ศธ.-TO BE NUMBER ONE-CEYDA -Garena ผนึกกำลังเปิดตัว Esports Master Youth Champion เวทีอีสปอร์ตระดับการศึกษาใหญ่สุดของไทย

ศธ.-TO BE NUMBER ONE-CEYDA -Garena ผนึกกำลังเปิดตัว Esports Master Youth Champion เวทีอีสปอร์ตระดับการศึกษาใหญ่สุดของไทย

ศธ.-TO BE NUMBER ONE-CEYDA -Garena ผนึกกำลังเปิดตัว Esports Master Youth Champion เวทีอีสปอร์ตระดับการศึกษาใหญ่สุดของไทย

วันพุธ ที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 17.50 น.

ศธ. – TO BE NUMBER ONE – CEYDA – Garena ผนึกกำลังเปิดตัว “Esports Master Youth Champion” เวทีอีสปอร์ตระดับการศึกษาใหญ่สุดของไทย ตามแนวทางโครงการพระดำริ “BUFF TO BUILD NUMBER ONE” ชิงถ้วยพระราชทานและรางวัลรวมกว่า 3 ล้านบาท

วันที่ 24 มิถุนายน 2569 นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เป็นประธานการแถลงข่าวเปิดตัวโครงการ “Esports Master Youth Champion 2569” การแข่งขันอีสปอร์ตระดับการศึกษาที่ใหญ่ที่สุดของประเทศไทย ตามแนวทางโครงการพระดำริ “BUFF TO BUILD NUMBER ONE” โดยมี นายฐณณ ธนกรประภา นายกสมาคมอีสปอร์ตเพื่อการศึกษาและพัฒนาส่งเสริมศักยภาพเยาวชน (CEYDA) นายแพทย์ จุมภฏ พรมสีดา รองอธิบดีกรมสุขภาพจิต ผู้แทนโครงการ TO BE NUMBER ONE ผู้แทน Garena Thailand และผู้บริหาร ศธ. ได้แก่ นายพิเชฐ โพธิ์ภักดี เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน, นายยศพล เวณุโกเศศ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา, นายมณฑล ภาคสุวรรณ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน, และบุคลากรที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วม ณ ห้องประชุม สพฐ. 1 อาคาร สพฐ. 4 ชั้น 2 กระทรวงศึกษาธิการ

โครงการ “Esports Master Youth Champion 2569” เกิดจากความร่วมมือระหว่างกระทรวงศึกษาธิการ โครงการ TO BE NUMBER ONE สมาคมอีสปอร์ตเพื่อการศึกษาและพัฒนาส่งเสริมศักยภาพเยาวชน (CEYDA) และ การีนา ออนไลน์ (ประเทศไทย) เพื่อขับเคลื่อนอีสปอร์ตสู่การเป็นเครื่องมือพัฒนาเยาวชนและส่งเสริมการเรียนรู้ในสถานศึกษาอย่างเป็นรูปธรรม โดยเปิดโอกาสให้ทีมเยาวชนตัวแทนสถานศึกษาจากทั้ง 77 จังหวัดทั่วประเทศ ร่วมประชันฝีมือใน 3 เกมยอดนิยม ได้แก่ Arena of Valor (RoV), Free Fire และ EA SPORTS FC Online เพื่อเฟ้นหาสุดยอดทีมเยาวชน ชิงถ้วยพระราชทานจากทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี พร้อมทุนการศึกษา และของรางวัลมูลค่ารวมกว่า 3 ล้านบาท 

โอกาสนี้ นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รมว.ศธ. ได้เน้นย้ำถึงบทบาทของอีสปอร์ตในฐานะพื้นที่การเรียนรู้ที่ช่วยพัฒนาทักษะแห่งอนาคต ผ่านกระบวนการการเรียนรู้โดยใช้สถานการณ์จำลองเสมือนจริง (Simulation-Based Learning) ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางการเตรียมความพร้อมเยาวชนไทยสู่โลกดิจิทัลและเศรษฐกิจแห่งอนาคต โดยมองว่าอีสปอร์ตเป็นมากกว่าการแข่งขัน แต่เป็นเครื่องมือการเรียนรู้โดยใช้สถานการณ์จำลองเสมือนจริงที่ช่วยพัฒนาเยาวชนให้เป็นคนรุ่นใหม่ที่คิดเป็น ทำเป็น ทำงานร่วมกับผู้อื่นได้ และพร้อมรับมือกับความท้าทายในอนาคต 

“กระทรวงศึกษาธิการมุ่งพัฒนาผู้เรียนให้มีความพร้อมสำหรับโลกยุคดิจิทัล ทั้งในด้านความรู้ ทักษะ และคุณลักษณะที่จำเป็นในศตวรรษที่ 21 โครงการ Esports Master Youth Champion จึงเป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญในการสร้างพื้นที่การเรียนรู้ที่ตอบโจทย์คนรุ่นใหม่ และเปิดโอกาสให้เยาวชนได้ค้นพบศักยภาพของตนเองอย่างเต็มที่ อันจะนำไปสู่การยกระดับคุณภาพการศึกษาทั้งระบบ และเตรียมความพร้อมเยาวชนไทยสู่เศรษฐกิจและสังคมแห่งอนาคตต่อไป” รมว.ศธ. กล่าว

ด้านนายแพทย์ จุมภฏ พรมสีดา รองอธิบดีกรมสุขภาพจิต กรรมการและผู้ช่วยเลขานุการคณะกรรมการอำนวยการ โครงการรณรงค์ป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด กล่าวว่า การดำเนินโครงการ BUFF TO BUILD NUMBER ONE และ Esports Master Youth Champion ถือเป็นแนวทางหนึ่งในการใช้กิจกรรมที่สอดคล้องกับความสนใจของเยาวชนยุคใหม่ มาสร้างพื้นที่การเรียนรู้และพัฒนาศักยภาพอย่างสร้างสรรค์ อีสปอร์ตสามารถเป็นเครื่องมือในการพัฒนาทักษะชีวิตที่สำคัญ ควบคู่ไปกับการเสริมสร้างสุขภาวะทางใจ วินัย และภูมิคุ้มกันทางสังคม ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญในการเติบโตเป็นเยาวชนคุณภาพ และห่างไกลจากปัญหายาเสพติด สิ่งสำคัญไม่ใช่เพียงการสร้างนักกีฬาอีสปอร์ต แต่คือการสร้างเยาวชนที่มีทั้ง IQ และ EQ พร้อมเป็นกำลังสำคัญของประเทศในอนาคต”

ขณะที่นายฐณณ ธนกรประภา นายกสมาคมอีสปอร์ตเพื่อการศึกษาและพัฒนาส่งเสริมศักยภาพเยาวชน (CEYDA) กล่าวว่า โครงการ Esports Master Youth Champion เกิดขึ้นจากความตั้งใจที่จะใช้อีสปอร์ตเป็นเครื่องมือพัฒนาเยาวชนไทย ผ่านการแข่งขันที่เชื่อมโยงการเรียนรู้กับการพัฒนาทักษะแห่งอนาคต คณะทำงานเชื่อว่าอีสปอร์ตสามารถส่งเสริมทั้ง Hard Skill, Soft Skill และ Heart Skill ตั้งแต่การคิดวิเคราะห์ การตัดสินใจบนพื้นฐานข้อมูล การทำงานเป็นทีม ไปจนถึงการมีน้ำใจนักกีฬา และการร่วมสร้างสังคมดิจิทัลที่ปราศจาก Hate Speech เพราะเป้าหมายของโครงการนี้ไม่ใช่เพียงการสร้างผู้ชนะ แต่คือการสร้างเยาวชนที่พร้อมเติบโตเป็นพลเมืองดิจิทัลที่มีคุณภาพของประเทศในอนาคต

ดร.ศรุต วานิชพันธุ์ ผู้อำนวยการอาวุโส Sea (ประเทศไทย) ในนาม การีนา ออนไลน์ (ประเทศไทย) กล่าวถึงความร่วมมือครั้งนี้ว่า มีความยินดีที่ได้ร่วมสนับสนุนโครงการ Esports Master Youth Champion 2569 และร่วมสร้างโอกาสให้เยาวชนไทยได้พัฒนาศักยภาพผ่านอีสปอร์ต โดยการแข่งขันใน 3 เกมหลัก ได้แก่ Arena of Valor (RoV), Free Fire และ EA SPORTS FC Online ภายใต้โครงการนี้จะเป็นเวทีสำคัญที่เปิดโอกาสให้เยาวชนจากทั่วประเทศได้แสดงศักยภาพและต่อยอดอาชีพในเส้นทางอีสปอร์ตได้ในอนาคต ทั้งยังเป็นการต่อยอดความสนใจของเยาวชนไทยสู่การพัฒนาทักษะ เตรียมความพร้อมให้เยาวชนไทยก้าวสู่การเป็นบุคลากรคุณภาพที่จะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลและสร้างชื่อเสียงให้ประเทศต่อไป

