BU จุดประกายนักออกแบบรุ่นใหม่ ผ่านเวที ‘Furniture Design Contest 2026’ โจทย์จริงจากวงการ Healthcare

BU จุดประกายนักออกแบบรุ่นใหม่ ผ่านเวที ‘Furniture Design Contest 2026’ โจทย์จริงจากวงการ Healthcare

BU จุดประกายนักออกแบบรุ่นใหม่ ผ่านเวที ‘Furniture Design Contest 2026’ โจทย์จริงจากวงการ Healthcare

วันพฤหัสบดี ที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

คณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ ร่วมกับ บริษัท แพรคติก้า จำกัด และบริษัท พาเนล พลัส จำกัด จัดการประกวดออกแบบเฟอร์นิเจอร์ระดับมืออาชีพ ภายใต้ชื่อ BU x Practika x Panel Plus: Furniture Design Contest 2026 เปิดพื้นที่ให้นักศึกษาได้ลงมือแก้โจทย์จริงจากภาคอุตสาหกรรม

ปีนี้กำหนดธีมหลักที่ท้าทายและทันสมัยในหัวข้อ “เฟอร์นิเจอร์ Healthcare: ธุรกิจบริการทางการแพทย์และการรักษาพยาบาล” มุ่งให้นักศึกษาออกแบบผลงานที่ไม่เพียงสวยงาม แต่ต้องตอบโจทย์การใช้งานจริงในสภาพแวดล้อมทางการแพทย์ ความพิเศษของการประกวดครั้งนี้คือการมีผู้บริหารและผู้เชี่ยวชาญจากภาคธุรกิจเข้าร่วมด้วย นำโดย พิมภัทรา ทันด่วน Assistant Managing Director บจก.แพรคติก้า และ พักตร์พิมล กัมพลานุวัตร VP of Sales and Marketing บจก.พาเนล พลัส ร่วมถ่ายทอดองค์ความรู้และทำหน้าที่คณะกรรมการตัดสิน เพื่อให้นักศึกษาได้รับ Feedback ที่ใกล้เคียงกับสถานการณ์การทำงานจริงมากที่สุด

โดยผลการตัดสิน ทีมชนะเลิศตกเป็นของผลงาน “แท่นวางสำหรับเครื่องวัดความดันโลหิต” ซึ่งนำเสนอการออกแบบที่ผสานประโยชน์ใช้สอยเข้ากับความเข้าใจในบริบทการแพทย์ได้อย่างโดดเด่น สมาชิกประกอบด้วย น.ส.จินต์จุฑา เพ็ชร์จันทร์, นายพงศกร อ่อนสำลี, น.ส.ปณิดา แซ่หลี่ และนายนุกูล ภิรมย์โพล้ง คว้าทุนการศึกษามูลค่า 20,000 บาท พร้อมประกาศนียบัตร

การประกวดนี้สะท้อนแนวทางการศึกษาของมหาวิทยาลัยกรุงเทพที่มุ่งสร้าง “บัณฑิตพร้อมทำงาน” ผ่านการบูรณาการระหว่างห้องเรียนและภาคธุรกิจอย่างเป็นรูปธรรม พร้อมตอกย้ำความสัมพันธ์ระหว่างสถาบันการศึกษาและภาคอุตสาหกรรม อันเป็นรากฐานสำคัญในการพัฒนาศักยภาพนักออกแบบไทยสู่เวทีระดับสากล

มน.จับมือ 10 สถาบัน MOU รับมือความแปรปรวนของสภาพภูมิอากาศ

มน.จับมือ 10 สถาบัน MOU รับมือความแปรปรวนของสภาพภูมิอากาศ

มน.จับมือ 10 สถาบัน MOU รับมือความแปรปรวนของสภาพภูมิอากาศ

วันพฤหัสบดี ที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

รศ.ดร.ศรินทร์ทิพย์ แทนธานี รักษาราชการแทนอธิการบดีมหาวิทยาลัยนเรศวรมหาวิทยาลัยนเรศวร เป็นประธานในพิธีลงนามบันทึกปฏิบัติงานร่วมกับ เกษตรและสหกรณ์จังหวัดสุโขทัย สำนักงานวิจัยและพัฒนาการเกษตร เขตที่ 2 ศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวพิษณุโลก ศูนย์วิจัยข้าวพิษณุโลก เกษตรจังหวัดสุโขทัย ศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวสุโขทัย เกษตรและสหกรณ์จังหวัดพิษณุโลก เกษตรจังหวัดพิษณุโลก  สำนักงานชลประทานที่ 3 และเกษตรอำเภอบางระกำ เพื่อขับเคลื่อนการจัดตั้งและส่งเสริมแปลงปฏิบัติการเชิงพื้นที่หลัก และแปลงขยายผล ภายใต้แผนปฏิบัติการป้องกันและแก้ไขผลกระทบสิ่งแวดล้อมและติดตามตรวจสอบผลกระทบสิ่งแวดล้อม ปีงบประมาณ พ.ศ.2569 โดยใช้เงินงบประมาณสนับสนุน Co-Finance ซึ่งอยู่ในกิจกรรมของผลผลิตที่ 3 ภายใต้โครงการเสริมสร้างความสามารถในการรับมือต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในลุ่มน้ำของประเทศไทย ด้วยการบริหารจัดการน้ำที่มีประสิทธิภาพและการเกษตรแบบยั่งยืน ณ ห้องนเรศวร 304 อาคารสำนักงานอธิการบดี ชั้น 3 มหาวิทยาลัยนเรศวร

รศ.ดร.ศรินทร์ทิพย์ แทนธานี รักษาราชการแทนอธิการบดีมหาวิทยาลัยนเรศวร กล่าวว่า การลงนามในครั้งนี้ เพื่อลดความผันผวนของการดำรงชีพของเกษตรกร โดยการเสริมสร้างศักยภาพในการปรับตัวของท้องถิ่นและเพิ่มการเข้าถึงแหล่งเงินทุน ซึ่งโครงการดังกล่าว เกิดจากความร่วมมือระหว่างกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กับสำนักงานโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (UNDP) ร่วมกับกรมชลประทาน โดยได้รับการสนับสนุนเงินช่วยเหลือแบบให้เปล่าจากกองทุนภูมิอากาศสีเขียว (Green Climate Fund: GCF) ซึ่งถือเป็นกลไกและฟันเฟืองสำคัญในการสนับสนุนให้เกษตรกร รวมถึงชุมชนในพื้นที่ลุ่มน้ำยมและลุ่มน้ำน่าน สามารถตั้งรับ ปรับตัว และพร้อมรับมือต่อความแปรปรวนของสภาพภูมิอากาศได้อย่างมีประสิทธิภาพ

“นับเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญในการบูรณาการองค์ความรู้ ทรัพยากร บุคลากร และศักยภาพของทุกภาคส่วน เพื่อร่วมกันสนับสนุนให้เกษตรกรสามารถพัฒนาระบบการผลิตที่เท่าทันต่อสถานการณ์ปัจจุบัน ช่วยลดความเสี่ยงจากภัยธรรมชาติ ลดต้นทุนการผลิต ตลอดจนเพิ่มประสิทธิภาพและคุณภาพของสินค้าเกษตร อันจะนำไปสู่ความมั่นคงในวิถีชีวิตและการพัฒนาที่ยั่งยืน ผ่านการเสริมสร้างองค์ความรู้ เทคโนโลยี การจัดการระบบการผลิต ตลอดจนการเข้าถึงแหล่งเงินทุนและตลาด โดยอาศัยการมีส่วนร่วมของภาคีเครือข่ายในพื้นที่อย่างแท้จริง” รศ.ดร.ศรินทร์ทิพย์ กล่าว

