ประกาศ Saveธัญญ่า เดือดจัด อุ๊บ วิริยะ โพสต์ฟาดแรงปมเมียน้อย ลั่นฝังใจอดีตครอบครัวพังเพราะมือที่สาม

ประกาศ Saveธัญญ่า เดือดจัด อุ๊บ วิริยะ โพสต์ฟาดแรงปมเมียน้อย ลั่นฝังใจอดีตครอบครัวพังเพราะมือที่สาม

ประกาศ Saveธัญญ่า เดือดจัด อุ๊บ วิริยะ โพสต์ฟาดแรงปมเมียน้อย ลั่นฝังใจอดีตครอบครัวพังเพราะมือที่สาม

วันอังคาร ที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 16.14 น.

กลายเป็นประเด็นร้อนบนโลกโซเชียลทันที เมื่อนักปั้นมือทองชื่อดัง “อุ๊บ-วิริยะ พงษ์อาจหาญ” ได้ออกมาเคลื่อนไหวผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวด้วยข้อความสุดเดือด เกี่ยวกับประเด็นเรื่อง “เมียน้อย” และการแย่งสามีคนอื่น ทำเอาชาวเน็ตจับตามองกันอย่างล้นหลามโดยในโพสต์ พี่อุ๊บ วิริยะ ได้ระบุข้อความสั้น ๆ แต่แทงใจดำว่า“Save ธัญญ่า พี่อุ๊บไม่ขอสนับสนุนผู้หญิงที่ร่า-แร-และไร้ยางอายทุกคนบนโลกใบนี้ แย่งผัวชาวบ้าน..ค้า”

หลังจากโพสต์ดังกล่าวเผยแพร่ออกไปและเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง ล่าสุดพี่อุ๊บก็ได้ออกมาโพสต์ชี้แจงเพิ่มเติมเพื่อไม่ให้เกิดความเข้าใจผิดว่าเป็นการเจาะจงพาดพิงใครโดยไม่มีสาเหตุ โดยในโพสต์ถัดมา ได้ระบุว่า “ไม่ได้พาดพิงถึงใคร แต่ฝังใจในอดีตพ่อเคยมีเมียน้อยทำให้ครอบครัวแตกแยก เลยเกลียดอีพวกเมียน้อยทุกตัว”งานนี้ทำเอาแฟนคลับและชาวเน็ตต่างพากันเข้ามากดไลก์และแสดงความคิดเห็นกันเป็นจำนวนมาก ซึ่งหลายคนเข้าใจถึงความรู้สึกฝังใจในอดีต และพร้อมใจกันส่งกำลังใจให้ทีมเมียหลวงอย่างล้นหลาม

สูดอากาศเต็มปอด หนุ่ม-แท่ง พาเที่ยววัดสวยกลางขุนเขาจ.สระบุรี เช็กอิน วัดพระพุทธฉาย

สูดอากาศเต็มปอด หนุ่ม-แท่ง พาเที่ยววัดสวยกลางขุนเขาจ.สระบุรี เช็กอิน วัดพระพุทธฉาย

สูดอากาศเต็มปอด หนุ่ม-แท่ง พาเที่ยววัดสวยกลางขุนเขาจ.สระบุรี เช็กอิน วัดพระพุทธฉาย

วันอังคาร ที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 15.53 น.

“หนุ่มแท่ง อารามทัวร์” พาเยือน “วัดพระพุทธฉาย วรวิหาร” อารามหลวงสวยบนภูเขาจ.สระบุรี พร้อมสักการะอีกหนึ่งรอยพระพุทธบาทเก่าแก่ของประเทศ และอิ่มอร่อยกับอาหารป่าร้านแนะนำของคนในพื้นที่ เสาร์ที่ 27 มิ.ย.นี้

เติมพลังใจและพลังกายไปพร้อมกัน กับรายการ หนุ่มแท่ง อารามทัวร์ เสาร์นี้ 2 พิธีกรคู่ซี้ หนุ่ม-คงกระพันแสงสุริยะ และ แท่ง-ศักดิ์สิทธิ์ แท่งทอง พาแฟนรายการออกเดินทางสู่จังหวัดสระบุรี เพื่อเยี่ยมชม “วัดพระพุทธฉาย วรวิหาร” วัดสวยบนเนินเขา ที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์และพุทธศาสนา อีกทั้งยังเป็นหนึ่งในเป็นอารามหลวงสำคัญของจังหวัด

ทันทีที่เดินทางมาถึง ทั้งคู่พาไปสักการะ พระพุทธฉาย สิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองที่พุทธศาสนิกชนนิยมเดินทางมากราบไหว้ขอพรเพื่อความเป็นสิริมงคล โดยเชื่อกันว่าเป็นดั่งตัวแทนแห่งองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า อีกทั้งยังมีผู้ศรัทธานิยมมาขอพรเรื่องมีบุตรอีกด้วย

จากนั้นพาไปกราบสักการะพระนอนอันงดงาม พร้อมชมพระปรมาภิไธยของพระมหากษัตริย์แห่งกรุงรัตนโกสินทร์   ก่อนเข้าสู่พระอุโบสถเพื่อสักการะพระประธาน  และปิดท้ายเส้นทางแห่งศรัทธาด้วยการเยี่ยมชม “พระมณฑปพระพุทธบาทห้ายอด” สถานที่ประดิษฐานรอยพระพุทธบาทเก่าแก่ที่ทรงคุณค่าทางประวัติศาสตร์และความเชื่อ

หลังอิ่มบุญ หนุ่ม-แท่งพาเปลี่ยนบรรยากาศไปเติมความอร่อยรอบวัดที่ ร้านบ้านลำอีซู อาหารป่า ร้านดังของคนในพื้นที่ โดดเด่นด้วยบรรยากาศริมทุ่งนาสุดชิล พร้อมเสิร์ฟอาหารไทย อาหารอีสานและอาหารป่าหลากหลายเมนูที่ใครได้ลิ้มลองต่างต้องติดใจโดย “หนุ่ม-แท่ง” เผยความประทับใจถึงทริปครั้งนี้ว่า “สวยงามทรงคุณค่า และคู่ควรที่จะต้องมากราบสักการะทั้งรอยพระพุทธบาทและพระพุทธฉายเลยทีเดียว  เดินทางไปที่ จ.สระบุรี วัดสวยแห่งนี้ เป็นอีกจุดหมายที่ต้องห้ามพลาดเลยนะครับ”

ติดตามเรื่องราวความศรัทธา ความงดงามของวัดคู่บ้านคู่เมืองและความอร่อยของอาหารท้องถิ่นได้ในรายการ “หนุ่มแท่ง อารามทัวร์” วันเสาร์ที่ 27 มิถุนายนนี้ เวลา 13.30 น. ทาง ช่อง  7HD กด  35  และติดตามข่าวสารความเคลื่อนไหวรายการต่าง ๆ ได้ทางช่อง 7HD ดูทีวีกด 35 สดออนไลน์ BUGABOO.TV และช่องทางออนไลน์ Ch7HD (Facebook, IG, X, YouTube) และ Ch7HD Entertainment (Facebook, IG) และเว็บไซต์ www.ch7.com 

​มจพ. คว้ารองชนะเลิศอันดับ 1 ‘ABU Robocon Thailand Championship 2026’

​มจพ. คว้ารองชนะเลิศอันดับ 1 ‘ABU Robocon Thailand Championship 2026’

​มจพ. คว้ารองชนะเลิศอันดับ 1 ‘ABU Robocon Thailand Championship 2026’

