แนวหน้าวาทะเด็ด

แนวหน้าวาทะเด็ด

แนวหน้าวาทะเด็ด

วันอาทิตย์ ที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

“พื้นที่ทับซ้อนในอ่าวไทย ณ วันนี้ ไม่ใช่แค่เรื่องของเส้นแบ่งเขตแดนบนแผนที่อีกต่อไป แต่คือกระดานหมากรุกสามมิติ ที่มีเดิมพันเป็นความมั่นคงทางพลังงาน เสถียรภาพทางการเมือง และอำนาจอธิปไตยของชาติในระเบียบโลกใหม่ ที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว”

ดร.ปิติ ศรีแสงนาม

อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์

จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ขอรับผิดชอบเงินกู้4แสนล. ‘อนุทิน’แอ่นอก ไม่รั่วไหลแม้สตางค์เดียว

ขอรับผิดชอบเงินกู้4แสนล. ‘อนุทิน’แอ่นอก ไม่รั่วไหลแม้สตางค์เดียว

ขอรับผิดชอบเงินกู้4แสนล. ‘อนุทิน’แอ่นอก ไม่รั่วไหลแม้สตางค์เดียว

วันอาทิตย์ ที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ขอรับผิดชอบเงินกู้4แสนล. ‘อนุทิน’แอ่นอก ไม่รั่วไหลแม้สตางค์เดียว ผุดก.ม.ลูก2ฉบับรองรับ
กลั่นกรองคุมเข้มเบิกใช้ ปชป.จิกทิ้งหนี้ระยะยาว

นายกฯ อนุทินลั่น พ.ร.ก.กู้เงินฯ ประกาศใช้แล้ว หลังจากนี้จะดีจะร้าย ขอเป็นผู้รับผิดชอบ ยันจะสอดส่องดูแลใช้งบให้เกิดประโยชน์ต่อประชาชน ไม่รั่วไหลแม้สตางค์แดงเดียว ขณะที่แหล่งข่าวเปิด 2 กฎหมายลูกภายใต้ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน คุมเข้มหลักเกณฑ์แผนงานโครงการเสนอขอใช้เงิน พร้อมกลไกติดตามประเมินผลการใช้จ่ายเงินกู้ให้บรรลุเป้าหมาย

เมื่อเวลา 14.20 น. วันที่ 9 พฤษภาคม 2569 ที่ท่าอากาศยานทหาร 2กองบิน 6 (บน.6) ดอนเมือง นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึง พ.ร.ก.ให้อํานาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. …. (พ.ร.ก.กู้เงินฯ) ที่ได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาวันเดียวกันนี้ โดยยืนยันว่าเรื่องนี้ตนและนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง รวมถึงรัฐมนตรีทั้งหลายที่กำกับดูแลใช้งบประมาณโดยตรงจะใช้ความเข้มงวดในการดำเนินการอย่างเต็มที่ เงินเหล่านี้เมื่อถูกใช้ก็จะถูกส่งตรงไปยังพี่น้องประชาชน ไม่มีโครงการอะไรต่างๆ มาขั้นกลางกับสิ่งที่เราจะต้องเร่งแก้ไขปัญหาให้พี่น้องประชาชนเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนจากสถานการณ์ต่างๆ ตลอดจนทำให้คุณภาพชีวิตค่าครองชีพ และปากท้องได้รับการแก้ไขให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้

ลั่นจากนี้จะอยู่ในความรับผิดชอบ

เมื่อถามว่าที่จะมีการนำเรื่องนี้ขึ้นฟ้องศาลจะทำให้โครงการที่ใช้งบนี้สะดุดหรือไม่ นายอนุทินกล่าวว่า ตามกฎหมายเลย เรื่องนี้ได้มีการโปรดเกล้าฯลงมาแล้ว และมีการประกาศในราชกิจจานุเบกษาวันนี้แล้ว จากนี้ไปทุกอย่างอยู่ในความรับผิดชอบของตน

“พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้ทรงโปรดเกล้าฯ พระราชกำหนดฉบับนี้ลงมาแล้ว ผู้รับสนองพระบรมราชโองการคือนายกรัฐมนตรี เพราะฉะนั้น จากนี้ไปผมต้องเป็นผู้ที่รับผิดชอบ จะดีจะร้าย จะได้ผลหรือไม่ได้ผล ผมต้องเป็นผู้รับผิดชอบ ก็หวังว่าทุกอย่างจะออกมาในแนวทางที่ดีมีประโยชน์ เกิดคุณประโยชน์และรับรองได้ว่า ไม่มีรั่วไหลแม้แต่สตางค์แดงเดียว รัฐมนตรีทุกคนในครม.ของผมในฐานะที่ร่วมกันพิจารณาให้ความเห็นชอบว่าจะต้องมีการออกพระราชกำหนดฉบับนี้ออกมา ก็จะช่วยกันสอดส่องดูแลในการใช้งบประมาณก้อนนี้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับประเทศและพี่น้องประชาชน“ นายอนุทิน กล่าว

มีกฎหมายสำรองอีก 2 ฉบับ

รายงานข่าวจากทำเนียบแจ้งว่าจากกรณีคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 5 พ.ค. 2569 ที่ผ่านมามีมติเห็นชอบร่างพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. …. หรือ พ.ร.ก.กู้เงิน กรอบวงเงิน 4 แสนล้านบาท

แหล่งข่าวจากทำเนียบรัฐบาล เปิดเผยว่า นอกจากการออกร่าง พ.ร.ก.ฉบับใหญ่แล้ว ภายใต้พ.ร.ก.ฉบับนี้ ยังมีกฎหมายลำดับรองที่สำคัญอีก 2 ฉบับ ซึ่งออกเป็นร่างระเบียบกระทรวงการคลัง โดยที่ประชุม ครม. ได้มีมติเห็นชอบในหลักการแล้ว ประกอบด้วย 1. ร่างระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการดำเนินการตามแผนงานหรือโครงการภายใต้กฎหมายว่าด้วยการให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. …. และ2. ร่างระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการติดตามประเมินผลการใช้จ่ายเงินกู้ภายใต้กฎหมายว่าด้วยการให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. …

กำหนดหลักเกณฑ์ดำเนินแผนงาน

สำหรับรายละเอียดของร่างระเบียบฉบับแรก คือ ร่างระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการดำเนินการตามแผนงานหรือโครงการภายใต้กฎหมายว่าด้วยการให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. …. ซึ่งออกตามมาตรา 7 วรรคสามของร่างพระราชกำหนดกู้เงินฯ ที่กำหนดให้การดำเนินการตามแผนงานหรือโครงการภายใต้ร่างพระราชกำหนดกู้เงินฯ ให้เป็นไปตามระเบียบที่กระทรวงการคลังกำหนดโดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี

โดยมีสาระสำคัญเป็นการกำหนดหลักเกณฑ์การดำเนินแผนงานหรือโครงการเงินกู้ภายใต้ร่างพระราชกำหนดดังกล่าว โดยครอบคลุมขั้นตอนและวิธีปฏิบัติเกี่ยวกับการเสนอ การพิจารณากลั่นกรอง และการอนุมัติโครงการ การดำเนินโครงการ การเก็บรักษาเงินกู้และการเบิกจ่ายเงินกู้ และหลักเกณฑ์การใช้วงเงินกู้สำหรับรายการเงินสำรองจ่ายและเงินกู้เหลือจ่าย ทั้งนี้ ให้คณะกรรมการกลั่นกรองการใช้จ่ายเงินกู้ตามร่างพระราชกำหนดพิจารณากำหนดวงเงินโครงการที่หน่วยงานเจ้าของโครงการเสนอให้มีความเหมาะสมที่จะใช้จ่ายจากเงินกู้ก่อนเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาอนุมัติ

ทั้งนี้ได้กำหนดลักษณะโครงการที่หน่วยงานจะจัดทำข้อเสนอ ต้องเป็นโครงการที่มีวัตถุประสงค์สอดคล้องกับแผนงานหรือโครงการตามที่กำหนดไว้ในบัญชีท้ายพระราชกำหนด หรือเป็นโครงการที่มีความจำเป็นเร่งด่วนที่ต้องใช้จ่ายหรือก่อหนี้ผูกพันโดยเร็วแต่ไม่ได้รับจัดสรรงบประมาณ หรือได้รับจัดสรรงบประมาณไว้แล้วแต่มีจำนวนไม่เพียงพอ หรือเป็นโครงการที่มีความคุ้มค่าในการดำเนินงานและก่อให้เกิดประโยชน์ทางเศรษฐกิจหรือสังคมตามวัตถุประสงค์ไว้ในบัญชีท้ายพระราชกำหนดนี้ด้วย

ติดตามประเมินผลใช้จ่ายเงินกู้

ส่วนฉบับที่ 2 คือ ร่างระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการติดตามประเมินผลการใช้จ่ายเงินกู้ภายใต้กฎหมายว่าด้วยการให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. …. ซึ่งออกตามมาตรา 58 แห่งพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 ที่กำหนดให้เมื่อมีการใช้จ่ายเงินกู้แล้วให้มีการติดตามประเมินผลและรายงานผลการใช้จ่ายเงินกู้ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังกำหนดโดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี

โดยมีสาระสำคัญเป็นการกำหนดให้มีคณะกรรมการประเมินผลเพื่อทำหน้าที่กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และแนวทางในการติดตามประเมินผล โดยจัดให้มีการประเมินผลโครงการและจัดทำรายงานเสนอต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเพื่อเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อทราบทุก6 เดือนนับแต่วันที่ดำเนินโครงการแล้วเสร็จ

รวมทั้งจัดทำรายงานการประเมินผลโครงการในภาพรวมตลอดจนรายงานการประเมินผลลัพธ์ต่อระบบเศรษฐกิจและสังคม เสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อทราบภายใน 120 วันนับตั้งแต่วันสิ้นสุดโครงการสุดท้ายที่คณะรัฐมนตรีอนุมัติโดยใช้เงินกู้ตามพระราชกำหนดด้วย

