ไรเดอร์ขอโทษ ยอมลบคลิป ณเดชน์ หลัง ผจก.เตือน แอบอัดคลิปเห็นเส้นทางถึงบ้าน

ไรเดอร์ขอโทษ ยอมลบคลิป ณเดชน์ หลัง ผจก.เตือน แอบอัดคลิปเห็นเส้นทางถึงบ้าน

ไรเดอร์ขอโทษ ยอมลบคลิป ณเดชน์ หลัง ผจก.เตือน แอบอัดคลิปเห็นเส้นทางถึงบ้าน

วันเสาร์ ที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 19.54 น.

วันที่ 27 มิถุนายน 2569 จากกรณี  ไรเดอร์ ได้โพสต์คลิป ขณะที่พระเอกหนุ่ม “ณเดชน์ คูกิมิยะ“ ได้ใช้บริการ ขณะขี่รถไปส่งที่บ้าน โดยที่ ”ณเดชน์“ ไม่ทราบว่าถูกบันทึกภาพอยู่ตลอดเวลา จึงทำให้ชาวเน็ตเข้ามาคอมเมนต์ต่อว่าไรเดอร์ ถึงความไม่เหมาะสม

ต่อมา  ผู้จัดการส่วนตัวของณเดชน์ ห่วงความไม่ปลอดภัย จึงเข้ามาคอมเมนต์ในโพสต์ดังกล่าวว่า “สวัสดีค่ะ พี่เป็นผู้จัดการณเดชน์นะคะ พี่จะรบกวนขอให้น้องลบคลิปนี้หน่อยนะคะ พอดีน้องณเดชน์ไม่ได้ทราบว่ามีการบันทึกวิดิโอตลอดเส้นทาง และเส้นทางที่บันทึกเห็นไปจนถึงบ้านน้องเลยค่ะ เลยดูไม่เหมาะสมและไม่ปลอดภัยเท่าไหร่ค่ะ โอกาสหน้าถ้าเจอน้องอีกจะถ่ายรูป ถ่ายวิดิโอเล็ก ๆ น้อย ๆ บอกน้องก่อนได้เลยค่ะ แต่คลิปนี้น้องไม่รู้ตัวและเห็นเส้นทางกลับบ้านตลอดทางเลย พี่รบกวนน้องลบให้หน่อยนะคะ ขอบคุณที่รักณเดชน์นะคะ”

ล่าสุด เฟซบุ๊กส่วนตัวของไรเดอร์รายดังกล่าว ได้ออกมาโพสต์ชี้แจงระบุว่า ขออนุญาตมาชี้แจงประเด็นเรื่องของพี่ณเดชน์นะครับ ทางเราได้ขอโทษทางพี่เขา ได้ลบคลิปไปแล้วครับ ส่วนเรื่องเพจอื่นๆที่เอาไปลงเห็นหน้าผมผมไม่อนุญาตให้ลงนะครับกรุณาลบคลิปหรือรูปด้วยนะครับ

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : ผู้จัดการ ณเดชน์ วอนไรเดอร์ลบคลิปส่งถึงที่บ้าน หวั่นเรื่องความปลอดภัย

ผู้จัดการ ณเดชน์ วอนไรเดอร์ลบคลิปส่งถึงที่บ้าน หวั่นเรื่องความปลอดภัย

ผู้จัดการ ณเดชน์ วอนไรเดอร์ลบคลิปส่งถึงที่บ้าน  หวั่นเรื่องความปลอดภัย

ผู้จัดการ ณเดชน์ วอนไรเดอร์ลบคลิปส่งถึงที่บ้าน หวั่นเรื่องความปลอดภัย

วันเสาร์ ที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 16.45 น.

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงบนโลกออนไลน์  เมื่อ ไรเดอร์ ได้โพสต์คลิป ขณะที่พระเอกหนุ่ม “ณเดชน์ คูกิมิยะ“ ได้ใช้บริการ ขณะขี่รถไปส่งที่บ้าน โดยที่ ”ณเดชน์“ ไม่ทราบว่าถูกบันทึกภาพอยู่ตลอดเวลา จึงทำให้ชาวเน็ตเข้ามาคอมเมนต์ต่อว่าไรเดอร์ ถึงความไม่เหมาะสม

โดยคลิปดังกล่าวได้บันทึกภาพตลอดเส้นทางการเดินทางของนักแสดงหนุ่ม ซึ่งทางผู้จัดการได้ส่งข้อความชี้แจงกับไรเดอร์ด้วยความสุภาพ  จากนั้นไม่นาน ผู้จัดการ พระเอกหนุ่ม “ณเดชน์ คูกิมิยะ“ ได้ออกมาส่งข้อความถึงไรเดอร์รายหนึ่ง เพื่อขอความร่วมมือให้ลบคลิปวิดีโอจากกล้องหน้ารถที่นำมาเผยแพร่ลงโซเชียลมีเดีย

ได้อธิบายถึงสาเหตุที่ต้องขอความร่วมมือในการลบคลิป ระบุว่า ตัวของณเดชน์ไม่ทราบมาก่อนว่าจะมีการบันทึกวิดีโอตลอดการเดินทาง รวมทั้งในคลิปมีการเผยให้เห็นเส้นทางอย่างละเอียดไปจนถึงบริเวณหน้าบ้านพัก ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อความเป็นส่วนตัวและความปลอดภัยของตัวนักแสดงในระยะยาว โดยระบุว่า “สวัสดีค่ะ พี่เป็นผู้จัดการณเดชน์นะคะ พี่จะรบกวน ขอให้น้องลบคลิปนี้หน่อยนะคะ พอดีน้องณเดชน์ไม่ได้ทราบว่ามีการบันทึกวิดีโอตลอดเส้นทาง และ เส้นทางที่บันทึกเห็นไปจนถึงบ้านน้องเลยค่ะ เลยดูไม่เหมาะสมและไม่ปลอดภัยเท่าไหร่ค่ะ โอกาสหน้าถ้าเจอน้องอีกจะถ่ายรูป ถ่ายวิดิโอเล็กๆน้อยๆ บอกน้องก่อนได้เลยค่ะ แต่คลิปนี้น้องไม่รู้ตัวและเห็นเส้นทางกลับบ้านตลอดทางเลย พี่รบกวนน้องลบให้หน่อยนะคะ ขอบคุณที่รักณเดชน์นะคะ“

ต่อมาทางด้านช่องของไรเดอร์ได้ทำการลบคลิปเป็นที่เรียบร้อย

ยกระดับคุณภาพชีวิตด้วยงานวิจัยไทย ‘กรมการแพทย์แผนไทยฯ-ศิลปากร’ คว้าถ้วยพระราชทานในงานมหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ 2569

ยกระดับคุณภาพชีวิตด้วยงานวิจัยไทย 'กรมการแพทย์แผนไทยฯ-ศิลปากร' คว้าถ้วยพระราชทานในงานมหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ 2569

ยกระดับคุณภาพชีวิตด้วยงานวิจัยไทย ‘กรมการแพทย์แผนไทยฯ-ศิลปากร’ คว้าถ้วยพระราชทานในงานมหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ 2569

วันเสาร์ ที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 18.54 น.

สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม จัดพิธีมอบรางวัล Thailand Research Expo 2026 Award ภายในงาน “มหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ 2569 (Thailand Research Expo 2026)” ซึ่งผลงานที่ได้รับรางวัล Platinum Award จะได้รับ ถ้วยรางวัลพระราชทานจากสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี พร้อมเงินรางวัลและเกียรติบัตร โดย ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร ผู้ทรงคุณวุฒิ วช. ผู้บริหารหน่วยงาน และผู้ได้รับรางวัลเข้าร่วม ณ เวที Highlight Stage ห้อง บางกอกคอนเวนชันเซ็นเตอร์ ชั้น 22 โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ เซ็นทรัลเวิลด์ กรุงเทพฯ

ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง กล่าวว่า การจัดงาน มหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ ครั้งนี้สะท้อนผลสัมฤทธิ์ของการขับเคลื่อนระบบวิจัยและนวัตกรรมของประเทศ โดยมีการมอบรางวัล Thailand Research Expo 2026 Award เพื่อเชิดชูหน่วยงานที่มีความโดดเด่นด้านการจัดแสดงและนำเสนอผลงานวิจัยและนวัตกรรม อันเป็นการสร้างขวัญกำลังใจและส่งเสริมการพัฒนาคุณภาพการเผยแพร่องค์ความรู้ พร้อมยกระดับมาตรฐานการสื่อสารผลงานวิจัยสู่สาธารณชนและการนำไปใช้ประโยชน์อย่างเป็นรูปธรรม โดยปีนี้มีผลงานวิจัยและนวัตกรรมจากหน่วยงานเครือข่ายทั่วประเทศร่วมจัดแสดงมากกว่า 1,000 ผลงาน ครอบคลุมหลากหลายสาขา และได้รับความสนใจจากผู้เข้าร่วมงานทั้งในประเทศและต่างประเทศเป็นอย่างมาก

ในงานมหกรรมวิจัยแห่งชาติ ประจำปี 2569 ได้มีการประกาศผลและมอบรางวัล Thailand Research Expo 2026 Award เพื่อเชิดชูผลงานวิจัยและนวัตกรรมที่มีความโดดเด่น โดยสถาบันที่พิชิตรางวัล Platinum Award จำนวน 2 รางวัล ได้รับถ้วยรางวัลพระราชทานจากสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ได้แก่ กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก จากผลงาน “การยกระดับห่วงโซ่คุณค่ากระท่อมไทยตามมาตรฐาน Thailand Kratom GACP เพื่อรองรับระบบบริการบำบัดยาเสพติดอย่างครบวงจร”

และ “นวัตกรรมตำรับยาจากกระท่อมสมุนไพรเศรษฐกิจทางการแพทย์แผนไทย เพื่อบำบัดผู้มีปัญหาจากการดื่มสุราในระบบบริการสาธารณสุข” และ มหาวิทยาลัยศิลปากร จากผลงาน “นวัตกรรมการสังเคราะห์เส้นใยเมลานินชีวภาพจากดินเปรี้ยวอันเนื่องมาจากพระราชดำริในที่ดินมูลนิธิชัยพัฒนา

รางวัล Gold Award จำนวน 4 รางวัล ได้รับถ้วยรางวัลจากนายกรัฐมนตรี ได้แก่ ผลงาน “การยกระดับห่วงโซ่คุณค่าอุตสาหกรรมยางพาราไทยด้วยโมเดล BCG: นวัตกรรมสารจุ่มเต้านมโคฐานชีวภาพและการจัดการของเสียจากอุตสาหกรรมการผลิต ผลิตภัณฑ์จากน้ำยางพารา” จาก มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลรัตนโกสินทร์ ผลงาน “การจัดการพื้นที่วัฒนธรรมเพื่อยกระดับตลาดวัฒนธรรมชุมชน บ้านไม้ริมคลองเจดีย์บูชา (หน้าวัดพระงาม) จังหวัดนครปฐม” จาก มหาวิทยาลัยราชภัฏนครปฐม ผลงาน “การยกระดับและขยายผลเทคโนโลยีการแปรรูปผลิตภัณฑ์ที่ได้จากเมล็ดโกโก้ ให้มีคุณภาพตามมาตรฐานและเพิ่มรายได้แก่เกษตรกรในพื้นพื้นที่ภาคใต้” จาก มหาวิทยาลัยราชภัฏนครศรีธรรมราช ผลงาน “ดาวเทียมคิวบ์แซท (KNACKSAT)” จาก มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ

Silver Award จำนวน 6 รางวัล ได้รับถ้วยรางวัลจากรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ได้แก่ผลงาน “ย่านยาวโมเดล: นวัตกรรมสังคมยกระดับขมิ้นชันภาคใต้สร้างมูลค่าเพิ่มสู่เศรษฐกิจฐานราก BCG”  จาก มหาวิทยาลัยทักษิณ ผลงาน “ไหมมัดหมี่ : ศาสตร์แห่งศิลป์” จาก มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ ผลงาน “การเพิ่มประสิทธิภาพอิฐมอญด้วยสารเติมแต่งแบเรียมซัลเฟตและไทเทเนียมไดออกไซต์สำหรับกำแพงป้องกันรังสีงสีเอกซ์” จาก สถาบันพระบรมราชชนก ผลงาน “วังส้มซ่าโมเดล: การเปลี่ยนผ่านวิสาหกิจชุมชนด้วยนวัตกรรมฐานชีวภาพระดับสูง ที่สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ และสร้างภูมิคุ้มกันที่ยั่งยืนต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม” จาก มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี ผลงาน “ลูมอส: ชุดตรวจวัดสารกำจัดศัตรูพืชปนเปื้อนแบบพกพาเพื่ออาหารปลอดภัย” จาก สถาบันวิทยสิริเมธี  ผลงาน “ระบบความเค็มอัจฉริยะทะเลสาบสงขลา” จาก มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย

นอกจากนี้ยังมีรางวัลประเภท Bronze Award จำนวน 8 รางวัล มีสถาบันที่ได้รับถ้วยรางวัลจากปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม 4 รางวัล ได้แก่ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง กรมการข้าว กรมอนามัย  สถาบันการพยาบาลศรีสวรินทิรา และสภากาชาดไทย รางวัลประเภทถ้วยรางวัลจากผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ มีสถาบันที่ได้รับถ้วยรางวัลจำนวน 4 หน่วยงาน ได้แก่ สถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ (องค์การมหาชน) มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลสุวรรณภูมิ  มหาวิทยาลัยสวนดุสิต  สถาบันวิจัยแสงชินโครตรอน (องค์การมหาชน)

และ รางวัลชมเชย มีสถาบันได้รับใบรางวัลและเกียรติบัตรจำนวน 18 หน่วยงาน ได้แก่ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารีมหาวิทยาลัยแม่โจ้ มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยา มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ มหาวิทยาลัยราชภัฏสงขลา สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ราชภัฏสุราษฎร์ธานี สถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ สำนักงานกิจการยุติธรรม  มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลกรุงเทพ กรมปศุสัตว์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ และ มหาวิทยาลัยราชภัฏวไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชูปถัมภ์

ผลงานวิจัยดังกล่าวสามารถพัฒนาต้นแบบผลิตภัณฑ์ที่พร้อมต่อยอดสู่การใช้ประโยชน์จริง ควบคู่กับการถ่ายทอดเทคโนโลยีและการสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัย ชุมชน และผู้ประกอบการ เพื่อยกระดับศักยภาพผู้ประกอบการเศรษฐกิจฐานราก สร้างอาชีพ เพิ่มรายได้ และพัฒนาผลิตภัณฑ์แฟชั่นจากอัตลักษณ์ไทยให้สามารถแข่งขันในตลาดสากล อันสะท้อนบทบาทของงานวิจัยไทยในการสร้างคุณค่าทางเศรษฐกิจ ควบคู่กับการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและการพัฒนาที่ยั่งยืน

ผลการตัดสินรางวัล Thailand Research Expo 2026 Award ในปีนี้ สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของนักวิจัยไทยในการสร้างองค์ความรู้และนวัตกรรมที่สามารถตอบโจทย์การพัฒนาประเทศในทุกมิติ ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม สุขภาพ สิ่งแวดล้อม และคุณภาพชีวิต ตอกย้ำบทบาทของ “มหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ” ในฐานะเวทีสำคัญของประเทศที่เชื่อมโยงองค์ความรู้จากงานวิจัยสู่การใช้ประโยชน์อย่างเป็นรูปธรรม และร่วมขับเคลื่อนประเทศไทยด้วยวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรมสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน

ทั้งนี้ วช. ขอแสดงความยินดีกับทุกหน่วยงานและนักวิจัยที่ได้รับรางวัล Thailand Research Expo 2026 Award โดยเชื่อมั่นว่ารางวัลดังกล่าวจะเป็นแรงบันดาลใจให้เกิดการสร้างสรรค์ผลงานวิจัยและนวัตกรรมที่มีคุณภาพ พร้อมต่อยอดการใช้ประโยชน์องค์ความรู้สู่การพัฒนาประเทศ เสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขัน และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างยั่งยืน

ค้นพบข้อมูลใหม่โบราณคดี แหล่งอารยธรรมโบราณดอนยายทอง จังหวัดเพชรบุรี

ค้นพบข้อมูลใหม่โบราณคดี แหล่งอารยธรรมโบราณดอนยายทอง จังหวัดเพชรบุรี

ค้นพบข้อมูลใหม่โบราณคดี แหล่งอารยธรรมโบราณดอนยายทอง จังหวัดเพชรบุรี

วันเสาร์ ที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 15.42 น.

วันที่ 27 มิถุนายน 2569 ที่พระที่นั่งราชธรรมสภา พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ พระนครคีรี  อำเภอเมืองเพชรบุรี  นายพนมบุตร จันทรโชติ อธิบดีกรมศิลปากร เป็นประธานแถลงข่าว การค้นพบข้อมูลใหม่แหล่งอารยธรรมโบราณดอนยายทอง จังหวัดเพชรบุรี และมอบเงินชดเชยผลอาสิน ให้แก่ นางคนางค์ และนายเจน เพชรสุด เจ้าของพื้นที่ โดยมี นายชัยพล ภูต้องลม รองผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบุรี นางธิวัลรัตน์ อังกินนันท์ สส.เพชรบุรี เขต 1 นายอำเภอเมืองเพชรบุรี นายอำเภอบ้านลาด หัวหน้าส่วนราชการ นักประวัติศาสตร์ท้องถิ่น และผู้มีเกียรติ ร่วมพิธี 

อธิบดีกรมศิลปากร กล่าวว่า กรมศิลปากร โดยสํานักศิลปากรที่ 1 ราชบุรี เริ่มดําเนินงานขุดค้น แหล่งโบราณคดีดอนยายทอง เมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2569 โดยมีเป้าหมายเพื่อขุดกู้และชุดศึกษาหลักฐานทาง โบราณคดีจากตําแหน่งที่มีการค้นพบกลองมโหระทึกในที่นาของนางคนางค์ เพชรสุด หมู่ 6 บ้านดอนพลับ ตำบลสมอพลือ อําเภอบ้านลาด จังหวัดเพชรบุรี ซึ่งผลการขุดค้นในช่วงต้นพบชิ้นส่วนขอบฐานของกลองมโหระทึก พร้อมทั้งพบภาชนะดินเผาหลายใบวางอยู่โดยรอบในตําแหน่งที่สัมพันธ์กับกลอง เมื่อดําเนินการขุดลึกลงไปพบชิ้นส่วนกลองมโหระทึก อีกใบในลักษณะคว่ำหน้าอยู่ในดินและเริ่มปรากฏหลักฐานสําคัญ คือ โครงกระดูกมนุษย์ที่ฝังอยู่ในบริเวณใกล้เคียง โดยมีการวางภาชนะสําริดประกอบพิธีศพในตำแหน่งต่าง ๆ นอกจากนี้ยังพบ เครื่องประดับ ได้แก่ ลูกปัดแก้ว ลูกปัดหิน แหวนทองคํา และกําไลทองคํา ซึ่งบางชิ้นยังคงสวมอยู่กับโครงกระดูก สะท้อนให้เห็นถึงความสําคัญ ของบุคคลผู้ถูกฝังและความเชื่อเกี่ยวกับการอุทิศสิ่งของในพิธีกรรมหลังความตาย

