รัสเซียโจมตียูเครนครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งของปีนี้ โดรนเกือบ 700 ลำ ขีปนาวุธ 44 ลูก ดับ 18 ศพ

รัสเซียโจมตียูเครนครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งของปีนี้  โดรนเกือบ 700 ลำ ขีปนาวุธ 44 ลูก ดับ 18 ศพ

17 เม.ย. 2569 05:51 น.

รัสเซียโจมตียูเครนครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งของปีนี้ โดรนเกือบ 700 ลำ ขีปนาวุธ 44 ลูก ดับ 18 ศพ

ยูเครนเผยรัสเซียเปิดฉากโจมตีครั้งใหญ่ ใช้โดรน 659 ลำและขีปนาวุธ 44 ลูก ถล่มหลายเมือง เสียชีวิตอย่างน้อย 18 ศพ บาดเจ็บกว่า 100 ราย

วันที่ 17 เมษายน 2569 กองทัพอากาศยูเครนเปิดเผยว่า ในช่วง 24 ชั่วโมงก่อนเช้าวันพฤหัสบดี ที่ผ่านมา รัสเซียยิงโดรน 659 ลำ และขีปนาวุธอีก 44 ลูก เข้าโจมตีหลายระลอก ครอบคลุมกรุงเคียฟ คาร์คิฟ โอเดสซา ดนีโปร และซาปอริซเซีย

นายอันดรี ซิบีฮา รัฐมนตรีต่างประเทศยูเครน ระบุว่า รัสเซียก่อเหตุโจมตีแบบก่อการร้ายครั้งใหญ่ต่อยูเครน โดยมุ่งเป้าโจมตีพลเรือนเป็นหลัก โดยในกรุงเคียฟ มีผู้เสียชีวิต 4 ศพ รวมถึงเด็กชายวัย 12 ปี ซึ่งเจ้าหน้าที่พบร่างอยู่ใต้ซากอาคารที่พังถล่ม และมีผู้บาดเจ็บอย่างน้อย 48 ราย

ผู้บริหารบริษัทก่อสร้างแห่งหนึ่งในเคียฟเปิดเผยว่า แรงระเบิดเกิดขึ้นใกล้ไซต์งานอย่างมาก ส่งผลให้คนงานบาดเจ็บ 6 ราย ในจำนวนนี้ 2 คนอาการสาหัสต้องเข้ารับการผ่าตัด ขณะที่เมืองโอเดสซาทางตอนใต้ได้รับความเสียหายหนัก มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 8 ศพ โดยทั้งหมดอยู่ในอาคารพักอาศัยแห่งเดียวกัน ซึ่งถูกโดรนโจมตีก่อนมีผู้เสียชีวิต 1 ศพ จากนั้นถูกขีปนาวุธพิสัยไกลยิงซ้ำ ทำให้ยอดผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้น

เจ้าหน้าที่สถาบันดนตรีแห่งชาติเมืองโอเดสซา เปิดเผยว่า หอพักนักศึกษาถูกโจมตีเสียหายหนัก นักศึกษาทั้งหมดต้องอพยพกลางดึก และมีนักศึกษา 5 คนได้รับบาดเจ็บ ถูกนำส่งโรงพยาบาลแล้ว

ส่วนเมืองดนีโปร ทางภาคกลาง มีผู้เสียชีวิต 3 ศพ บาดเจ็บ 34 ราย ขณะที่เมืองซาปอริซเซีย ทางตะวันออกเฉียงใต้ มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 1 ศพ

ประธานาธิบดีโวโลดิเมียร์ เซเลนสกี ผู้นำยูเครน ประณามรัสเซียว่าเลือกเดิมพันด้วยสงคราม พร้อมระบุว่า เหตุโจมตีครั้งนี้พิสูจน์ว่าไม่ควรมีการผ่อนคลายมาตรการคว่ำบาตรต่อรัสเซีย โดยครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากเมื่อสัปดาห์ก่อน รัสเซียประกาศหยุดยิงชั่วคราว 32 ชั่วโมง เนื่องในเทศกาลอีสเตอร์ของคริสต์ศาสนานิกายออร์โธดอกซ์ แต่สถานการณ์สงบอยู่ได้ไม่นาน ก่อนการสู้รบจะกลับมารุนแรงอีกครั้ง.

ที่มา CNN

ทรัมป์เผย อิสราเอล-เลบานอนตกลงหยุดยิง 10 วัน เริ่มมีผลบังคับใช้ทันที

ทรัมป์เผย อิสราเอล-เลบานอนตกลงหยุดยิง 10 วัน เริ่มมีผลบังคับใช้ทันที

17 เม.ย. 2569 00:04 น.

ทรัมป์เผย อิสราเอล-เลบานอนตกลงหยุดยิง 10 วัน เริ่มมีผลบังคับใช้ทันที

โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เปิดเผยว่า อิสราเอลและเลบานอนได้ตกลงหยุดยิงเป็นเวลา 10 วัน โดยจะเริ่มมีผลตั้งแต่เย็นวันพฤหัสบดี ตามเวลาสหรัฐฯ หลังเขาได้หารือกับผู้นำของทั้งสองประเทศ

วันที่ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เปิดเผยว่า อิสราเอลและเลบานอนได้ตกลงหยุดยิงเป็นเวลา 10 วัน โดยจะเริ่มมีผลตั้งแต่เย็นวันพฤหัสบดี ตามเวลาสหรัฐฯ หลังเขาได้หารือกับผู้นำของทั้งสองประเทศ

วันที่ 17 เมษายน 2569 นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ โพสต์ผ่านทรูธ โซเชียล ระบุว่า เบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีอิสราเอล และโจเซฟ อูน ประธานาธิบดีเลบานอน เห็นพ้องให้เริ่ม “หยุดยิงอย่างเป็นทางการ” เป็นเวลา 10 วัน ตั้งแต่เวลา 17.00 น. ตามเวลาตะวันออกของสหรัฐฯ