‘รองโฆษก ปชป.’ซัด‘ภราดร’

ทางด้าน น.ส.ศิริภา อินทวิเชียร รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ โพสต์เฟซบุ๊กตอบโต้กรณี นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ออกมาโพสต์โจมตีนายกรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ที่กำลังทำหน้าที่ตรวจสอบในฐานะฝ่ายค้านและออกมาตั้งคำถามถึงการกู้เงิน 4 แสนล้านบาท ว่า เหตุใดไม่ใช้เงินจากงบประมาณแผ่นดินตามระบบเหมือนกับที่ระบุไว้ตอนหาเสียง ซึ่งนายภราดร อ้างว่าตัวเองไม่ใช่นอสตราดามุส ที่จะรู้ล่วงหน้าว่ามีสงครามเกิดขึ้นว่า เข้าใจว่าคุณภราดรไม่ใช่นอสตราดามุส แต่ที่แน่ๆ ขอแนะนำให้ท่านไปตรวจประเมินความจำเพื่อยืนยันความผิดปกติด้านความจำ เพราะการตรวจพบแต่เนิ่นๆจะช่วยชะลอความเสื่อมของสมองได้ดีที่สุด

เตือนความจำหาเสียงไว้อย่างไร

ท่านจำไม่ได้จริงๆ เหรอคะ ว่าตอนหาเสียงในนโยบายอันน้อยนิดที่พรรคภูมิใจไทยได้หาเสียงไว้ มีการชี้แจงที่มาของโครงการคนละครึ่งพลัส หรือไทยช่วยไทยพลัสจะใช้เงิน 44,000 ล้าน จากงบประมาณโดยไม่ใช้เงินกู้ และประชาธิปัตย์เองเห็นด้วยกับความจำเป็นในการช่วยเหลือเยียวพี่น้องประชาชน แต่ด้วยความไม่ชัดเจนในเรื่องของการใช้เงินกู้ของท่าน สังคมจึงกังวลว่าท่านจะนำเงินไปใช้อย่างผิดวัตถุประสงค์ และแนวคิดแบบบ้านใหญ่ของรัฐบาลนี้จะทำให้ประเทศไทยติดหล่มยาว ท่านไม่จำเป็นต้องเป็นนอสตราดามุส ท่านไปถามผีถ้วยแก้วก็ได้ ว่าสุดท้ายความไม่ชัดเจนนี้จะเป็นการทิ้งภาระหนี้ระยะยาวไว้กับพี่น้องประชาชนหรือไม่

ท้ากู้4แสนล.ทำGDPบวกให้ได้แบบปชป.

และท่านจำไม่ได้จริงๆ เหรอคะว่าในยุครัฐบาลคุณอภิสิทธิ์ โดยมีคุณกรณ์เป็นรมต.คลังนั้น อยู่ในช่วงวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ ที่มี GDP ติดลบ ที่มุ่งเน้นการกระตุ้นเศรษฐกิจ ไม่ได้แจกอย่างเดียว และได้ใช้เงินกู้อย่างมีประสิทธิภาพจนเศรษฐกิจฟื้น GDPโตกว่า 7.5% ภายในระยะเวลา 18 เดือน จะเป็นเรื่องดีหากท่านสามารถวางแผนการใช้เงินกู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพเหมือนรัฐบาลประชาธิปัตย์ และการที่ท่านเปรียบเทียบอัตราเงินกู้ต่อ GDPว่าต่ำกว่า แต่ท่านทราบหรือไม่ ว่าเพดานหนี้สาธารณะที่พุ่งจะทะลุ ร้อยละ 70 ในยุคของท่าน สามารถทำให้ประเทศไทยติดหล่มยาวและอาจล้มละลายได้ หากเงินที่กู้มาไม่สามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้

ดิฉันเองไม่มีสถานะใดๆ ที่ ครม. จำเป็นต้องมาถามความเห็น แต่ในฐานะประชาชนคนไทยคนหนึ่งที่เป็นเจ้าของเงินภาษีที่จ่ายเงินเดือนให้ท่านมาทำงาน และจะต้องแบกหนี้ที่ท่านกำลังจะกู้ คงมีสิทธิที่จะตั้งคำถามต่อความจำเป็นของ พ.ร.ก.กู้เงิน เพื่อให้แน่ใจว่าเงินภาษีทุกบาทของพี่น้องประชาชนจะถูกใช้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด เว้นแต่ท่านเป็นรัฐบาลเผด็จการที่ไม่รับฟังความเห็นของคนเห็นต่าง

ยึดแถลงการณ์ร่วม2ฝ่าย หนูย้ำอาเซียน ‘ไทย-กัมพูชา’หยุดยิง ปิดฉากประชุมชื่นมื่น

ยึดแถลงการณ์ร่วม2ฝ่าย หนูย้ำอาเซียน ‘ไทย-กัมพูชา’หยุดยิง ปิดฉากประชุมชื่นมื่น

ยึดแถลงการณ์ร่วม2ฝ่าย หนูย้ำอาเซียน ‘ไทย-กัมพูชา’หยุดยิง ปิดฉากประชุมชื่นมื่น

วันอาทิตย์ ที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ยึดแถลงการณ์ร่วม2ฝ่าย หนูย้ำอาเซียน ‘ไทย-กัมพูชา’หยุดยิง ปิดฉากประชุมชื่นมื่น

ปิดฉากอาเซียนชื่นมื่น นายกฯอนุทิน เจรจาผู้นำฟิลิปปินส์เจ้าภาพ ก่อนบินกลับไทย ย้ำให้ทุกชาติสมาชิกร่วมมือกันปราบแก๊งสแกมเมอร์จับมือพัฒนาภูมิภาค

นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า เมื่อเวลา 09.00 น. (ตามเวลาท้องถิ่นฟิลิปปินส์) วันที่ 9 พ.ค. 2569 ที่ห้อง Business Center โรงแรมแชงกรี-ลา มักตัน เมืองเซบู สาธารณรัฐฟิลิปปินส์ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้หารือทวิภาคีกับนายเฟอร์ดินานด์ โรมูอัลเดซ มาร์กอส จูเนียร์ (H.E. Mr.Ferdinand Romualdez Marcos Jr.)ประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐฟิลิปปินส์ในโอกาสเข้าร่วมการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 48

โดยนายกรัฐมนตรีได้ขอบคุณฟิลิปปินส์ที่เป็นเจ้าภาพจัดการประชุมครั้งนี้อย่างดียิ่ง ส่งผลให้การประชุมดำเนินไปด้วยความเรียบร้อย ราบรื่น และเกิดผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม ซึ่งการหารือร่วมกันในครั้งนี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของทุกฝ่ายในการแสวงหาแนวทางความร่วมมือที่นำไปสู่ความสำเร็จร่วมกัน

ในโอกาสนี้ทั้งสองฝ่ายยังได้หารือในเรื่องความร่วมมือระหว่างกันในหลายด้าน ทั้งด้านความมั่นคงทางอาหาร การค้า การลงทุน และพลังงาน เพื่อเสริมสร้างเสถียรภาพและความมั่นคงของภูมิภาคอย่างยั่งยืนสืบไป

เผยผลสำเร็จของอนุทิน

นางสาวรัชดา ยังเปิดเผยถึงผลการเดินทางเข้าร่วมการประชุมสุดยอดอาเซียนฯ ของนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยด้วยว่า การเข้าร่วมประชุมครั้งนี้สะท้อนบทบาทเชิงรุกของไทยในการดำเนินนโยบายต่างประเทศ ท่ามกลางบริบทโลกที่เผชิญความผันผวนจากความขัดแย้งในหลายภูมิภาค ซึ่งส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ ความมั่นคงด้านพลังงาน ความมั่นคงทางอาหาร และเสถียรภาพของภูมิภาคอาเซียน

โดยนายกฯได้ใช้เวทีอาเซียนยืนยันจุดยืนของไทยในการส่งเสริมสันติภาพ การแก้ไขปัญหาด้วยการเจรจา การยึดมั่นในกฎกติกาสากล และการผลักดันให้อาเซียนมีความเป็นเอกภาพ เข้มแข็ง และมีบทบาทมากยิ่งขึ้นบนเวทีโลก ควบคู่กับการรักษาผลประโยชน์สูงสุดของประเทศและประชาชนชาวไทย

ยกระดับปราบสแกมเมอร์

สำหรับการวันที่ 9 พ.ค. 2569ก่อนเดินทางกลับ ยังได้หารือกับนายเฟอร์ดินานด์ มาร์กอส จูเนียร์ ประธานาธิบดีฟิลิปปินส์ ซึ่งนายกฯ ได้ยืนยันความพร้อมของไทยในการสนับสนุนการทำหน้าที่ประธานอาเซียนของฟิลิปปินส์ พร้อมเดินหน้ากระชับความร่วมมือระหว่างกันในหลายด้าน ทั้งความมั่นคงทางอาหาร การค้า การลงทุน และพลังงาน เพื่อเสริมสร้างเสถียรภาพและความมั่นคงของภูมิภาค ทั้งสองฝ่ายยังเห็นพ้องยกระดับความร่วมมือในการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ โดยเฉพาะการหลอกลวงทางออนไลน์

“ผลการเข้าร่วมการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 48 ของนายกรัฐมนตรีในครั้งนี้ สะท้อนบทบาทเชิงรุกของไทยในการขับเคลื่อนความร่วมมือระดับภูมิภาค ท่ามกลางบริบทโลกที่มีความซับซ้อนและเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยไทยได้ยืนยันจุดยืนในการส่งเสริมสันติภาพ การแก้ไขปัญหาด้วยการเจรจา การรักษาผลประโยชน์ของชาติภายใต้กฎกติกาสากล และการเสริมสร้างความเข้มแข็งของอาเซียนในทุกมิติ ทั้งด้านเศรษฐกิจ ความมั่นคง พลังงาน อาหาร และการดูแลประชาชน พร้อมเดินหน้าความร่วมมือกับประเทศสมาชิกและประเทศหุ้นส่วนอย่างสร้างสรรค์ เพื่อให้อาเซียนยังคงเป็นภูมิภาคแห่งสันติภาพ เสถียรภาพ และโอกาสของประชาชนในระยะยาว” โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าว