อธิบดีกรมศิลปากร กล่าวอีกว่า ภายหลังจากการค้นพบโครงกระดูก นักโบราณคดีได้ดําเนินการขุดค้นอย่างละเอียคเพื่อศึกษารูปแบบการฝังศพให้ชัดเจนยิ่งขึ้น จนกระทั่งพบโครงกระดูกเพิ่มเติม มีการสวมโลหะสำริด ลักษณะคล้ายภาชนะครอบบริเวณศีรษะ ซึ่งถือเป็นลักษณะพิเศษที่ไม่พบโดยทั่วไป อีกทั้งยังพบกลุ่ม โบราณวัตถุสําคัญ เช่น เครื่องประดับทองคํา แหวนทองคํา ลูกปัดทองคํา จี้ทองคํา ต่างหูทองคํา ภาชนะดินเผาขนาดเล็ก ภาชนะสำริด และลูกปัดจํานวนมาก การดําเนินงานจนถึงปัจจุบันพบโครงกระดูกมนุษย์ รวม 9 โครง โครงกระดูกที่พบล่าสุดสันนิษฐานว่าน่าจะเป็นโครงกระดูกเด็กอายุต่ำกว่า 12 ปี มีโลหะสำริด รูปร่างคล้ายฆ้องสำริดวางอยู่บนบริเวณลำตัว พบกลองมโหระทึกเพิ่มเติมอีก 4 ใบรวมเป็น 6 ใบ ซึ่งจะดําเนินการขุดแต่งกลองเพื่อศึกษา ลักษณะและลวดลายบนลําตัวของกลอง ตลอดจนศึกษาแบบแผนของการฝังศพและรูปแบบการวางของอุทิศให้ครบถ้วน นอกจากนี้ยังพบก้อนดินเผาไฟจํานวนมาก กรามฟันสัตว์เคี้ยวเอื้อง ประเภทวัว/ควาย สภาพค่อนข้างสมบูรณ์โดยพบทั้งกรามบนและกรามล่างอยู่ในบริเวณใกล้กัน ถือเป็นหลักฐานสําคัญที่แสดงถึงการฝังสัตว์ร่วมในพิธีกรรมการฝังศพและพบร่วมกับวัตถุอุทิศ แสดงถึงความสำคัญของสัตว์เหล่านั้น อาจเป็นสัตว์ศักดิ์สิทธิ์ประจำชุมชน หรือมีความสําคัญในแง่อื่น ๆ ซึ่งต้องมีการศึกษาต่อไป

หลังจากนี้ กลุ่มเทคโนโลยีสารสนเทศมรดกศิลปวัฒนธรรม จะเข้าบันทึกหลักฐานโครงกระดูก และหลุมขุดค้นด้วยเทคนิค 3D Scan อีกครั้ง ก่อนจะทำการเก็บโครงกระดูก และโบราณวัตถุขึ้นจากหลุมในเดือน กรกฎาคม 2569 เป็นต้นไป โดยทีมนักโบราณคดี จากสำนักศิลปากรที่ 1 ราชบุรี และสำนักศิลปากรที่ 5 ปราจีนบุรี ผู้เชี่ยวชาญด้านโบราณคดีของกรมศิลปากร และนักวิทยาศาสตร์จากกลุ่มวิทยาศาสตร์เพื่อการอนุรักษ์ พร้อมทั้งจัดทำทะเบียนโบราณวัตถุ และนำส่งไปยังกลุ่มวิทยาศาสตร์เพื่อการอนุรักษ์ สำนักพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เพื่อทำการอนุรักษ์ จากนั้นจะทำการเคลียร์หลุมขุดค้นเพื่อคืบสู่สภาพเดิม ก่อนส่งมอบพื้นที่ให้กับเจ้าของที่นาได้ใช้ประกอบอาชีพต่อไป ทั้งนี้ ได้จัดส่งตัวอย่างถ่านที่ได้จากการขุดค้นไปหาค่าอายุทางวิทยาศาสตร์ ทีประเทศสหรัฐอเมริกา คาดว่าจะทราบผลค่าอายุที่แน่นอนประมาณ 3 เดือน “จากการคำเนินงานมาอย่างต่อเนื่อง แสดงให้เห็นว่าแหล่งโบราณคคีคอนยายทอง เป็นแหล่ง ฝังศพทีมีความสำคัญอย่างยิ่งในเขิงวิชาการ สะท้อนถึงรูปแบบพิธีกรรม ความเชื่อเละสถานะทางสังคมของชุมชน ในอดีต และยังคงมีศักยภาพในการศึกษาวิจัยเพิ่มเติมในอนาคต ทั้งในด้านโบราณคดี มานุษยวิทยาและ ประวัติศาสตร์วัฒนธรรมของภูมิภาค” นายพนมบุตร กล่าว

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : ขุดพบสุสานบุคคลชั้นสูง อายุกว่า 1,500 ปี สวมกำไลทองคำ ฝังรวมกับกลองมโหระทึก

สำนักศิลปากรที่ 1 ราชบุรี เผยข้อมูลการขุดค้น พบกลองมโหระทึกใบแรกของเพชรบุรี

สหรัฐฯ ถล่มเป้าหมายในอิหร่าน อ้างเอาคืนเหตุเรือสินค้าในช่องแคบฮอร์มุซโดนโจมตี

สหรัฐฯ ถล่มเป้าหมายในอิหร่าน อ้างเอาคืนเหตุเรือสินค้าในช่องแคบฮอร์มุซโดนโจมตี

27 มิ.ย. 2569 10:37 น.

