ว่าที่คุณแม่ยังแซ่บ! เมย์ พิชญ์นาฏ อุ้มท้องเสิร์ฟลุคฮอตฉลองวันเกิด 45 ปี

ว่าที่คุณแม่ยังแซ่บ! เมย์ พิชญ์นาฏ อุ้มท้องเสิร์ฟลุคฮอตฉลองวันเกิด 45 ปี

ว่าที่คุณแม่ยังแซ่บ! เมย์ พิชญ์นาฏ อุ้มท้องเสิร์ฟลุคฮอตฉลองวันเกิด 45 ปี

วันศุกร์ ที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 14.26 น.

22 พฤษภาคม 2569 สวยสะพรั่งในบทบาทว่าที่คุณแม่ สำหรับ “เมย์ พิชญ์นาฏ สาขากร” ที่ล่าสุดออกมาเผยภาพแฟชั่นเซ็ตสุดแซ่บฉลองวันเกิดอายุครบ 45 ปี ผ่านอินสตาแกรมส่วนตัว ทำเอาแฟนๆ แห่เข้ามากดไลก์และคอมเมนต์อวยพรกันอย่างล้นหลาม

       โดยในภาพดังกล่าว เมย์มาในลุคซีทรูสีฟ้าสดใส เผยให้เห็นบิกินี่ตัวจิ๋วด้านในแบบเบาๆ พร้อมอวดท้องโต แต่ยังคงความเซ็กซี่และหุ่นเป๊ะตามสไตล์ เรียกได้ว่าแม้กำลังตั้งครรภ์ก็ยังสวยออร่าเปล่งประกายสะดุดตาไม่เปลี่ยน

       พร้อมเขียนแคปชั่นสุดอบอุ่นว่า “birthday candles for two this year #HBDtoME”

ขอบคุณภาพจาก : @maypitchy

สถาบันพระปกเกล้า น้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี ในรัชกาลที่ 7

สถาบันพระปกเกล้า น้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี ในรัชกาลที่ 7

สถาบันพระปกเกล้า น้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี ในรัชกาลที่ 7

วันศุกร์ ที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 17.25 น.

22 พฤษภาคม 2569 สถาบันพระปกเกล้า โดย รองศาสตราจารย์ ดร. อิสระ เสรีวัฒนวุฒิ เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า พร้อมด้วย นางสาวสุพรรณี งามวุฒิกุล ผู้ช่วยเลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า คณะผู้บริหาร และบุคลากรสถาบันฯ เข้าร่วมพิธีสวดพระพุทธมนต์และพิธีทำบุญตักบาตรถวายพระราชกุศล ณ วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม กรุงเทพมหานคร เนื่องในโอกาสสำคัญแห่งการประกาศยกย่องพระเกียรติคุณพระราชกรณียกิจในวาระครบ 100 ปี โดยองค์การยูเนสโก (UNESCO) เพื่อเฉลิมพระเกียรติและน้อมรำลึกถึงพระราชกรณียกิจอันทรงคุณูปการด้านการศึกษา การพัฒนาสังคมอย่างยั่งยืน และความเสมอภาคทางเพศ ซึ่งได้รับการประกาศยกย่องในระดับนานาชาติ จากองค์การยูเนสโก

สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี ในรัชกาลที่ 7 ทรงเป็นพระราชินีผู้ทรงอุทิศพระองค์เพื่อประโยชน์สุขของพสกนิกร และทรงมีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมการศึกษา การพัฒนาคุณภาพชีวิต และงานสาธารณประโยชน์หลากหลายด้าน อันเป็นคุณูปการที่ยังคงคุณค่าและสร้างแรงบันดาลใจแก่สังคมไทยมาจนถึงปัจจุบัน

ภายในพิธีมีการสวดพระพุทธมนต์ถวายพระราชกุศล และพิธีทำบุญตักบาตรพระสงฆ์จำนวน 100 รูป โดยมีรองนายกรัฐมนตรี คณะรัฐมนตรี ผู้บริหารหน่วยงานภาครัฐ ตลอดจนผู้แทนจากหน่วยงานต่าง ๆ เข้าร่วมในพิธีอย่างพร้อมเพรียง เพื่อร่วมแสดงความจงรักภักดีและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ

มช. ตอกย้ำพลัง Startup คนรุ่นใหม่ ผ่าน 3 ธุรกิจนักศึกษาที่ต่อยอดสู่ตลาดจริง

มช. ตอกย้ำพลัง Startup คนรุ่นใหม่ ผ่าน 3 ธุรกิจนักศึกษาที่ต่อยอดสู่ตลาดจริง

มช. ตอกย้ำพลัง Startup คนรุ่นใหม่ ผ่าน 3 ธุรกิจนักศึกษาที่ต่อยอดสู่ตลาดจริง

วันศุกร์ ที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 15.39 น.

มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เดินหน้าสร้างระบบนิเวศผู้ประกอบการรุ่นใหม่ผ่าน “builds CMU Startup & Entrepreneurial Program” โปรแกรมสนับสนุนการสร้าง Startup และพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการสำหรับนักศึกษา มช. ที่เปิดพื้นที่ให้คนรุ่นใหม่ได้เปลี่ยนไอเดีย ความสนใจ หรือองค์ความรู้จากห้องเรียน สู่การลงมือทำธุรกิจจริง

ปัจจุบัน builds CMU ได้กลายเป็นอีกหนึ่งแรงผลักดันสำคัญที่ทำให้นักศึกษามหาวิทยาลัยเชียงใหม่เริ่มต้นธุรกิจได้ตั้งแต่ยังเรียนอยู่ โดยมีตัวอย่างธุรกิจนักศึกษาที่น่าสนใจและสามารถต่อยอดสู่ตลาดจริงได้หลากหลายรูปแบบ ตั้งแต่ธุรกิจอาหาร เทคโนโลยี AI ไปจนถึงระบบ IoT และ Robotics สำหรับภาคธุรกิจ

เพื่อสะท้อนให้เห็นถึงความหลากหลายของแนวคิดธุรกิจและศักยภาพของนักศึกษามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ builds CMU จึงหยิบยก 3 ตัวอย่างธุรกิจที่มีจุดเริ่มต้นแตกต่างกัน ทั้งธุรกิจที่ต่อยอดจากสิ่งใกล้ตัว ธุรกิจที่ใช้เทคโนโลยีตอบโจทย์ผู้บริโภคยุคใหม่ และธุรกิจด้านนวัตกรรมเชิงลึกสำหรับภาคอุตสาหกรรม ซึ่งล้วนแสดงให้เห็นว่า “ไอเดียของนักศึกษา” สามารถพัฒนาไปสู่ธุรกิจจริงได้เมื่อได้รับโอกาสและการสนับสนุนที่เหมาะสม

เริ่มจาก “MunMae (มันแม่)” แบรนด์ของกินเล่น “มันกัลยาแผ่นบางกรอบ” ที่ต่อยอดจากธุรกิจครอบครัว ด้วยการหยิบจุดเด่นเรื่อง “ความบางกรอบ” มาพัฒนาเป็นเอกลักษณ์ของสินค้า พร้อมรสชาติหลากหลาย เช่น Original, Spicy และ Nori Seaweed จนกลายเป็นสินค้าที่เข้าถึงกลุ่มนักศึกษา นักท่องเที่ยว และผู้บริโภคทั่วไปได้ง่าย สะท้อนให้เห็นว่าธุรกิจสามารถเริ่มต้นจากสิ่งใกล้ตัวและเติบโตได้ผ่านการสร้างแบรนด์และทดลองตลาดจริง