ทรัมป์ยังระบุอีกว่า จะเชิญเนทันยาฮูและโจเซฟ อูน เดินทางเยือนทำเนียบขาว เพื่อหารืออย่างมีนัยสำคัญระหว่างอิสราเอลและเลบานอน ซึ่งจะถือเป็นการพูดคุยสำคัญครั้งแรกนับตั้งแต่ปี  2526  

แม้จะมีการประกาศหยุดยิง แต่สถานการณ์ในเลบานอนยังเปราะบาง เนื่องจากการปะทะระหว่างอิสราเอลกับกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ยังดำเนินต่อเนื่อง แม้ก่อนหน้านี้จะมีการหยุดยิงชั่วคราวกับอิหร่าน อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่รัฐบาลเลบานอนรายหนึ่งเปิดเผยว่า ประธานาธิบดีโจเซฟ อูน ปฏิเสธที่จะพูดคุยโดยตรงกับเนทันยาฮู แม้สหรัฐฯ จะพยายามผลักดันให้เกิดการติดต่อระหว่างผู้นำทั้งสองประเทศ.

ยุโรปเสี่ยงน้ำมันเครื่องบินหมด อาจเหลือใช้ได้เพียง 6 สัปดาห์ เสี่ยงยกเลิกเที่ยวบินฤดูร้อน

ยุโรปเสี่ยงน้ำมันเครื่องบินหมด อาจเหลือใช้ได้เพียง 6 สัปดาห์ เสี่ยงยกเลิกเที่ยวบินฤดูร้อน

16 เม.ย. 2569 23:02 น.

ยุโรปเสี่ยงน้ำมันเครื่องบินหมด อาจเหลือใช้ได้เพียง 6 สัปดาห์ เสี่ยงยกเลิกเที่ยวบินฤดูร้อน

ยุโรปเสี่ยงน้ำมันเครื่องบินหมด อาจเหลือใช้ได้เพียง 6 สัปดาห์ เสี่ยงยกเลิกเที่ยวบินฤดูร้อน หากไม่สามารถหาแหล่งอื่นนำเข้าทดแทนตะวันออกกลาง หลังอิหร่านปิดช่องแคบฮอร์มุซต่อเนื่อง 

วันที่ 17 เมษายน 2569 สำนักงานพลังงานสากล หรือ ไออีเอ (IEA) เตือนว่า ยุโรปกำลังเผชิญความเสี่ยงขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยานภายในไม่กี่สัปดาห์ หากไม่สามารถหาน้ำมันทดแทนจากตะวันออกกลางได้เพียงพอ โดยยุโรปอาจมีน้ำมันเครื่องบินเหลือใช้อีกเพียง 6 สัปดาห์ และสถานการณ์จะเข้าสู่จุดวิกฤตในเดือนมิถุนายน และเสี่ยงยกเลิกเที่ยวบินฤดูร้อน หากไม่สามารถทดแทนการนำเข้าจากตะวันออกกลางได้อย่างน้อยครึ่งหนึ่ง

ฟาติห์ บีรอล ผู้อำนวยการบริหารไออีเอ ระบุว่า หากเส้นทางขนส่งยังถูกปิดกั้นต่อไป อาจเริ่มเห็นการยกเลิกเที่ยวบินในเร็วๆ นี้ เนื่องจากปริมาณเชื้อเพลิงไม่เพียงพอ

ด้านไออีเอประเมินว่า หากยุโรปทดแทนอุปทานได้ไม่ถึง 50% อาจเกิดภาวะขาดแคลนจริงในสนามบินบางแห่ง ส่งผลให้ต้องยกเลิกเที่ยวบินและกระทบความต้องการเดินทาง ขณะเดียวกันแม้ทดแทนได้ถึง 75% ความเสี่ยงนี้ก็ยังอาจเกิดขึ้นได้ภายในเดือนสิงหาคม หากสถานการณ์ไม่คลี่คลาย

รายงานของไออีเอระบุว่า ก่อนเกิดวิกฤต ยุโรปพึ่งพาน้ำมันเครื่องบินจากตะวันออกกลางราว 75% ของการนำเข้าทั้งหมด ขณะนี้หลายประเทศเร่งหาซัพพลายใหม่จากสหรัฐฯ และไนจีเรีย ถึงแม้การส่งออกจากสหรัฐฯ จะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา แต่ยังสามารถชดเชยปริมาณที่หายไปได้เพียงเล็กน้อยเกินครึ่งเท่านั้น. 

ที่มา BBC

อัปเดตราคาน้ำมันพรุ่งนี้ 17 เมษายน 2569 น้ำมันดีเซล-เบนซิน ลิตรละกี่บาท

อัปเดตราคาน้ำมันพรุ่งนี้ 17 เมษายน 2569 น้ำมันดีเซล-เบนซิน ลิตรละกี่บาท

16 เม.ย. 2569 22:02 น.

อัปเดตราคาน้ำมันพรุ่งนี้ 17 เมษายน 2569 น้ำมันดีเซล-เบนซิน ลิตรละกี่บาท

อัปเดตราคาน้ำมันพรุ่งนี้ 17 เมษายน 2569 เช็กราคาน้ำมันล่าสุด หลัง กบน. มีมติเห็นชอบปรับลดราคาดีเซล 1.50 บาท และเบนซิน 0.50 บาท เพื่อบรรเทาค่าใช้จ่ายประชาชน