สกู๊ปพิเศษ : สทน. ต่อยอดเทคโนโลยีนิวเคลียร์ พัฒนา ‘บึงประดิษฐ์’ กำจัดโลหะหนัก ฟื้นฟูแหล่งน้ำอย่างยั่งยืน

สกู๊ปพิเศษ : สทน. ต่อยอดเทคโนโลยีนิวเคลียร์ พัฒนา ‘บึงประดิษฐ์’ กำจัดโลหะหนัก ฟื้นฟูแหล่งน้ำอย่างยั่งยืน

สกู๊ปพิเศษ : สทน. ต่อยอดเทคโนโลยีนิวเคลียร์ พัฒนา ‘บึงประดิษฐ์’ กำจัดโลหะหนัก ฟื้นฟูแหล่งน้ำอย่างยั่งยืน

วันพฤหัสบดี ที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

สถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ สทน. นำเสนอผลงานวิจัยเรื่อง “การเพิ่มประสิทธิภาพพืชบำบัดโลหะหนักด้วยเทคโนโลยีนิวเคลียร์” ภายในงานมหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ ประจำปี 2569 (Thailand Research Expo 2026) โดยเป็นผลงานวิจัยที่มุ่งแก้ไขปัญหาการปนเปื้อนโลหะหนักในแหล่งน้ำจากบ่อเหมืองร้าง ผ่านการพัฒนาระบบ “บึงประดิษฐ์” (Constructed Wetland) ร่วมกับการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีนิวเคลียร์และเทคนิควิเคราะห์ขั้นสูง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการฟื้นฟูคุณภาพน้ำและสร้างต้นแบบที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้จริง

จุดเริ่มต้นของงานวิจัยเกิดจากการสำรวจคุณภาพน้ำในบ่อเหมืองร้าง ซึ่งเป็นแหล่งน้ำขนาดใหญ่ที่หลงเหลืออยู่หลังการปิดกิจการเหมือง ในช่วงที่เกิดภาวะขาดแคลนน้ำ ประชาชนและเกษตรกรในพื้นที่ได้นำน้ำจากบ่อดังกล่าวมาใช้ในการอุปโภคบริโภคและการเกษตร ส่งผลให้เกิดอาการแพ้และผื่นคันในบางราย จึงมีการตรวจสอบคุณภาพน้ำอย่างละเอียด

ผลการวิเคราะห์พบว่า น้ำในบ่อเหมืองมีค่าความเป็นกรดสูงและมีการปนเปื้อนของโลหะหนัก โดยเฉพาะ “แมงกานีส” (Manganese: Mn) ซึ่งหากมีการสะสมในปริมาณสูงเป็นเวลานาน อาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชน ตลอดจนระบบนิเวศและทรัพยากรน้ำในพื้นที่

รศ.ดร.ธวัชชัย อ่อนจันทร์ ผู้อำนวยการ สทน. กล่าวว่า งานวิจัยชิ้นนี้เป็นตัวอย่างที่สะท้อนให้เห็นว่า เทคโนโลยีนิวเคลียร์ไม่ได้มีบทบาทเฉพาะด้านพลังงานหรือการวิจัยพื้นฐานเท่านั้น แต่ยังสามารถเป็นเครื่องมือสำคัญในการศึกษาสิ่งแวดล้อมและการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติ เทคโนโลยีนิวเคลียร์ช่วยให้นักวิจัยสามารถวิเคราะห์และติดตามการสะสมของโลหะหนักได้อย่างแม่นยำ ทำให้เราสามารถพัฒนาระบบบึงประดิษฐ์ที่มีประสิทธิภาพสูงขึ้น และนำไปสู่แนวทางการฟื้นฟูแหล่งน้ำที่ปลอดภัย เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และสามารถประยุกต์ใช้ได้จริงในพื้นที่ต่างๆของประเทศ

หัวใจสำคัญของงานวิจัยคือการพัฒนาระบบ “บึงประดิษฐ์” (Constructed Wetland) ซึ่งเป็นระบบบำบัดน้ำตามธรรมชาติที่ออกแบบขึ้นเพื่ออาศัยกระบวนการทางชีวภาพร่วมกับพืชน้ำในการดูดซับ กักเก็บ และลดปริมาณสารปนเปื้อนในน้ำ ก่อนปล่อยกลับคืนสู่สิ่งแวดล้อม โดยทีมวิจัยได้คัดเลือกพืชน้ำที่มีศักยภาพในการดูดซับโลหะหนักจำนวน 6 ชนิด ได้แก่ บัวอเมซอน กก พุทธรักษา สาหร่ายหางกระรอก ผักตบชวา และจอกแหน เพื่อนำมาศึกษาประสิทธิภาพในการบำบัดน้ำปนเปื้อนโลหะหนัก

ดร.วลีพร​ พงค์เกื้อ​ หัวหน้าทีมวิจัย เปิดเผยว่า ความโดดเด่นของงานวิจัยนี้อยู่ที่การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีนิวเคลียร์และเทคนิควิเคราะห์ขั้นสูง เพื่อศึกษาและติดตามพฤติกรรมของโลหะหนักภายในระบบบึงประดิษฐ์ได้อย่างละเอียด โดยใช้เทคนิค Neutron Activation Analysis (NAA) ร่วมกับเทคนิค Inductively Coupled Plasma–Optical Emission Spectrometry (ICP-OES) และ Stable Isotope Ratio Analysis (SIRA) ในการวิเคราะห์การดูดซับ การเคลื่อนย้าย และการสะสมของโลหะหนักภายในส่วนต่างๆของพืช

การศึกษาดังกล่าวช่วยให้สามารถประเมินศักยภาพของพืชแต่ละชนิดได้อย่างแม่นยำ ระบุได้ว่าพืชชนิดใดมีความเหมาะสมต่อการนำมาใช้ในระบบบึงประดิษฐ์สำหรับการบำบัดน้ำปนเปื้อนโลหะหนัก และสามารถออกแบบระบบบำบัดน้ำให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้นบนพื้นฐานข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ที่เชื่อถือได้ ผลการวิจัยจะนำไปสู่การพัฒนาต้นแบบระบบบึงประดิษฐ์สำหรับฟื้นฟูแหล่งน้ำที่ปนเปื้อนโลหะหนักจากเหมืองร้าง รวมถึงสามารถประยุกต์ใช้กับแหล่งน้ำที่ได้รับผลกระทบจากกิจกรรมอุตสาหกรรมและพื้นที่เสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อมอื่นๆ ช่วยลดผลกระทบต่อชุมชน ลดความเสี่ยงด้านสุขภาพและเพิ่มความมั่นคงด้านทรัพยากรน้ำของประเทศในระยะยาว

ผลงานวิจัยชิ้นนี้สะท้อนบทบาทของ สทน. ในการนำเทคโนโลยีนิวเคลียร์มาสนับสนุนการพัฒนานวัตกรรมด้านสิ่งแวดล้อม และยืนยันถึงศักยภาพของวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีนิวเคลียร์ในการสร้างประโยชน์ต่อสังคม ผ่านการพัฒนาองค์ความรู้และนวัตกรรมที่ตอบโจทย์ปัญหาของประเทศอย่างเป็นรูปธรรม ภายใต้แนวคิด “จากวิทยาศาสตร์นิวเคลียร์สู่การนำไปใช้ประโยชน์ได้อย่างเป็นรูปธรรม”

