บุ๋ม ปนัดดา ฟาดข่าวปลอม ลั่น ใครแช่งขอให้คำนั้นคืนตัว หลังถูกกุข่าวป่วยมะเร็งระยะ 2 อาการทรุดหนัก

บุ๋ม ปนัดดา ฟาดข่าวปลอม ลั่น ใครแช่งขอให้คำนั้นคืนตัว หลังถูกกุข่าวป่วยมะเร็งระยะ 2 อาการทรุดหนัก

บุ๋ม ปนัดดา ฟาดข่าวปลอม ลั่น ใครแช่งขอให้คำนั้นคืนตัว หลังถูกกุข่าวป่วยมะเร็งระยะ 2 อาการทรุดหนัก

วันศุกร์ ที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 16.52 น.

กลายเป็นประเด็นร้อนบนโลกออนไลน์ทันที เมื่อดารานักแสดงและพิธีกรชื่อดัง “บุ๋ม-ปนัดดา วงศ์ผู้ดี” ออกมาโพสต์ตอบโต้อย่างดุเดือด หลังถูกเพจปลอมกุข่าวลือสร้างความเสียหายเกี่ยวกับอาการเจ็บป่วยของเธอเปิดชนวนเหตุเพจกุข่าวปลอมอ้างป่วยมะเร็ง-หมอสั่งงดเยี่ยมจากกรณีที่มีการแชร์โพสต์จากเพจเฟซบุ๊กที่ใช้ชื่อว่า “แหม่มโพธิ์ดำ” ซึ่งได้โพสต์ภาพของบุ๋ม ปนัดดา ในสภาพสวมหน้ากากออกซิเจน พร้อมระบุข้อความพาดหัวชวนตกใจว่า “แห่ส่งกำลังใจ นางเอกรุ่นใหญ่ ป่วยมะเร็งระยะ 2 แล้ว เพราะ… ทรุดหนัก..! บุ๋ม ปนัดดา หมอสั่ง งดเยี่ยม”

ภาพดังกล่าวสร้างความตื่นตระหนกและความเป็นห่วงให้กับแฟนคลับเป็นจำนวนมาก จนกลายเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางงานนี้ “บุ๋ม ปนัดดา” โต้กลับทันควัน แข็งแรงดีไม่ได้เป็นมะเร็ง

หลังจากกระแสข่าวปลอมดังกล่าวแพร่กระจายออกไป บุ๋ม ปนัดดา ได้แคปภาพหน้าจอดังกล่าวมาโพสต์ลงในอินสตาแกรมส่วนตัว (⁠@boompanadda⁠) พร้อมประทับตัวอักษรสีแดงขนาดใหญ่ระบุชัดเจนว่า “ข่าวปลอม” เพื่อยืนยันความจริงโดยเธอได้ระบุแคปชันฟาดกลับเพจกุข่าวลืออย่างเจ็บแสบว่า “ชีวิตปนัดดายังสบายดีค่ะ แข็งแรงมากด้วย และไม่ได้เป็นมะเร็งนะคะ #ใครแช่งอะไรไว้ขอให้คำนั้นคืนสู่ตัว #สาธุ #อิหอยหลอด”

คนไทยเตรียมเฮ! ‘วัดพระมหาธาตุ วรมหาวิหาร’ จ่อนั่งแท่นมรดกโลก

คนไทยเตรียมเฮ! ‘วัดพระมหาธาตุ วรมหาวิหาร’ จ่อนั่งแท่นมรดกโลก

คนไทยเตรียมเฮ! ‘วัดพระมหาธาตุ วรมหาวิหาร’ จ่อนั่งแท่นมรดกโลก

วันเสาร์ ที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 15.18 น.

คนไทยเตรียมเฮ! ‘วัดพระมหาธาตุ วรมหาวิหาร’ จ่อนั่งแท่นมรดกโลก ‘สุชาติ’ ชูความสำเร็จนโยบายรัฐบาลยกระดับทุนวัฒนธรรมไทยสู่เวทีโลก”

วันที่ 20 มิถุนายน 2569 นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เปิดเผยว่า รัฐบาลภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรีให้ความสำคัญกับการอนุรักษ์ ฟื้นฟู และต่อยอดทุนทางธรรมชาติและวัฒนธรรมของประเทศ เพื่อสร้างความภาคภูมิใจให้กับคนไทย ควบคู่กับการขับเคลื่อนซอฟต์พาวเวอร์และการท่องเที่ยวคุณภาพสู่ระดับสากล โดยล่าสุด ได้รับรายงานจาก ดร. รวีวรรณ ภูริเดช ปลัดกระทรวง ทส. ว่า ประเทศไทยมีแนวโน้มได้รับข่าวดีจากการประชุมคณะกรรมการมรดกโลกสมัยสามัญ ครั้งที่ 48 ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 19–29 กรกฎาคม 2569 ณ เมืองปูซาน สาธารณรัฐเกาหลี ที่จะพิจารณาการเสนอ “วัดพระมหาธาตุ วรมหาวิหาร จังหวัดนครศรีธรรมราช” ขึ้นทะเบียนเป็นแหล่งมรดกโลกทางวัฒนธรรม ในช่วงวันที่ 24–26 กรกฎาคม 2569

นายสุชาติ กล่าวว่า เป็นเรื่องน่ายินดีอย่างยิ่งที่องค์กรที่ปรึกษาของคณะกรรมการมรดกโลกได้เสนอแนะให้ขึ้นทะเบียนวัดพระมหาธาตุ วรมหาวิหาร เป็นแหล่งมรดกโลก โดยเห็นถึงคุณค่าโดดเด่นในฐานะแหล่งสะท้อนความหลากหลายทางศาสนา ความเชื่อ และจิตวิญญาณที่สืบทอดต่อเนื่องยาวนานกว่า 1,500 ปี รวมทั้งเป็นศูนย์กลางการเผยแพร่อิทธิพลทางศาสนาและศิลปวัฒนธรรมที่สำคัญของภูมิภาคเอเชียภาคพื้นสมุทร

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า ความคืบหน้าดังกล่าวเป็นผลจากความร่วมมือของทุกภาคส่วนตลอดระยะเวลากว่า 10 ปี โดยกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้มอบหมายให้สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) และสำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดนครศรีธรรมราช ร่วมกับจังหวัดนครศรีธรรมราชและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ขับเคลื่อนการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง ทั้งด้านวิชาการ การอนุรักษ์ และการบริหารจัดการพื้นที่ตามมาตรฐานสากล

นายสุชาติ กล่าวเพิ่มเติมว่า หากวัดพระมหาธาตุ วรมหาวิหารได้รับการขึ้นทะเบียน จะเป็นแหล่งมรดกโลกแห่งที่ 9 ของประเทศไทย เป็นแหล่งมรดกโลกทางวัฒนธรรมแห่งที่ 6 ของประเทศ และเป็นแหล่งมรดกโลกทางวัฒนธรรมแห่งแรกของภาคใต้ ซึ่งนอกจากจะเป็นความภาคภูมิใจของคนไทยทั้งประเทศแล้ว ยังสอดคล้องกับนโยบายรัฐบาลในการนำมรดกทางวัฒนธรรมมาต่อยอดเป็นพลังสร้างสรรค์ สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว และการพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืน ควบคู่กับการอนุรักษ์คุณค่าอันทรงคุณค่าของชาติให้คงอยู่สืบไป

เลื่อนแล้ว การเจรจาโดยตรง “สหรัฐฯ -อิหร่าน” ที่สวิตเซอร์แลนด์ ขณะที่การสู้รบในเลบานอนยังรุนแรง

เลื่อนแล้ว การเจรจาโดยตรง "สหรัฐฯ -อิหร่าน" ที่สวิตเซอร์แลนด์ ขณะที่การสู้รบในเลบานอนยังรุนแรง

19 มิ.ย. 2569 20:05 น.