หนูโพสต์เกาะกูดเป็นของไทย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 19.30 น. วันที่ 8 พ.ค. 2569 ที่ผ่านมานายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กในช่วงระหว่างเข้าร่วมการประชุมสุดยอดอาเซียนฯ โดยมีข้อความระบุว่า โดยปกติตนเป็นคนที่ทำงานใดๆ แล้วไม่ประสงค์ที่จะต้องออกมาประโคมข่าวหรือสร้างความสำคัญให้กับตัวเอง เพราะหน้าที่ในการเป็นนายกรัฐมนตรีก็คือต้องทำทุกอย่าง ทุกเรื่อง ทำยังไงก็ได้ที่ก่อให้เกิดคุณประโยชน์ต่อประเทศไทยและพี่น้องประชาชนของผม

นายกฯ ระบุอีกว่า สำหรับตนการได้แจ้งให้กัมพูชาได้รับทราบเรื่องการประกาศยกเลิก MOU 44 ของรัฐบาลไทยในการพบกันครั้งนี้ สามารถถือเป็นที่ประจักษ์ได้เลยว่า กัมพูชาได้รับทราบการตัดสินใจของฝ่ายไทยอย่างเป็นทางการแล้วและนอกเหนือจากนั้น กัมพูชายังได้แจ้งให้ฝ่ายไทยได้รับทราบถึงแนวทางการดำเนินการจากนี้ต่อไปของเขาด้วย และยังได้ประกาศในที่ประชุมใหญ่ของผู้นำชาติอาเซียนด้วย เป็นอันสิ้นสงสัยว่า กัมพูชาจะยอมรับการยกเลิก MOU 44 จากไทยหรือไม่ หากไม่ได้มีการพบกันในครั้งนี้รัฐบาลไทยก็จะต้องทำการแจ้งเป็นหนังสือไปยังรัฐบาลกัมพูชาและกว่าจะจบกระบวนการได้ก็คงใช้เวลาอีกไม่น้อยกว่าครึ่งปี เมื่อไม่มี MOU 44 แล้ว ก็จะไม่มีเส้นที่ลากผ่านเกาะกูดให้เป็นที่เคลือบแคลงหรือกังวลต่อไปอีก พี่น้องประชาชนของตนสบายใจได้เลยว่า #เกาะกูดเป็นของประเทศไทย และไม่มีการเปิดด่าน

เตือนพวกนั่งเทียนเขียนข่าวเท็จ

“ผมเห็นมีการประโคมข่าวทางโซเชียลมีเดียอย่างมากมายและเป็นข่าวเท็จ ใช้จินตนาการนั่งเทียนเขียนเพื่อให้เกิดความแตกแยกและเกลียดชังทั้งที่ผมและนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกฯ และรมว.การต่างประเทศ ก็ได้แถลงข่าวโดยละเอียดไปแล้ว ผมขอยืนยันอีกครั้งว่า รัฐบาลจะดำเนินการทุกอย่างด้วยความรอบคอบ โปร่งใส และยึดถือความรู้สึกของพี่น้องประชาชนเป็นสำคัญ ไม่มีทางเป็นอื่นอย่างแน่นอนครับ ผมอยู่กับสถานการณ์นี้มาตั้งแต่ยังเป็นรองนายกและ มท.1 จนมาเป็นนายกฯรอบสองแล้ว ผมทราบดีว่าจะต้องทำอะไรและทำอย่างไร ทุกขั้นตอนผมจะคำนึงถึงผลประโยชน์สูงสุดของประเทศและประชาชน และจะอยู่บนพื้นฐานของกฎหมายระหว่างประเทศและหลักการที่ทั้งสองฝ่ายยอมรับร่วมกัน ขอให้พี่น้องประชาชนทุกคนมั่นใจในนายกฯของท่านคนนี้ในเรื่องนี้ได้เลย แล้วพบกันที่กรุงเทพฯนะครับ กราบสวัสดีทุกท่านจากเมือง Cebu ฟิลิปปินส์ ครับ” นายกฯ ระบุ

หนูกลับถึงประเทศไทย

เมื่อเวลา 14.20 น. ที่ท่าอากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 ดอนเมือง นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯและรมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์ภายหลังเดินทางกลับจากการร่วมประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 48 ว่า ประเทศไทยย้ำเจตนารมณ์ในการแก้ไขความขัดแย้งและแนวทางสร้างสันติภาพโดยยึดกติกาสากลและประโยชน์ของชาติ พร้อมเสนอความร่วมมือเชิงรุกกับภาคีสมาชิกท่ามกลางความผันผวนของโลกโดยยึดประเด็นการผลักดันอาเซียนให้มีความเข้มแข็ง มีเอกภาพ และมีบทบาทมากขึ้นในเวทีระหว่างประเทศ และในที่ประชุมสิ่งที่ทุกประเทศพูดถึงมากกว่าเรื่องน้ำมันและพลังงานก็คือเรื่องอาหาร

นายกฯ กล่าวว่าในส่วนของประเทศไทยได้สร้างความมั่นใจต่อประเทศอาเซียนว่าไทยพร้อมใช้ศักยภาพในฐานะผู้ผลิตอาหารสำคัญของโลก โดยจะให้การสนับสนุนด้านความมั่นคงอาหารในภูมิภาค และไม่ว่าประเทศใดในโลกจะมีปัญหาเรื่องสงครามพลังงาน แต่ในภูมิภาคอาเซียน ประเทศไทยพร้อมเป็นฐานในการสนับสนุนเรื่องอาหารให้กับมวลหมู่ภาคีสมาชิก ตนเคยบอกมาตลอดว่าน้ำมันกินไม่ได้ ถ้าเราต้องเลือกในวันที่มีวิกฤตน้ำมัน ซึ่งระหว่างวิกฤตน้ำมันกับอาหาร ประเทศไทยมีความมั่นคงเรื่องอาหารมากกว่า น้ำมันมีเงินก็ยังหาซื้อได้ แต่ถ้าเราไม่มีความเข้มแข็งด้านอาหารความลำบากอื่นๆ ก็จะเกิดขึ้น ซึ่งตนได้เห็นปฏิกิริยาตอบสนองในเชิงเห็นด้วยและเชิงความพร้อมที่จะแสวงหาการสนับสนุนซึ่งกันและกันของประเทศสมาชิกแทบทุกประเทศ การร่วมประชุมครั้งนี้ประเทศไทยไม่ได้เสียอะไรเลยมีแต่โอกาสและความเชื่อมั่นจากภาคีสมาชิกเพิ่มมากขึ้น จึงเชื่อว่าสิ่งเหล่านี้จะเพิ่มมูลค่าของการค้าการลงทุนและการสร้างความเข้มแข็งของภูมิภาคอาเซียน

ยึดแถลงการณ์หยุดยิง

นายอนุทิน กล่าวถึงการพบปะกับนายฮุน มาเนต นายกฯกัมพูชา ว่า นายเฟอร์ดินานด์ โรมูอัลเดซ มาร์กอส จูเนียร์ ประธานาธิบดีฟิลิปปินส์ ในฐานะประธานอาเซียน ต้องการสร้างบรรยากาศที่ดีในที่ประชุมอาเซียน จึงจัดให้มีการพบปะกันระหว่างไทยและกัมพูชา ในรายละเอียดการพูดคุยเชื่อว่าประชาชนรับทราบแล้วจากการแถลงของตน ยืนยันว่าทุกอย่างยังเป็นไปตามการลงนาม Joint Statement (แถลงการณ์ร่วมหยุดยิง) เมื่อปี 2568 และที่หารือกันไม่ได้มีการพูดคุยถึงการปักปันเขตแดนและการเปิดด่านพรมแดน และให้ยึดถือตามกรอบ JBCและ GBC ในรูปแบบคณะกรรมการร่วมต่อไป ซึ่งนายเฟอร์ดินานด์ มาร์กอส รับทราบว่าเรายังพูดคุยกันได้ในการรักษาบรรยากาศที่ดีของการประชุมที่ผ่านมา

นายกฯกล่าวว่า นอกจากนี้การเดินทางไปร่วมประชุมครั้งนี้ตนยังพบกับประธานธนาคารพัฒนาเอเชีย (ADB) ซึ่งยังให้ความเชื่อมั่นกับประเทศไทย และนัดหมายกันว่าโอกาสต่อไปที่ท่านจะมาเยือนประเทศไทย ตนได้เรียนเชิญให้มาพบตนที่ทำเนียบรัฐบาล โดยจะหารือร่วมกันถึงการสนับสนุนโครงการต่างๆ ของไทย

เสื้อแดงนอนค้างแรม รอแม้วพ้นคุก ราชทัณฑ์ติดกำไลEM ได้พักโทษ11พ.ค.นี้

เสื้อแดงนอนค้างแรม รอแม้วพ้นคุก ราชทัณฑ์ติดกำไลEM ได้พักโทษ11พ.ค.นี้

เสื้อแดงนอนค้างแรม รอแม้วพ้นคุก ราชทัณฑ์ติดกำไลEM ได้พักโทษ11พ.ค.นี้

วันอาทิตย์ ที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

เสื้อแดงนอนค้างแรม รอแม้วพ้นคุก ราชทัณฑ์ติดกำไลEM ได้พักโทษ11พ.ค.นี้ กลับ‘จันทร์ส่องหล้า’ พท.วอนอย่าจองเวร

กลุ่มคนเสื้อแดงสาวกของเทวดาแม้วลงทุนเหมารถไปค้างคืนหน้าเรือนจำรอรับนายใหญ่ได้รับอิสรภาพ11 พฤษภาคมนี้ ขณะที่กรมคุมประพฤติ ติดกำไล EM ก่อนปล่อยตัว กลับบ้านจันทร์ส่องหล้าด้านกรมราชทัณฑ์ยันพักโทษถูกต้องตามกฎหมาย เพื่อไทยวอนฝ่ายตรงข้ามอย่าคิดจองเวรกันอีกเลย อนุทินร่วมแสดงความยินดีเทวดาได้อิสรภาพ

