ไร้สัญญาณพิเศษ! วันวิชิต ชี้รัฐบาลอนุทิน ยังแข็งแรง-กองทัพหนุน ทำงานแบบทีมไทยแลนด์

20 กันยายน 2569 เวลา 13:24 น.

20 กันยายน 2569 ผศ.ดร.วันวิชิต บุญโปร่ง อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต กล่าวถึงกระแสข่าวที่อ้างว่า มีกลุ่มอำนาจหรือ “สัญญาณพิเศษ” ต้องการล้มรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล ว่า จากข้อมูลและสภาพแวดล้อมทางการเมืองในปัจจุบัน ยังไม่เห็นสัญญาณดังกล่าว และขอใช้เสียงหัวเราะเป็นคำตอบต่อข่าวลือที่ว่า รัฐบาลจะอยู่ได้เพียงปลายปีนี้หรือต้นปีหน้า

ผศ.ดร.วันวิชิต ระบุว่า ผู้ปล่อยข่าวอาจไม่พอใจการทำงานของรัฐบาล แต่ก่อนพูดถึงการล้มรัฐบาลต้องตอบให้ได้ว่า หากรัฐบาลนายอนุทินพ้นจากอำนาจแล้ว ใครจะเข้ามาบริหารประเทศต่อ และจะรับมือกับปัญหาความมั่นคงที่กำลังเกิดขึ้นรอบด้านได้ดีกว่าหรือไม่

ปัจจุบันรัฐบาลต้องรับผิดชอบทั้งสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา กระบวนการประนอมภายใต้ UNCLOS ปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ตลอดจนสถานการณ์ฝั่งเมียนมา หากเกิดการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลกลางทาง ความต่อเนื่องของนโยบายและทีมงานด้านความมั่นคงอาจได้รับผลกระทบโดยตรง

โดยเฉพาะกรณีไทย-กัมพูชา ซึ่งต้องใช้เวลาดำเนินการอีกประมาณ 12 เดือน ทีมงานของนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว และผู้เชี่ยวชาญที่ติดตามเรื่องนี้มาอย่างต่อเนื่องควรได้ทำงานต่อให้จบ เพราะเป็นเรื่องอธิปไตย เกียรติภูมิ และผลประโยชน์ของประเทศ ไม่ควรเปลี่ยนตัวผู้รับผิดชอบกลางทางเพียงเพราะเกมการเมือง

สำหรับความสัมพันธ์ระหว่างรัฐบาลกับกองทัพ ผศ.ดร.วันวิชิตเชื่อว่า กองทัพยังสนับสนุนรัฐบาลนายอนุทิน และทุกฝ่ายยังทำงานร่วมกันในลักษณะ “ทีมไทยแลนด์” เนื่องจากนายกรัฐมนตรีไม่ได้เข้าไปแทรกแซงหรือปลดผู้บัญชาการเหล่าทัพ ขณะที่การประสานงานด้านความมั่นคงยังดำเนินไปตามปกติ

จึงไม่เห็นเหตุผลว่ากองทัพจะออกมาเคลื่อนไหวล้มรัฐบาล หรือมีดีลลับตามที่มีการปล่อยข่าว เพราะในสถานการณ์ปัจจุบัน ฝ่ายการเมืองและฝ่ายความมั่นคงต่างต้องพึ่งพาและร่วมมือกัน โดยเฉพาะการรักษาอธิปไตยและรับมือกับความท้าทายตามแนวชายแดน

ผศ.ดร.วันวิชิตยังไม่เห็นด้วยกับการกล่าวหาว่า ประเทศไทยกำลังอยู่ภายใต้ “ระบอบเนวิน-อนุทิน” หรือรัฐบาลใช้อำนาจเบ็ดเสร็จ เพราะหากรัฐบาลควบคุมทุกองคาพยพและปิดกั้นเสรีภาพจริง สื่อมวลชนและประชาชนคงไม่สามารถวิพากษ์วิจารณ์นายอนุทินได้อย่างเปิดเผยทุกวันเช่นที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน

การที่ประชาชนและสื่อยังตรวจสอบรัฐบาลได้ แสดงว่าพื้นที่เสรีภาพยังคงมีอยู่ และยังไม่ปรากฏพฤติการณ์ว่านายอนุทินหรือนายเนวิน ชิดชอบพยายามรวบอำนาจหรือท้าทายพลังจารีตตามข้อกล่าวหาของฝ่ายตรงข้าม

อย่างไรก็ตาม หากวันหนึ่งองค์กรอิสระหรือกระบวนการยุติธรรมมีคำวินิจฉัยต่อรัฐบาลหรือบุคคลใด ทุกฝ่ายก็ต้องยอมรับและดำเนินการตามกฎหมาย แต่ไม่ควรใช้ข่าวลือ ความไม่พอใจ หรือจินตนาการเรื่อง “สัญญาณพิเศษ” มาสร้างความปั่นป่วนให้บ้านเมือง

รัฐบาลนายอนุทินจึงยังมีความเข้มแข็ง สามารถเดินหน้าบริหารประเทศต่อไปได้ และยังไม่ปรากฏสัญญาณจากกองทัพหรือกลุ่มอำนาจใดว่าต้องการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลนอกระบบ

“วันนี้ยังไม่มีสัญญาณพิเศษล้มรัฐบาล กองทัพกับรัฐบาลยังร่วมมือกันทำงานในลักษณะทีมไทยแลนด์ ภารกิจด้านความมั่นคงยังไม่จบ โดยเฉพาะเรื่องไทย-กัมพูชาที่ควรให้ทีมเดิมทำงานต่อเนื่องจนครบกระบวนการ” ผศ.ดร.วันวิชิต กล่าว

ธนกร สวน ณัฐพงษ์ อย่าเหมารวม แจง 21 ล้านเสียงเพื่อให้แก้ รธน. ไม่ใช่เห็นด้วยกับแนวทางพรรคประชาชน

20 กันยายน 2569 เวลา 12:37 น.

“ธนกร”สวน”ณัฐพงษ์”อย่าเหมารวม แจง 21 ล้านเสียงเพื่อให้แก้ รธน. ไม่ใช่เห็นด้วยกับแนวทางพรรคประชาชน ชี้อำนาจของประชาชนพิสูจน์แล้วผ่านผลเลือกตั้งที่ผ่านมา ด้วยการหนุน”อนุทิน”นั่งนายกฯ ส่งผล”ภท.”ชนะถล่มทลาย

20 กันยายน 2569 นายธนกร วังบุญคงชนะ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่ นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ส.ส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาชน โพสต์เฟซบุ๊กว่า เสียงของประชาชนที่แสดงออกในการเลือกตั้งปี 2566 แม้พรรคก้าวไกลจะไม่ได้เป็นแกนนำรัฐบาล แต่ทำให้การสืบอำนาจของพรรคที่สนับสนุนรัฐประหารสิ้นสุดลงว่า ไม่อยากให้นายณัฐพงษ์ตีความเข้าข้างตัวเอง เสียงของประชาชนในวันนั้นเพราะหลงเชื่อคำหาเสียงที่ว่าจะเข้ามาเปลี่ยนแปลงการเมือง ทำให้ชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนดีขึ้นกว่าเดิม แต่พอเอาเข้าจริง งานในสภาฯ มีแต่จ้องจะแก้รัฐธรรมนูญทั้งฉบับ ปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนไว้ค่อยมาคิดแก้ ส่วนงานนอกสภาฯ สร้างความเข้าใจให้ประชาชนก็ไม่ทำ เน้นให้ ส.ส.ประกันตัวแกนนำม็อบเป็นหลัก จนทุกวันนี้ประชาชนตาสว่างกันหมดแล้ว ผ่านผลการเลือกตั้งครั้งล่าสุดที่พรรคภูมิใจไทยชนะการเลือกตั้งแบบถล่มทลาย

ส่วนกรณีที่นายณัฐพงษ์เรียกร้องให้ 21 ล้านเสียงร่วมกันหยุดยั้งระบอบสีน้ำเงิน ไม่ให้ยึดกุมอำนาจรัฐไปมากกว่านี้ และร่วมสร้างรัฐธรรมนูญใหม่ เพื่อให้อำนาจสูงสุดเป็นของประชาชนอย่างแท้จริงนั้น นายธนกร กล่าวว่า 21 ล้านเสียงที่เอามากล่าวอ้าง เป็นเสียงที่ประชาชนต้องการให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ไม่ใช่เสียงที่เห็นด้วยกับนายณัฐพงษ์หรือพรรคประชาชน อย่าพยายามเหมารวม และวันนี้อำนาจสูงสุดก็เป็นของประชาชนอยู่แล้ว โดยใช้ผ่านการเลือกตั้งที่ผ่านมา ซึ่งนโยบายของพรรคภูมิใจไทย ภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ถูกใจประชาชน ทุกนโยบายพูดแล้วทำ จึงได้รับความไว้วางใจจากประชาชนในการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 8 ก.พ. จนได้รับเสียงสนับสนุนมากถึง 192 เสียง

“วันนี้ประเทศกำลังเผชิญกับวิกฤติเศรษฐกิจ อยากให้นายณัฐพงษ์หยุดสร้างวาทกรรมรายวัน เมื่อเป็นผู้นำฝ่ายค้านฯ ก็ควรทำหน้าที่ท้วงติงอย่างมีเหตุมีผลผ่านกลไกของสภาฯ ไม่ใช่ทำหน้าที่แกนนำม็อบ ปลุกระดมให้ประชาชนออกมาเรียกร้องชุมนุมบนถนน ยืนยันว่ารัฐบาลจะขับเคลื่อนทุกนโยบายให้ประสบความสำเร็จตามความคาดหวังที่พี่น้องประชาชนเลือกเราเข้ามา” นายธนกร กล่าว

กอ.รมน.แพร่คลิป อ.อาลี โต้ BRN ยันต้องแยกแยะ สิทธิมุสลิม ออกจาก อำนาจปกครอง

20 กันยายน 2569 เวลา 11:18 น.