อัปเดต “น้ำมันลดราคา” ล่าสุด

วันที่ 16 เม.ย. 69 ผู้สื่อข่าวรายงานการอัปเดตราคาน้ำมัน พรุ่งนี้ 17 เมษายน 2569 กลุ่มเบนซิน, แก๊สโซฮอล์ และดีเซล หลังจากที่คณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) ได้มีมติเห็นชอบให้ปรับอัตราเงินกองทุน เพื่อลดราคาขายปลีกน้ำมันดีเซล และกลุ่มเบนซิน-แก๊สโซฮอล์ เพื่อสะท้อนราคาตลาดโลก ที่มีทิศทางอ่อนตัวลง โดยสถานการณ์ราคาตลาดน้ำมันสิงคโปร์วันที่ 16 เมษายน 2569 น้ำมันดีเซลปิดที่ประมาณ 172 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล และน้ำมันเบนซินปิดที่ประมาณ 122 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล ลดลงจากวันก่อนประมาณ 1 และ 3 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล ตามลำดับ โดยอัตราเงินกองทุนมีผลตั้งแต่วันที่ 17 เมษายน 2569 ดังนี้

  • น้ำมันเบนซิน ราคาขายปลีกเดิม 52.54 ปรับใหม่ 52.04 บาทต่อหน่วย 
  • น้ำมันแก๊สโซฮอล์ 95 ราคาขายปลีกเดิม 42.95 ปรับใหม่ 42.45 บาทต่อหน่วย
  • น้ำมันแก๊สโซฮอล์ 91 ราคาขายปลีกเดิม 42.58 ปรับใหม่ 42.08 บาทต่อหน่วย
  • น้ำมันแก๊สโซฮอล์ อี 20 ราคาขายปลีกเดิม 35.95 ปรับใหม่ 35.45 บาทต่อหน่วย
  • น้ำมันแก๊สโซฮอล์ อี 85 ราคาขายปลีกเดิม 31.89 ปรับใหม่ 31.39 บาทต่อหน่วย
  • น้ำมันดีเซลหมุนเร็วธรรมดา บี 7 ราคาขายปลีกเดิม 44.40 ปรับใหม่ 42.90 บาทต่อหน่วย
  • น้ำมันดีเซลหมุนเร็ว บี 20 ราคาขายปลีกเดิม 37.40 ปรับใหม่ 35.90 บาทต่อหน่วย

อย่างไรก็ตาม ประชาชนยังต้องรอการประกาศราคาจากปั๊มเอกชนแต่ละแห่งอีกครั้ง.

ค่ายรถจีน Seres จดสิทธิบัตร “สุขาในรถ” สั่งงานด้วยเสียง-ซ่อนใต้เบาะ

ค่ายรถจีน Seres จดสิทธิบัตร "สุขาในรถ" สั่งงานด้วยเสียง-ซ่อนใต้เบาะ

16 เม.ย. 2569 16:20 น.

ค่ายรถจีน Seres จดสิทธิบัตร “สุขาในรถ” สั่งงานด้วยเสียง-ซ่อนใต้เบาะ

Seres ผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าอัจฉริยะจากจีนได้รับอนุมัติสิทธิบัตร “สุขาเคลื่อนที่” ซ่อนอยู่ใต้เบาะนั่งแบบเลื่อนได้ สั่งงานได้ผ่านระบบเสียง พร้อมระบบกำจัดกลิ่นและจัดการของเสียเสร็จสรรพ หวังชิงส่วนแบ่งตลาดรถยนต์ไฟฟ้าที่แข่งขันเดือด

รายงานจากฐานข้อมูลสิทธิบัตรของรัฐบาลจีนระบุว่า บริษัท Seres (เซเรส) ผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าในเครือ AITO (ที่พัฒนาร่วมกับ Huawei) ได้รับการอนุมัติสิทธิบัตรอุปกรณ์ “สุขาภายในรถยนต์” อย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 10 เมษายนที่ผ่านมา โดยนวัตกรรมนี้ถูกออกแบบมาเพื่อแก้ปัญหาของผู้ใช้รถที่ต้องเดินทางไกล พักอาศัยในรถ หรือกลุ่มผู้รักการตั้งแคมป์

หัวใจสำคัญของสิทธิบัตรนี้คือการใช้พื้นที่อย่างคุ้มค่า โดยตัวโถสุขภัณฑ์จะถูกติดตั้งอยู่บนรางเลื่อนที่ซ่อนอยู่ใต้เบาะที่นั่งผู้โดยสารอย่างมิดชิด ผู้ใช้สามารถเปิดใช้งานได้ 2 วิธี คือการเลื่อนเบาะออกด้วยมือ หรือการใช้คำสั่งเสียง ว่า “Start up toilet function” เพื่อให้ระบบเตรียมความพร้อมใช้งาน

หลายฝ่ายกังวลเรื่องสุขอนามัยและกลิ่นภายในห้องโดยสาร ซึ่งทางวิศวกรของ Seres ได้ระบุในสิทธิบัตรถึงแนวทางการแก้ไข ซึ่งมีกลไกพัดลมและท่อไอเสียที่จะดูดกลิ่นไม่พึงประสงค์ออกไปนอกตัวรถโดยตรง ขณะที่ของเสียจะถูกเก็บไว้ในถังเก็บที่ต้องนำไปเททิ้งเป็นระยะ นอกจากนั้น ยังมีตัวทำความร้อนแบบหมุนที่ช่วยระเหยน้ำปัสสาวะและทำให้ของเสียอื่นๆ แห้ง เพื่อลดการสะสมของแบคทีเรียและกลิ่น

การจดสิทธิบัตรครั้งนี้สะท้อนถึงการแข่งขันที่ดุเดือดในตลาดรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ของจีน ซึ่งแต่ละค่ายพยายามงัดฟีเจอร์ที่แปลกใหม่มาดึงดูดใจลูกค้า เช่น Nio มีเบาะนั่งนวดด้วยหินร้อน ส่วน BYD เปิดตัวระบบโดรนอัจฉริยะติดตั้งในตัวรถ ด้าน XPeng เตรียมส่งมอบ “รถบินได้” (Land Aircraft Carrier) ภายในปีนี้