ขณะที่ นายพิเชฐ โพธิ์ภักดี เลขาธิการ กพฐ. กล่าวปิดท้ายว่า สพฐ. เชื่อมั่นว่าการพัฒนาเยาวชนในปัจจุบันจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ เอกชน และประชาสังคม เพื่อร่วมกันสร้างพื้นที่แห่งการเรียนรู้ที่ตอบโจทย์โลกยุคใหม่ การแข่งขันอีสปอร์ตในครั้งนี้ จึงไม่ได้เป็นเพียงการแข่งขันเกม แต่จะเป็นเครื่องมือการเรียนรู้ที่ช่วยส่งเสริมการคิดอย่างเป็นระบบ การวางแผน การตัดสินใจบนพื้นฐานข้อมูล การบริหารจัดการตนเอง การสื่อสาร และการทำงานเป็นทีม ซึ่งล้วนเป็นทักษะแห่งอนาคตที่จำเป็นต่อการใช้ชีวิตและการประกอบอาชีพในโลกยุคดิจิทัล 

สำหรัยการแข่งขัน “Esports Master Youth Champion 2569” เปิดรับสมัครทีมตัวแทนสถานศึกษาจาก 77 จังหวัดทั่วประเทศ ตั้งแต่วันที่ 17 มิถุนายน – 17 กรกฎาคม 2569 ก่อนเข้าสู่เส้นทางการแข่งขันตั้งแต่ระดับสถานศึกษา ระดับจังหวัด ระดับประเทศ และรอบชิงชนะเลิศแห่งประเทศไทย โดยผู้สนใจสามารถติดตามรายละเอียดการรับสมัคร กำหนดการแข่งขัน และข่าวสารต่าง ๆ ของโครงการได้ผ่านช่องทางโซเชียลมีเดียของโครงการ TO BE NUMBER ONE, CEYDA, Garena Thailand รวมถึงช่องทางของเกม RoV, Free Fire และ EA SPORTS FC Online อีกด้วย
 

สภามหาวิทยาลัย มจพ. ร่วมแสดงความยินดีกรรมการสภามหาวิทยาลัย ในโอกาสได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ประจำปี 2568

สภามหาวิทยาลัย มจพ. ร่วมแสดงความยินดีกรรมการสภามหาวิทยาลัย ในโอกาสได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ประจำปี 2568

สภามหาวิทยาลัย มจพ. ร่วมแสดงความยินดีกรรมการสภามหาวิทยาลัย ในโอกาสได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ประจำปี 2568

วันพุธ ที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 16.40 น.

24 มิถุนายน 2569 สภามหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ (มจพ.) ร่วมกับมหาวิทยาลัยจัดงานแสดงความยินดี แด่กรรมการสภามหาวิทยาลัย ในโอกาสได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ประจำปี 2568 โดยมีผู้บริหาร กรรมการสภามหาวิทยาลัย คณาจารย์ บุคลากร และแขกผู้มีเกียรติมาร่วมแสดงความยินดีอย่างพร้อมเพรียง ในการนี้ นายกสภามหาวิทยาลัย มจพ. ได้กล่าวแสดงความยินดีและกล่าวยกย่องผู้ได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ซึ่งถือเป็นเกียรติยศอันสูงส่งที่สะท้อนถึงความวิริยะอุตสาหะ ความซื่อสัตย์สุจริต ความเสียสละ และการอุทิศตนเพื่อประโยชน์ของประเทศชาติและสังคม ตลอดจนการมีบทบาทสำคัญในการกำหนดนโยบายและขับเคลื่อนการพัฒนามหาวิทยาลัยให้เจริญก้าวหน้าอย่างยั่งยืน ณ หอประชุมเบญจรัตน์ อาคารนวมินทรราชินี มจพ.

ผู้ได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ในครั้งนี้ ประกอบด้วย คุณภรณี ลีนุตพงษ์ กรรมการสภามหาวิทยาลัยผู้ทรงคุณวุฒิ ได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ชั้นสายสะพาย มหาปรมาภรณ์ช้างเผือก ศาสตราจารย์ ดร.อรรถกร เก่งพล กรรมการสภามหาวิทยาลัยประเภทคณาจารย์ ได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ชั้นสายสะพาย มหาปรมาภรณ์ช้างเผือก และ ดร.ศิริธัช โรจนพฤกษ์ กรรมการสภามหาวิทยาลัยผู้ทรงคุณวุฒิ ได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ จัตุรถาภรณ์มงกุฎไทย นอกจากนี้ยังเคยได้รับเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ชั้นดิเรกคุณาภรณ์อีกด้วย

นายกสภามหาวิทยาลัย กล่าวว่า การได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ในครั้งนี้ นับเป็นเครื่องหมายแห่งการเชิดชูเกียรติอันทรงคุณค่าของบุคคลดังกล่าว สะท้อนให้เห็นถึงความรู้ ความสามารถ ประสบการณ์ และความมุ่งมั่นในการปฏิบัติหน้าที่เพื่อประโยชน์ส่วนรวมของสังคมและประเทศชาติ ตลอดจนการมีส่วนร่วมในการกำหนดวิสัยทัศน์และทิศทางการพัฒนามหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือให้มีความเป็นเลิศทั้งด้านวิชาการ วิจัยและนวัตกรรม จนได้รับการยอมรับในระดับชาติและนานาชาติมาอย่างต่อเนื่อง

ญี่ปุ่นจัดซื้อสเปรย์กันหมี 700 ชุด แจก รร.ชานกรุงโตเกียว รับมือหมีบุกเมือง

ญี่ปุ่นจัดซื้อสเปรย์กันหมี 700 ชุด แจก รร.ชานกรุงโตเกียว รับมือหมีบุกเมือง

24 มิ.ย. 2569 17:13 น.

ญี่ปุ่นจัดซื้อสเปรย์กันหมี 700 ชุด แจก รร.ชานกรุงโตเกียว รับมือหมีบุกเมือง

ทางการเมืองฮาชิโอจิ ชานกรุงโตเกียว ประกาศอนุมัติงบประมาณฉุกเฉินจัดซื้อสเปรย์ป้องกันหมีจำนวน 700 ชุด แจกจ่ายให้แก่โรงเรียนและองค์กรชุมชน หลังวิกฤตหมีป่าบุกรุกพื้นที่ชุมชนเมืองในญี่ปุ่นทวีความรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยปีที่ผ่านมามีผู้เสียชีวิตจากเหตุหมีทำร้ายสูงเป็นประวัติการณ์ถึง 13 ราย

โฆษกเมืองฮาชิโอจิ เปิดเผยว่า ทางเมืองได้อนุมัติแผนงบประมาณฉุกเฉินจำนวน 15 ล้านเยน (ประมาณ 3 ล้านบาท) เพื่อจัดซื้ออุปกรณ์ป้องกันตัวและอุปกรณ์ผลักดันหมีป่า ซึ่งรวมถึงสเปรย์พริกไทยป้องกันหมีจำนวน 700 กระบอก รั้วไฟฟ้าแบบเคลื่อนย้ายได้ และอุปกรณ์ส่งสัญญาณเสียงความถี่สูง เพื่อกระจายส่งมอบให้กับโรงเรียนปฐมศึกษา มัธยมศึกษา รวมถึงกลุ่มอาสาสมัครและองค์กรชุมชนในพื้นที่

เมืองฮาชิโอจิ ตั้งอยู่บริเวณชานเมืองทางตะวันตกของกรุงโตเกียว ซึ่งรายล้อมไปด้วยภูเขาและป่าไม้ ทำให้นิยมในหมู่ชาวเมืองที่จะเดินทางมาปีนเขาและเดินป่าในวันหยุดสุดสัปดาห์ แต่นับตั้งแต่เดือนเมษายนที่ผ่านมา มีรายงานการพบหมีหรือร่องรอยของหมีในพื้นที่แล้วถึง 11 ครั้ง โดยสถานีโทรทัศน์ NHK เผยภาพจากกล้องวงจรปิดตรวจจับความเคลื่อนไหวที่สามารถบันทึกภาพของหมีดำขนาดใหญ่กำลังป้วนเปี้ยนอยู่ใกล้กับบ้านพักอาศัยของประชาชนเมื่อวันที่ 29 เมษายน

ข้อมูลจากกระทรวงสิ่งแวดล้อมญี่ปุ่นระบุว่า ในปีงบประมาณที่ผ่านมา ญี่ปุ่นมีผู้เสียชีวิตจากการถูกหมีทำร้ายสูงถึง 13 ราย ซึ่งเป็นตัวเลขที่สูงที่สุดเท่าที่เคยมีการบันทึกไว้ และสถานการณ์ยังไม่มีทีท่าว่าจะบรรเทาลง โดยนับตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน ถึง 30 พฤษภาคมของปีนี้ มีผู้เสียชีวิตเพิ่มอีกแล้วถึง 5 ราย และมีผู้ได้รับบาดเจ็บอีกกว่า 20 คน

นอกจากนี้ สถิติทั่วประเทศระบุว่ายอดการแจ้งเหตุพบหมีป่าทะลุ 50,000 ครั้ง ซึ่งมากกว่าสถิติเดิมที่เคยทำไว้เมื่อสองปีก่อนถึงกว่าเท่าตัว โดยเฉพาะในช่วงไม่กี่เดือนมานี้ที่หมีป่าเพิ่งตื่นจากการจำศีลและเริ่มออกจากป่ามาหาอาหารในเขตเมืองเนื่องจากสภาวะขาดแคลนอาหารในป่าธรรมชาติ

