‘สนธิรัตน์’ เตือนรัฐบาลอำนาจล้น จี้หยุด ‘วงจรถอนทุนทางการเมือง’ ชง 4 ข้อเสนอวางระบบปราบคอร์รัปชัน

'สนธิรัตน์' เตือนรัฐบาลอำนาจล้น จี้หยุด 'วงจรถอนทุนทางการเมือง' ชง 4 ข้อเสนอวางระบบปราบคอร์รัปชัน

‘สนธิรัตน์’ เตือนรัฐบาลอำนาจล้น จี้หยุด ‘วงจรถอนทุนทางการเมือง’ ชง 4 ข้อเสนอวางระบบปราบคอร์รัปชัน

วันอาทิตย์ ที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 19.00 น.

วันที่ 7 มิถุนายน 2569 นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวในหัวข้อ “หยุดวงจรถอนทุนทางการเมือง” โดยแสดงความกังวลต่อสถานการณ์การบริหารประเทศในปัจจุบัน แม้รัฐบาลจะมีเสถียรภาพสูง แต่เตือนว่าอำนาจที่เข้มแข็งต้องมาพร้อมกับการตรวจสอบที่เข้มข้น พร้อมเสนอแนวทางแก้ปัญหาทุจริตเชิงโครงสร้าง

จับตาเมกะโปรเจกต์ จี้รัฐบาลยึดหลักความโปร่งใส

นายสนธิรัตน์ระบุว่า รัฐบาลปัจจุบันมีเสถียรภาพและมีอำนาจในการขับเคลื่อนนโยบายอย่างเต็มที่ ซึ่งหลายฝ่ายมองว่าจะสามารถบริหารประเทศไปได้อีกยาวนาน แต่บทเรียนจากประวัติศาสตร์การเมืองไทยสะท้อนว่า อำนาจที่เข้มแข็งยิ่งต้องมีระบบตรวจสอบที่เข้มแข็งควบคู่กันไป

สิ่งที่น่ากังวลไม่ใช่เรื่องของบุคคลหรือพรรคการเมืองใด แต่คือการกลับมาของ “วงจรถอนทุนทางการเมือง” โดยในช่วงที่ผ่านมา สังคมได้ตั้งคำถามต่อหลายโครงการของภาครัฐ ทั้งด้านพลังงาน โครงสร้างพื้นฐาน เทคโนโลยี และเมกะโปรเจกต์ต่างๆ ซึ่งแม้บางกรณีอาจไม่มีการกระทำผิดเกิดขึ้น แต่เมื่อเกิดข้อสงสัย รัฐบาลก็มีหน้าที่ต้องชี้แจงให้ชัดเจน เพราะความโปร่งใสคือ “หน้าที่” ไม่ใช่ภาระของผู้มีอำนาจ

ชี้ต้นตอปัญหามาจาก “ต้นทุนการเลือกตั้งที่สูงขึ้น”

นายสนธิรัตน์มองว่า ปัญหานี้ไม่ควรมองว่าเป็นความผิดของรัฐบาลชุดใดชุดหนึ่ง แต่เป็น “ปัญหาเชิงโครงสร้าง” ที่สะสมมาอย่างยาวนานในระบบการเมืองไทย เมื่อการเลือกตั้งมีต้นทุนสูงขึ้นเรื่อยๆ และการแข่งขันต้องใช้ทรัพยากรมหาศาล ความเสี่ยงที่จะเกิดแรงกดดันในการแสวงหาผลประโยชน์ทางการเมืองหลังเข้าสู่อำนาจจึงเพิ่มสูงขึ้นตามไปด้วย

ชง 4 ข้อเสนอ ทลายวงจรถอนทุนทางการเมือง

เพื่อเป็นการแก้ไขปัญหานี้อย่างเป็นรูปธรรม นายสนธิรัตน์ได้เสนอให้ประเทศไทยเดินหน้าอย่างจริงจังใน 4 เรื่องสำคัญ ได้แก่:

  1. เปิดเผยข้อมูล (Open Data) ข้อมูลโครงการภาครัฐต้องเปิดเผยให้ประชาชนเข้าถึงและตรวจสอบได้ง่าย
  2. เสริมความเข้มแข็งให้กลไกตรวจสอบ ทั้งในกลไกของรัฐสภา องค์กรอิสระ และภาคประชาชน
  3. คุ้มครองผู้ตรวจสอบ ต้องมีมาตรการคุ้มครองสื่อมวลชน นักวิชาการ และผู้เปิดเผยข้อมูล (Whistleblower) ที่ทำหน้าที่ตรวจสอบเพื่อประโยชน์สาธารณะ
  4. ปฏิรูประบบการเมือง ปรับปรุงระบบการเลือกตั้งเพื่อลดต้นทุนทางการเมือง และสร้างการแข่งขันที่เป็นธรรม

ย้ำแก้คอร์รัปชันคือการ “สร้างระบบ” ไม่ใช่ล้มล้างฝ่ายใด

ในช่วงท้าย นายสนธิรัตน์ทิ้งท้ายว่า ประเทศไทยไม่ได้ขาดคนดี คนเก่ง หรือผู้นำที่ตั้งใจทำงานเพื่อประชาชน แต่สิ่งที่ขาดคือ “ระบบ” ที่เอื้อให้คนดีทำงานได้เต็มที่ และสกัดกั้นไม่ให้คนแสวงหาผลประโยชน์ส่วนตนทำได้สำเร็จ

“การแก้ปัญหาคอร์รัปชันจึงไม่ใช่การล้มฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่คือการสร้างระบบที่ทำให้ทุกฝ่ายต้องอยู่ภายใต้กติกาเดียวกัน หากเรากลัดกระดุมเม็ดแรกของระบบการเมืองได้ถูกต้อง ประเทศไทยก็จะมีโอกาสก้าวพ้นวงจรถอนทุนทางการเมือง และเดินหน้าไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนได้อย่างแท้จริง” นายสนธิรัตน์ กล่าว

ขอบคุณภาพและข้อมูลทั้งหมดจาก Facebook : สนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ 

นายกฯ ร่วมงานวันคล้ายวันเกิด 65 ปี ชาดา จัดใหญ่สุดอบอุ่น บ้านดอนหมื่นแสน จ.อุทัยธานี

นายกฯ ร่วมงานวันคล้ายวันเกิด 65 ปี ชาดา จัดใหญ่สุดอบอุ่น บ้านดอนหมื่นแสน จ.อุทัยธานี

นายกฯ ร่วมงานวันคล้ายวันเกิด 65 ปี ชาดา จัดใหญ่สุดอบอุ่น บ้านดอนหมื่นแสน จ.อุทัยธานี

วันอาทิตย์ ที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 18.54 น.

นายกฯ ร่วมงานวันคล้ายวันเกิด 65 ปี ชาดา ไทยเศรษฐ์ จัดใหญ่สุดอบอุ่น บ้านดอนหมื่นแสน จ.อุทัยธานี

เมื่อวันที่ 7 มิ.ย.2569 ที่บ้านดอนหมื่นแสน จ.อุทัยธานี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ร่วมงานวันเกิด นายชาดา ไทยเศรษฐ์ สส.อุทัยธานี พรรคภูมิใจไทย เนื่องในวันคล้ายวันเกิด 65 ปี วันที่ 7 มิ.ย. 