เลื่อนแล้ว การเจรจาโดยตรง “สหรัฐฯ -อิหร่าน” ที่สวิตเซอร์แลนด์ ขณะที่การสู้รบในเลบานอนยังรุนแรง

การเจรจาโดยตรงรอบใหม่ระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน ที่สวิตเซอร์แลนด์ ถูกเลื่อนออกไป หลังนายเจดี แวนซ์ รองประธานาธิบดีสหรัฐฯ ชะลอการเดินทาง ขณะที่การสู้รบในเลบานอนยังรุนแรง แม้ทั้งสองฝ่ายเพิ่งลงนามบันทึกความเข้าใจยุติสงคราม

วันที่ 20 มิถุนายน 2569 ทำเนียบขาวประกาศเลื่อนการเดินทางของนายเจดี แวนซ์ รองประธานาธิบดีสหรัฐฯ ไปยังสวิตเซอร์แลนด์ เพื่อเข้าร่วมการเจรจารอบใหม่กับอิหร่าน โดยระบุว่าการจัดการด้านโลจิสติกส์ของการเจรจายังไม่เรียบร้อย และยังไม่สามารถกำหนดรายละเอียดขั้นสุดท้ายได้

ความเคลื่อนไหวนี้เกิดขึ้นเพียงหนึ่งวันหลังจากสหรัฐฯ ยกเลิกการปิดล้อมทางทะเลต่ออิหร่าน ภายหลังทั้งสองประเทศลงนามบันทึกความเข้าใจ (MoU) เพื่อยุติความขัดแย้งระหว่างกัน

อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ในเลบานอนยังคงตึงเครียด โดยกระทรวงสาธารณสุขเลบานอนรายงานว่า การโจมตีทางอากาศของอิสราเอลในพื้นที่ตอนใต้ของประเทศเมื่อคืนที่ผ่านมา ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 18 ศพ ขณะที่กองทัพอิสราเอลระบุว่า ปฏิบัติการนี้มุ่งเป้าไปที่กลุ่มฮิซบอลเลาะห์ ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากอิหร่าน และมีทหารอิสราเอลเสียชีวิต 4 นาย

ก่อนหน้าการประกาศของทำเนียบขาว สื่อที่ใกล้ชิดกับกลุ่มฮิซบอลเลาะห์รายงานว่า การเจรจาถูกระงับชั่วคราว เนื่องจากอิสราเอลยังคงเดินหน้าโจมตีทางอากาศในเลบานอน

เดิมทีคณะผู้แทนทั้งสองฝ่ายมีกำหนดพบกันที่รีสอร์ตบวร์เกนชต็อก บนภูเขาเหนือทะเลสาบลูเซิร์น เพื่อหารือเชิงเทคนิคเกี่ยวกับการดำเนินการตามข้อตกลง และเริ่มพูดคุยประเด็นระยะยาว โดยเฉพาะโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่าน

ด้านกระทรวงการต่างประเทศสวิตเซอร์แลนด์ยืนยันว่า การเจรจาที่บวร์เกนชต็อกถูกเลื่อนออกไป แต่ยังคงเตรียมความพร้อมสำหรับการประชุมในอนาคต

สำหรับบันทึกความเข้าใจระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน มีสาระสำคัญ 14 ข้อ รวมถึงการเปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง การรับประกันว่าอิหร่านจะไม่พัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ แผนฟื้นฟูอิหร่านมูลค่า 300,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และการยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรของสหรัฐฯ ทุกประเภท โดยข้อตกลงยังกำหนดกรอบเวลาไม่เกิน 60 วัน สำหรับการเจรจาจัดทำข้อตกลงฉบับสมบูรณ์ ซึ่งสามารถขยายเวลาได้หากทั้งสองฝ่ายเห็นชอบร่วมกัน.

ที่มา CNN

“แอนดี เบิร์นแฮม” ชนะเลือกตั้งซ่อม สส.เขตถล่มทลาย สะเทือนเก้าอี้นายกฯ “เคียร์ สตาร์เมอร์”

"แอนดี เบิร์นแฮม" ชนะเลือกตั้งซ่อม สส.เขตถล่มทลาย สะเทือนเก้าอี้นายกฯ "เคียร์ สตาร์เมอร์"

19 มิ.ย. 2569 16:18 น.

“แอนดี เบิร์นแฮม” ชนะเลือกตั้งซ่อม สส.เขตถล่มทลาย สะเทือนเก้าอี้นายกฯ “เคียร์ สตาร์เมอร์”

“แอนดี เบิร์นแฮม” อดีตรัฐมนตรีและนายกเทศมนตรีเมืองแมนเชสเตอร์ คว้าชัยชนะในการเลือกตั้งซ่อม สส.เขตเมเกอร์ฟิลด์อย่างถล่มทลาย ปูทางการกลับสู่สภาผู้แทนราษฎรเพื่อเตรียมเปิดศึกท้าชิงตำแหน่งหัวหน้าพรรคแรงงานและนายกรัฐมนตรีอังกฤษจาก “เคียร์ สตาร์เมอร์” ที่กำลังเผชิญวิกฤตศรัทธาอย่างหนัก

แอนดี เบิร์นแฮม (Andy Burnham) นักการเมืองรุ่นใหญ่ของพรรคแรงงาน สร้างแรงสั่นสะเทือนครั้งใหญ่ในวงการการเมืองสหราชอาณาจักร หลังคว้าชัยชนะในการเลือกตั้งซ่อมครั้งสำคัญที่เขตเมเกอร์ฟิลด์ ทางตะวันตกเฉียงเหนือของอังกฤษ โดยเบิร์นแฮมกวาดคะแนนเสียงไปได้ถึงร้อยละ 54.8 ทิ้งห่าง โรเบิร์ต เคนยอน ผู้สมัครจากพรรคปฏิรูปสหราชอาณาจักร หรือรีฟอร์ม ยูเค ซึ่งเป็นพรรคประชานิยมขวาจัดของไนเจล ฟาราจ ที่ได้คะแนนไปร้อยละ 34.5 ด้วยส่วนต่างมากกว่า 9,000 คะแนน ขณะที่ยอดผู้มาใช้สิทธิ์เลือกตั้งพุ่งสูงเป็นประวัติการณ์ถึงร้อยละ 59

ชัยชนะอย่างเด็ดขาดในเขตพื้นที่ของชนชั้นแรงงานครั้งนี้ ทำให้เบิร์นแฮม วัย 56 ปี เจ้าของฉายา “ราชาแห่งแดนเหนือ” (King of the North) จากผลงานการชนะเลือกตั้งนายกเทศมนตรีเมืองแมนเชสเตอร์ 3 สมัยติดต่อกัน ตั้งแต่ปี 2017 ถือเป็นการเปิดเส้นทางกลับเข้าสู่รัฐสภาได้สำเร็จ และก้าวขึ้นมาอยู่ในจุดที่พร้อมจะเปิดศึกท้าชิงตำแหน่งผู้นำพรรคจากนายกรัฐมนตรีเคียร์ สตาร์เมอร์ 

แม้ว่าพรรคแรงงานภายใต้การนำของสตาร์เมอร์ วัย 63 ปี จะเพิ่งชนะเลือกตั้งทั่วไปอย่างถล่มทลายเหนือนายกฯ จากพรรคอนุรักษนิยมมาเมื่อ 23 เดือนก่อน แต่ปัจจุบันเขากลายเป็นหนึ่งในผู้นำอังกฤษที่มีคะแนนนิยมตกต่ำที่สุดเป็นประวัติการณ์ จากปัญหารุมเร้า ทั้งการพลิกผันนโยบายไปมา ข้อครหาเรื่องความโลเล และประเด็นอื้อฉาวจากการแต่งตั้งนายปีเตอร์ แมนเดลสัน อดีตผู้ใกล้ชิดของเจฟฟรีย์ เอปสตีน ให้ดำรงตำแหน่งเอกอัครราชทูตอังกฤษประจำกรุงวอชิงตัน

กระแสความไม่พอใจเริ่มรุนแรงขึ้นหลังจากพรรคแรงงานพ่ายแพ้ยับเยินในการเลือกตั้งท้องถิ่นเมื่อเดือนที่ผ่านมา ส่งผลให้ สส. พรรคแรงงานราว 1 ใน 4 ออกมาเรียกร้องให้สตาร์เมอร์ลาออก ขณะที่รัฐมนตรีหลายคนตัดสินใจลาออกจากตำแหน่งเพื่อประท้วง ท่ามกลางผลสำรวจระดับชาติที่ชี้ว่า พรรค รีฟอร์ม ยูเค มีแนวโน้มจะชนะการเลือกตั้งทั่วไปครั้งหน้าในปี 2029