เมื่อช่วงต้นเดือนที่ผ่านมา สถานการณ์หมีป่าบุกเมืองได้ส่งผลให้โรงเรียนทุกแห่งในเมืองอุสึโนมิยะ ทางตอนเหนือของโตเกียว ต้องประกาศปิดการเรียนการสอนอย่างกะทันหัน หลังจากมีหมีป่าหลุดเข้ามาเดินเตร็ดเตร่ในเมืองและสามารถหลบหนีการตามล่าของเจ้าหน้าที่ตำรวจและพรานป่านานถึง 4 วันเต็มก่อนจะถูกจับกุมตัวได้ และก่อนหน้านั้นไม่นานก็เกิดเหตุหมีป่า “สุดฉลาด” ที่สามารถเปิดหน้าต่างและหมุนเปิดลูกบิดประตูเองได้ บุกเข้าทำร้ายคนงาน 4 รายในโรงงานสองแห่งที่จังหวัดฟุกุชิมะ

ด้านเรียวสุเกะ ซาโต โฆษกส่วนท้องถิ่นของเมืองฮาชิโอจิระบุเพิ่มเติมว่า ขณะนี้ทางเมืองกำลังเร่งร่างคู่มือปฏิบัติการฉุกเฉินร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจและสมาคมพรานป่าท้องถิ่น เพื่อกำหนดขั้นตอนการเข้าระงับเหตุและจับกุมอย่างทันท่วงทีหากมีหมีหลุดเข้ามาบนท้องถนนในย่านที่พักอาศัย

ขณะเดียวกัน รัฐบาลกลางและส่วนภูมิภาคของญี่ปุ่นได้เริ่มดำเนินมาตรการเชิงรุก ด้วยการสั่งถางพุ่มไม้หนาตามริมตลิ่งแม่น้ำ รวมถึงพื้นที่รอยต่อระหว่างชุมชนเมืองและเขตภูเขา เพื่อทำลายพื้นที่ซ่อนตัวและสกัดกั้นไม่ให้หมีป่าใช้เป็นเส้นทางลัดเลาะเข้าสู่เขตที่อยู่อาศัยของประชาชน.

ที่มา AFP

ฝรั่งเศสไฟฟ้าดับท่ามกลางอากาศร้อนจัด แอร์-พัดลมขายเกลี้ยงทำลายสถิติพันเท่า

ฝรั่งเศสไฟฟ้าดับท่ามกลางอากาศร้อนจัด แอร์-พัดลมขายเกลี้ยงทำลายสถิติพันเท่า

24 มิ.ย. 2569 16:38 น.

ฝรั่งเศสไฟฟ้าดับท่ามกลางอากาศร้อนจัด แอร์-พัดลมขายเกลี้ยงทำลายสถิติพันเท่า

ยุโรปเผชิญกับคลื่นความร้อนรุนแรงครั้งประวัติศาสตร์ ส่งผลให้ระบบโครงสร้างพื้นฐานขัดข้องเนื่องจากไม่รองรับสภาพอากาศที่ร้อนจัด โดยที่ฝรั่งเศสเกิดเหตุหม้อแปลงไฟฟ้าขัดข้องจากความร้อน ทำให้อาคารและบ้านเรือนกว่า 106,000 หลังไม่มีไฟฟ้าใช้ ท่ามกลางอุณหภูมิที่พุ่งทะลุ 41 องศาเซลเซียส ขณะที่ยอดขายพัดลมและเครื่องปรับอากาศพุ่งทะยานสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์ถึง 1,000 เท่า

สถานการณ์คลื่นความร้อนรุนแรงยังคงปกคลุมทวีปยุโรปอย่างต่อเนื่อง โดยในสัปดาห์นี้อุณหภูมิเฉลี่ยทั้งกลางวันและกลางคืนของฝรั่งเศสพุ่งสูงถึง 29.8 องศาเซลเซียส ซึ่งถือเป็นสถิติที่ร้อนที่สุดนับตั้งแต่เริ่มมีการบันทึกในปี 1947 ส่งผลให้ทางการฝรั่งเศสต้องประกาศยกระดับเตือนภัยสภาพอากาศขั้นสูงสุด เป็นสีแดง เพิ่มอีก 4 จังหวัด ทำให้ปัจจุบันมีประชาชนราว 44 ล้านคน หรือกว่าร้อยละ 90 ของประเทศ กำลังเผชิญกับสภาพอากาศร้อนจัดระดับวิกฤต โดยอุณหภูมิพุ่งสูงระหว่าง 39 ถึง 41 องศาเซลเซียส ครอบคลุมตั้งแต่แคว้นบริตตานีไปจนถึงกรุงปารีส

ความร้อนที่รุนแรงและยาวนานได้สร้างความเสียหายต่อโครงสร้างพื้นฐานอย่างหนัก ล่าสุดทางการฝรั่งเศสรายงานเหตุไฟฟ้าดับครั้งใหญ่ในจังหวัดฟีนิสแตร์ ทางตะวันตกเฉียงเหนือ หลังจากหม้อแปลงไฟฟ้าขัดข้องจากอุณหภูมิที่สูงเกินขีดจำกัด ส่งผลกระทบให้บ้านเรือนและลูกค้าสูงสุดถึง 106,000 รายไม่มีไฟฟ้าใช้ เจ้าหน้าที่กู้ภัยและวิศวกรต้องเร่งทำงานตลอดทั้งคืนเพื่อจ่ายไฟสำรองและติดตั้งเครื่องปั่นไฟฉุกเฉินให้แก่ศูนย์การแพทย์และบ้านพักคนชราเป็นอันดับแรก

วิกฤตสภาพอากาศในครั้งนี้ส่งผลให้พฤติกรรมการบริโภคของชาวฝรั่งเศสเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง เนื่องจากอาคารบ้านเรือนส่วนใหญ่ในยุโรปถูกสร้างขึ้นเพื่อกักเก็บความอบอุ่นในฤดูหนาวและไม่มีการติดตั้งระบบทำความเย็น ทำให้อุปสงค์ของเครื่องใช้ไฟฟ้าให้ความเย็นพุ่งสูงขึ้นอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน

อเล็กซองดร์ บงปาร์ต ประธานบริหารของเครือซูเปอร์มาร์เก็ตยักษ์ใหญ่ “คาร์ฟูร์” เปิดเผยว่า เพียงแค่วันจันทร์วันเดียว บริษัทสามารถทำยอดขายพัดลมและเครื่องปรับอากาศเคลื่อนที่ได้สูงถึง 30,000 เครื่องภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมง ซึ่งคิดเป็นยอดขายที่มากกว่าวันปกติถึง 1,000 เท่า ขณะที่แพลตฟอร์มอเมซอน รายงานยอดขายสินค้ากลุ่มนี้โตขึ้นเกือบเท่าตัวเมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา ด้านช่างไฟฟ้าในพื้นที่ต่างยอมรับว่าได้รับโทรศัพท์ติดต่อให้เข้าติดตั้งเครื่องปรับอากาศ “กรณีฉุกเฉิน” จนล้นมือจนผู้พักอาศัยหลายคนเลือกที่จะละเลยขั้นตอนการขออนุญาตจากนิติบุคคลเนื่องจากไม่สามารถทนต่อสภาพอากาศที่อบอ้าวได้

“การมาเที่ยวปารีสในสภาพอากาศแบบนี้มันแย่มาก พวกเรากำลังจะหมดลมหายใจ ทั้งบนท้องถนน ในสถานีรถไฟใต้ดิน หรือแม้แต่ในห้องพักที่เช่าไว้” จอห์น บีเลอร์ วิศวกรชาวอเมริกันวัย 45 ปีที่เดินทางมาท่องเที่ยวกล่าว พร้อมระบุว่าเขาจำเป็นต้องย้ายไปนอนโรงแรมที่มีเครื่องปรับอากาศแทน

นอกจากนี้ ยังเกิดเหตุสลดในภาคตะวันออกเฉียงใต้ของฝรั่งเศส เมื่อผลชันสูตรพลิกศพพบว่าเด็กเล็กสองคนอายุ 2 และ 4 ขวบ เสียชีวิตเนื่องจากทนความร้อนไม่ไหวหลังติดอยู่ภายในรถยนต์ที่จอดอยู่หน้าบ้านพัก โดยมารดาระบุว่าเด็ก ๆ แอบเข้าไปเล่นในรถโดยที่เธอไม่ทราบ

นักอุตุนิยมวิทยาระบุว่า คลื่นความร้อนรอบนี้ถูกขับเคลื่อนด้วยปรากฏการณ์สภาพอากาศที่เรียกว่า “โอเมก้า บล็อก” (Omega block) ซึ่งมีลักษณะของมวลอากาศที่ล็อกความร้อนให้อบอวลและทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ วันต่อวัน โดยมีปัจจัยเร่งมาจากสภาวะโลกร้อน ซึ่งผู้เชี่ยวชาญชี้ว่า หากไม่มีการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจากฝีมือมนุษย์ อุณหภูมิในปัจจุบันควรจะเย็นกว่านี้ประมาณ 2 ถึง 4 องศาเซลเซียส