โดยบรรยากาศเป็นไปอย่างชื่นมื่น มีการแจกข้าวสารน้ำหนัก 5 กิโลกรัม​ ให้กับชาวบ้าน รวมกว่า 1,800 กระสอบ ตั้งแต่ช่วงเช้าที่ผ่านมา มีบรรดานักการเมือง ข้าราชการ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และประชาชนจากทั้งใน จ.อุทัยธานี และต่างจังหวัด เดินทางมาร่วมแสดงความยินดีอย่างต่อเนื่อง โดยมีบุตรสาวอย่าง น.ส.ซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม น.ส.ปานัดฌา ไทยเศรษฐ์ นายกเทศมนตรีเมืองอุทัยธานี และหลานชาย​อย่าง นายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมครอบครัวไทยเศรษฐ์ ร่วมให้การต้อนรับและจัดงานอวยพรวันเกิดอย่างพร้อมหน้าและอบอุ่น

‘หมอเปรม’เร่งถอดบทเรียนปัญหาข้อมูลรัฐไม่เชื่อมโยงกัน ส่งผลช่วยเหลือผู้ป่วยฉุกเฉินล่าช้า

'หมอเปรม'เร่งถอดบทเรียนปัญหาข้อมูลรัฐไม่เชื่อมโยงกัน ส่งผลช่วยเหลือผู้ป่วยฉุกเฉินล่าช้า

‘หมอเปรม’เร่งถอดบทเรียนปัญหาข้อมูลรัฐไม่เชื่อมโยงกัน ส่งผลช่วยเหลือผู้ป่วยฉุกเฉินล่าช้า

วันอาทิตย์ ที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 18.44 น.

“นพ.เปรมศักดิ์” นั่งประธานคณะทำงานศึกษาปฏิรูปการบริหารจัดการภาวะวิกฤตและการแพทย์ฉุกเฉินด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล เร่งถอดบทเรียนปัญหาข้อมูลรัฐไม่เชื่อมโยงกัน ส่งผลช่วยเหลือผู้ป่วยฉุกเฉินล่าช้า เตรียมเสนอแผนยกระดับระบบบัญชาการวิกฤตแห่งชาติ เชื่อมข้อมูลทุกหน่วยงานแบบเรียลไทม์ภายใน 180 วัน

7 มิ.ย.69 นพ.เปรมศักดิ์ เพียยุระ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะรองประธานคณะกรรมาธิการการเทคโนโลยีสารสนเทศ การสื่อสาร และการโทรคมนาคม วุฒิสภา เปิดเผยว่า นายนิเวศ พันธ์เจริญวรกุล ประธานคณะกรรมาธิการฯ ได้ลงนามแต่งตั้งคณะทำงานศึกษาปฏิรูปการบริหารจัดการภาวะวิกฤตและการแพทย์ฉุกเฉินโดยเทคโนโลยีดิจิทัล โดยมอบหมายให้ตนทำหน้าที่ประธานคณะทำงาน เพื่อศึกษาและจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายเสนอต่อรัฐบาลภายในระยะเวลา 180 วัน

นพ.เปรมศักดิ์ กล่าวว่า ประเทศไทยกำลังเผชิญความท้าทายด้านการบริหารจัดการเหตุฉุกเฉินในหลายมิติ ไม่ว่าจะเป็นอุบัติเหตุทางถนน ภัยพิบัติทางธรรมชาติ น้ำท่วม ไฟไหม้ โรคอุบัติใหม่ ตลอดจนสาธารณภัยขนาดใหญ่ แต่ระบบการทำงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังคงกระจัดกระจายและแยกส่วน ขาดการเชื่อมโยงข้อมูลอย่างเป็นระบบ ส่งผลให้การตัดสินใจ การสั่งการ และการเข้าถึงความช่วยเหลือของประชาชนล่าช้ากว่าที่ควรจะเป็น

“ปัญหาสำคัญที่พบในปัจจุบันคือ หน่วยงานด้านการแพทย์ฉุกเฉิน โรงพยาบาล กระทรวงสาธารณสุข องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ตำรวจ และหน่วยงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ยังไม่สามารถเชื่อมโยงข้อมูลแบบเรียลไทม์ได้อย่างสมบูรณ์ หลายพื้นที่ยังใช้การประสานงานผ่านโทรศัพท์หรือเอกสาร ทำให้การส่งต่อผู้ป่วย การจัดสรรเตียง การบริหารรถพยาบาล และการกระจายกำลังช่วยเหลือเกิดความล่าช้า” นพ.เปรมศักดิ์ กล่าว

ทั้งนี้ ในกรณีผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง ผู้ป่วยหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน หรือผู้บาดเจ็บรุนแรงจากอุบัติเหตุ ทุกนาทีล้วนมีความหมายต่อโอกาสรอดชีวิต หากระบบข้อมูลยังทำงานแบบต่างคนต่างทำ ความสูญเสียที่เกิดขึ้นอาจมากกว่าที่สังคมรับรู้

อย่างไรก็ตาม จากการประชุมคณะทำงานครั้งแรก ที่ประชุมได้กำหนดกรอบการศึกษาเพื่อจัดทำข้อเสนอปฏิรูปอย่างเป็นรูปธรรม โดยเน้นแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างที่เป็นอุปสรรคต่อการรับมือภาวะวิกฤตของประเทศ ประกอบด้วย 5 ประเด็นสำคัญ ได้แก่ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลและระบบสื่อสารสำรองที่มีประสิทธิภาพ การเพิ่มศักยภาพบุคลากรด้านเทคโนโลยีและการวิเคราะห์ข้อมูล การบูรณาการฐานข้อมูลระหว่างหน่วยงาน การปรับปรุงกฎหมายและโครงสร้างองค์กรภาครัฐให้รองรับนวัตกรรมใหม่ และการกำหนดมาตรฐานกลางด้านเทคโนโลยีสำหรับงานกู้ชีพ กู้ภัย และการบริหารจัดการสาธารณภัย

นอกจากนี้ คณะทำงานยังเตรียมศึกษาข้อเสนอเชิงรุกเพื่อยกระดับระบบบริหารจัดการภาวะวิกฤตของประเทศ อาทิ การจัดตั้งศูนย์บัญชาการข้อมูลฉุกเฉินแห่งชาติ (National Emergency Data Platform) ที่สามารถเชื่อมโยงข้อมูลผู้ป่วย รถพยาบาล โรงพยาบาล หน่วยกู้ภัย ตำรวจ และหน่วยงานด้านสาธารณภัยไว้บนแพลตฟอร์มเดียว การนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาช่วยวิเคราะห์และคาดการณ์สถานการณ์ฉุกเฉินล่วงหน้า การใช้ระบบสื่อสารสำรองในพื้นที่ประสบภัย และการพัฒนาแอปพลิเคชันกลางสำหรับแจ้งเหตุและติดตามการช่วยเหลือแบบเรียลไทม์

นพ.เปรมศักดิ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า การปฏิรูประบบบริหารจัดการภาวะวิกฤตไม่ใช่เพียงการลงทุนด้านเทคโนโลยี แต่เป็นการสร้างระบบที่สามารถช่วยชีวิตประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ลดความสูญเสียจากเหตุฉุกเฉิน และเพิ่มความพร้อมของประเทศในการรับมือกับภัยคุกคามรูปแบบใหม่ในอนาคต