วว.จับมือเครือข่ายเกษตรกร ยกระดับการผลิตดาวเรืองคุณภาพสูงด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม

วว.จับมือเครือข่ายเกษตรกร ยกระดับการผลิตดาวเรืองคุณภาพสูงด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม

วว.จับมือเครือข่ายเกษตรกร ยกระดับการผลิตดาวเรืองคุณภาพสูงด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม

วันพฤหัสบดี ที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) ร่วมกับ บจก.โฮมซีดเมล็ดพันธุ์ บจก.สยามคูโบต้าคอร์ปอเรชั่น ขับเคลื่อนการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมสมัยใหม่เพื่อพัฒนาการผลิตดาวเรืองคุณภาพสูง ภายใต้การดำเนิน “ศูนย์กลางองค์ความรู้เทคโนโลยีและนวัตกรรมด้านไม้ดอกไม้ประดับ (Floriculture Innovation Hub)” เพื่อยกระดับขีดความสามารถของเกษตรกรไทย และสร้างความมั่นคงด้านการผลิตไม้ดอกเชิงพาณิชย์อย่างยั่งยืน 

โครงการดังกล่าวได้รับการสนับสนุนงบประมาณจาก สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) โดยมี ผศ. ดร.ณัฐพงค์ จันจุฬา นักวิจัย ศูนย์เชี่ยวชาญนวัตกรรมเกษตรสร้างสรรค์ วว. ในฐานะหัวหน้าศูนย์กลางองค์ความรู้เทคโนโลยีและนวัตกรรมด้านไม้ดอกไม้ประดับ และหัวหน้าโครงการวิจัยการพัฒนาศักยภาพชุมชนต้นแบบระดับภูมิภาคในการจัดการน้ำและแปลงไม้ดอกเชิงพาณิชย์อย่างยั่งยืน บูรณาการความร่วมมือระหว่างหน่วยงานวิจัย ภาคเอกชน ผู้ประกอบการ และเกษตรกร เพื่อพัฒนาระบบการผลิตดาวเรืองคุณภาพสูงแบบครบวงจร ตั้งแต่การคัดเลือกพันธุ์ การผลิตต้นกล้ามาตรฐาน การจัดการแปลงปลูก การใช้เครื่องจักรกลการเกษตรสมัยใหม่ ตลอดจนการวางแผนการผลิตให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด

นอกจากนี้ยังได้รับความร่วมมือจากผู้ประกอบการและผู้รับซื้อดอกไม้รายใหญ่จากปากคลองตลาด ซึ่งเข้ามามีส่วนร่วมในการวางแผนการผลิตและกำหนดมาตรฐานคุณภาพผลผลิต เพื่อให้เกษตรกรสามารถผลิตดอกดาวเรืองได้ตรงตามความต้องการของตลาด ทั้งด้านคุณภาพ สี ขนาด และช่วงเวลาการจำหน่าย ช่วยลดความเสี่ยงด้านการตลาดและเพิ่มรายได้ให้แก่เกษตรกรอย่างเป็นรูปธรรม

ความร่วมมือดังกล่าวนับเป็นก้าวสำคัญของการเชื่อมโยงงานวิจัย เทคโนโลยีและนวัตกรรม สู่การใช้ประโยชน์จริงในภาคการผลิต สร้างต้นแบบการพัฒนาอุตสาหกรรมไม้ดอกไม้ประดับไทยที่มีประสิทธิภาพ สามารถแข่งขันได้ในระดับประเทศและนานาชาติ พร้อมยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกรและสร้างมูลค่าเพิ่มให้เศรษฐกิจชุมชนอย่างยั่งยืน

เปิดตัว 61 เด็กไทย 12 สาขา ลุยแข่งโอลิมปิกวิชาการ 2569

เปิดตัว 61 เด็กไทย 12 สาขา ลุยแข่งโอลิมปิกวิชาการ 2569

เปิดตัว 61 เด็กไทย 12 สาขา ลุยแข่งโอลิมปิกวิชาการ 2569

วันพุธ ที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 19.37 น.

เปิดตัว 61 เด็กไทย 12 สาขา ลุยแข่งโอลิมปิกวิชาการ 2569 -ศธ.-สอวน.-สสวท. ผนึกกําลังปั้นเยาวชนศักยภาพสูง ขับเคลื่อนประเทศสู่สากล

1 กรกฎาคม 2569 นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) แถลงข่าวเปิดตัวคณะผู้แทนประเทศไทยไปแข่งขันคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์โอลิมปิกระหว่างประเทศ ประจำปี 2569 โดยมี ศาสตราจารย์กิตติคุณ นายแพทย์จรัส สุวรรณเวลา รองประธานมูลนิธิส่งเสริมโอลิมปิกวิชาการและพัฒนาวิทยาศาสตร์ศึกษา ในพระอุปถัมภ์สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ (มูลนิธิ สอวน.)  และรองศาสตราจารย์ ดร.ธีระเดช เจียรสุขสกุล ผู้อำนวยการ สสวท. นายพิเชฐ โพธิ์ภักดี เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) พร้อมด้วยผู้บริหารกระทรวงศึกษาธิการ ผู้แทนหน่วยงาน คณะอาจารย์ และนักเรียนตัวแทนประเทศไทย จำนวน 12 สาขาวิชา รวม 61 คน เข้าร่วม ณ ห้องประชุมหม่อมหลวงปิ่น มาลากุล ชั้น 3 อาคารรัชมังคลาภิเษก กระทรวงศึกษาธิการ

โดยนายประเสริฐ เน้นย้ำนโยบายการศึกษาที่ให้โอกาสและบ่มเพาะผู้เรียนตามศักยภาพ ซึ่งมีความสำคัญในการพัฒนากำลังคนที่มีสมรรถนะสูงของประเทศ ให้ประเทศพร้อมรับมือกับโลกที่ผันผวน และยืนยันว่าโอลิมปิกวิชาการ เป็นโครงการที่กระตุ้นให้เยาวชนได้พัฒนาตนเองต่อไปให้ทัดเทียมกับนานาประเทศ 

”การไปเข้าร่วมแข่งขันโอลิมปิกวิชาการของเยาวชนไทยที่ผ่านมาก็สามารถคว้ารางวัลสำคัญๆกลับมาได้หลายรางวัล  การไปแข่งขันโอลิมปิกวิชาการครั้งนี้ ก็ขอให้ตัวแทนประเทศไทยใช้ความรู้ความสามารถให้เต็มที่ ก็ขอเป็นกำลังใจและขออวยพรให้ตัวแทนประเทศไทยคว้าชัยกลับมาเป็นของขวัญให้ประเทศ และร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนประเทศต่อไป“

ด้านศาสตราจารย์กิตติคุณ นายแพทย์จรัส สุวรรณเวลา รองประธานมูลนิธิ สอวน. ยืนยันพันธกิจของมูลนิธิ สอวน. ในการยกระดับมาตรฐานการศึกษาด้านวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และเทคโนโลยี ผ่านการดำเนินงานของศูนย์ สอวน. ที่กระจายอยู่ทั่วประเทศ 14 แห่ง และใน กรุงเทพฯ 5 แห่ง ซึ่งให้นักเรียนในจังหวัดต่างๆ และพื้นที่ห่างไกล ได้เข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของเส้นทางโอลิมปิกวิชาการ ให้ได้รับการพัฒนาตามศักยภาพของตนเอง ขอให้กำลังใจนักเรียนผู้แทนประเทศไทย ให้มองไปไกลกว่าเหรียญรางวัล ไปสู่การต่อยอดด้านความรู้ สร้างประสบการณ์ชีวิต และให้พัฒนาตนเองอย่างไม่สิ้นสุด