สถานการณ์ในประเทศเพื่อนบ้านต่างวิกฤตไม่แพ้กัน โดยที่สหราชอาณาจักร สำนักงานสาธารณสุขได้ประกาศเตือนภัยความร้อน “ระดับสีแดง” ซึ่งเป็นครั้งที่สองในประวัติศาสตร์ชาติ เนื่องจากอุณหภูมิพุ่งสูงแตะปลายระดับ 30 องศาเซลเซียส ซึ่งเป็นอันตรายต่อชีวิตแม้ในกลุ่มคนที่มีสุขภาพแข็งแรง ขณะที่ผู้ให้บริการรถไฟได้สั่งจำกัดความเร็วและแนะนำให้ประชาชนเดินทางเฉพาะกรณีที่จำเป็นเท่านั้น เนื่องจากความร้อนส่งผลกระทบต่อรางรถไฟ ด้านสมาคมครูใหญ่แห่งชาติระบุว่า โรงเรียนเกือบทุกแห่งต้องปรับตารางเรียนเนื่องจากอาคารเรียนในอังกฤษไม่พร้อมรองรับความร้อนระดับนี้

ส่วนอิตาลี กระทรวงสาธารณสุขประกาศเตือนภัยระดับสีแดงใน 16 เมืองใหญ่ รวมถึงโรมและมิลาน โดยคาดว่าสภาพอากาศจะย่ำแย่ลงอีกในพื้นที่แถบชายฝั่งเนื่องจากความชื้นสูง ซึ่งอาจทำให้ดัชนีความร้อน หรืออุณหภูมิที่มนุษย์รู้สึกจริง พุ่งสูงถึง 45 องศาเซลเซียส

ขณะที่เนเธอร์แลนด์ได้ประกาศเตือนภัยระดับสีส้ม ทางรถไฟแห่งชาติประกาศลดเที่ยววิ่งในหลายเส้นทาง ขณะที่สภาเมืองอัมสเตอร์ดัมเปิดให้ผู้ถือบัตรผ่านเมืองสามารถเข้าใช้บริการสระว่ายน้ำกลางแจ้งฟรีเพื่อคลายร้อน

ทั้งนี้ คลื่นความร้อนดังกล่าวมีแนวโน้มจะเคลื่อนตัวเข้าท่วมยุโรปตะวันออกในอีกไม่กี่วันข้างหน้า โดยโปแลนด์คาดการณ์ว่าอุณหภูมิอาจทำลายสถิติสูงสุดเดิมที่ 40.2 องศาเซลเซียสที่เคยทำไว้ในปี 1921 ขณะที่โครเอเชียและฮังการีได้เตรียมยกระดับการเตือนภัยสู่ขั้นสูงสุดแล้วเช่นกัน โดยมีเพียงประเทศสเปนเท่านั้นที่เริ่มมีสัญญาณของอุณหภูมิที่ลดลงเล็กน้อยในบางพื้นที่.

ที่มา AFP / Reuters

ศาลสหรัฐฯ สั่งจำคุก 8 ผู้ต้องหา รวม 450 ปี ก่อจลาจลต้าน ICE-ยิงตำรวจเจ็บ

ศาลสหรัฐฯ สั่งจำคุก 8 ผู้ต้องหา รวม 450 ปี ก่อจลาจลต้าน ICE-ยิงตำรวจเจ็บ

24 มิ.ย. 2569 15:02 น.

ศาลสหรัฐฯ สั่งจำคุก 8 ผู้ต้องหา รวม 450 ปี ก่อจลาจลต้าน ICE-ยิงตำรวจเจ็บ

ศาลรัฐบาลกลางสหรัฐฯ พิพากษาลงโทษจำคุกกลุ่มผู้ประท้วงที่มีความเชื่อมโยงกับขบวนการฝ่ายซ้ายจัด “Antifa” จำนวน 8 ราย รวมโทษจำคุกสูงถึง 450 ปี จากคดีก่อเหตุจลาจล และเปิดฉากยิงถล่มเจ้าหน้าที่ตำรวจจนได้รับบาดเจ็บ บริเวณหน้าศูนย์กักกันคนเข้าเมืองในรัฐเท็กซัส เมื่อวันชาติสหรัฐฯ ปีที่ผ่านมา โดยแกนนำกลุ่มซึ่งเป็นอดีตทหารกองหนุนโดนโทษสูงสุดถึง 100 ปี

ผู้พิพากษาศาลแขวงสหรัฐฯ ในเมืองฟอร์ตเวิร์ธ รัฐเท็กซัส ได้อ่านคำพิพากษาลงโทษจำคุกสมาชิกขบวนการฝ่ายซ้ายจัด “แอนติฟา” (Antifa) จำนวน 8 ราย โดยมีโทษจำคุกตั้งแต่ 30 ปี ไปจนถึง 100 ปี รวมโทษจำคุกของทุกคนสูงถึง 450 ปี จากคดีบุกโจมตีศูนย์กักกันผู้ตรวจคนเข้าเมืองและศุลกากร (ICE) “แพรรีแลนด์” ในเมืองอัลวาราโด

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม 2025 หรือวันชาติสหรัฐฯ โดยอัยการระบุว่า กลุ่มติดอาวุธแอนติฟาที่แต่งกายด้วยชุดยุทธวิธีสีดำได้มารวมตัวกัน ก่อนจะเปิดฉากยิงปืน สาดกระสุน และขว้างปาระเบิดเพลิงรวมถึงดอกไม้ไฟเข้าใส่เจ้าหน้าที่ตำรวจและอาคารของรัฐบาลกลาง ตลอดจนทุบทำลายยานพาหนะและป้อมยาม ส่งผลให้มีเจ้าหน้าที่ตำรวจถูกยิงได้รับบาดเจ็บ 1 นาย ซึ่งผู้พิพากษาสหรัฐฯ ได้ประณามการกระทำในวันนั้นว่าเป็น “การจู่โจมต่อระบอบประชาธิปไตย” อย่างร้ายแรง

ผู้ได้รับการลงโทษหนักที่สุดคือ เบนจามิน ฮานิล ซง ซึ่งเป็นอดีตทหารกองหนุนหน่วยนาวิกโยธินสหรัฐฯ และถูกระบุว่าเป็นหัวหน้ากลุ่มและผู้จัดตั้งปฏิบัติการในครั้งนี้ เขาถูกตัดสินความผิดในข้อหาพยายามฆ่าเจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมาย และถูกสั่งจำคุกเป็นเวลา 100 ปี โดยนางโฮป ซง มารดาของเขา และทนายความได้ปฏิเสธข้อกล่าวหาว่าลูกชายไม่ได้ตั้งใจจะทำร้ายใคร

ด้านนายซงได้ระบุในแถลงการณ์เป็นลายลักษณ์อักษรว่า เหตุผลที่เขาตัดสินใจลั่นไกปืนในคืนนั้น เป็นเพราะเขาเชื่อว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจกำลังเตรียมจะวิสามัญผู้ประท้วงอีกรายหนึ่ง โดยทางทนายความฝ่ายจำเลยยืนยันว่าจะยื่นอุทธรณ์ โดยระบุว่ากลุ่มคนเหล่านี้ไม่ใช่ผู้ก่อการร้าย แต่เป็นเพียงกลุ่มเด็กและเยาวชนที่มีจิตใจโอบอ้อมอารีและต้องการให้เสียงของตนเองเป็นที่รับรู้เท่านั้น

สำหรับผู้ต้องหาอีก 7 รายที่ถูกตัดสินโทษในรอบนี้ ได้แก่ มาริเซลา รูเอดา ถูกตัดสินจำคุก 70 ปี, ออทัมน์ ฮิลล์ (หรือ คาเมรอน อาร์โนลด์), ซาวันนา แบตเทน, แซกการี อีเวตต์ส, มีแกน มอร์ริส (หรือ แบรดฟอร์ด มอร์ริส) และ เอลิซาเบธ โซโต ถูกตัดสินจำคุกคนละ 50 ปี และแดเนียล โรลันโด ซานเชซ-เอสตราดา ถูกตัดสินจำคุก 30 ปี

พวกเขาทั้งหมดถูกคณะลูกขุนตัดสินความผิดในหลายข้อหาหนัก เช่น การก่อจลาจล, การใช้อาวุธและวัตถุระเบิด, การให้ความสนับสนุนด้านวัตถุแก่ผู้ก่อการร้าย และการขัดขวางกระบวนการยุติธรรม นอกจากนี้ ยังมีจำเลยรายที่ 9 คือ อิเนส โซโต รวมถึงผู้สมรู้ร่วมคิดอีก 7 รายที่ยอมรับสารภาพก่อนการพิจารณาคดี มีกำหนดเข้ารับฟังคำพิพากษาลงโทษในวันที่ 1 กรกฎาคมที่จะถึงนี้

ท็อดด์ บลานช์ รักษาการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ ได้ออกแถลงการณ์ประณามกลุ่มผู้ก่อเหตุอย่างรุนแรง โดยระบุว่า “บทลงโทษที่ออกมาในวันนี้แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า ผู้ก่อการร้ายแอนติฟาที่โจมตีเจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมายและทรัพย์สินของส่วนรวม จะต้องเผชิญหน้ากับกระบวนการยุติธรรมที่รวดเร็วและเด็ดขาดโดยไม่มีข้อละเว้น”

ทั้งนี้ กลุ่ม “Antifa” หรือขบวนการต่อต้านฟาสซิสต์ กลายเป็นเป้าหมายของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งเขาได้ลงนามในคำสั่งบริหารเมื่อปีที่ผ่านมา เพื่อจัดให้ขบวนการฝ่ายซ้ายจัดที่ไร้แกนนำกลุ่มนี้ให้เป็น “องค์กรก่อการร้ายภายในประเทศ” ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากนักสิทธิมนุษยชนว่า แอนติฟาเป็นเพียงแนวคิดอุดมการณ์ทางการเมือง ไม่ใช่องค์กรที่มีโครงสร้างสมาชิกหรือแกนนำที่ชัดเจน และการนับถืออุดมการณ์ใด ๆ ไม่ควรถูกตีเป็นความผิดทางอาญาที่ต้องรับโทษหนักเช่นนี้.