จากกรณีเมื่อวันที่ 29 เมษายน 2569 คณะอนุกรรมการเพื่อพิจารณาวินิจฉัยการพักการลงโทษ ได้มีมติให้นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เป็น 1 ใน 859 ผู้ต้องขังเด็ดขาดที่มีคุณสมบัติผ่านเกณฑ์ได้รับการพักโทษกรณีทั่วไป และพ่วงเงื่อนไขติดกำไล EM จนกว่าจะพ้นโทษในวันที่ 9 กันยายน 2569 ขณะที่นายนรินท์พงศ์ จินาภักดิ์ นายกสมาคมทนายความแห่งประเทศไทย มีบันทึกนายกสมาคมทนายความฯกรณีนายทักษิณ ชินวัตรอดีตนายกฯจะได้รับการพักโทษในวันที่11 พ.ค. 2569 โดยคณะอนุกรรมการเพื่อพิจารณาวินิจฉัยการพักการลงโทษ เห็นว่าอดีตนายกฯมีคุณสมบัติตามพ.ร.บ.ราชทัณฑ์ พ.ศ. 2560 กฎกระทรวงกำหนดประโยชน์ของนักโทษเด็ดขาดพ.ศ.2562 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2)พ.ศ.2564 แต่มีเงื่อนไขว่าอดีตนายกฯจะต้องติดอุปกรณ์เล็กทรอนิกส์ติดตามตัว (EM) ตลอดระยะเวลา 4 เดือนของการพักโทษคุมประพฤติ ซึ่งกรณีดังกล่าวแม้ว่าการติดกำไล EM เป็นหลักเกณฑ์ของการคุมประพฤติโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อป้องกันความเสี่ยง กรณีที่ผู้ต้องหาหรือจำเลยจะหลบหนี หรือจะไปก่อภยันอันตรายประการอื่นใด เพื่อเป็นหลักประกันความปลอดภัยของสังคม ซึ่งเหมาะที่จะใช้กับผู้ต้องหา หรือนักโทษในคดีอาญาที่มีอัตราโทษจำคุกสูงขณะที่นายทักษิณคงเหลือพักโทษเพียง 4 เดือน ประกอบกับเป็นผู้สูงอายุ 76 ปี มีโรคประจำตัว จากเหตุผลและข้อเท็จจริงดังกล่าว จะเห็นได้ว่ามติของคณะอนุกรรมการฯอาจขัดกับหลักเจตนารมณ์ของกฎกระทรวงกำหนดประโยชน์ของนักโทษเด็ดขาดพ.ศ.2562 และที่แก้ไขเพิ่มเติม(ฉบับที่ 2) พ.ศ.2564 ตามข้อ 44 ซึ่งหากคณะอนุกรรมการฯได้พิจารณาถึงหลักเกณฑ์อย่างเสมอภาคและยุติธรรมแล้ว ก็จะมีเหตุเชื่อได้ว่าอดีตนายกฯไม่มีความจำเป็นที่จะต้องติดกำไล EM ตลอดระยะเวลาการพักโทษแต่อย่างใดนั้น

ยันมติอนุกรรมการฯติดกำไลEM

เมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม 2569 แหล่งข่าวระดับสูงภายในกระทรวงยุติธรรม เปิดเผยว่าภายหลังจากที่คณะอนุกรรมการเพื่อพิจารณาวินิจฉัยการพักการลงโทษ ได้มีมติโดยเห็นว่า นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ มีคุณสมบัติตาม พ.ร.บ.ราชทัณฑ์ พ.ศ. 2560 กฎกระทรวงกำหนดประโยชน์ของนักโทษเด็ดขาด พ.ศ.2562 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2564แต่มีเงื่อนไขว่าจะต้องติดอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ติดตามตัว (EM) ตลอดระยะเวลา 4 เดือนจนกว่าจะพ้นโทษในวันที่ 9 กันยายน 2569 นั้น มติของคณะอนุกรรมการฯเพื่อพิจารณาวินิจฉัยการพักการลงโทษ ถือเป็นมติถึงที่สุดแล้วจะไม่มี เหตุเปลี่ยนแปลงคำสั่ง เพราะคณะอนุกรรมการฯได้พิจารณาจากข้อเท็จจริงพฤติการณ์ และคุณสมบัติของผู้ต้องขังตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายและกฎกระทรวงกำหนดไว้อย่างครบถ้วน

คุมประพฤติ เข้าติดกำไล‘แม้ว’

แหล่งข่าวระดับสูงภายในกระทรวงยุติธรรม เผยอีกว่าสำหรับกำหนดการติดกำไล EM ให้กับนายทักษิณ ชินวัตร ทางเจ้าหน้าที่สำนักงานคุมประพฤติ กรุงเทพมหานคร 7จะเดินทางไปยังเรือนจำกลางคลองเปรมเพื่อติดกำไล EM ให้แก่อดีตนายกฯ และแจ้งเรื่องขั้นตอนการใช้งานอุปกรณ์กำไล EM พร้อมกับดำเนินการเรื่องเอกสารต่างๆ ทั้งนี้ เนื่องจากเรือนจำกลางคลองเปรม อยู่ในพื้นที่เขตจตุจักร จึงอยู่ในเขตรับผิดชอบของสำนักงานคุมประพฤติกรุงเทพมหานคร 7 ส่วนการรายงานตัวรับทราบเงื่อนไข หลักการปฏิบัติตนระหว่างการคุมประพฤติ 4 เดือนนั้น ภายใน 3 วัน นับแต่วันที่11 พ.ค. 2569-13 พ.ค. 2569 นายทักษิณ จะต้องเดินทางไปรายงานตัวยังสำนักงานคุมประพฤติกรุงเทพมหานคร 1 ซึ่งเป็นหน่วยงานที่รับผิดชอบเขตบางพลัด เพราะ“บ้านจันทร์ส่องหล้า” ตามที่ผู้อุปการะของนายทักษิณได้แจ้งไว้โดยนายทักษิณจะต้องไปรับทราบละเอียดทั้งหมด

กำชับรายงานตัว4ครั้งใน4เดือน

ทั้งนี้ เนื่องด้วยนายทักษิณเหลือระยะเวลาการคุมประพฤติเพียง 4 เดือนหรือจนถึงวันที่ 9 ก.ย. 2569 ดังนั้น การรายงานตัวของนายทักษิณกับเจ้าหน้าที่คุมประพฤติ สำนักงานคุมประพฤติกรุงเทพมหานคร 1 จะเกิดขึ้นเดือนละครั้ง รวมเป็นรายงานตัวทั้งสิ้น 4 ครั้ง หรือหากจะเป็นกรณี2 เดือนค่อยรายงานตัว 1 ครั้ง ก็จะเป็นเรื่องที่ทางเจ้าหน้าที่คุมประพฤติกับผู้ถูกคุมประพฤติจะพูดคุยประสานงานกัน อย่างไรก็ตาม หากย้อนไปเมื่อครั้งการพักการลงโทษกรณีมีเหตุพิเศษฯก่อนหน้านี้ พบว่านายทักษิณได้มีการรายงานตัวต่อเจ้าหน้าที่สำนักงานคุมประพฤติกรุงเทพมหานคร 1 ครบทุกครั้ง ไม่มีปัญหาใดๆ

ต้องติดกำไลEMจนกว่าพ้นโทษ

แหล่งข่าวระดับสูงภายในกระทรวงยุติธรรม เผยด้วยว่า สำหรับนายทักษิณ ถือเป็นผู้ได้รับการพิจารณาพักการลงโทษเป็นการทั่วไป ดังนั้น การติดกำไล EM จะต้องถูกติดไปจนกว่าจะพ้นโทษ ในวันที่ 9 ก.ย.2569 ซึ่งก็เป็นไปตามมติของอนุกรรมการเพื่อพิจารณาวินิจฉัยการพักการลงโทษ ส่วนการจะขอปลดกำไล EM ระหว่างการคุมประพฤติ เนื่องจากปัญหาเรื่องสุขภาพหรือเพื่อการรักษาพยาบาล โดยเฉพาะเหตุจำเป็นต้องเข้าอุโมงค์เพื่อทำ MRI (Magnetic Resonance Imaging) หรือการรักษาใดๆ ที่เกี่ยวข้องกับเครื่องตรวจที่ใช้สนามแม่เหล็กและคลื่นวิทยุความเข้มสูงนั้น ตามขั้นตอนปกติแล้ว หากผู้ถูกคุมประพฤติจำเป็นต้องเข้ารับการรักษาพยาบาลเป็นครั้งคราว และติดอุปสรรคของกำไล EM ผู้ถูกคุมประพฤติสามารถยื่นคำร้องขอปลดกำไล EM ชั่วคราวได้ โดยใช้เอกสารที่มีความเห็นของแพทย์ ที่ระบุชัดเจนเลยว่า “กำไล EM มันเป็นอุปสรรคในการรักษาพยาบาลจริง”