ขณะที่ รองศาสตราจารย์ ดร.ธีระเดช เจียรสุขสกุล ผู้อำนวยการ สสวท. กล่าวถึงความพร้อมของผู้แทนประเทศไทยฯ และยืนยันว่า สสวท. ยังคงมุ่งมั่นพัฒนาคุณภาพการศึกษาด้านวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และเทคโนโลยีของประเทศ ให้ครอบคลุมสำหรับนักเรียนทุกกลุ่ม และยังคงพัฒนาหลักสูตร สื่อการเรียนรู้และพัฒนาครูอย่างต่อเนื่อง พร้อมขอบคุณเบื้องหลังผู้มีส่วนสนับสนุนโครงการนี้มาโดยตลอด รวมถึงการร่วมสร้างสิ่งแวดล้อมที่จะทำให้ผู้แทนประเทศไทยได้รับการพัฒนา ให้เป็นผู้นำทางการศึกษา วิจัย นวัตกรรม และกลับมาเป็นกำลังสำคัญของประเทศต่อไป 

ทั้งนี้ ในปี 2569 มีนักเรียนที่ได้รับการคัดเลือกเป็นผู้แทนประเทศไทยเดินทางไปแข็งขัน คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์โอลิมปิกระหว่างประเทศ ประจำปี 2569 จำนวน 12 สาขาวิชา ได้แก่ คณิตศาสตร์ คอมพิวเตอร์ เคมี ชีววิทยา ฟิสิกส์ ดาราศาสตร์และฟิสิกส์ดาราศาสตร์ วิทยาศาสตร์โลกและอวกาศ ภูมิศาสตร์ ภาษาศาสตร์ ดาราศาสตร์และฟิสิกส์ดาราศาสตร์ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น วิทยาศาสตร์ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น และโครงการ Asian Science Camp รวมจำนวน 61 คน ที่จะเข้าร่วมการแข่งขันทั้งในและต่างประเทศ ตั้งแต่เดือนกรกฎาคม – พฤศจิกายน นี้

โอลิมปิกวิชาการไม่ได้สิ้นสุดที่เหรียญทอง แต่เป็นการพัฒนาศักยภาพของเด็กไทย และเป็นจุดเริ่มของการบ่มเพาะกำลังคนด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของชาติ ขอเชิญร่วมเป็นแรงใจให้กับนักเรียนผู้แทนประเทศไทย ได้มุ่งมั่น สร้างสรรค์ แก้ปัญหา บนเวทีโอลิมปิกวิชาการระหว่างประเทศ ประจำปี พ.ศ. 2569 โดยสามารถติดตามความเคลื่อนไหว ผลการแข่งขัน และร่วมส่งแรงใจเชียร์ได้ผ่านทางเว็บไซต์ www. ipst.ac.th หรือเพจเฟซบุ๊ก “Olympic IPST” และสื่อประชาสัมพันธ์ของ ศธ., สสวท. และมูลนิธิ สอวน.

อธ.อัยการภ.4 เปิดนิทรรศการน้อมรำลึกพระกรุณาธิคุณ พระองค์ภา เปิดชมห้องทรงงาน

อธ.อัยการภ.4 เปิดนิทรรศการน้อมรำลึกพระกรุณาธิคุณ พระองค์ภา เปิดชมห้องทรงงาน

อธ.อัยการภ.4 เปิดนิทรรศการน้อมรำลึกพระกรุณาธิคุณ พระองค์ภา เปิดชมห้องทรงงาน

วันพุธ ที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 16.03 น.

อธ.อัยการภาค4 เป็นประธานเปิดนิทรรศการน้อมรำลึกพระกรุณาธิคุณ ”พระองค์ภา“เปิดชมห้องทรงงานที่สนง.อัยการจ.อุดรธานีให้ ปชช.เรียนรู้พระกรณียกิจ ด้านกฎหมายกระบวนการยุติธรรม

วันที่ 1 กรกฎาคม 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 30 มิถุนายนที่ผ่านมา สำนักงานอัยการจังหวัดอุดรธานี โดยนายประยุทธ เพชรคุณ อธิบดีอัยการภาค 4 เป็นประธานใน
พิธีเปิดนิทรรศการน้อมรำลึกในพระกรุณาธิคุณ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา 

โดยมี นายราชันย์ ซุ้นหั้ว ผู้ว่าราชการจังหวัดอุดรธานี พ.ต.ต.สันติ มุริจันทร์ อัยการจังหวัดอุดรธานี พร้อมด้วยผู้บริหารบุคลากรสำนักงานอัยการ และหัวหน้าส่วนราชการ เข้าร่วมพิธีอย่างพร้อมเพรียง

ภายในงานได้จัดแสดงนิทรรศการพระราชประวัติ พระราชกรณียกิจด้านกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม รวมถึง ห้องทรงงานและโต๊ะทรงงาน ซึ่งพระองค์เคยทรงใช้ระหว่างทรงปฏิบัติหน้าที่ในฐานะอัยการผู้ช่วยจังหวัดอุดรธานีและรองอัยการจังหวัดอุดรธานี ระหว่างปี2551-2553 ซึ่งนับเป็นสำนักงานอัยการแห่งแรกที่พระองค์ทรงเลือกเป็นสถานที่ทรงงาน 

นายประยุทธ เพชรคุณ กล่าวว่า สำนักงานอัยการจังหวัดอุดรธานี เป็น 1 ใน 6 แห่งของประเทศที่จัดนิทรรศการน้อมรำลึกในพระกรุณาธิคุณ เพื่อเผยแพร่พระราชกรณียกิจด้านกฎหมาย การคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชน ตลอดจนการส่งเสริมการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรม พร้อมเปิดโอกาสให้ประชาชน เยาวชน และผู้สนใจ ได้เรียนรู้และชาบซึ้งในพระวิริยะอุตสาหะและพระราชปณิธานในการทรงงานเพื่อประโยชน์สุขของประชาชน
ทั้งนี้ สำนักงานอัยการจังหวัดอุดรธานี เปิดให้นักเรียน นักศึกษา และประชาชนทั่วไป เข้าชมนิทรรศการได้ในวันและเวลาราชการ ตั้งแต่ เวลา 09.00-15.00 น.

ศธ. ผนึกกรมราชทัณฑ์ เปิดห้องเรียนในเรือนจำ สร้างวุฒิ เพิ่มโอกาสหลังพ้นโทษ

ศธ. ผนึกกรมราชทัณฑ์ เปิดห้องเรียนในเรือนจำ สร้างวุฒิ เพิ่มโอกาสหลังพ้นโทษ

ศธ. ผนึกกรมราชทัณฑ์ เปิดห้องเรียนในเรือนจำ สร้างวุฒิ เพิ่มโอกาสหลังพ้นโทษ

วันพุธ ที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 15.04 น.