สหรัฐฯ ถล่มเป้าหมายในอิหร่าน อ้างเอาคืนเหตุเรือสินค้าในช่องแคบฮอร์มุซโดนโจมตี

สถานการณ์ในตะวันออกกลางกลับมาตึงเครียดอีก เมื่อกองทัพสหรัฐฯ เปิดปฏิบัติการโจมตีเป้าหมายทางทหารของอิหร่าน เพื่อตอบโต้เหตุโจมตีเรือสินค้าลำหนึ่งใน ช่องแคบฮอร์มุซ ทรัมป์ชี้เตหะรานละเมิดข้อตกลง

กองบัญชาการกลางของสหรัฐฯเปิดเผยว่า กองทัพได้โจมตีคลังเก็บขีปนาวุธ คลังเก็บอากาศยานไร้คนขับ และสถานีเรดาร์ชายฝั่งของอิหร่าน เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา โดยCENTCOM ระบุว่า ปฏิบัติการดังกล่าวเป็นการตอบโต้เหตุโจมตีด้วยโดรนใส่เรือสินค้าลำหนึ่งเมื่อวันพฤหัสบดี ซึ่งส่งผลให้ต้องระงับแผนอพยพลูกเรือกว่า 11,000 คน ที่ติดค้างอยู่ในพื้นที่ช่องแคบฮอร์มุซ

กองทัพสหรัฐฯ ระบุว่า การโจมตีเรือพาณิชย์ครั้งนี้ถือเป็นการละเมิดข้อตกลงหยุดยิงอย่างชัดเจน และเป็นการคุกคามเสรีภาพในการเดินเรือบนเส้นทางการค้าระหว่างประเทศที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของโลก

พร้อมยืนยันว่าจะเดินหน้าประสานงานเพื่อคุ้มครองความปลอดภัยของเรือพาณิชย์ทุกลำที่เดินทางผ่านช่องแคบฮอร์มุซต่อไป

ด้านรัฐบาลอิหร่านชี้แจงว่า เรือสินค้าลำดังกล่าวถูกโจมตี เนื่องจากใช้เส้นทางเดินเรือที่ไม่ได้รับอนุญาตในการผ่านช่องแคบฮอร์มุซ

ขณะที่กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม (IRGC) ประณามสหรัฐฯ ว่าเป็นฝ่ายละเมิดข้อตกลงก่อน พร้อมระบุว่า สหรัฐฯ ใช้ข้ออ้างเรื่องเรือเดินสมุทรเป็นเหตุผลในการเปิดฉากโจมตีชายฝั่งอิหร่าน

IRGC ยังอ้างว่า กองกำลังทางเรือของอิหร่านได้ตอบโต้ด้วยการโจมตีฐานทัพของสหรัฐฯ ในภูมิภาค แต่ไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดเพิ่มเติม ขณะที่กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ยังไม่ได้แสดงความเห็นต่อคำกล่าวอ้างดังกล่าว

พร้อมประกาศเตือนว่า หากสหรัฐฯ เปิดฉากโจมตีอีกครั้ง อิหร่านจะตอบโต้ในวงกว้างและรุนแรงยิ่งกว่าเดิม

ความตึงเครียดครั้งนี้เกิดขึ้นทั้งที่สหรัฐฯ และอิหร่านเพิ่งบรรลุ บันทึกความเข้าใจ 14 ข้อ เมื่อวันที่ 17 มิถุนายน เพื่อยุติการสู้รบ

หนึ่งในสาระสำคัญของข้อตกลงคือ อิหร่านจะใช้ความพยายามอย่างเต็มที่ เพื่อรับประกันการเดินเรือพาณิชย์ในช่องแคบฮอร์มุซอย่างปลอดภัย และจะไม่มีการเรียกเก็บค่าผ่านทางหรือค่าธรรมเนียมใด ๆ เป็นเวลา 60 วัน

อย่างไรก็ตาม เหตุโจมตีเรือสินค้าครั้งล่าสุดทำให้หลายฝ่ายกังวลว่าข้อตกลงดังกล่าวอาจเริ่มสั่นคลอน

หลังปฏิบัติการโจมตีของสหรัฐฯ เจดี แวนซ์ รองประธานาธิบดีสหรัฐฯ โพสต์ข้อความผ่านแพลตฟอร์ม X ระบุว่า หากอิหร่านมีข้อขัดแย้งเกี่ยวกับการตีความบันทึกความเข้าใจ ก็ควรใช้การเจรจา ไม่ใช่ความรุนแรง แต่หากใช้ความรุนแรง ก็จะได้รับการตอบโต้ด้วยความรุนแรง

ด้านประธานาธิบดีทรัมป์ให้สัมภาษณ์ที่ทำเนียบขาวว่า เขาไม่พอใจอย่างยิ่งกับเหตุยิงโจมตีเรือสินค้าเมื่อวันก่อน ขพร้อมกล่าวหาอิหร่านว่าได้กระทำการละเมิดข้อตกลงหยุดยิงอย่างโง่เขลา และเตือนว่าการใช้ความรุนแรงจะต้องได้รับการตอบโต้ด้วยความรุนแรงเช่นกัน

เอบราฮิม อาซิซี ประธานคณะกรรมาธิการความมั่นคงแห่งชาติของรัฐสภาอิหร่าน โพสต์ข้อความผ่านสื่อสังคมออนไลน์ว่า สหรัฐฯ เปิดฉากโจมตีอิหร่านอีกครั้ง ทั้งที่การเจรจายังดำเนินอยู่

เขาระบุว่า การละเมิดข้อตกลงหยุดยิงอย่างประมาทครั้งนี้ จะทำให้สหรัฐฯ ต้องเผชิญกับผลลัพธ์เช่นเดียวกับที่ผ่านมา พร้อมย้ำว่าการกล่าวโทษฝ่ายอื่นจะใช้ไม่ได้ผลอีกต่อไป

ก่อนหน้านี้ อิหร่านได้ปิดช่องแคบฮอร์มุซ หลังเกิดปฏิบัติการโจมตีจากสหรัฐฯ และอิสราเอลเมื่อปลายเดือนกุมภาพันธ์ ส่งผลให้ราคาน้ำมันโลกพุ่งสูง และกระทบต่อการขนส่งก๊าซธรรมชาติ รวมถึงสินค้าสำคัญอย่างปุ๋ย

ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา รัฐบาลสหรัฐฯ ยืนยันว่าการเจรจากับอิหร่านเป็นไปในทิศทางที่ดี และอิหร่านรับปากว่าจะไม่เรียกเก็บค่าผ่านทางจากเรือที่แล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซ

อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่อิหร่านบางรายยังยืนยันว่า การบริหารจัดการช่องแคบฮอร์มุซจะไม่กลับไปเป็นเหมือนก่อนเกิดสงคราม

ทั้งนี้ เรือสินค้าที่ถูกโจมตีคือ Ever Lovely เรือบรรทุกสินค้าติดธงสิงคโปร์ โดยสำนักงานความมั่นคงทางทะเลของสหราชอาณาจักร (UKMTO) ระบุว่า เรือถูกกระสุนโจมตีห่างจากท่าเรือดาฮิต ของประเทศโอมาน ไปทางตะวันออกเฉียงใต้ราว 7.5 ไมล์ทะเล

บริษัทเจ้าของเรือ Ever Lovely ยืนยันว่า เรือแล่นตามเส้นทางที่ UKMTO แนะนำ และลูกเรือทุกคน รวมถึงตัวเรือและสินค้าทั้งหมด ยังคงปลอดภัย

อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้องค์การทางทะเลระหว่างประเทศ (IMO) ต้องระงับแผนอพยพลูกเรือกว่า 11,000 คน ที่ติดค้างอยู่ในเส้นทางเดินเรือสำคัญแห่งนี้เป็นการชั่วคราว.

ที่มา : BBC

ระทึก! แก๊สรั่วระเบิดสนั่นใกล้คลีฟแลนด์ บ้านพังหลายหลัง เจ้าหน้าที่เร่งหาสาเหตุ

ระทึก! แก๊สรั่วระเบิดสนั่นใกล้คลีฟแลนด์ บ้านพังหลายหลัง เจ้าหน้าที่เร่งหาสาเหตุ

27 มิ.ย. 2569 09:52 น.

ระทึก! แก๊สรั่วระเบิดสนั่นใกล้คลีฟแลนด์ บ้านพังหลายหลัง เจ้าหน้าที่เร่งหาสาเหตุ

เกิดเหตุระเบิดรุนแรงจากแก๊สรั่ว ที่รัฐโอไฮโอ สหรัฐอเมริกา ส่งผลให้บ้านเรือนหลายหลังถูกทำลายและได้รับความเสียหาย มีผู้บาดเจ็บ 2 ราย ขณะที่เจ้าหน้าที่เร่งสอบสวนหาสาเหตุของเหตุระเบิด

เอิร์ล วิลสัน หัวหน้าหน่วยดับเพลิงเมืองทวินส์เบิร์กเปิดเผยว่า มีผู้ได้รับบาดเจ็บเพียง 2 คน และทั้งคู่ได้รับบาดเจ็บเล็กน้อย ซึ่งถือเป็นเรื่องน่าอัศจรรย์เมื่อเทียบกับความรุนแรงของแรงระเบิด โดยเจ้าหน้าที่ดับเพลิงและเจ้าหน้าที่จากบริษัทสาธารณูปโภคยังคงปักหลักอยู่ในพื้นที่ เพื่อตรวจสอบความเสียหายและดำเนินการสอบสวน

มีรายงานว่า ความเสียหายไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะบริเวณที่เกิดเหตุเท่านั้น แต่ยังลุกลามไปยังถนนสายใกล้เคียงหลายสาย และบางจุดได้รับผลกระทบไกลออกไปถึง 2 ช่วงถนน สะท้อนให้เห็นถึงอานุภาพอันมหาศาลของแรงระเบิด

หัวหน้าหน่วยดับเพลิงระบุว่า สำนักงานดับเพลิงของรัฐโอไฮโอ ได้เข้ามารับผิดชอบการสอบสวน เพื่อหาสาเหตุที่แท้จริงของการระเบิด แม้ต้นเหตุหลักจะมาจากแก๊สรั่ว แต่สิ่งที่จุดชนวนให้เกิดการระเบิดยังไม่สามารถระบุได้อย่างชัดเจน ทำให้การสืบสวนครั้งนี้อาจใช้เวลานานกว่าจะได้ข้อสรุป นับว่ายังโชคดีที่ไม่มีผู้เสียชีวิต และจำนวนผู้บาดเจ็บน้อยกว่าที่หลายฝ่ายคาดการณ์.

ที่มา : Fox8news

กรุงโรมพ่นละอองน้ำ ให้นักท่องเที่ยวได้คลายร้อนหน้าโคลอสเซียม รับมือคลื่นความร้อน

กรุงโรมพ่นละอองน้ำ ให้นักท่องเที่ยวได้คลายร้อนหน้าโคลอสเซียม รับมือคลื่นความร้อน

27 มิ.ย. 2569 09:14 น.

กรุงโรมพ่นละอองน้ำ ให้นักท่องเที่ยวได้คลายร้อนหน้าโคลอสเซียม รับมือคลื่นความร้อน

กรุงโรม อิตาลี นำรถฉีดพ่นละอองน้ำออกมาติดตั้งบริเวณแหล่งท่องเที่ยวสำคัญ เพื่อช่วยบรรเทาความร้อนให้กับนักท่องเที่ยว หลังหลายพื้นที่ของประเทศกำลังเผชิญคลื่นความร้อนรุนแรง อุณหภูมิทะลุ 36 องศา

เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ได้นำ ปืนฉีดพ่นละอองน้ำ มาฉีดบริเวณด้านหน้าสถานที่ท่องเที่ยวชื่อดังอย่าง โคลอสเซียม และ โรมันฟอรัม เพื่อคลายร้อนให้กับนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาเยี่ยมชม ท่ามกลางสภาพอากาศที่ร้อนอบอ้าว

บรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก นักท่องเที่ยวจำนวนมากต่างรีบเข้าไปยืนรับละอองน้ำเพื่อคลายร้อน บางคนถึงกับเต้นอย่างสนุกสนานท่ามกลางสายน้ำ ขณะที่บางคนยื่นหมวกไปรับน้ำให้เปียกก่อนนำมาสวมศีรษะ ส่วนอีกหลายคนเลือกยืนแช่อยู่ใต้ละอองน้ำเย็นเพื่อหลีกหนีอุณหภูมิที่ร้อนจัด