‘ทักษิณ’มีสิทธิ์ยื่นขอปลดกำไล

รวมถึงแจ้งเหตุความจำเป็นของการรับการรักษาพยาบาลอย่างครบถ้วน ในวันเวลาใดบ้าง เพื่อยื่นประกอบการพิจารณาให้แก่เจ้าหน้าที่คุมประพฤติเจ้าของสำนวนคุมประพฤติดังกล่าวได้ อาทิ กรณีของอดีตนายกฯ ก็จะต้องยื่นคำร้องไปยังเจ้าหน้าที่คุมประพฤติ สำนักงานคุมประพฤติกรุงเทพมหานคร 1 เพื่อจะได้ปลดกำไล EM เป็นการชั่วคราวเท่านั้น และเมื่อเสร็จสิ้นกระบวนการรักษาพยาบาลก็ต้องกลับมาติดกำไล EM ดังเดิมแต่ถ้าหากเป็นกรณีที่มีอาการเจ็บป่วยเรื้อรัง หรือป่วยติดเตียง หรือข้อเท้าเป็นแผลพุพอง หรือการติดกำไล EM ทำให้เผชิญปัญหาสุขภาพย่ำแย่ลง ทางผู้ถูกคุมประพฤติ สามารถยื่นคำร้องขอปลดกำไลEM แบบถาวรมายังเจ้าหน้าที่คุมประพฤติได้เช่นเดียวกัน เพื่อเจ้าหน้าที่คุมประพฤติจะเสนอรายงานไปยังคณะอนุกรรมการเพื่อพิจารณาวินิจฉัยการพักการลงโทษ แต่ก็จะเป็นดุลพินิจของคณะอนุกรรมการฯว่าจะให้ปลดกำไล EM ระหว่างพักโทษคุมประพฤติด้วยเหตุทางด้านสุขภาพหรือการรับการรักษาพยาบาลตามที่ผู้ร้องยื่นคำขอหรือไม่ โดยจะเป็นชุดคณะอนุกรรมการฯเดียวกันกับที่เคยมีมติให้ต้องติดกำไล EM ซึ่งถ้าคณะอนุกรรมการฯมีมติอย่างไร กรมคุมประพฤติก็มีหน้าที่ต้องทำตามมติของคณะอนุกรรมการฯทุกประการ

กางเงื่อนไข 9 ข้อช่วงพักโทษ

แหล่งข่าวระดับสูงภายในกระทรวงยุติธรรม เผยอีกว่าสำหรับเงื่อนไขการห้ามกระทำการใดๆ ระหว่างพักโทษคุมประพฤติในส่วนของนายทักษิณ พบว่ามติของคณะอนุกรรมการเพื่อพิจารณาวินิจฉัยการพักการลงโทษ ไม่ได้มีการกำหนดเงื่อนไขพิเศษอื่นใดโดยเฉพาะเรื่องการเมืองก็ไม่ได้ระบุห้ามไว้ยังคงเป็นเงื่อนไขปกติเหมือนกับผู้พักโทษรายอื่นทุกคน ประกอบด้วย 1.ต้องไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติที่สำนักงานคุมประพฤติท้องที่ภายใน 3 วันนับแต่ได้รับการปล่อยตัว และต่อไปให้ไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติตามที่พนักงานคุมประพฤติกำหนดจนกว่าจะพ้นโทษ 2.ต้องพักอาศัยอยู่กับผู้อุปการะตามบ้านเลขที่ที่แจ้งไว้และห้ามออกนอกเขตท้องที่จังหวัด เว้นแต่ติดธุระสำคัญและต้องได้รับอนุญาตจากพนักงานคุมประพฤติก่อน

3.ให้ปฏิบัติตามกฎหมาย ระเบียบ และข้อบังคับ หากฝ่าฝืน และถูกลงโทษโดยเจ้าพนักงานผู้มีอำนาจตามกฎหมาย ระเบียบ และข้อบังคับนั้น ต้องแจ้งให้พนักงานคุมประพฤติทราบทุกครั้ง 4.ให้ประกอบอาชีพสุจริต หากเปลี่ยนสถานที่ทำงานหรือย้ายงานใหม่ต้องแจ้งพนักงานคุมประพฤติทราบทุกครั้ง 5.ให้ปฏิบัติตามคำแนะนำตักเตือนของพนักงานคุมประพฤติและเข้าร่วมกิจกรรมเพื่อการแก้ไขฟื้นฟูตามหลักเกณฑ์ที่อธิบดีกรมคุมประพฤติกำหนด 6.ห้ามประพฤติตนในทางเสื่อมเสีย เช่น เล่นการพนัน เสพยาเสพติด และกระทำความผิดขึ้นอีก 7.ห้ามเกี่ยวข้องกับสารระเหย วัตถุออกฤทธิ์ต่อจิตหรือประสาท หรือยาเสพติดให้โทษทุกประเภท รวมทั้งอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน หรือวัตถุระเบิดทุกชนิด 8.ห้ามเยี่ยมเยียนและติดต่อกับนักโทษที่ไม่ใช่ญาติซึ่งกำลังต้องโทษอยู่ และ 9.ต้องแสดงหนังสือสำคัญการปล่อยตัวต่อพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจหรือเจ้าพนักงานเรือนจำเมื่อมีการเรียกให้แสดงและหากหนังสือสำคัญการปล่อยตัวสูญหายให้รีบแจ้งต่อพนักงานคุมประพฤติ

ย้ำเดินทางออกตปท.ไม่ได้

แหล่งข่าวระดับสูงภายในกระทรวงยุติธรรมเผยว่าสำหรับผู้ถูกคุมประพฤติเงื่อนไขชัดเจนคือห้ามออกนอกเขตพื้นที่จังหวัด เว้นแต่มีกิจธุระสำคัญเป็นครั้งคราว ทางผู้ถูกคุมประพฤติก็สามารถขออนุญาตเจ้าหน้าที่คุมประพฤติได้ โดยต้องระบุเหตุผลการไปสถานที่นั้นๆว่าไปปลายทาง คือที่ใด มีวัตถุประสงค์เพื่อการใด ไประยะเวลากี่วัน เป็นต้น ส่วนถ้าจะเดินทางไปต่างประเทศระหว่างการคุมประพฤตินั้น ต้องอธิบายให้ชัดเจนว่าสถานะของผู้พักโทษคุมประพฤติก็ยังคงสถานะผู้ต้องขังยังไม่ใช่การพ้นโทษ ดังนั้น ผู้ต้องขังไม่สามารถเดินทางไปต่างประเทศได้

ยันพักโทษ‘ทักษิณ’ยึดตามก.ม.

กรมราชทัณฑ์ ได้ออกเอกสารข่าวเผยแพร่ ชี้แจงว่า ตามที่กลุ่มเครือข่ายนักศึกษาประชาชนปฏิรูปประเทศไทย(คปท.) ได้เข้ายื่นหนังสือถึง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เพื่อขอให้ยับยั้งการพักการลงโทษนายทักษิณ ชินวัตร โดยระบุว่ามีการอ้างข้อกฎหมายผิดพลาดและบิดเบือนคำสั่งศาลฎีกาฯนั้น กรมราชทัณฑ์ขอเรียนว่า ประเด็นตามที่ผู้ร้องกล่าวอ้างว่านายทักษิณอยู่ในขบวนการบังคับโทษโดยมิชอบ หรือ มีลักษณะเป็นผู้กระทำผิดวินัยระหว่างต้องขังนั้น การพิจารณาคุณสมบัติในการพักการลงโทษต้องอาศัยข้อเท็จจริงข้อกฎหมายและสถานะทางคดีตามที่ปรากฏโดยชัดแจ้งตามคำพิพากษา หรือคำสั่งของศาล รวมถึงข้อมูลทางราชทัณฑ์ที่เป็นทางการโดยปัจจุบัน ยังมิได้ปรากฏว่ามีคำพิพากษาถึงที่สุดหรือคำสั่งใดที่วินิจฉัยว่านายทักษิณได้กระทำผิดวินัยหรือกระทำความผิดอาญาระหว่างถูกควบคุมตัว อันจะเป็นลักษณะต้องห้ามตามกฎหมายและระเบียบกรมราชทัณฑ์เกี่ยวกับการพักการลงโทษ

ลั่นมาตรฐานเดียวกันปัดเอื้อใคร

จากมติที่ประชุมของคณะทำงานเพื่อพิจารณาวินิจฉัยการพักการลงโทษประจำเรือนจำและเอกสารประกอบการพิจารณาพักการลงโทษของนายทักษิณ ไม่ปรากฏข้อมูลเกี่ยวกับการผิดวินัยดังนั้น คณะอนุกรรมการเพื่อพิจารณาวินิจฉัยการพักการลงโทษพิจารณาแล้วจึงมีคุณสมบัติตามพระราชบัญญัติราชทัณฑ์ พ.ศ.2560 กฎกระทรวงกำหนดประโยชน์ของนักโทษเด็ดขาดฯพ.ศ.2562 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2564

ทั้งนี้ ประเด็นตามที่ผู้ร้องกล่าวอ้างถึง“ซึ่งผู้ผิดวินัย จะไม่ได้รับการพักโทษตามลักษณะต้องห้ามในการนำตัวออกไปกักขังนอกเรือนจำ ตามประกาศกรมราชทัณฑ์ข้อ 3 (2) (ข) และ (ค) คือมี ประวัติกระทำผิดวินัย หรือเคยกระทำผิดเงื่อนไขหรือผิดอาญาระหว่างถูกคุมขังในสถานที่อื่น”ซึ่งประกาศกรมราชทัณฑ์ดังกล่าวเป็นประกาศกรมราชทัณฑ์เรื่องกำหนดคุณสมบัติเฉพาะ ลักษณะต้องห้ามและวิธีการคุมขังในสถานที่คุมขังตามระเบียบกรมราชทัณฑ์ว่าด้วยการดำเนินการสำหรับการคุมขังในสถานที่คุมขัง พ.ศ. 2566 พ.ศ. 2568 นั้น มิได้เป็นข้อกฎหมายในการพิจารณาพักการลงโทษแต่อย่างใด

กรมราชทัณฑ์ ขอยืนยันว่าการพิจารณาพักการลงโทษในครั้งนี้มิได้มีการเอื้อประโยชน์แก่บุคคลหนึ่ง บุคคลใดเป็นการเฉพาะแต่เป็นการดำเนินงานภายใต้มาตรฐานเดียวกันกับผู้ต้องขังทั่วประเทศ โดยยึดถือพยานหลักฐานตามข้อเท็จจริงและตัวบทกฎหมายอย่างเคร่งครัด