 ศธ. ผนึกกรมราชทัณฑ์ เปิดห้องเรียนในเรือนจำ สร้างวุฒิ เพิ่มโอกาสหลังพ้นโทษ

1 กรกฎาคม 2569 เวลา 10.00 น. นายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานฝ่ายกระทรวงศึกษาธิการกล่าวเปิด พิธีลงนามบันทึกความเข้าใจความร่วมมือ (MOU) การจัด ส่งเสริม และสนับสนุนการเรียนรู้ตลอดชีวิต การเรียนรู้เพื่อการพัฒนาตนเอง และการเรียนรู้เพื่อคุณวุฒิตามระดับ ระหว่างกรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) กับกรมราชทัณฑ์ โดยมี อธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ ปลัดกระทรวงยุติธรรม อธิบดีกรมราชทัณฑ์ ผู้บริหาร และคณะทำงาน เข้าร่วมงานอย่างพร้อมเพรียง เพื่อประกาศเจตนารมณ์ร่วมกันในการขยายโอกาสทางการศึกษาไปสู่เรือนจำและทัณฑสถาน ณ ห้องมหกรรม ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาการเรียนรู้ทางวิทยาศาสตร์ ท้องฟ้าจำลองกรุงเทพ

นายอัครนันท์ กล่าวว่า การลงนามครั้งนี้ไม่ใช่แค่พิธีการทางราชการ แต่คือการประกาศจุดยืนร่วมกันว่าจะใช้การศึกษาเป็นเครื่องมือคืนโอกาสและพัฒนาศักยภาพคน ถึงแม้กำแพงจะจำกัดพื้นที่ทางกาย แต่ต้องไม่จำกัดโอกาสทางปัญญาและความหวังในการเริ่มต้นชีวิตใหม่ กระทรวงศึกษาธิการมุ่งลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา ให้ทุกคนเข้าถึงการเรียนรู้ที่มีคุณภาพอย่างทั่วถึงและเป็นธรรม สอดคล้องกับ พ.ร.บ. ส่งเสริมการเรียนรู้ พ.ศ. 2566 ที่วางกรอบการเรียนรู้ยืดหยุ่น 3 รูปแบบหลัก ทั้งการเรียนรู้ตลอดชีวิต การเรียนรู้เพื่อการพัฒนาตนเอง และการเรียนรู้เพื่อคุณวุฒิตามระดับ ซึ่งนายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ให้ความสำคัญและผลักดันมาโดยตลอด

รมช.ศธ. กล่าวอีกว่า ผู้ต้องขังและผู้พ้นโทษเป็นกลุ่มที่ควรได้รับโอกาสทางการเรียนรู้อย่างเท่าเทียม เพื่อฟื้นฟูศักยภาพ สร้างทักษะชีวิต ทักษะอาชีพ และความมั่นใจก่อนกลับสู่ครอบครัวและสังคม ความร่วมมือระหว่าง สกร. กับกรมราชทัณฑ์ครั้งนี้จึงเชื่อมโยงงานด้านการศึกษาเข้ากับการพัฒนาพฤตินิสัยอย่างเป็นรูปธรรม โดย สกร. จะนำระบบการเรียนรู้ที่ยืดหยุ่นและเหมาะกับบริบทเข้ามาใช้ ให้การศึกษาเป็นสะพานให้ผู้เรียนในเรือนจำสามารถเรียนจบได้ตั้งแต่ระดับพื้นฐานไปจนถึงปริญญา ทั้งนี้ความสำเร็จของความร่วมมือนี้จะไม่วัดจากจำนวนกิจกรรมหรือผู้เข้าร่วม แต่วัดจากการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นจริงกับชีวิตผู้เรียนและสังคมไทย บนพื้นฐานความเสมอภาคและคุณค่าความเป็นมนุษย์

นายอัครนันท์ กล่าวทิ้งท้ายว่า กระทรวงศึกษาธิการพร้อมสนับสนุนการทำงานร่วมกับกระทรวงยุติธรรม กรมราชทัณฑ์ เพื่อผลักดันให้บันทึกความเข้าใจฉบับนี้เกิดผลสำเร็จเป็นรูปธรรมตลอดระยะเวลา 3 ปีนับจากนี้ โดยมุ่งหวังให้เกิดประโยชน์สูงสุดในการสร้างคนที่มีคุณภาพ มั่นคงทั้งจิตใจและวุฒิการศึกษา กลับคืนสู่สังคมและเติบโตเป็นกำลังสำคัญของประเทศต่อไป

เผยโฉมดีไซน์ห้องพัก ‘Atmoz Kanaal รังสิต’ จากฝีมือนักศึกษา สู่พื้นที่อยู่อาศัยที่เข้าใจคนรุ่นใหม่

เผยโฉมดีไซน์ห้องพัก ‘Atmoz Kanaal รังสิต’ จากฝีมือนักศึกษา สู่พื้นที่อยู่อาศัยที่เข้าใจคนรุ่นใหม่

เผยโฉมดีไซน์ห้องพัก ‘Atmoz Kanaal รังสิต’ จากฝีมือนักศึกษา สู่พื้นที่อยู่อาศัยที่เข้าใจคนรุ่นใหม่

วันพุธ ที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

เพราะคนที่เข้าใจ Gen Z ที่สุดคือคน Gen Z ด้วยกัน “แอสเซทไวส์” (AssetWise) ร่วมกับคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต เปิดพื้นที่แห่งโอกาสให้คนรุ่นใหม่ ได้ต่อยอดไอเดียและเปลี่ยนภาพในจินตนาการให้กลายเป็นจริงใน “โครงการแอทโมซ คาแนล รังสิต” (Atmoz Kanaal Rangsit) ซึ่งเป็นโครงการสร้างเสร็จใหม่พร้อมเข้าอยู่ ที่เปิดสนามให้นักศึกษากว่า 129 คน ได้ร่วมดีไซน์และคราฟท์สเปซจากอินไซต์ สู่พื้นที่อยู่อาศัยที่ตอบโจทย์และเข้าถึงใจคนรุ่นใหม่

น.ส.พชร ประพันธ์วัฒนะ กรรมการผู้จัดการอาวุโส กลุ่มธุรกิจอสังหาริมทรัพย์คอนโดมิเนียม ASW กล่าวว่า แอสเซทไวส์ได้คัดเลือกผลงานเด่นจาก 2 นักศึกษา มาเนรมิตพื้นที่เป็นห้องตัวอย่างจริง 2 สไตล์ ได้แก่ ตอบโจทย์มัลติไลฟ์สไตล์ ผ่อนคลายไปกับดีไซน์ “Soft Minimal” โดย มะนาว-ภัทรธิดา รักไทย นักศึกษาชั้นปีที่ 3 คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ ม.รังสิต เล่าถึงแนวคิดการตกแต่งครั้งนี้ว่า โครงการ Atmoz Kanaal รังสิต อยู่ใกล้กับมหา’ลัย กลุ่มผู้อยู่อาศัยส่วนใหญ่จึงเป็นคนรุ่นใหม่ที่เพิ่งเรียนจบและนักศึกษา ซึ่งบางคนมีไลฟ์สไตล์เรียนไปด้วยทำงานไปด้วย ห้องพักของคน Gen Z จึงต้องรองรับทั้งการเรียน การทำงาน และที่สำคัญคือต้องเป็นพื้นที่ฮีลใจ ช่วยผ่อนคลายความเหนื่อยล้าหลังกลับจากเรียนหรือทำงานมาทั้งวัน