จากธุรกิจอาหารที่เริ่มต้นจากวัตถุดิบและเรื่องราวใกล้ตัว builds CMU ยังสะท้อนอีกมุมของผู้ประกอบการรุ่นใหม่ผ่านธุรกิจที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีและความเข้าใจผู้บริโภคอย่าง “SkinNavi” แพลตฟอร์มสาย BeautyTech และ HealthTech ที่ใช้ AI วิเคราะห์สภาพผิวจากภาพถ่าย พร้อมแนะนำแนวทางดูแลผิวและผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสมกับผู้ใช้งาน โดยเกิดจากการมองเห็นปัญหาที่ผู้บริโภคจำนวนมากเลือกสกินแคร์จากรีวิวหรือกระแส โดยไม่เข้าใจสภาพผิวของตนเอง จึงพัฒนาแพลตฟอร์มที่ช่วยให้การตัดสินใจดูแลผิวมีข้อมูลรองรับมากยิ่งขึ้น

ขณะที่อีกหนึ่งธุรกิจสะท้อนศักยภาพด้าน Deep Tech และการต่อยอดองค์ความรู้เชิงวิศวกรรมสู่ภาคอุตสาหกรรม คือ “MechCode Robotech” ธุรกิจด้าน Software, AI, IoT และ Robotics Solution ที่พัฒนาโซลูชันสำหรับภาคธุรกิจจริง ครอบคลุมตั้งแต่การออกแบบระบบหุ่นยนต์ การพัฒนา IoT การเขียนโปรแกรมควบคุม การออกแบบวงจร PCB ไปจนถึงการพัฒนาแอปพลิเคชัน ถือเป็นตัวอย่างของการนำทักษะเชิงลึกในมหาวิทยาลัยไปสร้างนวัตกรรมและโอกาสทางธุรกิจได้อย่างเป็นรูปธรรม

ทั้ง 3 ธุรกิจสะท้อนภาพของผู้ประกอบการรุ่นใหม่ที่ไม่ได้รอให้เรียนจบก่อนค่อยเริ่มต้น แต่เลือกทดลอง ลงมือทำ และพัฒนาธุรกิจจริงตั้งแต่ในรั้วมหาวิทยาลัย โดยมี builds CMU เป็นหนึ่งในกลไกสำคัญที่ช่วยสนับสนุนการเติบโตของนักศึกษาในเส้นทางผู้ประกอบการ

สำหรับ “builds CMU Startup & Entrepreneurial Program” คือโปรแกรมสร้าง Startup และผู้ประกอบการของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ที่ออกแบบมาเพื่อสนับสนุนนักศึกษาอย่างครบวงจร ตั้งแต่การสร้างแรงบันดาลใจ การต่อยอดงานวิจัยเชิงพาณิชย์ การพัฒนาไอเดียสู่ต้นแบบธุรกิจ การสร้างทีม การทดลองตลาดจริง ตลอดจนการให้คำปรึกษาจาก Mentor และผู้เชี่ยวชาญในหลากหลายสาขา

นอกจากนี้ builds CMU ยังเชื่อมโยงนักศึกษาเข้ากับเครือข่ายธุรกิจ นักลงทุน และแหล่งทุนสนับสนุนจากมหาวิทยาลัย ภาครัฐ และภาคเอกชน เพื่อผลักดันให้ไอเดียและผลงานของนักศึกษาไม่หยุดอยู่เพียงในห้องเรียนหรือห้องแล็บ แต่สามารถเติบโตสู่ Startup ที่ยั่งยืน และสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อเศรษฐกิจและสังคมในอนาคตได้จริง

สหรัฐฯ สั่งระงับขายอาวุธให้ไต้หวัน 5 แสนล้านชั่วคราว เผยกักไว้ใช้ใน “สงครามอิหร่าน”

สหรัฐฯ สั่งระงับขายอาวุธให้ไต้หวัน 5 แสนล้านชั่วคราว เผยกักไว้ใช้ใน "สงครามอิหร่าน"

22 พ.ค. 2569 16:22 น.

สหรัฐฯ สั่งระงับขายอาวุธให้ไต้หวัน 5 แสนล้านชั่วคราว เผยกักไว้ใช้ใน “สงครามอิหร่าน”

รักษาการรัฐมนตรีทบวงทหารเรือสหรัฐฯ แถลงกลางสภา ยืนยันระงับข้อตกลงขายอาวุธให้ไต้หวันมูลค่า 1.4 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือกว่า 5 แสนล้านบาทเป็นการชั่วคราว เพื่อสำรองคลังแสงไว้ใช้ในยุทธการร่วมกับอิสราเอลถล่มอิหร่าน

ฮัง เกา (Hung Cao) รักษาการรัฐมนตรีว่าการทบวงทหารเรือสหรัฐฯ ได้แถลงต่อคณะกรรมาธิการวุฒิสภาเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา ยืนยันว่ารัฐบาลสหรัฐฯ ได้สั่ง “ระงับ” ข้อตกลงการขายอาวุธมูลค่า 1.4 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 5 แสนล้านบาท) ให้แก่ไต้หวันชั่วคราว เพื่อสร้างหลักประกันว่ากองทัพอเมริกันจะมีอาวุธยุทโธปกรณ์เพียงพอสำหรับปฏิบัติการทางทหารในอิหร่าน

นายเกากล่าวในชั้นพิจารณาของสภา “ในเวลานี้เรากำลังระงับข้อตกลงชั่วคราว เพื่อให้มั่นใจว่าเรามีกระสุนและอาวุธยุทโธปกรณ์ที่จำเป็นสำหรับภารกิจ Epic Fury ซึ่งจริงๆ แล้วเรามีอยู่เป็นจำนวนมาก”  โดยคำว่า “Epic Fury” เป็นรหัสลับของปฏิบัติการทางทหารร่วมกันระหว่างสหรัฐฯ และอิสราเอลในอิหร่าน “เราแค่ตรวจสอบให้แน่ใจว่าเรามีทุกอย่างพร้อมสรรพ และการขายอาวุธให้แก่ต่างชาติจะดำเนินต่อไปเมื่อรัฐบาลเห็นว่าจำเป็น”

เมื่อถูกซักถามเพิ่มเติมว่าทางฝั่งไต้หวันมีความคิดเห็นอย่างไรต่อการระงับดีลในครั้งนี้ เกายอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่า “ผมยังไม่ได้พูดคุยกับทางไต้หวัน” ขณะที่กระทรวงการต่างประเทศและกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ยังไม่ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นเพิ่มเติมต่อถ้อยแถลงดังกล่าว

ด้าน คาเรน กัว  โฆษกทำเนียบประธานาธิบดีไต้หวัน แถลงต่อผู้สื่อข่าวว่า ทางไต้หวันยังไม่ได้รับข้อมูลใดๆ จากรัฐบาลวอชิงตันเกี่ยวกับ “การปรับเปลี่ยนข้อตกลงขายอาวุธของสหรัฐฯ” โดยที่ผ่านมา ประธานาธิบดีไล่ ชิงเต๋อ ผู้นำไต้หวัน ย้ำเสมอว่าการสนับสนุนอาวุธจากสหรัฐฯ คือปัจจัยสำคัญในการรักษาเสถียรภาพและสันติภาพในภูมิภาค ซึ่งภายใต้การนำของเขา ไต้หวันได้เพิ่มงบประมาณด้านกลาโหมอย่างมหาศาลเพื่อรับมือกับแรงกดดันทางทหารจากจีน

ขณะเดียวกัน โฆษกกระทรวงการต่างประเทศของจีนได้แถลงโดยย้ำจุดยืนเดิมว่า “จุดยืนของจีนในการคัดค้านอย่างเด็ดขาดต่อการที่สหรัฐฯ ขายอาวุธให้แก่ภูมิภาคไต้หวันของจีนนั้น มีความสอดคล้อง ชัดเจน และมั่นคงมาโดยตลอด”

แพ็กเกจอาวุธมูลค่า 1.4 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐนี้ รอการอนุมัติขั้นสุดท้ายจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ มานานหลายเดือน โดยรายงานระบุว่าอาวุธในดีลนี้รวมถึงระบบขีปนาวุธป้องกันภัยทางอากาศ PAC-3 ของบริษัท ล็อคฮีด มาร์ติน และระบบขีปนาวุธพื้นสู่อากาศอื่นๆ

