“มิน อ่อง หล่าย” สั่งลดโทษประหารเป็นจำคุกตลอดชีวิต-ลดโทษ “ซูจี” ลง 1 ใน 6

"มิน อ่อง หล่าย" สั่งลดโทษประหารเป็นจำคุกตลอดชีวิต-ลดโทษ "ซูจี" ลง 1 ใน 6

17 เม.ย. 2569 12:59 น.

“มิน อ่อง หล่าย” สั่งลดโทษประหารเป็นจำคุกตลอดชีวิต-ลดโทษ “ซูจี” ลง 1 ใน 6

“มิน อ่อง หล่าย” ประธานาธิบดีเมียนมา ประกาศอภัยโทษครั้งใหญ่เนื่องในเทศกาลปีใหม่ “ทิงยาน” สั่งลดโทษผู้ต้องขังประหารชีวิตทั้งหมดเหลือเพียงจำคุกตลอดชีวิต ขณะที่มีรายงานว่า “อองซานซูจี” ถูกลดโทษลง 1 ใน 6 พร้อมการปล่อยตัวนักโทษกว่า 4,300 ราย ที่รวมถึงการปล่อยตัวนายวิน มยินต์ อดีตประธานาธิบดี

พลเอกอาวุโส มิน อ่อง หล่าย ผู้นำรัฐบาลทหารเมียนมา ซึ่งเพิ่งเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ออกแถลงการณ์ประกาศอภัยโทษครั้งใหญ่เนื่องในเทศกาล “ทิงยาน” หรือวันขึ้นปีใหม่ของเมียนมา โดยหนึ่งในมาตรการสำคัญคือการประกาศเปลี่ยนโทษประหารชีวิตสำหรับนักโทษทุกราย ให้กลายเป็นโทษจำคุกตลอดชีวิตแทน

การประกาศครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากที่รัฐบาลทหารได้รื้อฟื้นการประหารชีวิตขึ้นมาอีกครั้งภายหลังการรัฐประหารในปี 2021 ซึ่งส่งผลให้มีผู้ถูกตัดสินประหารชีวิตแล้วมากกว่า 130 ราย ตามข้อมูลของสหประชาชาติ โดยส่วนใหญ่เป็นกลุ่มผู้เห็นต่างทางการเมืองและผู้ต่อต้านรัฐประหาร

นอกจากโครงการลดโทษประหารชีวิตแล้ว ทางการเมียนมายังเตรียมปล่อยตัวนักโทษรวมกว่า 4,300 ราย และชาวต่างชาติอีก 179 ราย รวมถึงประกาศลดโทษ 1 ใน 6 สำหรับนักโทษที่มีกำหนดโทษจำคุกต่ำกว่า 40 ปี 

ด้านสำนักงานเลขาธิการประธานาธิบดีเมียนมาแถลงว่าพลเอกอาวุโส มิน อ่อง หล่าย ประธานาธิบดีเมียนมา ลงนามในคำสั่งอภัยโทษนายวิน มยินต์ อดีตประธานาธิบดี ซึ่งถูกควบคุมตัวตั้งแต่เกิดการรัฐประหาร เมื่อวันที่ 1 ก.พ. 2021

ด้านทนายความของนางอองซานซูจี แจ้งกับสำนักข่าวรอยเตอร์ว่าทางการเมียนมาได้ประกาศลดโทษให้นางซูจี วัย 80 ปี หลังรับโทษจำคุก 27 ปี จากความผิดหลายกระทง ซึ่งพันธมิตรของเธอกล่าวว่าเป็นการกระทำทางการเมืองเพื่อกีดกันเธอออกจากอำนาจ ตั้งแต่ข้อหายุยงปลุกปั่น การทุจริต การฉ้อโกงการเลือกตั้ง และการละเมิดกฎหมายความลับของรัฐ

ทนายความกล่าวว่าโทษจำคุกถูกลดลง 1 ใน 6 แต่ยังไม่ชัดเจนว่านางซูจีซึ่งได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพจะได้รับอนุญาตให้รับโทษส่วนที่เหลือภายใต้การกักบริเวณในบ้านหรือไม่ 

ที่บริเวณหน้าเรือนจำอินเส่งในนครย่างกุ้ง มีกลุ่มญาติพี่น้องของผู้ต้องขังจำนวนมากมารอคอยด้วยความหวังว่าบุคคลในครอบครัวจะได้รับการปล่อยตัว โดยเฉพาะผู้ที่ถูกคุมขังในคดีทางการเมือง ซึ่งจากข้อมูลของสมาคมช่วยเหลือนักโทษการเมือง (AAPP) ระบุว่ามีผู้ถูกคุมขังด้วยเหตุผลทางการเมืองแล้วมากกว่า 30,000 ราย นับตั้งแต่เกิดการรัฐประหาร

นักวิเคราะห์และกลุ่มจับตามองด้านประชาธิปไตยให้ความเห็นว่า การขยับตัวครั้งนี้ของมิน อ่อง หล่าย เป็นส่วนหนึ่งของความพยายาม “ฟอกขาว” หรือปรับภาพลักษณ์ของรัฐบาลทหารให้ดูเป็นรัฐบาลพลเรือนมากขึ้น หลังจากที่เขาได้รับเลือกจากรัฐสภาที่จัดตั้งโดยกองทัพให้ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา

อย่างไรก็ตาม สถาบันยุทธศาสตร์และนโยบายเมียนมา ระบุว่า ในการอภัยโทษรอบก่อนๆ มีนักโทษทางการเมืองเพียงไม่ถึงร้อยละ 14 เท่านั้นที่ได้รับการปล่อยตัวจริง ขณะที่ “อองซาน ซูจี” อดีตผู้นำพลเรือนวัย 78 ปี ยังคงถูกคุมขังและตัดขาดจากการติดต่อสื่อสาร เพื่อรับโทษจำคุกรวม 27 ปี ซึ่งนานาชาติมองว่าเป็นคดีที่มีแรงจูงใจทางการเมือง

ปัจจุบัน เมียนมายังคงตกอยู่ในภาวะสงครามกลางเมืองที่ยืดเยื้อ ระหว่างกองทัพรัฐบาลกับกลุ่มติดอาวุธฝ่ายประชาธิปไตยและกองกำลังชาติพันธุ์ ซึ่งทวีความรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่การเลือกตั้งที่จัดโดยรัฐบาลทหารเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา ซึ่งพรรคเอ็นแอลดีของนางซูจีถูกสั่งยุบและห้ามลงแข่งขันในครั้งนั้น.