แม้สิทธิบัตรเลขที่ CN224104011U จะได้รับการอนุมัติ แต่การนำมาผลิตจริงยังมีความท้าทายสูงทั้งในแง่วิศวกรรมการวางระบบท่อในแชสซีรถยนต์ไฟฟ้าที่เต็มไปด้วยแบตเตอรี่ และความท้าทายด้าน “จิตวิทยา” ของผู้ใช้รถที่อาจยังไม่คุ้นชินกับการทำธุระส่วนตัวภายในห้องโดยสาร

ปัจจุบัน Seres ยังไม่ได้ประกาศว่าจะติดตั้งห้องน้ำนี้ในรถรุ่นใดเป็นพิเศษ แต่ผู้เชี่ยวชาญคาดว่าอาจถูกนำเสนอเป็น “ออปชันเสริม” เฉพาะบุคคลในอนาคต โดยเฉพาะในรถรุ่นเรือธงอย่าง AITO M9 ที่กำลังเตรียมปรับโฉมใหม่เพื่อกระตุ้นยอดขายที่ชะลอตัวลงในขณะนี้.

ที่มา AFP / CarNewsChina.com

สหรัฐฯ ตัดสิน Live Nation ผูกขาดตลาด ทำตั๋วคอนเสิร์ตแพงเกินจริง

สหรัฐฯ ตัดสิน Live Nation ผูกขาดตลาด ทำตั๋วคอนเสิร์ตแพงเกินจริง

16 เม.ย. 2569 15:29 น.

สหรัฐฯ ตัดสิน Live Nation ผูกขาดตลาด ทำตั๋วคอนเสิร์ตแพงเกินจริง

ยักษ์ใหญ่ความบันเทิงระดับโลก Live Nation เจ้าของ Ticketmaster อาจถูกบังคับแยกกิจการ หลังคณะลูกขุนสหรัฐฯ ตัดสินว่าใช้อำนาจผูกขาดและเอาเปรียบแฟนเพลงด้วยการทำให้ค่าตั๋วคอนเสิร์ตแพงเกินจริง ด้านอัยการชี้เป็นชัยชนะครั้งใหญ่ที่จะคืนความเป็นธรรมให้แก่ศิลปินและผู้บริโภค

คณะลูกขุนรัฐบาลกลางสหรัฐฯ มีคำตัดสินว่า บริษัท Live Nation Entertainment ยักษ์ใหญ่ผู้ครองตลาดคอนเสิร์ตและเจ้าของแพลตฟอร์มจำหน่ายตั๋วชื่อดังอย่าง Ticketmaster มีพฤติกรรมผูกขาดตลาดอย่างผิดกฎหมาย และเรียกเก็บค่าตั๋วจากแฟนเพลงเกินความเป็นจริง ซึ่งคำตัดสินนี้อาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในอุตสาหกรรมดนตรีทั่วโลก

คำตัดสินดังกล่าวมีขึ้นหลังการพิจารณาคดีนานกว่า 7 สัปดาห์ในนิวยอร์ก โดยคณะลูกขุนพบหลักฐานว่า Ticketmaster ใช้สถานะผู้เล่นรายใหญ่ที่มีส่วนแบ่งตลาดตั๋วคอนเสิร์ตกว่า 70% และควบคุมสถานที่จัดคอนเสิร์ตกลางแจ้งกว่า 80% ในการกีดกันคู่แข่งรายย่อย ส่งผลให้คุณภาพการบริการแย่ลงและราคาตั๋วพุ่งสูงขึ้น

นอกจากนี้ คณะลูกขุนยังระบุว่า Ticketmaster ได้เรียกเก็บเงินเกินจากลูกค้าเฉลี่ย 1.72 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 55 บาท) ต่อตั๋วหนึ่งใบในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ซึ่งตัวเลขนี้จะถูกนำไปใช้เป็นฐานในการคำนวณค่าเสียหายทั้งหมด

จากคำตัดสินนี้ ผู้พิพากษาอรุณ สุบรามาเนียน อาจมีคำสั่งลงโทษทางการเงินอย่างหนัก รวมถึงมาตรการทางกฎหมายเพื่อบังคับให้ Live Nation ต้องขายกิจการบางส่วนออกไป หรือแม้กระทั่งสั่งให้แยกบริษัทออกจาก Ticketmaster เพื่อฟื้นฟูการแข่งขันที่เสรี ซึ่งจะช่วยให้ศิลปินรายย่อยและผู้จัดงานอิสระสามารถจองสถานที่จัดงานได้ง่ายขึ้น และทำให้ราคาตั๋วถูกลงในอนาคต

แม้ก่อนหน้านี้กระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ และบางรัฐจะถอนตัวจากการฟ้องร้องหลังมีการเจรจายอมความ แต่กลุ่มอัยการจาก 36 รัฐ นำโดยนายร็อบ บอนตา อัยการสูงสุดรัฐแคลิฟอร์เนีย ยังคงเดินหน้าฟ้องร้องต่อจนชนะคดี นายบอนตากล่าวว่า “นี่คือชัยชนะประวัติศาสตร์ของทั้งรัฐสีแดง (รีพับลิกัน) และสีน้ำเงิน (เดโมแครต) ที่ร่วมมือกันปกป้องผู้บริโภคและศิลปินจากพฤติกรรมที่ผิดกฎหมายของ Live Nation”

ด้าน Live Nation ออกแถลงการณ์ตอบโต้ว่า “คำตัดสินของคณะลูกขุนไม่ใช่คำขาดในเรื่องนี้” โดยบริษัทได้ยื่นคำร้องต่อศาลให้ปฏิเสธคำให้การของผู้เชี่ยวชาญที่ใช้คำนวณค่าเสียหาย และยืนยันว่าและยังแข่งขันกับผู้จัดงานและผู้ให้บริการรายอื่นอย่างเข้มข้นมาโดยตลอด

ทั้งนี้ ทันทีที่มีคำตัดสินออกมา หุ้นของ Live Nation ร่วงลงทันทีมากกว่า 6% สะท้อนถึงความกังวลของนักลงทุนต่ออนาคตของบริษัทความบันเทิงที่มีผู้เข้าชมงานกว่า 159 ล้านคนต่อปีรายนี้.