อย่างไรก็ตาม ทรัมป์ยังคงท่าทีแบ่งรับแบ่งสู้และเพิ่งให้สัมภาษณ์กับสถานีโทรทัศน์ฟ็อกซ์นิวส์ (Fox News) ว่า ข้อตกลงขายอาวุธนี้เป็น “ชิปต่อรองที่ยอดเยี่ยมมาก” ในการเจรจากับประเทศจีน ซึ่งถ้อยแถลงนี้เกิดขึ้นหลังจากที่ทรัมป์เดินทางไปประชุมที่กรุงปักกิ่ง และได้หารือกับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ซึ่งผู้นำจีนย้ำกับทรัมป์ว่า ประเด็นไต้หวันคือเรื่องที่อ่อนไหวและสำคัญที่สุดระหว่างสหรัฐฯ และจีน

ทรัมป์ยอมรับว่าเขาได้หารือเรื่องรายละเอียดการขายอาวุธให้ไต้หวันกับสี จิ้นผิง อย่างลึกซึ้ง ซึ่งการกระทำดังกล่าวถือเป็นการฉีกแนวทางปฏิบัติและ “คำมั่นสัญญา 6 ประการ” ปี 1982 ที่สหรัฐฯ เคยให้ไว้กับไต้หวันว่า สหรัฐฯ จะไม่ทำการปรึกษาหารือกับรัฐบาลปักกิ่งก่อนการขายอาวุธให้ไต้หวัน นอกจากนี้ ทรัมป์ยังระบุว่าจะต่อสายตรงคุยกับ ไล่ ชิงเต๋อ ผู้นำไต้หวันเกี่ยวกับเรื่องนี้ ซึ่งเป็นท่าทีที่อาจสร้างความไม่พอใจอย่างรุนแรงให้แก่จีน เนื่องจากผู้นำสหรัฐฯ และไต้หวันไม่มีการเจรจาโดยตรงมานานหลายทศวรรษ

แม้ว่าตามกฎหมายของสหรัฐฯ จะกำหนดให้รัฐบาลสหรัฐฯ ต้องจัดหาอาวุธให้แก่ไต้หวันเพื่อการป้องกันตนเอง แต่ท่าทีล่าสุดของทรัมป์ประกอบกับวิกฤตสงครามในตะวันออกกลาง ได้สร้างความกังวลอย่างยิ่งต่อรัฐบาลไทเปเกี่ยวกับความน่าเชื่อถือในการสนับสนุนของสหรัฐฯ

โดยก่อนหน้านี้เมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมา สหรัฐฯ เคยอนุมัติแพ็กเกจอาวุธชุดใหญ่มูลค่า 1.1 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐให้ไต้หวัน ซึ่งครั้งนั้นจีนได้ออกมาเตือนว่า การกระทำของสหรัฐฯ กำลัง “เร่งผลักดันให้สถานการณ์บริเวณช่องแคบไต้หวันก้าวไปสู่จุดที่อันตรายและรุนแรง” และการประกาศระงับดีลล่าสุดเพื่อโยกอาวุธไปใช้ในสงครามอิหร่าน อาจกลายเป็นการเปิดช่องว่างทางยุทธศาสตร์ครั้งสำคัญในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก.

ที่มา BBC / AFP 

จีนรื้อ “บ้านไม้ 10 ชั้น” สไตล์อนิเมะจิบลิ ชี้อันตราย-สร้างไร้ใบอนุญาต

จีนรื้อ "บ้านไม้ 10 ชั้น" สไตล์อนิเมะจิบลิ ชี้อันตราย-สร้างไร้ใบอนุญาต

22 พ.ค. 2569 15:38 น.

จีนรื้อ “บ้านไม้ 10 ชั้น” สไตล์อนิเมะจิบลิ ชี้อันตราย-สร้างไร้ใบอนุญาต

ทางการจีนสั่งรื้อถอนบ้านไม้สูง 10 ชั้น ในมณฑลกุ้ยโจวเรียบร้อยแล้ว หลังเจ้าของบ้านใช้เวลาเกือบ 8 ปี ควักเงินแสนต่อเติมจากบ้านชั้นเดียวจนกลายเป็นจุดเช็กอินชื่อดังที่ผู้คนต่างเปรียบเทียบว่าเหมือนหลุดมาจากโลกอนิเมะของ “สตูดิโอ จิบลิ” (Studio Ghibli) ด้านทางการชี้ชัดเป็นสิ่งปลูกสร้างผิดกฎหมายและไร้ความปลอดภัย

ปิดฉากบ้านพักสุดแปลกในหมู่บ้านซิงอี้ มณฑลกุ้ยโจว ทางตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศจีน เมื่อกลุ่มเจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมายได้นำกำลังเข้าทุบทำลายสิ่งปลูกสร้างความสูง 10 ชั้นที่สร้างขึ้นอย่างหลวมๆ จนเหลือเพียงบ้านชั้นเดียวตามโครงสร้างเดิมภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมง

บ้านหลังดังกล่าวเป็นของ นายเฉิน เทียนหมิง วัย 43 ปี ซึ่งเขาใช้เวลาเกือบ 8 ปีและทุ่มเงินส่วนตัวไปราว 200,000 หยวน (ประมาณ 9.6 แสนบาท) ในการเปลี่ยนกระท่อมชั้นเดียวของครอบครัว ให้กลายเป็นหอคอยไม้ทรงพีระมิดที่เต็มไปด้วยห้องไม้อัด ทางเดิน บันได และระเบียงที่ต่อเติมซ้อนกันขึ้นไปเรื่อยๆ โดยมีเพียงนั่งร้านไม้ไผ่คอยค้ำยันไว้

ความแปลกตาและสร้างสรรค์นี้ ทำให้บ้านของนายเฉินกลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวทางเลือกที่มีชื่อเสียงในพื้นที่ โดยนักท่องเที่ยวและสื่อมวลชนต่างพากันเปรียบเทียบสถาปัตยกรรมสุดแปลกนี้ว่า มีความคล้ายคลึงกับโลกแห่งจินตนาการอันละเอียดอ่อนและแปลกประหลาดในผลงานของฮายาโอะ มิยาซากิ (Hayao Miyazaki) แอนิเมเตอร์ชื่อดังและผู้ร่วมก่อตั้ง สตูดิโอ จิบลิ ของญี่ปุ่น

ย้อนกลับไปในปี 2018 ทางการมณฑลกุ้ยโจวได้ทุบทำลายพื้นที่ส่วนใหญ่ของหมู่บ้านซิงอี้ เพื่อเตรียมสร้างรีสอร์ตท่องเที่ยวในภูมิภาคที่ขึ้นชื่อเรื่องทัศนียภาพของภูเขาและนาขั้นบันไดที่สวยงามตระการตา แต่นายเฉินและพ่อแม่ปฏิเสธที่จะย้ายออก

ต่อมาเมื่อโครงการรีสอร์ตของรัฐบาลเริ่มประสบปัญหาหยุดชะงัก นายเฉินจึงเริ่มต่อเติมบ้านของเขาให้สูงขึ้นเรื่อยๆ เพื่อเป็นการแสดงออกถึงการต่อต้านคำขู่รื้อถอน โดยเขาสร้างชั้น 5 เสร็จในปี 2019, ชั้น 6 ในปี 2022 และขึ้นไปถึงชั้น 7 ในปี 2023 ก่อนจะกลายเป็นหอคอยสูงเด่นเหนือพื้นที่เกษตรกรรมโดยรอบในเวลาต่อมา

