ยิ่งโตยิ่งแซ่บ ลียา ปล่อยลุคใหม่ไฟลุก โซเชียลแซวสนั่น แซ่บขนาดนี้ พ่อเป็ก เตรียมไว้หนวดด่วน!

ยิ่งโตยิ่งแซ่บ ลียา ปล่อยลุคใหม่ไฟลุก โซเชียลแซวสนั่น แซ่บขนาดนี้ พ่อเป็ก เตรียมไว้หนวดด่วน!

ยิ่งโตยิ่งแซ่บ ลียา ปล่อยลุคใหม่ไฟลุก โซเชียลแซวสนั่น แซ่บขนาดนี้ พ่อเป็ก เตรียมไว้หนวดด่วน!

วันพฤหัสบดี ที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 15.02 น.

ฮือฮาจนไทม์ไลน์แทบแตก! สำหรับ “น้องลียา” สาวน้อยสุดฮอตสมาชิกใหม่แกะกล่องจากวงเกิร์ลกรุ๊ป TACE (ลูกสาวสุดที่รักของ แม่ธัญญ่า ธัญญาเรศ และ พ่อเป็ก สัญชัย) ที่ล่าสุดทำเอาโลกโซเชียลร้อนฉ่า หลังจากเจ้าตัวปล่อยภาพเซ็ตใหม่ในลุคสุดต๊าชจนแฟนคลับแห่กดไลก์รัวๆ

ลุคนี้ของสาวลียามาในสไตล์ “เท่ปนเซ็กซี่เบาๆ” แต่ที่สะดุดตาที่สุดจนสะกดทุกสายตาคงหนีไม่พ้น “ผมสีส้มสด” ขับผิวขาวออร่าพุ่งกระจายแบบ 10 เต็ม 10 งานนี้ทำเอาชาวเน็ตและแฟนคลับต่างพากันเข้ามากดไลก์และคอมเมนต์กันถล่มทลาย ซึ่งหลายคนพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า ยิ่งโตยิ่งสวย ยิ่งฉายแววความแซ่บ ถอดแบบความปังมาจากคุณแม่ไม่มีผิด! จนอดไม่ได้ที่จะคอมเมนต์แซวไปถึงฝั่งคุณพ่อสุดโหดว่า “สวยแซ่บขนาดนี้ เข้าใจเลยว่าทำไมพ่อเป็กถึงหวงมาก!” , “ไม้เรียวในมือคุณพ่อสั่นแล้ว!” และ “คุณพ่อต้องเตรียมไว้หนวดรอด่วนๆ เลยจ้า” เรียกได้ว่าเป็นรุกกี้สาวหน้าใหม่ที่น่าจับตามอง ทั้งเรื่องความสามารถและออร่าความสวยที่นับวันยิ่งพุ่งกระจายจนฉุดไม่อยู่จริงๆ !

เป๊ะไม่เปลี่ยน! ชาม ไอยวริญท์ ในชุดว่ายน้ำเว้าสูง ทำแฟนคลับใจละลาย

เป๊ะไม่เปลี่ยน! ชาม ไอยวริญท์ ในชุดว่ายน้ำเว้าสูง ทำแฟนคลับใจละลาย

เป๊ะไม่เปลี่ยน! ชาม ไอยวริญท์ ในชุดว่ายน้ำเว้าสูง ทำแฟนคลับใจละลาย

วันพฤหัสบดี ที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 14.46 น.