ที่มา BBC

กองทัพบก สวน สส.ผู้ทรงเกียรติ ข้อมูลไม่ครบ ปม ผบ.ทบ.ไม่ร่วมคณะนายกฯ ลงพื้นที่ จชต.

กองทัพบก สวน สส.ผู้ทรงเกียรติ ข้อมูลไม่ครบ ปม ผบ.ทบ.ไม่ร่วมคณะนายกฯ ลงพื้นที่ จชต.

กองทัพบก สวน สส.ผู้ทรงเกียรติ ข้อมูลไม่ครบ ปม ผบ.ทบ.ไม่ร่วมคณะนายกฯ ลงพื้นที่ จชต.

วันศุกร์ ที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2569, 16.51 น.

วันที่ 17 เมษายน 2569 ที่กองบัญชาการกองทัพบก (บก.ทบ.) พล.ต.วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก กล่าวถึงกรณีที่มีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) ให้ข้อมูลว่าไม่เห็น ผบ.ทบ. ลงพื้นที่ จชต. ในลักษณะที่อาจก่อให้เกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อนเกี่ยวกับการปฏิบัติงานของ ผบ.ทบ./รอง ผอ.รมน. ว่า สำหรับพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ที่มีการกล่าวถึง เมื่อวานนี้ (16 เม.ย. 69) ผบ.ทบ./รอง ผอ.รมน. ได้ลงพื้นที่ จชต. พบปะกำลังพล พร้อมรับทราบปัญหาและข้อเสนอแนะจากหน่วยในพื้นที่ เพื่อนำข้อมูลมาประกอบการพิจารณาและกำหนดแนวทางปฏิบัติให้เหมาะสมกับสถานการณ์

ส่วนการร่วมคณะนายกรัฐมนตรี/ผอ.รมน. ในครั้งนี้ ได้มอบหมายให้ เสธ.ทบ./เลขาธิการ กอ.รมน. ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์ร่วมกับคณะ เพื่อรับมอบนโยบายเพิ่มเติม และขับเคลื่อนการดำเนินงานให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน

อย่างไรก็ตาม ข้อมูลที่มีการเผยแพร่ยังไม่ครบถ้วนและคลาดเคลื่อนจากข้อเท็จจริง เนื่องจาก สส.ผู้ให้ข้อมูลไม่ได้อยู่ในฐานะผู้ปฏิบัติงานด้านความมั่นคงในพื้นที่โดยตรง

ทั้งนี้ ผบ.ทบ. และผู้บังคับบัญชาระดับสูงของกองทัพบก ได้เดินทางตรวจเยี่ยมหน่วยอย่างต่อเนื่องเกือบทุกสัปดาห์ ทั้งในพื้นที่ชายแดนและพื้นที่สำคัญ โดยมีการสลับภารกิจตามสถานการณ์ และบางช่วงมีการลงพื้นที่มากกว่าหนึ่งจุด เพื่อให้ติดตามสถานการณ์ได้อย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะเหตุการณ์ที่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของประเทศ

โฆษกกองทัพบก กล่าวย้ำว่า กองทัพบกติดตามสถานการณ์ด้านความมั่นคงอย่างใกล้ชิด พร้อมดำเนินการตามอำนาจหน้าที่เพื่อดูแลความสงบเรียบร้อยของประเทศ และขอความร่วมมือให้ใช้ข้อมูลจากแหล่งทางการเป็นหลัก รวมทั้งระมัดระวังการนำเสนอข้อมูลที่อาจไม่ครบถ้วนหรือคลาดเคลื่อน ซึ่งอาจส่งผลต่อความเข้าใจของประชาชน

กมลศักดิ์ ยื่นข้อมูลลับให้นายกฯ รับ ยังไม่สบายใจ หากยังจับผู้บงการไม่ได้ ขอคุ้มครองพยานแล้ว

กมลศักดิ์ ยื่นข้อมูลลับให้นายกฯ รับ ยังไม่สบายใจ หากยังจับผู้บงการไม่ได้ ขอคุ้มครองพยานแล้ว

กมลศักดิ์ ยื่นข้อมูลลับให้นายกฯ รับ ยังไม่สบายใจ หากยังจับผู้บงการไม่ได้ ขอคุ้มครองพยานแล้ว

วันศุกร์ ที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2569, 16.36 น.

‘กมลศักดิ์’ ยื่นข้อมูลลับให้นายกฯแล้ว ยังไม่สบายใจตราบใดที่ยังจับผู้บงการไม่ได้ เชื่อมีคนจ้างวานให้ทำร้ายถึงชีวิต ขอคุ้มครองพยานหวั่นไม่ปลอดภัย

วันที่ 17 เมษายน 2569 นายกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ สส.เขต 5 จ.นราธิวาส พรรคประชาชาติ เปิดเผยภายหลังได้เข้าพบนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.กระทรวงมหาดไทย ที่บ้านศรียะลา พร้อมกับนายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี

นายกมลศักดิ์  เปิดเผยว่า ได้ขอบคุณนายกรัฐมนตรี ในช่วงเวลาที่ผ่านมาได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องคลี่คลายคดีของตนเอง จนออกหมายจับได้ 5 คนและจับกุมได้ 4 คน ก่อนจะครบ 1 เดือนในอีก 2 วัน ซึ่งนายกรัฐมนตรีสั่งการให้เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องทำงานอย่างเต็มที่ในการสืบสวนสอบสวนใครทำผิดต้องเอาตัวมาลงโทษให้ได้ 

“คนเหล่านี้ผมไม่รู้จักเป็นการส่วนตัวสักคน เชื่อว่ามีคนใช้จ้างวานให้ทำร้ายผม ไม่ใช่แค่ผมแต่คนในพื้นที่ต้องการทราบว่าใครอยู่เบื้องหลังเรื่องนี้”

