ศธ.ปฏิรูปหลักสูตร ‘STEM-AI’ ดัน Credit Bank เรียนแล้วมีงาน มีเงิน มีวุฒิฯ

ศธ.ปฏิรูปหลักสูตร ‘STEM-AI’ ดัน Credit Bank เรียนแล้วมีงาน มีเงิน มีวุฒิฯ

ศธ.ปฏิรูปหลักสูตร ‘STEM-AI’ ดัน Credit Bank เรียนแล้วมีงาน มีเงิน มีวุฒิฯ

วันพฤหัสบดี ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ พร้อมด้วยผู้บริหารกระทรวงศึกษาธิการ ประชุมหารือแลกเปลี่ยนความคิดเห็นด้านการศึกษา กับคณะกรรมาธิการการศึกษา การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วินัย และนวัตกรรม วุฒิสภา นำโดย นายกมล รอดคล้าย ประธานกรรมาธิการฯ และคณะ รวม 20 คน ณ ห้องประชุมราชวัลลภ กระทรวงศึกษาธิการ

นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รมว.ศธ. กล่าวว่า ทุกความคิดเห็นถือว่ามีประโยชน์ต่อการพัฒนาการศึกษา โดยเฉพาะเรื่องหลักสูตร เริ่มตั้งแต่การศึกษาขั้นพื้นฐาน ที่จะต้องพัฒนาหลักสูตรที่สอดคล้องกับศักยภาพของประเทศ โดยเฉพาะสาขา STEM ซึ่งกำลังเป็นความต้องการของประเทศ ก่อนที่จะเชื่อมโยงไปยังอาชีวศึกษา และการอุดมศึกษาอย่างไร้รอยต่อ ผ่านระบบเทียบโอนผลการเรียนหลักสูตร Pre-degree และโมเดล “Learn to Earn” ที่ช่วยให้นักเรียนค้นพบความถนัดตั้งแต่ระดับมัธยมศึกษา เรียนจบแล้วมีงานรองรับทันที ทั้งหมดนี้เพื่อเตรียมความพร้อมกำลังคนสู่ตลาดแรงงาน รวมไปถึงการขับเคลื่อนโครงการ ANYWHERE ANYTIME และการจัดการศึกษาเอกชน ที่ได้มีการปรับหลักเกณฑ์การสอบบรรจุแต่งตั้งข้าราชการครูในช่วงปิดภาคเรียน เพื่อลดผลกระทบครูออกกลางปีการศึกษา และโรงเรียนเอกชนสามารถจัดหาครูมาทดแทนได้

“เรื่องลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาและหลักสูตรการศึกษา ต้องปรับเปลี่ยนให้เท่าทันโลก โดยเฉพาะด้าน STEM และ AI ที่จะต้องเร่งดึงผู้เรียนสายวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเข้าสู่อุดมศึกษา พร้อมเชื่อมโยงระบบอินเทอร์เน็ตระหว่างส่วนกลางกับหน่วยงานในสังกัดทั้งหมด เพื่อลดความเหลื่อมล้ำด้านเทคโนโลยีและยกระดับการเรียนรู้แบบ Anywhere Anytime นอกจากนี้ ยังมีเรื่องของการยกระดับสวัสดิการครู การแก้ปัญหาครูเอกชนลาออกกลางคัน และพิจารณามาตรการลดภาษีที่ดินสำหรับโรงเรียนเอกชนนอกระบบ รวมทั้งจัดสรรบุคลากรสายสนับสนุนแก่สำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้จังหวัด และส่งเสริมความก้าวหน้าครูในศูนย์การเรียนรู้ชุมชนชาวไทยภูเขา อย่างไรก็ตาม เรื่องของระบบธนาคารหน่วยกิตก็เป็นเรื่องสำคัญที่จะต้องบูรณาการหน่วยกิตข้ามระบบระหว่างการศึกษากับการจ้างงาน เพื่อให้ประชาชนนำผลการเรียนไปใช้ได้จริงในชีวิต” รมว.ศธ. กล่าว

รมว.ศธ. กล่าวด้วยว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างการเตรียมผลักดันให้เกิด “Human Capital Super Board” เพื่อเป็นกลไกในการพัฒนาทุนมนุษย์ เป็นการออกแบบโครงสร้างทั้งระบบการศึกษา ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ทั้งหลักสูตร วิธีสอน ครูและบุคลากร ระบบวัดผลและประเมินผล เทคโนโลยีและสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ ให้เป็นคนคุณภาพ ที่ตอบโจทย์โลกอนาคต

อบต.บางสวรรค์ สร้างสุขผู้สูงวัย ขับเคลื่อน ‘โรงเรียนผู้สูงอายุ’ เติมรอยยิ้ม – พลังใจให้ผู้สูงวัยอย่างยั่งยืน

อบต.บางสวรรค์ สร้างสุขผู้สูงวัย ขับเคลื่อน ‘โรงเรียนผู้สูงอายุ’ เติมรอยยิ้ม - พลังใจให้ผู้สูงวัยอย่างยั่งยืน

อบต.บางสวรรค์ สร้างสุขผู้สูงวัย ขับเคลื่อน ‘โรงเรียนผู้สูงอายุ’ เติมรอยยิ้ม – พลังใจให้ผู้สูงวัยอย่างยั่งยืน

วันพฤหัสบดี ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

นายนัตธพร อุไรโรจน์ นายกองค์การบริหารส่วนตำบลบางสวรรค์ เป็นประธานเปิดงาน “โรงเรียนผู้สูงอายุ” รุ่นที่ 2 รายวิชาสัปดาห์ที่ 5 เรื่องสิทธิและสวัสดิการที่เกี่ยวข้องกับผู้สูงอายุ และการปรับสภาพแวดล้อมที่อยู่อาศัยสำหรับผู้สูงอายุ เดินหน้ายกระดับคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุในชุมชน ผ่านการดำเนินงานโครงการ “โรงเรียนผู้สูงอายุตำบลบางสวรรค์” มุ่งเน้นการสร้างพื้นที่แห่งการเรียนรู้ พลังใจ และมิตรภาพ เพื่อให้ผู้สูงวัยสามารถใช้ชีวิตในสังคมได้อย่างมีคุณค่าและมีความสุข

โดยผู้สูงอายุที่เข้าร่วมโครงการได้มีโอกาสพูดคุย แลกเปลี่ยนประสบการณ์ ตลอดจนร่วมทำกิจกรรมกลุ่มและแสดงออกอย่างสร้างสรรค์ ซึ่งภาพความสุขที่เกิดขึ้นสะท้อนถึงความสำเร็จในการดูแลเอาใจใส่ประชากรผู้สูงอายุอย่างเป็นรูปธรรม สะท้อนให้เห็นว่าผู้สูงวัยยังคงมีศักยภาพ มีคุณค่า และพร้อมที่จะมีส่วนร่วมในสังคมเมื่อได้รับโอกาสและการสนับสนุนที่เหมาะสม

นายนัตธพร กล่าวว่า ความสำเร็จในการขับเคลื่อนกิจกรรมครั้งนี้ เกิดจากความร่วมมือของทุกภาคส่วนในชุมชน ภายใต้การนำขององค์การบริหารส่วนตำบลบางสวรรค์ ที่เล็งเห็นถึงความสำคัญของการพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุแบบองค์รวม ทั้งในด้านร่างกาย จิตใจ และสังคม

ทั้งนี้ “โรงเรียนผู้สูงอายุตำบลบางสวรรค์” จะไม่ได้เป็นเพียงแค่สถานที่จัดกิจกรรมชั่วคราว แต่จะทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางแห่งความสุข และเป็นพลังสำคัญของชุมชนในการร่วมกันดูแลผู้สูงวัยให้อยู่ดีมีสุขอย่างอบอุ่นและยั่งยืนต่อไป