ที่มา AFP / Reuters

รวบตัว “D4vd” นักร้องดาวรุ่ง TikTok ตกเป็นผู้ต้องสงสัยคดีฆาตกรรมเด็กสาววัย 14 ปี

รวบตัว "D4vd" นักร้องดาวรุ่ง TikTok ตกเป็นผู้ต้องสงสัยคดีฆาตกรรมเด็กสาววัย 14 ปี

17 เม.ย. 2569 12:24 น.

รวบตัว “D4vd” นักร้องดาวรุ่ง TikTok ตกเป็นผู้ต้องสงสัยคดีฆาตกรรมเด็กสาววัย 14 ปี

ตำรวจลอสแองเจลิสเข้าจับกุม “เดวิด แอนโธนี เบิร์ก” หรือ “D4vd”  นักร้องดาวรุ่ง TikTok เจ้าของเพลงฮิต Romantic Homicide หลังพบชิ้นส่วนศพเด็กสาวที่หายตัวไปนานหลายเดือนซุกซ่อนอยู่ในรถเทสลาของเขา รวมถึงพบรอยสักบนนิ้วมือผู้ตายคล้ายคลึงกับของนักร้อง

สำนักงานตำรวจลอสแอนเจลิส (LAPD) แถลงยืนยันการจับกุมตัว “เดวิด แอนโธนี เบิร์ก” (David Anthony Burke) หรือที่รู้จักในนามศิลปินหนุ่มชื่อดัง D4vd (เดวิด) วัย 21 ปี ในข้อหาฆาตกรรม เซเลสเต ริวาส เอร์นานเดซ (Celeste Rivas Hernandez) เด็กสาววัย 14 ปี ที่หายตัวไปตั้งแต่ปี 2024 โดยขณะนี้เขาถูกควบคุมตัวโดยไม่อนุญาตให้ประกันตัว

จุดเริ่มต้นของคดีสะเทือนขวัญคดีนี้ถูกเปิดโปงขึ้นเมื่อวันที่ 8 กันยายน 2025 หลังจากมีรายงานเรื่องกลิ่นเหม็นเน่ารุนแรงโชยออกมาจากรถยนต์เทสลาที่จอดอยู่ในอู่ลากรถย่านฮอลลีวูด จากการตรวจสอบพบชิ้นส่วนศีรษะและลำตัวของเด็กสาวบรรจุอยู่ในถุงเก็บศพ ซุกซ่อนอยู่ในกระโปรงหน้ารถ ซึ่งจดทะเบียนในชื่อและที่อยู่ของนักร้องหนุ่มในรัฐเท็กซัส

สถาบันนิติเวชระบุว่าสภาพศพเน่าเปื่อยอย่างรุนแรง และคาดว่าเสียชีวิตมานานหลายสัปดาห์ก่อนถูกค้นพบ นอกจากนี้ยังมีรายละเอียดที่น่าตกใจคือ ผู้ตายมีรอยสักคำว่า “Shhh…” บนนิ้วชี้ ซึ่งเป็นลายเดียวกับรอยสักบนนิ้วชี้ของ D4vd 

ข้อมูลจากศาลระบุว่า คณะลูกขุนใหญ่ได้เริ่มพิจารณาคดีนี้ตั้งแต่เดือนธันวาคมที่ผ่านมา โดยมีการเรียกตัวครอบครัวของนักร้องหนุ่มจากเท็กซัสมาให้การ จนกระทั่งมีการเปิดเผยเอกสารที่ระบุว่า D4vd คือ “เป้าหมายหลัก” ของการสืบสวนคดีฆาตกรรมในครั้งนี้

ก่อนหน้านี้ เจ้าหน้าที่ได้บุกเข้าตรวจค้นคฤหาสน์ในย่านฮอลลีวูดฮิลส์ ซึ่งนักร้องหนุ่มพักอาศัยอยู่ห่างจากจุดที่พบรถเพียงไม่กี่ช่วงถนน ขณะที่ตัวแทนของนักร้องหนุ่มระบุเพียงว่าเขากำลังให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่

ภายหลังการค้นพบศพ D4vd ได้ประกาศยกเลิกทัวร์คอนเสิร์ตทั่วโลกทันทีและเก็บตัวเงียบจากสื่อโซเชียล ขณะที่แบรนด์เสื้อผ้าชั้นนำอย่าง Hollister และแบรนด์รองเท้า Crocs ได้ประกาศยุติแคมเปญโฆษณาทั้งหมดกับเขา รวมถึงนักร้องสาวชื่อดัง Kali Uchis ก็ได้ถอดเพลง “Crashing” ที่เคยทำร่วมกับเขาออกจากแพลตฟอร์มต่าง ๆ ด้วย

ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจจะนำตัวผู้ต้องหาเข้าพบอัยการเขตในวันที่ 20 เม.ย.นี้ เพื่อดำเนินการส่งฟ้องตามขั้นตอนกฎหมายต่อไป.