21 พฤษภาคม 2569 ทำเอาโซเชียลฮือฮาอีกครั้ง สำหรับอดีตนางงามและนักแสดงสาว “ชาม ไอยวริญท์” ที่ล่าสุดออกมาเผยลุคสุดปังผ่านโซเชียลส่วนตัว ในชุดว่ายน้ำวันพีซสีครีมดีไซน์เว้าสูงแฝงความเซ็กซี่เบาๆ อวดหุ่นเพรียวบางและผิวขาวเนียนแบบไร้ที่ติ จนแฟนๆ หลายคนเข้ามากดไลก์และแสดงความคิดเห็นกันอย่างคึกคัก

ศธ.ยกระดับคุณภาพชีวิต ครูอัตราจ้าง-บุคลากรทางการศึกษา กว่า 7,500 อัตรา

ศธ.ยกระดับคุณภาพชีวิต ครูอัตราจ้าง-บุคลากรทางการศึกษา กว่า 7,500 อัตรา

ศธ.ยกระดับคุณภาพชีวิต ครูอัตราจ้าง-บุคลากรทางการศึกษา กว่า 7,500 อัตรา

วันพฤหัสบดี ที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 22.00 น.

ศธ.ยกระดับคุณภาพชีวิตครูอัตราจ้างและบุคลากรทางการศึกษาในโรงเรียนทั่วประเทศ ปรับสถานะจ้างเหมาบริการ เป็นลูกจ้างชั่วคราว กว่า 7,500 อัตรา

21 พฤษภาคม 2569 นายตติยภัทร์ ปิติเศรษฐพันธุ์ โฆษกกระทรวงศึกษาธิการ เปิดเผยว่า กระทรวงศึกษาธิการ เดินหน้ายกระดับคุณภาพชีวิตครูอัตราจ้างและบุคลากรทางการศึกษาในโรงเรียนทั่วประเทศ ปรับสถานะ “จ้างเหมาบริการ” เป็น “ลูกจ้างชั่วคราว” กว่า 7,500 อัตรา เพื่อเพิ่มความมั่นคงในการทำงาน เติมขวัญกำลังใจ และสร้างความต่อเนื่องในการดูแลผู้เรียน

โดยการดำเนินการดังกล่าว เป็นไปตามนโยบายของ นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ที่ให้ความสำคัญกับการพัฒนาคุณภาพการศึกษา ควบคู่กับการดูแลคุณภาพชีวิตของบุคลากรในระบบการศึกษา โดยเฉพาะผู้ปฏิบัติงานในโรงเรียนซึ่งเป็นกำลังสำคัญในการดูแลและพัฒนาผู้เรียน

ทั้งนี้ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ได้ดำเนินการปรับสถานะบุคลากรจำนวน 7,588 อัตรา ภายในปีงบประมาณ พ.ศ.2569 เพื่อให้ได้รับสิทธิประโยชน์และความคุ้มครองตามกฎหมายแรงงานมากยิ่งขึ้น รวมถึงได้รับค่าตอบแทนที่เหมาะสมตามคุณวุฒิและลักษณะงาน

สำหรับอัตราค่าตอบแทนใหม่ ครูผู้ช่วยวุฒิปริญญาตรี 5 ปี หรือมีประกาศนียบัตรบัณฑิตวิชาชีพครู จะได้รับเงินเดือนสูงสุด 19,120 บาท ขณะที่วุฒิปริญญาตรี 4 ปี จะได้รับ 18,220 บาท ส่วนครูช่วยสอนและบุคลากรสนับสนุนอื่นๆ จะได้รับค่าตอบแทนรวมค่าครองชีพประมาณ 11,000 บาทต่อเดือน

พร้อมกันนี้ กระทรวงศึกษาธิการได้กำชับให้สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั่วประเทศ เร่งดำเนินการสรรหา คัดเลือก และจัดทำสัญญาจ้างให้แล้วเสร็จภายในกรอบเวลาที่กำหนด โดยยึดหลักความโปร่งใส เป็นธรรม และตรวจสอบได้ เพื่อให้บุคลากรสามารถเริ่มปฏิบัติงานภายใต้สัญญาใหม่ได้ตั้งแต่วันที่ 2 มิถุนายน – 30 กันยายน 2569