ที่มา BBC / Reuters

ทรัมป์สั่งสอบ บ.น้ำมัน “โก่งราคา” เหตุราคาน้ำมันหน้าปั๊มไม่ลดตามต้นทุนน้ำมันดิบ

ทรัมป์สั่งสอบ บ.น้ำมัน "โก่งราคา" เหตุราคาน้ำมันหน้าปั๊มไม่ลดตามต้นทุนน้ำมันดิบ

24 มิ.ย. 2569 14:01 น.

ทรัมป์สั่งสอบ บ.น้ำมัน “โก่งราคา” เหตุราคาน้ำมันหน้าปั๊มไม่ลดตามต้นทุนน้ำมันดิบ

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ สั่งการให้กระทรวงยุติธรรมเปิดฉากสืบสวนกลุ่มบริษัทน้ำมันยักษ์ใหญ่ในข้อหา “โก่งราคา” หลังพบว่าราคาขายปลีกน้ำมันหน้าปั๊มในสหรัฐฯ ปรับตัวลดลงล่าช้าและไม่สอดคล้องกับราคาน้ำมันดิบโลกที่ร่วงลงอย่างรุนแรง หลังสหรัฐฯ และอิหร่านบรรลุข้อตกลงสันติภาพชั่วคราว

ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ โพสต์ข้อความผ่านแพลตฟอร์มทรูธโซเชียล ในช่วงกลางดึกวันอังคารที่ผ่านมา สั่งการให้กระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ เข้าตรวจสอบบริษัทน้ำมันยักษ์ใหญ่ในประเทศทันที โดยกล่าวหาว่าบริษัทเหล่านี้กำลัง “ขูดรีด” ผู้บริโภค เนื่องจากไม่ยอมปรับลดราคาขายปลีกน้ำมันหน้าปั๊มให้ลดลงในสัดส่วนที่เท่ากับการดิ่งลงของราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก

“บริษัทน้ำมันยักษ์ใหญ่ทั้งหลายไม่ได้ลดราคาหน้าปั๊มให้สอดคล้องกับราคาน้ำมันดิบที่พวกเขาซื้อมาในราคาที่ถูกลงอย่างมาก ตอนนี้ราคาน้ำมันดิบกำลังร่วงลงราวกับก้อนหินตกตึก! พูดง่าย ๆ ก็คือ ลูกค้ากำลังถูกโก่งราคา” ทรัมป์ระบุในโพสต์ พร้อมทิ้งท้ายอย่างดุดันว่า “ราคาหน้าปั๊มควรจะลดลงเร็วกว่าที่ผมกำลังเห็นอยู่ในตอนนี้!”

อย่างไรก็ดี ทั้งทำเนียบขาวและกระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ ยังไม่ได้ออกมาให้ความเห็นเพิ่มเติมใด ๆ นอกเวลาทำการปกติเกี่ยวกับคำสั่งสายฟ้าแลบของผู้นำสหรัฐฯ ในครั้งนี้

ชนวนเหตุของความไม่พอใจของทรัมป์เกิดจากความเหลื่อมล้ำของตัวเลขราคาพลังงาน โดยหลังจากที่สหรัฐฯ และอิหร่านได้บรรลุข้อตกลงสันติภาพชั่วคราว และเริ่มเปิดเส้นทางเดินเรือผ่าน “ช่องแคบฮอร์มุซ” ซึ่งเป็นเส้นทางลำเลียงน้ำมันดิบราว 1 ใน 5 ของโลกอีกครั้ง ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบในสหรัฐฯ ดิ่งลงแล้วถึง 23% นับตั้งแต่จุดสูงสุดในเดือนพฤษภาคม และหากเทียบกับช่วงพุ่งทะยานสูงสุดในเดือนมีนาคม ราคาน้ำมันดิบโลกลดลงมาแล้วถึง 40%

แต่ข้อมูลจาก GasBuddy ระบุว่า ราคาขายปลีกน้ำมันเฉลี่ยในสหรัฐฯ เมื่อเช้าวันพุธ (24 มิ.ย.) อยู่ที่ 3.906 ดอลลาร์ต่อแกลลอน หรือประมาณ 3.93 ดอลลาร์ตามข้อมูลของสมาคมยานยนต์อเมริกัน ซึ่งลดลงเพียง 14% จากจุดสูงสุดในเดือนพฤษภาคม และยังคงสูงกว่าระดับ 2.764 ดอลลาร์ต่อแกลลอน ซึ่งเป็นราคาเฉลี่ยในเดือนมกราคม ก่อนที่สงครามกับอิหร่านจะปะทุขึ้นในเดือนกุมภาพันธ์

ราคาน้ำมันนับเป็นประเด็นทางการเมืองที่อ่อนไหวอย่างยิ่งในสหรัฐฯ เนื่องจากรถยนต์ส่วนบุคคลที่ใช้น้ำมันยังคงเป็นพาหนะหลักในการเดินทางของชาวอเมริกันส่วนใหญ่ ซึ่งที่ผ่านมา ทรัมป์เผชิญกับกระแสวิพากษ์วิจารณ์และแรงตีกลับอย่างรุนแรงจากสาธารณชน ที่ไม่พอใจต่อการตัดสินใจเข้าร่วมทำสงครามในตะวันออกกลางจนส่งผลให้ราคาพลังงานและอัตราเงินเฟ้อในประเทศพุ่งสูงลิ่ว และมองว่ารัฐบาลนำเงินภาษีของประชาชนหลายพันล้านดอลลาร์ไปละเลงในสงคราม

แม้ว่าผู้นำสหรัฐฯ จะเคยคาดการณ์ซ้ำ ๆ ว่าราคาน้ำมันจะ “ร่วงลงราวกับก้อนหิน” ทันทีที่สงครามยุติลง แต่นักเศรษฐศาสตร์หลายรายกลับมองต่างมุม โดยคาดการณ์ว่าอาจต้องใช้เวลาอีกหลายเดือนกว่าที่ราคาน้ำมันจะปรับตัวกลับไปสู่ระดับก่อนเกิดสงคราม

ความเคลื่อนไหวล่าสุดของทรัมป์ในครั้งนี้ ถูกมองว่าเป็นความพยายามลดอุณหภูมิความไม่พอใจของประชาชน ในขณะที่ตัวเขาและพรรครีพับลิกันกำลังเผชิญศึกหนักในการรักษาเก้าอี้เสียงข้างมากอันน้อยนิดในสภาคองเกรส สำหรับการเลือกตั้งกลางเทอมที่กำลังจะมาถึงในเดือนพฤศจิกายนนี้.

ที่มา Reuters / AFP

ชายออสเตรเลียทุบสถิติกินเนสส์ “เสียงดังที่สุดในโลก” 122.4 เดซิเบล เท่าเครื่องบินเจ็ทกำลังทะยาน

ชายออสเตรเลียทุบสถิติกินเนสส์ "เสียงดังที่สุดในโลก" 122.4 เดซิเบล เท่าเครื่องบินเจ็ทกำลังทะยาน

24 มิ.ย. 2569 12:32 น.

ชายออสเตรเลียทุบสถิติกินเนสส์ “เสียงดังที่สุดในโลก” 122.4 เดซิเบล เท่าเครื่องบินเจ็ทกำลังทะยาน

กินเนสส์ เวิลด์ เรคคอร์ด ประกาศรับรองชายชาวออสเตรเลียวัย 58 ปี จากกรุงแคนเบอร์รา เป็นผู้ที่ตะโกนเสียงดังที่สุดในโลกคนใหม่ ด้วยความดังทะลุ 122.4 เดซิเบล เทียบเท่าเสียงเลื่อยยนต์หรือเครื่องบินเจ็ทที่กำลังทะยานขึ้นฟ้า ทำลายสถิติเดิมที่ยืนยงมานานกว่า 30 ปีลงได้สำเร็จ หลังเจ้าตัวตะโกนคำว่า “Now” จนเสียงแหบแห้งไปหลายวัน

นายโจเซฟ แมคเกรล-เบทัป (Joseph McGrail-Bateup) ชายชาวออสเตรเลียวัย 58 ปี ซึ่งมีอาชีพหลักเป็นช่างล้างแอร์และควบตำแหน่งพนักงานป่าวร้องกิตติมศักดิ์ประจำเมือง ได้รับการบันทึกชื่อลงในกินเนสส์ เวิลด์ เรคคอร์ดอย่างเป็นทางการเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ในฐานะบุคคลที่ส่งเสียงตะโกนดังที่สุดในโลก โดยเขาสามารถทำสถิติได้ที่ความดังถึง 122.4 เดซิเบล จากการตะโกนคำว่า “Now” (ตอนนี้) เพียงคำเดียว