ในวันเดียวกัน กระทรวงสาธารณสุขอิตาลี ได้ประกาศให้ 18 เมือง อยู่ในสัญญาณเตือนภัยระดับสีแดง เนื่องจากอุณหภูมิอยู่ในระดับที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ โดยหลายพื้นที่วัดอุณหภูมิได้มากกว่า 36 องศาเซลเซียส

อิตาลีเป็นหนึ่งในหลายประเทศของยุโรปตะวันตกที่กำลังเผชิญกับปรากฏการณ์โดมความร้อน ซึ่งปกคลุมภูมิภาคตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา ส่งผลให้อุณหภูมิในหลายประเทศพุ่งขึ้นแตะระดับ 30 องศาเซลเซียสปลาย ๆ ไปจนถึงมากกว่า 40 องศาเซลเซียส

หน่วยงานด้านอุตุนิยมวิทยาหลายประเทศเตือนว่า คลื่นความร้อนครั้งนี้อาจส่งผลกระทบต่อชีวิตและสุขภาพของประชาชน โดยเฉพาะในหลายพื้นที่ของยุโรปที่ยังมีการติดตั้งเครื่องปรับอากาศในอาคารและที่พักอาศัยค่อนข้างจำกัด ทำให้ประชาชนมีความเสี่ยงเผชิญภาวะเจ็บป่วยจากความร้อนเพิ่มขึ้น.

ที่มา : AP

ญี่ปุ่นเผยความเสียหายแผ่นดินไหว บาดเจ็บ 6 ราย ผู้เชี่ยวชาญเตือนอาฟเตอร์ช็อกอีก 1 สัปดาห์

ญี่ปุ่นเผยความเสียหายแผ่นดินไหว บาดเจ็บ 6 ราย ผู้เชี่ยวชาญเตือนอาฟเตอร์ช็อกอีก 1 สัปดาห์

27 มิ.ย. 2569 07:19 น.

ญี่ปุ่นเผยความเสียหายแผ่นดินไหว บาดเจ็บ 6 ราย ผู้เชี่ยวชาญเตือนอาฟเตอร์ช็อกอีก 1 สัปดาห์

ญี่ปุ่นประเมินความเสียหายหลังแผ่นดินไหวขนาด 5.6 ทางตต.ของกรุงโตเกียว มีผู้บาดเจ็บอย่างน้อย 6 ราย พบดินถล่ม กำแพงอาคารพัง ไฟฟ้า-น้ำประปาขัดข้อง ด้านผู้เชี่ยวชาญเตือนอาจมีอาฟเตอร์ช็อรุนแรง 

วันที่ 28 มิถุนายน 2569 รัฐบาลญี่ปุ่นเปิดเผยว่า มีผู้ได้รับบาดเจ็บอย่างน้อย 6 ราย จากเหตุแผ่นดินไหวขนาด 5.6 ที่เกิดขึ้นในจังหวัดยามานาชิ ทางตะวันตกของกรุงโตเกียว เมื่อเวลา 22.28 น. ของวันศุกร์ โดยแรงสั่นสะเทือนสูงสุดวัดได้ระดับ 6  ตามมาตราวัดความรุนแรงแผ่นดินไหวของญี่ปุ่น ซึ่งมีทั้งหมด 7 ระดับ และไม่มีการประกาศเตือนภัยสึนามิ

เจ้าหน้าที่เปิดเผยว่า ได้รับรายงานความเสียหายในหลายพื้นที่ ทั้งกำแพงอาคารพัง ไฟฟ้าและน้ำประปาขัดข้อง รวมถึงเหตุดินถล่มในจังหวัดคานางาวะ ซึ่งอยู่ระหว่างการตรวจสอบและให้ความช่วยเหลือ

ด้านบริษัทผู้ให้บริการรถไฟความเร็วสูงโทไกโด ชินคันเซ็น ระงับการเดินรถบางส่วน ขณะที่บริษัทผู้ดำเนินการโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฮามาโอกะ ในจังหวัดชิซูโอกะ ยืนยันว่า ไม่พบความผิดปกติของโรงไฟฟ้าหรือระดับกัมมันตรังสี

ทางด้านนางซานาเอะ ทากาอิจิ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น เปิดเผยว่า รัฐบาลได้ตั้งคณะทำงานเฉพาะกิจเพื่อติดตามสถานการณ์ พร้อมสั่งการให้ทุกหน่วยงานเร่งประเมินความเสียหายโดยเร็วที่สุด และประสานงานกับท้องถิ่นเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัย โดยยึดหลักคุ้มครองชีวิตประชาชนเป็นสำคัญ

ขณะที่นายเอบิตะ อายาทากะ เจ้าหน้าที่สำนักงานอุตุนิยมวิทยาญี่ปุ่น (JMA) แถลงว่า พื้นที่ที่ได้รับแรงสั่นสะเทือนรุนแรงยังมีความเสี่ยงเกิดดินถล่มและอาคารพังถล่มเพิ่มเติม พร้อมเตือนประชาชนให้เฝ้าระวังอาฟเตอร์ช็อกที่อาจมีความรุนแรงใกล้เคียงระดับ 6- ต่อเนื่องประมาณ 1 สัปดาห์ โดยเฉพาะในช่วง 2-3 วันแรกหลังเกิดเหตุ และขอให้หลีกเลี่ยงการเข้าใกล้พื้นที่ลาดชันหรืออาคารที่ได้รับความเสียหายจนกว่าจะได้รับการตรวจสอบความปลอดภัย.

ที่มา NHK

เดือดกลางสภาจอร์เจีย ส.ส.รัฐบาล-ฝ่ายค้านเปิดฉากตะลุมบอนชกต่อย ระหว่างนายกฯ แถลงผลงาน

เดือดกลางสภาจอร์เจีย ส.ส.รัฐบาล-ฝ่ายค้านเปิดฉากตะลุมบอนชกต่อย ระหว่างนายกฯ แถลงผลงาน

27 มิ.ย. 2569 07:10 น.