อย่างไรก็ตาม ทางการท้องถิ่นได้ออกโรงเตือนมาโดยตลอดว่า สิ่งปลูกสร้างนี้ไม่มีใบอนุญาตการก่อสร้างที่ถูกต้อง โครงสร้างที่ทำจากไม้อัดและคานไม้ที่บิดเบี้ยวเสี่ยงต่อการพังทลาย และเป็นอันตรายต่อความปลอดภัยอย่างยิ่ง จนกระทั่งในเดือนสิงหาคม 2024 ทางการได้ขึ้นทะเบียนบ้านของเขาเป็น “สิ่งปลูกสร้างผิดกฎหมาย” และสั่งให้รื้อส่วนต่อเติมทั้งหมดออกภายใน 5 วัน แต่นายเฉินได้ยื่นอุทธรณ์และต่อสู้ในชั้นศาลมาโดยตลอด

เมื่อวันที่ 18 พ.ค. ที่ผ่านมา สำนักงานบังคับใช้กฎหมายปกครองส่วนท้องถิ่นเมืองซิงอี้ ได้ส่งหนังสือเตือนฉบับสุดท้าย โดยสั่งให้นายเฉินและครอบครัวย้ายออกจากสิ่งปลูกสร้างผิดกฎหมายดังกล่าวภายในเวลา 09.00 น. ของวันที่ 20 พ.ค. ที่ผ่านมา พร้อมขู่ว่าหากขัดขวางการทำงานของเจ้าหน้าที่จะต้องถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย

นายเฉินเปิดเผยว่า เมื่อถึงกำหนดเส้นตาย เจ้าหน้าที่จากหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายและสำนักงานรักษาความปลอดภัยสาธารณะนับสิบคนได้บุกเข้ามาที่บ้าน นำตัวเขาและพ่อแม่ออกไป พร้อมทั้งยึดโทรศัพท์มือถือของเขาไว้ ก่อนจะควบคุมตัวเขาไว้ที่สำนักงานรัฐบาลท้องถิ่นจนถึงช่วงค่ำ ซึ่งเป็นช่วงเวลาเดียวกับที่ทีมรื้อถอนทำการทุบทำลายตึก 10 ชั้นลงมาเหลือเพียงชั้นแรก

วิดีโอที่นายเฉินบันทึกไว้หลังจากได้รับการปล่อยตัวเผยให้เห็นว่า บ้านหอคอยสไตล์จิบลิได้อันตรธานหายไปแล้ว เหลือเพียงเศษไม้และวัสดุก่อสร้างกองกระจัดกระจายอยู่บนพื้น

นายเฉินได้เปิดใจกับสำนักข่าวเอเอฟพีด้วยท่าทีที่ยอมรับความจริงว่า “ผมไม่รู้สึกเสียใจหรอกครับ เพราะความเสียใจมันไม่มีประโยชน์อะไร และผมก็ไม่ได้โทษตัวเองที่ไม่สามารถปกป้องมันไว้ได้ มันแค่เป็นเพราะว่าแรงขับเคลื่อนที่ต้องการทำลายล้างมันนั้นทรงพลังมากเกินไป”

อย่างไรก็ตาม นายเฉินย้ำว่าเขายังคงต้องการปกป้องสิทธิ์ของตนเอง แม้จะยอมรับว่าเป็นเรื่องยากมากที่จะพลิกคดีเนื่องจากบ้านถูกระบุว่าเป็นสิ่งปลูกสร้างผิดกฎหมายไปแล้ว โดยขณะนี้เขากำลังขอความช่วยเหลือทางกฎหมายจากทนายความ เพื่อพิสูจน์ว่ากระบวนการ “บังคับรื้อถอน” ของเจ้าหน้าที่ในครั้งนี้เป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย

นายเฉินกล่าวทิ้งท้ายด้วยความหวังว่า “หากศาลตัดสินว่าการรื้อถอนนั้นผิดกฎหมาย ผมก็จะมีโอกาสได้สร้างมันขึ้นมาใหม่อีกครั้ง”.

ที่มา AFP

“เจอาร์” เจ้าของฉายา “แบงก์ซีแห่งฝรั่งเศส” สร้างถ้ำยักษ์ครอบสะพานเก่าแก่กลางปารีส

"เจอาร์" เจ้าของฉายา "แบงก์ซีแห่งฝรั่งเศส" สร้างถ้ำยักษ์ครอบสะพานเก่าแก่กลางปารีส

22 พ.ค. 2569 15:23 น.

“เจอาร์” เจ้าของฉายา “แบงก์ซีแห่งฝรั่งเศส” สร้างถ้ำยักษ์ครอบสะพานเก่าแก่กลางปารีส

“สะพานปงเนิฟ” สะพานเก่าแก่ที่สุดของกรุงปารีส กลายเป็นผลงานศิลปะขนาดมหึมา หลัง “เจอาร์” ศิลปินสตรีทอาร์ตชื่อดังชาวฝรั่งเศส คลุมสะพานด้วยโครงสร้างเป่าลมขนาดยักษ์ให้ดูราวกับถ้ำหินยุคโบราณ พร้อมสอดแทรกแนวคิดสะท้อนสังคมยุคโซเชียลมีเดีย

ภาพของสะพานปงเนิฟ (Pont Neuf) สะพานข้ามแม่น้ำแซนที่เก่าแก่ที่สุดในกรุงปารีส สร้างความประหลาดใจให้กับผู้คนในช่วงเช้าวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา (21 พ.ค.) เมื่อแลนด์มาร์กอายุกว่า 400 ปีแห่งนี้ ถูกกลืนหายจนดูคล้ายกับหุบเขาหินปูนขนาดยักษ์

ผลงานศิลปะชิ้นนี้มีชื่อว่า “La Caverne du Pont Neuf” (ถ้ำแห่งสะพานปงเนิฟ) เป็นฝีมือของ “เจอาร์” (JR) ศิลปินสตรีทอาร์ตชื่อดังชาวฝรั่งเศส ผู้ได้รับฉายาว่า “แบงก์ซีแห่งฝรั่งเศส” ซึ่งเขาต้องการนำกลิ่นอายของ “แร่ธาตุและธรรมชาติ” กลับคืนสู่ใจกลางเมืองหลวง โดยระบุว่านี่ไม่ใช่การ “ปกปิด” สะพาน แต่เป็นการ “เผยให้เห็น” เนื้อแท้ของหินปูน ซึ่งเป็นวัสดุเดียวกับที่ใช้ขุดขึ้นมาเพื่อสร้างเมืองปารีสในอดีต

การสูบลมเข้าสู่โครงสร้างผ้าขนาดยักษ์นี้ เกิดขึ้นตลอดทั้งคืนหลังจากต้องเลื่อนกำหนดการเดิมเนื่องจากสภาพอากาศย่ำแย่ ซึ่งถือเป็นขั้นตอนที่ตื่นเต้นที่สุดของโปรเจกต์ที่ซุ่มเตรียมการมานานกว่าหนึ่งปี

สำหรับโครงสร้างของถ้ำแห่งนี้มีความยาว 120 เมตร ความสูง 18 เมตร หรือเทียบเท่าตึก 6 ชั้น มีน้ำหนักประมาณ 5 ตัน เนื่องจากโครงสร้างเกือบทั้งหมดคือ “อากาศ” ปริมาตรกว่า 20,000 ลูกบาศก์เมตร ที่บรรจุอยู่ภายในซุ้มผ้าจำนวน 80 ซุ้ม ส่วนผ้าที่ใช้คลุมถูกเย็บด้วยมือโดยช่างฝีมือ 25 คนในหมู่บ้านแห่งหนึ่งของแคว้นบริตตานี

วิศวกรของเจอาร์ใช้เวลาหลายสัปดาห์ในการทดสอบระบบในโรงจอดเครื่องบินที่สนามบินออร์ลี เพื่อจำลองสถานการณ์หากระบบจ่ายลมขัดข้อง เพื่อให้มั่นใจว่าก้อนหินจำลองนี้จะค่อย ๆ ยุบตัวลงอย่างปลอดภัย โดยไม่มีชิ้นส่วนใดเจาะหรือทำลายเนื้อหินประวัติศาสตร์ของสะพานแม้แต่น้อย