สดร.ชวนชม ‘Micro Full Moon’ คืนวิสาขบูชา ดวงจันทร์เต็มดวงไกลโลกที่สุดในรอบปี

สดร.ชวนชม ‘Micro Full Moon’ คืนวิสาขบูชา ดวงจันทร์เต็มดวงไกลโลกที่สุดในรอบปี

สดร.ชวนชม ‘Micro Full Moon’ คืนวิสาขบูชา ดวงจันทร์เต็มดวงไกลโลกที่สุดในรอบปี

วันพฤหัสบดี ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) (สดร.) หรือ NARIT เปิดเผยว่า ในวันที่ 31 พฤษภาคม 2569 นี้ ซึ่งตรงกับวันวิสาขบูชา จะเกิดปรากฏการณ์ไมโครฟูลมูน (Micro Full Moon) หรือ ดวงจันทร์เต็มดวงไกลโลกที่สุดในรอบปีเวลาประมาณ 15:00 น. ที่ระยะห่างจากโลกประมาณ 406,127 กิโลเมตร และยังเป็นดวงจันทร์เต็มดวงครั้งที่ 2 ของเดือน หรือ บลูมูน (Blue Moon) ทางดาราศาสตร์เรียกสองปรากฏการณ์นี้รวมกันว่า “ไมโครบลูมูน” (Micro Blue Moon) ซึ่งเกิดขึ้นครั้งล่าสุดเมื่อประมาณ 6 ปีที่แล้ว ในวันที่ 31 ตุลาคม พ.ศ.2563 ในคืนดังกล่าว ดวงจันทร์เต็มดวงจะมีขนาดปรากฏเล็กกว่าปกติเล็กน้อย 

ดวงจันทร์โคจรรอบโลกเป็นวงรี 1 รอบ ใช้เวลาประมาณ 27.3 วัน ในหนึ่งเดือนจึงมีทั้งวันที่ดวงจันทร์ใกล้โลกและไกลโลก ตำแหน่งที่ดวงจันทร์ใกล้โลกที่สุด เรียกว่า เปริจี (Perigee) มีระยะห่างเฉลี่ยประมาณ 357,000 กิโลเมตร และตำแหน่งที่ดวงจันทร์ไกลโลกที่สุด เรียกว่า อะโปจี (Apogee) มีระยะห่างเฉลี่ยประมาณ 406,000 กิโลเมตร และหากตรงกับช่วงที่ดวงจันทร์เต็มดวง จะเรียกปรากฏการณ์ที่ดวงจันทร์เต็มดวงโคจรอยู่ในตำแหน่งใกล้โลก และไกลโลกที่สุดในรอบปีว่า “ซูเปอร์ฟูลมูน” (Super Full Moon) และ “ไมโครฟูลมูน” (Micro Full Moon)

สำหรับ “บลูมูน” (Blue Moon) เป็นชื่อเรียกปรากฏการณ์ดวงจันทร์เต็มดวงครั้งที่ 2 ของเดือน ซึ่งจะเกิดขึ้นไม่บ่อยนัก และดวงจันทร์ไม่ได้เปลี่ยนเป็นสีน้ำเงินแต่อย่างใด การเกิดดวงจันทร์เต็มดวง 2 ครั้งในเดือนเดียวกัน เฉลี่ยประมาณทุกๆ 2.7 ปี เนื่องจากคาบการเปลี่ยนแปลงเฟสของดวงจันทร์ใช้เวลาประมาณ 29.5 วัน ดังนั้นในบางเดือนที่มี 31 วัน จึงสามารถเห็นดวงจันทร์เต็มดวงได้ถึง 2 ครั้ง ทางดาราศาสตร์จึงใช้คำว่า “บลูมูน” มีที่มาจากสำนวนภาษาอังกฤษ “Once in a blue moon” นำมาใช้เรียกปรากฏการณ์ดังกล่าว เปรียบเปรยถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้ยากหรือนานๆ จะเกิดขึ้น 

สำหรับปรากฏการณ์ดวงจันทร์เต็มดวงใกล้-ไกลโลกที่สุดในรอบปี และเป็นดวงจันทร์เต็มดวงครั้งที่ 2 ของเดือน ครั้งถัดไป คือ ปรากฏการณ์ “ซูเปอร์บลูมูน” (Super Blue Moon) จะเกิดขึ้นในวันที่ 30 มีนาคม 2572 ผู้สนใจติดตามข่าวสารปรากฏการณ์ดาราศาสตร์เพิ่มเติมได้ทางเพจเฟซบุ๊ก NARIT สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ

สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการกับ บ.เรย์แด้นท์ฯ

สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการกับ บ.เรย์แด้นท์ฯ

สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการกับ บ.เรย์แด้นท์ฯ

วันพุธ ที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 20.25 น.

ศึกษาและจัดตั้ง”ศูนย์การศึกษาด้านการผลิตพลังงานสะอาดด้วยเทคโนโลยีนิวเคลียร์

สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง(สจล.) นำโดย รศ.ดร.คมสัน มาลีสี อธิการบดีสถาบันเทคโนโลยีพระจอม เกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการ กับบริษัท เรย์แด้นท์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด นำโดย นายระยอง สาหร่าย ประธานกรรมการบริษัท นายณรงค์ สาหร่าย Business Development Director ดร.กิตติศักดิ์ ชัยสรรค์ Director of Alternative Energy โดยมี รศ.ดร.คมสัน กล่าวถึงวัตถุประสงค์ในการทำความร่วมมือทางวิชาการในครั้งนี้ ก่อนที่จะเข้าสู่พิธีการลงนาม อย่างเป็นทางการครั้งนี้กับทางบริษัทเรย์แด้นท์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด เพื่อเทิดพระเกียรติสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เนื่องในโอกาสเจริญพระชนมายุครบ 6 รอบ 72 พรรษา, ร่วมมือกันจัดตั้งศูนย์ศึกษา (Education Center) ด้านการผลิตพลังงานสะอาดด้วยเทคโนโลยีนิวเคลียร์ในการเสริมสร้างศักยภาพด้านการผลิตพลังงานสะอาดด้วยเทคโนโลยีนิวเคลียร์, เพื่อสร้างบุคลากรปฏิบัติงานที่เกี่ยวข้องให้มีความรู้ความสามารถรองรับการเติบโตของอุตสาหกรรมพลังงานนิวเคลียร์ในอนาคต, เพื่อสร้างความเข้าใจและเกิดการยอมรับของสาธารณชน ในการผลิตพลังงานสะอาดด้วยเทคโนโลยีนิวเคลียร์, เพื่อศึกษาความเป็นไปได้ในกาจัดตั้งศูนย์การสนับสนุนทางเทคนิคเพื่อการใช้งานเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ และเพื่อศึกษาความเป็นไปได้ในการการพัฒนาความร่วมมือกับมหาวิทยาลัย หน่วยงานของรัฐ และ/หรือบริษัทเอกชนในห่วงโซ่อุปทานนิวเคลียร์ทั้งในและต่างประเทศ เพื่อจัดตั้งเครื่องปฏิกรณ์แบบ Advance Modular Reactor

รศ.ดร.คมสัน กล่าวว่า ปัจจุบันพลังงานหมุนเวียนแบบเดิมยังมีข้อจำกัดเรื่องความผันแปรสูง ในขณะที่ประเทศมีหมุดหมายชัดเจนว่าจะต้องบรรลุ Carbon Neutrality ในปี 2050 และ Net Zero ในปี 2065 เรามองเห็นว่า “เทคโนโลยีนิวเคลียร์ขั้นสูง” คือคำตอบหลักที่จะสร้างความมั่นคงนี้ได้ จึงร่วมมือกับเรย์แด้นท์เพื่อเตรียมความพร้อมเชิงยุทธศาสตร์ ทั้งด้านองค์ความรู้ โครงสร้างพื้นฐาน และการพัฒนาคน

สำหรับศูนย์การเรียนรู้ฯ ทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมความรู้สู่สาธารณะ ในระยะแรกเราเน้นกิจกรรม Tour หรือการเปิดพื้นที่นิทรรศการให้ประชาชน นักเรียน นักศึกษา และสื่อมวลชนเข้ามาศึกษา มีระบบจำลองระดับโลกอย่าง VR Control Room ให้ได้สัมผัส เพื่อเปลี่ยนภาพจำของนิวเคลียร์ที่เคยดูน่ากลัว ให้กลายเป็นเรื่องของนวัตกรรมพลังงานสะอาดที่จับต้องได้ ปลอดภัย และมีความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม

“สจล.มุ่งยกระดับสู่การเป็น Center of Excellence in Energy Innovation และเป็นผู้บุกเบิก (Pioneer) ด้านเทคโนโลยีนิวเคลียร์สมัยใหม่ในภูมิภาคอาเซียน โดยใช้แนวคิดการเรียนรู้ข้ามศาสตร์ ดึงคณะวิศวกรรมศาสตร์ วิทยาศาสตร์ ไอที ไปจนถึงคณะแพทยศาสตร์ มาร่วมกันพัฒนาหลักสูตร ปริญญาตรี-โท-เอก และใช้ศูนย์แห่งนี้เป็น Living Lab หรือห้องปฏิบัติการขที่มีชีวิต ให้นักศึกษาได้ฝึกทักษะการตัดสินใจในสถานการณ์จำลองที่เข้มงวด โดยไม่ต้องเดินทางไปถึงโรงไฟฟ้าจริง” รศ.ดร.คมสัน กล่าว