นายกมลศักดิ์ กล่าวว่าเบื้องต้นตนให้ข้อมูลลับกับนายกรัฐมนตรีแล้วเพื่อให้สาวถึงตัวผู้บงการ และพยายามเสาะหาข้อเท็จจริงในพื้นที่ ข้อมูลที่ตนมีได้ให้นายกรัฐมนตรีไปแล้ว ส่วนจะไปถึงหรือไม่ในทางคดีต้องใช้หลักฐานทางวิทยาศาสตร์ ซึ่งเชื่อมั่นในการทำงานของตำรวจ ซึ่งผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 9 และรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติให้สัมภาษณ์แล้ว

ส่วนกรณีบุคคลที่ 3 ที่พบว่าผู้ต้องหาได้โทรศัพท์พูดคุยหลังก่อเหตุนั้น นายกมลศักดิ์ เปิดเผยว่า ตนได้ข้อมูลจากคนที่ให้การรับสารภาพว่า มีการรายงานไปยังบุคคลที่ 3 ซึ่งคนนั้นคือใคร ต้องใช้หลักฐานทางวิทยาศาสตร์ เชื่อว่าไม่เกินความสามารถของตำรวจ และหวังให้มีการติดตามตัว ร.อ.วิโรจน์ เกตุมณี มือปืนที่ยังหลบหนี เพื่อจะได้ข้อมูลไปถึงผู้บงการ

ส่วนคำพูดของแม่ทัพภาคที่ 4 นายกมลศักดิ์ กล่าวว่า ถ้าถามคนที่นี่ในสื่อโซเซียล เห็นอยู่แล้วว่าคำพูดของแม่ทัพภาคที่ 4 สำหรับคำตอบของคนที่นี่ อาจต่างจากคนภาคอื่น เพราะวิถีชีวิตตางกัน เพราะความคิดของคนที่นี่เป็นเรื่องละเอียดอ่อน

“ผมไม่สบายใจตราบใดที่ยังไม่ได้ผู้บงการ แต่ก็หวังว่าจะได้รับความยุติธรรม ให้โอกาสทางเจ้าหน้าที่ตำรวจทำงาน ที่ผ่านมาชื่นชมในการทำงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจ”

นายกมลศักดิ์ ยอมรับว่ารู้สึกสบายใจขึ้นที่ได้บอกข้อเท็จจริงให้นายกรัฐมนตรีทราบ ส่วนผลเป็นยังอย่างไรให้ถามจากนายกรัฐมนตรี และกรณี ร.อ.วิโรจน์ หลบหนีไปต่างประเทศ หากตามตัวไม่ได้ และครบกำหนดฝากขัง 4 ผู้ต้องหา ก็ดำเนินการสั่งฟ้องได้ และส่วนตัวยังไม่ตัดประเด็นใดทั้งความมั่นคงและการเมือง

นายกมลศักดิ์ ยอมรับว่าห่วงความปลอดภัยของตนเอง และได้ยื่นขอคุ้มครองพยานจากกระทรวงยุติธรรมแล้ว ยอมรับว่าชีวิตไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป และตราบใดยังจับคนร้ายและผู้บงการไม่ได้ชีวิตตนเองก็ไม่ปลอดภัย

ปชน. ลุ้นระทึก ศาลฎีกานัดฟังคำสั่ง คดี 44 สส. ตรงวันประชุมใหญ่ หมอวาโย ยัน พร้อมรับมือทุกหน้า

ปชน. ลุ้นระทึก ศาลฎีกานัดฟังคำสั่ง คดี 44 สส. ตรงวันประชุมใหญ่ หมอวาโย ยัน พร้อมรับมือทุกหน้า

ปชน. ลุ้นระทึก ศาลฎีกานัดฟังคำสั่ง คดี 44 สส. ตรงวันประชุมใหญ่ หมอวาโย ยัน พร้อมรับมือทุกหน้า

วันศุกร์ ที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2569, 16.20 น.

“ปชน.” ลุ้นระทึก ศาลฎีกานัดฟังคำสั่งคดี 44 สส. ตรงวันประชุมเลือก กก.บห.ชุดใหม่ “หมอวาโย” ยัน พร้อมรับมือทุกหน้า เชื่อ “ป.ป.ช.” ถูกสั่งให้แก้คำร้อง เพราะไม่สมบูรณ์-ละเมิดกฎหมาย เล็งยื่นศาล ชี้ข้อบกพร่องร้ายแรง

เมื่อวันที่ 17 เมษายน นพ.วาโย อัศวรุ่งเรือง สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่ศาลฎีกานัดฟังคำสั่งคดีอดีต 44 สส.พรรคก้าวไกล เสนอชื่อแก้ไขประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ในวันที่ 24 เม.ย.นี้ ว่า ได้มีการประสานกับเจ้าหน้าที่ศาลฎีกาแล้ว โดยทางพรรคจะส่งทนายความไปรับฟังคำสั่งศาลในวันดังกล่าวด้วย ส่วนทิศทางที่คาดว่าจะเกิดขึ้น มีอยู่ 3 ทาง คือ 1.ไม่ประทับรับฟ้องเลย

2.ศาลประทับรับฟ้องโดยที่ไม่มีคำสั่งเป็นอย่างอื่น สส.ต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ หรือศาลอาจมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น ให้ปฏิบัติหน้าที่ต่อ 

3.ศาลสั่งให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ไปแก้ไขคำร้องเพิ่มเติม 