งานศิลปะชิ้นนี้ยังเป็นการน้อมรำลึกถึง คริสโต และ ฌอง-โคลด (Christo and Jeanne-Claude) คู่รักศิลปินในตำนานที่เคยสร้างประวัติศาสตร์ “ห่อสะพานปงเนิฟ” ด้วยผ้าสีทองอร่ามเมื่อปี 1985 ซึ่งเหตุการณ์ครั้งนั้นได้จุดกระแสงานศิลปะเชิงอนุสรณ์ (Monumental Art) ในเมืองใหญ่ จนทำให้จัตุรัสข้างสะพานได้รับการตั้งชื่อตามพวกเขา

นอกจากความสวยงามแล้ว เจอาร์ยังซ่อนความหมายเชิงปรัชญาเพื่อเตือนสติผู้คน โดยอิงจาก “ข้ออุปมานิทัศน์เรื่องถ้ำของเพลโต” (Plato’s Allegory of the Cave) ที่นักโทษในถ้ำมักทึกทักเอาว่าเงาบนผนังคือความจริง เจอาร์อธิบายว่า “ทุกวันนี้ถ้ำของเราคืออะไร? มันคือโทรศัพท์มือถือของเรา เพราะพวกเราเชื่อว่าอัลกอริทึมบนโซเชียลมีเดียคือความจริงทั้งหมด”

แต่ความย้อนแย้งที่งดงามคือ เมื่อผู้เข้าชมเดินเข้าไปในอุโมงค์ถ้ำที่มืดมิด พวกเขาก็ยังคงยกโทรศัพท์ขึ้นมา โดยงานนี้ได้ร่วมมือกับบริษัทเทคโนโลยีอย่าง Snap เพื่อสร้างประสบการณ์ความเป็นจริงเสริม (AR) ที่ตาเปล่ามองไม่เห็น พร้อมคลอเคล้าด้วยเสียงดนตรีต่ำทุ้มแนวแร่ธาตุจากฝีมือของ โทมัส บังกัลเตอร์ (Thomas Bangalter) อดีตสมาชิกวงอิเล็กทรอนิกส์ชื่อดัง Daft Punk

นิทรรศการ “La Caverne du Pont Neuf” ได้รับการสนับสนุนเงินทุนทั้งหมดจากการขายผลงานของเจอาและพันธมิตรภาคเอกชน โดยไม่มีการใช้เงินภาษีของประชาชนแม้แต่ยูโรเดียว

โดยจะเปิดให้ประชาชนเข้าชมฟรีตลอด 24 ชั่วโมง ตั้งแต่วันที่ 6 ถึง 28 มิถุนายนนี้ ซึ่งจะมีการปิดการจราจรบนสะพาน โดยผู้คนสามารถมองเห็นถ้ำยักษ์นี้ได้จากทั้งริมตลิ่ง, เรือสำราญในแม่น้ำแซน หรือแม้กระทั่งจากบนยอดหอไอเฟล ซึ่งจะจัดขึ้นตรงกับช่วงปารีสแฟชั่นวีก, วันดนตรีโลก (World Music Day) และเทศกาลศิลปะโต้รุ่ง (Nuit Blanche) พอดี และเมื่อนิทรรศการสิ้นสุดลง โครงสร้างผ้าทั้งหมดจะถูกนำไปใช้ซ้ำหรือรีไซเคิล เพราะศิลปินมักกล่าวเสมอว่า “อากาศจะไม่ทิ้งรอยแผลใด ๆ ไว้” จากนั้นสะพานปงเนิฟที่เก่าแก่กว่ายุคสาธารณรัฐและยุคปฏิวัติฝรั่งเศส จะกลับมาปรากฏโฉมงดงามดังเดิม ราวกับไม่เคยมีอะไรเกิดขึ้น.

ที่มา Associated Press

ชายออสเตรเลียตกเหวลึก 300 เมตรดับสลด ขณะเดินป่ามุ่งหน้า “มาชูปิกชู” ในเปรู

ชายออสเตรเลียตกเหวลึก 300 เมตรดับสลด ขณะเดินป่ามุ่งหน้า "มาชูปิกชู" ในเปรู

22 พ.ค. 2569 12:58 น.

ชายออสเตรเลียตกเหวลึก 300 เมตรดับสลด ขณะเดินป่ามุ่งหน้า “มาชูปิกชู” ในเปรู

ชายชาวออสเตรเลียวัย 53 ปี ซึ่งเป็นตำรวจประจำรัฐวิกตอเรีย เสียชีวิตหลังพลัดตกเหวลึก 300 เมตร ระหว่างเดินป่าบนเส้นทาง “อินคาเทรล” มุ่งหน้าสู่มาชูปิกชู แหล่งมรดกโลกชื่อดังของเปรู ขณะที่เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นเร่งสอบสวนสาเหตุของอุบัติเหตุ

เจ้าหน้าที่ตำรวจและหน่วยกู้ภัยบนภูเขาสูง ในเมืองกุสโก ประเทศเปรู แถลงความคืบหน้ากรณีอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นบนเส้นทางเดินป่า “อินคาเทรล” (Inca Trail) โดยเจ้าหน้าที่ได้ตรวจพบร่างของ นายแมทธิว แคมารอน เพตัน อายุ 53 ปี นักท่องเที่ยวชาวออสเตรเลีย อยู่ที่ก้นเหวลาดชันลึกประมาณ 300 เมตร ใกล้กับช่วงเส้นทางที่เรียกว่า “50 กราดาส” (50 Gradas)

เวอร์จิลิโอ เบลาสเกซ ผู้บัญชาการตำรวจภูมิภาคกุสโก เปิดเผยว่า นายเพตันและภรรยาเดินทางมาถึงเมืองกุสโกได้ประมาณ 12 วันก่อนจะเริ่มทริปเดินป่าระยะเวลา 4 วันมุ่งสู่มาชูปิกชู จากรายงานเบื้องต้นระบุว่า ในช่วงบ่ายวันพุธตามเวลาท้องถิ่น นายเพตันซึ่งกำลังเดินป่าอยู่กับกลุ่มนักท่องเที่ยวและไกด์นำทาง ได้เกิดสะดุดล้มในขณะที่กำลังเดินข้ามสะพานไม้

“เรามีข้อมูลชี้ว่าเขาดูเหมือนจะสะดุดล้มขณะข้ามสะพานไม้ และพยายามที่จะคว้าฝืนยึดราวกั้นไม้เอาไว้ แต่ราวกั้นเกิดหักและรับน้ำหนักไม่ไหว ทำให้เขาลื่นไถลพลัดตกลงไปสู่หุบเหวเบื้องลึกพร้อมกับราวกั้นนั้น น่าเสียดายที่เขาตกลงไปในเหวที่ลึกมาก” 

พื้นที่จุดเกิดเหตุเป็นหน้าผาสูงชันและเข้าถึงยากลำบาก สื่อท้องถิ่น TVPeru Noticias รายงานว่าบริเวณดังกล่าวไม่มีสัญญาณโทรศัพท์ และเจ้าหน้าที่ต้องใช้การสื่อสารผ่านวิทยุเท่านั้น โดยหลังจากกู้ร่างขึ้นมาได้ จะมีการเคลื่อนย้ายร่างไปยังเมืองมาชูปิกชู ปวยโบล ซึ่งเป็นเมืองหน้าด่านตรงฐานของป้อมปราการอินคาโบราณ ก่อนจะส่งต่อไปยังเมืองอุรุบัมบา เพื่อชันสูตรและตรวจสอบหาสาเหตุของการพลัดตกที่แน่ชัดต่อไป

หลังจากทราบข่าวร้าย สำนักงานตำรวจแห่งรัฐวิกตอเรีย ประเทศออสเตรเลีย ได้แชร์แถลงการณ์ของครอบครัวนายเพตัน ซึ่งเปิดเผยว่าทุกคนอยู่ในอาการ “ใจสลาย” และรู้สึกเหมือนเรื่องที่เกิดขึ้นไม่ใช่ความจริง