ไฮไลต์เด่นของห้อง 1 Bedroom Extra จึงอยู่ที่ Living Zone สเปซที่ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์มัลติไลฟ์สไตล์ของชาว Gen Z ได้อย่างลงตัว ทั้งใช้เรียน ทำงาน พูดคุยกับเพื่อน และพักผ่อนรวมอยู่ในพื้นที่เดียว โดยเลือกตกแต่งสไตล์ Soft Minimal ที่เน้นความโปร่งโล่ง ใช้สีเอิร์ธโทนละมุนตา กับเฟอร์นิเจอร์รูปทรงโค้งมนน้อยชิ้น ไม่ต้องเคลื่อนย้ายบ่อย เหมาะอย่างยิ่งสำหรับผู้หญิงที่อยู่อาศัยคนเดียว เช่นเดียวกับในห้องนอนที่เน้นตกแต่งด้วยสีเบจและโคมไฟ Warm Light เพื่อสร้างบรรยากาศที่ผ่อนคลายและเป็นตัวเอง

นอกจากนี้ การจัดเลย์เอาต์แบ่งโซนเป็นสัดส่วนอย่างการมีประตูกั้นห้องครัวเพื่อลดปัญหากลิ่นรบกวนภายในห้อง ก็ถือเป็นฟังก์ชันที่ตอบโจทย์พฤติกรรมการอยู่อาศัยจริง และอีกหนึ่งเทรนด์สำคัญที่เป็นไลฟ์สไตล์ของกลุ่ม Gen Z คือ การมีมุมถ่ายรูปสวยๆในห้องพักไว้อัปเดตลง IG Story ซึ่งจุดนี้ตนมองว่า การดีไซน์สเปซให้ดูโปร่งโล่ง กับการจัดวางแสงไฟที่เหมาะสม ก็เป็นอีกกิมมิคที่ตอบโจทย์คนรุ่นใหม่ได้ดี

สะท้อนตัวตนที่แตกต่าง ผ่านเสน่ห์ของยุค “Mid-Century” โดย ซูม-รวิภาส ด่านประเสริฐชัย นักศึกษาชั้นปีที่ 3 คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ ม.รังสิต ได้ตีโจทย์การออกแบบที่พักอาศัยของคน Gen Z ไว้ว่า คนรุ่นนี้มีไลฟ์สไตล์ที่หลากหลายและชอบความยูนิค การออกแบบคอนโดมิเนียมจึงควรเน้นฟังก์ชันส่วนรวมที่ตอบโจทย์ แล้วปล่อยให้ดีไซน์ในพื้นที่ส่วนตัวทำหน้าที่สะท้อนตัวตน การตกแต่งห้องพัก 1 Bedroom ห้องนี้จึงเลือกดึงเสน่ห์ของยุค Mid-Century ในช่วงปี 80s และ 90s ที่มีความคลาสสิกและเข้าถึงง่าย ทั้งเรื่องของโทนสี แสงไฟ และความทรงจำวัยเด็ก มาตีความใหม่ให้กลายเป็นห้องสไตล์วินเทจร่วมสมัย ที่ไม่ได้ถูกใจแค่คนรุ่นใหม่ แต่ยังเป็นพื้นที่ที่คนทุกเพศทุกวัยตั้งแต่ Gen Z ไปจนถึง Gen X สามารถเข้าใจและอยู่อาศัยได้อย่างลงตัว

สำหรับการตกแต่งจะเน้นความรู้สึกสบายตาเป็นหัวใจหลัก โดยเลือกใช้วอลเปเปอร์ลายปูนเปลือยและเฟอร์นิเจอร์โทนสีอุ่นและสีเข้มเพื่อลดการสะท้อนของแสง พร้อมสร้างบรรยากาศที่ผ่อนคลาย และมีมิติชวนมองด้วยภาพตกแต่งสีสันสดใสที่ช่วยดึงสายตา ทั้งยังมีไฮไลท์สำคัญอย่างกระจกบานใหญ่เต็มบานบริเวณมุมโต๊ะทำงานที่หันหน้ารับวิวและแสงธรรมชาติอย่างเต็มที่ ทำให้มุมนี้กลายเป็นจุดที่สวยที่สุดของห้อง และเป็นภาพความประทับใจแรกที่ต้อนรับสายตาทันทีที่ก้าวเข้ามา

รวิภาส กล่าวอีกว่า การประกวดในครั้งนี้ ยังมอบประสบการณ์และโอกาสครั้งสำคัญที่นำไอเดียออกแบบจากภาพมาสร้างสรรค์ลงบนพื้นที่จริง จนออกมาเป็นห้องที่ใช้งานได้จริงและตรงตามที่ตั้งใจไว้ ซึ่งเป็นโอกาสที่หาได้ยากสำหรับนักศึกษาสถาปัตย์

“อย่างแรกเลยผมรู้สึกดีใจ อย่างที่สองคืออยากขอบคุณโครงการ Atmoz Kanaal รังสิต ที่เอาไอเดียของนักศึกษามาสร้างให้เห็นและทำให้มันเป็นจริง ซึ่งนี่เป็นผลงานแรกของตนเองที่ถูกนำมาตกแต่งในห้องจริง แล้วก็ทำให้มุมมองการออกแบบของตนเปลี่ยนไป เพราะปกติเวลาออกแบบ เราเห็นแค่ในหน้าจอคอมพิวเตอร์ ไม่ได้สัมผัส Material จริง เลยทำให้ผมเปลี่ยนความคิด และอยากศึกษาเพิ่มเติมให้ลึกขึ้นว่า Material จริงเป็นอย่างไร เพื่อที่จะได้เข้าใจและพัฒนามาตรฐานของงานออกแบบให้ดีขึ้น” รวิภาส กล่าว

เผยรัสเซียอนุมัติส่งทหารฝึกลับในจีน เจาะลึกกลยุทธ์ “สงครามเคมี-ชีวภาพ”

เผยรัสเซียอนุมัติส่งทหารฝึกลับในจีน เจาะลึกกลยุทธ์ “สงครามเคมี-ชีวภาพ”

1 ก.ค. 2569 15:38 น.

เผยรัสเซียอนุมัติส่งทหารฝึกลับในจีน เจาะลึกกลยุทธ์ “สงครามเคมี-ชีวภาพ”

รายงานสืบสวนของสำนักข่าวรอยเตอร์เปิดเผยว่า รัฐบาลรัสเซียได้อนุมัติให้จีนจัดการฝึกทางทหารอย่างลับแก่กำลังพลรัสเซียเมื่อปีที่ผ่านมา โดยได้รับความเห็นชอบโดยตรงจากนายอันเดร เบลูซอฟ รัฐมนตรีกลาโหมรัสเซีย และมีนายทหารระดับสูงของทั้งสองประเทศเข้าร่วมอย่างน้อย 4 นาย

สำนักข่าวรอยเตอร์ รายงานโดยอ้างอิงข้อมูลจากเจ้าหน้าที่ทหารของยุโรป 2 นาย และเอกสารลับภายในของกองทัพรัสเซีย ระบุว่า โครงการฝึกทหารอย่างลับๆ ของกองกำลังรัสเซียในประเทศจีนเมื่อปีที่ผ่านมา ได้รับการอนุมัติเป็นการส่วนตัวจาก นายอันเดร เบลูซอฟ  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมรัสเซีย โดยมีนายทหารระดับนายพลของรัสเซียและจีนเข้าร่วมกระบวนการโดยตรงอย่างน้อย 4 นาย