แดงเชียงใหม่นอนรอฉลองรับ

ด.ต.พิชิต ตามูล แกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.)แดงเชียงใหม่ เผยกรณีนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี พักโทษออกจากเรือนจำในวันที่ 11 พฤษภาคมว่า คนเสื้อแดงกว่า 100 คน ได้เดินทางออกจากเชียงใหม่ในวันที่ 10 พฤษภาคม โดยรถตู้ 11 คัน บางรายเดินทางด้วยรถยนต์ส่วนตัว 4-5 คัน แฟนคลับหรือเอฟซีบางส่วนเดินทางด้วยรถไฟ ส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุ 60-70 ปีเพื่อไปให้กำลังใจเพื่อแสดงพลังว่ายังเคารพรักนายทักษิณอยู่ เดิมทีเสื้อแดงเชียงใหม่นัดหมายรวมตัวกันที่ดอยติ อ.เมือง จ.ลำพูน แต่ได้ยกเลิก เพราะต่างคนต่างเดินทางกันเองตามสะดวกแต่ให้ไปถึงหน้าเรือนจำคลองเปรม ในช่วงเย็นเพื่อทำกิจกรรมรับขวัญทั้งคืนจนถึงรุ่งเช้าวันที่11 พฤษภาคม แต่คาดการณ์ว่าอาจไม่ได้พบนายทักษิณ เพียงโบกไม้โบกมือทักทายเท่านั้น เนื่องจากมีครอบครัวและคนใกล้ชิดรอรับกลับบ้านอยู่แล้ว

ลงขันกันเอง-รอรับทำบุญที่บ้านเกิด

ทั้งนี้ การเดินทางดังกล่าว คนเสื้อแดงออกค่าใช้จ่ายกันเองคนละ 400-500 บาท บางรายมีกำลังทรัพย์อาจลงขัน 1,000-2,000 บาท ถ้าไม่มี ไม่ต้องจ่ายเป็นการช่วยเหลือกันเอง เพราะขาดผู้สนับสนุนเนื่องจากภาวะเศรษฐกิจและน้ำมันแพง จึงต้องพึ่งตัวเองเป็นหลัก แต่เป็นห่วงผู้ที่เดินทางไกล เพราะเป็นผู้สูงอายุ อาจรอให้นายทักษิณและครอบครัวเดินทางมาทำบุญให้บรรพบุรุษ ที่วัดโรงธรรมสามัคคีที่บ้านเกิด อ.สันกำแพง หรือสุสานที่อ.แม่ออนก็ได้ ตามเงื่อนไขของกรมราชทัณฑ์ เพื่อประหยัดค่าใช้จ่ายและความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินด้วย

‘เด็จพี่’จวกพวกขวางพักโทษ

ด้านนายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ อดีตโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯกำลังจะได้รับการพักโทษวันที่ 11 พ.ค.แต่ยังมีนักเคลื่อนไหวบางคน บางกลุ่ม คัดค้านการพักโทษก่อนหน้าคนพวกนี้บอกให้ท่านกลับเมืองไทย มาเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม พอท่านกลับเข้ามาอย่างถูกต้อง เข้าสู่กระบวนการยุติธรรมทุกขั้นตอน ถูกคุมขัง 2 รอบ แต่คนเหล่านี้ยังไม่พอใจ รมว.ยุติธรรม พูดชัดเป็นไปตามขั้นตอนของคณะกรรมการพักโทษและไม่อยู่ในข้อห้ามการพูดการเมือง สังคมไทยวนเวียนกับความขัดแย้งมานานกว่า 20 ปี ด้วยเพราะมีคนคิดจองเวร ไม่จบไม่สิ้น ไม่รู้จักให้อภัย อดีตนายกฯทักษิณอายุ 76 ปีแล้ว ท่านยอมทำตามกฎระเบียบทุกอย่าง แม้ได้ออกมา จะต้องใส่กำไลอีเอ็ม ก็ไม่ได้ปฏิเสธ ไม่เข้าใจว่า คนที่เคลื่อนไหว จะต้องเป็นอย่างไรถึงพวกท่านจะพอใจ จะเอาแต่สะใจอย่างนั้นใช่หรือไม่ เราควรลดละ อภัย มองไปข้างหน้า มากกว่าจมอยู่ในอดีตแห่งความชิงชัง

เชื่อทักษิณใช้เวลาพักกับลูกหลาน

“พวกที่กังวล ท่านออกมาแล้วจะเอาคืน ล้างแค้นใครหรือไม่ คนอายุ 76 ปีกับหลานอีก 7 คน คงอยากจะให้เวลาพักผ่อนกับลูกๆ หลานๆ มากกว่า คนที่เห็นโลกมามาก ผ่านอะไรมาเยอะ อย่างที่ท่านเคยบอก เคยเห็นทั้งนรกและสวรรค์ มาหมดแล้ว คนที่เคยคิดทำร้ายท่านถึงชีวิตยังให้อภัย อโหสิกรรมให้หมด คงไม่มานั่งคิดเอาคืนอะไรใครหรอก พวกที่ปั่นเรื่อง ยุแยง ควรเลิกระแวง สงสัยได้แล้ว สังคมไทยเป็นสังคมให้โอกาส ให้อภัย อะไรที่ปล่อยวางกันได้ ควรจะปล่อยวางกัน”นายพร้อมพงศ์ ย้ำ

อวยแนวคิดเป็นประโยชน์ปท.

นายพร้อมพงศ์ กล่าวว่าทุกวิกฤตประเทศ ทางเศรษฐกิจ ผู้คนหวนคิดถึง แนวคิด การแก้ไขของอดีตนายกฯทักษิณ ที่เคยนำประเทศไทยไปยืนหยัดทัดเทียมนานาชาติอย่างไม่อายใคร ผู้นำทั่วโลกให้ความเชื่อถือ ยอมรับ มีนโยบายจับต้องได้ 30 บาทรักษาทุกโรค กองทุนหมู่บ้านโอท็อป การปราบปรามยาเสพติดอย่างเอาจริงเอาจัง การแก้ไขปัญหาด้านพลังงาน แก้ปัญหาปากท้องชาวบ้านอย่างเป็นระบบ ช่วงท่านอยู่ต่างประเทศ นักธุรกิจ นักการเมือง คนรู้จักแวดวงต่างๆ แวะเวียนไปร่วมพูดคุยปรึกษาอยู่บ่อยครั้ง อีกไม่กี่วันอดีตนายกฯทักษิณจะได้รับการพักโทษ ความคิดประสบการณ์ที่ได้เคยบริหารงาน ได้ทำงานร่วมกับบริษัทขนาดใหญ่ระดับโลกและผู้นำหลายต่อหลายชาติ น่าจะเป็นประโยชน์ต่อการมองไปข้างหน้า

นายพร้อมพงศ์ระบุว่าตนเป็นคนหนึ่ง ที่เคยได้รับโอกาสสัมผัส ได้รู้วิธีคิดวันที่11 พ.ค.จะเป็นหนึ่งคน ร่วมกับพี่น้องเสื้อแดง คนที่รักศรัทธาท่าน รอต้อนรับการกลับมา ส่วนวันข้างหน้า บทบาทท่านจะเป็นอย่างไร ไม่มีใครรู้ คงให้ท่านหรือคนในครอบครัวออกมาบอกเองแต่จากอดีตประสบการณ์การเป็นนายกฯการบริหารประเทศ การแก้ไขปัญหาปากท้อง หลายคนยังนึกถึงอดีตผู้นำ ที่ครั้งหนึ่งทำให้รู้สึกว่านโยบายรัฐ ไม่ใช่เรื่องไกลตัว แต่ชาวบ้านสัมผัสได้ เกิดประโยชน์ต่อประเทศ แบบที่ประชาธิปไตยกินได้จริงๆ

นายกฯยินดี‘ทักษิณ’ได้พักโทษ

เวลา 14.20 น.ที่ท่าอากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 (บน.6) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทยกล่าวถึงกรณีนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีจะได้พักโทษและออกจากเรือนจำในวันที่ 11 พ.ค. นี้ว่าตนก็เคารพนับถือ และเคยเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาท่านมา 20 กว่าปี มีความผูกพันเหมือนลูกเหมือนหลาน ขอแสดงความยินดีกับครอบครัวท่านด้วย

เมื่อถามว่าจะมีโอกาสไปปรึกษาในเรื่องที่ นายทักษิณ มีความเชี่ยวชาญบ้างหรือไม่ นายอนุทินกล่าวว่าไม่มีข้อห้ามใดๆ แต่ตนว่าให้ท่านออกมา ให้ท่านได้ไปใช้ชีวิตกับครอบครัวของท่าน ยังไงกรุงเทพฯก็แคบอยู่แค่นี้ เดี๋ยววันใด วันหนึ่งอาจมีโอกาสได้พบกัน ตามโอกาสต่างๆแล้วค่อยว่ากัน ตอนนี้ที่ท่านจะออกมาใหม่ๆ ก็เหมือนยังคงเป็นการพักโทษอยู่ซึ่งยังมีข้อจำกัดและยังคงไม่สะดวก ให้คนภายนอกครอบครัวไปพบ

เมื่อถามว่า ยังมีการวิเคราะห์ว่านายทักษิณจะไม่วางมือทางการเมือง และจะทำให้เกิดแรงกระเพื่อมทางการเมือง หรือไม่ นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ตนไม่คิดไกลถึงขนาดนั้น ยังไงท่านก็เป็นคนที่ตนให้ความเคารพ

ราชการแนวหน้า : สิทธิประโยชน์และสวัสดิการของข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐ

ราชการแนวหน้า : สิทธิประโยชน์และสวัสดิการของข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐ

ราชการแนวหน้า : สิทธิประโยชน์และสวัสดิการของข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐ

วันอาทิตย์ ที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 02.00 น.