“บุคลากรในโรงเรียน คือหัวใจสำคัญของระบบการศึกษา การยกระดับสถานภาพครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการปรับรูปแบบการจ้างงาน แต่คือการสร้างความมั่นคงและกำลังใจให้กับคนทำงานตัวจริงในโรงเรียน เพราะเมื่อครูและบุคลากรมีคุณภาพชีวิตที่ดี ก็จะส่งผลโดยตรงต่อคุณภาพการเรียนรู้ของเด็กไทยในระยะยาว” โฆษก ศธ.กล่าว

ศธ. X TikTok พลิกโฉมสื่อการสอน ดันคอนเทนต์ 2 นาที ช่วยลดภาระงานครู

ศธ. X TikTok พลิกโฉมสื่อการสอน ดันคอนเทนต์ 2 นาที ช่วยลดภาระงานครู

ศธ. X TikTok พลิกโฉมสื่อการสอน ดันคอนเทนต์ 2 นาที ช่วยลดภาระงานครู

วันพฤหัสบดี ที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 21.17 น.

ศธ. X TikTok พลิกโฉมสื่อการสอน ดันคอนเทนต์ 2 นาที ช่วยลดภาระงานครู – เสริมสร้างการเรียนรู้ตามวิถีคนรุ่นใหม่

21 พฤษภาคม 2569 นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เปิดเผยภายหลังหารือกับ นางชนิดา คล้ายพันธ์ Director of Public Policy for Southeast Asia, บริษัท ติ๊กต๊อก (ไทยแลนด์) จำกัด และคณะ เพื่อยกระดับการผลิตสื่อการศึกษาด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล การพัฒนาครูและบุคลากรทางการศึกษา ตลอดจนการอัปสกิล (Upskill) รีสกิล (Reskill) เพื่อการสร้างงาน สร้างรายได้ และปรับตัวให้เราก้าวทันตลาดแรงงาน

“วันนี้ทางผมได้คุยกับ TikTok ถึงความร่วมมือที่ผ่านมา และการขยายความร่วมมือในอนาคต เพื่อพัฒนาทักษะดิจิทัล (Digital Literacy) โดยเฉพาะการนำเทคโนโลยีหรือ AI เข้ามาช่วยลดภาระงานของครู พร้อมกับผลิตสื่อทำคอนเทนต์ในลักษณะช็อตวิดีโอ เพื่อเสริมการเรียนรู้ต่าง ๆที่เข้าถึงได้ง่ายภายใน 2 นาที ที่เหมาะสมกับวิถีของคนรุ่นใหม่ รวมทั้งการส่งเสริมการเรียนรู้ และหลักสูตรต่าง ๆ ทั้งการศึกษาขั้นพื้นฐาน อาชีวศึกษา และการการอัปสกิล รีสกิล เพื่อการสร้างงาน สร้างอาชีพด้วย โดยมีกลุ่มเป้าหมายทั้งในกลุ่มเด็กนักเรียน ครู และบุคลากร รวมไปถึงการโปรโมทข่าวสารและกิจกรรมของกระทรวงฯ ตามนโยบายหลัก 5 ด้าน เพื่อสร้างการรับรู้แก่สังคมในวงกว้างด้วย” รมว.ศธ.กล่าว

ประณาม รมต.ขวาจัดอิสราเอล เยาะเย้ย-ข่มขู่กลุ่มนักเคลื่อนไหวช่วยกาซา ขณะถูกมัดมือไพล่หลัง (คลิป)

ประณาม รมต.ขวาจัดอิสราเอล เยาะเย้ย-ข่มขู่กลุ่มนักเคลื่อนไหวช่วยกาซา ขณะถูกมัดมือไพล่หลัง (คลิป)

21 พ.ค. 2569 15:48 น.