สถิติดังกล่าวล้มแชมป์เก่าอย่าง แอนนาลิซา แฟลนากัน คุณครูชาวไอร์แลนด์เหนือที่เคยทำไว้ 121.7 เดซิเบล ตั้งแต่ปี 1994 จากการตะโกนคำว่า “Quiet” (เงียบ ๆ) ซึ่งความดังในระดับ 122.4 เดซิเบลนี้ ถือเป็นระดับเสียงที่อันตรายและเทียบเท่ากับเสียงของเลื่อยยนต์ เสียงเครื่องบินเจ็ทขณะเทคออฟ หรือเสียงไซเรนของรถพยาบาลในระยะประชิด

แมคเกรล-เบทัป เปิดเผยว่า สถิตินี้ไม่ใช่สิ่งที่สามารถฝึกซ้อมกันได้ล่วงหน้า “มันไม่มีวิธีซ้อม คุณต้องเก็บพลังเสียงเอาไว้ใช้ในวันจริงเท่านั้น โดยเฉพาะการท้าทายสถิติโลกแบบนี้ ผมต้องพยายามอยู่ถึง 7 ครั้งเพื่อตะโกนคำว่า ‘Now’ ออกมาคำเดียวให้ดีที่สุด และหลังจากนั้นเสียงของผมก็แหบแห้งไปสองสามวันเลยทีเดียว เสียงมันแหบพร่าและแย่มาก ดังนั้นมันซ้อมไม่ได้จริง ๆ แต่ตอนทำมันสนุกมากครับ”

เขายังกล่าวเสริมอีกว่า เขาพึงพอใจที่จะมองว่าตัวเองเป็น “ผู้ชายที่เสียงดังที่สุดในโลก” มากกว่า เพราะก่อนหน้านี้ไม่เคยมีการแยกสถิติของฝ่ายชายมาก่อน ทำให้แชมป์เก่าอย่างแฟลนากันยังคงครองสถิติผู้หญิงที่เสียงดังที่สุดในโลกต่อไปได้ ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ดีสำหรับทั้งสองฝ่าย

จุดเริ่มต้นของการท้าทายสถิตินี้ เกิดขึ้นจากการที่เขาค้นหาข้อมูลในเว็บไซต์ของกินเนสส์บุ๊กเพื่อดูสถิติต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับอาชีพนักป่าวร้อง แต่ไม่พบข้อมูลของฝ่ายชาย แต่กลับไปเจอสถิติของคุณครูแฟลนากันเข้า โดยแมคเกรล-เบทัป เริ่มหันมาพัฒนาพลังเสียงอย่างจริงจังหลังจากได้รับแต่งตั้งให้เป็นพนักงานป่าวร้องอย่างเป็นทางการของกรุงแคนเบอร์รา เมืองหลวงของออสเตรเลีย ในปี 2017 ซึ่งเป็นตำแหน่งกิตติมศักดิ์แบบพาร์ทไทม์ที่จัดตั้งโดยรัฐบาลท้องถิ่น โดยมีฉายาในวงการว่า “ลอร์ดโจเซฟ” ทำหน้าที่ประกาศข่าวสารในงานชุมชน งานโรงเรียน และงานแสดงรถยนต์ต่าง ๆ

นอกจากนี้ เขายังเป็นสมาชิกของสมาคมนักป่าวร้องโบราณแห่งออสเตรเลีย และเคยชนะการประกวดของสมาคมในปี 2024 ด้วยการเปล่งเสียงคำว่า “Oyez, Oyez, Oyez” (ฟังทางนี้) ซึ่งเป็นคำสั่งให้ฝูงชนเงียบและหันมาสนใจ ด้วยความดัง 98 เดซิเบล ก่อนที่เขาจะหันมาทดลองใช้คำต่าง ๆ สำหรับการทำลายสถิติโลกและมาจบที่คำว่า “Now” ซึ่งการบันทึกเสียงสถิติโลกนี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 2 พฤษภาคมที่ผ่านมา ภายในสตูดิโอวิทยุแห่งหนึ่งในแคนเบอร์รา โดยมีวิศวกรเสียงมืออาชีพควบคุมและมีสักขีพยานร่วมรับรู้ ก่อนจะส่งไฟล์หลักฐานให้กินเนสส์บุ๊กตรวจสอบและประกาศผลเมื่อวันที่ 19 มิ.ย. ผ่านมา

นี่นับเป็นครั้งที่สองในชีวิตของแมคเกรล-เบทัป ที่ได้เป็นเจ้าของสถิติโลก โดยในปี 2019 เขาเคยทำลายสถิติโลกความเร็วในการยิงธนู 10 ดอก ด้วยเวลา 60.03 วินาที เฉือนชนะสถิติเดิมที่อยู่มาตั้งแต่ปี 2015 ไปได้เพียงเสี้ยววินาที ทว่าหลังจากนั้นเพียง 9 เดือน สถิติของเขาก็ถูกเด็กชายวัย 7 ขวบ ทุบกระจัดกระจายด้วยเวลาที่เร็วกว่าถึง 11.4 วินาที อย่างไรก็ตาม เขายืนยันว่าไม่มีความคิดที่จะไปทวงสถิตินักยิงธนูคืน และไม่ได้ยึดติดว่าต้องรักษาขีดจำกัดสถิติการตะโกนนี้ไว้ตลอดไป

แมคเกรล-เบทัป กล่าวทิ้งท้ายอย่างอารมณ์ดีว่า “ถ้าวันหนึ่งมีใครมาทำลายสถิติตะโกนของผมได้ นั่นก็เป็นเรื่องที่วิเศษมากครับ เพราะสถิติต่าง ๆ มีไว้เพื่อให้ถูกทำลายนั่นแหละ”.

ที่มา Associated Press

สุดสยอง ตำรวจฮังการีจับชายวัย 30 ปี เก็บชิ้นส่วนมนุษย์จากสุสานและโรงพยาบาล อ้างนำมาประกอบอาหารกิน

สุดสยอง ตำรวจฮังการีจับชายวัย 30 ปี เก็บชิ้นส่วนมนุษย์จากสุสานและโรงพยาบาล อ้างนำมาประกอบอาหารกิน

24 มิ.ย. 2569 11:46 น.

สุดสยอง ตำรวจฮังการีจับชายวัย 30 ปี เก็บชิ้นส่วนมนุษย์จากสุสานและโรงพยาบาล อ้างนำมาประกอบอาหารกิน

ตำรวจฮังการีจับกุมชายวัย 30 ปี ลักลอบเก็บสะสมชิ้นส่วนร่างกายมนุษย์จากสุสานร้างและโรงพยาบาล โดยระหว่างการตรวจค้นพบชิ้นส่วนมนุษย์จำนวนมาก รวมถึงกะโหลกศีรษะ สมอง หัวใจ และอวัยวะอื่น ๆ

สำนักงานสอบสวนแห่งชาติฮังการีเปิดเผยว่า คดีสุดสยอง ชายวัย 30 ปี ลักลอบสะสมอวัยวะมนุษย์ที่ขโมยมาจากสุสานและโรงพยาบาลหลายแห่ง โดยเขาถูกตั้งข้อหาการใช้อวัยวะมนุษย์โดยผิดกฎหมาย

เจ้าหน้าที่ระบุว่า ระหว่างการตรวจค้นบ้านพัก พบชิ้นส่วนอวัยวะจำนวนมาก ได้แก่ ใบหน้ามนุษย์ที่ผ่านการเก็บรักษา หนังใบหน้า กระดูกที่บรรจุอยู่ในกระเป๋าเดินทาง ขาท่อนล่างทั้งชิ้น สมอง มือ ศีรษะ กะโหลกศีรษะหลายชิ้น และหัวใจที่เก็บไว้ในโหลแก้ว

ตำรวจเปิดเผยเพิ่มเติมว่า กำลังอยู่ระหว่างตรวจสอบว่าหัวใจที่ตรวจพบนั้นเป็นของมนุษย์หรือสัตว์ ขณะที่ชิ้นส่วนอื่น ๆ ที่ยึดได้ทั้งหมดจะถูกส่งให้ผู้เชี่ยวชาญด้านนิติเวชตรวจสอบอย่างละเอียด 

จากการสอบปากคำ ผู้ต้องสงสัยให้การว่า เขามีความสนใจเป็นพิเศษเกี่ยวกับชิ้นส่วนร่างกายมนุษย์ และเคยนำบางส่วนมาปรุงเป็นอาหารเพื่อรับประทานด้วยตนเองในรูปแบบต่าง ๆ

ตำรวจระบุว่า ชายคนดังกล่าวมีความหลงใหลในด้านกายวิภาคศาสตร์และพยาธิวิทยา อีกทั้งยังชอบชำแหละสัตว์เป็นงานอดิเรก

เจ้าหน้าที่เชื่อว่าเขาได้ชิ้นส่วนมนุษย์บางส่วนมาจากการทำงานภายในโรงพยาบาล ขณะที่บางส่วนได้มาจากการขุดศพในสุสานร้างทั้งในฮังการีและสโลวาเกีย

รายงานระบุว่า การจับกุมครั้งนี้เกิดขึ้นหลังเจ้าหน้าที่สืบสวนคดีลักลอบบุกรุกสุสานและสถานที่ฝังศพหลายแห่ง ซึ่งมีรายงานว่าหลุมฝังศพ ห้องเก็บศพ และสุสานใต้ดินจำนวนมากถูกงัดแงะ