ที่มา BBC

รวบอดีต สส.ฟิลิปปินส์ในกรุงปราก พัวพันคดีทุจริตโครงการน้ำท่วม

รวบอดีต สส.ฟิลิปปินส์ในกรุงปราก พัวพันคดีทุจริตโครงการน้ำท่วม

17 เม.ย. 2569 11:51 น.

รวบอดีต สส.ฟิลิปปินส์ในกรุงปราก พัวพันคดีทุจริตโครงการน้ำท่วม

อดีต สส. ฟิลิปปินส์ “เอลิซัลดี โค” ถูกรวบตัวกลางกรุงปราก ในสาธารณรัฐเช็ก หลังหนีคดีทุจริตโครงการป้องกันน้ำท่วมมูลค่ากว่า 7 หมื่นล้านบาท ด้านประธานาธิบดีเฟอร์ดินานด์ มาร์กอส จูเนียร์ เร่งประสานส่งตัวกลับประเทศ แม้ไม่มีสนธิสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดน

ทางการฟิลิปปินส์ออกแถลงการณ์ยืนยันการจับกุม นายเอลิซัลดี โค (Elizaldy Co) อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งเป็นผู้ต้องหาคนสำคัญในคดีคอร์รัปชันครั้งมโหฬาร โดยถูกรวบตัวได้ที่สาธารณรัฐเช็ก หลังหลบหนีออกจากประเทศไปนานหลายเดือน

ประธานาธิบดีเฟอร์ดินานด์ มาร์กอส จูเนียร์ เปิดเผยว่า นายโคถูกเจ้าหน้าที่ในกรุงปรากควบคุมตัวหลังจากพยายามเดินทางข้ามพรมแดนโดย “ไม่มีเอกสารยืนยันตัวตนที่ถูกต้อง” เนื่องจากรัฐบาลฟิลิปปินส์ได้เพิกถอนพาสปอร์ตของเขาไปตั้งแต่เดือนธันวาคมที่ผ่านมา และได้ประสานงานกับตำรวจสากลเพื่อออกหมายแดงล่าตัวไปทั่วโลก

คดีดังกล่าวมีจุดเริ่มต้นจากเหตุการณ์อุทกภัยครั้งใหญ่เมื่อปีที่ผ่านมา ซึ่งสร้างความเสียหายย่อยยับไปทั่วประเทศ จนนำไปสู่การสืบสวนที่พบความผิดปกติในโครงการป้องกันน้ำท่วม โดยพบว่ามีการเบิกจ่ายงบประมาณให้กับ “โครงการทิพย์” หรือโครงการที่ไม่มีการก่อสร้างจริงตลอดหลายปีที่ผ่านมา คิดเป็นความเสียหายต่อเศรษฐกิจสูงถึง 2,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (หรือประมาณ 72,000 ล้านบาท) โดยนายโคถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้รับเงินสินบนก้อนโตจากโครงการเหล่านี้

นายโคลาออกจากตำแหน่ง สส. เมื่อเดือนกันยายนปีที่ผ่านมา ก่อนจะหลบหนีไปต่างประเทศในเดือนกรกฎาคม 2025 ในระหว่างที่หลบหนี เขาได้เผยแพร่วิดีโอพาดพิงว่าประธานาธิบดีมาร์กอส จูเนียร์ อยู่เบื้องหลังขบวนการนี้ อย่างไรก็ตาม ผู้นำฟิลิปปินส์ปฏิเสธข้อกล่าวหาอย่างสิ้นเชิง โดยระบุว่าเขาเองเป็นผู้เปิดโปงเรื่องนี้ต่อสาธารณชน

นอกจากนายโคแล้ว ยังมีนักการเมืองระดับสูงอีกหลายรายที่ถูกซัดทอด รวมถึงอดีตประธานสภาผู้แทนราษฎรซึ่งเป็นลูกพี่ลูกน้องของมาร์กอส และอดีตประธานวุฒิสภาที่เพิ่งถูกปลดจากตำแหน่งหลังพบความเชื่อมโยงกับผู้รับเหมาโครงการ

แม้ฟิลิปปินส์จะไม่มีสนธิสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดนกับสาธารณรัฐเช็ก แต่นายจอนวิก เรมุลลา รัฐมนตรีมหาดไทย ระบุว่าทางการทั้งสองประเทศกำลังประสานงานอย่างใกล้ชิด และคาดว่าอาจจะสามารถคุมตัวนายโคกลับมาดำเนินคดีที่ฟิลิปปินส์ได้ภายใน 1 ถึง 3 สัปดาห์นี้

ฟิลิปปินส์ถือเป็นประเทศที่เผชิญกับพายุและไต้ฝุ่นเฉลี่ยปีละ 20 ลูก การทุจริตงบประมาณป้องกันภัยธรรมชาติจึงเป็นประเด็นอ่อนไหวที่สร้างความโกรธแค้นให้กับประชาชนอย่างมาก โดยเฉพาะหลังเหตุการณ์ไต้ฝุ่นคาลเมกีเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2025 ที่ทำให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 85 คนในเกาะเซบู เนื่องจากระบบป้องกันน้ำท่วมล้มเหลว.

ที่มา INQUIRER.net

เคนยาตัดสินจำคุกหนุ่มจีน 1 ปี ลอบขนมดราชินีกว่า 2,000 ตัว ส่งขายตลาดมืดต่างประเทศ

เคนยาตัดสินจำคุกหนุ่มจีน 1 ปี ลอบขนมดราชินีกว่า 2,000 ตัว ส่งขายตลาดมืดต่างประเทศ

17 เม.ย. 2569 11:08 น.