นี่จึงทำให้นายจอช ไซมอนส์ อดีต สส. เขตเมเคอร์ฟิลด์ จึงยอมสละเก้าอี้เพื่อให้เบิร์นแฮมได้ลงสมัครเลือกตั้งซ่อม เพื่อกลับเข้าสู่สภาและขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านอำนาจ ซึ่งตามกฎของพรรคแรงงาน ผู้ที่จะลงชิงตำแหน่งหัวหน้าพรรคจะต้องเป็น สส. ปัจจุบัน และต้องการเสียงสนับสนุนจาก สส. ในพรรคอย่างน้อยร้อยละ 20 หรือ 81 เสียง จากทั้งหมดกว่า 400 เสียง ซึ่งคาดว่าเบิร์นแฮมจะรวบรวมเสียงสนับสนุนได้อย่างง่ายดาย โดยเขามีกำหนดการเข้าพิธีปฏิญาณตนเป็น สส. ในวันจันทร์ที่จะถึงนี้

ในสุนทรพจน์หลังรับชัยชนะ เบิร์นแฮม ซึ่งจัดเป็นนักการเมืองปีกซ้ายสายอ่อน (soft-left) ผู้สนับสนุนการโอนกิจการสาธารณูปโภคหลักกลับมาเป็นของรัฐ ได้ส่งสัญญาณเตือนอย่างจริงจังไปยังพรรคของตนเองว่า “นี่คือโอกาสสุดท้ายที่เราจะเปลี่ยน เราต้องรับฟัง ต้องลงมือทำ และต้องทำให้ออกมาถูกต้อง เพราะเราจะไม่มีโอกาสแก้ตัวเป็นครั้งที่สอง” พร้อมระบุว่าผลลัพธ์นี้คือจุดเปลี่ยนที่จะนำพาประเทศออกจาก “การเมืองที่แบ่งแยกและมืดมน” แบบที่เห็นในสหรัฐฯ

แม้ว่าสตาร์เมอร์จะทวีตข้อความแสดงความยินดีกับเบิร์นแฮม โดยระบุว่าผู้ออกเสียงเลือก “แคมเปญแห่งความหวังและการมองโลกในแง่ดี” แต่เขาก็ยืนกรานว่าจะไม่ยอมลาออกง่าย ๆ อย่างไรก็ตาม แฮร์เรียต ฮาร์แมน ผู้อาวุโสของพรรคได้แนะนำให้ สตาร์เมอร์, เวส สตรีตติง อดีตรัฐมนตรีสาธารณสุขซึ่งเป็นอีกหนึ่งตัวเต็ง และเบิร์นแฮม หันหน้ามาเจรจากันเพื่อกำหนดกระบวนการเลือกผู้นำคนใหม่ เพื่อหลีกเลี่ยงความขัดแย้งรุนแรงภายในพรรค

ทั้งนี้ หากเกิดการเปลี่ยนตัวนายกรัฐมนตรีจริง จะทำให้สหราชอาณาจักรมีนายกรัฐมนตรีคนที่ 7 ภายในระยะเวลาเพียง 10 ปี ซึ่งสะท้อนถึงความไร้เสถียรภาพทางการเมืองอย่างรุนแรง และความโกรธแค้นของประชาชนต่อความล้มเหลวในการพัฒนาคุณภาพชีวิต ปัญหาด้านบริการสาธารณะ และวิกฤตผู้อพยพผิดกฎหมายที่ยืดเยื้อมานาน.

ที่มา Reuters / AFP

หญิงญี่ปุ่นจี้แฟนบอลผู้ชาย “กลับไปช่วยทำงานบ้าน” หลังภาพเก็บขยะในฟุตบอลโลกไวรัลทั่วโลก

หญิงญี่ปุ่นจี้แฟนบอลผู้ชาย "กลับไปช่วยทำงานบ้าน" หลังภาพเก็บขยะในฟุตบอลโลกไวรัลทั่วโลก

19 มิ.ย. 2569 15:26 น.

หญิงญี่ปุ่นจี้แฟนบอลผู้ชาย “กลับไปช่วยทำงานบ้าน” หลังภาพเก็บขยะในฟุตบอลโลกไวรัลทั่วโลก

ภาพไวรัลแฟนบอลญี่ปุ่นช่วยเก็บขยะในสนามแข่งขันฟุตบอลโลกซึ่งเคยได้รับคำชื่นชมจากทั่วโลก กลับกลายเป็นประเด็นถกเถียงในญี่ปุ่น เมื่อผู้หญิงญี่ปุ่นจำนวนมากกลับมองว่านี่คือ “สองมาตรฐาน” ของผู้ชายญี่ปุ่น ที่ชอบสร้างภาพลักษณ์ที่ดีในสาธารณะ แต่กลับปล่อยให้งานบ้านเป็นภาระของภรรยาเพียงลำพัง เผยสถิติชายญี่ปุ่นทำงานบ้านน้อยที่สุดในกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว จนเกิดการถกเถียงเรื่องความเท่าเทียมทางเพศและวัฒนธรรมการดูแลพื้นที่สาธารณะ

เป็นเวลาหลายปีที่แฟนบอลทีมชาติญี่ปุ่นได้รับความชื่นชมจากทั่วโลกในเรื่องของระเบียบวินัยจากการช่วยกันเดินเก็บขยะจนสะอาดเอี่ยมหลังจบการแข่งขันฟุตบอลโลก แต่ในทัวร์นาเมนต์ล่าสุดนี้ กระแสในประเทศบ้านเกิดกลับตีกระหน่ำอย่างคาดไม่ถึง เมื่อเกิดประเด็นดราม่าบนโลกออนไลน์ที่ตั้งคำถามถึงพฤติกรรม “รักความสะอาดนอกบ้าน แต่ละเลยงานในบ้าน” ของผู้ชายญี่ปุ่น

ชนวนเหตุเกิดจากภาพถ่ายของกลุ่มแฟนบอลญี่ปุ่นที่ถือถุงขยะช่วยกันเก็บกวาดอัฒจันทร์ถูกเผยแพร่ออกไป แทนที่จะมีแต่เสียงชื่นชม ชาวเน็ตหญิงในญี่ปุ่นจำนวนมากกลับมองเห็นมุมสะท้อนใจ โดยมีการโพสต์ภาพกราฟิกเปรียบเทียบเชิงล้อเลียนที่กลายเป็นไวรัลอย่างรวดเร็วบนแพลตฟอร์ม X  ซึ่งมียอดกดไลก์สูงกว่า 60,000 ครั้ง ภาพดังกล่าวเป็นรูปผู้ชายคนหนึ่งกำลังก้มเก็บขยะอย่างขยันขันแข็งในสนามฟุตบอลโลก ตัดสลับกับภาพชายคนเดียวกันนอนเอกเขนกเล่นสมาร์ตโฟนอยู่บนโซฟาที่บ้านอย่างสบายใจเฉิบ ปล่อยให้ตระกร้าผ้ากองโตทิ้งไว้ และมีภาพภรรยากำลังยืนก้มหน้าก้มตาตัวเป็นเกลียวล้างจานอยู่ตามลำพัง พร้อมข้อความระบุว่า “ผู้ชายญี่ปุ่นควรช่วยงานบ้านให้มากกว่านี้ เพราะเวลาที่พวกเขาใช้ทำความสะอาดบ้านนั้นสั้นที่สุดเป็นอันดับต้น ๆ ของโลก”

ชาวเน็ตหญิงญี่ปุ่นคนหนึ่งเข้ามาแสดงความคิดเห็นโดยยกคำคมของ พี.เจ. โอรูก (P.J. O’Rourke) นักเขียนชาวอเมริกันผู้ล่วงลับระบุว่า “ทุกคนต่างอยากกอบกู้โลก แต่ไม่มีใครอยากช่วยแม่ล้างจานเลยสักคน” ขณะที่อีกความเห็นหนึ่งระบุอย่างเผ็ดร้อนว่า “ในบรรดาผู้ชายที่ไปเดินเก็บขยะหล่อ ๆ อยู่ตรงนั้น น่าจะมีบางคนที่ทิ้งลูกเล็กไว้ที่บ้าน แล้วปล่อยให้ภรรยาดูแลตามลำพัง เพื่อที่ตัวเองจะได้บินมาดูฟุตบอลโลก”