ทั้งนี้ คณะทำงานจะประชุมอย่างต่อเนื่องเดือนละ 2 ครั้ง ทุกวันจันทร์ เวลา 14.00 น. เพื่อรวบรวมข้อมูล รับฟังความคิดเห็นจากผู้เชี่ยวชาญ และจัดทำข้อเสนอที่เป็นประโยชน์สูงสุด ก่อนนำเสนอต่อคณะอนุกรรมาธิการและคณะกรรมาธิการการเทคโนโลยีสารสนเทศ การสื่อสาร และการโทรคมนาคม วุฒิสภา เพื่อผลักดันสู่การปฏิบัติในระดับนโยบายต่อไป

สำหรับ คณะทำงานชุดดังกล่าว ประกอบด้วยบุคคลจากหลากหลายภาคส่วน อาทิ นายพิเชษฐ์ หนองช้าง รองประธานคณะทำงาน พลโทโชคชัย ขวัญพิชิต นายเตชิต ทิวาเรืองรอง ผู้ช่วยศาสตราจารย์พัฒนพงษ์ วันจันทึก พันเอกอาภากร เผือกสุวรรณ และ น.ส.สุพรรษา ธรรมสโรช ร่วมเป็นคณะทำงาน เพื่อระดมองค์ความรู้และประสบการณ์ในการวางรากฐานระบบบริหารจัดการภาวะวิกฤตยุคดิจิทัลของประเทศไทย

‘โจ ชัยวัฒน์’ ลุยตลาด อ.ต.ก. ดันหวยใบเสร็จช่วย SME ย้ำจุดยืนต้านคอร์รัปชัน

'โจ ชัยวัฒน์' ลุยตลาด อ.ต.ก. ดันหวยใบเสร็จช่วย SME ย้ำจุดยืนต้านคอร์รัปชัน

‘โจ ชัยวัฒน์’ ลุยตลาด อ.ต.ก. ดันหวยใบเสร็จช่วย SME ย้ำจุดยืนต้านคอร์รัปชัน

วันอาทิตย์ ที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 18.42 น.

วันที่ 7 มิถุนายน 2569 นายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร ผู้สมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เบอร์  10 พรรคประชาชน พร้อมด้วย มาร์ท อภิวัฒน์ ด่านศรีชาญชัย ผู้สมัครสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) เขตจตุจักร เบอร์ 3 เข้าพื้นที่ตลาด อ.ต.ก. พบปะพี่น้องประชาชนและพ่อค้าแม่ค้า เพื่อนำเสนอชุดนโยบายค้าขายง่ายและหวยใบเสร็จ SMEs เวอร์ชัน กทม.

นายชัยวัฒน์ กล่าวถึงนโยบาย “หวยใบเสร็จ SMEs เวอร์ชัน กทม.” โดยรูปแบบคือเมื่อประชาชนซื้อสินค้าจากร้านค้า SME ที่เข้าร่วมโครงการใน กทม. ทุกๆ 20 บาท จะได้รับสิทธิ์ลุ้นรางวัล โดย กทม. จะจัดสรรงบประมาณเงินรางวัลให้เดือนละ 10 ล้านบาท ซึ่งนโยบายนี้จะช่วยกระตุ้นการจับจ่ายใช้สอยและเกิดการบอกต่อ ช่วยให้ร้านค้ารายย่อยมีรายได้เพิ่มขึ้นอย่างยั่งยืน

นานชัยวัฒน์ ยังได้เน้นย้ำถึงจุดยืนในการปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชันและระบบซื้อขายตำแหน่งใน กทม. โดยระบุว่าพรรคประชาชนมีเจตจำนงแน่วแน่ในการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างด้วยการสร้างระบบมาป้องกัน ไม่ใช่รอให้เกิดเรื่องแล้วค่อยตามจับ ซึ่งตนเชื่อว่าเรื่องนี้ต้องเริ่มจากผู้นำ “ถ้าหัวไม่ส่าย หางก็ไม่กระดิก” พร้อมกับยกตัวอย่าง อบจ.ลำพูน ที่บริหารโดยพรรคประชาชน ซึ่งสามารถซื้อของต่ำกว่าราคากลางถึง 26.7% ดังนั้นขอโอกาสจากประชาชนให้พรรคประชาชนเข้าไปบริหาร จะทำให้เห็นความแตกต่างจาก 4 ปีที่ผ่านมา.

ด้านนายอภิวัฒน์ กล่าวว่า ปัญหาหลักในพื้นที่ที่ต้องเร่งแก้ไขคือ เรื่องขยะตกค้างและปัญหาน้ำท่วมขังเมื่อฝนตกหนัก ซึ่งส่งผลกระทบทำให้เกิดปัญหาการจราจรติดขัด นอกจากนี้ยังมีเรื่องทางเดินเท้าเชื่อมต่อระบบขนส่งสาธารณะที่ยังขาดหลังคากันแดดกันฝน ทำให้ประชาชนเดินทางไม่สะดวก จึงต้องการให้มีการปรับปรุงและพัฒนาตลาดในความดูแลของ กทม. ให้ดียิ่งขึ้น

กษ.ทุ่ม 45 ล้าน ผุดโครงการบริหารจัดการน้ำ อ่างเก็บน้ำห้วยสัก ฟื้นพื้นที่เกษตรเชียงรายกว่า 2 พันไร่

กษ.ทุ่ม 45 ล้าน ผุดโครงการบริหารจัดการน้ำ อ่างเก็บน้ำห้วยสัก ฟื้นพื้นที่เกษตรเชียงรายกว่า 2 พันไร่

กษ.ทุ่ม 45 ล้าน ผุดโครงการบริหารจัดการน้ำ อ่างเก็บน้ำห้วยสัก ฟื้นพื้นที่เกษตรเชียงรายกว่า 2 พันไร่

วันจันทร์ ที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 14.30 น.

ปิยะรัฐชย์ เผยกระทรวงเกษตรฯ เตรียมเดินหน้าโครงการบริหารจัดการน้ำอ่างเก็บน้ำห้วยสัก จังหวัดเชียงราย มุ่งแก้ปัญหาขาดแคลนน้ำ ครอบคลุมพื้นที่เกษตรกว่า 2 พันไร่

8 มิถุนายน 2569 นางสาว ปิยะรัฐชย์ ติยะไพรัช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์วานนี้ เปิดเผยว่า จากการได้ลงพื้นที่มาพบปะและรับฟังปัญหาความเดือดร้อนรวมถึงความต้องการของเกษตรกรในพื้นที่ตำบลท่าสุด อำเภอเมืองเชียงราย จังหวัดเชียงราย ได้รับทราบถึงปัญหาของเกษตรกรในพื้นที่ที่ยังคงเผชิญกับปัญหาการขาดแคลนน้ำ และมีความต้องการแหล่งน้ำเพื่อการเกษตรและการอุปโภคบริโภคอีกเป็นจำนวนมาก กระทรวงเกษตรและสหกรณ์จึงเตรียมผลักดันโครงการอนุรักษ์ดินและบริหารจัดการน้ำเพื่อความมั่นคงภาคการเกษตร บริเวณอ่างเก็บน้ำห้วยสัก เพื่อจัดการปัญหาน้ำอย่างเป็นระบบ