สมาคมตำรวจแห่งรัฐวิกตอเรีย เสริมว่า เจ้าหน้าที่และสมาชิกทุกคนต่างตกใจและเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อการสูญเสียครั้งนี้ โดยระบุว่า นายเพตันมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการเป็นครูฝึกให้ความรู้แก่ตำรวจรุ่นใหม่ และทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยผู้แทนของสมาคมฯ ซึ่งสะท้อนถึงความห่วงใยและใส่ใจที่เขามีต่อเพื่อนร่วมวิชาชีพมาโดยตลอด

ขณะเดียวกัน โฆษกกระทรวงการต่างประเทศและการค้าของออสเตรเลีย แถลงว่า ทางกระทรวงฯ กำลังเร่งให้ความช่วยเหลือด้านกงสุลแก่ครอบครัวของผู้เสียชีวิตในเปรูอย่างใกล้ชิด และขอส่งความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อครอบครัวในช่วงเวลาที่ยากลำบากนี้

สำหรับ “เส้นทางสายอินคา” หรือ อินคาเทรล เป็นเส้นทางเดินป่าระยะทาง 43 กิโลเมตรผ่านเทือกเขาแอนดีส ซึ่งทอดยาวตามเส้นทางโบราณที่ชาวอินคาตัดไว้เพื่อมุ่งสู่เมืองโบราณมาชูปิกชู ถือเป็นเส้นทางยอดนิยมระดับโลกที่มีการจำกัดจำนวนนักเดินทางไม่เกิน 500 คนต่อวัน และมักจะต้องจองคิวล่วงหน้านานครึ่งปี.

ที่มา BBC / The Age

“รูบิโอ” ชี้คิวบาเป็นภัยความมั่นคงสหรัฐฯ คิวบาสวนกลับ “คำโกหก”

"รูบิโอ" ชี้คิวบาเป็นภัยความมั่นคงสหรัฐฯ คิวบาสวนกลับ "คำโกหก"

22 พ.ค. 2569 12:36 น.

“รูบิโอ” ชี้คิวบาเป็นภัยความมั่นคงสหรัฐฯ คิวบาสวนกลับ “คำโกหก”

มาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ ชี้คิวบาเป็น “ภัยคุกคามความมั่นคง” และโอกาสเจรจาทางการทูตแทบเป็นไปไม่ได้ หลังจากสหรัฐฯ เพิ่งสั่งฟ้อง “ราอูล คาสโตร” อดีตประธานาธิบดีคิวบาข้อหาฆาตกรรม ขณะที่รัฐบาลคิวบาตอบโต้ กล่าวหาสหรัฐฯ บิดเบือนข้อเท็จจริง

มาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ออกแถลงการณ์ระบุว่า คิวบาถือเป็น “ภัยคุกคามต่อความมั่นคงแห่งชาติ” ของสหรัฐฯ และยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่า โอกาสที่จะบรรลุข้อตกลงอย่างสันติผ่านช่องทางการทูตนั้น “มีไม่มากนัก” เมื่อพิจารณาจากพฤติกรรมของรัฐบาลคิวบาในปัจจุบัน

รูบิโอยังได้กล่าวหาคิวบาเพิ่มเติมว่าเป็น “หนึ่งในผู้สนับสนุนหลักของการก่อการร้ายในภูมิภาค” อย่างไรก็ตาม เขายืนยันว่าสหรัฐฯ ยังคงเปิดทางให้กับการแก้ไขปัญหาด้วยวิธีทางการทูตเป็นอันดับแรก แต่เตือนว่าประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ มีสิทธิ์และหน้าที่โดยชอบธรรมในการปกป้องประเทศจากภัยคุกคามทุกรูปแบบ

ด้านนายบรูโน โรดริเกซ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศคิวบา ได้ออกมาโพสต์ข้อความผ่านแพลตฟอร์ม X ตอบโต้อย่างดุเดือด โดยตำหนิข้อกล่าวหาของรูบิโอว่าเป็น “เรื่องโกหก” และยืนยันว่าคิวบาไม่เคยเป็นภัยคุกคามต่อสหรัฐฯ เลยแม้แต่น้อย

โรดริเกซวิพากษ์วิจารณ์รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ ว่ากำลังพยายาม “ยั่วยุให้เกิดการรุกรานทางทหาร” และกล่าวหารัฐบาลสหรัฐฯ ว่ากำลังโจมตีคิวบาอย่างโหดร้ายและเป็นระบบ โดยปัจจุบัน คิวบากำลังเผชิญกับวิกฤตพลังงานอย่างรุนแรงจากการที่สหรัฐฯ คว่ำบาตรการขนส่งน้ำมันอย่างเข้มงวด ส่งผลให้ประชาชนต้องเผชิญกับเหตุการณ์ไฟฟ้าดับเป็นเวลานานและปัญหาขาดแคลนอาหารตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา เพื่อกดดันให้ยอมทำข้อตกลง อย่างไรก็ตาม รูบิโอระบุว่าคิวบาได้ยอมรับเงินช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมมูลค่า 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 3,240 ล้านบาท) จากสหรัฐฯ แล้ว

ถ้อยแถลงของรูบิโอเกิดขึ้นเพียงหนึ่งวันหลังจากกระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ ประกาศฟ้องร้อง ราอูล คาสโตร อดีตประธานาธิบดีและผู้นำการปฏิวัติคิวบา ในข้อหาฆาตกรรม จากกรณีเครื่องบินขับไล่ของคิวบายิงเครื่องบินพลเรือนของกลุ่มลี้ภัยชาวคิวบา-อเมริกันตก 2 ลำเมื่อปี 1996 ส่งผลให้พลเมืองสหรัฐฯ เสียชีวิต 4 ราย ซึ่งนักวิเคราะห์มองว่านี่เป็นกลยุทธ์ทำลายล้างระบอบคอมมิวนิสต์ทำนองเดียวกับที่ทรัมป์เคยสั่งจับกุมประธานาธิบดีนิโกลัส มาดูโร แห่งเวเนซุเอลา

เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่าสหรัฐฯ จะนำตัวคาสโตรมาขึ้นศาลได้อย่างไร นายรูบิโอปฏิเสธที่จะเปิดเผยรายละเอียด โดยระบุเพียงว่า “ทำไมผมต้องบอกสื่อล่ะว่าแผนการของเราคืออะไร?” ขณะที่ ท็อดด์ บลานช์ รักษาการอัยการสูงสุดสหรัฐฯ กล่าวอย่างมีนัยสำคัญว่า “เราคาดว่าเขาจะมาปรากฏตัวที่นี่ ไม่ว่าจะด้วยความสมัครใจของเขาเอง หรือด้วยวิธีอื่น”

นอกจากนี้ รูบิโอยังประกาศผ่าน X ว่า สหรัฐฯ ได้จับกุมตัว เอดิส ลาสเตรส โมเรรา น้องสาวของเจ้าหน้าที่ระดับสูงในกลุ่มธุรกิจเครือข่ายกองทัพคิวบา ซึ่งควบคุมภาคเศรษฐกิจที่ทำกำไรมหาศาลของประเทศ โดยโมเรราอาศัยอยู่ในรัฐฟลอริดา แต่แอบให้ความช่วยเหลือระบอบคอมมิวนิสต์ของฮาวานา ซึ่งเธอถูกเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองจับกุมและกักตัวไว้เพื่อเตรียมส่งกลับประเทศแล้ว

ด้านประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้แถลงต่อสื่อมวลชนที่ห้องทำงานรูปไข่ในทำเนียบขาว โดยเรียกคิวบาว่าเป็น “ประเทศที่ล้มเหลว” และรัฐบาลของเขากำลังพยายามช่วยเหลือประชาชนบนหลักมนุษยธรรม พร้อมเสริมว่าชาวคิวบา-อเมริกันจำนวนมากต้องการกลับไปพัฒนาประเทศบ้านเกิดให้ประสบความสำเร็จ

“ประธานาธิบดีคนอื่นๆ เฝ้ามองเรื่องนี้มานาน 50 หรือ 60 ปีโดยไม่ได้ทำอะไรเลย และดูเหมือนว่าผมจะเป็นคนลงมือทำมันเอง ซึ่งผมยินดีอย่างยิ่งที่จะทำ” ทรัมป์กล่าวปิดท้ายอย่างมั่นใจ ถึงความตั้งใจในการโค่นล้มระบอบคอมมิวนิสต์คิวบาที่หยั่งรากลึกมานานหลายทศวรรษ.