20 กันยายน 2569 เพจเฟซบุ๊ก “ทีมโฆษก กอ.รมน.” เผยแพร่คลิปวีดีโอสัมภาษณ์ อาจารย์อาลี เสือสมิง นักวิชาการศาสนา และนักประวัติศาสตร์อิสลาม พร้อมข้อความระบุว่า ต้องแยกให้ออกระหว่าง “สิทธิในการเป็นมุสลิม”กับ “สิทธิในการกำหนดรูปแบบการปกครอง”
___

บทสัมภาษณ์ล่าสุดของโฆษก BRN กับสื่อต่างประเทศ ทำให้เห็นภาพข้อเรียกร้องของ BRN ชัดขึ้น

เปิดข้อเสนอ BRN: “ปกครองพิเศษ” หรือเกมต่อรองสู่อำนาจ…

นี่ไม่ใช่เพียงเรื่อง “การปกครองตนเอง” แต่มีการระบุถึงการให้ BRN เข้ามามีอำนาจปกครองพื้นที่ การมีตำรวจและศาลชารีอะห์สำหรับชาวมุสลิม รวมถึงเสนอช่วงเปลี่ยนผ่าน 5–10 ปีที่ BRN จะเป็นผู้บริหาร ก่อนส่งต่ออำนาจให้ประชาชนเลือกผู้ปกครองตามระบอบประชาธิปไตย

ขณะเดียวกัน โฆษก BRN ยังยืนยันกับ AFP ว่า เป้าหมายเดิมเรื่องเอกราชยังคงอยู่

…คนมุสลิมในประเทศไทยมีสิทธิในการนับถือศาสนาและประกอบศาสนกิจอยู่แล้ว

ดังนั้น ต้องแยกให้ออกระหว่าง “สิทธิในการเป็นมุสลิม”กับ “สิทธิในการกำหนดรูปแบบการปกครอง”

สองเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องเดียวกัน

การมีสิทธิในการนับถือศาสนา ไม่ได้แปลว่าจำเป็นต้องมีเขตปกครองพิเศษ และการเป็นมุสลิม ก็ไม่ได้หมายความว่าต้องมีการปกครองด้วยระบบศาสนาอิสลามเป็นเงื่อนไขของการดำรงชีวิตในประเทศไทย

ข้อเสนอของ BRN จึงไม่ถูกต้อง และไม่สามารถนำมาเป็นเครื่องมือในการต่อรอง

เพราะท้ายที่สุด ผู้ที่ได้อำนาจจากการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างการปกครอง อาจไม่ใช่ประชาชนทุกคนในพื้นที่ แต่เป็นเพียง คนบางกลุ่มที่ต้องการมีอำนาจเหนือพื้นที่และผู้คน

__
#.อาจารย์ อาลี เสือสมิง
___
#ทีมโฆษก_กอรมน
#โฆษกBRN

เลือกตั้ง นายก อบจ.นนทบุรี คึกคัก 1,450 หน่วย 6 อำเภอ ประชาชนทยอยใช้สิทธิ

20 กันยายน 2569 เวลา 11:16 น.

ภาพ : ข่าวคนนนท์

ภาพบรรยากาศ การเปิดหน่วยเลือกตั้ง นายก อบจ.นนทบุรี ณ หน่วยเลือกตั้งภายในเขตเทศบาลนครนนทบุรี วันที่ 20 กันยายน 2569

โดยมีผู้สมัครเลือกตั้งซ่อมครั้งนี้ จำนวน 6 คน คือ หมายเลข 1 นายนฤพนธ์ เย็นประเสริฐ หมายเลข 2 พล.อ.นิพนธ์ สีตบุตร หมายเลข 3 นายชุติพนธ์ ปิ่นมณี หมายเลข 4 นายเดชรัต สุขกำเนิด หมายเลข 5 ว่าที่ ร.ต.นนทพันธ์ ปพัฒน์พรเจริญ และหมายเลข 6 นายธามม์ พักตร์บวร

การเลือกตั้งครั้งนี้มีหน่วยเลือกตั้งทั้งหมด 1,450 หน่วย ครอบคลุม 6 อำเภอ ได้แก่ อำเภอเมืองนนทบุรี, บางบัวทอง, ปากเกร็ด, บางใหญ่, บางกรวย และไทรน้อย มีผู้มีสิทธิเลือกตั้งรวม 1,075,971 คน และมีผู้สมัครนายก อบจ.นนทบุรี จำนวน 6 คน

พร้อมจัดเจ้าหน้าที่ประจำหน่วยเลือกตั้ง 13,050 คน เจ้าหน้าที่สนับสนุนการเลือกตั้งอีกนับพันคน รวมถึงชุดเคลื่อนที่เร็ว 6 ชุด เพื่อเตรียมพร้อมให้ความช่วยเหลือหน่วยเลือกตั้ง หากเกิดปัญหาฝนตกหรือไฟฟ้าดับ โดยมีชุดเคลื่อนที่เร็วของ อบจ.นนทบุรี และการไฟฟ้านครหลวงร่วมสนับสนุนการปฏิบัติงาน

เลขาสภาพัฒน์คาดเกณฑ์ควบคุม “ธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์” ได้ข้อสรุป-มีผลเริ่มใช้จริง กลาง ต.ค.นี้

20 กันยายน 2569 เวลา 10:41 น.