โดยได้มีการตั้งกรอบงบประมาณดำเนินการไว้จำนวน 45 ล้านบาท ประกอบด้วยการ​ขุดลอกอ่างเก็บน้ำห้วยสัก เพิ่มความจุน้ำรวม 400,000 ลูกบาศก์เมตร การ​ก่อสร้างคลองส่งน้ำคอนกรีตเสริมเหล็กระยะทางรวม 2.2 กิโลเมตร รวมถึงการปรับระดับพื้นที่การเกษตรกว่า 500 ไร่ และการก่อสร้างระบบลำเลียงน้ำในไร่นาระยะทาง 2.3 กิโลเมตร พร้อมติดตั้งถังพักน้ำ และระบบกระจายน้ำด้วยท่อ PE ความยาวอีก 2 กิโลเมตร ซึ่งหลังจากนี้จะนำเรื่องนี้เข้าไปหารือกับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องในการศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการ หากได้รับการพิจารณาอนุมัติ โครงการนี้จะช่วยบรรเทาปัญหาภัยแล้งได้อย่างยั่งยืน และเกิดประโยชน์ต่อกลุ่มผู้ใช้น้ำในตำบลท่าสุด รวมถึงตำบลใกล้เคียงเป็นวงกว้าง ครอบคลุมพื้นที่ลุ่มน้ำกว่า 2,000 ไร่ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ 

นอกจากนี้ยังได้มอบพันธุ์ปลาให้กับเกษตรกรในพื้นที่ เพื่อให้ทุกครัวเรือนนำไปเลี้ยงเป็นแหล่งโปรตีนและแหล่งอาหารในครัวเรือน ช่วยลดค่าใช้จ่ายในการครองชีพประจำวัน และในอนาคตยังสามารถต่อยอดจับขายเพื่อสร้างรายได้เสริมให้กับครอบครัวได้อีกทางหนึ่งด้วย พร้อมย้ำว่ากระทรวงเกษตรและสหกรณ์ให้ความสำคัญกับการพัฒนาแหล่งน้ำและการสร้างความมั่นคงทางอาหาร เพราะน้ำและอาหารคือหัวใจสำคัญที่จะยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรไทยให้มีรายได้ที่มั่นคง และสามารถประกอบอาชีพได้อย่างยั่งยืนด้วย.

สุชาติ ลุยตรวจอุทยานฯสิรินาถ เร่งรัดคดีทวงคืนผืนป่าภูเก็ต

สุชาติ ลุยตรวจอุทยานฯสิรินาถ เร่งรัดคดีทวงคืนผืนป่าภูเก็ต

สุชาติ ลุยตรวจอุทยานฯสิรินาถ เร่งรัดคดีทวงคืนผืนป่าภูเก็ต

วันจันทร์ ที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 13.46 น.

“รมว.ทส. สุชาติ” ลุยตรวจอุทยานฯ สิรินาถ เร่งรัดคดีทวงคืนผืนป่าภูเก็ต  พร้อมมอบนโยบายเข้มข้น ยกระดับสู่ “Green & Digital Park” มุ่งโปร่งใส-ไร้ทุจริต

8 มิถุนายน 2569 นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (รมว.ทส.) ลงพื้นที่จังหวัดภูเก็ต ต่อเนื่องเป็นวันที่ 2 เพื่อตรวจราชการและติดตามการบริหารจัดการพื้นที่ภายในอุทยานแห่งชาติสิรินาถ ตลอดจนเร่งรัดความคืบหน้าการดำเนินคดีกรณีบุกรุกพื้นที่อุทยานฯ อย่างใกล้ชิด โดยมี นายนิพนธ์ จำนงสิริศักดิ์ รองปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พร้อมด้วย นายอรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช นายยงยุทธ นาควิโรจน์ อธิบดีกรมทรัพยากรธรณี และผู้บริหาร ทส. ร่วมลงพื้นที่และรายงานความคืบหน้าการปฏิบัติภารกิจในครั้งนี้

นายปภาวิน หยังหลัง หัวหน้าอุทยานแห่งชาติสิรินาถ รายงานข้อมูลพื้นฐานอุทยานแห่งชาติสิรินาถ (ลำดับที่ 31 ของประเทศ) มีเนื้อที่รวม 56,250 ไร่ (พื้นที่ทางทะเล 42,500 ไร่ และพื้นที่ทางบก 13,750 ไร่) ครอบคลุมพื้นที่ตำบลไม้ขาว ตำบลสาคู และตำบลเชิงทะเล อำเภอถลาง จังหวัดภูเก็ต โดยปัจจุบันอุทยานฯ มุ่งเน้นผลงานเชิงรุกในการปราบปรามการบุกรุกที่ดินและการทวงคืนผืนป่าจากกลุ่มทุน ควบคู่ไปกับการบริหารจัดการนักท่องเที่ยว พร้อมกางแผนยกระดับสู่การเป็นอุทยานแห่งชาติสีเขียวและดิจิทัลในอนาคต สำหรับการดำเนินงานเชิงรุกด้านคดีความและการแก้ไขปัญหาการครอบครองที่ดินโดยมิชอบ ปัจจุบันมีคดีหลักที่อยู่ระหว่างการสอบสวนเชิงลึกของกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ร่วมกัน 13 คดีพิเศษในพื้นที่

อุทยานฯ ให้ความสำคัญกับการท่องเที่ยวที่ปลอดภัยและใส่ใจสิ่งแวดล้อม โดยกวดขันร้านค้าตามแนวคิด Zero Waste (ขยะเหลือศูนย์) เพื่อการจัดการทรัพยากรและการใช้ชีวิตเพื่อลดขยะให้เหลือน้อยที่สุด หรือไม่ให้มีขยะเหลือทิ้งสู่หลุมฝังกลบและเตาเผา โดยยึดหลักการลดขยะตั้งแต่ต้นทาง หมุนเวียนใช้ทรัพยากรให้คุ้มค่าที่สุด

ในโอกาสนี้ นายสุชาติ ชมกลิ่น รมว.ทส. ได้มอบนโยบายและแนวทางการปฏิบัติราชการแก่เจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติฯ และข้าราชการในสังกัดสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 5 (นครศรีธรรมราช) ครอบคลุมพื้นที่ 4 จังหวัด (กระบี่ พังงา ภูเก็ต นครศรีธรรมราช) โดยเน้นย้ำข้อสั่งการสำคัญ 3 ประการ ดังนี้
1. การสะสางและป้องกันปัญหาคดีความ: ปัญหาคดีบุกรุกที่ดินที่ผ่านมาต้องดำเนินการให้เบ็ดเสร็จเด็ดขาด ยึดหลักกฎหมายอย่างถึงที่สุด ส่วนในกรณีที่พนักงานอัยการมีคำสั่งไม่ฟ้อง ให้ฝ่ายกฎหมายพิจารณาเลือกคดีที่มีความพร้อมเพื่อยื่นฟ้องต่อสู้คดีต่อไป
2. การป้องกันการบุกรุกใหม่และการจัดระเบียบ: เน้นย้ำว่าในยุคปัจจุบันจะต้องไม่มีปัญหาคดีบุกรุกใหม่เกิดขึ้นอย่างเด็ดขาด พร้อมทั้งให้จัดระเบียบการท่องเที่ยวและร้านค้าชุมชนอย่างเป็นระบบ โดยไม่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และให้ประชาชนในพื้นที่ได้มีส่วนร่วม
3. ความซื่อสัตย์สุจริตและโปร่งใส: ข้าราชการและเจ้าหน้าที่ทุกคนต้องปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต ห้ามเอื้อประโยชน์ให้แก่กลุ่มทุนหรือผู้มีอิทธิพลโดยเด็ดขาด