วันพุธ ที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ทีม iRAP_Savior นักศึกษามหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ (มจพ.) คว้ารางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 จากการแข่งขันหุ่นยนต์ชิงแชมป์ประเทศไทย ABU Robocon Thailand Championship 2026 ณ ศูนย์การค้าเซียร์ รังสิต

สำหรับการแข่งขันในปีนี้ มาในกติกาความท้าทายสุดเข้มข้นภายใต้ธีม “Kung Fu Quest เส้นทางสู่ปรมาจารย์กังฟู” ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากศิลปะการต่อสู้ดั้งเดิมของจีน ผสานเข้ากับเทคโนโลยีหุ่นยนต์สมัยใหม่ โดยแต่ละทีมต้องพัฒนาและควบคุมหุ่นยนต์จำนวน 2 ตัว เพื่อปฏิบัติภารกิจวัดใจอย่างสมบูรณ์แบบ ทั้งการเก็บรวบรวมม้วนคัมภีร์กังฟู การฝ่าด่านจำลอง “ป่าเหมยฮัว”  และการดวลเดือดเชิงกลยุทธ์ในรูปแบบ Tic-Tac-Toe ซึ่งความสำเร็จของทีม มจพ. ในครั้งนี้ เกิดจากการผสมผสานความแม่นยำ ความรวดเร็ว และการวางแผนกลยุทธ์ที่เฉียบคม

การแข่งขันดังกล่าว จัดขึ้นโดยความร่วมมือของ 4 องค์กร ได้แก่ สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.), สถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส (Thai PBS), บริษัท เซียร์ พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) และสมาคมส่งเสริมเทคโนโลยี (ไทย-ญี่ปุ่น) เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนและพัฒนาศักยภาพเยาวชนไทยด้านหุ่นยนต์ นวัตกรรม และวิศวกรรมอย่างยั่งยืน

ความสำเร็จในครั้งนี้อยู่ภายใต้การดูแลและผลักดันของ ผศ.นพดล พัดชื่น อาจารย์ที่ปรึกษาทีม พร้อมด้วยทีมเหล่านักศึกษา จำนวน 6 คน ได้แก่ 1.นายณฐภัทร เทศวิรัศ 2.นายธำรงค์ศักดิ์ ชูแสง 3.นายอักษรินทร์ ศักยชิติพัทธ์ 4.นายกันตินันท์ คงน่วม 5.นายพอเพียง บุญวิสูตร 6.นายกิตติภัฎ สุวรรณ์

ความสำเร็จของทีม iRAP_Savior ไม่เพียงแต่สะท้อนถึงความมุ่งมั่น ทุ่มเท ของตัวนักศึกษาและอาจารย์ที่ปรึกษาเท่านั้น แต่ยังเป็นสิ่งยืนยันถึงความเป็นเลิศทางวิชาการและมาตรฐานการศึกษาของ มจพ. ในการเป็นผู้นำด้านการพัฒนาเทคโนโลยีหุ่นยนต์และนวัตกรรมของประเทศอย่างแท้จริง

​นวัตกรรม ‘AI วิเคราะห์ข้อมูลการสื่อสารช่วงภัยพิบัติ’ คว้า 1 เหรียญทอง 3 รางวัลพิเศษ เวที WGC 2026 ที่ญี่ปุ่น

​นวัตกรรม ‘AI วิเคราะห์ข้อมูลการสื่อสารช่วงภัยพิบัติ’ คว้า 1 เหรียญทอง 3 รางวัลพิเศษ เวที WGC 2026 ที่ญี่ปุ่น

​นวัตกรรม ‘AI วิเคราะห์ข้อมูลการสื่อสารช่วงภัยพิบัติ’ คว้า 1 เหรียญทอง 3 รางวัลพิเศษ เวที WGC 2026 ที่ญี่ปุ่น

วันพุธ ที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

คณาจารย์และนิสิตคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาฯ และสถาบันนวัตกรรมบูรณาการแห่งจุฬาฯ (CSII) สร้างชื่อเสียงในเวทีนานาชาติ จากผลงานนวัตกรรม “แดชบอร์ดที่ขับเคลื่อนด้วยปัญญาประดิษฐ์สำหรับข้อมูลเชิงลึกด้านการสื่อสารเกี่ยวกับแผ่นดินไหวในช่วงการรับมือ” (AI-Powered Dashboard for Earthquake Communication Insights during Response Phase) คว้า 1 เหรียญทอง และ 3 รางวัลพิเศษ จากงาน World Genius Convention & Education Expo 2026 (WGC 2026) ณ กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น

โดยรางวัลที่ได้รับ มีดังต่อไปนี้ 1.เหรียญทอง (Gold Award) จากงาน World Genius Convention & Education Expo 2026 (WGC 2026) กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น , 2.รางวัล Special Award จาก International Invention & Innovation Institute (IIII) ประเทศญี่ปุ่น , 3.รางวัล OFEED Special Award ประเทศโมร็อกโก และ 4.รางวัล Canadian Special Award of Excellence จาก Innovation Initiative Co-operative Inc. “The Inventors Circle” ประเทศแคนาดา

ผลงานดังกล่าวเป็นความร่วมมือระหว่างอาจารย์และนิสิตคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาฯ ที่ทำงานร่วมกับอาจารย์ CSII ซึ่งพัฒนานวัตกรรมดังกล่าวขึ้นเพื่อสนับสนุนการบริหารจัดการข้อมูลในช่วงการรับมือภัยพิบัติ โดยเฉพาะเหตุการณ์แผ่นดินไหว ผ่านการประยุกต์ใช้ AI เพื่อวิเคราะห์ข้อมูลการสื่อสารของประชาชนและนำเสนอเป็นภาพรวมที่เข้าใจง่าย ช่วยให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถติดตามสถานการณ์และประเมินความต้องการของประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

นวัตกรรมนี้ได้รับทุนสนับสนุนจากสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ความโดดเด่นของนวัตกรรมคือการนำข้อมูลจาก Traffy Fondue แพลตฟอร์มรับแจ้งและจัดการปัญหาเมืองที่พัฒนาโดยสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) มาต่อยอดให้เกิดประโยชน์ในการรับมือภัยพิบัติแผ่นดินไหว ระบบสามารถรวบรวม วิเคราะห์ และแสดงผลข้อมูลการสื่อสารที่เกิดขึ้นผ่านสื่อสังคมออนไลน์และช่องทางดิจิทัลต่างๆ ทำให้ผู้ใช้งานสามารถมองเห็นแนวโน้ม ความกังวล ความต้องการ และการเปลี่ยนแปลงของรูปแบบการสื่อสารของประชาชนในแต่ละช่วงเวลาหลังเกิดเหตุการณ์ได้อย่างรวดเร็ว

นอกจากนี้ ระบบยังมีศักยภาพในการพัฒนาเป็นเครื่องมือสนับสนุนการตัดสินใจสำหรับหน่วยงานภาครัฐและองค์กรด้านการจัดการภัยพิบัติ ช่วยให้สามารถเข้าใจบริบททางสังคม ความรู้สึก และความต้องการเบื้องต้นของประชาชนในพื้นที่ประสบภัยได้ดียิ่งขึ้น นำไปสู่การวางแผนช่วยเหลือ การสื่อสารความเสี่ยง และการบริหารจัดการสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีประสิทธิภาพและตอบโจทย์ประชาชนมากขึ้น 