วันที่ 20 ก.ย.69 นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) ในฐานะกรรมการและเลขานุการคณะกรรมการนโยบายการประกอบกิจการดาต้าเซ็นเตอร์ฯ เปิดเผยถึงความคืบหน้าการเสนอนำเสนอข้อมูลรายละเอียด เพื่อนำมาประกอบการพิจารณาวางเกณฑ์ควบคุมธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์ ว่า ขณะนี้หน่วยงานต่างๆ ส่งข้อมูลเข้ามาแล้ว อาทิ เรื่องผู้ให้บริการปัจจุบัน เกณฑ์จัดแบ่งขนาดดาต้าเซ็นเตอร์ ค่าเฉลี่ยข้อมูลการใช้ไฟและน้ำ เป็นต้น

ส่วนหลักเกณฑ์เรื่องไฟฟ้า กระทรวงพลังงานจะต้องนำไปดำเนินการว่าจะมีเกณฑ์ควบคุมการใช้ปริมาณเท่าไหร่ ส่วนอัตราค่าไฟมีอยู่แล้วซึ่งจะใช้อัตราค่าไฟสำหรับกลุ่มธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์โดยเฉพาะ

นอกจากนี้จะมีการออกเกณฑ์ควบคุมขนาดของแต่ละประเภท หากเข้าเกณฑ์รูปอุตสาหกรรมก็ต้องไปตั้งอยู่ในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมที่กำหนด โดยจะต้องไม่ให้กระทบภาคครัวเรือน แต่คิดว่าต้าเซ็นเตอร์ระดับไฮเปอร์สเกล ควรกำหนดระดับการใช้ใช้ไฟ 100 เมกะวัตต์ขึ้นไป ส่วนความชัดเจนจะต้องวางเกณฑ์ที่เท่าไหร่นั้น ต้องรอการพิจารณาของบอร์ดฯ ก่อน

เลขาฯสภาพัฒน์ กล่าวว่า ส่วนไทม์ไลน์การดำเนินการหลังครบกำหนดได้ข้อสรุปภายใน 1 เดือน (ประชุมครั้งแรก 4 ก.ย.) เมื่อได้ข้อสรุปข้อมูลรายละเอียดต่างๆ และความต้องการในเรื่องดาต้าเซ็นเตอร์เรียบร้อย จากนั้นจะเข้าสู่กระบวนการร่างนโยบายสำหรับดาต้าเซ็นเตอร์โดยเฉพาะ และจะต้องไปดูว่า มีกลไกการพิจารณาอย่างไรเพื่อไม่ให้กระจัดกระจาย ส่วนหน่วยงานที่จะมาเป็นเจ้าภาพต้องรอข้อสรุปอีกครั้ง

“คาดว่า เกณฑ์ควบคุมธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์ จะสามารถดำเนินการบังคับใช้จริงได้ไม่เกินกลางเดือน ต.ค.นี้ ทุกอย่างต้องเรียบร้อย เพราะขณะนี้หลายฝ่ายรอความชัดเจนเรื่องนี้อยู่” นายดนุชา กล่าว

นายกฯลั่นไม่ปกป้องใคร สั่งทีมงานเช็กรายงาน ทองเจือ ปมสอบท้องถิ่น ลุยส่งเรื่อง ป.ป.ช.-ตร. ย้ำไม่ยอมให้มีการโกง

20 กันยายน 2569 เวลา 10:36 น.

อนุทิน” บอกให้ทีมงานดูรายงาน “ทองเจือ” แล้ว ลั่นไม่ปกป้องคุ้มครองใคร

เมื่อเวลา 08.45 น. ที่ท่าอากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 (บน.6) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีหนังสือตอบกลับจากผบ.ตร. หลังถามความเชื่อมโยงของนายทองเจือ ชาติกิจเจริญ คณะทำงานนายกรัฐมนตรี กับคดีทุจริตสอบข้าราชการท้องถิ่น แต่ยังไม่มีการเปิดเผยข้อมูล ว่า รอให้ถึงเวลา เพราะส่วนนั้นเป็นเรื่องที่ตนถามข้อมูลไป

เมื่อถามต่อว่า ที่เคยบอกว่าเผื่อมีใครมาถามจะได้ตอบถูก วันนี้ยังยึดหลักปิดชื่อถือพฤติกรรมอยู่หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า “ใช่ แน่นอน ไม่ต้องห่วง ไม่งั้นจะถามทำไม” ตนได้ถามอย่างเปิดเผย และมั่นใจจะปราบคนโกงได้