(ต่อจากอาทิตย์ที่แล้ว)

เมื่อข้อ 17 วรรคสองของระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยบำเหน็จลูกจ้าง พ.ศ.2519 กำหนดว่าลูกจ้างประจำผู้ใดประจำปฏิบัติหน้าที่อยู่ในเขตที่มีการประกาศใช้กฎอัยการศึกให้นับเวลาทำงานที่ปฏิบัติหน้าที่ในระหว่างนั้นเป็นทวีคูณ ซึ่งการที่ผู้ฟ้องคดีปฏิบัติงานอยู่ที่ศูนย์สร้างทางลำปาง และได้ถูกส่งตัวไปประจำโครงการก่อสร้างทางสาย 109 อำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่ และอำเภอแม่สรวย จังหวัดเชียงราย ซึ่งโดยลักษณะงานก่อสร้างทางของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 จะต้องมีการปฏิบัติหน้าที่อยู่ในพื้นที่ติดต่อกันเป็นเวลานาน ทั้งนี้จนกว่าการก่อสร้างจะแล้วเสร็จ จึงถือว่าผู้ฟ้องคดีได้ถูกส่งตัวไปประจำเพื่อปฏิบัติหน้าที่อยู่ที่โครงการก่อสร้างทางสาย 109 ซึ่งอยู่ในเขตที่มีการประกาศใช้กฎอัยการศึก โดยในกรณีดังกล่าวไม่อาจนำพระราชกฤษฎีกาค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปราชการ พ.ศ.2526 ซึ่งได้แยกความหมายของการเดินทางไปราชการชั่วคราวและการเดินทางไปราชการประจำโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อกำหนดสิทธิประโยชน์ให้ราชการเกี่ยวกับการเบิกจ่ายค่าเบี้ยเลี้ยงเดินทาง ค่าเช่าที่พัก ค่าพาหนะ และค่าใช้จ่ายอื่นที่จำเป็นในการเดินทางไปราชการ มาใช้ตีความคำว่า “ประจำปฏิบัติหน้าที่” ตามข้อ 17-วรรคสอง ของระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยบำเหน็จลูกจ้าง พ.ศ.2519 ที่มีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นการตอบแทนความยากลำบากและเสี่ยงอันตรายในพื้นที่ดังกล่าว หรือกล่าวอีกนัยหนึ่ง พระราชกฤษฎีกา และระเบียบกระทรวงการคลังดังกล่าวมีเจตนารมณ์ในการใช้บังคับต่างกัน จึงไม่อาจนำมาใช้แปลความให้มีความหมายเหมือนกันด้วยเหตุผลดังกล่าว ผู้ฟ้องคดีจึงมีสิทธินับช่วงระยะเวลาดังกล่าวเป็นทวีคูณตามข้อ 17 ของระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยบำเหน็จลูกจ้าง พ.ศ.2519

เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏผู้อำนวยการศูนย์สร้างทางลำปางปฏิบัติราชการแทนผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 ได้ออกหนังสือรับรองการปฏิบัติงานของผู้ฟ้องคดี โดยรับรองว่าในระหว่างวันที่ 3 พฤษภาคม 2534 ถึงวันที่ 30 กันยายน 2540 รวมระยะเวลาทวีคูณเป็น 6 ปี 4 เดือน 29 วัน ผู้ฟ้องคดีปฏิบัติงานอยู่ในพื้นที่ประกาศใช้กฎอัยการศึกจริง และมีหนังสือลงวันที่ 2 มิถุนายน 2559 แจ้งให้คลังเขต 5 เชียงใหม่ เพื่อพิจารณาสั่งจ่ายเงินบำเหน็จลูกจ้างให้ผู้ฟ้องคดีเพิ่มเติม

(อ่านต่ออาทิตย์หน้า)

ไอซ์ รักชนก ทะเลาะกับละคร โวย’สอดสร้อยมาลา’ ด้อยค่าคณะราษฎร

ไอซ์ รักชนก ทะเลาะกับละคร โวย'สอดสร้อยมาลา' ด้อยค่าคณะราษฎร

ไอซ์ รักชนก ทะเลาะกับละคร โวย’สอดสร้อยมาลา’ ด้อยค่าคณะราษฎร

วันเสาร์ ที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 21.05 น.

วันที่ 9 พฤษภาคม 2569 น.ส.รักชนก ศรีนอก สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ได้โพสต์ข้อความผ่านแอปพลิเคชัน X วิพากษ์วิจารณ์ประเด็นการจัดสรรงบประมาณสนับสนุนของรัฐบาล โดยพุ่งเป้าไปที่ละครโทรทัศน์เรื่อง “สอดสร้อยมาลา” ซึ่งเป็นหนึ่งในโครงการที่ได้รับทุนอุดหนุนการผลิตภายใต้นโยบายส่งเสริม Soft Power ของรัฐบาล

โดยข้อความระบุว่า ละครเรื่อง สอดสร้อยมาลา เป็นหนึ่งในโครงการที่ได้รับสนับสนุนงบประมาณการผลิตละคร/ซีรีส์ ภายใต้นโยบายส่งเสริม Soft Power เป็นโครงการที่ผ่านการพิจารณาจากคณะกรรมการ THACCA (Thailand Creative Content Agency)

โดยคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมด้านภาพยนตร์ ละคร ซีรีส์ สารคดี และแอนิเมชัน ร่วมกับ กรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม ให้ทุนอุดหนุนสนับสนุนการผลิต

เป็นละครที่ได้รัฐเงินสนับสนุนจากรัฐไทย ผ่านกระทรวงวัฒนธรรม แม้จะเป็นโครงการที่ดูก้าวหน้า โครงเรื่องก็ดูเหมือนจะก้าวหน้า แต่ในที่สุดก็เผยให้เห็นว่าแท้จริงแล้วก็คงเป็นส่วนนึงของการทำโฆษณาชวนเชื่อ เพื่อกระทำอย่างเป็นระบบ ให้ประวัติศาสตร์ ถูกเล่าออกมาในรูปแบบที่รัฐไทยอยากให้เป็นเท่านั้น ในบริบทนี้คือ คณะราษฎรเป็นพวกหัวก้าวหน้าที่เลวทรามไม่รู้คุณคน

ตอกย้ำวาทะกรรม ชิงสุกก่อนห่าม สุดท้ายพวกหัวหน้าก้าวก็เหลิงอำนาจ และย้ำแนวคิดประเทศนี้บ้านนี้เมืองนี้ไม่ใช่ของประชาชน อำนาจเถสูงสุดไม่ใช่ของประชาชน

เห็นหรือยังเวลาไม่ได้อยู่ข้างเรา เวลาอยู่ข้างคนที่ลงมือทำอะไรสักอย่าง ซึ่งอนุรักษ์นิยมสมัยใหม่เค้าก็ไม่ได้อยู่เฉยๆเค้าสู้กลับ ด้วยทุกเครื่องมือที่เค้ามี

ถามว่ากรณีนี้จะสู้กลับยังไง ถึงที่สุดคือก็ต้องเป็นรัฐบาลให้ได้ ถึงจะมีอำนาจในการคุมงบประมาณ แล้วเลือกให้เงินสนับสนุนกับสิ่งที่ส่งเสริม สิ่งที่เล่าเรื่องเพื่อพาสังคมไปข้างหน้า อะไรที่จะพาสังคมย้อนอดีต ถอยหลัง ก็อย่าสนับสนุน แค่นั้นเอง

ให้งบประมาณกับอะไร ก็แปลว่าให้ความสำคัญกับสิ่งนั้น ซึ่งก็คือการแสดงเจตจำนงทางการเมืองแบบนึง”

 

สีหศักดิ์ กังวลหนุ่มจีนซุกคลังแสง ขอดูผลการสอบสวน ก่อนหารือลดวีซ่าฟรีเหลือ 30 วัน

สีหศักดิ์ กังวลหนุ่มจีนซุกคลังแสง ขอดูผลการสอบสวน ก่อนหารือลดวีซ่าฟรีเหลือ 30 วัน

สีหศักดิ์ กังวลหนุ่มจีนซุกคลังแสง ขอดูผลการสอบสวน ก่อนหารือลดวีซ่าฟรีเหลือ 30 วัน

วันเสาร์ ที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 20.53 น.

วันที่ 9 พฤษภาคม 2569 นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศให้สัมภาษณ์ที่กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น กรณีที่ตำรวจ สภ.นาจอมเทียน จ.ชลบุรี จับกุมชายชาวจีน และสืบสวนจนไปพบคลังอาวุธสงครามร้ายแรงจำนวนมากที่บ้านพัก

ว่า น่าเป็นห่วง แต่ต้องขอไปดูผลการสอบสวนก่อน และยิ่งอยู่ในมือของชาวต่างชาติไม่รู้ว่าวัตถุประสงค์คืออะไร จึงจะต้องไปดูขั้นตอนการเข้าเมืองของเรา จะต้องดีกว่านี้ เพราะประเทศไทยเป็นสังคมเปิด มีคนมาท่องเที่ยว และอยากให้คนเข้ามาทำธุรกิจ แต่ก็ต้องระวังเรื่องวีซาทั้งหลาย บางครั้งเข้ามาโดยอ้างว่าเป็นนักท่องเที่ยวเข้ามาโดยฟรีวีซา 60 วัน ซึ่งกระทรวงการต่างประเทศ โดยคณะกรรมการวีซากำลังพิจารณาเสนอจาก 60 วัน ลดเหลือ 30 วัน และต้องดูว่าวีซาแต่ละประเภทรัดกุมเพียงพอหรือเปล่า 

ส่วนที่ถูกมองว่า อาจเข้าข่ายเป็นสายลับ นายสีหศักดิ์ กล่าวว่า คิดว่าก็น่ากลัว แค่มีอาวุธเหล่านั้นก็น่ากลัวแล้ว

ดร.มัลลิกา มาแล้ว! เปิดแคมเปญชิงผู้ว่าฯ กทม. ชูนโยบาย’จัดการฝุ่น PM2.5 ไม่ใช่แค่พูด แต่ลงมือทำ’

ดร.มัลลิกา มาแล้ว! เปิดแคมเปญชิงผู้ว่าฯ กทม. ชูนโยบาย'จัดการฝุ่น PM2.5 ไม่ใช่แค่พูด แต่ลงมือทำ'

ดร.มัลลิกา มาแล้ว! เปิดแคมเปญชิงผู้ว่าฯ กทม. ชูนโยบาย’จัดการฝุ่น PM2.5 ไม่ใช่แค่พูด แต่ลงมือทำ’

วันเสาร์ ที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 20.39 น.