เดือดกลางสภาจอร์เจีย ส.ส.รัฐบาล-ฝ่ายค้านเปิดฉากตะลุมบอนชกต่อย ระหว่างนายกฯ แถลงผลงาน

เกิดเหตุความวุ่นวายในรัฐสภาจอร์เจีย เมื่อส.ส.จากฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้านเปิดฉากชกต่อยกัน ระหว่างการแถลงผลงานประจำปีของนายกรัฐมนตรี สะท้อนวิกฤตความขัดแย้งทางการเมืองที่ยังคงร้อนแรง 

เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อวันศุกร์ ภายในรัฐสภาจอร์เจีย ระหว่างที่นายกรัฐมนตรีโคบาคิดเซกำลังกล่าวรายงานผลการดำเนินงานประจำปี โดยสมาชิกฝ่ายค้านใช้โอกาสนี้โจมตีรัฐบาลอย่างหนัก พร้อมกล่าวหาว่ากำลังบ่อนทำลายระบอบประชาธิปไตย และทำให้ประเทศเบี่ยงเบนออกจากเส้นทางสู่การเป็นสมาชิกสหภาพยุโรป

สถานการณ์เริ่มตึงเครียดระหว่างการอภิปรายของฝ่ายค้าน ก่อนจะบานปลายเป็นเหตุปะทะภายในห้องประชุม เมื่อมีการเดินเข้าหากันและเริ่มรัวหมัด ก่อนจะมีทั้งคนที่เข้ามาช่วยและเข้ามาห้าม จนนบานปลายเป็นเหตุตะลุมบอน โดยตัวแทนพรรคฝ่ายค้าน กาคาริอา เพื่อจอร์เจียระบุว่า สมาชิกจากพรรครัฐบาล จอร์เจียน ดรีม เป็นฝ่ายเข้าทำร้ายสมาชิกฝ่ายค้าน

อย่างไรก็ตาม นายกรัฐมนตรีโคบาคิดเซกล่าวโทษฝ่ายค้านว่า เป็นผู้ยั่วยุเหตุการณ์ พร้อมระบุว่า เมื่อฝ่ายค้านไม่มีอะไรจะพูด ก็หันไปใช้คำพูดหยาบคาย ดูหมิ่น และใช้ความรุนแรง

ปัจจุบัน พรรคกาคาริอา เพื่อจอร์เจีย เป็นฝ่ายค้านเพียงพรรคเดียวที่ยังคงมีสมาชิกอยู่ในรัฐสภา หลังพรรคฝ่ายค้านอื่น ๆ ปฏิเสธผลการเลือกตั้งรัฐสภาเมื่อปี 2024 โดยอ้างว่าการเลือกตั้งไม่โปร่งใส ก่อนประกาศสละสิทธิ์ไม่รับตำแหน่งสมาชิกสภา

ความขัดแย้งทางการเมืองในจอร์เจียดำเนินมาอย่างต่อเนื่อง นับตั้งแต่ปลายปี 2024 เมื่อรัฐบาลประกาศระงับการเดินหน้าการเจรจาเพื่อเข้าเป็นสมาชิกสหภาพยุโรป ส่งผลให้ประชาชนจำนวนมากออกมาชุมนุมประท้วงทั่วประเทศ

แม้รัฐบาลจะใช้มาตรการควบคุมการชุมนุมอย่างเข้มงวด แต่การประท้วงทั้งขนาดใหญ่และขนาดเล็กยังคงเกิดขึ้นเป็นระยะ

ขณะเดียวกัน องค์กรด้านสิทธิมนุษยชนหลายแห่งยังแสดงความกังวลว่า รัฐบาลจอร์เจียได้ผลักดันกฎหมายที่เพิ่มข้อจำกัดต่อเสรีภาพ พร้อมดำเนินมาตรการกดดันผู้ชุมนุม องค์กรภาคประชาสังคม และสื่ออิสระ ซึ่งถูกมองว่าเป็นสัญญาณของการถดถอยด้านประชาธิปไตยในประเทศ.

ที่มา :AP

เยอรมนีทุบสถิติร้อนสุดเป็นประวัติการณ์ วัดอุณหภูมิได้ 41.3 องศา

เยอรมนีทุบสถิติร้อนสุดเป็นประวัติการณ์ วัดอุณหภูมิได้ 41.3 องศา

27 มิ.ย. 2569 05:49 น.

เยอรมนีทุบสถิติร้อนสุดเป็นประวัติการณ์ วัดอุณหภูมิได้ 41.3 องศา

เยอรมนีเผชิญคลื่นความร้อนรุนแรง ทำสถิติอุณหภูมิสูงสุดนับตั้งแต่เริ่มมีการบันทึกข้อมูล โดยวัดได้ 41.3 องศาเซลเซียส ที่เมืองซาร์บรึคเคิน จ่อทำลายสถิติเดิมเมื่อปี 2562

วันที่ 28 มิถุนายน 2569 สำนักอุตุนิยมวิทยาเยอรมนี (DWD) เปิดเผยว่า เยอรมนีอาจทำสถิติอุณหภูมิสูงสุดนับตั้งแต่เริ่มมีการบันทึกข้อมูล หลังตรวจวัดอุณหภูมิได้ 41.3 องศาเซลเซียส ที่เมืองซาร์บรึคเคิน ทางตะวันตกของประเทศ เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา

อย่างไรก็ตาม DWD ระบุว่า ตัวเลขดังกล่าวยังเป็นข้อมูลเบื้องต้น และอาจมีการปรับเปลี่ยนหลังผ่านกระบวนการตรวจสอบคุณภาพข้อมูลอย่างละเอียด หากตัวเลข 41.3 องศาเซลเซียสได้รับการรับรองอย่างเป็นทางการ จะกลายเป็นสถิติอุณหภูมิสูงสุดของเยอรมนี แซงหน้าสถิติเดิมที่ 41.2 องศาเซลเซียส ซึ่งบันทึกไว้เมื่อเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2562

หลายประเทศในยุโรปกำลังเผชิญคลื่นความร้อนรุนแรงในช่วงฤดูร้อน ส่งผลให้อุณหภูมิพุ่งสูงผิดปกติ และสร้างความกังวลเกี่ยวกับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รวมถึงความเสี่ยงต่อสุขภาพของประชาชนและการเกิดไฟป่าในหลายพื้นที่.

ที่มา AFP