เอกสารลับชั้นความลับสูงสุดของรัสเซียระบุว่า นายเบลูซอฟได้ออกคำสั่งภายในเมื่อเดือนสิงหาคม 2025 อนุมัติให้คณะผู้แทนจากกองทัพรัสเซียเดินทางไปยังประเทศจีน เพื่อเข้าร่วมการฝึกซ้อมรบ ณ สถานที่ฝึกของกองทัพปลดปล่อยประชาชนจีน (PLA) ซึ่งเจ้าหน้าที่ยุโรปชี้ว่า การที่บุคคลระดับสูงขนาดนี้ลงมาพัวพันกับการฝึกทหารที่เชื่อมโยงกับสงครามยูเครน สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญอย่างยิ่งที่ทั้งสองประเทศมีต่อความร่วมมือครั้งนี้

ในรายงานระบุรายละเอียดว่า หนึ่งในหลักสูตรที่มีการฝึกอบรมคือ การฝึกซ้อมเป็นเวลา 3 สัปดาห์ ณ ค่ายทหารแห่งหนึ่งในกรุงปักกิ่งเมื่อเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา โดยมุ่งเน้นไปที่ “ระบบป้องกันภัยจากรังสี สารเคมี และชีวภาพ”

นอกจากนี้ เอกสารยังปรากฏภาพถ่ายขณะที่ทหารรัสเซียกำลังนั่งฟังคำบรรยายจากครูฝึกชาวจีน โดยมีการศึกษาแบบจำลองของเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ และรับการฝึกอบรมในหัวข้อ “การลาดตระเวนทางเคมี” (Chemical Reconnaissance) “การลาดตระเวนทางรังสี” (Radiation Reconnaissance) รวมถึงเทคนิคการปกป้องระบบระบายอากาศไม่ให้ปนเปื้อนสารพิษ

เจ้าหน้าที่ยุโรปรายหนึ่งให้ความเห็นว่า การรวมหลักสูตรสงครามนิวเคลียร์ เคมี และชีวภาพ เข้าไว้ด้วยกัน ยิ่งตอกย้ำถึงลักษณะเชิงยุทธศาสตร์ของการแลกเปลี่ยนทางทหารในครั้งนี้ เนื่องจากเป็นประเด็นที่ละเอียดอ่อนอย่างยิ่งสำหรับกองทัพทั่วโลก

เอกสารลับของกองทัพรัสเซียมีการระบุรายชื่อผู้เข้าร่วมหลักสูตรทั้งหมดอย่างละเอียด ตั้งแต่ชั้นยศ วันเกิด สังกัด ไปจนถึงระดับการเข้าถึงความมั่นคง โดยพบรายชื่อนายทหารระดับสูง ได้แก่พลเอกเอก รุสตาม มูราดอฟ รองผู้บัญชาการทหารบกรัสเซีย เป็นหัวหน้าคณะผู้แทนรัสเซียเดินทางไปจีน, พลตรี วิทาลี เกราซิมอฟ นายพลชื่อดังของรัสเซีย เข้าร่วมรับการอบรมในเมืองเปิ้งปู่, พลตรี หลี่ จินซุน ผู้บัญชาการวิทยาลัยทหารป้องกันภัยรังสี เคมี และชีวภาพ ของกองทัพปลดปล่อยประชาชนจีน เข้าร่วมในพิธีเปิดหลักสูตร โดยพลตรี รุสตาม คูซายนอฟ  จากฝั่งรัสเซีย และ พันเอกพิเศษ ซุน ได่หยุน จากฝั่งจีน เป็นผู้ลงนามในข้อตกลงพื้นฐานเมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม เพื่อรองรับการฝึกดังกล่าว

แม้เทคโนโลยีของจีนจะก้าวหน้า แต่รายงานประเมินผลภายในของกองทัพรัสเซียที่ส่งกลับมอสโกได้สะท้อนมุมมองที่น่าสนใจ โดยรายงานจากการฝึกที่เมืองหนานจิงชื่นชมว่า อุปกรณ์ของจีนมีมาตรฐานสูง มีการใช้ระบบจำลองที่ดีเยี่ยม และผู้ฝึกสอนมีความรู้เชิงทฤษฎีที่แน่นมาก แต่จุดอ่อนสำคัญคือ จีนขาดประสบการณ์ในการรบจริง ซึ่งสวนทางกับรัสเซียที่สะสมประสบการณ์การรบอย่างโชกโชนในยูเครนมานานกว่า 4 ปี ขณะที่จีนไม่ได้เข้าร่วมทำสงครามจริงมานานหลายทศวรรษ

ทางด้าน นายอันเดร คาร์ตาโปลอฟ ประธานคณะกรรมการกลาโหมของรัฐสภารัสเซีย ออกมาตอบโต้อย่างดุเดือดผ่านสื่อ RTVI ว่า รายงานข่าวเรื่องการฝึกนี้เป็น “เรื่องไร้สาระโดยสิ้นเชิง” และกองทัพรัสเซียไม่มีอะไรจำเป็นต้องเรียนรู้จากจีน

กระทรวงการต่างประเทศของจีนออกแถลงการณ์ตอบโต้ว่า ข้อกล่าวหาทั้งหมดไม่มีมูลความจริง และย้ำว่าจีนยังคงรักษาจุดยืนที่เป็นกลางในวิกฤตการณ์ยูเครนและพร้อมเป็นตัวกลางสร้างสันติภาพ ขณะที่ทำเนียบเครมลินของรัสเซียปฏิเสธที่จะแสดงความเห็น แต่โจมตีว่าเป็น “ข้อมูลเท็จ” จากฝั่งตะวันตก

อย่างไรก็ตาม นางคาจา คัลลาส หัวหน้านโยบายต่างประเทศของสหภาพยุโรป ยืนยันว่า อียูได้ตรวจสอบผ่านช่องทางของตนเองแล้วและพบว่าการฝึกทหารดังกล่าวเกิดขึ้นจริง และกำลังอยู่ระหว่างการประเมินผลกระทบทางความมั่นคง

ปัจจุบัน สหภาพยุโรปกำลังเผชิญความท้าทายครั้งใหญ่ในการพิจารณามาตรการตอบโต้จีน เนื่องจากจีนเป็นทั้งพันธมิตรทางการค้าที่สำคัญและมหาอำนาจทางเศรษฐกิจอันดับ 2 ของโลก แต่เจ้าหน้าที่ระดับสูงในอียูเริ่มออกมาเตือนว่า “ยุโรปต้องเลิกมองจีนผ่านเลนส์เศรษฐกิจเพียงอย่างเดียว” แต่ต้องมองจีนในฐานะ “ผู้สนับสนุนรายสำคัญที่ขับเคลื่อนสงครามของรัสเซีย” อย่างตรงไปตรงมา ซึ่งหลังจากนี้อาจนำไปสู่การคว่ำบาตรบริษัทเทคโนโลยีของจีนเพิ่มเติมในอนาคต.

ที่มา Reuters

เมียนมายอดดับทะลุ 100,000 ศพ เซ่นพิษสงครามกลางเมือง 5 ปีหลังรัฐประหาร

เมียนมายอดดับทะลุ 100,000 ศพ เซ่นพิษสงครามกลางเมือง 5 ปีหลังรัฐประหาร

1 ก.ค. 2569 14:28 น.