ด้าน นายระยอง สาหร่าย ประธานกรรม การบริษัทผู้บริหารบริษัทเรย์แด้นท์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด กล่าวว่า บริษัทจะนำความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยี เครือข่ายพันธมิตรในห่วงโซ่อุปทานนิวเคลียร์ระดับโลก และประสบการณ์ในการจัดการโครงการเข้ามาเติมเต็มให้กับภาควิชาการของ สจล.จะสนับสนุนการออกแบบและวางระบบเครื่องมือจำลองในศูนย์การเรียนรู้ฯ และร่วมกันศึกษาความเป็นไปได้ในการจัดตั้ง ศูนย์้ศูนย์การเรียนรู้ และร่วมกันศึกษาความเป็นไปได้ในการจัดตั้ง ศูนย์สนับสนุนทางเทคนิคครอบคลุมด้านการป้องกันอันตรายจากรังสี การจัดการกากกัมมันตรังสี และมาตรการเผาจิญเหตุฉุกเฉิน (EPR) เพื่อให้มั่นใจว่าการใช้งานเทคโนโลยีนี้ในไทยจะเป็นไปตามมาตรฐานสากลขั้นสูงสุด ส่วนเครื่องปฏิกรณ์ในกลุ่ม เป็นเทคโนโลยียุคใหม่ที่มีขนาดเล็ก ฉลาด มีระบบความปลอดภัยอัจฉริยะ ที่ทำงานได้เอง ปลอดภัยสูง และกากกัมมันตรังสีและค่าใช้จ่ายในการก่อสร้างน้อยกว่าโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์แบบเดิม ความร่วมมือนี้เราจะศึกษาความเป็นไปได้ในทุกมิติ ทั้งเชิงเทคนิคเศรษฐศาสตร์ และสิ่งแวดล้อม เพื่อพัฒนาโครงการต้นแบบที่สามารถจ่ายกระแสไฟฟ้าสะอาดให้กับพื้นที่ของการที่เราศึกษาเพื่อดึงบริษัทในห่วงโซ่อุปทานนิวเคลียร์ระดับโลกมาร่วมทุน โดยมีเงื่อน ไขว่าต้องใช้ Thai Content หรือองค์ประ กอบจากประเทศไทยให้ได้มากที่สุดจะช่วยลดต้นทุนการผลิตพลังงานสะอาดลงได้ เป็นอีกหนึ่งความร่วมมือที่ประสบความสำเร็จในการศึกษาด้านการผลิตพลังงานสะอาดด้วยเทคโนโลยีนิวเคลียร์ เพื่อประโยชน์สูงสุดของประเทศชาติสังคม และประชาชน
 
ทั้งนี้ ในพิธีลงนามดังกล่าวมีแขกผู้มีเกียรติเข้าร่วมพิธีหลายท่าน อาทิ นายพรเพิ่ม ทองศรี ประธานคณะกรรมาธิการการพลังงาน วุฒิสภา ,นายชัชวาล วังศิริจันทร์ คณะกรรมาธิการติดตามการบริหารงบประมาณวุฒิสภา ,รศ.ดร.วีระเชษฐ์ ขันเงิน กรรมการบริหาร บริษัทคัมเวล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)

แม่ทัพภาค 1 ชมการสาธิตชุดครูฝึกริ้วขบวน งานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ

แม่ทัพภาค 1 ชมการสาธิตชุดครูฝึกริ้วขบวน งานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ

แม่ทัพภาค 1 ชมการสาธิตชุดครูฝึกริ้วขบวน งานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ

วันพุธ ที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 16.46 น.

มทภ.1 ติดตามความคืบหน้าจัดขบวนพระบรมราชอิสริยยศ งานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ สมเด็จพระพันปีหลวง ชมการสาธิตชุดครูฝึกริ้วขบวน ก่อนเข้าสู่กระบวนการฝึกซ้อม ณ ที่ตั้งหน่วย ในห้วง มิ.ย.69 นี้

วันที่ 27 พฤษภาคม 2569 ความคืบหน้าการจัดขบวนพระบรมราชอิสริยยศ งานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง โดยในห้วง 26-27 พ.ค.69 กองทัพภาคที่ 1 โดยกองพลที่ 1 รักษาพระองค์ กำหนดจัดการสาธิตชุดครูฝึกริ้วขบวนพระบรมราชอิสริยยศฯ โดยในวันนี้ พล.ท.วรยส เหลืองสุวรรณ แม่ทัพภาคที่ 1/ผบ.ฉก.ทม.รอ.904 เป็นประธาน เยี่ยมชมการสาธิตชุดครูฝึกริ้วขบวน พร้อมด้วยผู้บังคับหน่วย ชุดครูฝึกและกำลังพลชุดสาธิตของหน่วยจัดกำลัง เข้ารับการฝึกสาธิต ณ กรมทหารปืนใหญ่ที่ 1 รักษาพระองค์ เพื่อเป็นต้นแบบให้ผู้บังคับหน่วยและครูฝึก ยึดถือเป็นแนวทางมาตรฐาน เพื่อให้สามารถปฏิบัติได้อย่าง พร้อมเพรียงและเป็นไปแนวทางเดียวกันทั้งริ้วขบวน ให้เกิดความสมบูรณ์และสมพระเกียรติสูงสุดต่อไป

ทั้งนี้ การปฏิบัติของริ้วขบวนพระบรมราชอิสริยยศฯ จะเริ่มดำเนินการซ้อมของกำลังพล ณ ที่ตั้งหน่วย ในห้วง มิ.ย.-ส.ค.69 และฝึกซ้อมในพื้นที่จริง ในห้วง พ.ย.-ธ.ค.69 กองทัพภาคที่ 1 ยืนยันความพร้อมอย่างเต็มกำลังศักยภาพในการถวายความจงรักภักดี และการถวายพระเกียรติยศ เพื่อให้งานพระราชพิธีครั้งนี้ เป็นไปด้วยความเรียบร้อยสง่างาม ถูกต้องตามโบราณราชประเพณี และสมพระเกียรติอย่างสูงสุด
 

ครั้งแรกของโลก! คณะแพทยศาสตร์ มช. ใช้หุ่นยนต์ Hugo ผ่าตัดตับจากผู้บริจาคมีชีวิตสำเร็จ

ครั้งแรกของโลก! คณะแพทยศาสตร์ มช. ใช้หุ่นยนต์ Hugo ผ่าตัดตับจากผู้บริจาคมีชีวิตสำเร็จ

ครั้งแรกของโลก! คณะแพทยศาสตร์ มช. ใช้หุ่นยนต์ Hugo ผ่าตัดตับจากผู้บริจาคมีชีวิตสำเร็จ

วันพุธ ที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 15.31 น.

วันที่ 27 พฤษภาคม 2569 ที่ชั้น 15 อาคารเฉลิมพระบารมี คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ แถลงความสำเร็จครั้งสำคัญระดับสากล  หลังทีมศัลยแพทย์ปลูกถ่ายตับประสบความสำเร็จในการใช้หุ่นยนต์ช่วยผ่าตัดระบบ Hugo™ ( Hugo™ Robotic–Assisted Surgery (RAS) system ) ผ่าตัดตับกลีบซ้ายจากผู้บริจาคมีชีวิต (Robotic–assisted living donor left hepatectomy) เพื่อนำไปปลูกถ่ายแก่ผู้ป่วยโรคตับแข็ง ทั้งในผู้ป่วยเด็กและผู้ป่วยผู้ใหญ่ สำเร็จเป็น 2 รายแรกของประเทศไทย ความสำเร็จครั้งนี้นับเป็นครั้งแรกของโลกในการใช้หุ่นยนต์ช่วยผ่าตัดระบบHugo™ ในการผ่าตัดตับจากผู้บริจาคมีชีวิต และเป็นครั้งแรกของประเทศไทยในการใช้หุ่นยนต์ช่วยผ่าตัดตับจากผู้บริจาคมีชีวิต เป็นการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีหุ่นยนต์กับการผ่าตัดที่มีความซับซ้อนสูง และต้องอาศัยความละเอียดแม่นยำ เพื่อเพิ่มความปลอดภัยแก่ทั้งผู้บริจาคและผู้รับการปลูกถ่ายตับ