นพ.วาโย กล่าวต่อว่า ส่วนตัวคิดว่า ผลลัพธ์มีโอกาสออกทางที่ 3 มากที่สุด เพราะคำร้องของ ป.ป.ช.ยังดูไม่ค่อยสมบูรณ์ เอกสารประกอบท้ายคำร้องยังส่งไม่ครบ และพวกตนยังพบว่า มีข้อบกพร่องบางประการค่อนข้างร้ายแรง ซึ่ง ป.ป.ช.อาจกระทำการละเมิดกฎหมาย โดยเราจะยื่นคำร้องในส่วนนี้ให้ศาลฎีกาพิจารณาเพิ่มเติมด้วย

นพ.วาโย กล่าวว่า ในช่วงวันที่ 24-26 เม.ย. พรรคประชาชนมีการประชุมใหญ่สามัญประจำปี และเบื้องต้นมีวาระเรื่องตำแหน่งกรรมการบริหาร ถือเป็นเรื่องบังเอิญ ดังนั้นต้องรอดู คำสั่งศาลว่าจะเป็นอย่างไร อาจส่งผลถึงการประชุมของพรรค อย่างไรก็ตาม เราเตรียมรับมือในทุก สถานการณ์อยู่แล้ว ไม่ได้มีปัญหาอะไร ยืนยันว่าเราไม่ได้กังวล เราต่อสู้เต็มที่

เมื่อถามว่า หากศาลประทับรับฟ้อง ทางพรรคจะต่อสู้กับข้อกล่าวหาของ ป.ป.ช.อย่างไร นพ.วาโย กล่าวว่า เรามีข้อต่อสู้ใหญ่ 3 ข้อ คือ 1.ข้อต่อสู้ตามหลักการว่า อำนาจตุลาการไม่สามารถมาล่วงละเมิดการพิจารณาเนื้อหาของฝ่ายนิติบัญญัติได้ 

2.ข้อต่อสู้เฉพาะบุคคล เพราะแม้ว่าทั้ง 44 คนจะถูกเหมารวมเป็นสำนวนเดียวกัน อย่างไรก็ตาม แต่ละคนก็ถูกกล่าวหาด้วยวิธีการเฉพาะตัวด้วย ดังนั้นต้องมีการสืบเจตนาและพฤติการณ์เฉพาะตัวกับบุคคลที่ถูกกล่าวหา ว่ามีเจตนาหรือไม่อย่างไร

3.อำนาจของ ป.ป.ช.ตามรัฐธรรมนูญ รวมถึงกระบวนการที่ผ่านมาทั้งหมด ซึ่งไม่ชอบด้วยกฎหมาย โดยเราจะขอให้ศาลสั่งยกคดีทั้งหมด หรือย้อนกระบวนการพิจารณาใหม่

แม่ทัพภาคที่ 4 ขอโทษประชาชน ปมกล่าวหาโรงเรียนปอเนาะ เป็นแหล่งบ่มเพาะผู้ก่อการร้าย ยอมรับสื่อสารผิดพลาด

แม่ทัพภาคที่ 4 ขอโทษประชาชน ปมกล่าวหาโรงเรียนปอเนาะ เป็นแหล่งบ่มเพาะผู้ก่อการร้าย ยอมรับสื่อสารผิดพลาด

แม่ทัพภาคที่ 4 ขอโทษประชาชน ปมกล่าวหาโรงเรียนปอเนาะ เป็นแหล่งบ่มเพาะผู้ก่อการร้าย ยอมรับสื่อสารผิดพลาด

วันศุกร์ ที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2569, 15.59 น.

‘อดุลย์‘ ควง มทภ.4 ขอโทษ ปชช. หลัง นายกฯ ไม่สบายใจ ปมกล่าวหาโรงเรียนปอเนาะเป็นแหล่งบ่มเพาะผู้ก่อการร้าย ยอมรับสื่อสารผิดพลาด ทำประชาชนเข้าใจผิด ยัน มีความตั้งใจที่จะแก้ไขปัญหาให้เกิดสันติสุขในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ พร้อมเดินหน้าทำความเข้าใจคนในพื้นที่

วันที่ 17 เมษายน 2569  เวลา 15.03 น. ที่กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) ภาค 4 ส่วนหน้า ค่ายสิรินธร ต.เขาตูม อ.ยะรัง จ.ปัตตานี ภายหลังที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เดินทางมาเป็นประธานการประชุมติดตามความมั่นคงในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ 

ภายหลังการประชุม พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม พร้อมด้วย พล.ท.นรธิป โพยนอก แม่ทัพภาคที่ 4 พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ แถลงข่าวภาพรวมต่อสื่อมวลชน ว่า นายกรัฐมนตรีไม่สบายใจเกี่ยวกับกระแสสังคมที่มีการวิพากษ์วิจารณ์ในเรื่องต่างๆ จึงได้พารัฐมนตรี และผู้บริหารกระทรวงต่างๆ มารับทราบปัญหา เกี่ยวกับกระแสสังคมที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องโรงเรียนปอเนาะ รวมถึงการปิดไมค์พูดของแม่ทัพภาคที่ 4 ซึ่งตนขอยืนยันว่าแม่ทัพภาคที่ 4 ตั้งใจมาปฎิบัติหน้าที่ ด้วยความตั้งใจและมีความมุ่งมั่นที่จะแก้ปัญหา แต่ด้วยบรรยากาศในการแถลงข่าวที่มีสื่อมวลชนเป็นจำนวนมาก ทำให้รู้สึกกดดันบ้าง ตายไมค์บ้าง ก็เป็นเรื่องที่เราพูดคุยกันได้  โดนตนขอยืนยันอีกครั้งว่า แม่ทัพภาคที่ 4 มาด้วยความตั้งใจ