รมว.ทส. กล่าวทิ้งท้ายว่า อุทยานแห่งชาติสิรินาถมีความสำคัญต่อจังหวัดภูเก็ตและประเทศไทยเป็นอย่างมาก ขอให้ทุกคนช่วยกันรักษาพื้นที่นี้ไว้โดยการจัดระเบียบการท่องเที่ยวและการค้าขายตลาดชุมชนให้เป็นระเบียบ นอกจากนี้แล้วยังให้ร่วมกันทำความสะอาด เก็บขยะ ย้ายของใช้และเรือที่ถูกทิ้งไว้ในอุทยานฯ ออกจากพื้นที่เพื่อให้เกิดความสวยงาม เหมาะสมต่อการท่องเที่ยวต่อไป

ในส่วนของการดำเนินคดีกับผู้บุกรุกพื้นที่นั้น รมว.ทส. เน้นย้ำว่าต้องปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด คนที่คิดจะครอบครองที่ของรัฐ ต้องโดนดำเนินคดีทุกราย และสุดท้ายขอให้เจ้าหน้าที่ทุกคนร่วมแรงร่วมใจกันทำงาน และยึดมั่นในผลประโยชน์ของประเทศชาติเป็นสำคัญ เพื่อรักษาทรัพยากรธรรมชาติอันล้ำค่าของจังหวัดภูเก็ตให้ยั่งยืนสืบไป.

‘ในหลวง-พระราชินี’ ทอดพระเนตร การแสดงเฉลิมพระเกียรติฯ Edelweiss : พราวพร่างกลางดวงใจ

'ในหลวง-พระราชินี' ทอดพระเนตร การแสดงเฉลิมพระเกียรติฯ Edelweiss : พราวพร่างกลางดวงใจ

‘ในหลวง-พระราชินี’ ทอดพระเนตร การแสดงเฉลิมพระเกียรติฯ Edelweiss : พราวพร่างกลางดวงใจ

วันจันทร์ ที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 14.48 น.

วันที่ 7 มิ.ย.2569 เวลา 19.13 น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินไปทอดพระเนตร การแสดงเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีเนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคล เฉลิมพระชนมพรรษา 4 รอบ  Edelweiss : พราวพร่างกลางดวงใจ ณ โรงมหรสพหลวงศาลาเฉลิมกรุง ถนนเจริญกรุง เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร โดยมี นางนฤมล ล้อมทอง กรรมการผู้จัดการ บริษัท สหศีนิมา จำกัด พร้อมด้วย คณะกรรมการ บริษัท สหศีนิมา จำกัด และคณะกรรมการมูลนิธิศาลาเฉลิมกรุง  เฝ้า ฯ รับเสด็จ

เมื่อเสด็จเข้าภายในโรงมหรสพหลวงศาลาเฉลิมกรุง พระราชทานพระบรมราชวโรกาสให้ ผู้แทนนักแสดง เข้าเฝ้า ฯ ทูลเกล้า ฯ ถวายสูจิบัตร แด่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี และ นฤมล ล้อมทอง กรรมการผู้จัดการ บริษัท สหศีนิมา จำกัด กราบบังคมทูลพระกรุณารายงานวัตถุประสงค์การจัดงานฯ ซึ่งจัดขึ้นด้วยได้รับความร่วมมือจากศิลปิน นักร้อง นักแสดง รวมใจจัดการแสดงเฉลิมพระเกียรติฯ เพื่อเป็นการถวายพระพรชัยมงคลแสดงความจงรักภักดี น้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินีที่ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจเพื่อแบ่งเบาพระราชภาระของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โดยมุ่งเน้นการสืบสาน รักษา และต่อยอดแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงเป็นแบบอย่างในความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ และทรงงานเพื่อประโยชน์สุขของประชาชน

“เอเดลไวส์” (Edelweiss) พรรณไม้งามที่สมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี ที่ทรงโปรด และทรงสนพระราชหฤทัย โดยทรงมีพระราชเสาวนีย์ให้มูลนิธิโครงการหลวงทำการศึกษาวิจัยและทดลองปลูกจนสามารถขยายพันธุ์ และปลูกเลี้ยงได้สำเร็จในประเทศไทย ที่สถานีเกษตรหลวงอินทนนท์ “เอเดลไวส์” (Edelweiss) เปรียบเสมือน “ราชินีดอกไม้แห่งเทือกเขาแอลป์” เป็นสัญลักษณ์ “ดอกไม้แห่งรักแท้” เป็นดอกไม้ขนาดเล็กมีสีขาวนวล ผิวสัมผัสนุ่มราวหิมะ ขึ้นเป็นช่อรูปดาวมีใบประดับสีขาวล้อมรอบดอกย่อยสีเหลืองตรงกลาง แม้จะถูกเด็ดดอกลงมาจากต้นแล้ว รูปร่างของดอกจะยังคงสภาพเดิมไม่เปลี่ยนแปลงหรือเหี่ยวเฉา เป็นความงดงามที่แข็งแกร่ง สื่อถึงความรักแท้ที่มั่นคงและความงาม ที่บริสุทธิ์ คณะผู้จัดงานจึงได้นำมาเป็นแนวคิดในการสร้างสรรค์การแสดงเฉลิมพระเกียรติฯ Edelweiss : พราวพร่างกลางดวงใจ โดยร้อยเรียงบอกเล่าผ่านการแสดงจากกลีบดอกเอเดลไวส์


จากนั้นพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และ สมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี ทอดพระเนตรการแสดง (Edelweiss) : พราวพร่างกลางดวงใจ จำนวน 5 องก์ 

องก์ที่ 1 “บทเพลงเริงสราญ” ถ่ายทอดบทเพลงจากละครเพลงบรอดเวย์ระดับโลก บรรเลงดนตรีโดยวงเฉลิมราชย์ ควบคุมวงโดย นายวิรัช อยู่ถาวร(ศิลปินแห่งชาติ) ขับร้องโดย นายธงไชย แมคอินไตย์ (ศิลปินแห่งชาติ) นางสาวนนทิยา จิวบางป่า(เจี๊ยบ) นายกิตตินันท์   ชินสำราญ(กิต) นางสาวกุลกรณ์พัชร์ เมอร์นาร์ด(แก้ม) จ่าอากาศเอก หญิง ทิพย์รมิดา พันตาวงษ์กบิล(พลอย)  นางสาวภัทรานิษฐ์ เพฑูริยาเวทย์(เมจิ)  นางสาวกนกวรรณ อินทรพัฒน์(อุ๊บอิ๊บ) และนักแสดงนาฏลีลา ถ่ายทอดเรื่องราวแห่งความรัก ความหวัง ความผูกพัน และความงดงามของชีวิตผ่านบทเพลงและนาฏลีลา

องก์ที่ 2 “ขับขานความทรงจำ” ถ่ายทอดบทเพลงจากละคร ภาพยนตร์และบทเพลงร่วมสมัยที่อยู่ในความประทับใจของประชาชนชาวไทย สะท้อนเรื่องราวแห่งความรัก ความเสียสละ วิถีชีวิต และความผูกพันของผู้คนในสังคมไทย ถ่ายทอดโดย ๓ ศิลปินแห่งชาติ นายสุประวัติ ปัทมสูต นายศุภชัย จันทร์สุวรรณ์ และนายปกรณ์ พรพิสุทธิ์ พร้อมด้วย นายสุทธิพงษ์ วัฒนจัง(ชมพู ฟรุตตี้) นายเกษม ศรีสมบูรณ์(เต๋า ภูศิลป์) นายโชคชัย   หมู่มาก(แอ๊ค) นางสาวสรวีย์ ธนพูนหิรัญ(ผิงผิง) นางสาวเปาวลี พรพิมล (เปา) และนักแสดงโขนศาลาเฉลิมกรุง