กรณีแรก มารดาวัย 40 ปี บริจาคตับเพื่อช่วยชีวิตบุตรสาววัย 9 ปี ที่มีภาวะท่อน้ำดีตีบตันแต่กำเนิด (Biliary Atresia) และเคยได้รับการผ่าตัด Kasai หรือการผ่าตัดสร้างทางระบายน้ำดี ตั้งแต่วัยทารก ก่อนพัฒนาเป็นตับแข็งร่วมกับภาวะแทรกซ้อนรุนแรง ได้แก่ ความดันหลอดเลือดดำพอร์ทัลสูง และกลุ่มอาการตับและปอด (HepatopulmonarySyndrome) ซึ่งส่งผลต่อระบบหายใจ ทำให้ระดับออกซิเจนในเลือดต่ำจำเป็นต้องใช้ออกซิเจนที่บ้าน และมีข้อบ่งชี้ในการปลูกถ่ายตับเพื่อเพิ่มโอกาสการมีชีวิตและคุณภาพชีวิตในระยะยาว ทีมแพทย์จึงวางแผนปลูกถ่ายตับจากผู้บริจาคมีชีวิต โดยมารดาได้เข้ารับการผ่าตัดด้วยการใช้หุ่นยนต์ช่วยผ่าตัดระบบHugo™ ตัดตับกลีบซ้าย (Hugo™ Robotic–Assisted Surgery system for donor Left Hepatectomy ) เพื่อไปปลูกถ่ายแก่บุตรสาว นับเป็นครั้งแรกของโลกในการใช้หุ่นยนต์ช่วยผ่าตัดระบบ Hugo™ ในการตัดตับผู้บริจาคมีชีวิต และเป็นครั้งแรกของประเทศไทยในการใช้หุ่นยนต์ช่วยผ่าตัดตับจากผู้บริจาคมีชีวิตเพื่อการปลูกถ่ายตับ

กรณีที่สอง บุตรสาววัย 27 ปี บริจาคตับเพื่อช่วยชีวิตบิดาวัย 61 ปี ที่มีภาวะตับแข็งร่วมกับมะเร็งตับ(Hepatocellular Carcinoma; HCC) บนพื้นฐานโรคตับเรื้อรัง โดยมีรอยโรคมะเร็งบริเวณ segment 7 และผ่านการประเมินเพื่อเข้ารับการปลูกถ่ายตับจากผู้บริจาคมีชีวิต ทีมศัลยแพทย์พิจารณาใช้หุ่นยนต์ช่วยผ่าตัดระบบ Hugo™ ในการผ่าตัดตับกลีบซ้ายจากบุตรสาว เพื่อปลูกถ่ายให้กับบิดา จึงเป็นการใช้หุ่นยนต์ช่วยผ่าตัดตับจากผู้บริจาคมีชีวิต เพื่อมอบให้กับผู้ป่วยผู้ใหญ่รายแรกของประเทศไทย (Adult to adult living donor liver transplantation)

รศ.นพ.สัณหวิชญ์ จันทร์รังสี อาจารย์ประจำหน่วยศัลยศาสตร์ระบบตับ ทางเดินน้ำดี และตับอ่อน ภาควิชาศัลยศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ แพทย์ผู้ทำการผ่าตัด กล่าวว่า “การผ่าตัดตับจากผู้บริจาคมีชีวิตเป็นหัตถการที่ต้องให้ความสำคัญสูงสุดกับความปลอดภัยของผู้บริจาค เพราะเป็นผู้ที่มีสุขภาพแข็งแรงและเข้ารับการผ่าตัดเพื่อช่วยชีวิตผู้อื่น การใช้เทคโนโลยีหุ่นยนต์ช่วยผ่าตัด จะช่วยให้ศัลยแพทย์ทำงานบริเวณขั้วตับได้ละเอียดมากขึ้น ขั้วตับเป็นบริเวณที่มีโครงสร้างสำคัญจำนวนมากอยู่ใกล้กัน ทั้งหลอดเลือดแดง หลอดเลือดดำพอร์ทัล หลอดเลือดดำที่ออกจากตับ และท่อน้ำดี การที่มีภาพสามมิติที่มีความละเอียดสูง ช่วยให้ศัลยแพทย์มองเห็นโครงสร้างขนาดเล็กได้ชัดเจนขึ้น ขณะที่เครื่องมือผ่าตัดที่ขยับได้หลายทิศทางคล้ายข้อมือมนุษย์ ช่วยให้การเลาะแยกเนื้อเยื่อในพื้นที่แคบและลึกทำได้อย่างนุ่มนวลและแม่นยำมากขึ้น

ความนิ่งของแขนกลและการควบคุมการเคลื่อนไหวที่ละเอียด ช่วยเพิ่มความประณีตในการเลาะหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงตับกลีบซ้าย โดยเฉพาะแขนงของหลอดเลือดแดงที่ไปเลี้ยงตับ (Hepatic Artery) และหลอดเลือดดำที่นำเลือดเข้าสู่ตับ (Portal Vein) ซึ่งมีขนาดเล็กและอยู่ใกล้โครงสร้างสำคัญอื่น ช่วยลดแรงกระตุก เพิ่มความมั่นคงในการผ่าตัด จึงช่วยรักษาโครงสร้างสำคัญได้ดียิ่งขึ้น ทั้งนี้เพื่อคงคุณภาพของตับที่จะนำไปปลูกถ่าย และเพื่อความปลอดภัยสูงสุดของผู้บริจาค”

รศ.นพ.วรกิตติ ลาภพิเศษพันธุ์ รองผู้อำนวยการศูนย์ความเป็นเลิศทางการแพทย์ และอาจารย์ประจำหน่วยศัลยศาสตร์ระบบตับ ทางเดินน้ำดี และตับอ่อน คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ แพทย์ผู้ผ่าตัดกล่าวว่า “โรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ นับเป็นสถาบันการแพทย์แห่งเดียวในประเทศไทยที่มีศักยภาพและประสบการณ์ในการผ่าตัดปลูกถ่ายตับจากผู้บริจาคมีชีวิตให้กับผู้ใหญ่ (Adult to adult Living Donor Liver Transplantation) อย่างต่อเนื่อง และโดยทั่วไปแล้ว การผ่าตัดปลูกถ่ายตับจากผู้บริจาคมีชีวิต มักใช้ตับกลีบขวา เนื่องจากมีขนาดใหญ่ และให้ปริมาตรตับมากกว่า อย่างไรก็ตาม ในผู้บริจาคที่ได้รับการประเมินอย่างเหมาะสม ศัลยแพทย์สามารถนำตับกลีบซ้ายมาใช้ในการปลูกถ่ายได้อย่างปลอดภัยเช่นกัน การคงตับกลีบขวาไว้ และเลือกตัดตับกลีบซ้าย จะทำให้ตัดเนื้อตับออกน้อยกว่า ซึ่งจะช่วยลดผลกระทบจากการที่ตับลดปริมาตรลงหลังผ่าตัดในผู้บริจาคได้

ความสำเร็จครั้งนี้จึงมีความสำคัญ นอกจากจะเป็นการผ่าตัดตับจากผู้บริจาคมีชีวิตด้วยหุ่นยนต์ช่วยผ่าตัดเป็นครั้งแรกในประเทศไทยแล้ว ยังนับเป็นความสำเร็จในการผ่าตัดตับโดยใช้หุ่นยนต์ช่วยผ่าตัดระบบ Hugo™ เป็นครั้งแรกของโลกอีกด้วย เป็นการตอกย้ำให้เห็นถึงศักยภาพของการผ่าตัดนำตับกลีบซ้ายของผู้บริจาคออก โดยใช้หุ่นยนต์ช่วยผ่าตัดระบบ Hugo™ เพื่อปลูกถ่ายตับได้ทั้งในผู้ป่วยเด็กและผู้ป่วยผู้ใหญ่ โดยยังคงยึดหลักความปลอดภัยของผู้บริจาคเป็นสำคัญ”