สำหรับอาจารย์และนิสิตผู้พัฒนานวัตกรรม ได้แก่ รศ.ดร.ณัฏฐ์ ลีละวัฒน์ ผู้ช่วยคณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาฯ อาจารย์ประจำภาควิชาวิศวกรรมอุตสาหการ คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาฯ และหัวหน้าศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านระบบสารสนเทศการจัดการภัยพิบัติและความเสี่ยง จุฬาฯ , อ.ดร.จิง ถาง อาจารย์ประจำสถาบันนวัตกรรมบูรณาการแห่งจุฬาฯ , นายวสุพล อรรถยุติ นิสิตภาควิชาวิศวกรรมอุตสาหการ คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาฯ , นายชยุต โฆษิตวณิชย์ นิสิตภาควิชาวิศวกรรมอุตสาหการ คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาฯ และนายนนทวัฒน์ เสรีภาณุ นิสิตภาควิชาวิศวกรรมอุตสาหการ คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาฯ

ความสำเร็จในครั้งนี้สะท้อนศักยภาพของคณาจารย์และนิสิตจุฬาฯ ในการพัฒนางานวิจัยและนวัตกรรมที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้จริงในระดับสังคมและประเทศ แสดงให้เห็นบทบาทของมหาวิทยาลัยในการนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์มาประยุกต์ใช้เพื่อสนับสนุนการบริหารจัดการภัยพิบัติและการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างยั่งยืน

ชู DLTV ลดเหลื่อมล้ำการศึกษาไทย ยกระดับครูสู่บทบาทโค้ช สร้างการเรียนรู้คุณภาพ

ชู DLTV ลดเหลื่อมล้ำการศึกษาไทย ยกระดับครูสู่บทบาทโค้ช สร้างการเรียนรู้คุณภาพ

ชู DLTV ลดเหลื่อมล้ำการศึกษาไทย ยกระดับครูสู่บทบาทโค้ช สร้างการเรียนรู้คุณภาพ

วันพุธ ที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

นายพิเชฐ โพธิ์ภักดี เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน พร้อมด้วย รศ.ดร.ไบรอัน เค เพอร์กินส์ (Associate Professor Dr. Brian K. Perkins) ศาสตราจารย์ปฏิบัติวิชาชีพด้านการศึกษาจากมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย ประเทศสหรัฐอเมริกา และคณะทำงาน ลงพื้นที่ติดตามการจัดการเรียนการสอนด้วยเทคโนโลยีการศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียม ณ สถานศึกษาในพื้นที่ จ.กาญจนบุรี โดยมีคณะผู้บริหาร คณาจารย์ และบุคลากรของโรงเรียน ร่วมให้การต้อนรับ

โอกาสนี้ นายพิเชฐ โพธิ์ภักดี ได้นำ รศ.ดร.ไบรอัน เค เพอร์กินส์ และคณะฯ ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมโรงเรียนวัดท่าล้อ อ.ท่าม่วง และโรงเรียนบ้านท่ามะนาว อ.เมือง จ.กาญจนบุรี เพื่อสำรวจตรวจดูอาคารสถานที่ภายในโรงเรียน พร้อมรับฟังปัญหาต่างๆจากสภาพจริงในพื้นที่ พบว่า การบริหารจัดการอาหารกลางวันของโรงเรียนยังมีอุปสรรคอยู่บ้าง เนื่องจากเกณฑ์การนับจำนวนนักเรียนมาถึงหลังเปิดภาคเรียน ทำให้โรงเรียนต้องคาดการณ์ยอดนักเรียนล่วงหน้าเพื่อจัดทำสัญญาและปรับข้อมูลกับท้องถิ่นภายหลัง ขณะเดียวกัน แม้จะใช้ระบบจ้างเหมาประกอบอาหารสำเร็จรูป ครูยังคงต้องรับภาระงานเอกสารด้านจัดซื้อจัดจ้างและตรวจรับพัสดุ ส่งผลกระทบต่อเวลาการจัดการเรียนการสอน จึงมีข้อเสนอให้ปรับรูปแบบการบริหารอาหารกลางวันให้คล้ายโครงการนมโรงเรียน โดยให้หน่วยงานภายนอกเป็นผู้จัดซื้อและจัดส่งเพื่อลดภาระงานเอกสาร นอกจากนี้ โรงเรียนยังประสบปัญหางบอาหารกลางวันจากท้องถิ่นล่าช้ากว่าเปิดเทอม 1 – 2 สัปดาห์ จนต้องสำรองเงินดำเนินการไปก่อน รวมถึงภาระค่าไฟฟ้าที่เพิ่มสูงขึ้น ซึ่งมีข้อเสนอให้ผลักดันการติดตั้งระบบโซลาร์เซลล์เพื่อช่วยลดค่าใช้จ่ายระยะยาวและเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารงบประมาณของโรงเรียน

นอกจากนี้ ยังได้เยี่ยมชมการจัดการศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียม (DLTV) ของโรงเรียน ซึ่งเป็นโครงการภายใต้มูลนิธิการศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียม ถ่ายทอดสดจากโรงเรียนวังไกลกังวล ครอบคลุมระดับอนุบาลถึงมัธยมศึกษาตอนปลาย โดย สพฐ. ร่วมมือสนับสนุนการจัดการเรียนการสอนและการอบรมพัฒนาครู เพื่อแก้ปัญหาขาดแคลนครูและลดความเหลื่อมล้ำในโรงเรียนที่อยู่ในพื้นที่ห่างไกล ซึ่งได้รับการชื่นชมจาก รศ.ดร.ไบรอัน เค เพอร์กินส์ ในด้านการมีส่วนร่วมจัดการเรียนรู้ระหว่างครูโรงเรียนปลายทางกับครูโรงเรียนต้นทาง โดยครูต้องเชื่อมโยงความรู้เดิมสู่ความรู้ใหม่ พร้อมตั้งคำถามกระตุ้นการคิด กำกับดูแล และช่วยเหลือนักเรียนให้ปฏิบัติกิจกรรมได้ตามเป้าหมาย จากนั้นยังต้องติดตามพฤติกรรมการเรียนรู้ ประเมินผลรายบุคคล และให้คำแนะนำแก้ไขปัญหาอย่างเหมาะสม เปรียบเสมือนเป็นพี่เลี้ยงมากกว่าเป็นผู้สอนเพียงอย่างเดียว เพื่อให้การเรียนรู้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด

อีกทั้ง เลขาธิการ กพฐ. ยังได้มอบนโยบายและแนวทางการพัฒนาคุณภาพการศึกษาแก่ผู้บริหาร ครู และบุคลากรฯของโรงเรียน ตามนโยบายหลัก 5 ด้าน ของ ศธ. ทั้งการคืนเวลาให้ครูเพื่อคืนอนาคตให้เด็ก การรื้อสูตรความเหลื่อมล้ำด้านงบประมาณและโอกาส การยกระดับการเรียนรู้สู่โลกความจริง การทำให้โรงเรียนเป็นพื้นที่ปลอดภัยอย่างแท้จริง และการสร้างสถาปัตยกรรมใหม่ด้วย พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พร้อมเน้นย้ำการสร้างโอกาส ความเสมอภาค และการยกระดับคุณภาพผู้เรียนให้สอดคล้องกับเป้าหมายการศึกษาของประเทศ อันจะนำไปสู่การพัฒนาคนไทยให้มีคุณภาพและพร้อมรับการเปลี่ยนแปลงในศตวรรษที่ 21 อย่างยั่งยืน

