดในโลกออนไลน์ ซึ่งปรากฏภาพทหารอิสราเอลนายหนึ่งกำลังใช้ค้อนปอนด์ทุบส่วนศีรษะของรูปปั้นพระเยซูคริสต์ถูกตรึงกางเขนในพื้นที่ภาคใต้ของเลบานอนนั้น เป็นภาพเหตุการณ์จริงและเป็นฝีมือของทหารในสังกัดของตน

รายละเอียดเหตุการณ์ภาพดังกล่าวถูกแชร์อย่างรวดเร็วตั้งแต่วันอาทิตย์ที่ผ่านมา (19 เม.ย.) โดยระบุว่าเหตุเกิดที่หมู่บ้านเดเบิล ซึ่งเป็นหมู่บ้านชาวคริสต์นิกายมาโรไนต์ ตั้งอยู่ห่างจากชายแดนอิสราเอลประมาณ 5-6 กิโลเมตร รายงานระบุว่ารูปปั้นดังกล่าวได้หลุดออกจากไม้กางเขนลงมาอยู่ที่พื้น ก่อนที่ทหารนายดังกล่าวจะเข้าทำลาย

กองทัพอิสราเอลระบุว่าเหตุการณ์นี้เป็น “เรื่องร้ายแรงอย่างยิ่ง” และพฤติกรรมของทหารนายนี้ “ขัดต่อค่านิยมที่กองทัพคาดหวังจากกำลังพลโดยสิ้นเชิง” ขณะนี้กองบัญชาการภาคเหนือของอิสราเอลกำลังอยู่ระหว่างการสอบสวนข้อเท็จจริง กองทัพยืนยันว่าจะมีการดำเนินมาตรการทางวินัยที่เหมาะสมต่อผู้เกี่ยวข้องตามลำดับชั้นการบังคับบัญชา และให้คำมั่นว่าจะประสานงานกับชุมชนในพื้นที่เพื่อช่วยบูรณะและนำรูปปั้นกลับไปตั้ง ณ จุดเดิม

วาดี้ อาบูนัสซาร์ ผู้ประสานงานสภาคริสเตียนในดินแดนศักดิ์สิทธิ์ ออกมาเรียกร้องให้มีการตรวจสอบเรื่องนี้อย่างจริงจัง โดยระบุว่า “ไม่สามารถนิ่งเฉยต่อการละเมิดเช่นนี้ได้” และขอให้มีการนำตัวผู้กระทำความผิดเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในช่วงที่สถานการณ์ในเลบานอนตอนใต้ยังคงตึงเครียด แม้ว่าจะมีการประกาศข้อตกลงหยุดยิงระหว่างอิสราเอลและกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ ซึ่งเริ่มมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 17 เม.ย. ที่ผ่านมา แต่กองทัพอิสราเอลบางส่วนยังคงปฏิบัติหน้าที่อยู่ในพื้นที่ดังกล่าว

ความขัดแย้งในเลบานอนปะทุขึ้นตั้งแต่ช่วงต้นเดือนมีนาคมที่ผ่านมา หลังจากกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ระดมยิงจรวดเข้าใส่อิสราเอลเพื่อตอบโต้ความขัดแย้งในภูมิภาค นำไปสู่การโจมตีทางอากาศอย่างหนักและการบุกภาคพื้นดินของอิสราเอลในเวลาต่อมา.

ที่มา The Times of Israel / JERUSALEM POST 

ผลโพลสหรัฐฯ ชี้คะแนนนิยมทรัมป์ร่วงต่ำสุดสมัยที่สอง เหตุคนอเมริกันไม่เห็นด้วยสงครามอิหร่าน

ผลโพลสหรัฐฯ ชี้คะแนนนิยมทรัมป์ร่วงต่ำสุดสมัยที่สอง เหตุคนอเมริกันไม่เห็นด้วยสงครามอิหร่าน

20 เม.ย. 2569 11:32 น.

ผลโพลสหรัฐฯ ชี้คะแนนนิยมทรัมป์ร่วงต่ำสุดสมัยที่สอง เหตุคนอเมริกันไม่เห็นด้วยสงครามอิหร่าน

คะแนนนิยมของประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์ ลดลงแตะระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เริ่มดำรงตำแหน่งสมัยที่ 2 โดยมีปัจจัยหลักจากการบริหารจัดการสงครามกับอิหร่าน ตามผลสำรวจล่าสุดของ NBC News

ผลสำรวจซึ่งเผยแพร่เมื่อวันอาทิตย์ ระบุว่า มีชาวอเมริกันเพียง 37% ที่ให้การสนับสนุนการทำงานของทรัมป์ ขณะที่ถึง 63% ไม่เห็นด้วยกับผลงานของเขาในจำนวนนี้ มีถึง 50% ที่ไม่เห็นด้วยอย่างรุนแรง สะท้อนกระแสความไม่พอใจที่เพิ่มสูงขึ้น

เมื่อเจาะเฉพาะประเด็นสงครามกับอิหร่าน พบว่า มีเพียง 33% ของผู้ตอบแบบสอบถามที่เห็นด้วยกับการดำเนินนโยบายของทรัมป์ ขณะที่ 67% ระบุว่าไม่เห็นด้วย ไม่ว่าจะในระดับมากหรือน้อย

ผลสำรวจยังสะท้อนความแตกแยกทางการเมืองอย่างชัดเจน โดย 82% ของกลุ่มเดโมแครตและผู้มีสิทธิเลือกตั้งอิสระ ไม่เห็นด้วยกับสงคราม ขณะที่ 74% ของพรรครีพับลิกัน กลับให้การสนับสนุน

อีกหนึ่งประเด็นสำคัญคือคนรุ่นใหม่ มีแนวโน้มไม่เห็นด้วยกับสงครามมากเป็นพิเศษ โดยรวมแล้ว 61% ของผู้ใหญ่ในสหรัฐฯ เห็นว่าประเทศไม่ควรดำเนินการทางทหารเพิ่มเติมในอิหร่าน แต่ตัวเลขนี้พุ่งสูงถึง 74% ในกลุ่มผู้ที่มีอายุต่ำกว่า 30 ปี

ทั้งนี้ ผลสำรวจดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงแรงกดดันที่เพิ่มขึ้นต่อรัฐบาลสหรัฐฯ ท่ามกลางความขัดแย้งในตะวันออกกลาง และอาจส่งผลต่อทิศทางทางการเมือง รวมถึงการตัดสินใจเชิงนโยบายของรัฐบาลในระยะต่อไป.

ที่มา : Aljazeera

ตรวจพบ “ยาเบื่อหนู” ปนเปื้อนในอาหารเด็ก HiPP ในออสเตรีย

ตรวจพบ "ยาเบื่อหนู" ปนเปื้อนในอาหารเด็ก HiPP ในออสเตรีย

20 เม.ย. 2569 11:22 น.

ตรวจพบ “ยาเบื่อหนู” ปนเปื้อนในอาหารเด็ก HiPP ในออสเตรีย

ตำรวจออสเตรียประกาศเตือนผู้ปกครองให้ระมัดระวังขั้นสูงสุด หลังพบยาเบื่อหนูในกระปุกอาหารเด็กยี่ห้อดัง ด้านบริษัทผู้ผลิตยันสินค้าออกจากโรงงานด้วยสภาพสมบูรณ์ ชี้เป็นฝีมืออาชญากรที่จงใจปลอมปนสินค้า ล่าสุดสั่งเก็บสินค้าออกจากชั้นวางในหลายประเทศแล้ว

ทางการออสเตรียสั่งยกระดับการเฝ้าระวังหลังมีการตรวจพบ “ยาเบื่อหนู” ปนเปื้อนอยู่ในอาหารเสริมเด็กแบบกระปุกของแบรนด์ HiPP (ฮิปป์) โดยตำรวจในรัฐบัวร์เกนลันด์ เปิดเผยว่าได้รับแจ้งเหตุจากลูกค้ารายหนึ่งที่พบสิ่งผิดปกติในกระปุกอาหารสูตร “มันฝรั่งผสมแครอทบด” ซึ่งโชคดีที่เด็กยังไม่ได้รับประทานเข้าไป