อ.พญ.อัษรา เทพบัญชรชัย อาจารย์ประจำหน่วยศัลยศาสตร์ระบบทางเดินน้ำดี ตับ และตับอ่อน ภาควิชาศัลยศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวว่า “การผ่าตัดทั้ง 2 คู่ ผู้ให้และผู้รับดำเนินไปได้ตามแผนการรักษาที่วางไว้ ผู้บริจาคทั้งสองรายปลอดภัย ฟื้นตัวดี และมีสุขภาพแข็งแรงหลังผ่าตัด ขณะที่ผู้รับการปลูกถ่ายตับทั้งผู้ป่วยเด็กและผู้ป่วยผู้ใหญ่ ได้รับการปลูกถ่ายตับสำเร็จ ภายใต้การดูแลอย่างใกล้ชิดของทีมสหสาขาวิชาชีพ โรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่”

รศ.นพ.นเรนทร์ โชติรสนิรมิต คณบดีคณะแพทยศาสตร์ มช. กล่าวว่า ความสำเร็จครั้งนี้เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ดำเนินการผ่าตัดด้วยหุ่นยนต์ช่วยผ่าตัดครบ 100 เคสครอบคลุมการรักษาในหลายสาขาโรค โดยสาขาที่มีจำนวนการผ่าตัดมากที่สุดคือ ศัลยกรรมระบบทางเดินปัสสาวะ คิดเป็นร้อยละ 53.5 ส่วนใหญ่เป็นการผ่าตัดมะเร็งต่อมลูกหมาก รองลงมาคือ ศัลยกรรมตับ ทางเดินน้ำดี และตับอ่อน คิดเป็นร้อยละ 28.3 ซึ่งรวมการผ่าตัดซับซ้อน เช่น การผ่าตัดตับ ตับอ่อน และการตัดตับจากผู้บริจาคมีชีวิตเพื่อปลูกถ่าย ขณะที่ศัลยกรรมลำไส้ใหญ่และลำไส้ตรง คิดเป็นร้อยละ 12.1 และมีการใช้หุ่นยนต์ช่วยผ่าตัดในสาขาอื่น เช่น ศัลยกรรมเด็ก และศัลยกรรมทางเดินอาหาร เป็นการขยายศักยภาพการรักษาด้วยเทคโนโลยีทางการแพทย์ขั้นสูงของคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่อย่างต่อเนื่อง

ความสำเร็จครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงศักยภาพ และความพร้อมของทีมแพทย์ศัลยกรรมตับ ตับอ่อน และทางเดินน้ำดีของคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ในการนำเทคโนโลยีขั้นสูงมาประยุกต์ใช้กับการผ่าตัดที่มีความซับซ้อนสูง และนับเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของวงการศัลยกรรมปลูกถ่ายตับไทยและความก้าวหน้าทางการแพทย์สู่ระดับสากล คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ยังคงมุ่ง มั่นพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เพื่อเป็น “โรงเรียนแพทย์ในดวงใจ เพื่อความยั่งยืนด้านสุขภาวะ ด้วยนวัตกรรม” และเป็นกำลังสำคัญในการ ยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนไทยอย่างยั่งยืน”

เจแปนแอร์ไลน์ผุดโปรเจกต์ “ส่งสิ่งของไปดวงจันทร์” หวังอนุรักษ์มรดกวัฒนธรรมโลก

เจแปนแอร์ไลน์ผุดโปรเจกต์ "ส่งสิ่งของไปดวงจันทร์" หวังอนุรักษ์มรดกวัฒนธรรมโลก

27 พ.ค. 2569 16:11 น.

เจแปนแอร์ไลน์ผุดโปรเจกต์ “ส่งสิ่งของไปดวงจันทร์” หวังอนุรักษ์มรดกวัฒนธรรมโลก

สายการบินเจแปนแอร์ไลน์ หรือ JAL เปิดโครงการส่งวัตถุทางวัฒนธรรมและสินค้าสัญลักษณ์ของญี่ปุ่นไปเก็บรักษาบนดวงจันทร์ ร่วมกับบริษัทพัฒนาทรัพยากรบนดวงจันทร์ ispace หวังปกป้องมรดกของมนุษยชาติจากภัยสงคราม ภัยธรรมชาติ และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พร้อมตั้งเป้าเป็นสายการบินแรกของโลกที่ให้บริการขนส่งสิ่งของสู่ดวงจันทร์

บริษัท เจแปนแอร์ไลน์ จำกัด (JAL) ร่วมกับ JALUX บริษัทการค้าในเครือ JAL Group และ ispace บริษัทพัฒนาทรัพยากรบนดวงจันทร์ระดับโลก ประกาศลงนามข้อตกลงร่วมกันในการเปิดตัวโครงการ “ARGO Trans-Lunar Heritage Project” หรือ ARGO PROJECT

โครงการนี้ได้รับแรงบันดาลใจมาจากกลุ่มดาวเรืออาร์โก (Argo Navis) ซึ่งเปรียบเสมือนเรือใบ ลำใหญ่ โดยมีแนวคิดหลักคือการเป็น “ยานส่งต่อมรดกทางวัฒนธรรมจากรุ่นสู่รุ่น” เนื่องจากโลกในปัจจุบันกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและมีความเสี่ยงสูงที่ศิลปวัตถุ รวมถึงวิถีชีวิตอันล้ำค่าอาจสูญสลายไปอย่างกะทันหันจากภัยสงคราม การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หรือภัยพิบัติทางธรรมชาติ รัฐบาลท้องถิ่นและบริษัทเอกชนจึงสามารถใช้บริการนี้เพื่อส่งสิ่งของที่เป็นเอกลักษณ์ วัตถุทางวัฒนธรรม หรือสินค้าที่เป็นสัญลักษณ์ขององค์กรไปจัดเก็บไว้ในสภาพแวดล้อมบนดวงจันทร์ เพื่อรอวันที่คนรุ่นหลังหรือประชากรบนดวงจันทร์ในอนาคตมาเปิดออกดู

หากโครงการนี้ประสบความสำเร็จ JAL จะกลายเป็นสายการบินแห่งแรกของโลกที่ให้บริการขนส่งสิ่งของไปยังดวงจันทร์ โดยได้เริ่มเปิดรับสมัครและเปิดขายพื้นที่ขนส่งให้แก่บริษัทเอกชนและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นแล้วตั้งแต่วันที่ 27 พ.ค. เป็นต้นไป

การขนส่งในครั้งนี้จะใช้ยานลงจอดบนดวงจันทร์ ในภารกิจ “Mission 3” ของบริษัท ispace ซึ่งมีกำหนดการปล่อยตัวในปี 2028 โดยสิ่งของทั้งหมดจะถูกจัดเก็บไว้ในกล่องขนส่งอวกาศพิเศษที่มีชื่อว่า “Möbius Ark” ที่มีความยาวประมาณ 20 เซนติเมตร กว้าง 20 เซนติเมตร และสูง 10 เซนติเมตร โดยภายในจะถูกแบ่งเป็นช่องย่อยๆ สำหรับจัดวางสิ่งของ

กล่องดังกล่าวผลิตด้วยวัสดุพิเศษที่สามารถทนทานต่อสภาพแวดล้อมที่รุนแรงบนพื้นผิวดวงจันทร์ เพื่อปกป้องสิ่งของภายในได้ในระยะยาว โดยเมื่อยานเดินทางถึงและจัดวางกล่อง Möbius Ark บนพื้นผิวดวงจันทร์เรียบร้อยแล้ว จะมีการถ่ายภาพส่งกลับมายังโลกเพื่อเป็นหลักฐานยืนยันความสำเร็จด้วย

โปรเจกต์นี้จะถูกแบ่งการดำเนินงานออกเป็น 4 เฟสหลัก โดยเฟส 1 ในปัจจุบัน เป็นการพัฒนาตู้คอนเทนเนอร์ และเปิดรับสมัครและคัดเลือกสิ่งของทางวัฒนธรรมที่จะส่งไปดวงจันทร์ ส่วนเฟส 2 จะเป็นการปล่อยจรวดเพื่อขนส่งตู้คอนเทนเนอร์จากวงโคจรโลกมุ่งหน้าสู่ดวงจันทร์ ขณะที่เฟส 3 ยานจะลงจอดบนพื้นดวงจันทร์ และทำการติดตั้งตู้คอนเทนเนอร์ในจุดที่กำหนด และเฟส 4 เป็นการจัดเก็บตู้คอนเทนเนอร์ในระยะยาว เพื่อรอการส่งมอบมรดกวัฒนธรรมสู่มนุษยชาติบนดวงจันทร์ในอนาคต

โครงการนี้เกิดขึ้นท่ามกลางการเติบโตอย่างรวดเร็วของภาคธุรกิจอวกาศในญี่ปุ่น ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากต้นทุนในการปล่อยจรวดที่ลดต่ำลงอย่างมาก