เมียนมายอดดับทะลุ 100,000 ศพ เซ่นพิษสงครามกลางเมือง 5 ปีหลังรัฐประหาร

องค์กรติดตามความขัดแย้ง เปิดเผยยอดผู้เสียชีวิตจากทุกฝ่ายในสงครามกลางเมืองเมียนมาพุ่งทะลุ 100,000 ราย หลังผ่านพ้นเหตุการณ์รัฐประหารเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2021 มานานกว่า 5 ปี ส่งผลให้กลายเป็นความขัดแย้งที่นองเลือดและรุนแรงที่สุดในเอเชีย ขณะที่ประชาชนกว่า 3.7 ล้านคนต้องกลายเป็นผู้พลัดถิ่น

องค์กรติดตามข้อมูลที่ตั้งความขัดแย้งและเหตุการณ์ (ACLED) ซึ่งเป็นหน่วยงานเฝ้าระวังความขัดแย้งระดับโลก เปิดเผยรายงานล่าสุดระบุว่า นับตั้งแต่กองทัพเมียนมาก่อรัฐประหารยึดอำนาจจากรัฐบาลพลเรือนของนางอองซาน ซูจี เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2021 จนถึงปัจจุบัน ตัวเลขผู้เสียชีวิตจากเหตุความรุนแรงที่เกี่ยวเนื่องกับความขัดแย้งพุ่งสูงถึง 100,114 ราย แล้ว ซึ่งตัวเลขดังกล่าวรวบรวมจากรายงานความรุนแรงในหน้าสื่อ แม้จะไม่มีการประกาศตัวเลขอย่างเป็นทางการและนักวิเคราะห์ประเมินว่าตัวเลขจริงอาจสูงกว่านี้ แต่นี่คือหลักฐานชัดเจนว่าสงครามกลางเมืองเมียนมาคือ “ความขัดแย้งที่รุนแรงและนองเลือดที่สุดในเอเชียที่ยังคงดำเนินอยู่”

จากการที่กองทัพเข้าปราบปรามประชาชนที่ออกมาประท้วงต่อต้านการรัฐประหารอย่างโหดเหี้ยม ทำให้กลุ่มนักเคลื่อนไหวและเยาวชนจำนวนมากตัดสินใจเดินหน้าเข้าสู่ป่าเพื่อจัดตั้งกลุ่มกองกำลังติดอาวุธฝักใฝ่ประชาธิปไตย (PDF) และจับมือเป็นพันธมิตรร่วมรบกับกองกำลังชาติพันธุ์ที่ต่อต้านส่วนกลางมาอย่างยาวนาน

ACLED ระบุว่า ปัจจุบันมีกลุ่มติดอาวุธที่แตกต่างกันมากกว่า 1,200 กลุ่มในสงครามครั้งนี้ ทำให้มันกลายเป็น “ความขัดแย้งที่แตกแยกและแยกย่อยที่สุดในโลก” โดย ซัน มน ทัน นักวิเคราะห์อาวุโสของ ACLED กล่าวว่า ความขัดแย้งนี้ได้แผ่ขยายไปทั่วทุกตารางนิ้วของประเทศและเป็นอันตรายต่อพลเรือนอย่างยิ่ง ซึ่งเมื่อปีที่ผ่านมา เมียนมาติดอันดับประเทศที่ได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งสูงที่สุดเป็นอันดับ 2 ของโลก รองจากดินแดนปาเลสไตน์เท่านั้น

ตลอด 5 ปีหลังรัฐประหาร เมียนมาถูกปกครองภายใต้คำสั่งเผด็จการของ พล.อ.อาวุโส มิน อ่อง หล่าย ซึ่งล่าสุดเขาได้เกษียณอายุจากกองทัพเพื่อมารับตำแหน่ง “ประธานาธิบดีพลเรือน” หลังการเลือกตั้งที่มีข้อจำกัดอย่างหนัก และพรรคของนางซูจีถูกกีดกันออกไป ซึ่งองค์กรจับตาประชาธิปไตยต่างตราหน้าว่าการเลือกตั้งครั้งนี้เป็นเพียง “ละครตบตา” เพื่อฟอกขาวอำนาจของเขา ขณะที่กลุ่มกบฏปฏิเสธข้อเสนอเจรจาสันติภาพ โดยชี้ว่าเป็นเพียงอุบายสร้างภาพลักษณ์ในเวทีสากล

แม้ว่าในช่วงปลายปี 2023 กองกำลังพันธมิตรฝ่ายต่อต้านจะสามารถบุกยึดพื้นที่สำคัญและรุกคืบเข้าใกล้เมืองมัณฑะเลย์ เมืองใหญ่อันดับสอง จนมีกระแสว่าอาจยึดเมืองหลวงเก่าได้สำเร็จ แต่ในปัจจุบัน นักวิเคราะห์ชี้ว่า สถานการณ์เริ่มกลับมาเข้าทางฝั่งกองทัพเมียนมาอีกครั้ง หลังจากรัฐบาลจีนหันมาให้การสนับสนุนกองทัพ และช่วยเป็นตัวกลางเจรจาหยุดยิงระหว่างกองทัพกับกองกำลังชาติพันธุ์ที่ทรงอิทธิพลที่สุด 2 กลุ่ม

เพื่อทดแทนกำลังพลที่ร่อยหรอ กองทัพเมียนมาได้ประกาศบังคับใช้กฎหมายเกณฑ์ทหาร ส่งผลให้พลเรือนกว่า 50,000 คน ถูกบังคับเข้าสู่กองทัพ ด้านอดีตทหารเกณฑ์วัย 20 ปี รายหนึ่งซึ่งตัดสินใจหนีทัพหลังจากถูกส่งไปแนวหน้า เปิดเผยว่า “ทหารเกณฑ์เหล่านี้ทำอะไรไม่ได้เลย มันเหมือนกับพวกเขาถูกส่งไปตาย ถ้าคุณไม่ตายในสมรภูมิหนึ่ง พวกเขาก็จะส่งคุณไปตายในอีกสมรภูมิหนึ่งอยู่ดี”

สงครามครั้งนี้ส่งผลกระทบในวงกว้างไปต่างประเทศด้วย ทำให้ค่ายผู้ลี้ภัยในประเทศเพื่อนบ้านอย่างไทยและบังคลาเทศเต็มไปด้วยผู้ลี้ภัย และยังเป็นแหล่งเพาะบ่มอาชญากรรมข้ามชาติอีกด้วย

กลุ่มติดอาวุธทุกฝ่ายต่างหาเงินมาจุนเจือคลังอาวุธของตนผ่านการค้ายาเสพติดที่เติบโตอย่างก้าวกระโดด ทั้งเฮโรอีนและยาบ้า ขณะเดียวกัน พื้นที่ชายแดนของเมียนมาได้กลายเป็นศูนย์กลางของ “แก๊งคอลเซ็นเตอร์และศูนย์หลอกลวงออนไลน์” ขนาดใหญ่ ที่ดำเนินงานอยู่ภายในป้อมปราการแน่นหนาและมีกลุ่มติดอาวุธคอยคุ้มกันอย่างใกล้ชิด

ในส่วนของประชาชนที่ยังอยู่ในประเทศ สหประชาชาติระบุว่า ปัจจุบันมีชาวเมียนมาพลัดถิ่นภายในประเทศสูงเกิน 3.7 ล้านคน และประชากรมากกว่า 1 ใน 5 กำลังเผชิญกับภาวะความมั่นคงทางอาหารในขั้นวิกฤต จากการที่ประเทศดิ่งลงสู่ความยากจนอย่างรวดเร็ว.

ที่มา AFP