วันที่ 9 พฤษภาคม 2569 ดร.มัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข ได้เปิดแคมเปญหาเสียงเลือกตั้งผู้ว่า กทม. ด้วยการปล่อยโปสเตอร์นโยบายแก้ฝุ่น PM2.5 สโลแกน  ส่งดร.มัลลิกาไปจัดการฝุ่น ไม่ใช่แค่พูด แต่ลงมือทำ เพื่ออากาศสะอาด เพื่อคนกรุงเทพฯ

-ไม่พูดสวยแต่ทำจริง

-มีความรู้มีประสบการณ์มีทีมพร้อม

-ตรวจวัดปัญหาถึงต้นตอ

เทคโนลยีจัดการฝุ่น  PM2.5 ด้วยนวัตกรรมและข้อมูล

-ระบบเฝ้าระวังอัจฉริยะ(AI&IOT)ติดตามค่าฝุ่นแบบเรียลไทม์และแจ้งเตือนล่วงหน้า

-โดรนตรวจวัดคุณภาพอากาศครอบคลุมทุกพื้นที่เข้าถึงจุดเสี่ยง

-ความคุมแหล่งกำเนิดฝุ่น ใช้เทคโนโลยีจัดการฝุ่นจากอุตสาหกรรมและรถยนต์

-พื้นที่สีเขียว & ปอดเมือง เพิ่มพื้นที่สีเขียวลดฝุ่นในระยะยาว

สถาบันพระปกเกล้าขับเคลื่อนไทยสู่ OECD หารือศาลรธน.โปรตุเกส–สถาบันการศึกษาชั้นนำ เตรียมจัดเวทีระดับโลก

สถาบันพระปกเกล้าขับเคลื่อนไทยสู่ OECD หารือศาลรธน.โปรตุเกส–สถาบันการศึกษาชั้นนำ เตรียมจัดเวทีระดับโลก

สถาบันพระปกเกล้าขับเคลื่อนไทยสู่ OECD หารือศาลรธน.โปรตุเกส–สถาบันการศึกษาชั้นนำ เตรียมจัดเวทีระดับโลก

วันเสาร์ ที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 19.42 น.

เมื่อวันที่ 6–7 พฤษภาคม 2569 ที่ผ่านมา ณ กรุงลิสบอน สาธารณรัฐโปรตุเกส รองศาสตราจารย์ ดร.อิสระ เสรีวัฒนวุฒิ เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า ในฐานะประธานคณะกรรมการที่ปรึกษารัฐสภาว่าด้วยการเข้าเป็นสมาชิก OECD พร้อมด้วยนายธนภูมิ ลีลาภรณ์ ที่ปรึกษา สถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงลิสบอน เข้าพบ Mr. José João Abrantes ประธานศาลรัฐธรรมนูญแห่งสาธารณรัฐโปรตุเกส เพื่อหารือความร่วมมือทางวิชาการและเตรียมความพร้อมในการที่ประเทศไทยจะเป็นเจ้าภาพจัดการประชุม OECD Global Parliamentary Forum ซึ่งองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ได้มอบหมายให้สถาบันพระปกเกล้าเป็นหน่วยงานหลักในการดำเนินการจัดประชุมดังกล่าว

ในการหารือครั้งนี้ ทั้งสองฝ่ายได้แลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับการพัฒนาระบบประชาธิปไตย หลักนิติธรรม และธรรมาภิบาลสมัยใหม่ โดยสาธารณรัฐโปรตุเกสถือเป็นหนึ่งในประเทศผู้ร่วมก่อตั้ง OECD และมีประสบการณ์สำคัญด้านการปฏิรูประบบราชการและกระบวนการยุติธรรม ซึ่งเป็นบทเรียนสำคัญสำหรับประเทศผู้สมัครเข้าเป็นสมาชิก OECD รวมถึงประเทศไทย

โอกาสนี้ รองศาสตราจารย์ ดร.อิสระ เสรีวัฒนวุฒิ ยังได้เชิญ Mr. José João Abrantes เดินทางเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการในฐานะองค์ปาฐกพิเศษ เพื่อร่วมถ่ายทอดองค์ความรู้และประสบการณ์ด้านรัฐธรรมนูญและหลักนิติรัฐแก่ผู้บริหารและนักวิชาการไทย

นอกจากนี้ เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้ายังได้เข้าหารือร่วมกับศาสตราจารย์ Ana Taveira da Fonseca คณบดีคณะนิติศาสตร์ แห่งมหาวิทยาลัย Catholic University of Portugal หนึ่งในมหาวิทยาลัยชั้นนำระดับชาติของโปรตุเกส เพื่อร่วมกันออกแบบหลักสูตรอบรมระยะสั้นสำหรับนักศึกษาหลักสูตรประกาศนียบัตรชั้นสูง การบริหารงานภาครัฐและกฎหมายมหาชน (ปรม.) รุ่นที่ 25

หลักสูตรดังกล่าวมุ่งเน้นประเด็นสำคัญด้านการพัฒนาประชาธิปไตย การปฏิรูประบบราชการ หลักนิติรัฐ ธรรมาภิบาล ตลอดจนแนวทางการยกระดับมาตรฐานประเทศในมิติต่าง ๆ เพื่อรองรับการเข้าเป็นสมาชิก OECD โดยคาดว่าจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อผู้เข้ารับการอบรม ซึ่งประกอบด้วยผู้บริหารระดับสูงจากภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคส่วนต่างๆ ในการร่วมขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศอย่างเป็นระบบ ทันสมัย และยั่งยืน

ย้อนรอยความวิจิตร ‘มมส ผสานศาสตร์ – ศิลป์’ ร้อยเรียงดอกรัก ตกแต่งเวทีรับปริญญา

ย้อนรอยความวิจิตร ‘มมส ผสานศาสตร์ – ศิลป์’ ร้อยเรียงดอกรัก ตกแต่งเวทีรับปริญญา

ย้อนรอยความวิจิตร ‘มมส ผสานศาสตร์ – ศิลป์’ ร้อยเรียงดอกรัก ตกแต่งเวทีรับปริญญา

วันอาทิตย์ ที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ภาพความงดงามตระการตาของ “ดอกรัก” นับหมื่นดอกที่บรรจงร้อยเรียงเป็นลวดลายวิจิตร ยังคงเป็นภาพจำแห่งความภาคภูมิใจที่เกิดขึ้นในพิธีพระราชทานปริญญาบัตร มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ประจำปีการศึกษา 2567 ซึ่งจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่เมื่อวันที่ 27 – 28 เมษายน 2569 ณ อาคารเฉลิมพระเกียรติในโอกาสฉลองพระชนมายุ 5 รอบ 2 เมษายน 2558 ที่ผ่านมา โดยเบื้องหลังความวิจิตรของเวทีแห่งเกียรติยศนี้ คือผลงานการผสานศาสตร์และศิลป์จากพลังของนิสิตจิตอาสาคณะศิลปกรรมศาสตร์และวัฒนธรรมศาสตร์ และบุคลากร มมส กว่า 40 ชีวิต ที่ได้ร่วมกันถ่ายทอดเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมลงบนงานฝีมืออย่างประณีต

อาจารย์ว่าที่ร้อยตรี ดร.เกิดศิริ นกน้อย ผู้ควบคุมและออกแบบเวที ได้วางแนวคิดหลักโดยหยิบยกวาทกรรมอัตลักษณ์ “มอน้ำชี ศรีโรจนากร” มาเป็นแกนหลักในการออกแบบ เพื่อสื่อถึงการเป็นมหาวิทยาลัยแห่งลุ่มแม่น้ำชีผู้สร้างสรรค์ปัญญา พร้อมตอกย้ำความเป็นศูนย์กลางศิลปวัฒนธรรมอีสานด้วยการนำ “อักษรไทยน้อย” มาเป็นองค์ประกอบสำคัญ สอดรับกับการเลือกใช้โทนสีที่มีนัยยะเชิงสัญลักษณ์ ทั้งสีขาวและสีเหลืองที่สะท้อนถึงความอ่อนน้อมและความเจริญรุ่งเรืองทางวัฒนธรรม ตัดกับสีเทาที่สื่อถึงแสงแห่งปัญญาและความมั่นคงทางความคิดของบัณฑิต

ความโดดเด่นที่ถือเป็นหัวใจสำคัญของเวทีในปีนี้ คือการนำภาพสัตว์สัญลักษณ์ประจำรุ่นของนิสิตมหาวิทยาลัยมหาสารคาม 4 ชนิด มาร้อยเป็นลวดลายประดับ เพื่อสะท้อนคุณลักษณะอันพึงประสงค์ ได้แก่ “รุ่นเสือดาว” ที่สื่อถึงความแคล่วคล่องว่องไว “รุ่นจามรี” ที่สะท้อนระเบียบวินัยและความเข้มแข็ง “รุ่นภุมริน” หรือพึ่งพาที่แสดงถึงความสามัคคีเสียสละ และ “รุ่นมฤคมาศ” ที่สื่อถึงความสง่างามและการเอื้อเฟื้อเกื้อกูลกัน

ความสำเร็จของผลงานอันทรงคุณค่านี้ เกิดจากการบูรณาการความเชี่ยวชาญจากหลายภาคส่วน ทั้งด้านการออกแบบ โดย อาจารย์ว่าที่ร้อยตรี ดร.เกิดศิริ นกน้อย และนายจิรยุทธ์ สุดสังข์ การดูแลอักษรไทยน้อย โดย ผศ.ดร.ราชันย์ นิลวรรณาภา และการออกแบบลายสัตว์สัญลักษณ์ โดยอาจารย์นพพล นุชิตประสิทธิชัย

ดอกรักทุกดอกที่ถูกร้อยเรียงด้วยความตั้งใจจึงไม่ได้เป็นเพียงเครื่องประดับเวทีที่สวยงาม แต่ยังเป็นสัญลักษณ์ของความรัก ความผูกพัน และความยินดีจากใจชาวรั้วเหลือง-เทา ที่มีต่อบัณฑิตทุกคนในวันที่ก้าวออกไปเติบโตและสร้างสรรค์คุณประโยชน์ให้แก่สังคมสืบไป