นายโยสึเกะ เอโนโมโตะ ผู้จัดการอาวุโสของบริษัท PwC Consulting ผู้เชี่ยวชาญด้านธุรกิจอวกาศ ให้ความเห็นว่า “ในปัจจุบัน บริษัทที่ไม่เคยทำธุรกิจเกี่ยวกับอวกาศมาก่อน ต่างพยายามมองหาโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ โดยการนำเทคโนโลยีและความเชี่ยวชาญของตนเองมาปรับใช้”

อย่างไรก็ตาม เขาระบุเพิ่มเติมว่าการเดินทางไปอวกาศยังคงมีราคาแพงเกินไปสำหรับผู้บริโภคทั่วไป ซึ่งการที่จะทำให้การขนส่งหรือการเดินทางในลักษณะนี้แพร่หลายได้ในอนาคต จำเป็นต้องมีการรับรองความปลอดภัยขั้นสูง รวมถึงการพัฒนาทางเทคโนโลยีเพื่อลดต้นทุนให้ต่ำลงกว่าที่เป็นอยู่

การก้าวเข้าสู่ธุรกิจอวกาศของ JAL Group ในครั้งนี้ ถือเป็นการนำประสบการณ์ด้านการขนส่งทางอากาศที่ยาวนานกว่า 70 ปี มาต่อยอดเพื่อสร้างเครือข่ายการขนส่งใหม่ไปยังดวงจันทร์ และมุ่งหวังที่จะสร้างสังคมที่การขนส่งสู่อวกาศกลายเป็นเรื่องที่เข้าถึงได้ง่ายขึ้นสำหรับทุกคนในอนาคต.

ที่มา JAPAN AIRLINES / KYODO NEWS

นักเคลื่อนไหวจีนล่องเรือยางหนีเข้าเกาหลีใต้ คาดขอลี้ภัยทางการเมือง

นักเคลื่อนไหวจีนล่องเรือยางหนีเข้าเกาหลีใต้ คาดขอลี้ภัยทางการเมือง

27 พ.ค. 2569 15:24 น.

นักเคลื่อนไหวจีนล่องเรือยางหนีเข้าเกาหลีใต้ คาดขอลี้ภัยทางการเมือง

อดีตตำรวจและนักเคลื่อนไหวชาวจีนวัย 68 ปี หลบหนีออกจากจีนด้วยเรือยางขนาดเล็ก ก่อนถูกพบลอยลำในน่านน้ำเกาหลีใต้ หลังถูกรัฐบาลจีนตามล่าตัวมานานหลายปี ด้านพรรคฝ่ายค้านเกาหลีใต้จี้รัฐบาลคุ้มครองตามหลักมนุษยธรรมและส่งตัวไปแคนาดาอย่างปลอดภัย

ทนายความของนายตง กวางผิง วัย 68 ปี นักเคลื่อนไหวและผู้แปรพักตร์ชาวจีนชื่อดัง ยืนยันว่า ลูกความของเขาได้หลบหนีออกจากประเทศจีนโดยการนั่งเรือยางขนาด 3.3 เมตร ที่ติดตั้งเครื่องยนต์ขนาด 9.9 แรงม้า ข้ามน่านน้ำสากลมายังประเทศเกาหลีใต้

หน่วยยามฝั่งแทอันของเกาหลีใต้เปิดเผยว่า เรือประมงลำหนึ่งได้พบตัวนายตงในสภาพลอยลำอยู่กลางทะเล ห่างจากชายฝั่งตะวันตกของเกาหลีใต้ประมาณ 38 ไมล์ทะเล (ราว 70 กิโลเมตร) เมื่อคืนวันจันทร์ที่ผ่านมา (25 พ.ค.) ซึ่งจุดดังกล่าวถือเป็นเส้นทางแนวตรงที่สั้นที่สุดระหว่างจีนและเกาหลีใต้ โดยมีระยะทางรวมประมาณ 310 กิโลเมตร จากนั้นเจ้าหน้าที่ได้เข้าควบคุมตัวเขาในข้อหาละเมิดกฎหมายคนเข้าเมือง และนำตัวไปสอบสวนเพิ่มเติม

นายตง กวางผิง ถือเป็นบุคคลที่ทางการจีนต้องการตัวอย่างมาก จากประวัติการเคลื่อนไหวทางการเมืองที่ยาวนาน โดยเขาเคยรับราชการเป็นตำรวจ แต่ถูกไล่ออกหลังจากร่วมลงนามในคำร้องเรียนครบรอบ 10 ปี เหตุการณ์ปราบปรามผู้ประท้วงที่จัตุรัสเทียนอันเมิน เมื่อปี 1989 ในปี 2001 เขาถูกจำคุกเป็นเวลา 3 ปีในข้อหา “ยั่วยุให้เกิดการล้มล้างอำนาจรัฐ” และถูกจับกุมอีกครั้งในปี 2014 จากการจัดกิจกรรมรำลึกเหตุการณ์เทียนอันเมิน

เขาเคยพาครอบครัวหนีไปยังประเทศไทย และได้รับสถานะผู้ลี้ภัยจากสหประชาชาติ แต่ในปี 2015 ทางการไทยได้ส่งตัวเขากลับให้ตำรวจจีน ท่ามกลางเสียงคัดค้านจากองค์กรสิทธิมนุษยชน นอกจากนี้เขายังเคยพยายามหลบหนีไปยังเวียดนามและไต้หวัน แต่ก็ถูกส่งตัวกลับจีนในท้ายที่สุด

ปัจจุบัน ครอบครัวของเขาได้รับสิทธิ์ลี้ภัยและพำนักอยู่ที่ประเทศแคนาดา ทำให้นายคิม จู-กวาง ทนายความชาวเกาหลีใต้ระบุว่า กรณีของลูกความรายนี้ “มีความเป็นไปได้สูงมากที่จะเป็นกรณีการลี้ภัยทางการเมือง”

แม้เกาหลีใต้จะเปิดให้ยื่นขอสิทธิ์ลี้ภัยทางการเมืองมาตั้งแต่ปี 1994 แต่ในทางปฏิบัติ มีผู้สมัครเพียงจำนวนน้อยมากที่ได้รับการอนุมัติ เนื่องจากมาตรการคัดกรองที่เข้มงวดและขั้นตอนที่ล่าช้าของรัฐบาลเกาหลีใต้

อย่างไรก็ตาม พรรคพลังประชาชนซึ่งเป็นพรรคฝ่ายค้านของเกาหลีใต้ ได้ออกมาเรียกร้องให้รัฐบาลมอบ “การคุ้มครองอย่างเต็มรูปแบบ” แก่นายตง โดยนายชู ฮยอน-ชุล โฆษกพรรคระบุในแถลงการณ์ว่า “รัฐบาลควรดำเนินมาตรการทางมนุษยธรรมอย่างเร่งด่วน เพื่อให้มั่นใจว่าเขาจะสามารถเดินทางไปแคนาดาได้อย่างปลอดภัย ซึ่งที่นั่นมีครอบครัวของเขากำลังรอคอยอยู่ด้วยความกังวล นี่คือความรับผิดชอบพื้นฐานในฐานะรัฐประชาธิปไตยที่เสรี”

ขณะนี้กระทรวงการต่างประเทศของเกาหลีใต้ยังไม่ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นใดๆ เช่นเดียวกับสถานเอกอัครราชทูตจีนประจำกรุงโซลและกระทรวงการต่างประเทศจีน ซึ่งยังไม่มีการตอบรับต่อการขอความเห็นในกรณีดังกล่าว

กรณีของนายตงไม่ใช่ครั้งแรกที่เกิดขึ้น เพราะก่อนหน้านี้ในเดือนสิงหาคม 2023 เคยมีกรณีของนายควอน พยอง นักเคลื่อนไหวชาวจีนอีกราย ที่สร้างความฮือฮาด้วยการขี่เจ็ตสกี เป็นระยะทางกว่า 300 กิโลเมตร พร้อมหอบถังน้ำมันสำรองมาถึง 5 ถัง ฝ่าคลื่นลมทะเลจากจีนมายังเกาหลีใต้ ก่อนจะถูกศาลเกาหลีใต้ตัดสินลงโทษจำคุกแต่ให้รอลงอาญาในข้อหาเข้าเมืองผิดกฎหมาย.