ที่มา BBC

ชาวกรีนแลนด์ประท้วงหน้าสถานกงสุลสหรัฐฯ แห่งใหม่ ต้าน “ทรัมป์” แผ่อิทธิพลฮุบเกาะ

ชาวกรีนแลนด์ประท้วงหน้าสถานกงสุลสหรัฐฯ แห่งใหม่ ต้าน "ทรัมป์" แผ่อิทธิพลฮุบเกาะ

22 พ.ค. 2569 12:07 น.

ชาวกรีนแลนด์ประท้วงหน้าสถานกงสุลสหรัฐฯ แห่งใหม่ ต้าน “ทรัมป์” แผ่อิทธิพลฮุบเกาะ

ประชาชนชาวกรีนแลนด์หลายร้อยคนรวมตัวกันบริเวณหน้าสถานกงสุลสหรัฐฯ แห่งใหม่ ในเมืองนุก เมืองหลวงของกรีนแลนด์ เพื่อประท้วงนโยบายของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่ต้องการขยายอิทธิพลของสหรัฐฯ เหนือดินแดนปกครองตนเองภายใต้ราชอาณาจักรเดนมาร์ก

เกิดเหตุประท้วงครั้งใหญ่ในเมืองนุก เมืองหลวงของกรีนแลนด์ เมื่อประชาชนหลายร้อยคนรวมตัวกันเดินขบวนผ่านใจกลางเมือง พร้อมตะโกนคำขวัญ “กรีนแลนด์เป็นของชาวกรีนแลนด์” ก่อนจะไปยืนสงบนิ่งโดยพร้อมใจกัน “หันหลัง” ให้กับอาคารสถานกงสุลสหรัฐฯ แห่งใหม่ เพื่อส่งสัญญาณประท้วงต่อรัฐบาลสหรัฐฯ

อักกาลุกคุลุก ฟอนเทน วัย 37 ปี แกนนำผู้จัดกิจกรรมประท้วงเปิดเผยว่า “รัฐบาลของเราได้บอก โดนัลด์ ทรัมป์ และคณะทำงานของเขาไปแล้วว่า กรีนแลนด์ไม่ได้มีไว้ขาย ข้อความของเราส่งถึงชาวอเมริกันและคนทั้งโลก ว่าในโลกที่เป็นประชาธิปไตย คำว่าไม่…ก็คือไม่”

การประท้วงครั้งนี้เกิดขึ้นในช่วงสัปดาห์เดียวกับการเปิดตัวสถานกงสุลสหรัฐฯ แห่งใหม่ ซึ่งย้ายจากอาคารไม้หลังเล็กมาสู่อาคารสูงใจกลางเมืองที่มีพื้นที่กว่า 3,000 ตารางเมตร จนชาวบ้านพากันตั้งฉายาประชดประชันว่า “ทรัมป์ทาวเวอร์”

แม้ภายในงานเปิดตัวจะมี เคนเน็ธ ฮาวเวอรี เอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ประจำเดนมาร์ก ทำพิธีเปิดป้ายและกล่าวชื่นชมความสัมพันธ์อันดี แต่อภิมหาโปรเจกต์นี้กลับถูกโดดเดี่ยวจากฝ่ายการเมืองท้องถิ่นอย่างสิ้นเชิง โดยนายกรัฐมนตรี เยนส์-เฟรเดอริก นีลเซน รวมถึงรัฐมนตรี และ สส. กรีนแลนด์ ต่างพากันปฏิเสธเข้าร่วมงาน เพื่อส่งสัญญาณว่าพวกเขาไม่พอใจการคุกคามอธิปไตยในครั้งนี้

เจฟฟ์ แลนด์รี พันธมิตรใกล้ชิดของทรัมป์และผู้ว่าการรัฐหลุยเซียนา ซึ่งทำหน้าที่เป็นทูตพิเศษ ได้เดินทางมายังกรีนแลนด์โดย “ไม่มีคำเชิญอย่างเป็นทางการ” เขาพยายามเดินสายพบปะผู้นำการเมืองและนักธุรกิจเพื่อสร้างสัมพันธ์ แต่กลับสร้างความอึดอัดใจจนนักธุรกิจบางส่วนปฏิเสธที่จะเข้าพบ

ยิ่งไปกว่านั้น นายแลนด์รียังให้สัมภาษณ์กับหนังสือพิมพ์ท้องถิ่น Sermitsiaq โดยจงใจปลุกกระแสการแยกตัวเป็นเอกราชของกรีนแลนด์ว่า “ผมคิดว่ากรีนแลนด์สามารถมีเศรษฐกิจที่ดีเท่าเดิม หรืออาจจะดีกว่าเดิมด้วยซ้ำหากเป็นประเทศเอกราช” แต่เมื่อถูกถามว่าทรัมป์จะเคารพเส้นแบ่งอธิปไตยของกรีนแลนด์หรือไม่ แลนด์รีกลับตอบอย่างคลุมเครือว่า “สำหรับเรามีเส้นแบ่งเพียงเส้นเดียวเท่านั้น คือ เส้นสีแดง ขาว และน้ำเงิน” ซึ่งเป็นสีธงชาติสหรัฐฯ

ด้านโฆษกทำเนียบขาวแถลงว่า สหรัฐฯ ยังคงมองในแง่ดีว่าการดำเนินการเป็นไปในทิศทางที่ดีเพื่อตอบสนองต่อผลประโยชน์ความมั่นคงแห่งชาติของสหรัฐฯ ในกรีนแลนด์ พร้อมชมเชยว่าแลนด์รีทำหน้าที่ได้อย่างยอดเยี่ยม

โดนัลด์ ทรัมป์ ได้ย้ำหลายครั้งถึงความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ของกรีนแลนด์ต่อความมั่นคงของสหรัฐฯ โดยเฉพาะในยุคสงครามเย็นที่สหรัฐฯ เคยมีฐานทัพที่นี่ถึง 17 แห่ง แต่ปัจจุบันเหลือเพียงแห่งเดียวคือ ฐานทัพอวกาศพิตุฟฟิก  ซึ่งขณะนี้สหรัฐฯ กำลังเจรจาขยายโครงสร้างพื้นฐานและมองหาพื้นที่ตั้งฐานทัพเพิ่มเติม

อย่างไรก็ตาม รายงานจากสำนักข่าว เดอะ นิวยอร์ก ไทมส์ ชี้ให้เห็นถึงความกังวลอย่างลึกซึ้งของฝั่งกรีนแลนด์ โดยระบุว่า สหรัฐฯ ต้องการให้กองทัพของตนสามารถประจำการในกรีนแลนด์ได้อย่างไม่มีกำหนด และต้องการสิทธิ์ในการ “วีโต” หรือยับยั้งการลงทุนรายใหญ่ใด ๆ ในกรีนแลนด์ เพื่อสกัดกั้นไม่ให้จีนและรัสเซียเข้ามาขยายอิทธิพลในภูมิภาคอาร์กติก ซึ่งประเด็นนี้คาดว่าจะถูกนำเข้าที่ประชุมร่วมกับพันธมิตรนาโตในการประชุมสุดยอดที่ประเทศสวีเดนต่อไป.