สพฐ. จับมือมหิดล ลงนาม MOU ยกระดับนวัตกรรมการศึกษา พัฒนาทักษะดิจิทัลครู–นักเรียน

สพฐ. จับมือมหิดล ลงนาม MOU ยกระดับนวัตกรรมการศึกษา พัฒนาทักษะดิจิทัลครู–นักเรียน

สพฐ. จับมือมหิดล ลงนาม MOU ยกระดับนวัตกรรมการศึกษา พัฒนาทักษะดิจิทัลครู–นักเรียน

วันพุธ ที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

นายพิเชฐ โพธิ์ภักดี เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน พร้อมด้วย นางอาทิตยา ปัญญา ผู้ช่วยเลขาธิการ กพฐ. นางพีรานุช ไชยพิเดช ผู้อำนวยการสำนักพัฒนานวัตกรรมการจัดการศึกษา สพฐ. และ นางสาวณัฎฐิกา ลิ้มเฉลิม ผู้อำนวยการสำนักอำนวยการ สพฐ. เข้าร่วมพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจความร่วมมือ (MOU) ระหว่างสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) กับมหาวิทยาลัยมหิดล ในโครงการพัฒนานวัตกรรมเพื่อครูและนักเรียนระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน เพื่อขับเคลื่อนการพัฒนานวัตกรรมการศึกษาและเสริมสร้างทักษะดิจิทัลให้แก่ครู บุคลากรทางการศึกษา และนักเรียนระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานทั่วประเทศ โดยมี ศาสตราจารย์ นายแพทย์ปิยะมิตร ศรีธรา อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหิดล ดร.พัฒนศักดิ์ มงคลวัฒน์ คณบดีคณะเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ผศ.ดร.ทิพาจินต์ ไทยพิสุทธิกุล ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายวิจัย และคณะผู้บริหารจากมหาวิทยาลัยมหิดล เข้าร่วมในพิธี ณ ห้องประชุม สพฐ. 1 อาคาร สพฐ. 4 ชั้น 2 กระทรวงศึกษาธิการ

นายพิเชฐ โพธิ์ภักดี เลขาธิการ กพฐ. กล่าวว่า การทำ MOU ในครั้งนี้จะเปิดโอกาสให้นักเรียน ครู ผู้บริหาร และบุคลากรทางการศึกษาจากทั่วประเทศได้เรียนรู้ผ่านอาคารศูนย์รวมเทคโนโลยีดิจิทัลอัจฉริยะ (IDHM) และแหล่งเรียนรู้ที่ทันสมัย เพื่อพัฒนาทักษะ สร้างแรงบันดาลใจ และยกระดับคุณภาพการศึกษาไทย อีกทั้งมุ่งส่งเสริมการเรียนรู้ตามแนวทาง UNESCO ทั้งด้านความรู้ ทักษะ การอยู่ร่วมกับผู้อื่น และการพัฒนาตนเอง โดยเน้นการลงมือปฏิบัติจริง เพื่อสร้างความมั่นใจ ความคิดสร้างสรรค์ ปลูกฝังการเรียนรู้ตลอดชีวิต และเตรียมเยาวชนให้พร้อมเป็นพลเมืองคุณภาพในอนาคต

“ความร่วมมือครั้งนี้นับเป็นอีกก้าวสำคัญในการบูรณาการศักยภาพของสถาบันอุดมศึกษาและหน่วยงานด้านการศึกษาขั้นพื้นฐาน เพื่อพัฒนากำลังคนของประเทศให้มีสมรรถนะด้านดิจิทัล มีทักษะแห่งอนาคต และสามารถปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงของโลกยุคใหม่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ ทั้งสองหน่วยงานจะมุ่งส่งเสริมความร่วมมือด้านการวิจัยและพัฒนานวัตกรรมเพื่อการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานอย่างต่อเนื่อง โดยสอดคล้องกับแนวทางการพัฒนาประเทศที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม เทคโนโลยี และความคิดสร้างสรรค์ ตลอดจนสนับสนุนการพัฒนาระบบนิเวศนวัตกรรมทางการศึกษา เพื่อยกระดับคุณภาพการเรียนรู้ให้เท่าทันการเปลี่ยนแปลงในยุคดิจิทัลต่อไป” เลขาธิการ กพฐ. กล่าว

ทางด้าน ศ.นพ.ปิยะมิตร ศรีธรา อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า AI ได้เข้ามามีบทบาทสำคัญต่อการดำเนินชีวิตและการทำงานในทุกมิติ เปรียบเสมือนการปฏิวัติครั้งใหญ่เช่นเดียวกับการเกิดขึ้นของไฟฟ้าในอดีต อย่างไรก็ตาม AI เป็นเทคโนโลยีที่มีทั้งคุณและโทษ จึงจำเป็นต้องเรียนรู้และใช้อย่างเท่าทัน เพื่อป้องกันความเสี่ยงจากการถูกหลอกลวงหรือการนำไปใช้ในทางที่ไม่เหมาะสม ด้วยเหตุนี้ มหาวิทยาลัยมหิดลจึงนำความเชี่ยวชาญด้าน AI ดิจิทัล และนวัตกรรม จากคณะ ICT คณะวิศวกรรมศาสตร์ และคณะวิทยาศาสตร์ มาร่วมกับ สพฐ. ในการพัฒนาศักยภาพผู้บริหาร ครู และนักเรียน ผ่านการอบรม การวิจัย และการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ทั้งรูปแบบ On-site และ Online

“ความร่วมมือครั้งนี้จะใช้ศักยภาพของ IDHM เป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ การสร้างนวัตกรรม และการพัฒนาทักษะแห่งอนาคต รวมถึงการจัดพื้นที่ Living Lab เพื่อให้ครูและนักเรียนได้เรียนรู้จากสถานการณ์จริง พร้อมสร้างแรงบันดาลใจด้าน STEM และพัฒนากำลังคนคุณภาพสำหรับยุคดิจิทัลและ AI อันจะนำไปสู่การยกระดับการศึกษาของไทยอย่างยั่งยืน” อธิการบดี ม.มหิดล กล่าว

ทีม ม.แม่ฟ้าหลวง คว้าแชมป์ ‘PHYSICAL UI DESIGN-ATHON 2026’ จากผลงาน ‘หน่วยกู้ภัยพันธุกรรม’

ทีม ม.แม่ฟ้าหลวง คว้าแชมป์ 'PHYSICAL UI DESIGN-ATHON 2026' จากผลงาน 'หน่วยกู้ภัยพันธุกรรม'

ทีม ม.แม่ฟ้าหลวง คว้าแชมป์ ‘PHYSICAL UI DESIGN-ATHON 2026’ จากผลงาน ‘หน่วยกู้ภัยพันธุกรรม’

วันอังคาร ที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 16.56 น.

องค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ (อพวช.)หรือ NSM ร่วมกับ Bangkok ACM SIGCHI Chapter จัดพิธีมอบรางวัลและปิดการแข่งขัน  “PHYSICALY UI DESIGN-ATHON 2026” เวทีที่เปิดโอกาสให้เยาวชนร่วมออกแบบแนวคิดและต้นแบบนวัตกรรมด้าน Physical Interaction และสื่อการเรียนรู้เชิงโต้ตอบ มุ่งต่อยอดแนวคิดสู่การพัฒนานิทรรศการและกิจกรรมการเรียนรู้ในพื้นที่ FUTURIUM แหล่งเรียนรู้แห่งใหม่ของ NSM พร้อมยกระดับการนำเสนอองค์ความรู้ด้านวทน. อย่างสร้างสรรค์ และตอบโจทย์การเรียนรู้ของคนรุ่นใหม่ โดยมีดร.กรรณิการ์ เฉิน รองผู้อำนวยการ NSM พร้อมด้วย คุณพรภัทร พิมพ์เจริญ Squard lead Design Experience Team/Associate Director คุณอภิรักษ์ ปนาทกูล Founder of UX Academy และตัวแทนจากบริษัท ดิจิดรอว์ (ประเทศไทย) จำกัด ร่วมมอบรางวัลและแสดงความยินดีกับผู้ชนะการแข่งขัน ณ ห้อง IT Auditorium พิพิธภัณฑ์เทคโนโลยีสารสนเทศ อพวช. คลองห้า จ.ปทุมธานี