องก์ที่ 3 “เลิศล้ำปรีชาญาณ” การแสดงศิลปะท้องถิ่นหนังตะลุงและโนราห์ เพื่อสนองพระราโชบาย ของสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี ในการอนุรักษ์ สืบสาน และเผยแพร่ศิลปวัฒนธรรมของไทย นำมาผูกร้อยเรียงเรื่องราวพระราชกรณีกิจของพระองค์ อาทิ ด้านการบิน ด้านการทหาร ด้านศิลปวัฒนธรรม ด้านกีฬา และด้านสังคม ถ่ายทอดผ่านตัวละครผู้ถูกปลุกจากผืนหนังตะลุงมามีชีวิต แสดงโดย : 7 นางเอกหนังตะลุง จากวิทยาลัยนาฏศิลปพัทลุง  

องก์ที่ 4  “สืบสานพัสตราภรณ์ไทย” ถ่ายทอดพระราชปณิธานในการอนุรักษ์และส่งเสริมผ้าไทย ตลอดจนงานหัตถศิลป์อันเป็นมรดกภูมิปัญญาของชาติ ผ่านนาฏศิลป์ไทยร่วมสมัยที่สะท้อนกระบวนการผลิตผ้าไทยจาก ต้นทางสู่ผืนผ้าอันวิจิตรงดงาม 

องก์ที่ 5 “Edelweiss รักแท้แด่ปวงชน” ถ่ายทอดความจงรักภักดีและความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ ผ่านการขับร้องประสานเสียงโดยคณะนักร้องประสานเสียงเยาวชนไทย Thai Youth Choir (TYC) และศิลปินนักร้องทุกท่าน โดยปิดท้ายด้วยบทเพลง “ยิ่งนานก็ยิ่งรัก” อันสะท้อนความรัก ความผูกพันและความปลาบปลื้มใจของพสกนิกรที่มีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์

เมื่อทอดพระเนตรการแสดงเฉลิมพระเกียรติฯจบแล้ว พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้ พลอากาศโท ภักดี แสง-ชูโต กรรมการ บริษัท สหศินิมา จำกัด กราบบังคมทูลพระกรุณาเบิกผู้แทนคณะทำงานและคณะนักแสดง
เข้ารับพระราชทานช่อดอกไม้ตามลำดับ เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจแก่ผู้ร่วมสร้างสรรค์ผลงาน 

จากนั้นเสด็จฯ ไปยังด้านหน้าโรงมหรสพหลวงศาลาเฉลิมกรุง โดยมีคณะกรรมการ และคณะนักแสดง เข้าเฝ้า ฯ ส่งเสด็จ เมื่อสมควรแก่เวลา เสด็จฯไปประทับรถยนต์พระที่นั่ง เสด็จพระราชดำเนินออกจากโรงมหรสพหลวงศาลาเฉลิมกรุง กลับพระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต

14 มิถุนายน วันผู้บริจาคโลหิตโลก ร่วมสร้างปาฏิหาริย์แห่งการให้ บริจาคเลือด เพื่อมนุษยชาติ

14 มิถุนายน วันผู้บริจาคโลหิตโลก ร่วมสร้างปาฏิหาริย์แห่งการให้ บริจาคเลือด เพื่อมนุษยชาติ

14 มิถุนายน วันผู้บริจาคโลหิตโลก ร่วมสร้างปาฏิหาริย์แห่งการให้ บริจาคเลือด เพื่อมนุษยชาติ

วันจันทร์ ที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 14.16 น.

14 มิถุนายน วันผู้บริจาคโลหิตโลก 2569 (World Blood Donor Day 2026) ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย ชวนสร้างปาฏิหาริย์แห่งการให้ ภายใต้แนวคิด “One Drop of Humanity. Give Blood Save Lives – โลหิตทุกถุง บริจาคเพื่อมนุษยชาติ ให้โลหิต ให้ชีวิต” ระหว่างวันที่ 8-14 มิถุนายน 2569 ณ ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ หน่วยรับบริจาคโลหิตประจำที่ (Fixed Station)  ภาคบริการโลหิตแห่งชาติ        ทั่วประเทศ และโรงพยาบาลสาขาบริการโลหิตแห่งชาติ ในกรุงเทพฯ พร้อมรับเสื้อยืดสุดพิเศษ “World Blood Donor Day 14th JUNE” เป็นที่ระลึกแทนคำขอบคุณ

รองศาสตราจารย์ แพทย์หญิงดุจใจ ชัยวานิชศิริ ผู้อำนวยการศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย เปิดเผยว่า องค์การอนามัยโลก (WHO) สหพันธ์สภากาชาดและสภาเสี้ยววงเดือนแดงระหว่างประเทศ (IFRC) สหพันธ์ ผู้บริจาคโลหิตระหว่างประเทศ (FIODS) และสมาคมบริการโลหิตระหว่างประเทศ (ISBT) กำหนดให้วันที่  14 มิถุนายนของทุกปี เป็นวันผู้บริจาคโลหิตโลก เพื่อระลึกถึง ดร.คาร์ล แลนด์สไตเนอร์ (Karl Landsteiner)  ชาวออสเตรีย ผู้ค้นพบหมู่โลหิตระบบเอบีโอ และได้รับรางวัลโนเบล สาขาสรีรวิทยาหรือแพทยศาสตร์ ในปี ค.ศ. 1930 ถือว่าเป็นการค้นพบที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่องานบริการโลหิตทั่วโลก สภากาชาดทั่วโลก จึงได้ร่วมกันจัดกิจกรรม เพื่อส่งเสริมงานด้านบริการโลหิต และเพื่อขอบคุณผู้บริจาคโลหิตทั่วโลก ที่ร่วมบริจาคโลหิตเพื่อช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์  สร้างความตระหนักถึงความจำเป็นของการบริจาคโลหิตเป็นประจำและสม่ำเสมอ เพื่อให้มีปริมาณเพียงพอ มีคุณภาพ ปลอดภัยสูงสุดสำหรับผู้ป่วย ตลอดจนเพื่อสำรองโลหิตในสถานการณ์ฉุกเฉิน ภัยพิบัติ และความขัดแย้งต่าง ๆ

รองศาสตราจารย์ แพทย์หญิงดุจใจ ชัยวานิชศิริ ผู้อำนวยการศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย 

วันผู้บริจาคโลหิตโลก ในประเทศไทยจัดขึ้นครั้งแรกในปี 2547 สำหรับในปีนี้ วันผู้บริจาคโลหิตโลก 2569  (World Blood Donor Day 2026) จัดขึ้นระหว่างวันที่ 8 – 14 มิถุนายน 2569 ภายใต้แนวคิด “One Drop of Humanity. Give Blood Save Lives – โลหิตทุกถุง บริจาคเพื่อมนุษยชาติ ให้โลหิต ให้ชีวิต” สะท้อนให้เห็นถึงคุณค่าของความเป็นมนุษย์ ผ่านพลังแห่งการให้จากการบริจาคโลหิตด้วยความสมัครใจ ไม่หวังสิ่งตอบแทน เพื่อส่งต่อ  ลมหายใจ และโอกาสในการมีชีวิตใหม่ให้กับเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน

สุวิช สุทธิประภา พิธีกรจากรายการคุยโขมงบ่าย 3 โมง

โดย สุวิช สุทธิประภา พิธีกรมากความสามารถ จากรายการคุยโขมงบ่าย 3 โมง ได้เชิญชวนบริจาคโลหิต 

พิเศษ ! สำหรับผู้บริจาคโลหิต จะได้รับเสื้อยืดคอลเลกชันสุดพิเศษ “World Blood Donor Day 14th JUNE” เป็นที่ระลึกแทนคำขอบคุณ ร่วมบริจาคโลหิต ได้ที่

• ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย  

• หน่วยรับบริจาคโลหิตประจำที่ (Fixed Station) 6 แห่ง ได้แก่ เดอะมอลล์ไลฟ์สโตร์ สาขาบางแค  สาขาบางกะปิ สาขางามวงศ์วาน สาขาท่าพระ ศูนย์การค้า ดิ เอ็มโพเรียม และบ้านทรงไทย (ย่านวงศ์สว่าง)

• ภาคบริการโลหิตแห่งชาติ 12 แห่ง ทั่วประเทศ ได้แก่ จังหวัดลพบุรี ชลบุรี ราชบุรี นครราชสีมา ขอนแก่น อุบลราชธานี นครสวรรค์ พิษณุโลก เชียงใหม่ นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง) สงขลา และภูเก็ต

• โรงพยาบาลสาขาบริการโลหิตแห่งชาติ 8 แห่ง ในกรุงเทพฯ ได้แก่ โรงพยาบาลภูมิพลอดุลยเดช, โรงพยาบาลรามาธิบดี, โรงพยาบาลสมเด็จพระปิ่นเกล้า,  สถาบันพยาธิวิทยา ศูนย์อำนวยการแพทย์พระมงกุฎเกล้า, โรงพยาบาลตำรวจ, คณะแพทยศาสตร์วชิรพยาบาล มหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช, โรงพยาบาลราชวิถี  และโรงพยาบาลสิรินธร 

นอกจากนี้ องค์การอนามัยโลก (WHO) ได้จัดกิจกรรม “DROP YOUR DROP” เชิญชวนผู้คนทั่วโลกร่วม “เติมเต็มโลหิต” ผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ เว็บไซต์ https://www.elyx.net/who_wbdd26 หรือสแกน QR CODE  “DROP YOUR DROP” พร้อมแชร์ชวนเพื่อนอีก 7 คน ให้คำมั่นสัญญาว่าจะบริจาคโลหิต ติดแฮชแท็ก #OneBlood #WorldBloodDonorDay แสดงจุดยืนของความเป็นหนึ่งเดียว ความสามัคคี และพลังแห่งการช่วยชีวิตผู้คน

คิง เพาเวอร์ จับมือ เวสท์บาย เดลิเวอรี่ ลงนาม MOU เนื่องในวันสิ่งแวดล้อมโลก ขับเคลื่อนโครงการ “แยก-ก่อนทิ้ง มอบรอยยิ้มให้โลก By King Power” มุ่งจัดการขยะรีไซเคิลอย่างยั่งยืน

คิง เพาเวอร์ จับมือ เวสท์บาย เดลิเวอรี่ ลงนาม MOU เนื่องในวันสิ่งแวดล้อมโลก ขับเคลื่อนโครงการ “แยก-ก่อนทิ้ง มอบรอยยิ้มให้โลก By King Power” มุ่งจัดการขยะรีไซเคิลอย่างยั่งยืน

คิง เพาเวอร์ จับมือ เวสท์บาย เดลิเวอรี่ ลงนาม MOU เนื่องในวันสิ่งแวดล้อมโลก ขับเคลื่อนโครงการ “แยก-ก่อนทิ้ง มอบรอยยิ้มให้โลก By King Power” มุ่งจัดการขยะรีไซเคิลอย่างยั่งยืน

วันจันทร์ ที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 13.57 น.

โชคชัย  รักศรีอักษร รองประธานเจ้าหน้าที่สายงานบริหารงานบุคคล กลุ่มบริษัท คิง เพาเวอร์ ร่วมกับ ดร.อิทธิกร ศรีจันบาล ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เวสท์บาย เดลิเวอรี่ จำกัด ลงนามบันทึกความร่วมมือ (MOU) เนื่องในวันสิ่งแวดล้อมโลก (World Environment Day) ในโครงการ “แยก-ก่อนทิ้ง มอบรอยยิ้มให้โลก By King Power” ระหว่าง บริษัท คิง เพาเวอร์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด และ บริษัท เวสท์บาย เดลิเวอรี่ จำกัด เพื่อยกระดับการดำเนินงานด้านความยั่งยืนอย่างเป็นรูปธรรม ผ่านการส่งเสริมและสร้างจิตสำนึกแก่พนักงาน และผู้ประกอบการร้านค้าในการคัดแยกขยะตั้งแต่ต้นทาง พร้อมทั้งขับเคลื่อนระบบการจัดเก็บวัสดุรีไซเคิล เพื่อนำกลับเข้าสู่กระบวนการจัดการอย่างมีประสิทธิภาพในพื้นที่กรุงเทพมหานคร

ความร่วมมือในครั้งนี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของกลุ่มบริษัท คิง เพาเวอร์ ในการดำเนินธุรกิจควบคู่ไปกับความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม ภายใต้กรอบการพัฒนาอย่างยั่งยืน (ESG) และแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) โดยมุ่งสร้างสมดุลทางระบบนิเวศและพัฒนาระบบบริหารจัดการขยะอย่างยั่งยืน เพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และร่วมสร้างสรรค์สังคมที่น่าอยู่ต่อไป

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : กินอย่างไร (สุขภาพ) ก็เป็นอย่างนั้น : You are what you eat.

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : กินอย่างไร (สุขภาพ) ก็เป็นอย่างนั้น : You are what you eat.

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : กินอย่างไร (สุขภาพ) ก็เป็นอย่างนั้น : You are what you eat.

วันจันทร์ ที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 09.07 น.

คำว่า You are what you eat. บ่งบอกชัดเจนว่า สุขภาพของคุณ คือผลลัพธ์ของสิ่งที่คุณกินเข้าไปทุก ๆ วัน ถ้ากินของดีมีคุณประโยชน์ สุขภาพก็จะดี ไม่เจ็บป่วย ไม่มีโรคภัยไข้เจ็บรบกวน ก็จะ happy

วันนี้เรามาพูดถึงอาหารการกิน และเครื่องดื่มของคนยุคปัจจุบัน เพราะยุคนี้อยู่บ้าน แต่ต้องมีสตางค์ด้วยนะ ก็สามารถมีของกินของใช้ไปส่งถึงบ้าน เรียกว่ามีของไปส่งถึงที่ แถมของกินในยุคนี้หาซื้อได้สะดวกตลอดเวลาไม่ว่าจะค่ำมืดดึกดื่นสังเพียงใดก็หาได้ ราคาก็ถูกพอประมาณ แล้วยังเก็บไว้ได้นานหากเก็บถูกกรรมวิธี แถมมีรสชาติดี ปัจจัยเหล่านี้ทำให้เราใช้ชีวิตอยู่กับอาหารแปรรูป หรือ processed food มากขึ้นเรื่อย ๆ โดยแทบไม่รู้ตัว เรากินสิ่งที่ถูกออกแบบมาให้เรากินและกิน แต่ไม่ได้กินเพื่ออิ่ม หรือหล่อเลี้ยงร่างกาย แต่บางคนกินเพราะเห็นว่ามันอร่อย อยากกิน กินแล้วก็อยากกินต่อไปเรื่อย ๆ