ในการตรวจค้นบ้านพักและคลังเก็บของของผู้ต้องสงสัย สภาพภายในบ้านสร้างความตกตะลึงให้กับทีมสืบสวนอย่างมาก เนื่องจากมีลักษณะคล้ายฉากในภาพยนตร์สยองขวัญ เจ้าหน้าที่พบกะโหลกศีรษะมนุษย์มากกว่า 100 ชิ้น กระดูกจำนวนมาก มือและเท้าที่อยู่ในสภาพมัมมี่ รวมถึงลำตัวมนุษย์ที่กำลังเน่าเปื่อย 2 ร่าง และชิ้นส่วนโครงกระดูกอื่น ๆ อีกจำนวนมาก

ตำรวจกล่าวหาว่าผู้ต้องสงสัยเลือกเป้าหมายเป็นสุสาน ห้องเก็บศพ และห้องฝังศพใต้ดิน ก่อนจะลักลอบเข้าไปนำชิ้นส่วนศพออกมา โดยผู้ต้องหาถูกจับกุมขณะเดินกลับไปยังรถยนต์พร้อมอุปกรณ์งัดแงะ โดยเจ้าหน้าที่พบชะแลงอยู่ในความครอบครอง

ขณะนี้เขาถูกตั้งข้อหาหลายกระทง รวมถึงข้อหาละเมิดศพ รับทรัพย์สินที่ได้มาโดยการโจรกรรม บุกรุกสถานที่ ทำลายสถานที่ฝังศพ ทำลายวัตถุที่ได้รับการเคารพทางสังคม ลักทรัพย์ และความผิดอื่น ๆ 

ล่าสุดเจ้าหน้าที่กำลังเร่งตรวจสอบชิ้นส่วนมนุษย์ทั้งหมด รวมถึงสืบหาว่ามีผู้เสียหายหรือครอบครัวใดได้รับผลกระทบจากการลักลอบนำศพออกจากสถานที่ฝังศพหรือไม่.

ที่มา : globalnews

นักบินสหรัฐฯ อ้างเห็นโดรนอิหร่านบินรวมตัวคล้าย “แมงกะพรุน” ก่อนเครื่องถูกยิงตก

นักบินสหรัฐฯ อ้างเห็นโดรนอิหร่านบินรวมตัวคล้าย “แมงกะพรุน” ก่อนเครื่องถูกยิงตก

24 มิ.ย. 2569 11:44 น.

นักบินสหรัฐฯ อ้างเห็นโดรนอิหร่านบินรวมตัวคล้าย “แมงกะพรุน” ก่อนเครื่องถูกยิงตก

รายงานพิเศษของซีเอ็นเอ็นเปิดเผยคำให้การของนักบินเครื่องบินรบสหรัฐฯ ที่รอดชีวิตหลังถูกยิงตกเหนืออิหร่าน โดยระบุว่าเห็นฝูงโดรนอิหร่านบินประสานกันเป็นรูปทรงคล้ายแมงกะพรุน เหตุการณ์ดังกล่าวจุดกระแสถกเถียงในวงการข่าวกรองสหรัฐฯ ถึงความเป็นไปได้ของขีดความสามารถใหม่ด้านสงครามโดรนของอิหร่าน

สำนักข่าวซีเอ็นเอ็น (CNN) เปิดเผยรายงานพิเศษอ้างอิงแหล่งข่าววงใน ระบุว่านักบินเครื่องบินขับไล่ F-15 ของสหรัฐฯ ที่ถูกยิงตกในสมรภูมิอิหร่านเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา ได้ให้การกับหน่วยข่าวกรองถึงภาพสุดช็อกก่อนต้องดีดตัวออกจากเครื่อง โดยระบุว่าพบฝูงโดรนกามิกาเซ่ของอิหร่านจำนวนมากบินเกาะกลุ่มและเคลื่อนที่ไปพร้อมกันเป็นเนื้อเดียวในลักษณะคล้ายกับ “แมงกะพรุนยักษ์” ซึ่งหากเป็นความจริง จะถือเป็นก้าวสำคัญของกองทัพอิหร่านในการครอบครองเทคโนโลยีควบคุมฝูงโดรนขั้นสูงที่อาจได้รับความช่วยเหลือจากรัสเซียและจีน

ข้อมูลที่ไม่เคยเปิดเผยที่ไหนมาก่อนระบุว่า ระหว่างการสอบสวนและสรุปภารกิจหลังการเข้าช่วยเหลือตัวนักบินเครื่องบินขับไล่ F-15 ของสหรัฐฯ ที่ถูกยิงตกเหนือน่านฟ้าอิหร่าน คำให้การของนักบินคนดังกล่าวได้จุดชนวนวิพากษ์วิจารณ์และถกเถียงอย่างรุนแรงภายในชุมชนข่าวกรองสหรัฐฯ ที่ยังหาข้อสรุปไม่ได้จนถึงปัจจุบัน เนื่องจากระบบการบินร่วมกันเป็นฝูงที่นักบินผู้นี้พบเห็น คือเทคโนโลยีทางทหารขั้นสูงที่กองทัพสหรัฐฯ ไม่เคยประเมินมาก่อนว่าอิหร่านจะทำได้

แหล่งข่าวรายหนึ่งที่ใกล้ชิดกับคำให้การของนักบินเปิดเผยว่า นักบินได้อธิบายถึงสิ่งที่เห็นราวกับภาพในภาพยนตร์ไซไฟ “มันคือโดรนหลายลำที่เชื่อมต่อถึงกันและเคลื่อนที่ไปพร้อมกันเป็นหนึ่งเดียว โดยมีโดรนขนาดเล็กกว่าบินเรียงรายอยู่ใต้โดรนลำใหญ่ ดูเหมือนหนวดของแมงกะพรุน บอกตรง ๆ มันเหมือนกับเทคโนโลยีของพวกเอเลี่ยน”

ขณะที่แหล่งข่าวอีกรายระบุว่า นักบินอธิบายสถานการณ์เหนือน่านฟ้าในตอนนั้นว่าไม่ต่างอะไรกับ “สนามทุ่นระเบิดลอยฟ้าที่เต็มไปด้วยโดรน” และมีความเป็นไปได้สูงว่า ฝูงโดรนลึกลับนี้อาจมีส่วนสำคัญที่ช่วยให้ระบบป้องกันภัยทางอากาศของอิหร่านสามารถยิงเครื่องบินขับไล่ F-15 ของอเมริการ่วงเป็นลำแรกในสงครามครั้งนี้

รายงานระบุว่า เครื่องบิน F-15 ลำดังกล่าวมีเจ้าหน้าที่ประจำการ 2 นาย คือนักบินและเจ้าหน้าที่ระบบอาวุธ  ซึ่งทั้งคู่ได้รับการช่วยเหลืออย่างปลอดภัยจากหน่วยรบพิเศษหลังดีดตัวออกจากเครื่อง โดยฝ่ายนักบินได้รับความช่วยเหลือในเวลาไม่กี่ชั่วโมง ขณะที่เจ้าหน้าที่ระบบอาวุธต้องหลบซ่อนตัวจากการตามล่าของทหารอิหร่านบนเทือกเขานานกว่าหนึ่งวันเต็ม และยังไม่แน่ชัดว่าเจ้าหน้าที่ระบบอาวุธรายนี้มองเห็นฝูงโดรนดังกล่าวด้วยหรือไม่

อย่างไรก็ดี เจ้าหน้าที่หน่วยข่าวกรองสหรัฐฯ บางส่วนยังคงเคลือบแคลงใจในคำให้การนี้ เนื่องจากนักบินมีอาการสมองกระทบกระเทือน จากการตกของเครื่องบิน นอกจากนี้ สงครามอิหร่านครั้งนี้ยังเป็นครั้งที่สองที่เขาถูกยิงตก โดยครั้งแรกเกิดขึ้นในช่วงต้นของความขัดแย้งจากการยิงกันเองของกองทัพคูเวต ทำให้เกิดคำถามตามมาจากเจ้าหน้าที่สอบสวนว่า “คุณแน่ใจจริง ๆ หรือว่าสิ่งที่คุณเห็นคือสิ่งที่คุณกำลังเล่าอยู่?” มันคืออาวุธที่สมบูรณ์แบบแล้ว? การทดสอบระบบขั้นเบต้า? หรือเป็นเพียงแค่ภาพลวงตาในทะเลทราย?