ที่มา BBC

กระเป๋า “เบอร์กิน” ของเศรษฐีนีเวียดนามผู้ต้องโทษคดีฉ้อโกง ถูกประมูลกว่า 18 ล้าน

กระเป๋า "เบอร์กิน" ของเศรษฐีนีเวียดนามผู้ต้องโทษคดีฉ้อโกง ถูกประมูลกว่า 18 ล้าน

22 พ.ค. 2569 11:35 น.

กระเป๋า “เบอร์กิน” ของเศรษฐีนีเวียดนามผู้ต้องโทษคดีฉ้อโกง ถูกประมูลกว่า 18 ล้าน

กระเป๋า “แอร์เมส เบอร์กิน” (Hermès Birkin) หนังจระเข้สีขาว 2 ใบของ “เจือง หมี ลาน” มหาเศรษฐีนีเวียดนามผู้ต้องโทษคดีฉ้อโกงครั้งใหญ่ ถูกประมูลขายรวมกว่า 14.14 พันล้านดอง หรือกว่า 18 ล้านบาท โดยหนึ่งในนั้นทำราคาพุ่งเกือบ 7 เท่าจากราคาเริ่มต้น สะท้อนความนิยมของกระเป๋าหรูระดับสะสมที่นักลงทุนทั่วโลกต้องการครอบครอง

ศูนย์บริการประมูลสินทรัพย์แห่งนครโฮจิมินห์ ประเทศเวียดนาม ได้เปิดเผยความสำเร็จในการจัดประมูลกระเป๋าถือสุดหรูแบรนด์ “แอร์เมส” (Hermès) รุ่น “เบอร์กิน” (Birkin) หนังจระเข้สีขาว หรือที่มักเรียกกันว่ารุ่นหิมาลัย/อัลบิโน จำนวน 2 ใบ ซึ่งถูกยึดมาจาก นางเจือง หมี ลาน  อดีตประธานบริษัทอสังหาริมทรัพย์ยักษ์ใหญ่ วัน ถิงห์ ฟัต (Van Thinh Phat) ผู้ต้องขังคดีฉ้อโกงครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของประเทศ

การประมูลครั้งนี้ถือเป็นหนึ่งในไม่กี่ครั้งของคดีแพ่งที่ประสบความสำเร็จตั้งแต่การเปิดประมูลรอบแรก และทำราคาได้สูงกว่าราคาเริ่มต้นอย่างมหาศาล โดยการแข่งขันจบลงอย่างรวดเร็วภายในเวลาเพียง 30 นาที

โดยใบแรก ซึ่งเป็นกระเป๋าเบอร์กิน ไซส์ 30 สีขาว มีผู้เสนอราคา 4 ครั้ง เคาะจบที่ราคา 2.54 พันล้านดง หรือราว 3.3 ล้านบาท สูงกว่าราคาเริ่มต้นราว 200 ล้านดอง

ส่วนใบที่สอง กระเป๋าเบอร์กิน ไซส์ 25 สีขาว รุ่นพิเศษตกแต่งด้วยคริสตัลและเพชรบริเวณตัวล็อกและขอบ มีการสู้ราคาอย่างดุเดือดถึง 119 ครั้ง ก่อนจะชนะประมูลไปด้วยราคาสูงถึง 11.6 พันล้านดอง หรือราว 15.4 ล้านบาท ซึ่งสูงกว่าราคาเริ่มต้นที่ตั้งไว้ 1.7 พันล้านดง ถึงเกือบ 7 เท่า

ขณะนี้ยังไม่มีการเปิดเผยรายชื่อผู้ชนะประมูล โดยตามกฎระเบียบ ผู้ชนะจะต้องชำระเงินแบ่งเป็น 2 งวดภายในเวลาไม่เกิน 30 วัน และก่อนหน้านี้ทุกคนต้องวางเงินมัดจำล่วงหน้า 20% ของราคาเริ่มต้นแล้ว ซึ่งก่อนหน้านี้ ทรัพย์สินอื่น ๆ ของนางลาน เช่น เรือยอชท์และเรือประเภทอื่น ๆ ที่ถูกนำมาประมูลกลับไม่มีผู้สนใจซื้อ จนต้องมีการลดราคาเริ่มต้นเพื่อจัดประมูลใหม่

กระเป๋าแอร์เมส เบอร์กิน ถือเป็นหนึ่งในกระเป๋าที่ผู้คนแสวงหามากที่สุดในโลก โดยมีเซเลบริตี้ระดับโลกอย่าง คิม คาร์ดาเชียน, เจนนิเฟอร์ โลเปซ และวิกตอเรีย เบ็คแฮม นิยมใช้งาน

นายนิโคลัส พาร์เนลล์ ผู้ก่อตั้ง Agency Parnell เอเจนซีแฟชั่นหรูระดับค้าส่ง ระบุว่า ราคาของกระเป๋า เบอร์กินเพิ่มขึ้นปีต่อปีมาเป็นเวลานานแล้ว เนื่องจากแอร์เมสใช้กลยุทธ์จำกัดการเข้าถึงของผู้ซื้อ ทำให้กระเป๋าเหล่านี้ถูกมองว่าเป็น “งานศิลปะ” และ “การลงทุนที่คุ้มค่า” โดยเฉพาะรุ่นพิเศษที่แทบจะไม่มีเพดานจำกัดในเรื่องของราคา

กระเป๋าหรูทั้งสองใบนี้ถูกยึดเป็นของกลางในคดีระยะที่ 2 ของกลุ่มบริษัท วัน ถิงห์ ฟัต ซึ่งปัจจุบันอยู่ภายใต้การดูแลของหน่วยงานบังคับคดีแพ่งนครโฮจิมินห์ ร่วมกับทรัพย์สินอื่น ๆ อีกกว่า 1,200 รายการ

ในการพิจารณาคดีเมื่อปลายเดือนกันยายน 2024 นางเจือง หมี ลาน เคยพยายามร้องขอต่อศาลเพื่อขอเก็บกระเป๋าคู่ใจทั้งสองใบนี้ไว้ โดยระบุว่า ใบหนึ่งเธอซื้อมาจากประเทศอิตาลี ส่วนอีกใบเป็นของขวัญที่ได้รับมาจากมหาเศรษฐีชาวมาเลเซีย

“มูลค่าของมันไม่ได้มากมายอะไรเลยเมื่อเทียบกับทรัพย์สินทั้งหมดของดิฉันที่ถูกอายัดไว้ ดิฉันจึงอยากขอร้องศาลเพื่อนำกระเป๋าทั้งสองใบนี้กลับคืนไป เพื่อเก็บไว้เป็นของดูต่างหน้าและส่งต่อให้ลูกๆ หลานๆ” นางลานกล่าวในชั้นศาล แต่คำขอนั้นได้รับการปฏิเสธ

ปัจจุบัน นางเจือง หมี ลาน กำลังถูกโทษจำคุกตลอดชีวิต และถูกศาลสั่งให้ชดใช้ค่าเสียหายเป็นเงินสูงถึง 2.7 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ จากคดีทุจริตยักยอกเงินจากธนาคารไซ่ง่อน คอมเมอร์เชียล ซึ่งเป็นผู้ให้กู้รายใหญ่อันดับ 5 ของประเทศ ผ่านทางเครือข่ายบริษัทเปล่า (shell company) เป็นเวลานานกว่า 10 ปี คิดเป็นมูลค่าความเสียหายรวมกว่า 4.4 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ

เดิมทีนางลานถูกตัดสินประหารชีวิตเมื่อเดือนเมษายน 2024 ก่อนที่โทษดังกล่าวจะได้รับการลดหย่อนเป็นจำคุกตลอดชีวิตในเวลาต่อมา หลังจากประเทศเวียดนามได้ประกาศยกเลิกโทษประหารชีวิตในฐานความผิดหลายประเภท.

ที่มา BBC / VnExpress