แม้ว่าเรื่องการรักษาความสะอาดและการเก็บขยะในพื้นที่สาธารณะจะเป็นสิ่งทีถูกปลูกฝังอย่างลึกซึ้งในวัฒนธรรมญี่ปุ่น แต่ในแง่ของ “การแบ่งเบาภาระงานบ้าน” ผู้ชายญี่ปุ่นกลับรั้งท้ายกลุ่มประเทศที่พัฒนาแล้วอย่างน่าตกใจ

จากข้อมูลขององค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ปี 2021 พบว่า ผู้หญิงญี่ปุ่นต้องทำงานบ้านและงานที่ไม่ได้ค่าจ้างเฉลี่ยมากกว่า 3 ชั่วโมงต่อวัน ซึ่งมากกว่าผู้ชายถึง 5 เท่า โดยผู้ชายญี่ปุ่นใช้เวลาทำงาบ้านเฉลี่ยเพียง 47 นาทีต่อวันเท่านั้น ยิ่งในกลุ่มครอบครัวยุคใหม่ที่เป็นมนุษย์เงินเดือนทั้งคู่และมีลูกอายุต่ำกว่า 6 ปี ผลสำรวจของรัฐบาลระบุว่า ผู้หญิงต้องทำงานบ้านสูงถึง 7 ชั่วโมงต่อวัน ขณะที่สามีใช้เวลาช่วยงานบ้านไม่ถึง 2 ชั่วโมง

นอกจากประเด็นความเท่าเทียมทางเพศในครอบครัวแล้ว ชาวเน็ตบางส่วนยังชี้ว่าพฤติกรรมนี้มีความย้อนแย้ง เพราะในความเป็นจริง พื้นที่สาธารณะในประเทศญี่ปุ่นเองหลังจบงานเทศกาลใหญ่ ๆ หรือปาร์ตี้สำคัญมักจะเต็มไปด้วยขยะเกลื่อนกลาดไม่ต่างจากชาติอื่น แต่กลับไปรักความสะอาดเฉพาะตอนอยู่ต่างแดน

อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางกระแสวิพากษ์วิจารณ์อันดุเดือด ก็มีผู้คนจำนวนมากออกมาปกป้องแฟนบอลและมองว่าการจับผิดเรื่องงานบ้านเป็นคนละประเด็นกัน

ชาวเน็ตรายหนึ่งระบุว่า “มันน่าอายตรงไหน? การมีข่าวว่าคนญี่ปุ่นช่วยเก็บขยะในต่างแดน มันดีกว่าการมีข่าวพาดหัวว่า ‘คนญี่ปุ่นไปทิ้งขยะเรี่ยราดในต่างประเทศ’ ตั้งเยอะ” 

ทั้งนี้ ปฏิเสธไม่ได้ว่าวัฒนธรรมการเก็บขยะของแฟนบอลญี่ปุ่นได้กลายเป็นซอฟต์พาวเวอร์และสร้างแรงบันดาลใจให้แก่แฟนบอลชาติอื่น ๆ แล้ว โดยล่าสุดมีคลิปวิดีโอไวรัลเผยให้เห็นแฟนบอลทีมชาติโปรตุเกส ถือถุงพลาสติกใบใหญ่เดินเก็บขยะบนอัฒจันทร์หลังจบเกมเช่นกัน ซึ่งชาวเน็ตต่างยกย่องว่านี่คือเทรนด์ระดับโลกที่เริ่มต้นมาจากแฟลบอลชาวญี่ปุ่นนั่นเอง.

ที่มา BBC

คนร้ายบุกโจมตีสนามบินไนเจอร์ ดับ 35 ราย กลุ่มโยงอัลกออิดะห์อ้างอยู่เบื้องหลัง

คนร้ายบุกโจมตีสนามบินไนเจอร์ ดับ 35 ราย กลุ่มโยงอัลกออิดะห์อ้างอยู่เบื้องหลัง

19 มิ.ย. 2569 14:29 น.

คนร้ายบุกโจมตีสนามบินไนเจอร์ ดับ 35 ราย กลุ่มโยงอัลกออิดะห์อ้างอยู่เบื้องหลัง

เกิดเหตุคนร้ายติดอาวุธบุกโจมตีสนามบินนานาชาติในกรุงนีอาเม ประเทศไนเจอร์ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 35 ราย รวมทหาร พลเรือน และผู้ก่อเหตุ กลุ่มติดอาวุธเครือข่ายอัลกออิดะห์ออกมาอ้างความรับผิดชอบ ขณะที่รัฐบาลทหารเร่งไล่ล่าผู้ต้องสงสัยและเพิ่มมาตรการรักษาความปลอดภัย

สำนักงานกระทรวงกลาโหมของประเทศไนเจอร์ แถลงความคืบหน้ากรณีเหตุกลุ่มผู้ก่อการร้ายบุกโจมตีท่าอากาศยานนานาชาติดิโอรี ฮามานี ในกรุงนีอาเม เมื่อช่วงเช้าตรู่ของวันที่ 18 มิ.ย. ที่ผ่านมาตามเวลาท้องถิ่น ส่งผลให้เกิดการปะทะกันอย่างรุนแรงยาวนานหลายชั่วโมง ล่าสุดมีรายงานผู้เสียชีวิตรวมแล้วอย่างน้อย 35 ราย โดยแบ่งเป็นกลุ่มผู้ก่อเหตุ 22 ราย, เจ้าหน้าที่ทหารไนเจอร์ 11 นาย และพลเรือนอีก 2 ราย นอกจากนี้ยังมีผู้ได้รับบาดเจ็บ 4 ราย และสามารถจับกุมผู้ต้องสงสัยได้ราว 20 คน

พยานในพื้นที่เปิดเผยว่า เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อเวลาประมาณ 05:50 น. หลังจากที่ชาวเมืองในประเทศซึ่งประชากรส่วนใหญ่เป็นชาวมุสลิมเพิ่งเสร็จสิ้นการละหมาดในช่วงเช้า โดยเริ่มมีเสียงระเบิดและเสียงปืนดังสนั่นมาจากบริเวณหน้าประตูด่านตรวจของสนามบิน แหล่งข่าวระบุว่ากลุ่มคนร้ายได้เดินทางมาด้วยรถแท็กซี่ก่อนจะเปิดฉากโจมตี และเผชิญกับการตอบโต้อย่างรุนแรงจากเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย ซึ่งในเวลาต่อมากลุ่ม “เจเอ็นไอเอ็ม” (JNIM) ซึ่งเป็นกลุ่มติดอาวุธเครือข่ายของอัลกออิดะห์ในภูมิภาคซาเฮล ได้ออกมายอมรับว่าเป็นผู้อยู่เบื้องหลังปฏิบัติการโจมตีพลีชีพครั้งนี้

รายงานระบุว่าหลังจากกลุ่มคนร้ายถูกตอบโต้ บรรดาผู้ก่อเหตุบางส่วนที่รอดชีวิตได้พยายามแยกย้ายหลบหนีและแฝงตัวเข้าไปในชุมชนโดยรอบ ส่งผลให้เจ้าหน้าที่ต้องสั่งปิดล้อมพื้นที่และตรวจค้นรถทุกคันอย่างเข้มงวด ขณะเดียวกัน ชาวบ้านในพื้นที่ที่โกรธแค้นต่างพากันถือมีดพร้าและท่อนไม้ ออกมาช่วยเจ้าหน้าที่ไล่ล่าและป้องกันตนเอง โดยพร้อมจะเข้าทำร้ายทุกคนที่พวกเขาไม่คุ้นหน้า อย่างไรก็ตาม พยานระบุว่าเจ้าหน้าที่พยายามห้ามไม่ให้พลเรือนเข้ามาเสี่ยงอันตราย