ที่มา AFP / Reuters

ญี่ปุ่นผ่านกฎหมายตั้ง “สภาข่าวกรองแห่งชาติ” รวบศูนย์ข้อมูลรับมือภัยคุกคามโลก

ญี่ปุ่นผ่านกฎหมายตั้ง "สภาข่าวกรองแห่งชาติ" รวบศูนย์ข้อมูลรับมือภัยคุกคามโลก

27 พ.ค. 2569 14:34 น.

ญี่ปุ่นผ่านกฎหมายตั้ง “สภาข่าวกรองแห่งชาติ” รวบศูนย์ข้อมูลรับมือภัยคุกคามโลก

รัฐสภาญี่ปุ่นผ่านกฎหมายจัดตั้ง “สภาข่าวกรองแห่งชาติ” เพื่อรวมศูนย์ข้อมูลด้านความมั่นคงและรับมือภัยคุกคามจากต่างประเทศ ตามนโยบายด้านความมั่นคงของนายกรัฐมนตรีซานาเอะ ทากาอิจิ แต่ฝ่ายคัดค้านเตือนอาจเปิดทางให้รัฐใช้อำนาจเกินขอบเขตและกระทบเสรีภาพประชาชน

รัฐสภาญี่ปุ่นมีมติเห็นชอบผ่านกฎหมายจัดตั้ง “สภาข่าวกรองแห่งชาติ” (National Intelligence Council) เพื่อทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางในการรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลข่าวกรองด้านความมั่นคงและความปลอดภัยสาธารณะ โดยมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน พร้อมด้วยรัฐมนตรีอีก 9 คน เช่น เลขาธิการคณะรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ

กฎหมายฉบับนี้ถือเป็นผลงานชิ้นสำคัญของ นายกรัฐมนตรี ซานาเอะ ทากาอิจิ ที่ประกาศเดินหน้านโยบายเชิงรุกเพื่อเสริมสร้างศักยภาพด้านข่าวกรองและการต่อต้านการจารกรรม โดยเธอระบุว่า ปัจจุบันญี่ปุ่นกำลังเผชิญกับสภาพแวดล้อมด้านความมั่นคงที่ซับซ้อนที่สุดนับตั้งแต่สิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2

นายกฯ ทากาอิจิ กล่าวต่อรัฐสภาว่า “เพื่อรักษาไว้ซึ่งสันติภาพและความเจริญรุ่งเรือง รวมถึงสกัดกั้นวิกฤตการณ์ร้ายแรงล่วงหน้า มันจึงมีความจำเป็นเร่งด่วนที่สุดในการจัดตั้งระบบที่ประชาคมข่าวกรองสามารถสนับสนุนการตัดสินใจที่ถูกต้องของผู้นำนโยบายได้อย่างแข็งแกร่ง” 

เดิมทีระบบข่าวกรองของญี่ปุ่นมีความกระจัดกระจายอยู่ตามหน่วยงานต่างๆ แต่กฎหมายใหม่นี้จะตั้ง “สำนักข่าวกรองแห่งชาติ” ขึ้นมาเป็นฝ่ายเลขานุการ เพื่อบูรณาการและประสานงานข้อมูลจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงกลาโหม และองค์กรอื่นๆ อย่างเบ็ดเสร็จ

ที่ผ่านมา ญี่ปุ่นมักเผชิญข้อครหาจากนานาชาติว่ามีนโยบายและการบังคับใช้กฎหมายต่อต้านการจารกรรมที่หละหลวมเกินไป จนบางฝ่ายถึงกับขนานนามประเทศนี้ว่าเป็น “แดนสวรรค์ของสายลับ”  การปฏิรูปครั้งนี้จึงมุ่งเน้นไปที่การป้องกันสายลับต่างชาติ การต่อต้านการก่อการร้าย การปกป้องเทคโนโลยีที่มีความอ่อนไหว ตลอดจนการรับมือภัยคุกคามสมัยใหม่อย่างการโจมตีทางไซเบอร์และการบิดเบือนข้อมูลเพื่อแทรกแซงการเลือกตั้งผ่านโซเชียลมีเดีย

นอกจากนี้ ประเด็นดังกล่าวได้รับการผลักดันอย่างเร่งด่วนยิ่งขึ้น หลังจากเกิดข้อพิพาททางการทูตกับรัฐบาลจีน จากกรณีที่นายกฯ ทากาอิจิ เคยส่งสัญญาณเมื่อเดือนพฤศจิกายนปีที่แล้วว่าญี่ปุ่นอาจเข้าแทรกแซงทางทหาร หากจีนพยายามใช้กำลังเข้ายึดครองไต้หวัน

แม้กฎหมายจะผ่านสภาสูงได้สำเร็จด้วยการสนับสนุนจากพรรคฝ่ายค้านบางส่วน แต่ก็ต้องเผชิญกับเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก โดยเฉพาะจาก พรรคประชาธิปไตยรัฐธรรมนูญแห่งญี่ปุ่น (CDPJ) ซึ่งเป็นแกนนำฝ่ายค้านหลัก ที่มองว่ากฎหมายฉบับนี้ล้มเหลวในการระบุขอบเขตให้รัฐสภาสามารถตรวจสอบการทำงานของหน่วยข่าวกรองได้ ซึ่งอาจนำไปสู่ปัญหาความโปร่งใสในกระบวนการประชาธิปไตย

กลุ่มผู้คัดค้านและประชาชนได้รวมตัวประท้วงทั่วประเทศ โดยแสดงความกังวลใน 2 ประเด็น คือการละเมิดสิทธิเสรีภาพ เนื่องจากหวั่นเกรงว่าการขยายอำนาจของหน่วยงานข่าวกรองจะนำไปสู่การสอดแนมที่เกินขอบเขต และล่วงละเมิดความเป็นส่วนตัวของประชาชน รวมถึงความเสี่ยงด้านสงคราม เนื่องจากความพยายามเพิ่มขีดความสามารถด้านการป้องกันประเทศของรัฐบาลทากาอิจิ อาจเป็นการลากความสัมพันธ์ของญี่ปุ่นเข้าสู่ความขัดแย้งด้วยอาวุธระดับนานาชาติ

การผ่านกฎหมายครั้งนี้เป็นเพียงก้าวแรก โดยรัฐบาลญี่ปุ่นมีแผนจะจัดตั้งสภาและสำนักข่าวกรองแห่งชาติอย่างเร็วที่สุดในเดือนกรกฎาคมนี้ พร้อมตั้งคณะทำงานผู้เชี่ยวชาญเพื่อหารือเกี่ยวกับกฎหมายต่อต้านการจารกรรมเพิ่มเติม

นอกจากนี้ นายกฯ ทากาอิจิ ยังระบุถึงแผนการในอนาคตที่อาจต้องพิจารณาระบบลงทะเบียนกลุ่มบุคคลที่ดำเนินกิจกรรมล็อบบี้ให้รัฐบาลต่างชาติ รวมถึงเป้าหมายสูงสุดในการจัดตั้ง “หน่วยงานข่าวกรองกรองภายนอกประเทศ” เป็นของตัวเอง โดยคาดว่าจะมีการจัดทำนโยบายเพื่อเสนอเป็นร่างกฎหมายต่อรัฐสภาอีกครั้งในสมัยประชุมสภาปี 2027.

ที่มา Kyodo / AFP

สหภาพแรงงานซัมซุง โหวตรับดีลขึ้นโบนัส แผนกชิปรับสูงสุดคนละ 13 ล้านบาท

สหภาพแรงงานซัมซุง โหวตรับดีลขึ้นโบนัส แผนกชิปรับสูงสุดคนละ 13 ล้านบาท

27 พ.ค. 2569 13:23 น.