เมื่อถามว่าได้สอบถามนายทองเจือ กรณีที่เกิดขึ้นหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า นายทองเจือ ได้ทำรายงานว่าสิ่งที่มีคนกล่าวหาเขาคืออะไร และเขาได้ทำอย่างไร เมื่อนายทองเจือทำรายงานมาแล้ว ตนก็ให้ทีมงานตรวจสอบว่ามีอะไรที่ผิดหรือไม่ ทีมงานยืนยันไม่มีอะไรผิด ตนบอกว่างั้นต้องขอตรวจสอบประวัติ ทั้งจากตำรวจและ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช. ) แต่ป.ป.ช. ตนไม่ได้ดูแลก็ส่งไปที่ตำรวจก่อน จากนี้ตนจะทำเรื่องส่งไปหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ว่าพบอะไรที่เป็นไปตามข้อกล่าวหา ไม่ใช่นายทองเจือคนเดียว ที่ผ่านมาก็มีมาบ้าง ถ้ามีการเกี่ยวพันกับระบบงานของตน ตนก็จะสอบถามให้เกิดความแน่ใจโดยเป็นการขอแบบมีลายลักษณ์อักษร คนที่ลงนามมาก็ต้องรับผิดชอบอย่างเต็มที่ ตนพยายามที่จะแสดงความโปร่งใสความชัดเจน ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้

เมื่อถามย้ำว่า ต้องดำเนินการให้เกิดความรวดเร็วหรือไม่เนื่องจากเป็นคนใกล้ตัวนายกรัฐมนตรี นายอนุทิน กล่าวว่า ที่ถามไปใช้เวลาไม่เกินหนึ่งสัปดาห์ก็ได้รับคำตอบ ส่วนคำตอบนั้นหากมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาสอบถามตนก็จะพิจารณา แต่อาจจะส่งเป็นคำตอบของตนให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเป็นผู้สรุป ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นแนวทางปิดชื่อถือพฤติกรรมก็ยังมีอยู่ ขอให้พี่น้องประชาชนคลายกังวล ว่าตนจะไปปกป้องคุ้มครองใครในตำแหน่งหน้าที่ที่ตนมี นั่นคือทำให้ตนเองอายุสั้น ไม่มีทางที่จะทำเช่นนั้นเด็ดขาด เมื่อถามย้ำว่าตราบใดที่ยังเป็นรัฐบาลนี้ หากมีการสอบข้าราชการจะไม่มีการโกงใช่หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่าบล็อกได้จากนี้ไปจะไม่มีแน่นอน.

พิสิษฐ์ สวนนักวิชาการ ปมส่งฟ้องฮั้ว สว. ฟันแค่มด ไม่ใช่ระดับช้าง เชื่อ กกต.แจงจบกระบวนการหมดทุกประเด็น

20 กันยายน 2569 เวลา 10:28 น.

“พิสิษฐ์”สวน”นักวิชาการ” ปมส่งฟ้อง”ฮั้ว สว.” ฟันแค่”มด”ไม่ใช่ระดับ”ช้าง” เชื่อ”กกต.”แจงจบกระบวนการหมดทุกประเด็น ไม่กังวลถูกฟ้อง”ศาลฎีกา” มั่นใจกระบวนการยุติธรรม เมิน”ฝ่ายค้าน”พุ่งเป้าใช้คดีเลือกสภาสูงซักฟอกรัฐบาล บอกเป็นเรื่องสภาผู้แทนฯ

20 กันยายน 2569 ที่โรงแรมเมอร์เคียว เกาะช้าง ไฮด์อเวย์ อ.เกาะช้าง จ.ตราด นายพิสิษฐ์ อภิวัฒนาพงศ์ สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ให้สัมภาษณ์กรณีคดีฮั้ว สว. ที่มีนักวิชาการมองคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ฟ้องคดีนี้แค่ระดับมดเท่านั้น ยังไม่ถึงระดับช้างว่า กกต.ชี้แจงทั้ง 7 ประเด็นข้อกล่าวหาชัดเจนแล้ว ช้างอะไรตนไม่ทราบ แต่ผู้ที่เกี่ยวข้องไม่ว่าจะเป็น นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ก็ตาม หรือกรรมการบริหารของพรรคการเมืองต่างๆ ที่ถูกกล่าวหา กกต.ก็ชี้แจงหมดทุกอย่างแล้ว จะบอกว่า เอาบรรทัดฐานอะไร ในเมื่อ กกต.เป็นองค์กรที่มีอำนาจหน้าที่โดยตรง เกี่ยวกับการเลือกสมาชิกวุฒิสภาอยู่แล้ว ตนเชื่อว่าก็คงต้องจบในกระบวนการตรงนั้น

เมื่อถามว่า หลังจากนี้อาจจะมีการใช้โมเดลเหมือน นางแดง กองมา สว.และนายสมพาน พละศักดิ์ สว.ไปยื่นศาลฎีกา และศาลฎีการับคำร้องในความผิดฐานต่างๆ ที่ยังไม่ได้มีการฟ้องผ่าน กกต. สว.จะดำเนินการอย่างไร นายพิสิษฐ์ กล่าวว่า เรื่องนี้เป็นอำนาจหน้าที่ของศาลฎีกาแผนกการเลือกตั้งอยู่แล้ว อีกอย่างเป็นสิทธิของผู้ร้อง หากผู้ร้องต้องการจะร้อง ตนคงไม่สามารถไปห้ามอะไร ใดๆ ได้ เช่นกรณีของนางแดง และนายสมพาน เป็นผู้ถูกร้องที่ 2 และ 3 ผู้ถูกร้องที่ 1 คือทางกกต.ที่ต้องมาชี้แจงจริงๆ ทั้งหมด กกต.ควรออกมาชี้แจงว่าแต่ละกรณีที่มีการออกมาร้องเป็นอย่างไร แต่หากถามตน ส่วนตัวคงตอบไม่ได้ แต่ถ้าจะถาม ต้องไปทาง กกต.คงจะมีคำตอบ