ส่วนกรณีที่แม่ทัพภาคที่ 4 ปิดไมค์พูดเกี่ยวกับคดีลอบยิง นายกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ สส.นราธิวาส พรรคประชาชาติ ว่า “ถ้าเป็นผมไม่ปล่อยให้รอดหรอก ถ้าผมทำนะ” จนถูกกระแสวิพากษ์วิจารณ์นั้น พล.ท.อดุลย์ กล่าวว่า เรื่องการปิดไมค์เป็นเรื่องส่วนตัว อย่ามาพูดถึงกันเลย มันผ่านไปแล้ว ท่านก็ขอโทษแล้ว เป็นเรื่องที่ให้อภัยกันได้ เพราะเป็นคนไทยด้วยกัน ขอให้ท่านแม่ทัพภาคที่ 4 มีกำลังใจในการทำงานให้กับพี่น้องประชาชน ซึ่งตนขอยืนยันว่า การคิดดี ทำดี พูดดี เป็นเรื่องที่เราต้องทำกัน แต่เรื่องการสื่อสารที่สั้นเกินไป และแรงกดดันจากสื่อมวลชน อย่างตอนนี้ที่ตนให้สัมภาษณ์กับสื่ออยู่ก็ตื่นเต้นเหมือนกัน

เมื่อถามว่ากรณีที่สมาคมโรงเรียนปอเนาะ ยื่นหนังสือถึงนายกฯ ให้ย้ายแม่ทัพภาคที่ 4 ออกนอกพื้นที่ จะมีการสร้างความเข้าใจในพื้นที่อย่างไร พล.ท.อดุลย์ กล่าวว่า ตนว่าเราพูดคุยกันได้ ท่านก็รับผิดแล้ว ซึ่งไม่ใช่ความผิดทั้งทางวินัย และอาญา แต่เราแค่พูดสื่อสารกันน้อยไปหน่อย และมีการขอโทษกันแล้ว ตนคิดว่าพี่น้องคนไทยเราให้อภัยกันได้

เมื่อถามย้ำว่าจะสร้างความเข้าใจให้กับคนในพื้นที่ได้อย่างไร พล.ท.อดุลย์ ระบุว่า เดี๋ยวแม่ทัพภาคที่ 4 จะลงไปพบปะกับพี่น้องประชาชนในพื้นที่ ซึ่งก็ขอความร่วมมือจากสื่อมวลชนทุกท่านให้เข้าใจซึ่งกันและกัน

ขณะที่ พล.ท.นรธิป ได้กล่าวขอโทษพี่น้องประชาชน โดยระบุว่า ตนอาจจะผิดเพราะการสื่อสารที่มีผลทำให้ประชาชนไม่สบายใจ โดยเฉพาะโรงเรียนปอเนาะที่สอนศาสนา ซึ่งตนขอยืนยันว่า ตนในฐานะผู้อำนวยการ กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า มีความตั้งใจที่จะแก้ไขปัญหาให้เกิดสันติสุขในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้

เมื่อผู้สื่อข่าวถามต่อว่า จากนี้ไปจะมีการลงไปพูดคุยกับโรงเรียนสอนศาสนา เพื่อทำความเข้าใจเรื่องที่เกิดขึ้นหรือไม่ พล.ท.นรธิป ระบุเพียงว่า มี เพราะเรามีกิจกรรมที่เข้าไปทำในโรงเรียนต่างๆ อยู่แล้ว

ด้าน พล.ต.อ.สำราญ เปิดเผยถึงคดีของนายกมลศักดิ์ ว่า คดีดังกล่าวนายกรัฐมนตรีได้ติดตามอย่างใกล้ชิดมาโดยตลอด แม้จะอยู่ในความรับผิดชอบของผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 9 และผู้บังคับการศูนย์สืบสวนตำรวจภูธรภาค 9 โดยภายหลังเกิดเหตุเมื่อวันที่ 20 มีนาคมที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่สามารถติดตามจับกุมผู้ต้องหาได้แล้วรวม 4 ราย ประกอบด้วย ผู้ต้องหาคนที่ 1 ผู้ต้องหาที่เป็นคนขับรถ และผู้ต้องหามือปืน ซึ่งสามารถจับกุมได้ในพื้นที่จังหวัดกาญจนบุรี รวมถึงผู้ต้องหาอีก 1 รายที่เกี่ยวข้องกับการนำรถของกลางไปชำแหละ

นอกจากนี้ ยังมีอีกประเด็นหนึ่งที่ กอ.รมน. เข้าแจ้งความดำเนินคดีในความผิดตามมาตรา 157 ฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ และมาตรา 151 ฐานนำทรัพย์สินของทางราชการไปใช้ในทางที่ผิด ซึ่งเป็นอีกสำนวนคดีหนึ่ง โดยหากการสอบสวนมีความเชื่อมโยงกัน ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 9 และผู้บังคับการที่เกี่ยวข้องจะดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

สำหรับผู้ต้องหาที่ยังคงหลบหนีอีก 1 ราย เจ้าหน้าที่ระบุว่าเป็นบุคคลที่มีความชำนาญและมีประสบการณ์ในต่างประเทศ จึงได้มีการประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ตำรวจตระเวนชายแดน และหน่วยทหารตามแนวชายแดน เพื่อสกัดกั้นการหลบหนีออกนอกประเทศ หากพบว่าหลบหนีออกไปแล้ว จะดำเนินการออกหมายแดงผ่านตำรวจสากลเพื่อติดตามจับกุมตัวกลับมาดำเนินคดี

อย่างไรก็ตาม ในส่วนของประเด็นผู้ว่าจ้างยังอยู่ระหว่างการรวบรวมพยานหลักฐาน เพื่อให้ได้ข้อเท็จจริงที่ชัดเจน และจะมีการแจ้งข้อหาเพิ่มเติมต่อไป เนื่องจากขณะนี้ผู้ต้องหายังไม่ครบทั้งหมด

รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ย้ำว่า นายกรัฐมนตรีและผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติมีความห่วงใยต่อคดีดังกล่าว และได้กำชับให้เร่งรัดการสืบสวนอย่างต่อเนื่อง โดยตนได้ลงพื้นที่ติดตามการทำงานด้วยตนเอง เพื่อให้การรวบรวมพยานหลักฐานและการดำเนินคดี