ทางด้านกองทัพสามารถยึดอาวุธยุทโธปกรณ์ของกลุ่มคนร้ายได้เป็นจำนวนมาก ประกอบด้วย เครื่องยิงจรวด RPG-7, ปืนไรเฟิล AK-47, ระเบิดมือ, วัตถุระเบิด, อุปกรณ์สื่อสาร และเครื่องกระสุนอีกหลายพันนัด แม้ว่าทางกระทรวงกลาโหมจะยืนยันว่าสนามบินได้รับการควบคุมจนปลอดภัยและยังเปิดให้บริการตามปกติ แต่ข้อมูลจากเว็บไซต์ Flightradar24 ระบุว่า มีเที่ยวบินจำนวนมากที่มุ่งหน้ามายังกรุงนีอาเมต้องถูกเปลี่ยนเส้นทางบินหรือดีเลย์

เหตุการณ์นี้นับเป็นครั้งที่ 2 ในรอบไม่ถึง 5 เดือนที่สนามบินแห่งนี้ถูกโจมตี โดยเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา กลุ่มไอซิส (IS) ได้เคยบุกโจมตีสนามบินและฐานโดรนทหารที่อยู่ติดกัน ซึ่งในครั้งนั้นทหารไนเจอร์และพันธมิตรกองทัพรัสเซียสามารถสกัดไว้ได้ โดยคนร้ายเสียชีวิต 20 ราย ซึ่งฮาสเร็ต คาร์กิน นักวิเคราะห์จากบริษัทข่าวกรอง Mintel World ชี้ว่า การที่กลุ่มคนร้ายสามารถเปิดฉากโจมตีในเวลาเดิมและยื้อบทสนทนาการปะทะได้ยาวนาน สะท้อนให้เห็นว่ามาตรการรักษาความปลอดภัยของไนเจอร์ยังไร้ประสิทธิภาพ และกลุ่มคนร้ายอาจได้ข้อมูลวงใน

ที่ผ่านมา ท่าอากาศยานแห่งนี้ถือเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่อ่อนไหวอย่างยิ่ง เนื่องจากเป็นทั้งศูนย์การบินพลเรือน, ฐานทัพทหาร และยังเป็นสถานที่เชื่อมโยงกับกลุ่มพันธมิตรแคว้นซาเฮล (AES) รวมถึงเคยเป็นจุดที่มีการกักเก็บแร่ยูเรเนียมเข้มข้นเพื่อรอการส่งออกอีกด้วย ซึ่งก่อนหน้านี้ รัฐบาลทหารของนายพล อับดูราฮามาน เทียนี ที่ยึดอำนาจมาตั้งแต่ปี 2023 ได้สั่งทุบทำลายสลัมและบ้านเรือนผิดกฎหมายรอบสนามบินนับพันหลังเพราะเกรงว่าจะเป็นที่ซ่อนตัวของกลุ่มจีฮาด พร้อมขยายรั้วและติดกล้องวงจรปิดเพิ่มกว่า 350 ตัว แต่ก็ยังไม่สามารถป้องกันเหตุได้

อย่างไรก็ตาม รัฐบาลทหารไนเจอร์ได้ออกมาประณามและกล่าวหาว่า กลุ่มผู้ก่อเหตุในครั้งนี้เป็น “กลุ่มทหารรับจ้างติดอาวุธที่ได้รับเงินจากรัฐบาลฝรั่งเศสภายใต้การนำของประธานาธิบดี เอ็มมานูเอล มาครง” โดยกล่าวหาว่าอดีตเจ้าอาณานิคมพยายามสนับสนุนเงินทุนให้กลุ่มจีฮาดเพื่อสั่นคลอนเสถียรภาพของประเทศ ซึ่งทางกรุงปารีสได้ปฏิเสธข้อกล่าวหานี้อย่างสิ้นเชิง ทั้งนี้ นับตั้งแต่ไนเจอร์ตัดสัมพันธ์กับฝรั่งเศส รัฐบาลทหารได้หันไปพึ่งพาความช่วยเหลือด้านความมั่นคงจากรัสเซีย, อิหร่าน และตุรกี แทนในการต่อสู้กับกลุ่มก่อการร้ายที่ยืดเยื้อมานานนับทศวรรษ.

ที่มา BBC /AFP

“เมเจอร์ โอ๊ก” ต้นโอ๊กโบราณอายุ 1,200 ปี จากตำนานโรบินฮู้ด ยืนต้นตายแล้ว

"เมเจอร์ โอ๊ก" ต้นโอ๊กโบราณอายุ 1,200 ปี จากตำนานโรบินฮู้ด ยืนต้นตายแล้ว

19 มิ.ย. 2569 14:00 น.

“เมเจอร์ โอ๊ก” ต้นโอ๊กโบราณอายุ 1,200 ปี จากตำนานโรบินฮู้ด ยืนต้นตายแล้ว

ผู้เชี่ยวชาญยืนยัน “ต้นเมเจอร์ โอ๊ก” ต้นไม้ยักษ์อายุกว่า 1,200 ปี แห่งป่าเชอร์วูด ประเทศอังกฤษ ซึ่งตามตำนานเล่าว่าเป็นที่ซ่อนตัวของ “โรบิน ฮู้ด” ได้ยืนต้นตายแล้วอย่างเป็นทางการ หลังไม่ยอมแตกใบใหม่ในฤดูใบไม้ผลิปีนี้ คาดสาเหตุเกิดจากสภาพอากาศสุดขั้วจากโลกร้อน ประกอบกับดินโคนต้นถูกเหยียบย่ำจากนักท่องเที่ยวนับล้านคนตลอดสองศตวรรษ จนรากขาดออกซิเจนและน้ำ

สมาคมคุ้มครองนกแห่งสหราชอาณาจักร (RSPB) ซึ่งเป็นองค์กรการกุศลเพื่อการอนุรักษ์ที่ทำหน้าที่ดูแลป่าเชอร์วูด ในมณฑลนอตทิงแฮมเชียร์ แถลงยืนยันว่า “ต้นเมเจอร์ โอ๊ก” (Major Oak) อายุกว่า 1,200 ปี หนึ่งในต้นไม้ที่มีชื่อเสียงและเป็นสัญลักษณ์สำคัญที่สุดของสหราชอาณาจักร ได้ยืนต้นตายลงแล้ว หลังจากที่ผู้เชี่ยวชาญด้านพฤกษศาสตร์เฝ้าสังเกตการณ์พบว่า ต้นโอ๊กยักษ์ต้นนี้ไม่มีการแตกใบอ่อนแม้แต่ใบเดียวในช่วงฤดูใบไม้ผลิปีนี้ ซึ่งแตกต่างจากปีก่อน ๆ ที่แม้จะมีการลดลงของปริมาณใบอย่างเห็นได้ชัด แต่ก็ยังคงมีใบไม้อยู่

ฮอลลี เดรค ตัวแทนจาก RSPB กล่าวในแถลงการณ์ว่า “การที่ต้นไม้ไม่สามารถผลิตใบได้ในปีนี้ ถือเป็นเรื่องที่สร้างความสะเทือนใจให้แก่ทุกคนเป็นอย่างยิ่ง” แม้ว่าก่อนหน้านี้ในช่วงฤดูหนาวปี 2024 จะเคยมีข่าวลือเรื่องการตายของต้นโอ๊กต้นนี้ออกมา แต่อย่างไรก็ตาม ในช่วงเวลานั้นทางองค์กรยังคงยืนยันว่ามันยังมีชีวิตอยู่ และได้พยายามยื้อชีวิตอย่างสุดความสามารถ รวมถึงการใช้ระบบชลประทานพิเศษเพื่อรดน้ำหล่อเลี้ยงระบบรากในช่วงที่เผชิญกับอุณหภูมิที่พุ่งสูงเมื่อเดือนมิถุนายน 2025 ที่ผ่านมา

แม้ผู้เชี่ยวชาญจะระบุว่าเป็นการยากที่จะชี้ชัดถึงสาเหตุการตายเพียงข้อเดียว แต่เชื่อว่าเกิดจากหลายปัจจัยร่วมกัน โดยเฉพาะกิจกรรมของมนุษย์ ตลอด 2 ศตวรรษที่ผ่านมา นักท่องเที่ยวนับล้านคนต่างเดินทางมาชมความมหัศจรรย์ของต้นไม้ที่มีเส้นรอบวงลำต้นกว้างถึง 11 เมตรคันนี้ การเหยียบย่ำซ้ำ ๆ ทำให้ดินบริเวณโคนต้นถูกอัดจนแน่นทึบ ส่งผลให้ระบบรากถูกบีบรัดอย่างรุนแรง น้ำฝน สารอาหาร และออกซิเจนไม่สามารถซึมผ่านลงไปเลี้ยงรากได้