เมื่อถามว่า ไม่กังวลใช่หรือไม่ หากไม่โดนฟ้องในชั้น กกต.แต่จะโดนฟ้องในชั้นศาลฎีกา นายพิสิษฐ์กล่าวว่า ทุกอย่างอยู่ในกระบวนการตามกฎหมายอยู่แล้ว ตนไม่เคยกังวลเรื่องใดๆ ทั้งสิ้น ก่อนหน้านี้เป็นอย่างไร วันนี้ก็เป็นอย่างนั้น เราเชื่อในกระบวนการ ของกฎหมายและกระบวนการการยุติธรรมต่างๆ ซึ่งขณะนี้เราได้รับความเป็นธรรมมาแล้ว แต่ก็ยังไม่หยุด

“ยังไม่จบสักที เพราะจริงๆ แล้วกระบวนการทุกอย่างถ้าเอาตามกฎหมาย ตามหลักประชาธิปไตย ตามรัฐธรรมนูญปี 2560 ควรจะต้องยุติแล้ว แต่หลายๆ คนก็ยังไม่หยุด ผมก็คงไม่สามารถไปห้ามใดๆ ได้” นายพิสิษฐ์ กล่าว

เมื่อถามว่า ฝ่ายค้านจะนำเรื่องฮั้ว สว.เป็นธงในการซักฟอกรัฐบาลด้วย จะมีการติดตามอย่างไรหรือไม่ นายพิสิษฐ์ กล่าวว่า เป็นหน้าที่ของรัฐบาล ตนไม่ทราบ เราอยู่ฝ่ายนิติบัญญัติ เราอยู่กันคนละฝั่งสภาผู้แทนราษฎร เราอยู่สภากลั่นกรองกฎหมาย ส่วนสภาผู้แทนราษฎรก็ต้องไปตอบเองว่าจะเกี่ยวข้องหรือไม่เกี่ยวข้องอย่างไร ตนไม่สามารถตอบแทนได้

เมื่อถามว่า แต่ สว.อาจจะมีการโดนพาดพิง นายพิสิษฐ์ กล่าวว่า เป็นเรื่องธรรมดา เพราะเขาบอกว่าเป็นเรื่องฮั้ว สว. ในเมื่อ กกต.ให้คำวินิจฉัยหมดทุกอย่างแล้วและมีคำตัดสินหมดแล้ว ตนเชื่อว่าทุกอย่างมันเคลียร์หมดแล้ว และมั่นใจว่าทุกฝ่ายน่าจะมีคำตอบให้กับแต่ละฝ่ายได้

อนุทิน ติดตลก บอกหลวงพ่อสำลี ลงยันต์หลังมือ พุทธคุณ กันสื่อถาม

20 กันยายน 2569 เวลา 10:16 น.

20 กันยายน 2569 ที่ท่าอากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ตอบคำถามผู้สื่อข่าวที่ขอดูมือ ที่พระครูสิทธิธรรมวิภัช หรือ หลวงพ่อสำลี รักษาการเจ้าอาวาสวัดราชบูรณะ จังหวัดพิษณุโลก เจิมฝ่ามือและลงยันต์ “นะมะมน มนต์นางพญา” บริเวณหลังฝ่ามือให้

โดยนายอนุทิน หัวเราะ พร้อมลูบหลังมือซ้ายที่ลงยันต์ ก่อนจะบอกว่า “อาบน้ำแล้ว ซึ่งได้ถามพระท่านแล้วว่าอาบน้ำได้”

ผู้สื่อข่าวจึงสอบถามถึงความขลังและพุทธคุณของการเจิมฝ่ามือและลงยันต์คืออะไร นายอนุทิน กล่าวติดตลกว่า “กันผู้สื่อข่าวถาม” ก่อนจะโบกมือพร้อมกล่าวว่า โชคดี และเดินเข้าห้องรับรองของท่าอากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 เพื่อเดินทางไปปฏิบัติภารกิจที่ประเทศญี่ปุ่น , สหรัฐอเมริกา และอังกฤษ ระหว่างวันที่ 20 – 27 ก.ย.

ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวสังเกตเห็นว่า บริเวณหลังมือของนายอนุทิน รอยลงยันต์จางลงจากเดิมที่ถ่ายรูปโพสต์ลง Facebook ส่วนตัว (ข่าวที่เกี่ยวข้อง : สายมูตัวจริง ‘อนุทิน’ ควงภริยา ไหว้ขอพรพระพุทธชินราช เข้ากราบ ‘หลวงพ่อสำลี’ ทำพิธีลงยันต์ฝ่ามือ)

อนุทิน ลั่นจัดเต็มทีม รับมือกัมพูชาหากชงปมชายแดนกลางเวที UNGA81 ย้ำ กต. มั่นใจขั้นตอนเจรจา

20 กันยายน 2569 เวลา 10:05 น.