โดยผลการแข่งขัน  “PHYSICALY UI DESIGN-ATHON 2026” รางวัลชนะเลิศ ได้แก่ ทีมเจ๊าะเเจ๊ะ จากมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง จ.เชียงราย ชื่อผลงาน: หน่วยกู้ภัยพันธุกรรม สมาชิกในทีมประกอบด้วย น.ส.พิมพ์มาดา นรากูล, น.ส.เพชรลดา ดอนชัย และ น.ส.กัญญาภัค ปาระมีกาศ

รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 ได้แก่ ทีม MBF จากมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง จ.เชียงราย ชื่อผลงาน: Choose Your Safe Home สมาชิกในทีมประกอบด้วย น.ส.ภคภรณ์ จินดารัชตทิพย์, นายภคพล จงแจ่ม และนายสิปปกร พงษ์พานิช รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 ได้แก่ ทีม Alpha Omega จากสถาบันเทคโนโลยี ไทย-ญี่ปุ่นกรุงเทพฯ ชื่อผลงาน: เครื่องจำลองการดับไฟป่า FireForce Machine สมาชิกในทีมประกอบด้วย นายพงศ์ศิลป์ ศรีลาวงค์, นายภูวนารถ มุ่งสมัคร และน.ส.จีรนันท์ หงษ์พรม

รางวัล Creative Award ได้แก่ ทีม Treenity มหาวิทยาลัยราชภัฏนครปฐมจ.นครปฐม ชื่อผลงาน: ภารกิจเรือดำน้ำซ่อมบำรุงระบบนิเวศ สมาชิกในทีมประกอบด้วย นายธีรภัทธิ์ แก้วการไร่, นายณพัชร พิมประสาร และนายสมพงษ์ พูตุ้ย

ดร.กรรณิการ์ เฉิน กล่าวว่า การแข่งขันในครั้งนี้นับเป็นเวทีสำคัญที่ทำให้เราได้เห็นศักยภาพอันโดดเด่นของคนรุ่นใหม่ ในการนำแนวคิดด้าน Physical Interaction Design มาพัฒนาผลงานต้นแบบ เพื่อยกระดับประสบการณ์การเรียนรู้ในพิพิธภัณฑ์ โดยเฉพาะการนำผลงานมาต่อยอดใน ‘ศูนย์นวัตกรรมแห่งอนาคต หรือ FUTURIUM’ แหล่งเรียนรู้แห่งใหม่ของ NSM ที่มุ่งเน้นการบ่มเพาะทักษะและอาชีพแห่งอนาคต ผ่านนวัตกรรมที่ทันสมัยและกระบวนการเรียนรู้แบบลงมือปฏิบัติ (Hands-on Learning) เพื่อเตรียมความพร้อมสู่การสร้างสรรค์นวัตกรรมในอนาคต และขอแสดงความยินดีกับเยาวชนทุกทีมที่ได้รับรางวัล ซึ่งความสำเร็จของการแข่งขันครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของคนรุ่นใหม่ในการเรียนรู้ การใช้ทักษะในเชิงความคิดสร้างสรรค์ ความมุ่งมั่น และการทำงานเป็นทีมที่พร้อมก้าวสู่การเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมของประเทศในอนาคต

‘ยศชนัน’ เปิด Thailand Research Expo 2026 ดันงานวิจัยสู่เครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ของประเทศ

'ยศชนัน' เปิด Thailand Research Expo 2026 ดันงานวิจัยสู่เครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ของประเทศ

‘ยศชนัน’ เปิด Thailand Research Expo 2026 ดันงานวิจัยสู่เครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ของประเทศ

วันอังคาร ที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 16.28 น.

ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เป็นประธานในพิธีเปิด พร้อมปาฐกถาพิเศษถ่ายทอดวิสัยทัศน์การขับเคลื่อนประเทศด้วยงานวิจัยและนวัตกรรม หัวข้อ “Research Synergy พลิกโฉมประเทศไทย: จากงานวิจัยสู่เครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ของชาติ” ภายในงาน งาน “มหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ 2569 (Thailand Research Expo 2026)” ครั้งที่ 21 ภายใต้แนวคิด “Research Synergy พลังวิจัย สร้างสรรค์เศรษฐกิจและสังคมไทยยั่งยืน” โดย สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) พร้อมด้วย ศาสตราจารย์ ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ ผู้บริหาร อว. และ วช. ให้การต้อนรับ ณ โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ เซ็นทรัลเวิลด์ ชั้น 22–23 กรุงเทพมหานคร

ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน ระบุว่า ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่ยุคที่งานวิจัยและนวัตกรรมต้องเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม การผนึกกำลังของนักวิจัย มหาวิทยาลัย ภาคเอกชน ภาคอุตสาหกรรม นักลงทุน และประชาชน จะช่วยต่อยอดองค์ความรู้จากห้องปฏิบัติการสู่การใช้ประโยชน์จริง เกิดนวัตกรรมที่สร้างรายได้ สร้างงาน และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม นอกจากนี้ ยังได้กล่าวปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ “Clinical Research: New Growth Engine ของไทยในเวทีโลก” โดยเน้นย้ำว่า การวิจัยทางคลินิกเป็นโอกาสสำคัญในการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ด้วยจุดแข็งด้านบุคลากรทางการแพทย์ ระบบสาธารณสุขที่มีคุณภาพ มหาวิทยาลัยและโรงพยาบาลชั้นนำ ตลอดจนศักยภาพของนักวิจัยไทย หากทุกภาคส่วนร่วมกันพัฒนาระบบนิเวศการวิจัยทางคลินิกอย่างครบวงจร จะผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางการวิจัยทางคลินิกของภูมิภาค และสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่อุตสาหกรรมสุขภาพของประเทศในอนาคตมุ่งยกระดับประเทศไทยสู่เศรษฐกิจฐานความรู้และนวัตกรรม ตลอดจนเตรียมความพร้อมรองรับการเติบโตของอุตสาหกรรมการแพทย์และสุขภาพแห่งอนาคต

ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง กล่าวว่า การจัดงาน “มหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ 2569 (Thailand Research Expo 2026)” ซึ่งก้าวสู่ปีที่ 21 ถือเป็นเวทีสำคัญของประเทศในการเผยแพร่ผลงานวิจัยและนวัตกรรมสู่สาธารณะ โดยเริ่มจัดขึ้นครั้งแรกเมื่อปี 2549 เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 และได้พัฒนาอย่างต่อเนื่องจนเป็นศูนย์กลางการเชื่อมโยงเครือข่ายวิจัยของประเทศ ตลอดระยะเวลากว่า 20 ปีที่ผ่านมา งานมหกรรมงานวิจัยแห่งชาติได้สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของงานวิจัยไทยที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้จริง ทั้งในมิติเศรษฐกิจ สังคม ชุมชน และการกำหนดนโยบายสาธารณะ โดยอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในระบบวิจัยของประเทศเป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศบนฐานองค์ความรู้ วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม

ภายในงานยังจัดเวทีพิเศษ “Thailand Clinical Research Hub: Aligning Clinical Research Capacity with New Growth Engine Policy” เพื่อขับเคลื่อนประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางการวิจัยทางคลินิก พร้อมการเสวนา 3 เวทีสำคัญ ได้แก่ “Thailand’s Clinical Research Moment: โอกาส ความเสี่ยง และเจตนารมณ์แห่งชาติ”, “Closing the Gap: สิ่งที่แต่ละ Stakeholder ทำได้จริงเพื่อดึง Sponsor มาไทย” และ “The Operational Reality: คนหน้างานบอกว่าอะไรปลดล็อกศักยภาพไทยได้จริงใน 3 ปี” ก่อนปิดท้ายด้วยการนำเสนอทิศทาง “Charting the Course: ทิศทาง Clinical Research ไทย 2026–2029” เพื่อกำหนดหมุดหมายการพัฒนาประเทศสู่การเป็นศูนย์กลางการวิจัยทางคลินิกระดับภูมิภาคและระดับโลก

ไฮไลท์ภายในงานยังมีการจัดแสดงผลงานวิจัยและนวัตกรรมเด่นจากเครือข่ายวิจัยทั่วประเทศกว่า 1,000 ผลงาน ที่สะท้อนศักยภาพของนักวิจัยไทยในการต่อยอดองค์ความรู้สู่การใช้ประโยชน์จริง อาทิ ผลงานโครงการพัฒนาต่อยอดองค์ความรู้ด้านของเล่น หุ่นกระบอก และหุ่นยนต์ สู่การสร้างนวัตกรรมเพื่อเผยแพร่ในเทศกาลหุ่นโลก 2024 โดยองค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ (อพวช.) ผลงาน RakYim รักยิ้ม แพลตฟอร์มสุขภาพช่องปากดิจิทัลขับเคลื่อนด้วย AI เพื่อขยายการเข้าถึงบริการทันตกรรมในประเทศไทย โดยกรมอนามัย ผลงานรูปแบบการพัฒนาศักยภาพผู้นำตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง สู่ความเข้มแข็งของชุมชนบ้านหนองบัวชุม จังหวัดกาฬสินธุ์ โดยกรมการพัฒนาชุมชน รวมถึง ผลงานการประยุกต์นวัตกรรมการตรวจสอบโซลาร์ฟาร์มด้วยเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์และอากาศยานไร้คนขับ โดยการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย

นอกจากนี้ ยังมีผลงาน “พลังเคย : อาหารพื้นถิ่น สู่การสร้างสรรค์นวัตกรรมอาหารโลก” โดยมหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี ผลงานเตียงป้องกันแผลกดทับและภูมิแพ้ โดยมหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช ผลงานนวัตกรรมฟื้นฟูแผลเรื้อรังในแมวด้วยการใช้สเต็มเซลล์ร่วมกับเกล็ดเลือดเข้มข้นในเคสที่รักษายากและดื้อยา โดยมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ตลอดจนผลงาน นวัตกรรมการสังเคราะห์เส้นใยเมลานินชีวภาพจากดินเปรี้ยวอันเนื่องมาจากพระราชดำริในที่ดินมูลนิธิชัยพัฒนา เพื่อสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์แฟชั่นและส่งเสริมผู้ประกอบการเศรษฐกิจฐานราก โดยมหาวิทยาลัยศิลปากร เป็นต้น ซึ่งล้วนสะท้อนพลังของงานวิจัยและนวัตกรรมไทยในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ สังคม สุขภาพ สิ่งแวดล้อม และคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างยั่งยืน

ขอเชิญร่วมงาน “มหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ 2569 (Thailand Research Expo 2026)” ระหว่างวันที่ 22–26 มิถุนายน 2569 ณ โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ เซ็นทรัลเวิลด์ ชั้น 22–23 กรุงเทพมหานคร ภายใต้แนวคิด “Research Synergy พลังวิจัย สร้างสรรค์เศรษฐกิจและสังคมไทยยั่งยืน”

ไทยพีบีเอสผนึกภาคีฯพลิกโฉมสวนลุมจัด Bangkok Active Election 2026 ปลุกพลังคนกรุงฯร่วมดีไซน์เมืองในฝันส่งถึงผู้ว่าฯ คนใหม่

ไทยพีบีเอสผนึกภาคีฯพลิกโฉมสวนลุมจัด Bangkok Active Election 2026 ปลุกพลังคนกรุงฯร่วมดีไซน์เมืองในฝันส่งถึงผู้ว่าฯ คนใหม่

ไทยพีบีเอสผนึกภาคีฯพลิกโฉมสวนลุมจัด Bangkok Active Election 2026 ปลุกพลังคนกรุงฯร่วมดีไซน์เมืองในฝันส่งถึงผู้ว่าฯ คนใหม่

วันอังคาร ที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 15.12 น.

ไทยพีบีเอส ผนึกภาคีเครือข่าย พลิกโฉมสวนลุมพินีเป็นพื้นที่ปล่อยพลังสร้างสรรค์ ชวนคนเมืองร่วมล้อมวงดีไซน์กรุงเทพฯ ผ่านเทศกาล “ Bangkok Active Election 2026” ส่งต่อทุกเสียงสะท้อนร่วมขับเคลื่อนอนาคตกรุงเทพมหานครด้วยความหวัง

องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ส.ส.ท.) หรือ ไทยพีบีเอส โดยศูนย์สื่อสารวาระทางสังคมและนโยบายสาธารณะ (The Active) ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และภาคีเครือข่าย จัดงาน Bangkok Active Election 2026 เทศกาลชวนประชาชนร่วมออกแบบอนาคตกรุงเทพฯ เปลี่ยนสวนสาธารณะใจกลางเมืองให้เป็นพื้นที่ระดมความคิด แลกเปลี่ยนมุมมอง และร่วมกันจินตนาการถึงเมืองในฝันของคนกรุงเทพฯ โดยจัดขึ้นระหว่างวันที่ 19 – 21 มิถุนายน 2569 ณ สวนลุมพินี กรุงเทพฯ

ภายในงานประกอบด้วย 3 กิจกรรมหลักที่เปิดพื้นที่ให้ประชาชนได้มีส่วนร่วมในการออกแบบอนาคตเมืองผ่านบรรยากาศที่สร้างสรรค์และเป็นมิตร ได้แก่ 1. Active City Vision in the Park เวทีนำเสนอวิสัยทัศน์ นโยบาย และกิจกรรมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเพื่อเมืองที่ดีขึ้น อาทิ Bangkok Open Mic และ Mini Forum 2. Policy Market ตลาดนัดนโยบาย พื้นที่ให้ประชาชนได้ศึกษา แสดงความคิดเห็น และร่วมต่อยอดข้อเสนอพัฒนาเมือง ผ่านกิจกรรมอย่างตลาดนัดนโยบาย Active Data Lab และนิทรรศการแบบ Interactive และ 3. Bangkok Active Festival เทศกาลสร้างแรงบันดาลใจที่ชวนทุกคนมาร่วมเล่น เรียนรู้ และพูดคุยถึงอนาคตของกรุงเทพฯ ผ่านกิจกรรมหลากหลาย อาทิ ปั่นเป็ด Talk สนทนาเรื่องเมืองบนเรือเป็ด ตลาดเขียว Book Truck อ่านหนังสือใต้ร่มไม้ Board Game พื้นที่เล่นอิสระสำหรับเด็ก รวมถึงบูทกิจกรรมส่งเสริมสุขภาวะและการออกกำลังกาย ตลอดจนพื้นที่สร้างการเรียนรู้เกี่ยวกับบทบาทและภารกิจของไทยพีบีเอส โดยเปิดโอกาสให้ประชาชนร่วมเดิน-วิ่งสะสมระยะทาง 5 และ 10 กิโลเมตร เพื่อแลกรับของที่ระลึก ซึ่งได้รับความสนใจจากผู้เข้าร่วมงานกว่า 500 คน ตลอด 3 วันของการจัดงาน

สมชัย พุทธจันทรา รองผู้อำนวยการ ส.ส.ท. ด้านเนื้อหา กล่าวว่า ไทยพีบีเอสและภาคีเครือข่ายต้องการเปิดพื้นที่สาธารณะให้เป็นพื้นที่รับฟังความคิดเห็นและเสียงสะท้อนของประชาชน ผ่านกิจกรรมที่ทำให้เรื่องการเมืองและการพัฒนาเมืองเป็นเรื่องใกล้ตัวและเข้าถึงได้สำหรับทุกคน พร้อมคาดหวังว่าจะมีประชาชนออกมาร่วมสะท้อนความต้องการและความหวังต่อผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครคนใหม่

“ไทยพีบีเอสจะรวบรวมข้อคิดเห็นและข้อเสนอจากประชาชนที่เข้าร่วมงาน เพื่อนำไปต่อยอดเป็นเนื้อหาข่าวและรายการต่าง ๆ ทำหน้าที่เป็นสื่อกลางส่งต่อเสียงของประชาชนไปยังผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร คนต่อไป เพื่อร่วมกันพัฒนาเมืองหลวงให้เป็นเมืองของทุกคน” สมชัย กล่าว

ด้านเสียงสะท้อนจากผู้เข้าร่วมงาน ธัญชนก มหาพล และวิภาวรรณ ประสานรัตน์ คู่แม่ลูกที่เข้าร่วมกิจกรรม Book Truck เล่าว่า ทราบข่าวการจัดงานผ่านสื่อออนไลน์ของไทยพีบีเอส และรู้สึกยินดีที่ได้เข้าร่วมกิจกรรมที่เปิดโอกาสให้ประชาชนได้ใช้เวลาร่วมกันโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย พร้อมฝากความหวังถึงผู้ว่าฯ คนใหม่ให้เร่งพัฒนาสนามเด็กเล่นใกล้บ้านให้มีมาตรฐานและปลอดภัยสำหรับเด็กทุกช่วงวัย เพื่อให้เด็ก ๆ มีพื้นที่ทำกิจกรรมและใช้เวลานอกบ้านมากขึ้น ลดการอยู่หน้าจอ และช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในการเดินทางของผู้ปกครอง

ขณะที่ ครอบครัวของน้องตะวัน ซึ่งเดินทางมาร่วมกิจกรรมพื้นที่เล่นอิสระ พร้อมคุณตาจำเนียร และคุณแม่สุดารัตน์ อุตมะโภคิน มองว่ากิจกรรมดังกล่าวเป็นตัวอย่างของการใช้ประโยชน์จากพื้นที่สาธารณะได้อย่างสร้างสรรค์ แม้กรุงเทพฯ จะมีการพัฒนามากขึ้นในหลายด้าน แต่ยังอยากเห็นการเพิ่มพื้นที่สีเขียวให้มากขึ้น เพื่อให้ผู้สูงอายุ เด็ก และคนรุ่นต่อไปมีพื้นที่สำหรับพักผ่อนและทำกิจกรรมร่วมกัน  และยังได้สะท้อนถึงปัญหาโครงสร้างพื้นฐานในชีวิตประจำวัน อย่างทางเท้าและถนนที่ชำรุดทรุดโทรม ซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุและส่งผลต่อคุณภาพชีวิตของประชาชน โดยอยากให้ผู้ว่าฯ คนใหม่ที่จะเข้ามารับหน้าที่ เร่งดำเนินการปรับปรุงทางเท้k

นอกจากนี้ ยังมีชาวต่างชาติที่เข้าร่วมงานและร่วมสะท้อนมุมมองต่อการพัฒนาเมือง เช่น Venkat และNandhni คู่สามีภรรยาชาวอินเดียที่อาศัยอยู่ในกรุงเทพฯ มานานกว่า 3 ปี โดยระบุว่ากรุงเทพฯ เป็นเมืองที่น่าอยู่และมีความสะดวกสบาย แต่ยังมีความท้าทายในด้านระบบขนส่งสาธารณะ โดยเฉพาะระบบรถโดยสารประจำทางที่ยังขาดข้อมูลเวลาเดินรถที่แม่นยำ รวมถึงการเชื่อมต่อระหว่างระบบขนส่งที่ยังไม่สะดวก จึงอยากเห็นผู้ว่าฯ คนใหม่เข้ามาผลักดันการพัฒนาระบบขนส่งสาธารณะให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนทุกกลุ่มในเมือง

หนึ่งในไฮไลต์สำคัญของงาน คือโซนฟอรัม (Forum) ที่รวมตัวผู้เชี่ยวชาญและผู้มีประสบการณ์จากหลากหลายวงการ ทั้งไทยและต่างประเทศ รวมถึงคนรุ่นใหม่ มาร่วมแลกเปลี่ยนไอเดียขับเคลื่อนกรุงเทพฯ ให้เดินหน้าต่อ ในหัวข้อ “GLOBAL VISION: มองบทเรียนโลก เปิดจินตนาการใหม่ของกรุงเทพฯ” และ “Vision Talk : เมื่อกรุงเทพส่งเสียง VOICES FROM BANGKOK”  โดยได้รับความสนใจจากคนทำงานสื่อสารมวลชนเข้าร่วมรับฟัง อาทิ วันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์ ผู้อำนวยการ ส.ส.ท., สมชัย พุทธจันทรา รองผู้อำนวยการ ส.ส.ท. ด้านเนื้อหา และปภาภรณ์ เฉลิมวนิชย์ ผู้อำนวยการศูนย์สื่อสารและส่งเสริมการตลาดเพื่อสาธารณะ ไทยพีบีเอส

โดยเริ่มต้นระดับสากลในเวที “GLOBAL VISION: มองบทเรียนโลก เปิดจินตนาการใหม่ของกรุงเทพฯ ชวนคนกรุงเทพ” ร่วมเปิดมุมมองใหม่และถอดบทเรียนการสร้าง “เมืองในฝัน” จาก 3 เมืองต้นแบบระดับโลก ร่วมเสวนา โดยลิเลียน เกียร์ริ่ง ผู้ประสานงานโครงการ Partners For Water หน่วยงานส่งเสริมวิสาหกิจแห่งเนเธอร์แลนด์ (RVO), เจีย ซิน ชุม ผู้อำนวยการด้านภูมิทัศน์ประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกประจำเฮนนิง ลาร์เซน (Henning Larsen), อิศรีย์ จิตรปาธิมา ผู้เชี่ยวชาญด้านการคมนาคมในเมือง ประจำโครงการการตั้งถิ่นฐานของมนุษย์แห่งสหประชาชาติ (UN-Habitat) และดำเนินรายการ โดยคุณยศพล บุญสม ผู้ร่วมก่อตั้ง we!park

พร้อมต่อยอดในระดับท้องถิ่นที่เวที “Vision Talk : เมื่อกรุงเทพส่งเสียง VOICES FROM BANGKOK” ซึ่งเป็นการล้อมวงคุยเพื่อชวนตั้งคำถามว่า “อีก 5 ปีต่อจากนี้ ควรเปลี่ยนอะไร เพื่อให้กรุงเทพฯ เป็นเมืองที่น่าอยู่สำหรับทุกคน” ซึ่งมีผู้ร่วมสะท้อนมุมมองในหลากหลายบทบาท ได้แก่ ประสาน อิงคนันท์ ผู้ก่อตั้งเพจมนุษย์ต่างวัย, กรุณา บัวคำศรี สื่อมวลชน, สรณรัชฎ์ กาญจนะวณิชย์ อดีตประธานกรรมการมูลนิธิโลกสีเขียว, รศ.บุญเลิศ วิเศษปรีชา คณบดีคณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, ยศพล บุญสม ผู้ร่วมก่อตั้งกลุ่ม we!park, และ ณาตยา แวววีรคุปต์ ผู้อำนวยการศูนย์สื่อสารวาระทางสังคมและนโยบายสาธารณะ เป็นผู้ดำเนินรายการ