นอกจากนี้ ความพยายามในการอนุรักษ์ในอดีต เช่น การใช้เสาค้ำยันและสายเคเบิลเหล็กเพื่อพยุงกิ่งก้านขนาดใหญ่ไม่ให้หักโค่นลงมา กลับกลายเป็นการแทรกแซงโครงสร้างตามธรรมชาติและส่งผลเสียต่อตัวต้นไม้ในระยะยาว นอกจากนั้น วิกฤตการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ทำให้เกิดคลื่นความร้อนและภัยแล้งรุนแรงในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ยิ่งเป็นตัวเร่งให้ต้นโอ๊กแก่ชราต้นนี้อ่อนแอลงจนยืนต้นตายในที่สุด

ตามตำนานพื้นบ้านของอังกฤษในคริสต์ศตวรรษที่ 13 เล่าว่า “โรบิน ฮู้ด” จอมโจรคุณธรรมผู้ปล้นคนรวยเพื่อช่วยคนจน ได้ใช้โพรงขนาดใหญ่ภายในลำต้นของเมเจอร์ โอ๊ก เป็นที่หลบซ่อนตัวจากนายอำเภอแห่งนอตทิงแฮม ซึ่งในความเป็นจริงทางวิทยาศาสตร์ระบุว่า โพรงดังกล่าวเกิดจากการกัดเซาะของเชื้อรา

เดิมทีต้นไม้ต้นนี้มีชื่อเรียกหลายชื่อ แต่ชื่อ “เมเจอร์” (Major) กลายเป็นชื่อที่ผู้คนจดจำหลังจากที่พันตรีเฮย์แมน รูก อดีตทหารบกอังกฤษ ได้เขียนถึงต้นไม้ต้นนี้ในหนังสือเกี่ยวกับต้นโอ๊กเมื่อปี 1790 จนจุดกระแสการท่องเที่ยวป่าเชอร์วูดหลั่งไหลมานับตั้งแต่นั้น จนกระทั่งในช่วงทศวรรษที่ 1970 ทางการได้สั่งล้อมรั้วกั้นเพื่อห้ามนักท่องเที่ยวปีนป่ายเข้าไปในโพรงต้นไม้ และทำได้เพียงชื่นชมอยู่ห่าง ๆ เท่านั้น นอกเหนือจากคุณค่าทางประวัติศาสตร์แล้ว ไม้โอ๊กจากป่าเชอร์วูดแห่งนี้ยังเคยถูกนำไปใช้ต่อเรือรบของกองทัพเรือสหราชอาณาจักรในยุคของรองพลเรือเอก โฮราชิโอ เนลสัน และใช้เป็นคานไม้บนหลังคาของมหาวิหารเซนต์พอลในกรุงลอนดอนอีกด้วย

เอ็ด ไพน์ จากองค์กรอนุรักษ์ป่าไม้ Woodland Trust เปรียบเปรยว่า “ต้นไม้โบราณอย่างเมเจอร์ โอ๊ก เปรียบเสมือน ‘แรดขาวแห่งวงการอนุรักษ์ของสหราชอาณาจักร’ แต่การล้มลงของพวกมันกลับไม่ค่อยมีใครสังเกตเห็น การปกป้องพวกมันเป็นสิ่งสำคัญต่อสุขภาพของโลก”

อย่างไรก็ตาม RSPB ยืนยันว่า จะไม่มีการตัดโค่นต้นเมเจอร์ โอ๊ก โดยจะปล่อยให้ลำต้นและกิ่งก้านของมันยืนต้นตระหง่านอยู่ใจกลางป่าเชอร์วูดต่อไปในฐานะอนุสรณ์สถานทางธรรมชาติ เพื่อให้คนรุ่นหลังได้มาเยือนและรำลึกถึงตำนานโรบิน ฮู้ด ขณะเดียวกัน ลำต้นที่ไร้ชีวิตของมันก็จะยังคงทำหน้าที่เป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของสิ่งมีชีวิตและค้ำจุนระบบนิเวศของผืนป่าต่อไป และที่สำคัญ ก่อนหน้านี้เจ้าหน้าที่ได้มีการนำหน่อและต้นกล้าที่ขยายพันธุ์จากต้นเมเจอร์ โอ๊ก ไปปลูกไว้ในพื้นที่ต่าง ๆ ทั่วโลกแล้ว เพื่อให้ต้นไม้ในตำนานต้นนี้ยังคงสืบทอดต่อไป.

ที่มา BBC / Associated Press

ชายหาดอิตาลีออกกฎสุดแปลก! ห้ามคนอายุ 10-65 ปี กางร่มชายหาด หวั่นขวางทางหนีฉุกเฉิน

ชายหาดอิตาลีออกกฎสุดแปลก! ห้ามคนอายุ 10-65 ปี กางร่มชายหาด หวั่นขวางทางหนีฉุกเฉิน

19 มิ.ย. 2569 13:58 น.

ชายหาดอิตาลีออกกฎสุดแปลก! ห้ามคนอายุ 10-65 ปี กางร่มชายหาด หวั่นขวางทางหนีฉุกเฉิน

ชายหาดดังบนเกาะซาร์ดิเนียของอิตาลี สั่งห้ามนักท่องเที่ยววัย 10-65 ปี กางร่มหรือใช้อุปกรณ์บังแดด โดยอ้างเหตุผลด้านความปลอดภัย หลังเคยเกิดไฟไหม้จนต้องอพยพผู้คนทางเรือ 

หน่วยงานท้องถิ่นของอิตาลีออกมาตรการควบคุมการใช้พื้นที่ชายหาด ปุนตา โมเลนติส หนึ่งในชายหาดยอดนิยมของเกาะ ซาร์ดิเนีย ด้วยคำสั่งห้ามนักท่องเที่ยวบางช่วงอายุ กางร่มหรือใช้อุปกรณ์บังแดดบนชายหาดในช่วงฤดูร้อนนี้ 

ตามกฎใหม่ผู้ที่มีอายุระหว่าง 10-65 ปี จะไม่ได้รับอนุญาตให้นำร่มชายหาด เต็นท์ หรืออุปกรณ์สร้างร่มเงาอื่น ๆ มากางบนพื้นที่ชายหาด

ยกเว้นได้แค่เพียงครอบครัวที่มีเด็กอายุไม่เกิน 10 ปี และผู้สูงอายุ 65 ปีขึ้นไปเท่านั้น ที่สามารถนำร่มขนาดใหญ่เข้ามาใช้ได้ โดยอนุญาตให้กางเพียงคันเดียวต่อ 1 ครอบครัว

มาตรการดังกล่าวสร้างความไม่พอใจอย่างมาก เนื่องจากหลายฝ่ายมองว่า การห้ามกางร่มในพื้นที่ที่มีอากาศร้อนจัด อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อปัญหาสุขภาพ โดยเฉพาะอาการเจ็บป่วยจากความร้อน รวมถึงความกังวลเรื่องการป้องกันมะเร็งผิวหนัง

นอกจากนี้ ตั้งแต่วันที่ 5 มิถุนายน ไปจนถึงปลายเดือนตุลาคม นักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้าชายหาดแห่งนี้จะต้องเสียค่าธรรมเนียมคนละ 10 ยูโร หรือประมาณ 400 บาท ขณะที่ผู้พิการและผู้ติดตามได้รับการยกเว้น

แม้กฎนี้จะถูกวิจารณ์อย่างหนัก แต่ทางเทศบาลเมือง วิลลาซิมิอุส ซึ่งดูแลพื้นที่ชายหาดระบุว่า จำเป็นต้องออกมาตรการดังกล่าวเพื่อป้องกันเหตุฉุกเฉิน

เจ้าหน้าที่เผยว่าเมื่อปีที่ผ่านมา เกิดเหตุไฟไหม้บริเวณใกล้ชายหาด ทำให้ต้องอพยพนักท่องเที่ยวจำนวนมากออกจากพื้นที่ด้วยเรือ