เคนยาตัดสินจำคุกหนุ่มจีน 1 ปี ลอบขนมดราชินีกว่า 2,000 ตัว ส่งขายตลาดมืดต่างประเทศ

ศาลในกรุงไนโรบีของเคนยา ตัดสินจำคุกชายชาวจีน 1 ปี พร้อมปรับกว่า 2 แสนบาท หลังพยายามลักลอบขน “มดราชินี” กว่า 2,200 ตัวมุ่งหน้าไปจีน เผยเป็นหนึ่งในธุรกิจทำเงินในแอฟริกาตะวันออก พบมีราคาพุ่งสูงถึงตัวละ 7,000 บาทในตลาดนักสะสม

ศาลเคนยามีคำพิพากษาให้จำคุก นายจาง เค่อฉวิน สัญชาติจีน เป็นเวลา 1 ปี และสั่งปรับเป็นเงิน 1 ล้านชิลลิงเคนยา (ประมาณ 248,000 บาท) ในข้อหาลักลอบค้าสัตว์ป่าอย่างผิดกฎหมาย หลังถูกจับกุมพร้อมของกลางเป็นมดราชินีจำนวนมาก

นายจางถูกเจ้าหน้าที่ศุลกากรจับกุมได้ที่สนามบินนานาชาติไนโรบี เมื่อวันที่ 10 มีนาคม ขณะกำลังเตรียมเดินทางไปประเทศจีน จากการตรวจสอบกระเป๋าเดินทาง พบหลอดทดลองขนาดเล็กบรรจุมดที่มีชีวิตจำนวน 2,238 ตัว ในจำนวนนี้เป็น “มดเก็บเกี่ยวแอฟริกายักษ์” (Messor cephalotes) ซึ่งเป็นสายพันธุ์ที่เหล่านักสะสมต้องการสูงถึง 1,948 ตัว

ไอรีน กิโชบี ผู้พิพากษาในคดีนี้ ระบุในคำวินิจฉัยว่าจำเลยไม่มีความซื่อสัตย์และขาดความสำนึกผิด พร้อมย้ำว่าจำเป็นต้องลงโทษอย่างหนักเพื่อป้องปรามไม่ให้เกิดการกระทำผิดซ้ำ เนื่องจากปัจจุบันมีการลักลอบค้ามดสวนในปริมาณมาก ซึ่งส่งผลกระทบเชิงลบอย่างรุนแรงต่อระบบนิเวศทางธรรมชาติ

จากการสอบสวนพบว่านายจางได้รับซื้อจำพวกมดมาจากนายชาร์ลส์ มวางกี ชาวเคนยา ในราคา 10,000 ชิลลิงเคนยา ต่อมด 100 ตัว โดยนายมวางกีถูกตั้งข้อหาและอยู่ระหว่างการประกันตัว ทั้งนี้ ข้อมูลระบุว่ามดเหล่านี้กำลังเป็นที่นิยมอย่างมากในกลุ่มนักสะสมสัตว์แปลกในจีน สหรัฐอเมริกา และยุโรป โดยมดราชินีบางตัวอาจมีมูลค่าสูงถึง 220 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 7,050 บาทต่อตัว

คดีนี้ไม่ใช่ครั้งแรก โดยเมื่อปีที่ผ่านมา ศาลเคนยาเคยสั่งจำคุกชาวเบลเยียม 2 ราย ชาวเวียดนาม และชาวเคนยา ในข้อหาลักษณะเดียวกัน หลังพยายามลักลอบขนมดเกือบ 5,000 ตัวใส่หลอดทดลองออกนอกประเทศ

สำหรับนายจาง หลังจากรับโทษจำคุกครบ 1 ปีแล้ว เขาจะถูกส่งตัวกลับประเทศบ้านเกิดทันที อย่างไรก็ตาม ทนายความของเขาเปิดเผยว่าเตรียมจะยื่นอุทธรณ์คำพิจารณาดังกล่าวภายใน 14 วันตามกรอบที่กฎหมายกำหนด.

ที่มา BBC / The Guardian

อุกอาจกลางวันแสกๆ! ปล้นแบงก์เนเปิลส์ จับตัวประกัน 25 คน ก่อนหนีผ่านอุโมงค์ล่องหน

อุกอาจกลางวันแสกๆ! ปล้นแบงก์เนเปิลส์ จับตัวประกัน 25 คน ก่อนหนีผ่านอุโมงค์ล่องหน

17 เม.ย. 2569 08:58 น.

อุกอาจกลางวันแสกๆ! ปล้นแบงก์เนเปิลส์ จับตัวประกัน 25 คน ก่อนหนีผ่านอุโมงค์ล่องหน

คนร้ายติดอาวุธบุกปล้นธนาคารในเมืองเนเปิลส์ จับตัวประกันนานกว่า 2 ชั่วโมง ก่อนปล่อยตัวทั้งหมดโดยไร้ผู้บาดเจ็บสาหัส แต่สุดท้ายหลบหนีผ่านอุโมงค์ลอยนวล คาดเชื่อมท่อระบายน้ำ

เกิดเหตุปล้นธนาคารสุดอุกอาจในเมือง เนเปิลส์ ประเทศอิตาลี เมื่อกลุ่มคนร้ายติดอาวุธบุกเข้าธนาคาร Crédit Agricole สาขาหนึ่งในช่วงกลางวัน คนร้ายจับตัวประกันรวม 25 คน ขังไว้ภายในอาคาร ขณะที่ตำรวจเร่งปิดล้อมพื้นที่ทันทีหลังเกิดเหตุ

สื่อท้องถิ่นรายงานว่า เจ้าหน้าที่ใช้เวลาราว 2 ชั่วโมงในการเจรจากับคนร้าย ก่อนที่ตัวประกันจะได้รับการปล่อยตัว