สหภาพแรงงานซัมซุง โหวตรับดีลขึ้นโบนัส แผนกชิปรับสูงสุดคนละ 13 ล้านบาท

สหภาพแรงงานของ “ซัมซุง อิเล็กทรอนิกส์” มีมติเห็นชอบข้อตกลงค่าจ้างและโบนัสฉบับใหม่ ยุติแผนการประท้วงหยุดงานครั้งใหญ่ ส่งผลให้พนักงานฝ่ายชิปเตรียมรับโบนัสก้อนโตเป็นหุ้นบริษัท มูลค่าสูงสุดถึงคนละ 600 ล้านวอน (ราว 13 ล้านบาท) แต่ข้อตกลงนี้เริ่มส่อเค้าสร้างความไม่พอใจระหว่างแผนกอื่นที่ได้เงินน้อยกว่า

สหภาพแรงงานของบริษัท ซัมซุง อิเล็กทรอนิกส์ เปิดเผยว่า สมาชิกสหภาพได้ลงคะแนนเสียงอนุมัติข้อตกลงร่วมฉบับใหม่กับฝ่ายบริหารเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ซึ่งข้อตกลงที่ให้ผลตอบแทนโบนัสประจำปีอย่างมหาศาลนี้ ช่วยคลายความกังวลของหลายฝ่ายเกี่ยวกับโอกาสที่จะเกิดการหยุดชะงักในห่วงโซ่อุปทานเซมิคอนดักเตอร์โลก เนื่องจากความต้องการชิปสำหรับปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่กำลังเติบโตอย่างก้าวกระโดด

ในการลงคะแนนเสียงทางอิเล็กทรอนิกส์ตลอด 6 วันที่ผ่านมา มีสมาชิกสหภาพแรงงานเข้าร่วมใช้สิทธิ์สูงถึง 95% โดย 73.7% จากผู้ลงคะแนนทั้งหมด 62,616 คนของสองสหภาพที่ใหญ่ที่สุดในบริษัท ได้ลงมติเห็นชอบข้อตกลงชั่วคราวดังกล่าว และในวันเดียวกัน ทั้งสองฝ่ายได้ร่วมลงนามในข้อตกลงอย่างเป็นทางการ โดยฝ่ายบริหารได้ให้คำมั่นที่จะร่วมมือกับสหภาพเพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของบริษัทในเวทีโลกต่อไป

ความเคลื่อนไหวนี้เกิดขึ้นหลังจากที่ฝ่ายบริหารและสหภาพแรงงานเผชิญหน้ากันมาตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว เกี่ยวกับโครงสร้างโบนัสตามผลงานที่ผูกกับกำไรในธุรกิจเซมิคอนดักเตอร์ที่เกี่ยวข้องกับ AI จนเกือบจะนำไปสู่การประท้วงหยุดงานนาน 18 วัน ก่อนที่ทั้งสองฝ่ายจะสามารถบรรลุข้อตกลงร่วมกันได้เพียง 1 ชั่วโมงก่อนกำหนดเวลาเริ่มประท้วงเมื่อวันที่ 21 พ.ค. ที่ผ่านมา ซึ่งหากมีการประท้วงหยุดงานจริงจะส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อเศรษฐกิจของเกาหลีใต้ เนื่องจากเฉพาะซัมซุง อิเล็กทรอนิกส์ บริษัทเดียวมีสัดส่วนผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) สูงถึง 12.5% และชิปหน่วยความจำก็คิดเป็น 35% ของยอดการส่งออกทั้งหมดของประเทศ

ภายใต้ข้อตกลงระยะยาว 10 ปีฉบับใหม่นี้ ซัมซุงจะจัดสรรโบนัสผลประกอบการพิเศษสำหรับแผนกเซมิคอนดักเตอร์คิดเป็น 10.5% ของกำไรจากการดำเนินงานของแผนกโดยไม่มีเพดานจำกัด และบวกเงินสดเพิ่มอีก 1.5% ซึ่งโบนัสพิเศษนี้จะจ่ายให้ในรูปแบบของ “หุ้นบริษัท” ตลอดระยะเวลาอย่างน้อย 10 ปี โดยผูกกับเป้าหมายที่ท้าทาย คือ แผนกชิปจะต้องทำกำไรจากการดำเนินงานประจำปีให้ได้มากกว่า 200 ล้านล้านวอน ในช่วงปี 2026-2028 และมากกว่า 100 ล้านล้านวอนในช่วงปี 2029-2035 โดยโบนัสก้อนนี้จะแบ่ง 40% ให้กับภาพรวมของแผนก และอีก 60% จะกระจายไปยังหน่วยธุรกิจย่อยแต่ละหน่วย

จากผลคาดการณ์ที่ว่ากำไรจากการดำเนินงานของซัมซุงอาจแตะระดับ 300 ล้านล้านวอนในปีนี้ ส่งผลให้พนักงานในแผนกชิปที่มีอยู่ราว 28,000 คน จากพนักงานทั้งหมด 125,000 คนในเกาหลีใต้ จะมีสิทธิ์ได้รับเงินโบนัสสูงถึงประมาณ 600 ล้านวอนต่อคน (ราว 13 ล้านบาท)

เงินโบนัสจำนวนมหาศาลนี้ไม่เพียงแต่จะช่วยสกัดไม่ให้วิศวกรที่มีความสามารถไปทำงานในต่างประเทศ อย่างเช่นบริษัท เทสลา ในสหรัฐฯ เท่านั้น แต่มันยังสร้างปรากฏการณ์ทางสังคมในเกาหลีใต้อย่างมาก โดยก่อนหน้านี้พนักงานของบริษัทคู่แข่งอย่าง เอสเค ไฮนิกส์ (SK hynix) ได้รับโบนัสมากกว่าซัมซุงถึง 3 เท่าในปีที่แล้ว จนทำให้เสื้อแจ็กเก็ตปักโลโก้ SK hynix กลายเป็นไวรัลในโซเชียลมีเดียและถูกล้อเลียนว่าเป็น “ตั๋วทองคำ” ที่ใช้เดินเข้าชมบูติกหรูหรือเพิ่มโอกาสในการนัดเดต

สำนักข่าวยอนฮัปรายงานโดยอ้างอิงข้อมูลจาก Sunoo บริษัทจัดหาคู่ชื่อดังระบุว่า ปัจจุบันงานที่ซัมซุงและเอสเค ไฮนิกส์ กลายเป็นสิ่งการันตีและช่วย “เพิ่มมูลค่าในตลาดการแต่งงาน” โดยดัชนีความน่าปรารถนาพุ่งสูงขึ้นจนไล่เลี่ยกับอาชีพดั้งเดิมที่ทรงเกียรติอย่างแพทย์และทนายความไปแล้ว

อย่างไรก็ตาม ข้อตกลงนี้กลับสร้างความตึงเครียดภายในองค์กรอย่างรุนแรง เนื่องจากทำให้เกิดช่องว่างและดึงความขัดแย้งระหว่างพนักงานในแผนกเซมิคอนดักเตอร์ที่มีกำไรสูง กับแผนกอื่น ๆ ที่กำไรทรงตัวหรือลดลง เช่น แผนกมือถือ แผนกจอภาพ และเครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้าน

ล่าสุดเมื่อวันอังคาร สหภาพแรงงานขนาดเล็กที่เป็นตัวแทนของพนักงานนอกแผนกชิปได้ยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อขอคุ้มครองชั่วคราวในการระงับข้อตกลงดังกล่าว โดยอ้างว่าเป็นการเอื้อประโยชน์ให้แผนกชิปอย่างไม่เป็นธรรม นอกจากนี้ ความไม่พอใจยังลามไปยังบริษัทในเครือของซัมซุง เช่น Samsung Display, Samsung SDI และ Samsung Electro-Mechanics ที่จดทะเบียนแยกกันและได้โบนัสน้อยกว่ามาก ขณะเดียวกัน กลุ่มผู้ถือหุ้นรายย่อยบางส่วนก็แสดงความไม่พอใจและขู่จะดำเนินการทางกฎหมาย เนื่องจากมองว่าข้อตกลงนี้ไม่ผ่านความเห็นชอบจากผู้ถือหุ้น

ยิ่งไปกว่านั้น การบรรลุข้อตกลงโบนัสของซัมซุงยังได้กลายเป็นชนวนกระตุ้นให้สหภาพแรงงานในภาคส่วนอื่น ๆ ของเกาหลีใต้ ตั้งแต่ไบโอเทคโนโลยี ยานยนต์ อู่ต่อเรือ ไปจนถึงอุตสาหกรรมไอที หันมาเรียกร้องขอส่วนแบ่งกำไรของบริษัทในรูปแบบของโบนัสที่สูงขึ้นตามไปด้วย จนทำให้เกิดการถกเถียงในระดับรัฐบาลว่า เม็ดเงินกำไรที่ได้จากยุค AI ควรจะถูกกระจายอย่างไร โดยเจ้าหน้าที่ระดับสูงของทำเนียบประธานาธิบดีได้เสนอแนวคิด “เงินปันผลแห่งชาติ” เพื่อนำภาษีส่วนเกินจากธุรกิจ AI ไปสนับสนุนโครงการสวัสดิการสังคมแทนการกระจุกตัวอยู่แค่กลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง.

ที่มา AFP / Yonhap