ผลิตภัณฑ์ที่ได้รับผลกระทบคืออาหารสำหรับเด็กอายุ 5 เดือนขึ้นไปแบบกระปุกขนาด 190 กรัม สารพิษที่พบคือโบรมาดิโอโลน (Bromadiolone) ซึ่งจะยับยั้งการแข็งตัวของเลือด หากเด็กรับประทานเข้าไปอาจมีอาการเลือดออกตามไรฟัน, เลือดกำเดาไหล, รอยฟกช้ำตามตัว หรือถ่ายเป็นเลือด โดยอาการอาจแสดงผลช้าประมาณ 2-5 วันหลังได้รับสาร

จากการตรวจสอบเบื้องต้นพบว่า กระปุกดังกล่าวมีร่องรอยการถูกเปิดและดัดแปลงสินค้า ตำรวจเชื่อว่าอาจยังมีสินค้าที่ถูกปนเปื้อนหลงเหลืออยู่ในท้องตลาดอย่างน้อยอีก 1 กระปุก โดยคำเตือนนี้มาจากการขยายผลร่วมกับพนักงานสอบสวนในเยอรมนี ขณะเดียวกัน เจ้าหน้าที่ระบุว่าพบขวดอาหารที่ถูกดัดแปลงลักษณะเดียวกันในสาธารณรัฐเช็กและสโลวาเกีย สะท้อนความเป็นไปได้ของเครือข่ายก่อเหตุข้ามพรมแดน

บริษัท HiPP ซึ่งมีฐานการผลิตในเยอรมนี ออกแถลงการณ์ยืนยันว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น “ไม่ได้เกิดจากความบกพร่องของผลิตภัณฑ์หรือกระบวนการผลิต” แต่เป็นการกระทำทางอาญาที่มุ่งร้าย โดยสินค้าทุกชิ้นออกจากโรงงานในสภาพที่สมบูรณ์ 100%

อย่างไรก็ตาม เพื่อความปลอดภัยสูงสุด HiPP ได้สั่งเรียกคืนผลิตภัณฑ์ชนิดกระปุกทุกรายการที่วางจำหน่ายในซูเปอร์มาร์เก็ตเครือ Spar, Eurospar, Interspar และ Maximarkt ทั่วออสเตรีย พร้อมทั้งประสานงานให้ถอนสินค้าออกจากชั้นวางในสาธารณรัฐเช็กและสโลวาเกียเป็นการชั่วคราวแล้ว

ข้อแนะนำสำหรับผู้ปกครองทางการออสเตรียได้ให้คำแนะนำในการสังเกตบรรจุภัณฑ์ที่อาจถูกดัดแปลง เช่น ฝาปิดมีร่องรอยความเสียหายหรือถูกเปิดออกก่อน, ซีลนิรภัยหายไป, มีกลิ่นแปลกปลอมหรือกลิ่นอาหารบูดเน่า และข้อสังเกตสำคัญคือมีสติกเกอร์สีขาวที่มีวงกลมสีแดงติดอยู่บริเวณก้นกระปุก

หน่วยงานความปลอดภัยด้านอาหารของออสเตรีย (AGES) ระบุว่า หากเด็กเผลอรับประทานเข้าไปและมีอาการ เลือดออกผิดปกติ อ่อนแรงอย่างมาก หรือมีอาการซีด ให้รีบนำตัวส่งโรงพยาบาลและพบแพทย์ทันที ทั้งนี้ เหตุการณ์ดังกล่าวไม่ส่งผลกระทบต่อผลิตภัณฑ์ประเภทนมผงหรือสินค้าที่จำหน่ายในร้านค้าปลีกรายอื่น

ย้อนรอยวิกฤตอาหารเด็กเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเพียงไม่กี่เดือนหลังจากแบรนด์อาหารเด็กยักษ์ใหญ่อย่าง Nestle และ Danone เพิ่งสั่งเรียกคืนนมผงในกว่า 60 ประเทศ รวมถึงในสหราชอาณาจักร หลังพบการปนเปื้อนของสารพิษเซรูไลด์ (Cereulide) ซึ่งทำให้เด็กหลายรายมีอาการคลื่นไส้อาเจียนและล้มป่วยลง.

ที่มา BBC