ปัญหาสำคัญคือ จำนวนผู้คนและร่มชายหาดที่ตั้งเรียงรายเต็มพื้นที่ ทำให้ทางเดินถูกปิดกั้น และรถหรือเจ้าหน้าที่ไม่สามารถเข้าถึงเพื่อช่วยเหลือได้อย่างรวดเร็ว

นอกจากนี้ ชายหาดแห่งนี้ยังไม่มีบริการเหมือนชายหาดเอกชนแบบทั่วไป ทำให้นักท่องเที่ยวมักนำร่มของตัวเองมากางติดกันเป็นจำนวนมาก จนเกิดปัญหาทางเดินถูกปิดบัง รวมถึงบดบังทัศนียภาพทะเล

ทั้งนี้ ชายหาดอิตาลีขึ้นชื่อเรื่องการจัดระเบียบอย่างเข้มงวด โดยเฉพาะพื้นที่ชายหาดเอกชนที่มีการจัดวางเก้าอี้และร่มเป็นแถวอย่างเป็นระบบ ค่าบริการใช้พื้นที่ชายหาดแบบมีเก้าอี้และร่มอาจสูงตั้งแต่ 100-500 ยูโรต่อวัน หรือประมาณ 4,000-20,000 บาท และบางแห่งมีการจองพื้นที่ล่วงหน้าเป็นฤดูกาล ซึ่งมีค่าใช้จ่ายหลายพันยูโร

นักท่องเที่ยวจำนวนมากมักจองตำแหน่งเดิมทุกปี แต่พื้นที่เหล่านี้จะมีการจำกัดจำนวนคน และไม่อนุญาตให้นำเต็นท์หรือเก้าอี้ส่วนตัวเข้าไป

ก่อนหน้านี้ หลายเมืองชายฝั่งของอิตาลีก็เคยออกกฎเข้มเกี่ยวกับชายหาด เช่น ในซาร์ดิเนีย มีการห้ามนักท่องเที่ยวนำทรายออกจากชายหาด โดยผู้ฝ่าฝืนอาจถูกปรับสูงถึง 3,500 ดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 120,000 บาท

บางพื้นที่ยังให้นักท่องเที่ยวใช้เสื่อฟางแทนผ้าขนหนู เพื่อลดปัญหาทรายติดเส้นใยและถูกนำออกจากชายหาดโดยไม่ตั้งใจ

ขณะที่ชายหาดหลายแห่งยังจำกัดเวลาเข้าใช้พื้นที่ เพื่อควบคุมจำนวนคนและลดปัญหาความแออัด โดยบางจุดกำหนดให้นักท่องเที่ยวที่เดินทางมาทางเรืออยู่ได้ไม่เกิน 90 นาที หรือจำเป็นต้องจองพื้นที่ล่วงหน้าผ่านระบบออนไลน์.

ที่มา : CNN

ศาลสูงกัมพูชายืนโทษ “รง ชุน” นักการเมืองฝ่ายค้าน ระงับโทษจำคุกแต่ตัดสิทธิทางการเมือง 5 ปี

ศาลสูงกัมพูชายืนโทษ "รง ชุน" นักการเมืองฝ่ายค้าน ระงับโทษจำคุกแต่ตัดสิทธิทางการเมือง 5 ปี

19 มิ.ย. 2569 12:27 น.

ศาลสูงกัมพูชายืนโทษ “รง ชุน” นักการเมืองฝ่ายค้าน ระงับโทษจำคุกแต่ตัดสิทธิทางการเมือง 5 ปี

ศาลฎีกากัมพูชามีคำพิพากษายืนตามศาลชั้นต้น ตัดสินให้ “รง ชุน” ที่ปรึกษาอาวุโสพรรคพลังชาติ ซึ่งเป็นพรรคฝ่ายค้าน มีความผิดในข้อหายุยงปลุกปั่นให้เกิดความวุ่นวายในสังคม แต่ศาลมีคำสั่งให้รอการลงโทษจำคุกที่เหลือไว้ก่อน ทำให้เขารอดพ้นจากการเข้าคุก แต่ยังคงถูกตัดสิทธิ์ทางการเมืองห้ามลงสมัครรับเลือกตั้งนาน 5 ปี และห้ามเดินทางออกนอกประเทศ 3 ปี

ศาลฎีกากัมพูชาในกรุงพนมเปญ มีคำพิพากษายืนยันความผิดของ นายรง ชุน (Rong Chhun) อายุ 56 ปี นักการเมืองฝีปากกล้าและที่ปรึกษาอาวุโสของพรรคพลังชาติ (Nation Power Party) ซึ่งเป็นพรรคฝ่ายค้าน ในข้อหายุยงปลุกปั่นให้เกิดความวุ่นวายในสังคม อย่างไรก็ตาม ศาลได้มีคำสั่งให้รอการลงโทษจำคุกที่เหลืออยู่เอาไว้ก่อน ส่งผลให้เขาไม่ต้องถูกควบคุมตัวเข้าเรือนจำ

นายเอม จันทา ทนายความของนายรง ชุน เปิดเผยต่อสื่อมวลชนว่า คำตัดสินของศาลฎีการะบุให้ระงับโทษจำคุกที่เหลืออยู่เป็นเวลา 3 ปี จากโทษจำคุกเดิมทั้งหมด 4 ปีที่เขาได้รับจากการตัดสินเมื่อปีที่แล้ว แต่ศาลยังคงยืนบทลงโทษอื่น ๆ ได้แก่ การสั่งห้ามมีส่วนร่วมทางการเมืองทุกรูปแบบ เป็นเวลา 5 ปี ซึ่งรวมถึงการห้ามไปใช้สิทธิ์ออกเสียงเลือกตั้ง ห้ามดำรงตำแหน่งทางการเมือง และห้ามลงสมัครรับเลือกตั้ง นอกจากนี้ เขายังถูกสั่งห้ามเดินทางออกนอกประเทศเป็นเวลา 3 ปี

คดีดังกล่าวเกิดขึ้นในปี 2024 หลังจากที่นายรง ชุน เดินทางไปพบปะกับชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบจากการถูกขับไล่ที่ดินในโครงการก่อสร้างของรัฐบาล และเขาได้แสดงความคิดเห็นพาดพิงถึงการเดินทางเยือนพื้นที่ชายแดนติดกับเวียดนามของนายกรัฐมนตรี ฮุน มาเนต ซึ่งข้อหายุยงปลุกปั่นนี้ ถือเป็นข้อหาที่ทางการกัมพูชามักนำมาใช้เล่นงานนักกิจกรรมและผู้เห็นต่างทางการเมืองอยู่บ่อยครั้ง

บรรยากาศที่หน้าอาคารศาลฎีกาเป็นไปอย่างตึงเครียด มีกลุ่มผู้สนับสนุนนายรง ชุน ประมาณ 200 คน รวมตัวกันฝ่าสิ่งกีดขวางของเจ้าหน้าที่ตำรวจ พร้อมตะโกนเรียกร้องให้ “ยกเลิกข้อกล่าวหาต่อนายรง ชุน” โดยหนึ่งในผู้สนับสนุนให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวเอเอฟพีว่า คำตัดสินนี้เป็นสิ่งที่ไม่สามารถยอมรับได้ เพราะประชาชนต้องการเห็นพื้นที่ประชาธิปไตยและการปรองดองแห่งชาติมากกว่านี้

หลังรับฟังคำพิพากษา นายรง ชุน ได้กล่าวกับผู้สื่อข่าวหน้าศาลว่า “นี่คือคำตัดสินที่ไม่ยุติธรรม” พร้อมตั้งข้อสังเกตว่า ฝ่ายผู้กุมอำนาจในกัมพูชาจงใจใช้กฎหมายเพื่อกีดกันไม่ให้เขาลงแข่งขันในการเลือกตั้งท้องถิ่นที่จะมีขึ้นในปี 2027 รวมถึงการเลือกตั้งทั่วไปในปี 2028 เขากล่าวว่า “ผลการตัดสินในวันนี้ทำให้ผมรู้ว่า ตัวผมเองยังมีอิทธิพลอยู่มาก จนทำให้ผู้กุมอำนาจรัฐไม่กล้าที่จะมอบอิสรภาพให้ผมกลับไปลงสนามแข่งในสนามเลือกตั้งปี 2027 และ 2028”