แต่รู้ไหมว่า อาหารและเครื่องดื่มบางอย่างเต็มไปด้วยน้ำตาล ไขมัน เกลือ และสารปรุงแต่งต่าง ๆ ในระดับที่กระตุ้นความพึงพอใจ ทำให้เรากินได้เรื่อย ๆ โดยไม่รู้สึกอิ่มง่าย แม้อาหารเหล่านั้นอาจไม่มีพิษโดยตรง แต่เป็นอาหารที่ทำให้เรากินจนเกินความพอดี แล้วเมื่อสะสมไปเรื่อย ๆ ก็กลายเป็นปัญหาสุขภาพในระยะยาว

ทุกวันนี้ คนจำนวนมากมีปัญหาสุขภาพ เพราะกินของที่อยากกินจนเกินขนาด แต่หลายคนก็กังวลว่าสิ่งที่กินเข้าไปอาจไม่ดีต่อสุขภาพ จึงพยายามค้นหาว่าอะไรที่ห้ามกิน และอะไรคืออาหารพิเศษที่ช่วยกู้สุขภาพที่เริ่มเสื่อมทรุดให้กลับคืนมาดี ทำให้ประเด็นเรื่องการกิน ซึ่งควรจะเป็นเรื่องง่ายของชีวิต กลับกลายเป็นที่เรื่องซับซ้อนสำหรับใครหลายคน

เมื่อเรากินมากจนอ้วน เราก็หันไปหา clean food แล้วยอมจ่ายเงินมาก ๆ เพื่อหวังได้อาหารที่ไม่ปรุงแต่งรสชาติมากเกินไป ต้องการรสชาติกลาง ๆ แต่เมื่อเริ่มป่วย หรือกังวลเรื่องสุขภาพ เราก็พยายามหา super food มากิน ด้วยความหวังว่าจะได้สารต้านอนุมูลอิสระ หรือช่วยล้างสารพิษในร่างกาย

แต่ในความเป็นจริง สุขภาพที่ดี อาจไม่ต้องเริ่มจากอาหารที่มีคำจำกัดความพิเศษ หรือราคาแพงเสมอไป แค่ลดอาหารที่ไม่เหมาะสมลง ลดอาหารแปรรูป ลดหวาน มัน เค็ม แล้วกินอาหารธรรมดาที่มีคุณภาพให้เพียงพอ ก็ดีต่อร่างกายแล้ว

หนึ่งในคำแนะนำสำคัญที่แพทย์หรือเภสัชกรมักบอกกับผู้ป่วยควบคู่กับการใช้ยา คือ ต้องปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิต ต้องลด ละ เลิก การกิน การอยู่ที่ผิดสุขลักษณะ เช่น ผู้ป่วยความดันโลหิตสูง มักถูกแนะนำให้ลดอาหารเค็ม ซึ่งไม่ได้หมายถึงแค่การไม่เติมน้ำปลา ซีอิ๊ว หรือเกลือเท่านั้น แต่รวมถึงการระวังโซเดียม (เกลือ) ที่แฝงอยู่ในอาหารหมักดอง อาหารแปรรูป และอาหารที่ถูกถนอมด้วยวิธีต่าง ๆ ด้วย

ผู้ป่วยเบาหวาน มักถูกแนะนำให้ลดของหวาน ลดเครื่องดื่มรสหวาน รวมถึงอาหารประเภทแป้ง เพราะท้ายที่สุดแล้ว อาหารเหล่านี้สามารถเปลี่ยนเป็นน้ำตาลในร่างกายได้
การปรับพฤติกรรมการกินการอยู่ประจำวัน นับเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้การรักษาด้วยยาได้ผลดีขึ้น แต่หากยังใช้ชีวิตแบบเดิม กินแบบเดิม แต่หวังให้ยาแก้ปัญหาทุกอย่าง สุดท้ายเมื่อควบคุมโรคไม่ได้ ก็อาจต้องเพิ่มขนาดยา หรือเพิ่มจำนวนยามากขึ้นเรื่อย ๆ

หลายคนอาจเผลอคิดว่าการแก้ปัญหาสุขภาพเป็นหน้าที่ของหมอหรือยา แต่ที่จริงแล้ว โรคหลายโรคไม่ได้เกิดขึ้นในวันเดียว กว่าจะป่วยเป็นความดันโลหิตสูง เบาหวาน ไขมันในเลือดสูง ไตเสื่อม หรือเก๊าท์ เราต้องใช้เวลากินและใช้ชีวิตแบบไม่เหมาะสมมานานเป็นสิบปี

ดังนั้น เมื่อเริ่มรักษาโรค เราจึงต้องเข้าใจว่ายาส่วนใหญ่ ทำหน้าที่แก้ปัญหาที่ปลายเหตุ ขณะที่ต้นเหตุสำคัญอย่างพฤติกรรมการกินการอยู่ คือเรื่องจำเป็นต้องได้รับการแก้ไขไปพร้อมกัน
คำแนะนำพื้นฐานที่ผู้ป่วยมักได้รับ คือควบคุมอาหาร ร่วมกับการออกกำลังกายที่เหมาะสม หากมองตามความเป็นจริงแล้ว การเลือกกินอาหารให้เหมาะสม เป็นสิ่งที่ง่ายกว่าการลากพาตัวเองไปวิ่ง หรือเข้าฟิตเนสเสียอีก ในชีวิตจริงนั้น คงไม่มีใครทำได้สมบูรณ์แบบตลอดเวลา หากบางวันอยากกินอะไรที่ดูไม่ค่อยดีต่อสุขภาพบ้าง เช่น ไส้กรอกแดงทอดคู่ชาเย็นหวานจัด ทั้งที่ตลอดสามเดือนที่ผ่านมาเลี่ยงหวาน มัน เค็ม จำกัดแป้ง แล้วยังพยายามไม่กินอาหารแปรรูปอย่างเบคอน ไส้กรอก กุนเชียง หรือแหนม ก็ไม่ได้แปลว่าความพยายามทั้งหมดที่ผ่านมาเสียเปล่าไปแล้ว

ขอย้ำว่า การดูแลสุขภาพไม่ใช่การแข่งขันเพื่อความสมบูรณ์แบบ ความพยายามที่ทำได้บ้าง ทำไม่ได้บ้าง ยังดีกว่าไม่เริ่มทำอะไรเสียเลย อย่างน้อยก็ช่วยเสริมประสิทธิภาพของการรักษา ช่วยชะลอการดำเนินของโรค ช่วยลดโอกาสเพิ่มขนาดยา หรือเพิ่มจำนวนยาที่ต้องกินได้ ดังนั้น ผู้ป่วยหลายราย หากสามารถควบคุมพฤติกรรมการกินการอยู่ได้ดีอย่างต่อเนื่อง ก็ช่วยควบคุมโรคได้ดี ดังนั้น การคุมอาหารและการใช้ชีวิตให้สมดุล ก็สามารถลดหรือหยุดยาได้ในที่สุด

ทั้งหมดนี้สะท้อนได้ชัดเจน และมีเหตุผลอย่างมาก กับการพูดประโยคสั้น ๆ ว่า You are what you eat. และคำนี้ยังคงเป็นจริงมาจนถึงทุกวันนี้

รศ. ภญ. ดร. ณัฏฐดา อารีเปี่ยม และ รศ. ภก. ดร. บดินทร์ ติวสุวรรณ
คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย