นัดถกแก้หมอคางดำ ขีดเส้นต้องจบใน1ปี

16 กันยายน 2569 เวลา 06:01 น.

นัดถกแก้หมอคางดำ

ขีดเส้นต้องจบใน1ปี

“สุริยะ”มองปัญหาปลาหมอคางดำเป็นเรื่องสำคัญระดับชาติ ระดมสรรพกำลังลุยแก้ทั้งระบบ คาดใช้เวลา 3 เดือน เห็นผลด้าน“วัชระพล”ผอ.ศูนย์การติดตามสถาการณ์และแก้ไขปัญหาฯนัดถก 29 หน่วยงาน สรุปแผนแก้ทั้งระบบตั้งเป้า 1 ปีต้องจบ ขณะที่เขื่อนลำปาว กาฬสินธุ์ พบเพิ่มอีก 3 รวมแล้ว 16 ตัว เดินหน้ามาตรการ“เจอ แจ้ง จับ จบ”ตัดวงจรปลาหมอคางดำ

เมื่อวันที่ 15 กันยายน 2569 นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวถึงกรณีการลงนามในคำสั่งจัดตั้ง “ศูนย์อำนวยการติดตามสถานการณ์และแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำ” โดยมีนายวัชระพล ขาวขำ รมช.เกษตรและสหกรณ์ เป็นผู้อำนวยการศูนย์ฯ ว่า เรื่องปัญหาปลาหมอคางดำ เป็นเรื่องสำคัญระดับชาติ เพราะถ้าปล่อยให้ระบาดต่อไป จะทำให้สัตว์น้ำอื่น และระบบนิเวศ รวมถึงการประกอบอาชีพ ของพี่น้องเกษตรกร ได้รับผลกระทบ ดังนั้นจึงต้องแก้ไขให้เป็นระบบ สิ่งแรกคือจำกัดพื้นที่ที่มีการระบาด ไม่ให้ระบาดเพิ่มเติม

ส่วนพื้นที่ที่มีการระบาดอยู่แล้ว ต้องระดมสรรพกำลัง เพื่อไปกำจัดปลาหมอคางดำ ตลอดจนการฟื้นฟูสัตว์น้ำท้องถิ่นซึ่งต้องช่วยกันในหลายส่วนราชการ โดยเมื่อวันที่ 14 ก.ย. นายวัชระพล ซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบกรมประมงอยู่ ได้ทำหนังสือติดตาม และแก้ปัญหาปลาหมอคางดำ โดยจะมีหน่วยงานต่างๆ ทั้งกระทรวงมหาดไทย กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) และหน่วยงานต่างๆ เข้ามาร่วมกันทำ พร้อมย้ำว่า ต้องทำอย่างต่อเนื่อง ให้สามารถแก้ปัญหาให้ได้ อย่างถาวรและยั่งยืน

เมื่อถามย้ำว่า ต้องยกระดับเป็นวาระแห่งชาติหรือไม่ เพราะมีการแพร่ระบาดไป 21 จังหวัดแล้ว นายสุริยะ กล่าวว่า ศูนย์อำนวยการที่ตั้งขึ้นมา มีหน่วยงานต่างๆ เข้ามาร่วมมือกัน ตนเชื่อว่า ถ้าทำตามขั้นตอน จะแก้ปัญหาได้พอสมควร เมื่อถามว่า จะต้องแก้ไขพื้นที่ทั้งหมดพร้อมกัน หรือทำแค่บางจุดเพื่อเป็นโมเดล นายสุริยะ กล่าวว่า พื้นที่ที่มีการระบาด ต้องหยุดไว้ก่อน ส่วนจุดที่ระบาดตรงไหนที่เป็นจุดสำคัญ จะรีบเข้าไปดำเนินการในจุดนั้นก่อน คาดว่าภายใน 3 เดือน จะเห็นเป็นรูปธรรม โดยจะใช้กรอบงบประมาณเดิมของปี 67 ที่ตั้งไว้อยู่แล้วที่ 450 ล้านบาท ไปดำเนินการ

ด้านนายวัชระพล กล่าวเพิ่มเติมว่า กรอบวงเงินเดิมของปี 67 ที่ตั้งไว้ 450 ล้านบาท กรมประมงใช้ไปประมาณ 98 ล้านบาท เหลืออยู่ประมาณ 350 ล้านบาท โดยจะใช้งบประมาณก้อนนี้ ในการแก้ปัญหาต่อ บริหารจัดการให้เด็ดขาด เรียบร้อย รวดเร็ว เบื้องต้นได้ทำแผนขึ้นมาคร่าวๆ แล้ว งบประมาณตรงนี้จะเพียงพอ

นายวัชระพล เปิดเผยถึง แนวทางการแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำ ว่า ในวันที่ 16 กันยายน 2569 จะมีการประชุมร่วมกับหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องรวม 29 หน่วยงาน เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหา และ เพื่อกำหนดแนวทางและแผนปฏิบัติการอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งตนตั้งใจไว้ว่า ภายในกรอบเวลา 180 วันมาตรการกำจัดปลาหมอคางดำต่างๆ ต้องเห็นผลความคืบหน้า และตั้งเป้าหมายภายใน 1 ปี ต้องแก้ไขปัญหาปลาหมอคางดำให้จบ โดยเบื้องต้นกำหนดแนวทางดำเนินงานเร่งขับเคลื่อน 7 มาตรการ ได้แก่ 1.การเร่งจับและกำจัดปลาหมอคางดำ 2.การใช้ปลานักล่าเพื่อควบคุมประชากร 3.การส่งเสริมการนำปลาหมอคางดำไปแปรรูปและใช้ประโยชน์ 4.การเฝ้าระวังแหล่งน้ำใหม่เพื่อป้องกันการแพร่ระบาด 5.การสร้างความรู้และส่งเสริมการมีส่วนร่วมของชุมชน 6.การส่งเสริมงานวิจัยและนวัตกรรม และ 7.การฟื้นฟูทรัพยากรสัตว์น้ำและระบบนิเวศในพื้นที่ได้รับผลกระทบ ส่วนการนำวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมาใช้ จะพิจารณาเทคโนโลยีจากต่างประเทศที่สามารถนำมาใช้ในการตรวจสอบ ควบคุม หรือกำจัดปลาหมอคางดำเพิ่มเติม โดยต้องประเมินทั้งประสิทธิภาพ ตามความเหมาะสมกับสภาพแหล่งน้ำของประเทศไทย และความปลอดภัยต่อสัตว์น้ำพื้นถิ่นและระบบนิเวศ ก่อนนำมาใช้จริง

นายวัชระพลย้ำว่า ศูนย์ฯ จะติดตามสถานการณ์และประเมินผลการดำเนินงานในแต่ละพื้นที่อย่างต่อเนื่อง เพื่อควบคุมการแพร่กระจาย ลดผลกระทบต่ออาชีพและรายได้ของเกษตรกรและชุมชน รวมถึงฟื้นฟูทรัพยากรสัตว์น้ำและระบบนิเวศให้กลับคืนสู่ภาวะสมดุลให้ได้ภายใน1ปี

ความคืบหน้าการแก้ไขปัญหาพบปลาหมอคางดำที่เขื่อนลำปาว จังหวัดกาฬสินธุ์ โดยตลอดช่วงบ่ายวานนี้ ที่ห้องประชุมสำนักงานปฏิรูปที่ดิน จังหวัดกาฬสินธุ์ มีการประชุมคณะกรรมการประมง จังหวัดกาฬสินธุ์ ครั้งที่ 1/2569 โดย นายสุวรรธน์ เข็มธนเพ็ชร ผู้ว่าราชการจังหวัดกาฬสินธุ์ ได้มอบหมายให้ นายผดุงศักดิ์ อิ่มเอิบ รองผู้ว่าราชการจังหวัดกาฬสินธุ์ เป็นประธานการประชุมโดยมี นายบุญธง เภาเจริญ ประมงจังหวัดกาฬสินธุ์, นายวิระ จิตสุวรรณ ผู้อำนวยการศูนย์ป้องกันและปราบปรามประมงน้ำจืดกาฬสินธุ์, นางสายฝน เสียงหวาน เจ้าพนักงานประมงอาวุโส หัวหน้ากลุ่มบริหารจัดการด้านการประมง พร้อมคณะกรรมการ ผู้ทรงคุณวุฒิ และผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง เข้าร่วมประชุมอย่างพร้อมเพรียง

นายบุญธง กล่าวว่า เจ้าหน้าที่ประมงได้ร่วมกับผู้นำชุมชนและชาวประมงพื้นบ้านรอบเขื่อนลำปาวเข้าตรวจสอบ 11 จุด พบปลาหมอคางดำจำนวน 13 ตัว โดยพบเพียงจุดละ 1–3 ตัวเท่านั้น จึงยังไม่เข้าข่ายชุกชุมหรือประกาศเขตภัยพิบัติ คาดว่ามีอายุไม่น้อยกว่า 3–6 เดือน เป็นปลาประจำถิ่นอาศัยในน้ำนิ่ง ชอบอยู่เป็นฝูงบริเวณที่มีอินทรียสาร และยังไม่มีรายงานพบบริเวณใต้เขื่อนลำปาวซึ่งเป็นแหล่งเลี้ยงกุ้งก้ามกรามอย่างไรก็ตาม ช่วงกลางดึกที่ผ่านมา มีรายงานเข้ามาในกลุ่มไลน์ประมงจังหวัดกาฬสินธุ์ ระบุว่า ชาวประมงพื้นบ้าน บ้านคำเขื่อนแก้ว ต.สำราญใต้ อ.สามชัย จ.กาฬสินธุ์ ได้หว่านแหพบปลาหมอคางดำเพิ่มอีก 3 ตัว รวมพบจุดนี้ 9 ตัว ส่งผลให้ยอดรวมปลาหมอคางดำที่พบรอบเขื่อนลำปาวขณะนี้อยู่ที่ 16 ตัว

นางสายฝน กล่าวว่า กรมประมงได้ใช้วางมาตรการ “เจอ แจ้ง จับ จบ”เพื่อเฝ้าระวังและแก้ไขปัญหาก่อนเกิดการแพร่ระบาดดังนี้ เจอ &แจ้ง : เมื่อพบเจอปลาหมอคางดำในแหล่งน้ำ ให้รีบ แจ้งเบาะแสผ่านระบบคิวอาร์โค้ด หรือโทร. 043-811034และ จับ &จบ : เจ้าหน้าที่จะออกตรวจจับเพื่อกำจัดด้วยเครื่องมือที่เหมาะสมปัญหาจะได้จบ โดยนำปลามาทำประโยชน์ เช่น แปรรูปเป็นอาหาร (สาคูไส้ปลา, ไส้อั่วปลา, ข้าวเกรียบปลา, น้ำยาขนมจีน), ทำปลาป่น, ทำน้ำหมักบำรุงพืช และอาหารสัตว์

เปิดตัว ‘TILSNA’ ขับเคลื่อนชีววิทยาศาสตร์-การแพทย์ไทย ก้าวข้ามผู้ให้ทุนสู่ผู้สร้างระบบนิเวศ Life Sciences ดันนวัตกรรมสู่เวทีโลก

16 กันยายน 2569 เวลา 13:45 น.

ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนันท์ วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ให้เกียรติเป็นประธานเปิดงาน TILSNA Open Day “The New Era of Thailand’s Life Sciences” พร้อมกล่าวปาฐกถาพิเศษ และเปิดสำนักงานเทคโนโลยีและนวัตกรรมด้านชีววิทยาศาสตร์ (องค์การมหาชน) หรือ TILSNA อย่างเป็นทางการ

ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนันท์ วงศ์สวัสดิ์ กล่าวแสดงความยินดีอย่างยิ่งที่ สำนักงานเทคโนโลยีและนวัตกรรมด้านชีววิทยาศาสตร์ (องค์การมหาชน) หรือ TILSNA ก้าวสู่บทบาทกลไกสำคัญของประเทศ

เพื่อขับเคลื่อนอุตสาหกรรมชีววิทยาศาสตร์ การแพทย์และสุขภาพ ตลอดจนเชื่อมโยงนักวิจัย ภาคอุตสาหกรรม นักลงทุน หน่วยงานภาครัฐ และเครือข่ายระดับนานาชาติ ให้สามารถทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อเพิ่มโอกาสในการแข่งขันในระดับสากล พร้อมระบุถึง 7 นโยบายสำคัญที่เคยมอบให้แก่คณะกรรมการและผู้บริหารของ TILSNA ได้แก่

  • มุ่งเปลี่ยนผ่านจากการเป็นเพียง “ผู้ให้ทุนวิจัย” สู่การเป็น “ผู้สร้างระบบนิเวศนวัตกรรม” เพื่อผลักดันงานวิจัยขั้นปลายน้ำสู่เชิงพาณิชย์ และตั้งเป้าปั้นยูนิคอร์นด้านสุขภาพของไทย
  • นโยบายที่มุ่งตอบโจทย์ความท้าทายระดับชาติทางชีววิทยาศาสตร์ โดยให้ TILSNA เป็นเจ้าภาพหลัก ในการกำหนดโจทย์วิจัยที่มีเป้าหมายชัดเจน
  • นโยบายที่เน้นการส่งเสริมสตาร์ทอัพ ให้ก้าวข้าม Valley of Death
  • การต่อยอดธุรกิจ
  • การเป็น One-stop Service เชื่อมโยงโรงเรียนแพทย์กับโรงพยาบาลมหาวิทยาลัย
  • นโยบายการจัดทำธนาคารชีวภาพระดับชาติ (National Biobank) และแพลตฟอร์มข้อมูลสุขภาพขนาดใหญ่ (Big Data) ภายใต้มาตรฐานความปลอดภัยสูงสุด
  • นโยบายในการทำหน้าที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจชีวภาพเชิงรุก ดึงดูดการลงทุน และสร้างความร่วมมือกับเครือข่ายระดับโลก

ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนันท์ กล่าวว่า TILSNA จะเป็นพลังสำคัญในการกำหนดทิศทางอุตสาหกรรมชีววิทยาศาสตร์ ของประเทศให้เป็นกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจ และที่สำคัญคือประโยชน์ที่เกิดขึ้นแก่ประชาชนคนไทย ตามแนวคิดที่ว่า “สุขภาพยั่งยืน” คือ ประชาชนต้องมีสุขภาพที่ดี มีคุณภาพชีวิตที่ดี และขอให้การทำหน้าที่ของ TILSNA นับจากนี้ไป ประสบความสำเร็จ สามารถยกระดับคุณภาพชีวิตที่ดีแก่ประชาชน และเปลี่ยนผ่านบทบาทของประเทศไทย สู่การเป็นผู้นำตลาดบนเวทีระดับโลก เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้เติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน

“การจัดงาน Open House ในวันนี้ ต้องขอชื่นชมคณะกรรมการและผู้อำนวยการที่จัดให้เกิดการจับคู่ธุรกิจ (Matching) ซึ่งนี่คือหมุดหมายสำคัญที่แสดงให้เห็นว่า หน่วยงานไม่ได้ทำหน้าที่เพียงแค่ให้ทุนสนับสนุนเท่านั้น แต่ยังเป็นผู้เติมเต็มระบบนิเวศการทำงานวิจัยและการเป็นผู้ประกอบการด้าน Life Science พร้อมทั้งช่วยเชื่อมโยงภาคเอกชนเข้ากับหน่วยงานให้ทุนอื่น ๆ ของกระทรวง อว. ได้อย่างครบวงจร”

นอกจากนี้ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว.ยังได้เปิดเผยถึงเหตุผลสำคัญที่ประเทศไทยต้องเร่งเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันด้าน Life Science ว่า เป็นเพราะประเทศไทยมีต้นทุนและทรัพยากรพื้นฐานที่ดีมาก ทั้งในด้านระบบสาธารณสุข การทดลองทางคลินิก รวมถึงทุนมนุษย์ที่มีนักวิทยาศาสตร์และแพทย์ที่เก่งเป็นจำนวนมาก ยิ่งไปกว่านั้น ไทยยังมีความหลากหลายทางชีวภาพ (Biodiversity) ที่สูงมาก ซึ่งทรัพยากรเหล่านี้สามารถนำมาต่อยอดผลิตเป็นเครื่องมือแพทย์ ยา และสมุนไพรต่าง ๆ เพื่อดึงดูดเม็ดเงินลงทุนก้อนใหม่เข้าสู่ประเทศ

“การผลักดันให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลาง  ในการทำวิจัยเชิงคลินิก จะช่วยดึงดูดบริษัทยักษ์ใหญ่และวิทยาการระดับโลกเข้ามา ตลอดจนดึง Talent หรือคนเก่ง ๆ จากทั่วโลกให้เข้ามาอยู่ในประเทศไทย ซึ่งจะส่งผลให้เศรษฐกิจของประเทศเจริญเติบโตขึ้นอย่างก้าวกระโดด นอกเหนือจากโครงสร้างเศรษฐกิจในปัจจุบัน” ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนันท์ กล่าวทิ้งท้าย

ด้าน ดร.จิตติ์พร ธรรมจินดา ผู้อำนวยการสำนักงานเทคโนโลยีและนวัตกรรมด้านชีววิทยาศาสตร์ (องค์การมหาชน) กล่าวว่า การจัดตั้งสำนักงานเทคโนโลยีและนวัตกรรมด้านชีววิทยาศาสตร์ (องค์การมหาชน) มีผลเมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569 ที่ผ่านมา โดยมีวัตถุประสงค์ให้ TILSNA เป็นกลไกเชิงยุทธศาสตร์หลักของประเทศ ในการขับเคลื่อนและยกระดับขีดความสามารถด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมด้านชีววิทยาศาสตร์ (Life Sciences) ตลอดห่วงโซ่มูลค่า (Value Chain) ของประเทศ เพื่อเร่งรัดในการยกระดับและเสริมแกร่งให้นวัตกรรมด้าน Life Sciences ไทย แข่งขันได้ในระดับสากล

OKMD ผนึก ม.ธรรมศาสตร์ เปิดเรียนฟรี 4 หลักสูตร E-Learning อัปสกิลสายครีเอทีฟ

16 กันยายน 2569 เวลา 13:10 น.

OKMD ผนึก ม.ธรรมศาสตร์ เปิดเรียนฟรี 4 หลักสูตร E-Learning อัปสกิลสายครีเอทีฟ ดึง‘ทุนวัฒนธรรมไทย’สู่โอกาสทางอาชีพ ชูแนวคิด‘รู้ราก-รู้สร้าง-รู้สิทธิ-รู้ตลาด’ พัฒนาศักยภาพกำลังคน ต่อยอด Soft Power สู่เศรษฐกิจสร้างสรรค์อย่างยั่งยืน

สำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ (องค์การมหาชน) หรือ OKMD ร่วมกับ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เดินหน้าขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ เปิดตัวชุดหลักสูตรออนไลน์ E-Learning ด้านงานออกแบบสร้างสรรค์ ภายใต้โครงการพัฒนาศักยภาพบุคลากรและสร้างเครือข่ายในอุตสาหกรรมแฟชั่น มุ่งยกระดับทักษะแรงงานสร้างสรรค์ไทยให้ก้าวทันบริบทโลก ด้วย 4 หลักสูตร รวม 22 บทเรียน ครอบคลุมตั้งแต่วัฒนธรรม ความยั่งยืน กฎหมาย ไปจนถึงการตลาดเชิงพาณิชย์ เรียนฟรีได้ทุกที่ ทุกเวลา พร้อมรับใบประกาศนียบัตรอิเล็กทรอนิกส์ (E-Certificate) เมื่อจบหลักสูตรและผ่านเกณฑ์การทดสอบ

ดร.ทวารัฐ สูตะบุตร ผู้อำนวยการ OKMD เปิดเผยว่า การพัฒนาหลักสูตรครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อกระจายองค์ความรู้ที่จำเป็นต่อการพัฒนาคนและเศรษฐกิจสร้างสรรค์ให้เข้าถึงประชาชนในวงกว้าง ผ่านรูปแบบการเรียนรู้ที่ยืดหยุ่น โดยเน้นเนื้อหาที่นำไปปฏิบัติได้จริง เชื่อมโยงเป็นเส้นทางตั้งแต่ “รู้ราก-รู้สร้าง-รู้สิทธิ-รู้ตลาด”

“เราอยากให้การเรียนรู้ไม่ได้จบอยู่ที่การรู้ แต่ต้องสามารถนำความรู้ไปสร้างสรรค์และต่อยอดเป็นอาชีพและรายได้ได้จริง โดยเริ่มจากการเข้าใจอัตลักษณ์และทุนวัฒนธรรมไทย นำมาพัฒนางานอย่างรับผิดชอบ เข้าใจการปกป้องและบริหารสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญา ก่อนจะต่อยอดสู่การสร้างมูลค่า การพัฒนาแบรนด์ และการคว้าโอกาสทางธุรกิจ” ดร.ทวารัฐ กล่าว

นอกจากนี้ หลักสูตรดังกล่าวยังสอดรับกับทิศทางของแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 13 ในการเสริมศักยภาพผู้ประกอบการ ส่งเสริมเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) และการพัฒนากำลังคนสมรรถนะสูงผ่านการเรียนรู้ตลอดชีวิต (Lifelong Learning)

เจาะลึก 4 หลักสูตร E-Learning: เส้นทางสู่การเป็นนักสร้างสรรค์มืออาชีพ ได้แก่

1.รู้ราก: ทุนทางวัฒนธรรมไทยกับการออกแบบร่วมสมัยอย่างรับผิดชอบ จำนวน 5 บทเรียน โดย ดร.บุษกร ฮวบแช่ม : ทำความเข้าใจวัฒนธรรมในฐานะทุนความคิดสร้างสรรค์และ Soft Power การนำอัตลักษณ์และภูมิปัญญาไทยมาตีความใหม่ เพื่อสร้างสรรค์งานออกแบบร่วมสมัยที่มีเอกลักษณ์และตอบโจทย์ตลาด

2.รู้สร้าง: การออกแบบเพื่อความยั่งยืนและเศรษฐกิจหมุนเวียนในอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ จำนวน 6 บทเรียน โดย ดร.สุธินี ตันอังสนากุล : ครอบคลุมกระบวนการตั้งแต่การประเมินวงจรชีวิตผลิตภัณฑ์ (Life Cycle) การเลือกใช้วัสดุ การลดของเสีย ตลอดจนจริยธรรมและแรงงาน เพื่อสร้างสมดุลระหว่างผลตอบแทนทางธุรกิจ สิ่งแวดล้อม และสังคม

3.รู้สิทธิ: ทรัพย์สินทางปัญญาและกฎหมายพื้นฐานสำหรับผู้สร้างสรรค์ จำนวน 5 บทเรียน โดย อาจารย์ธนัชพร เฟื่องงามพร : เสริมความรู้ด้านลิขสิทธิ์และการคุ้มครองงานออกแบบ งานหัตถกรรม และภูมิปัญญา เพื่อให้ผู้สร้างสรรค์สามารถปกป้องผลงานและบริหารจัดการสิทธิประโยชน์เชิงพาณิชย์ได้อย่างถูกต้องและปลอดภัย 

4.รู้ตลาด: จากผลงานสร้างสรรค์สู่ตลาด: การตลาดและการสร้างมูลค่าอย่างรับผิดชอบ จำนวน 6 บทเรียน โดย ผศ.ดร.อรรถพนธ์ พงษ์เลาหพันธุ์ : เรียนรู้วิธีการเปลี่ยนไอเดียสร้างสรรค์ให้เป็นธุรกิจจริง ทั้งการวิเคราะห์ตลาดและพฤติกรรมผู้บริโภค การตั้งราคา การสร้างแบรนด์ การสื่อสาร และการใช้ช่องทางดิจิทัลเพื่อสร้างรายได้อย่างยั่งยืน

สำหรับกลุ่มเป้าหมายและวิธีเข้าร่วมอบรมนั้น OKMD เปิดกว้างสำหรับ นักออกแบบ ผู้ประกอบการ ช่างฝีมือ วิสาหกิจชุมชน นักเรียน นักศึกษา และบุคคลทั่วไป ที่ต้องการพัฒนาตนเอง สามารถเข้าได้ฟรี โดยไม่มีค่าใช้จ่าย ผ่านระบบ E-Learning ของ OKMD ที่ เว็บไซต์ elearning.okmd.or.th โดยจะได้เกียรติบัตรอิเล็กทรอนิกส์ (E-Certificate) ทันทีเมื่อเรียนครบและผ่านเกณฑ์ที่กำหนด ⁠

ศธ.ถก ‘OECD’ ยกระดับเข้าสมาชิก ชูโมเดลแก้เด็กหลุดจากระบบ เตรียมคลอด ‘กรอบทักษะ AI’ ต.ค.นี้

16 กันยายน 2569 เวลา 06:00 น.

นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ พบปะกับ Mr. Frantisek Ruzicka รองเลขาธิการองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา หรือ OECD พร้อม คณะ ในโอกาสเข้าเยี่ยมคารวะและร่วมประชุมหารือเพื่อกระชับความร่วมมือตลอดจนขับเคลื่อนกระบวนการเข้าเป็นสมาชิก OECD ของ ประเทศไทยด้านการศึกษา ณ ห้องดํารงราชานุภาพ อาคารราชวัลลภ กระทรวงศึกษาธิการ

นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รมว.ศธ. กล่าวว่า ขณะนี้ได้จัดทำรายงาน Technical Review เกี่ยวกับระบบการศึกษาไทยเสร็จสมบูรณ์แล้ว โดยเตรียมส่งมอบอย่างเป็นทางการภายในเดือนกันยายนนี้ ก่อนเปิดบ้านรับการลงพื้นที่ประเมินจากผู้เชี่ยวชาญ OECD ในช่วงปลายปี พร้อมปั้น “Thailand Zero Dropout” ในโครงการตามตัวเด็กเปราะบาง เด็กยากจน และเด็กย้ายถิ่นฐาน กลับเข้าสู่ห้องเรียนประสบความสำเร็จอย่างมาก ศธ. จึงเตรียมแบ่งปันเป็นต้นแบบในระดับภูมิภาค โดยไทยและ UNESCO จะร่วมกันเป็นเจ้าภาพจัด การประชุมด้านการศึกษาระดับโลก ปี 2027 (2027 GEM) ในเดือนมีนาคมปีหน้า

“เราเตรียม​ประกาศ “กรอบทักษะปัญญาประดิษฐ์” ภายในเดือนตุลาคมนี้ โดยดึง OECD มาร่วมให้คำแนะนำ เพื่อยกระดับเด็กไทยใช้ AI เป็น คิดวิเคราะห์ได้ และมีจริยธรรมตามมาตรฐานสากล รวมทั้งเตรียมเป็นเจ้าภาพร่วมกับ OECD นำเสนอผลการประเมิน PISA 2025 และรายงาน Education at a Glance 2026 ในเดือนพฤศจิกายนนี้ ส่วนการนำไทยเข้าเป็นสมาชิกศูนย์วิจัยและนวัตกรรมการศึกษา (CERI) อยู่ระหว่างเตรียมเสนอ ครม.พิจารณา” รมว.ศธ.กล่าว

SPC บ่มเพาะต้นกล้าคุณธรรม สานต่อ ‘สหพัฒน์ให้น้อง’ ก้าวสู่ปีที่ 10 ปลูกฝังความซื่อสัตย์ สร้างเยาวชนต้นแบบทั่วประเทศ

16 กันยายน 2569 เวลา 06:00 น.

กว่าทศวรรษของการมุ่งมั่นบ่มเพาะเมล็ดพันธุ์แห่งความดี บมจ.สหพัฒนพิบูล (SPC) เดินหน้าขับเคลื่อนโครงการ “สหพัฒน์ให้น้อง” ก้าวสู่ปีที่ 10 อย่างมั่นคง เพื่อสืบสานเจตนารมณ์ในการปลูกฝังคุณธรรม ความซื่อสัตย์สุจริต และจิตสำนึกด้านสิ่งแวดล้อมให้แก่เยาวชนไทยทั่วประเทศ โครงการได้สร้างเครือข่ายโรงเรียนต้นแบบด้านคุณธรรมอย่างต่อเนื่อง และในปีนี้มีเป้าหมายลงพื้นที่อีก 26 โรงเรียน ส่งผลให้ตลอดการดำเนินโครงการครอบคลุมกว่า 250 โรงเรียนทั่วประเทศ พร้อมสานต่อภารกิจการเฟ้นหา “ยอดมนุษย์ตัวจิ๋ว” เด็กดีผู้มีความซื่อสัตย์ มีจิตอาสา และเป็นแบบอย่างที่ดีของสังคม

“สหพัฒน์ให้น้อง” ไม่ใช่เพียงโครงการเพื่อสังคม แต่คือพันธกิจระยะยาวของ SPC ที่เชื่อมั่นว่า ‘เด็กดี มีความซื่อสัตย์’ คือรากฐานที่แข็งแกร่งที่สุดของประเทศ ตลอดเส้นทางที่ผ่านมาได้เห็นผลผลิตของต้นกล้าคุณธรรมที่เติบโตขึ้นมากมาย และยังคงมุ่งมั่นสร้างโอกาสให้เยาวชนไทยได้เรียนรู้ผ่านการลงมือปฏิบัติจริง เพื่อปลูกฝังความซื่อสัตย์ ความรับผิดชอบ และจิตสาธารณะ ซึ่งเป็นคุณลักษณะสำคัญของพลเมืองที่มีคุณภาพในอนาคต

สำหรับโครงการ “สหพัฒน์ให้น้อง ปี 10” ยังคงอัดแน่นด้วยกิจกรรมลงพื้นที่สร้างสรรค์ อาทิ การตามหา “ยอดมนุษย์ตัวจิ๋ว” ตัวแทนเด็กดีประพฤติดี มีจิตสาธารณะ การให้ความรู้เรื่องการคัดแยกขยะเพื่อลดโลกร้อน การนำวัสดุเหลือใช้มาประดิษฐ์เป็นของใช้ให้เกิดประโยชน์ ตลอดจนการร้องเพลงประจำโครงการเพื่อซึมซับค่านิยมความซื่อสัตย์ พร้อมสร้างแรงบันดาลใจให้เยาวชนเห็นคุณค่าของการทำความดี และร่วมกันสร้างสังคมแห่งความซื่อสัตย์อย่างยั่งยืน

อีกหนึ่งความตั้งใจของโครงการ คือเพิ่มโอกาสการเข้าถึงเนื้อหารายการอย่างเท่าเทียม ทางรายการยังได้จัดทำระบบ ADCC (Audio Description Closed Caption) สำหรับการออกอากาศย้อนหลัง เพื่อให้ผู้พิการทางสายตาสามารถเข้าถึงเรื่องราวดีๆจากโครงการได้มากยิ่งขึ้น

สามารถติดตามรายการ “สหพัฒน์ให้น้อง ปี 10” ได้ทุกวันเสาร์ เวลา 09:30-10:00 น. ทาง Nation 22 รับชมย้อนหลังทาง YouTube : Sahapat Official ทุกวันเสาร์ เวลา 12:00 น. และติดตามสกู๊ปผ่านโซเชียลมีเดียทุกวันศุกร์ เวลา 18:00 น. ผ่าน Facebook : Sahapat IG : sahapat_official และTikTok : @spc_sahapat

สลช.สำรวจที่ดินในครอบครอง 58 แปลง เตรียมชงบอร์ดบริหารลูกเสือเดินหน้าพัฒนาเต็มสูบ

16 กันยายน 2569 เวลา 06:00 น.

ดร.วรัท พฤกษาทวีกุล รองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ทำหน้าที่เลขาธิการสำนักงานลูกเสือแห่งชาติ (สลช.) เปิดเผยว่า ตามที่คณะกรรมการบริหารลูกเสือแห่งชาติ ได้มอบหมายให้ สลช.ทำการสำรวจข้อมูลที่ดินของ สลช.ทั้งหมดทั่วประเทศ พร้อมทั้งให้ตรวจสอบรายละเอียดเป็นรายแปลงว่ามีการปล่อยเช่าไปหรือไม่ หากปล่อยเช่าสัญญาเช่ายังคงอยู่หรือสิ้นสุดสัญญาไปแล้ว เพื่อที่จะจัดทำให้เป็นระบบที่เป็นปัจจุบัน นั้น ล่าสุด สลช.ได้ทำการสำรวจที่ดินเสร็จเรียบร้อยแล้ว พบที่ดิน สลช.ใน 16 จังหวัด รวมทั้งสิ้น 58 แปลง แต่ละแปลงมีการออกโฉนดเอกสารสิทธิ์การครอบครองไว้อย่างถูกต้อง บางแปลงมีการปล่อยเช่ามานาน และหมดสัญญาเช่าไปแล้ว แต่ยังไม่ได้ต่อสัญญาเช่าฉบับใหม่

“ในการประชุมบอร์ดบริหารลูกเสือแห่งชาติในหลายๆครั้งที่ผ่านมาได้ให้ความสนใจในเรื่องที่ดินของ สลช.ค่อนข้างมาก รวมทั้งให้คำแนะนำที่เป็นประโยชน์ในหลายประเด็น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของการเข้าไปใช้ประโยชน์จากที่ดินที่มีอยู่ โดยเห็นควรต้องมีการสำรวจเพื่อจัดระบบให้เป็นปัจจุบันจะได้รู้ว่าที่ดินที่มีอยู่อยู่ในสถานะใด มีแปลงไหนที่มีการปล่อยเช่าหรือไม่ สัญญาเช่าเป็นอย่างไร ค่าเช่าเหมาะสมในสถานการณ์ ณ ปัจจุบันนี้หรือไม่ เพราะบางแปลงมีการปล่อยเช่ากันมานานหลายสิบปี ค่าเช่าในขณะนั้นก็ถูกมากๆ ดังนั้นก็ควรจะปรับปรุง หรือดำเนินการให้เหมาะสมและเป็นธรรมกับทั้งสองฝ่าย หรือหากที่ดินแปลงไหนสำรวจแล้วพบว่ามีผู้เข้าไปบุกรุกก็ต้องเข้าไปพูดคุยและทำให้ถูกต้อง” เลขาธิการ สลช. กล่าวและว่า

ต้องยอมรับว่าที่ผ่านมา สลช.อาจจะไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญในด้านนี้ จึงไม่ได้เข้าไปดูแลเท่าที่ควรจะเป็น ดังนั้นต่อไปอาจจะต้องมีผู้เชี่ยวชาญที่มีความรู้ความสามารถเข้ามาช่วยเหลือ สลช.เพื่อดูแลเรื่องนี้เป็นการเฉพาะ รวมไปถึงต้องมีการทบทวนในเรื่องของระเบียบที่เกี่ยวกับการจัดเก็บรายได้ใหม่เพื่อให้เหมาะสมและเป็นธรรมกับสถานการณ์ในปัจจุบันด้วย อย่างไรก็ตามหลังจากที่ สลช.ได้จัดทำข้อมูลต่างๆ เกี่ยวกับที่ดินที่ สลช.ถือครองกรรมสิทธิ์เป็นที่เรียบร้อยแล้ว หลังจากนี้ สลช.จะนำเสนอข้อมูลทั้งหมดให้บอร์ดบริหารลูกเสือแห่งชาติได้พิจารณาเพื่อวางแผนในการพัฒนาต่อไป

มมส เปิดโลกกิจกรรม’69 เสริมทักษะการเรียนรู้ ปั้นผู้นำสู่โลกอนาคต

16 กันยายน 2569 เวลา 06:00 น.

มหาวิทยาลัยมหาสารคาม (มมส) จัดโครงการ “เปิดโลกกิจกรรม” ประจำปีการศึกษา 2569 ภายใต้แนวคิด “เปิดโลกกิจกรรมเสริมทักษะการเรียนรู้ ปั้นผู้นำสู่โลกอนาคต” ณ อาคารพลศึกษา มหาวิทยาลัยมหาสารคาม โดยมี รองศาสตราจารย์ ดร.นิตยา วรรณกิตร์ รองอธิการบดีฝ่ายพัฒนานิสิตและภาพลักษณ์องค์กร เป็นประธานในพิธีเปิดงาน

การจัดโครงการในครั้งนี้เกิดจากความร่วมมือระหว่างองค์การนิสิต สภานิสิต สโมสรนิสิต 17 คณะ 2 วิทยาลัย ตลอดจนชมรมและกลุ่มนิสิตต่างๆ โดยมี นายธราวุธ จิตจักร นายกองค์การนิสิต ในฐานะประธานคณะกรรมการจัดงานฯ นำองค์กรนิสิตร่วมนำเสนอผลงาน ศักยภาพ และพันธกิจของตนเอง เพื่อส่งเสริมให้นิสิตได้ทำความรู้จักและสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างองค์กรนิสิตภายในมหาวิทยาลัย พร้อมทั้งเปิดรับสมัครสมาชิกใหม่เข้าสังกัดกิจกรรมต่างๆ

สำหรับกิจกรรมภายในงานประกอบด้วย การจัดนิทรรศการแสดงผลงาน การเปิดรับสมัครสมาชิก และการจำหน่ายสินค้าของที่ระลึกเพื่อจัดหารายได้เข้าสู่องค์กร โดยมีชมรมและกลุ่มนิสิตเข้าร่วมกว่า 50 องค์กร ในโอกาสนี้ รองศาสตราจารย์ ดร.นิตยา วรรณกิตร์ พร้อมด้วยคณะผู้บริหารและบุคลากร ได้ร่วมเยี่ยมชมบูธกิจกรรมเพื่อมอบกำลังใจแก่นิสิตผู้จัดงานอย่างใกล้ชิด

บรรยากาศภายในงานยังเต็มไปด้วยความคึกคักและสร้างสรรค์ จากการแสดงความสามารถของนิสิตในหลากหลายรูปแบบ อาทิ การแสดงจากชมรมดนตรีและวัฒนธรรมไทย – จีน แห่งอุษาคเนย์, การแสดงจากชมรมลีลาศ, การแสดง Cover Dance โดยวง G – RUKE, การแสดงดนตรีโฟล์คซอง, การแสดงดนตรีจากวง COPAG BAND วิทยาลัยการเมืองการปกครอง และการแสดงดนตรีสากลจากวงนารีรำพึง ซึ่งร่วมสร้างสีสันและความสนุกสนานให้แก่ผู้เข้าร่วมงาน

CITIZEN เปิดตัว ‘Autumn Light’ ถ่ายทอดความงดงามของแสงฤดูใบไม้ร่วง ผ่านเรือนเวลารุ่นพิเศษ

16 กันยายน 2569 เวลา 13:49 น.

ซิติเซน (CITIZEN) แบรนด์นาฬิกาสัญชาติญี่ปุ่นที่ก่อตั้งขึ้นในปี ค.ศ. 1918 และเป็นหนึ่งในผู้ผลิตนาฬิกาที่ดูแลกระบวนการผลิตอย่างครบวงจร ตั้งแต่การพัฒนาชิ้นส่วนไปจนถึงการประกอบนาฬิกา พร้อมส่งมอบเรือนเวลาที่ผสานเทคโนโลยี ความเที่ยงตรง และงานออกแบบให้แก่ผู้สวมใส่ในกว่า 140 ประเทศทั่วโลก

ในปี 2569 CITIZEN ประเทศไทย สานต่อแนวคิดการสร้างสรรค์เรือนเวลาที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ด้วยการเปิดตัว CITIZEN Thailand Limited Edition 2026 – “Autumn Light” นาฬิการุ่นพิเศษที่ออกแบบและผลิตขึ้นสำหรับประเทศไทยโดยเฉพาะ จำนวนจำกัดเพียง 300 เรือน ภายในงานเปิดตัว ณ ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์

“Autumn Light” ถ่ายทอดแรงบันดาลใจจากแสงอันอบอุ่นในช่วงฤดูใบไม้ร่วง ซึ่งสะท้อนลงบนธรรมชาติและสร้างมิติของสีสันที่เปลี่ยนแปลงไปตามช่วงเวลา แนวคิดดังกล่าวถูกนำมาตีความผ่านหน้าปัดไล่เฉดสีน้ำตาลที่ให้ความรู้สึกลุ่มลึกและอบอุ่น ตัดกับตัวเรือนโทนโรสโกลด์และสายหนังสีน้ำตาลเข้ม ช่วยเสริมภาพลักษณ์ที่เรียบหรูและสามารถสวมใส่ได้ในหลากหลายโอกาส

อีกหนึ่งรายละเอียดสำคัญคือหน้าปัดแบบ Open Heart ที่เปิดให้เห็นการเคลื่อนไหวของกลไกภายใน สะท้อนเสน่ห์ของนาฬิกาจักรกลและแนวคิดเรื่องเวลาที่เคลื่อนไปอย่างต่อเนื่อง ด้านหลังตัวเรือนสลักข้อความ “LIMITED EDITION” พร้อมหมายเลขประจำเรือนจากจำนวนการผลิตทั้งหมด 300 เรือน เพื่อยืนยันความพิเศษของนาฬิกาแต่ละเรือน

งานเปิดตัวครั้งนี้ได้รับเกียรติจากคณะผู้บริหาร นำโดย นายคีฟ แวง ลอเรนซ์ โคช ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (Chief Executive Officer), นายนนทัช กาญจนาศักดิ์ชัย รองผู้จัดการทั่วไป (Deputy General Manager) และ Mr. Tomohiro Kinemuchi, General Manager, CITIZEN Hong Kong ร่วมเผยโฉมเรือนเวลารุ่นพิเศษแห่งปี ณ ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์

ภายในงาน Mr. Tomohiro Kinemuchi, General Manager, CITIZEN Hong Kong กล่าวถึงความสำคัญของประเทศไทยในฐานะหนึ่งในตลาดหลักของ CITIZEN พร้อมขอบคุณการสนับสนุนจากลูกค้าชาวไทยที่ทำให้โครงการ Thailand Limited Edition ในปีที่ผ่านมาอย่าง “The Jum” ภายใต้แนวคิด CITIZEN x THE JUM “Cosmic Fire”  ประสบความสำเร็จอย่างงดงาม และกลายเป็นแรงบันดาลใจให้ CITIZEN ก้าวต่อไปสู่การถ่ายทอดมิติใหม่ของแสงผ่าน “Autumn Light” จากพลังอันเจิดจ้าของ Cosmic Fire สู่ความอบอุ่นและลุ่มลึกของแสงสุดท้ายในฤดูใบไม้ร่วง แนวคิดนี้ได้รับการถ่ายทอดตั้งแต่กล่องนาฬิกาที่จำลองบรรยากาศของแสงสีทองลอดผ่านผืนป่ายามใกล้ค่ำ ไปจนถึงหน้าปัดซันเบิร์สต์สีน้ำตาลหลากเฉด และช่องเปิดแบบ Open Heart ที่เผยให้เห็นจังหวะการทำงานอย่างต่อเนื่องของกลไกจักรกลภายใน โดย Mr. Kinemuchi เน้นย้ำว่าเรือนเวลารุ่นนี้ไม่ได้มีไว้เพียงเพื่อบอกเวลา แต่ยังสะท้อนถึงการเห็นคุณค่าของทุกช่วงเวลา พร้อมส่งต่อความอบอุ่นและพลังจากภายในไปกับผู้สวมใส่ในทุกวัน

บรรยากาศภายในงานได้รับการถ่ายทอดผ่านโทนสีและองค์ประกอบที่สะท้อนความอบอุ่นของฤดูใบไม้ร่วง โดยมีไฮไลต์สำคัญคือการปรากฏตัวของนักแสดงหนุ่ม ก๊อต–จิรายุ ตันตระกูล ในฐานะแขกรับเชิญคนพิเศษ ผู้สะท้อนภาพลักษณ์ที่สง่างามและมีสไตล์ร่วมสมัย สอดคล้องกับนิยามของ “Autumn Light” ที่นำความคลาสสิกและความร่วมสมัยมาบรรจบกันอย่างลงตัว

ภายในงาน ก๊อต–จิรายุ ได้ร่วมพูดคุยเกี่ยวกับแรงบันดาลใจเบื้องหลัง “Autumn Light” พร้อมถ่ายทอดมุมมองเกี่ยวกับคุณค่าของเวลา และการเลือกเรือนเวลาให้สะท้อนบุคลิก รสนิยม และช่วงเวลาสำคัญของผู้สวมใส่

นอกจากนี้ ยังได้รับเกียรติจากเหล่าเซเลบริตี้จากหลากหลายวงการ ได้แก่ บาส–อัศวภัทร์ ผลพิบูลย์, กั้ง–กรณ์ ศิริสรณ์, มิก–มณฑล วิเศษสินธุ์ และปอม–กมลภพ แก้วเดียว มาร่วมสัมผัสเรือนเวลารุ่นพิเศษและแบ่งปันมุมมองด้านสไตล์ภายในงานนอกจากการเปิดตัว Thailand Limited Edition 2026 แล้ว CITIZEN ยังนำเสนอนาฬิกาจากคอลเลกชันสำคัญ ได้แก่ Series 8, ATTESA, Zenshin, TSUYOSA และ Eco-Drive 50th Anniversary PHOTON เพื่อให้แขกผู้ร่วมงานได้สัมผัสความหลากหลายของงานออกแบบ เทคโนโลยี และนวัตกรรมการผลิตนาฬิกาของ CITIZEN อย่างใกล้ชิด

ผู้สนใจสามารถสัมผัส CITIZEN Thailand Limited Edition 2026 – Autumn Light และคอลเลกชันพิเศษได้ภายในพื้นที่จัดแสดง CITIZEN ณ ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ ตั้งแต่วันที่ 14–27 กันยายน 2569 พร้อมรับข้อเสนอพิเศษเฉพาะภายในงานนาฬิการุ่นพิเศษ “Autumn Light” วางจำหน่ายในราคา 14,900 บาท จำนวนจำกัดเพียง 300 เรือนทั่วประเทศไทย ตั้งแต่วันที่ 14 กันยายน 2569 เป็นต้นไป ณ เคาน์เตอร์ CITIZEN ในห้างสรรพสินค้า Central, The Mall, Robinson, Siam Takashimaya, Siam Paragon และ Emporium

LIFE & HEALTH : แนวทางการใช้ “เอไอ” เพิ่มประสิทธิภาพการทำงานภาครัฐ

16 กันยายน 2569 เวลา 06:15 น.

ในขณะที่ภาคเอกชนมีการปรับเปลี่ยนโครงสร้างโดยการนำปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence) หรือ เอไอ (AI) มาปรับโครงสร้างและกระบวนการผลิตเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน ลดต้นทุน และ เพิ่มรายได้ เช่นเดียวกับภาครัฐ ที่ต้องมีการปรับโครงสร้างและกระบวนการทำงาน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพงานบริการให้กับประชาชน  รวมไปถึงทำให้การใช้จ่ายงบประมาณภาครัฐเกิดความคุ้มค่าสูงสุด ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงและความผันผวนของเศรษฐกิจในปัจจุบัน

ข้อมูลจาก ผศ.ดร. รุ่งโรจน์ โชคงามวงศ์​ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายงานเทคโนโลยีสารสนเทศ บริษัท เรียล สมาร์ท จำกัด (มหาชน) ระบุว่า ปัจจุบันรัฐบาลของหลายประเทศได้มีการนำ “เอไอ” เข้ามาใช้ในการปรับโครงสร้างการทำงาน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการให้บริการกับประชาชน อาทิ

  • ประเทศเอสโตเนีย ซึ่งประสบความสำเร็จจากระบบ X-Road ในการเชื่อมโยงระบบฐานข้อมูลของหน่วยงานภาครัฐและเอกชนทั้งหมดเข้าด้วยกัน รัฐบาลได้เปิดตัวโครงการ ai ซึ่งเป็นการต่อยอดจากโครงสร้าง X-Road เดิมที่มีอยู่แล้ว โดยมีเป้าหมายเพื่อบูรณาการ “เอไอ” เข้ากับทุกภาคส่วนอย่างเป็นระบบ ซึ่งวัตถุประสงค์คือ การเปลี่ยนงานบริการภาครัฐที่เป็นไปตามกิจวัตรให้เป็นระบบอัตโนมัติ และเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานขึ้นเป็นสองเท่า ซึ่งจะช่วยยกระดับทั้งการตัดสินใจของภาคภาครัฐและการเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะยาวได้อย่างก้าวกระโดด
  • ประเทศไอร์แลนด์ พัฒนาแพลตฟอร์ม MyWelfare ซึ่งเป็นศูนย์รวมบริการสวัสดิการสังคมออนไลน์ โดยนำเทคโนโลยี AI และระบบอัตโนมัติมาใช้พิจารณาอนุมัติสิทธิประโยชน์ต่างๆ เช่น การจ่ายเงินกรณีเจ็บป่วย (Illness Benefit) มากกว่า 83% และเงินช่วยเหลือการรักษาพยาบาล 98% ได้รับการอนุมัติแบบอัตโนมัติ ช่วยลดระยะเวลาดำเนินการได้อย่างมาก และที่สำคัญสามารถให้ผู้ใช้สามารถเข้าถึงสิทธิประโยชน์ต่างๆ ทั้ง เงินอุดหนุนบุตร เงินชดเชยการว่างงาน และ การรักษาพยาบาล ได้ทุกที่ทุกเวลาตลอด 24 ชั่วโมง
  • ประเทศอังกฤษ กำลังพัฒนาระบบการสนทนาแบบรวมศูนย์ ประเทศฝรั่งเศส พัฒนา Albert AI เป็นระบบ Generative AI ระดับประเทศที่ออกแบบมาเพื่อให้เป็นเครื่องมือช่วยเหลือเจ้าหน้าที่รัฐในการให้บริการประชาชน
  • ประเทศนอร์เวย์ พัฒนา Frida AI เป็น AI Chatbot ของรัฐบาลนอร์เวย์ ที่พัฒนาขึ้นมาเพื่อให้ทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยเสมือนจริงในการให้บริการประชาชน โดยใช้เทคโนโลยีการประมวลผลภาษาธรรมชาติ
  • ประเทศฟินแลนด์ พัฒนา AuroraAI เป็นโครงการปัญญาประดิษฐ์ระดับชาติของ ประเทศฟินแลนด์ ที่มุ่งเน้นการใช้เอไอ เพื่อยกระดับบริการภาครัฐแบบองค์รวม เป็นต้น

ในขณะที่ประเทศไทยกำลังบูรณาการโครงสร้างพื้นฐานทางดิจิทัลผ่าน ระบบคลาวด์กลางภาครัฐ (Government Data Center and Cloud Service: GDCC) หรือ National Cloud ซึ่งเป็นแกนกลางในการรวมศูนย์ระบบคลาวด์ของหน่วยงานรัฐให้อยู่ในระบบนิเวศเดียวกัน โดยมีกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมเป็นผู้บริหารจัดการหลัก ทั้งนี้ การพัฒนาดังกล่าวยึดหลัก อธิปไตยข้อมูล (Data Sovereignty) อย่างเข้มงวด โดยข้อมูลความมั่นคงและข้อมูลชั้นความลับสูงต้องจัดเก็บภายในประเทศภายใต้กฎหมายไทยเท่านั้น

นอกจากนี้ ระบบ GDCC ยังทำหน้าที่เป็นรากฐานสำคัญในการเตรียมความพร้อมด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI Ready) ของภาครัฐ โดยการรวมศูนย์ข้อมูลและจัดมาตรฐานความปลอดภัยนี้ ทำให้ในอนาคตหน่วยงานต่างๆ สามารถนำ “โมเดลเอไอ” มาประยุกต์ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) เพื่อยกระดับการตัดสินใจ นำระบบอัตโนมัติมาเพิ่มประสิทธิภาพการบริการประชาชน และขับเคลื่อนนวัตกรรมดิจิทัลของประเทศได้อย่างปลอดภัยและไร้รอยต่อ

จากผลการศึกษาของการนำเอไอ มาใช้ในการเพิ่มประสิทธิภาพงานบริการให้กับประชาชนของแต่ละประเทศ สะท้อนให้เห็นว่า เอไอ เป็นเครื่องมือที่ทำให้ภาครัฐทำงานบริการประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ข้าราชการสามารถที่จะนำเวลาไปพัฒนาศักยภาพตัวเองในการทำงานด้านการกำกับดูแล การวิเคราะห์ และการพัฒนางานบริการให้ดียิ่งขึ้น

“เอไอ” ไม่ใช่แค่บริการเสริม แต่เป็นโครงสร้างพื้นฐานใหม่ของภาครัฐ

เอไอ ในปัจจุบันที่รัฐบาลหลายประเทศนำมาใช้ ไม่ใช่เป็นแค่บริการ หรือ ฟีเจอร์เสริม แต่ เป็นโครงสร้างพื้นฐานใหม่ที่ภาครัฐต้องมี โดยมี เอไอ เป็นผู้ช่วยมืออาชีพที่เข้ามาแก้ปัญหาของระบบเก่าโดยทำหน้าที่รวบรวมข้อมูลที่กระจัดกระจายมาสร้างเป็นฐานข้อมูลกลาง รวมทั้งสร้างระบบยืนยันตัวตนดิจิทัล และ ระบบการกำกับดูแลที่ชัดเจน สร้างเป็นโครงสร้างพื้นฐานใหม่ให้กับภาครัฐ ในขณะเดียวกันข้าราชการ ก็จะปรับเปลี่ยนหน้าที่แทนที่จะต้องไปทำงานประจำแบบซ้ำๆ ทุกวัน ก็จะเปลี่ยนไปสู่การเป็นผู้ออกแบบ ผู้กำกับดูแล ไปจนถึงพัฒนา วิเคราะห์ เพื่อสร้างงานใหม่ๆ ในการให้บริการกับประชาชน

เอไอ ไม่ใช่แค่เทคโนโลยีทางเลือก แต่เป็นสิ่งที่รัฐบาลต้องนำมาใช้ โดยแกนหลักของการพัฒนาเอไอ ภาครัฐ ประกอบด้วย การสร้างรัฐบาลอัจฉริยะ(Smart Governance) โดยการนำ เอไอมาใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล สร้างโครงข่ายในการทำงานที่เชื่อมโยงของแต่ละหน่วยงาน ไปจนถึง การปฏิวัติกระบวนการทำงาน (Operational Efficiency) ให้มีความเชื่อมโยง ในแบบ One-Stop Service เพื่อสร้างการให้บริการประชาชนแบบ 24/7 (Hyper-Personalized Services) รวมทั้งสร้างระบบที่มีการตรวจสอบและปราบปรามทุจริต (Fraud Detection) ซึ่ง พัฒนาการของเอไอ ในปัจจุบันสามารถสร้าง เอไอ ภาครัฐ ที่เพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานของภาครัฐในการให้บริการประชาชน

อย่างไรก็ตาม การนำเอไอมาใช้งาน ไม่ใช่การลดบทบาทของมนุษย์ แต่ เป็นการสร้างภาครัฐที่สามารถส่งมอบบริการได้ “เร็วขึ้น” “ถูกต้องขึ้น” และเข้าถึงประชาชนได้ “ตลอดเวลา” และ ที่สำคัญที่สุดคือ การทำให้มนุษย์ทำงานบริการประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น และ มีเวลาในการพัฒนาบริการได้ดีขึ้น เพราะ สุดท้ายแล้ว เราไม่สามารถที่จะปล่อยให้เอไอ ทำงานทุกอย่างเพียงลำพัง เพราะสุดท้ายของกระบวนการทำงานยังคงต้องให้มนุษย์ เป็นการตรวจสอบ วิเคราะห์ข้อมูล ไปจนถึงตัดสินใจ เพราะเราไม่สามารถที่จะปล่อยให้เอไอ ตัดสินใจได้ทั้งหมด เอไอ จึงเป็นเครื่องมือในการปฏิวัติกระบวนการทำงาน แต่ไม่ได้มีหน้าที่ตัดสินใจแทนมนุษย์

เตรียมองค์กรให้พร้อมรับโลก AI & Quantum กับ Digital Jumpstart (DJS) รุ่นที่ 4

เชิญผู้บริหารรุ่นใหม่และผู้สนใจจากทั้งภาครัฐและภาคเอกชน สมัครเข้าร่วม หลักสูตร Digital Jumpstart (DJS) รุ่นที่ 4 หลักสูตรที่ได้รับการออกแบบเพื่อเสริมสร้างองค์ความรู้ด้าน Digital Transformation พร้อมเปิดมุมมองการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลขั้นสูง ทั้ง AI, Quantum Technology, Big Data, Automation, Cyber Security และนวัตกรรมดิจิทัลต่างๆ เพื่อยกระดับศักยภาพผู้นำและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันขององค์กรในยุคเศรษฐกิจดิจิทัล

ผู้เข้าอบรมจะได้เรียนรู้จากวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิและผู้เชี่ยวชาญจากองค์กรชั้นนำของประเทศกว่า 40 ท่าน พร้อมแลกเปลี่ยนประสบการณ์กับผู้บริหารจากหลากหลายสาขา สร้างเครือข่ายความร่วมมือ และการศึกษาดูงานจากองค์การชั้นนำทั้งในประเทศกว่า 10 แห่ง และในนครเฉิงตูและและนครฉงชิ่ง เพื่อต่อยอดองค์ความรู้สู่การนำไปใช้จริงในการบริหารองค์กรท่ามกลางบริบทของโลกธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว หลักสูตรจะเปิดอบรมวันที่ 29 ตุลาคม สอบถามได้ที่ โทร. 083-116-6581 หรือ https://www.depa.or.th/th/article-view/IN-02537-2569  หลักสูตร Digital Jumpstart รุ่นที่ 4 ไม่เพียงมอบองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยี แต่ยังช่วยสร้างวิสัยทัศน์และเครือข่ายสำหรับผู้นำยุคใหม่ เพื่อให้สามารถขับเคลื่อนองค์กรและสร้างการเปลี่ยนแปลงได้อย่างมั่นใจในโลกแห่ง AI และ Quantum

ผ.ศ. (พิเศษ) ดร. อภิสิทธิ์  ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

คุณแหน : 16 กันยายน 2569

16 กันยายน 2569 เวลา 02:00 น.

ll สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา จะเสด็จไปทรงร่วมแข่งขันกีฬาขี่ม้า ในพระสถานะตัวแทนทีมประเทศไทย ในกีฬาเอเชียนเกมส์ ครั้งที่ 20 วันที่ 19 กันยายน ถึง 4 ตุลาคม 2569 ณ เมืองนาโกยา จังหวัดไอจิ ประเทศญี่ปุ่น สำหรับม้าส่วนพระองค์ที่จะทรงใช้ในการแข่งขันชื่อ Boulevard  

ll เจ้าฟ้าหญิงโซเฟีย พระราชธิดาพระองค์เล็กในสมเด็จพระราชาธิบดีเฟลิเป ที่ 6 และสมเด็จพระราชินีเลติเซีย แห่งสเปน จะทรงใช้วิถีชีวิตแบบธรรมดาสามัญชนในพระราชสถานะนักศึกษาชั้นปีที่ 2 สาขารัฐศาสตร์และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ในกรุงปารีส หลังจากทรงสำเร็จการศึกษาชั้นปีที่ 1 จาก Forward College ในเครือ University of London โดยสถาบันการศึกษานี้มีวิทยาเขตทั้งหมดสามแห่งคือกรุงลิสบอน โปร์ตุเกส กรุงปารีส ฝรั่งเศส และกรุงเบอร์ลิน เยอรมนี

ll อายุเป็นเพียงตัวเลขเท่านั้น เพราะอายุ 100 ปี สำหรับจรรย์สมร วัธนเวคิน นักธุรกิจหญิงแถวหน้าของไทย ไม่ได้บ่งบอกเลยว่าเป็นคนสูงอายุ เพราะปัจจุบันยังคงเดินเหิน ออกกำลังกาย กินอาหาร ฟังเพลง ดูการแสดง ท่องเที่ยว และยังช่วยเหลือสังคมได้ตามปกติ เคล็ดไม่ลับของการมีอายุมากแต่ยังสุขภาพดีคือทำให้ใจเบิกบาน ออกกำลังกายให้เหมาะสม และยิ้มแย้มแจ่มใสทุกวัน และทำตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด

ll มีหลายคนสงสัยว่าฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ยังเป็นโสดหรือมีครอบครัวแล้ว ตอบได้ชัดเจนว่าแต่งงานนานแล้ว แต่ยังใช้คำนำหน้าว่านางสาว และยังมีชีวิตครอบครัวปกติสุขสวีทหวานชื่นดีเยี่ยมทุกประการ สามีชื่อเชาวลิต เพชร์สินธพชัย ที่หลายคนบอกตรงกันว่ารูปหล่อประมาณดาราจีนเลยทีเดียว และมีลูกสาวหนึ่งคน 

ll แพร วทานิกา ปัทมสิงห์ ณ อยุธยา กลับมาโดดเด่นอีกครั้งหลังจากซึมเศร้าเพราะสูญเสียคุณย่า จันทนา ปัทมสิงห์ ณ อยุธยา เมื่อประมาณ 2 ปีมาแล้ว มาวันนี้แพรเน้นการออกกำลังกายเพื่อให้ร่างกายแข็งแรง และรูปร่างดีกว่าเดิม ส่วนคุณยาย ม.ล. เทพิน เทวกุล อดีตนางแบบกิตติมศักดิ์ ก็ยังแข็งแรง กระฉับกระเฉงมาก ยามว่างก็ออกกำลังกายและเต้นรำให้สุขอุรา

Victor Lee