แม้ว่าคำตัดสินของศาลฎีกาจะถือเป็นที่สิ้นสุดแล้ว แต่นายรง ชุน ยืนยันว่าเขายังไม่หมดหวัง โดยจะร่วมหารือกับทีมกฎหมายอย่างละเอียดเพื่อพิจารณาความเป็นไปได้ในการยื่นทูลเกล้าฯ ขอพระราชทานอภัยโทษจากพระบาทสมเด็จพระบรมนาถ นโรดม สีหมุนี กษัตริย์แห่งกัมพูชาต่อไป

ทั้งนี้ บรรดากลุ่มสิทธิมนุษยชนต่าง ๆ ได้ออกมาวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลกัมพูชามาอย่างยาวนาน ว่ามักใช้กระบวนการยุติธรรมเป็นเครื่องมือในการปิดปากฝ่ายค้านและกลุ่มผู้เห็นต่างทางการเมือง โดยเมื่อเดือนที่แล้ว นายเขม โสกา อดีตผู้นำฝ่ายค้านกัมพูชาที่เคยถูกตัดสินจำคุก 27 ปีในข้อหากบฏ เพิ่งได้รับพระราชทานอภัยโทษ แต่อย่างไรก็ตาม สิทธิ์ทางการเมืองและการออกเสียงเลือกตั้งของเขาก็ยังคงถูกสั่งเพิกถอนอยู่เช่นเดิม.

ที่มา Associated Press / AFP

อินโดนีเซียระงับโครงการอาหารฟรีช่วงปิดเทอม หั่นงบ-ลดขนาดโครงการ

อินโดนีเซียระงับโครงการอาหารฟรีช่วงปิดเทอม หั่นงบ-ลดขนาดโครงการ

19 มิ.ย. 2569 11:54 น.

อินโดนีเซียระงับโครงการอาหารฟรีช่วงปิดเทอม หั่นงบ-ลดขนาดโครงการ

รัฐบาลอินโดนีเซียประกาศระงับโครงการอาหารฟรีสำหรับเด็กในช่วงปิดภาคเรียน พร้อมลดขอบเขตการดำเนินงานของโครงการ เพื่อควบคุมรายจ่ายภาครัฐและเพิ่มประสิทธิภาพการจัดสรรงบประมาณ ท่ามกลางกระแสวิจารณ์เรื่องต้นทุนสูง ปัญหาทุจริต และข้อเรียกร้องให้รัฐบาลแก้ปัญหาเศรษฐกิจที่ชะลอตัว

สำนักงานโภชนาการแห่งชาติอินโดนีเซีย ออกแถลงการณ์ยืนยันการสั่งระงับโครงการแจกอาหารฟรีแก่นักเรียนทั่วประเทศชั่วคราว ในช่วงวันหยุดปิดภาคเรียนระหว่างวันที่ 22 มิถุนายน ถึง 13 กรกฎาคมนี้ และจะบังคับใช้มาตรการนี้ในช่วงวันหยุดราชการ วันหยุดทางศาสนา รวมถึงวันหยุดสุดสัปดาห์ในอนาคตด้วย ซึ่งถือเป็นการเปลี่ยนแปลงจากปีที่ผ่านมาที่มีการแจกอาหารอย่างต่อเนื่องแม้เป็นช่วงปิดเทอม

นางอากุสตินา อารุมซารี รองหัวหน้าและโฆษกสำนักงานโภชนาการแห่งชาติ เปิดเผยว่า นอกจากการระงับแจกช่วงวันหยุดแล้ว รัฐบาลจะยุติการสนับสนุนงบประมาณอาหารกลางวันแก่โรงเรียน 76 แห่ง ซึ่งมีนักเรียนรวมราว 39,000 คนในพื้นที่ที่มีความพร้อมทางเศรษฐกิจสูง และจะโยกย้ายทรัพยากรส่วนนี้ไปเน้นกลุ่มนักเรียนในพื้นที่ห่างไกลที่ขาดแคลนแทน พร้อมระบุว่า ความเคลื่อนไหวนี้เป็นการปฏิรูปองค์กรเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ และ “เพื่อให้มั่นใจว่าทรัพยากรของรัฐจะสร้างประโยชน์สูงสุดแก่กลุ่มที่จำเป็นจริงๆ”

การปรับลดขนาดโครงการในครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางความพยายามของรัฐบาลอินโดนีเซียในการลดแรงกดดันต่อสถานะทางการเงินของประเทศ ซึ่งได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจและสงครามในตะวันออกกลาง โดยงบประมาณของโครงการนี้ในปีปัจจุบันถูกหั่นลดลงจาก 335 ล้านล้านรูเปียห์ เหลือเพียง 268 ล้านล้านรูเปียห์

นอกจากนี้ ทางสำนักงานฯ ยังเตรียมเสนอปรับลดงบประมาณในปีหน้าลงอีก จากเดิมที่ตั้งไว้ 270 ล้านล้านรูเปียห์ เนื่องจากมองว่าเป็นตัวเลขที่สูงเกินไป โดยการงดจ่ายเงินอุดหนุนและสิทธิประโยชน์ให้แก่ครัวกลางที่ต้องปิดทำการในช่วงวันหยุดเรียนนี้ คาดว่าจะช่วยประหยัดงบประมาณของรัฐได้สูงถึง 3.4 ล้านล้านรูเปียห์ และอาจมีการสั่งปิดครัวกลางบางแห่งที่ไม่ผ่านเกณฑ์มาตรฐานหรือมีผู้รับบริการน้อยเกินไปเพิ่มเติมในอนาคต

โครงการแจกอาหารและนมฟรีนี้ ถือเป็นนโยบายหาเสียงสำคัญของประธานาธิบดีปราโบโว ซูเบียนโต ที่ตั้งเป้าจะดูแลเด็กและสตรีมีครรภ์รวมกว่า 82.9 ล้านคน หรือเกือบ 1 ใน 3 ของประชากร เพื่อแก้ปัญหาภาวะแคระแกร็นในเด็กอินโดนีเซียที่มีอัตราสูงกว่าร้อยละ 20 โดยข้อมูล ณ เดือนมีนาคม มีผู้ได้รับประโยชน์จากโครงการนี้แล้วกว่า 61 ล้านคน

อย่างไรก็ตาม โครงการดังกล่าวกลับถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักนับตั้งแต่เริ่มดำเนินการเมื่อเดือนมกราคมปีที่แล้ว ทั้งในเรื่องงบประมาณที่สูงลิ่วจนเบียดบังงบพัฒนาส่วนอื่น เหตุการณ์อาหารเป็นพิษหมู่ของนักเรียนในหลายพื้นที่ และล่าสุดคือปัญหาทุจริตคอร์รัปชัน โดยเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา ประธานาธิบดีปราโบโวเพิ่งสั่งปลดนายดาดัน ฮินดายานา หัวหน้าสำนักงานโภชนาการฯ พร้อมรองหัวหน้าอีก 2 คน เนื่องจากถูกตั้งข้อหา “กระทำความผิดอาญาในการบริหารจัดการองค์กร”

นอกจากปัญหาภายในแล้ว นโยบายนี้ยังจุดชนวนให้เกิดการประท้วงใหญ่ในกรุงจาการ์ตาเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยประชาชนนับร้อยรวมตัวกันขับไล่และเรียกร้องให้ยกเลิกโครงการนี้ทันที เนื่องจากมองว่าเป็นการใช้จ่ายงบประมาณที่สิ้นเปลืองโดยใช่เหตุ ขณะที่ประชาชนกำลังเผชิญกับภาวะค่าครองชีพและเศรษฐกิจที่ย่ำแย่ลงทุกวัน ซึ่งการปรับลดและจัดระเบียบโครงการใหม่ในครั้งนี้ ถือเป็นมาตรการเร่งด่วนของรัฐบาลในการลดกระแสต่อต้านและอุดรอยรั่วไหลของงบประมาณแผ่นดิน.

ที่มา Reuters / AFP