ในทางเทคนิค ผู้เชี่ยวชาญเรียกขีดความสามารถที่นักบินอธิบายนี้ว่า “ระบบเครือข่ายแมชแบบหนึ่งต่อกลุ่ม” ซึ่งเป็นระบบเครือข่ายที่ช่วยให้ผู้ควบคุมสั่งการโดรนจำนวนมากได้พร้อมกันในเวลาเดียว โดยปัจจุบันเชื่อว่ามีเพียงประเทศมหาอำนาจอย่างรัสเซียและจีนเท่านั้นที่มีเทคโนโลยีนี้ และมีรายงานว่าทั้งสองประเทศได้ให้ความช่วยเหลือทางเทคโนโลยีแก่โปรแกรมโดรนของอิหร่านมาโดยตลอด

เอ็มมา เบตส์ ผู้เชี่ยวชาญด้านสงครามโดรนและการยกระดับยุทโธปกรณ์ป้องกันประเทศ และผู้ก่อตั้งบริษัท Cachai กล่าวกับซีเอ็นเอ็นว่า ขีดความสามารถของระบบเครือข่ายฝูงโดรนนี้ถือเป็นภัยคุกคามที่น่ากลัวมาก

“หากพวกมันสามารถจัดกำลังพลเป็นรูปร่างที่จับต้องได้ รักษารูปร่างนั้นไว้ขณะบิน แถมยังมีระเบิดแสวงเครื่องติดตั้งอยู่ด้านบน โดยที่มีโดรนอีกส่วนคอยบินสำรองไว้โจมตีซ้ำในจุดที่ระลอกแรกทำลายไม่สำเร็จ นี่ถือเป็นกลยุทธ์ทางทหารที่มีประสิทธิภาพสูงมาก และสหรัฐฯ อาจต้องเสียทั้งเลือดเนื้อและงบประมาณมหาศาลเพื่อหาทางป้องกันสิ่งนี้”

ประเด็นร้อนเรื่องศักยภาพโดรนของอิหร่านเกิดขึ้นท่ามกลางบรรยากาศการเจรจาสันติภาพ หลังสหรัฐฯ และอิหร่านตกลงหยุดยิงชั่วคราวและเปิดกรอบเวลาเจรจา 60 วันที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ แม้ว่าประเด็นหลักจะมุ่งเน้นไปที่โครงการนิวเคลียร์และการยกเลิกมาตรการคว่ำบาตร แต่ฝูงโดรนกามิกาเซ่ของอิหร่านที่เคยสร้างความเสียหายอย่างหนักให้กับกองทัพสหรัฐฯ อิสราเอล และกลุ่มประเทศอ่าวอาหรับ ตลอดช่วงหลายสัปดาห์ของสงคราม ก็กลายเป็นอีกหนึ่งหัวข้อสำคัญที่ส่งผลต่อการดุลอำนาจและความมั่นคงในภูมิภาคตะวันออกกลางอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้.

ที่มา CNN

“รูบิโอ” ย้ำไม่มีประเทศใดมีสิทธิเก็บค่าผ่านทางในช่องแคบฮอร์มุซ

"รูบิโอ" ย้ำไม่มีประเทศใดมีสิทธิเก็บค่าผ่านทางในช่องแคบฮอร์มุซ

24 มิ.ย. 2569 10:58 น.

“รูบิโอ” ย้ำไม่มีประเทศใดมีสิทธิเก็บค่าผ่านทางในช่องแคบฮอร์มุซ

นายมาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ ยืนยันว่า สหรัฐฯ จะไม่ยอมรับการจัดเก็บภาษีหรือค่าธรรมเนียมใด ๆ จากอิหร่าน ในบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ โดยย้ำว่านี่คือเส้นทางเดินเรือสากลและไม่มีประเทศใดมีสิทธิเรียกเก็บค่าผ่านทาง

นายมาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ ประกาศว่า สหรัฐฯ จะไม่ยอมรับการที่อิหร่านเรียกเก็บค่าธรรมเนียมหรือค่าผ่านทางจากเรือที่ใช้ช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งพลังงานสำคัญของโลก โดยความเห็นต่างในประเด็นดังกล่าว รวมถึงเรื่องการตรวจสอบนิวเคลียร์และโครงการขีปนาวุธ เริ่มสะท้อนความเปราะบางของกระบวนการเจรจายุติสงครามตะวันออกกลาง

ความเคลื่อนไหวดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากสหรัฐฯ และอิหร่านได้ลงนามในข้อตกลงเบื้องต้นเพื่อระงับความขัดแย้ง และเสร็จสิ้นการเจรจารอบแรกที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งเป็นการเปิดฉากกรอบเวลาเจรจา 60 วัน เพื่อหาข้อสรุปในประเด็นการผ่อนปรนมาตรการคว่ำบาตร, โครงการนิวเคลียร์ของอิหร่าน และอนาคตของช่องแคบฮอร์มุซ อย่างไรก็ตาม อิหร่านและโอมานได้ออกแถลงการณ์ร่วมกันว่าจะศึกษาแนวทางการบริหารจัดการและเรียกเก็บค่าบริการในช่องแคบดังกล่าว โดยอ้างสิทธิ์เหนืออธิปไตยในพื้นที่ ซึ่งสร้างความไม่พอใจให้กับฝั่งวอชิงตันเป็นอย่างมาก

ในช่วงต้นของสงคราม การปิดกั้นเส้นทางเดินเรือโดยอิหร่านส่งผลให้การขนส่งทางทะเลหยุดชะงักและราคาน้ำมันโลกพุ่งสูง อย่างไรก็ตาม หลังลงนามข้อตกลง การเดินเรือผ่านช่องแคบเริ่มกลับมาเพิ่มขึ้น แม้ยังอยู่เพียงราว 40 เปอร์เซ็นต์ของระดับปกติในช่วงสันติภาพ

ด้านอิหร่านยังคงยืนยันว่า จะรักษาอำนาจควบคุมช่องแคบฮอร์มุซต่อไป โดยรัฐบาลอิหร่านและโอมานออกแถลงการณ์ร่วม ระบุว่าจะศึกษารูปแบบการบริหารเส้นทางการค้าและต้นทุนบริการต่าง ๆ แต่ย้ำหลักอธิปไตยเหนือพื้นที่ดังกล่าว

นายรูบิโอ ซึ่งเริ่มภารกิจเยือนสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ก่อนเดินทางต่อไปยังคูเวตและบาห์เรน เพื่อหารือกับชาติสมาชิกคณะมนตรีความร่วมมือรัฐอ่าวอาหรับ หรือ GCC ระบุว่า ช่องแคบฮอร์มุซเป็นเส้นทางน้ำสากล และไม่มีประเทศใดมีสิทธิเรียกเก็บค่าผ่านทาง พร้อมเชื่อว่าประเทศต่าง ๆ ในภูมิภาคเห็นพ้องในหลักการเดียวกัน

ขณะเดียวกัน นายโมฮัมหมัด บาเกอร์ กาลิบาฟ ผู้แทนเจรจาระดับสูงของอิหร่าน ระบุว่า ช่องแคบฮอร์มุซจะไม่กลับไปสู่สภาพก่อนสงคราม แม้ทั้งสองฝ่ายตกลงจัดตั้งช่องทางสื่อสารเพื่อรักษาการเปิดเส้นทางเดินเรือก็ตาม

องค์การทางทะเลแห่งสหประชาชาติเปิดเผยว่า เตรียมอพยพลูกเรือมากกว่า 11,000 คนที่ติดค้างจากมาตรการปิดล้อม โดยประสานงานกับอิหร่าน โอมาน และสหรัฐฯ ภายใต้การรับรองด้านความปลอดภัย

อีกหนึ่งประเด็นสำคัญคือโครงการขีปนาวุธของอิหร่าน ซึ่งเตหะรานส่งสัญญาณชัดเจนว่าจะไม่รวมอยู่ในข้อตกลงฉบับสุดท้าย ประธานาธิบดีมาซูด เปเซชเคียน ของอิหร่าน กล่าวระหว่างเยือนปากีสถานว่า ศักยภาพด้านการป้องกันประเทศไม่ใช่เรื่องที่จะนำมาเจรจา พร้อมยืนยันว่าอิหร่านจะไม่ต่อรองเรื่องขีดความสามารถทางทหารไม่ว่าในกรณีใด

ด้านนายกรัฐมนตรีเชห์บาซ ชารีฟ ของปากีสถาน ยืนยันว่าข้อตกลงเบื้องต้นระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านไม่ได้กล่าวถึงขีปนาวุธ พร้อมระบุว่าไม่ควรมีมาตรฐานสองชั้นในการครอบครองอาวุธของแต่ละประเทศ

นอกจากนี้ อิหร่านยังปฏิเสธคำกล่าวอ้างจากสหรัฐฯ ว่าตกลงเปิดทางให้ผู้ตรวจสอบของทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ หรือ IAEA กลับเข้าตรวจสอบโรงงานนิวเคลียร์ที่ถูกโจมตีเมื่อปีก่อน โดยยืนยันว่ายังไม่มีการตัดสินใจในเรื่องดังกล่าว

ในอีกด้านหนึ่ง กระทรวงการคลังสหรัฐฯ ได้ผ่อนคลายมาตรการคว่ำบาตรชั่วคราว เปิดทางให้อิหร่านสามารถผลิตและส่งออกน้ำมันดิบได้จนถึงกลางเดือนสิงหาคม และตามรายงานของสื่อทางการอิหร่าน สหรัฐฯ ยังตกลงปล่อยเงินทุนที่ถูกอายัดมูลค่า 12,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐให้แก่เตหะราน

อย่างไรก็ตาม ข้อตกลงดังกล่าวสร้างความกังวลให้หลายประเทศอ่าวอาหรับ เนื่องจากไม่มีข้อจำกัดต่อโครงการขีปนาวุธของอิหร่าน มีแนวคิดกองทุนฟื้นฟูมูลค่า 300,000 ล้านดอลลาร์ และอาจเปิดทางให้อิหร่านมีบทบาทมากขึ้นในภูมิภาค รวมถึงเส้นทางขนส่งพลังงานสำคัญ

แม้กระบวนการเจรจาจะยังเดินหน้าต่อ แต่หลายฝ่ายมองว่า ความเห็นต่างด้านความมั่นคงและอิทธิพลทางภูมิรัฐศาสตร์ อาจเป็นบททดสอบสำคัญต่อความสำเร็จของข้อตกลงสันติภาพในตะวันออกกลางครั้งนี้.

ที่มา AFP / Reuters