ภาพจากโซเชียลมีเดียเผยให้เห็นเจ้าหน้าที่ดับเพลิงใช้เครื่องทุบกระจก ช่วยผู้คนปีนหนีออกจากอาคาร บางคนปัดเศษกระจกแล้วเดินออกมาเอง ขณะที่บางรายอยู่ในอาการตกใจ ร้องไห้ และเข้าสวมกอดญาติ

มีผู้ได้รับการปฐมพยาบาลอย่างน้อย 6 คนจากภาวะช็อก แต่ไม่มีรายงานผู้บาดเจ็บสาหัส

หนึ่งในตัวประกันให้สัมภาษณ์กับสื่อท้องถิ่นว่า คนร้ายพาพวกเขาไปขังรวมกันในห้องหนึ่ง แม้จะมีอาวุธ แต่ไม่ได้ใช้ความรุนแรง ขณะที่เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นยืนยันว่า ตัวประกันทั้งหมดได้รับการช่วยเหลือออกมาได้อย่างปลอดภัยภายในช่วงเวลาหลัง 13:30 น.

ทั้งนี้ ระหว่างเกิดเหตุ มีการส่งกำลังหน่วยพิเศษคาราบิเนียรีจากแคว้น ทัสกานี เข้าสนับสนุน โดยได้ยินเสียงปืนและระเบิดแฟลช ดังขึ้นระหว่างปฏิบัติการบุกจู่โจมธนาคาร แต่เมื่อเจ้าหน้าที่เข้าควบคุมพื้นที่ได้ กลับพบว่าคนร้ายได้หลบหนีไปแล้ว คาดว่าคนร้ายใช้เส้นทางอุโมงค์ในการหลบหนี ซึ่งอาจเชื่อมต่อกับระบบท่อระบายน้ำใต้เมือง

ภาพจากที่เกิดเหตุเผยให้เห็นเจ้าหน้าที่ตำรวจและดับเพลิงกำลังตรวจสอบฝาท่อใกล้ธนาคาร ท่ามกลางฝูงชนที่ยังเฝ้าติดตามสถานการณ์ โดยรายงานระบุว่า คนร้ายไม่ได้ขโมยเงินสดโดยตรง แต่เจาะเข้าไปยังตู้เซฟส่วนบุคคล ทำให้ยังไม่สามารถประเมินมูลค่าทรัพย์สินที่ถูกขโมยได้.

ที่มา : BBC

จับได้แล้ว หมาป่าหลุดสวนสัตว์เกาหลีใต้ หลังหลบหนี 9 วัน ลุ้นทั้งประเทศ

จับได้แล้ว หมาป่าหลุดสวนสัตว์เกาหลีใต้ หลังหลบหนี 9 วัน ลุ้นทั้งประเทศ

17 เม.ย. 2569 08:28 น.

จับได้แล้ว หมาป่าหลุดสวนสัตว์เกาหลีใต้ หลังหลบหนี 9 วัน ลุ้นทั้งประเทศ

ปฏิบัติการไล่ล่าหมาป่าหลุดกรงสุดระทึกจบลงแล้ว หลังเจ้าหน้าที่เกาหลีใต้ระดมกำลังนับร้อยตามจับเจ้า “นึกกู” จนสำเร็จ ท่ามกลางกระแสโซเชียลและความกังวลด้านสวัสดิภาพสัตว์

ทางการเมืองแทจอน ประเทศเกาหลีใต้ ยืนยันว่า สามารถจับ “นึกกู” หมาป่าเพศผู้วัย 2 ปี ที่หลุดจากสวนสัตว์ได้สำเร็จ หลังปฏิบัติการค้นหานานถึง 9 วัน

นึกกูถูกจับได้ใกล้ทางด่วน เมื่อเวลา 00:44 น. ตามเวลาท้องถิ่น โดยหลังการตรวจร่างกายพบว่า ชีพจรและอุณหภูมิร่างกายอยู่ในเกณฑ์ปกติ

ก่อนหน้านี้ เจ้าหน้าที่กู้ภัยหลายร้อยนายถูกส่งตัวออกค้นหา หลังนึกกูหลุดออกจากสวนสัตว์และสวนสนุก โอเวิลด์

แม้หลายครั้งเจ้าหน้าที่จะเกือบจับตัวได้ แต่ทุกครั้งที่วงล้อมเริ่มแคบลง หมาป่าตัวนี้กลับหลบหนีไปได้อย่างหวุดหวิด

มีรายงานว่ามันเคยถูกพบในพื้นที่ภูเขาห่างจากสวนสัตว์เพียง 2 กิโลเมตร และยังมีคลิปวิดีโอที่แสดงให้เห็นมันวิ่งอยู่บนถนนยามค่ำคืน ท่ามกลางแสงไฟหน้ารถ ซึ่งถูกแชร์อย่างกว้างขวางบนโซเชียลมีเดีย

ตลอดช่วงที่หลบหนีหมาป่านึกกู กลายเป็นกระแสไวรัลทั่วประเทศ ถึงขั้นมีการสร้างมีมและเหรียญมีม โดยยกให้เป็น หมาป่าที่ไม่ยอมถูกขัง และเป็นสัญลักษณ์แห่งอิสรภาพ

อย่างไรก็ตาม ก็มีความกังวลว่า เนื่องจากเติบโตในกรงเลี้ยง นึกกูอาจไม่สามารถเอาชีวิตรอดในธรรมชาติได้  

จนท้ายที่สุด เจ้าหน้าที่ได้รับเบาะแสในพื้นที่อันยองดง ก่อนเปิดปฏิบัติการครั้งสุดท้ายและสามารถจับตัวได้สำเร็จ

ภาพจากทางการเผยให้เห็นนึกกูในสภาพถูกวางยาสลบ ก่อนถูกเคลื่อนย้ายใส่กรงและส่งเข้ารับการดูแลทางการแพทย์

ทางการเมืองแทจอนโพสต์ข้อความว่า “ขอบคุณทุกคนที่ช่วยกันพานึกกูกลับบ้าน” พร้อมขอบคุณประชาชนที่ติดตามและให้กำลังใจตลอดภารกิจ

ทั้งนี้ นึกกูเกิดในปี 2024 เป็นส่วนหนึ่งของโครงการฟื้นฟูหมาป่าเกาหลี ซึ่งเคยอาศัยอยู่ทั่วคาบสมุทรเกาหลี แต่ปัจจุบันสูญพันธุ์ในธรรมชาติแล้ว

ขณะเดียวกัน กลุ่มสิทธิสัตว์แสดงความกังวลว่า การจับกุมอาจทำให้สัตว์ตาย โดยอ้างถึงกรณี “โพรงงี” เสือพูมาที่ถูกยิงตายหลังหลุดจากสวนสัตว์เดียวกันในปี 2018 แม้แต่ประธานาธิบดี อี แจ-มยอง ยังออกมาโพสต์แสดงความหวังให้หมาป่าตัวนี้กลับมาอย่างปลอดภัย.

ที่มา : BBC

ทรัมป์เผยดีลสันติภาพสงครามตะวันออกกลางใกล้บรรลุ หลังอิหร่านยอมส่งมอบยูเรเนียมเสริมสมรรถนะให้

ทรัมป์เผยดีลสันติภาพสงครามตะวันออกกลางใกล้บรรลุ หลังอิหร่านยอมส่งมอบยูเรเนียมเสริมสมรรถนะให้

17 เม.ย. 2569 07:52 น.

ทรัมป์เผยดีลสันติภาพสงครามตะวันออกกลางใกล้บรรลุ หลังอิหร่านยอมส่งมอบยูเรเนียมเสริมสมรรถนะให้

ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ระบุการเจรจากับอิหร่านคืบหน้าอย่างมาก หลังอิหร่านตกลงที่จะส่งมอบคลังยูเรเนียมเสริมสมรรถนะให้กับสหรัฐฯ พร้อมย้ำต้องยุติโครงการนิวเคลียร์ และเร่งพิจารณาข้อเสนอที่ยังต่างกัน

โดนัลด์ ทรัมป์ เปิดเผยว่า อิหร่านได้ตกลงที่จะส่งมอบคลังยูเรเนียมเสริมสมรรถนะให้กับสหรัฐฯ ซึ่งเขาเรียกว่า “ผงนิวเคลียร์” โดยระบุว่าวัสดุดังกล่าวอาจถูกนำไปใช้พัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ได้ ทรัมป์ย้ำว่า ข้อตกลงใด ๆ ต้องทำให้อิหร่านไม่สามารถครอบครองอาวุธนิวเคลียร์ได้อย่างถาวร

ก่อนหน้านี้ สหรัฐอเมริกา ขู่จะกลับมาใช้ปฏิบัติการโจมตีทางอากาศ และคงมาตรการปิดล้อมทางทะเล หากอิหร่านไม่ยอมรับข้อตกลงยุติความขัดแย้งที่เริ่มขึ้นตั้งแต่วันที่ 28 กุมภาพันธ์ทรัมป์กล่าวเมื่อวันที่ 16 เมษายนว่า ทั้งสองฝ่ายใกล้มาก ที่จะบรรลุข้อตกลงสันติภาพ เพื่อยุติสงครามที่ลุกลามในตะวันออกกลาง

รัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐฯ พีต เฮกเซธ เตือนว่า หากอิหร่านตัดสินใจผิดพลาด จะต้องเผชิญทั้งการปิดล้อมและการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน

ในอีกด้านหนึ่ง ทรัมป์ยังประกาศว่า อิสราเอล และ เลบานอน ตกลงหยุดยิงชั่วคราว 10 วัน และคาดว่าผู้นำทั้งสองประเทศจะเดินทางไปยังทำเนียบขาวภายในไม่กี่วัน

ขณะที่กลุ่ม ฮิซบอลเลาะห์ ระบุว่าจะเคารพข้อตกลง หากอิสราเอลยุติการโจมตี

มีรายงานว่าความพยายามทางการทูตยังคงดำเนินต่อไป โดยปากีสถาน มีบทบาทเป็นคนกลางจัดการเจรจาระหว่างวอชิงตันและเตหะราน

ผู้บัญชาการทหารสูงสุดปากีสถาน อาซิม มูนีร์ ได้พบกับประธานรัฐสภาอิหร่าน โมฮัมหมัด บาเกอร์ กาลิบาฟ หลังการเจรจารอบแรกยังไม่สามารถบรรลุข้อตกลง

ด้านเอกอัครราชทูตอิหร่านประจำสหประชาชาติ ระบุว่า เตหะรานมองโลกในแง่ดีอย่างระมัดระวัง ต่อการเจรจา

อย่างไรก็ตาม ข้อเสนอของทั้งสองฝ่ายยังต่างกัน โดยสหรัฐฯ ต้องการให้อิหร่านระงับการเสริมสมรรถนะยูเรเนียมนานถึง 20 ปี ขณะที่อิหร่านเสนอเพียง 5 ปี และยืนยันว่าโครงการนิวเคลียร์ของตนมีเป้าหมายเพื่อพลเรือน

ล่าสุดความตึงเครียดยังขยายไปถึง ช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันสำคัญของโลก โดยกองบัญชาการกลางสหรัฐฯ อ้างว่าสามารถหยุดการค้าทางทะเลของอิหร่านได้เกือบทั้งหมด และมีการสกัดเรือแล้วอย่างน้อย 13 ลำ

ขณะเดียวกัน อิหร่านเตือนว่า หากสหรัฐฯ ยกระดับควบคุมเส้นทางเดินเรือ จะตอบโต้ด้วยการปิดกั้นการส่งออก-นำเข้าในอ่าวเปอร์เซีย ทะเลโอมาน และทะเลแดง รวมถึงอาจโจมตีเรือสหรัฐฯ.

ที่มา : channelnewsasia

หยุดยิง “อิสราเอล–เลบานอน” มีผลแล้ว 10 วัน ประชาชนเฮ! ทยอยกลับบ้าน หลังสู้รบเดือดกว่าหนึ่งเดือน

หยุดยิง “อิสราเอล–เลบานอน” มีผลแล้ว 10 วัน ประชาชนเฮ! ทยอยกลับบ้าน หลังสู้รบเดือดกว่าหนึ่งเดือน

17 เม.ย. 2569 07:27 น.

หยุดยิง “อิสราเอล–เลบานอน” มีผลแล้ว 10 วัน ประชาชนเฮ! ทยอยกลับบ้าน หลังสู้รบเดือดกว่าหนึ่งเดือน

ข้อตกลงหยุดยิงระหว่างอิสราเอลและเลบานอนเริ่มมีผลอย่างเป็นทางการ ด้านผู้นำทั้งสองฝ่ายหนุนสันติภาพ ขณะที่ประชาชนเลบานอนฉลองและเริ่มเดินทางกลับพื้นที่ภาคใต้

ข้อตกลงหยุดยิงระยะเวลา 10 วันระหว่าง อิสราเอล และ เลบานอน มีผลบังคับใช้แล้วในช่วงเช้ามืดวันนี้ หลังถูกประกาศโดยประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์ ท่ามกลางความหวังว่าจะช่วยลดความตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลาง

ประธานาธิบดีเลบานอน โจเซฟ อาอูน ออกมาแสดงความยินดีต่อข้อตกลงดังกล่าว ขณะที่นายกรัฐมนตรีอิสราเอล เบนจามิน เนทันยาฮู ระบุว่า นี่คือโอกาสประวัติศาสตร์สำหรับสันติภาพ

แม้ข้อตกลงจะเริ่มมีผล แต่ก่อนหน้านั้นไม่นาน กลุ่มฮิซบอลเลาะห์ ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากอิหร่าน ยังคงมีการโจมตีตอบโต้กับกองกำลังอิสราเอลอย่างต่อเนื่อง

ทางฮิซบอลเลาะห์ระบุว่าจะปฏิบัติตามข้อตกลงหยุดยิงภายใต้เงื่อนไข สะท้อนถึงความเปราะบางของสถานการณ์ในพื้นที่

ภายหลังการหยุดยิงมีผล ประชาชนในเลบานอนจำนวนมากออกมาเฉลิมฉลองด้วยความโล่งใจ บางส่วนรวมตัวกันตามท้องถนน ขณะที่อีกจำนวนมากเริ่มขบวนรถเดินทางกลับบ้าน

โดยเฉพาะในพื้นที่ทางตอนใต้ของประเทศ ซึ่งถูกอิสราเอลโจมตีอย่างหนักต่อเนื่องนานกว่าหนึ่งเดือน ทำให้ประชาชนจำนวนมากต้องอพยพ

ข้อตกลงหยุดยิงครั้งนี้ถูกมองว่าเป็นช่วงเวลาสำคัญ ที่อาจเปิดทางไปสู่การเจรจาระยะยาว หรืออาจเป็นเพียงการพักรบชั่วคราวเท่านั้น

สถานการณ์หลังจากนี้ยังคงต้องจับตาอย่างใกล้ชิด ว่าทั้ง อิสราเอล เลบานอน และกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ จะสามารถรักษาข้อตกลงหยุดยิงได้ตลอด 10 วันหรือไม่ ท่ามกลางความหวังของประชาคมโลกที่จะเห็นสันติภาพเกิดขึ้นจริงในภูมิภาคนี้.

ที่มา : BBC

ปธน.คองโก วัย 82 ปี สาบานตนรับตำแหน่งสมัยที่ 5 หลังบริหารประเทศยาวนาน 41 ปี

ปธน.คองโก วัย 82 ปี สาบานตนรับตำแหน่งสมัยที่ 5 หลังบริหารประเทศยาวนาน 41 ปี

17 เม.ย. 2569 07:25 น.

ปธน.คองโก วัย 82 ปี สาบานตนรับตำแหน่งสมัยที่ 5 หลังบริหารประเทศยาวนาน 41 ปี

“เดอนี ซัสซู-เอ็นเกสโซ” วัย 82 ปี สาบานตนเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีสาธารณรัฐคองโก สมัยที่ 5 หลังชนะเลือกตั้งเกือบ 95% ท่ามกลางปัญหาหนี้สูงและคนจนล้นประเทศ

วันที่ 17 เมษายน 2569 นายเดอนี ซัสซู-เอ็นเกสโซ วัย 82 ปี สาบานตนเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีสาธารณรัฐคองโก สมัยที่ 5 หลังชนะเลือกตั้งเกือบ 95% โดยพิธีจัดขึ้นที่กรุงบราซซาวิล มีผู้นำหลายประเทศในแอฟริกาเข้าร่วม ท่ามกลางการจับตาถึงอนาคตทางการเมืองของประเทศในแอฟริกากลางแห่งนี้

ผู้นำวัย 82 ปี กล่าวสุนทรพจน์หลังสาบานตน โดยให้คำมั่นว่าจะฟื้นฟูเศรษฐกิจชาติ เร่งสร้างงานให้ประชาชน โดยเฉพาะคนหนุ่มสาว พร้อมเดินหน้าพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานขั้นพื้นฐานทั่วประเทศ เขาระบุว่า รัฐบาลจะให้ความสำคัญกับภาคเกษตรกรรมและอุตสาหกรรม เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน

ผลการเลือกตั้งอย่างเป็นทางการระบุว่า ซัสซู-เอ็นเกสโซ ชนะตั้งแต่รอบแรก ด้วยคะแนนเสียง 94.90% ขณะที่มีผู้ออกมาใช้สิทธิเลือกตั้งมากกว่า 84% แม้ผู้สังเกตการณ์จากสหภาพแอฟริกาจะชื่นชมว่ากระบวนการเลือกตั้งเป็นไปอย่างสงบและเรียบร้อย แต่ผู้สมัครฝ่ายค้านทั้ง 6 คนออกมาร้องเรียนว่ามีการทุจริต และยอดผู้มาใช้สิทธิจริงต่ำกว่าที่ประกาศ

นายซัสซู-เอ็นเกสโซ ขึ้นสู่อำนาจครั้งแรกในปี 2522 และปกครองประเทศจนถึงปี 2535 ก่อนกลับมามีอำนาจอีกครั้ง ในปี 2540 หลังสงครามกลางเมืองยาวนาน 4 เดือน รวมบริหารประเทศยาวนาน 41 ปี ขณะที่สาธารณรัฐคองโกยังเผชิญปัญหาเศรษฐกิจหนัก โดยธนาคารโลกระบุว่า หนี้สาธารณะของประเทศอยู่ที่ 94.5% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ นอกจากนี้ ประชากรกว่า 5.7 ล้านคนของประเทศ มากกว่าครึ่งยังอยู่ใต้เส้นความยากจน และ 47% ของประชากรทั้งหมดมีอายุต่ำกว่า 18 ปี สะท้อนความท้าทายด้านการจ้างงานและสวัสดิการในระยะยาว.

โป๊ปเลโอ ที่ 14 ซัด โลกกำลังถูกทำลายโดย “ทรราชเพียงไม่กี่คน” ที่ทุ่มงบมหาศาลทำสงคราม

โป๊ปเลโอ ที่ 14 ซัด โลกกำลังถูกทำลายโดย “ทรราชเพียงไม่กี่คน” ที่ทุ่มงบมหาศาลทำสงคราม

17 เม.ย. 2569 06:18 น.

โป๊ปเลโอ ที่ 14 ซัด โลกกำลังถูกทำลายโดย “ทรราชเพียงไม่กี่คน” ที่ทุ่มงบมหาศาลทำสงคราม

พระสันตะปาปาเลโอที่ 14 แสดงจุดยืนวิพากษ์วิจารณ์ผู้นำโลกที่ใช้งบประมาณมหาศาลไปกับสงคราม พร้อมกล่าวว่า โลกกำลังถูกทำลายโดย “ทรราชเพียงไม่กี่คน” ระหว่างการเยือนประเทศแคเมอรูนอย่างเป็นทางกา

วันที่ 17 เมษายน 2569 พระสันตะปาปาเลโอที่ 14 องค์ประมุขแห่งคริสตจักร นิกายโรมันคาทอลิก มีพระดำรัสอย่างหนักแน่นระหว่างเยือนเมืองบาเมนดา ทางตะวันตกเฉียงเหนือของแคเมอรูน ซึ่งเป็นพื้นที่ที่เผชิญความรุนแรงจากการก่อความไม่สงบต่อเนื่องเกือบ 10 ปี

พระองค์ทรงวิจารณ์บรรดาผู้นำที่ “เมินเฉยต่อความจริง” ว่า มีการใช้เงินหลายพันล้านดอลลาร์ไปกับการเข่นฆ่าและการทำลายล้าง ขณะที่งบประมาณสำหรับการเยียวยา การศึกษา และการฟื้นฟูกลับหาได้ยาก พระองค์ยังตรัสว่า “เจ้าแห่งสงครามทำเหมือนไม่รู้ว่า การทำลายล้างใช้เวลาเพียงชั่วขณะ แต่การสร้างขึ้นใหม่ บางครั้งใช้เวลาทั้งชีวิตก็ยังไม่พอ”

นอกจากนี้ พระองค์ยังประณามการแสวงหาประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติในภูมิภาค พร้อมชี้ว่าผู้ที่ปล้นทรัพยากรของผู้อื่น มักนำผลกำไรไปซื้ออาวุธ ส่งผลให้วงจรแห่งความไม่มั่นคงและความตายดำเนินต่อไปไม่สิ้นสุโดยแคเมอรูนเผชิญเหตุรุนแรงจากกลุ่มกบฏในพื้นที่มานานหลายปี มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 6,000 ศพ และประชาชนจำนวนมากต้องพลัดถิ่น

ทั้งนี้ ท่าทีของพระสันตะปาปาเลโอ มีขึ้นเพียงไม่กี่วัน หลังเกิดวิวาทะกับโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ซึ่งโจมตีพระองค์ผ่านทรูธ โซเชียล จากกรณีที่พระองค์เรีกยร้องสันติภาพ วิจารณ์ปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐฯ และอิสราเอลต่ออิหร่าน โดยแสดงความกังวลต่อคำขู่ของทรัมป์ที่ระบุว่า “อารยธรรมทั้งหมดจะถูกทำลายในคืนนี้” หากอิหร่านไม่ยอมทำตามข้อเรียกร้องของสหรัฐฯ เพื่อยุติสงครามและเปิดช่องแคบฮอร์มุซ แม้เผชิญแรงกดดันทางการเมือง พระองค์ยืนยันตั้งแต่เริ่มการเยือนแอฟริกาว่า ไม่ต้องการเปิดศึกโต้เถียงกับทรัมป์ แต่จะเดินหน้าส่งสารแห่งสันติภาพต่อไป.

ที่มา BBC