นายกฯ ลั่น เต็มทีม หากเขมรใช้เวที UNGA81 หยิบเรื่องชายแดนเคลื่อนไหว ระบุ กต.มั่นใจในสิ่งที่ดำเนินการ

เมื่อเวลา 08.45 น.  ที่ท่าอากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 (บน.6) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีหากกัมพูชาใช้เวทีประชุมสมัชชาสหประชาชาติสมัยสามัญ ครั้งที่ 81 (UNGA81) เคลื่อนไหวเรื่องชายแดนไทย – กัมพูชา จะรับมืออย่างไร ว่าเต็มทีมครับ

ทางกระทรวงการต่างประเทศเขามีความมั่นใจในสิ่งที่เราได้ดำเนินการตามขั้นตอน และตามสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ตอนนี้อยู่ในขั้นตอนการเจรจาการประนอมภาคบังคับภายใต้ภายใต้อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล (UNCLOS) ซึ่งเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมานายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรี และรมว.การต่างประเทศ และฝ่ายกัมพูชาได้พบกัน ได้เริ่มรอบแรก โดยฝ่ายไทยได้แสดงท่าทีอย่างชัดเจนว่าท่าทีของเราเป็นอย่างไร

พิสิษฐ์ ตั้ง 5 ข้อสังเกต จับโป๊ะก๊วน สว.สีส้ม 1 วันก่อนเลือกวุฒิสภาปี 67 อัดกลับไม่ใช่ปากบอกประชาธิปไตย แต่พฤติกรรมไม่ใช่

20 กันยายน 2569 เวลา 10:01 น.

“พิสิษฐ์”ตั้ง 5 ข้อสังเกต จับโป๊ะ”ก๊วน สว.สีส้ม” 1 วันก่อนเลือกวุฒิสภาปี 67 จี้ลากเข้าสู่กระบวนการแบบ 138 คน ให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน อัดกลับไม่ใช่ปากบอก”ประชาธิปไตย” แต่พฤติกรรมไม่ใช่

20 กันยายน 2569 ที่โรงแรมเมอร์เคียว เกาะช้าง ไฮด์อเวย์ อ.เกาะช้าง จ.ตราด นายพิสิษฐ์ อภิวัฒนาพงศ์ สมาชิกวุฒิสภา (สว.) กล่าวถึงกรณีเวทีฝ่ายค้านที่ น.ส.นันทนา นันทวโรภาส สว.ไปร่วมงานด้วย และมีการระบุ มีการบอกว่าโดนขุด สีน้ำเงินเอาคืน

ทั้งนี้ นายพิสิษฐ์ ได้ยกการประชุมของผู้สมัครวุฒิสภา ที่ห้องจูปิเตอร์ อิมแพคอารีน่า เมือทองธานี 1 วันก่อนวันเลือก สว.พร้อมกล่าวว่า ตนขอตั้งข้อสังเกต 5 ข้อ คือ

1.น.ส.พรรณิการ์ วานิช โฆษกคณะก้าวหน้า ได้เคยออกมาเปิดเผยว่ามีการเชิญ คระกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เข้าร่วมการประชุมด้วย แต่ก็ไม่แน่ใจว่าเป็นคนไหน เพราะ น.ส.พรรณิการ์ ไม่เคยพูดชื่อออกมา และไม่แน่ใจว่าจะได้ยินคำตอบหรือไม่

2.จากที่ นายเทวฤทธิ์ มณีฉาย สว.ให้สัมภาษณ์ว่า งานวันนั้นไม่ใช่ไอลอว์จัด ตนก็เอะใจในคำตอบ เพราะนายเทวฤทธิ์บอกว่าได้ลงทะเบียนผ่านเว็บไซต์หนึ่งคือ senate67 ซึ่งเป็นโครงการของไอลอว์ จึงมองว่าคำตอบของนายเทวฤทธิ์ย้อนแย้งกันหรือไม่ ซึ่งไม่แน่ใจว่าใครเป็นผู้จัดงานแต่เชื่อว่ามีคนจัดงานแน่นอน

นายพิสิษฐ์ กล่าวต่อว่า 3.งานดังกล่าว เกี่ยวข้องกับการให้ การรับผลประโยชน์หรือไม่ เพราะการจัดงานที่อิมแพคอารีน่า โดยเฉพาะห้องจูปิเตอร์มีค่าใช้จ่าย ซึ่งค่าใช้จ่ายส่วนนี้ทราบมาว่าออกมาเป็นบิลใบเสร็จใบเดียว ซึ่งคนที่ไปในงานวันนั้นบอกว่ามีกล่องบริจาคและใส่เงินบริจาคเข้าไปจึงเกิดคำถามว่าการตั้งกล่องบริจาคเก็บไปเท่าไหร่เก็บไปมากกว่าหรือเก็บไปน้อยกว่า หากเก็บไปมากกว่าใครได้ประโยชน์ ถ้าเก็บน้อยกว่าแสดงว่ามีคนเติมเข้าไปใช่หรือไม่แต่ไม่มีการชี้แจง

4.ก่อนที่จะเข้างานวันนั้นจะต้องลงทะเบียนในsenate67 ก่อน ซึ่งในงานมีการตั้งคำถามถึง ประเด็นมาตรา 112 ส่วนตัวจึงมีคำถามเกิดขึ้นในใจว่าทำไมคนที่จะมาเป็นสมาชิกวุฒิสภาต้องถามประเด็นเหล่านี้ด้วย

“ลองเปิดข้อมูลในไอลอว์ได้เลย จะมีบอกเลยว่าใครตอบคำถามใดบ้างและที่สำคัญไปกว่านั้นถ้าบอกว่าเป็นการประชุมแบบเปิดเผยเปิดเผยจริงหรือไม่ให้ผู้สื่อข่าวเข้าไปทำข่าวพอจะประชุมกันนักข่าวเชิญข้างนอกแล้วเก็บมือถือ จึงเกิดคำถามว่าทำไมต้องเก็บมือถือ ถ้าบริสุทธิ์ใจก็แนะนำตัวกันธรรมดา แต่เท่าที่ผมทราบมามีอะไรมากกว่านั้น” นายพิสิษฐ์ กล่าว

นายพิสิษฐ์ กล่าวต่อว่า 5.ตนถามไปยังผู้เข้าร่วมงานและไม่มีใครตอบตนได้เกี่ยวกับริสแบนด์ 3 สี สีขาว สีเขียว สีฟ้า ใส่เพื่ออะไร ทำไมต้องมี 3 สีหากบริสุทธิ์ใจจะหมายถึง กลุ่มอาชีพก็ต้องเป็น 20 สี 20กลุ่มอาชีพ แต่ทำไมมีเพียงแค่ 3 สี

“แล้วคุณไปดูสีที่นายเทวฤทธิ์ใส่กับสีที่น.ส.นันทนา ใส่เป็นสีเดียวกันแล้วได้เป็นสมาชิกวุฒิสภา ผมก็อยากรู้ว่าคนที่ใส่สีนี้ ทุกคนได้เป็นหรือไม่แล้วถ้าไม่ได้เป็นคนอื่นที่เป็นสีอื่นได้เป็นหรือไม่ก็ไม่มีใครมาชี้แจง แล้วจะมาบอกว่าผมต้องการเรียกร้องอะไร ผมต้องการเรียกร้องให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน กกต.ควรใช้มาตรการเดียวกันกับ ตรวจสอบการฮั้ว สว.ของสมาชิกวุฒิสภา 138 คน ผมขอความเป็นธรรมแค่นั้นเองไม่ได้มีเจตนาที่ให้ทำอะไรนอกเหนือจากนี้ ให้ได้มีระดับการตรวจสอบที่เข้มข้นเดียวกัน” นายพิสิษฐ์ กล่าว

เมื่อถามว่า สว.สีส้ม ไม่ได้ไปให้การกับ กกต.สะท้อนอะไรบ้าง นายพิสิษฐ์ กล่าวว่า สมาชิกวุฒิสภาที่โดนกล่าวหา 138 คน ได้เข้าให้การกับ กกต.อย่างครบถ้วนและได้ให้ข้อมูลอย่างเต็มที่ จึงคิดว่าถ้าบริสุทธิ์ใจก็ควรไปให้การทุกอย่างเหมือนกับที่ทางวุฒิสภา 138 คน ได้ทำ

เมื่อถามว่า จะเดินหน้าอย่างไรต่อหากอีกฝ่ายยังคงเล่นเกมอยู่แบบนี้ นายพิสิษฐ์ กล่าวว่า ประชาธิปไตยของท่าน ที่ท่านพูดท่านไม่ได้พูดอย่างที่ท่านปฏิบัติ ท่านพูดว่าตัวเองเป็นนักประชาธิปไตยแต่เอามวลชนลงทำถนน อย่างนี้เรียกว่าประชาธิปไตยหรือไม่ถ้าเป็นประชาธิปไตยที่พูดจริงก็ต้องใช้กระบวนการ ตามระบบระเบียบตามระบอบประชาธิปไตยตามรัฐธรรมนูญปี 60 ในเมื่อคณะกรรมการการเลือกตั้งมีมติอยู่แล้วส่ง 26 คน ไปศาลฎีกานั่นคือมติของ กกต. กกต.เป็นองค์กรอิสระที่อย่าลืมว่าทุกคนถูกรับรองมาจาก กกต.และรัฐธรรมนูญปี 60 ก็ถูกรับรองจากประชาชน

“คุณต้องเคารพกติกา และก็เคารพกฎหมายเป็นสำคัญ ไม่ใช่ปากบอกประชาธิปไตย แต่พฤติกรรมมันไม่ใช่ อย่างนี้ก็ไม่จบสักที ผมก็ไม่เข้าใจว่าทำไมถึงไม่จบในเมื่อ กกต.ยุติแล้ว และขอเรียกร้องไปยังสื่อมวลชนทุกคน ให้ทุกฝ่ายตรวจสอบในมาตรฐานเดียวกันกับที่ทำกับสมาชิกวุฒิสภา 138 คน ให้เป็นมาตรฐานเดียวกันข้อมูลต่างๆ ก็ขอให้เจาะลึกและเผยแพร่ต่อสาธารณชนต่อประชาชนให้ตรงตามความเป็นจริง” นายพิสิษฐ์ กล่าว