Bangkok Active Election 2026 เป็นพื้นที่ที่เปิดโอกาสให้ประชาชนทุกกลุ่มได้ร่วมสะท้อนปัญหา ความต้องการ และความหวังต่ออนาคตกรุงเทพฯ โดยเสียงที่เกิดขึ้นตลอด 3 วันของการจัดงานจะถูกรวบรวมและส่งต่อผ่านไทยพีบีเอสและภาคีเครือข่ายไปยังผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครคนใหม่ เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนกรุงเทพฯ ให้เป็นเมืองที่น่าอยู่สำหรับทุกคน

ติดตามเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับงาน Bangkok Active Election 2026 ได้ที่ https://theactive.thaipbs.or.th/tag/เลือกตั้งผู้ว่ากทม69

ญี่ปุ่นจับตา พายุคู่ “เมขลา-ฮีโกส” เคลื่อนตัวเข้าใกล้โอกินาวา-ญี่ปุ่นตะวันตก

ญี่ปุ่นจับตา พายุคู่ "เมขลา-ฮีโกส" เคลื่อนตัวเข้าใกล้โอกินาวา-ญี่ปุ่นตะวันตก

23 มิ.ย. 2569 16:28 น.

ญี่ปุ่นจับตา พายุคู่ “เมขลา-ฮีโกส” เคลื่อนตัวเข้าใกล้โอกินาวา-ญี่ปุ่นตะวันตก

ญี่ปุ่นจับตาสถานการณ์พายุ 2 ลูก หลังพายุไต้ฝุ่นเมขลาเคลื่อนตัวเหนือทะเลทางตะวันออกของฟิลิปปินส์และมีแนวโน้มเข้าใกล้หมู่เกาะโอกินาวา ก่อนมุ่งหน้าสู่ฝั่งตะวันตกของญี่ปุ่น ขณะที่พายุฮีโกสก่อตัวใหม่บริเวณหมู่เกาะมาเรียนา และคาดว่าจะมุ่งหน้าสู่ฝั่งตะวันตกของญี่ปุ่นเช่นกัน โดยนักอุตุนิยมวิทยาเตือนว่าความชื้นจากพายุอาจกระตุ้นแนวปะทะฝนให้เกิดฝนตกหนักก่อนพายุขึ้นฝั่ง

สำนักงานอุตุนิยมวิทยาญี่ปุ่น (JMA) รายงานความเคลื่อนไหวของสภาพอากาศที่ต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด เมื่อพายุไต้ฝุ่น 2 ลูกกำลังเคลื่อนตัวมุ่งหน้าสู่ประเทศญี่ปุ่นพร้อมกัน ซึ่งอาจส่งผลกระทบให้เกิดฝนตกหนัก ลมกระโชกแรง และคลื่นสูงในหลายพื้นที่ในช่วงสุดสัปดาห์นี้

โดยพายุไต้ฝุ่นเมขลา หรือพายุหมายเลข 7 ยังคงรักษาความรุนแรงในระดับ “ทรงพลังมาก” ขณะเคลื่อนตัวอยู่ทางตะวันออกของประเทศฟิลิปปินส์ มีความกดอากาศที่จุดศูนย์กลาง 925 เฮกโตปาสกาล ความเร็วลมสูงสุดใกล้ศูนย์กลางพัดสูงถึง 50 เมตรต่อวินาที และลมกระโชกแรงชั่วขณะพุ่งสูงถึง 70 เมตรต่อวินาที คาดว่าจะเคลื่อนตัวเข้าใกล้เกาะโอกินาวาในช่วงวันที่ 27–28 มิถุนายนนี้ ก่อนจะมุ่งหน้าสู่ตอนเหนือและชายฝั่งมหาสมุทรแปซิฟิกทางตะวันตกและตะวันออกของญี่ปุ่นต่อไป ทั้งนี้คาดว่าพายุจะค่อยๆ ลดความรุนแรงลงเมื่อเข้าใกล้แผ่นดินใหญ่

ขณะเดียวกัน JMA ได้ประกาศการก่อตัวของ พายุโซนร้อนฮีโกส (Higos) หรือพายุหมายเลข 8 บริเวณหมู่เกาะมาเรียนา มีความกดอากาศที่จุดศูนย์กลาง 1,004 เฮกโตปาสกาล และความเร็วลมสูงสุดใกล้ศูนย์กลางอยู่ที่ 18 เมตรต่อวินาที โดยกำลังเคลื่อนตัวไปทางทิศตะวันตกด้วยความเร็ว 15 กิโลเมตรต่อชั่วโมง คาดว่าไต้ฝุ่นฮีโกสจะเคลื่อนตัวขึ้นเหนือเร็วกว่าไต้ฝุ่นเมขลา แต่จะไม่ได้เข้าใกล้เกาะฮอนชู ซึ่งเป็นเกาะหลักของญี่ปุ่นมากนัก

แบบจำลองสภาพอากาศจากทั้งญี่ปุ่น (GSM), สหรัฐฯ (GFS) และยุโรป (ECMWF) ยังคงมีความเห็นที่แตกต่างกันเกี่ยวกับทิศทางที่แน่นอนของพายุ เนื่องจากมีหย่อมความกดอากาศต่ำอีกลูกที่กำลังพัฒนาตัวตามมา ซึ่งผู้เชี่ยวชาญกำลังเฝ้าระวังว่าหากหย่อมความกดอากาศต่ำนี้ทวีความรุนแรงขึ้นและเข้าใกล้ไต้ฝุ่นเมขลา อาจเกิดปรากฏการณ์ “ฟูจิวารา” (Fujiwhara Effect) หรือปรากฏการณ์ที่พายุหมุนสองลูกหมุนรอบซึ่งกันและกันและส่งอิทธิพลต่อทิศทางและดึงดูดมวลอากาศชื้นเข้าหากัน ซึ่งอาจทำให้ทิศทางของพายุเปลี่ยนไปทางทะเลญี่ปุ่นทางตะวันตก หรือเบี่ยงออกไปทางมหาสมุทรแปซิฟิกทางตะวันออกได้

สิ่งที่น่ากังวลที่สุดในขณะนี้ไม่ใช่เพียงแค่ผลกระทบโดยตรงจากตัวพายุ แต่เป็นมวลอากาศร้อนชื้นมหาศาลที่ถูกพายุดึงขึ้นมา ซึ่งจะเข้าไปกระตุ้น “แนวปะทะอากาศในฤดูฝน” ที่พาดผ่านประเทศญี่ปุ่นอยู่ก่อนแล้ว ส่งผลให้กลุ่มเมฆฝนก่อตัวหนาแน่นและทำให้มีฝนตกหนักสะสมล่วงหน้าทันที โดยเฉพาะทางฝั่งแปซิฟิกของเกาะคิวชูและเกาะชิโกกุ

ทางการสั่งเตือนภัยประชาชนให้ระวังระดับน้ำในแม่น้ำสายต่างๆ ที่อาจเอ่อล้น ตลอดจนความเสี่ยงขั้นสูงที่จะเกิดดินถล่มและน้ำท่วมฉับพลัน พร้อมสั่งห้ามเข้าใกล้พื้นที่เสี่ยงอันตราย เช่น ทางลาดเชิงเขาและริมตลิ่ง นอกจากนี้ คลื่นลมในทะเลจะเริ่มรุนแรงขึ้น โดยบริเวณตอนใต้ของหมู่เกาะซากิชิมะของโอกินาวา อาจเผชิญกับคลื่นสูงมากกว่า 4 ถึง 6 เมตร.

ที่มา The Japan News / News On Japan