ประณาม รมต.ขวาจัดอิสราเอล เยาะเย้ย-ข่มขู่กลุ่มนักเคลื่อนไหวช่วยกาซา ขณะถูกมัดมือไพล่หลัง (คลิป)

นานาชาติรวมถึงสหรัฐฯ อังกฤษ และแคนาดา ออกโรงประณาม นายอิตามาร์ เบน-กวีร์ รัฐมนตรีความมั่นคงแห่งชาติของอิสราเอล หลังโพสต์คลิปวิดีโอแสดงพฤติกรรมยั่วยุและเหยียดหยามกลุ่มนักเคลื่อนไหวส่งสิ่งของบรรเทาทุกข์ไปยังฉนวนกาซาที่ถูกสกัดจับ ขณะถูกมัดมือไพล่หลัง

เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์และประณามอย่างรุนแรงจากประชาคมโลก ต่อกรณีที่ นายอิตามาร์ เบน-กวีร์  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงความมั่นคงแห่งชาติผู้นิยมลัทธิชาตินิยมสุดโต่งของอิสราเอล ได้เผยแพร่คลิปวิดีโอลงบนสื่อสังคมออนไลน์ ขณะที่เขาเดินทางไปเยือนศูนย์ควบคุมตัวที่ท่าเรืออัชดอด เพื่อเข้าตรวจดูกลุ่มนักเคลื่อนไหวสนับสนุนปาเลสไตน์กว่า 430 คน จากกว่า 40 ประเทศทั่วโลก ที่ถูกกองทัพเรืออิสราเอลบุกสกัดจับกุมกลางทะเลสากล

ภายในคลิปวิดีโอที่ใช้แคปชันว่า “ยินดีต้อนรับสู่อิสราเอล” ปรากฏภาพนายเบน-กวีร์ ยืนให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงในขณะที่พวกเขากำลังกดตัวนักเคลื่อนไหวหญิงรายหนึ่งที่ตะโกนคำว่า “ปลดปล่อยปาเลสไตน์” ลงกับพื้น ยิ่งไปกว่านั้น ยังมีภาพเขายืนโบกธงอิสราเอลผืนใหญ่เคียงข้างกลุ่มนักเคลื่อนไหวจำนวนมากที่กำลังคุกเข่า โดยมีมือทั้งสองข้างถูกมัดไพล่หลังเอาไว้ พร้อมกับพูดใส่พวกเขาเป็นภาษาฮีบรูว่า “ยินดีต้อนรับสู่อิสราเอล พวกเราคือเจ้านายที่นี่” นอกจากนี้ยังมีภาพนักเคลื่อนไหวอีกส่วนถูกบังคับให้คุกเข่าบนดาดฟ้าเรือในขณะที่เจ้าหน้าที่เปิดเพลงชาติอิสราเอลตอกย้ำ

พฤติกรรมดังกล่าวจุดชนวนความโกรธแค้นให้แก่หลายประเทศทันที โดย อีเวตต์ คูเปอร์  รัฐมนตรีต่างประเทศอังกฤษ ระบุว่าเป็น “ภาพที่น่าอับอายอย่างสิ้นเชิง” และได้ทำการส่งหนังสือเรียกตัวแทนจากสถานทูตอิสราเอลเข้าพบด่วนเพื่อขอคำชี้แจง เช่นเดียวกับ นายมาร์ก คาร์นีย์ นายกรัฐมนตรีแคนาดา ที่ประณามว่าเป็นการกระทำที่ “น่ารังเกียจ” และสั่งเรียกทูตอิสราเอลเข้าพบทันที โดยย้ำว่าศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ต้องได้รับการปกป้องทุกที่ทุกเวลา

ขณะที่ สหรัฐฯ, ออสเตรเลีย, อิตาลี, ฝรั่งเศส, เนเธอร์แลนด์, เบลเยียม และสเปน ต่างประสานเสียงว่าพฤติกรรมของรัฐบาลอิสราเอลในครั้งนี้เป็นสิ่งที่ “ยอมรับไม่ได้” ด้าน เฮเลน แมคเอนที รัฐมนตรีต่างประเทศไอร์แลนด์ ชี้ว่าคลิปดังกล่าวพิสูจน์ให้เห็นว่าผู้บริสุทธิ์รวมถึงชาวไอริชที่ถูกคุมตัวอย่างผิดกฎหมาย ไม่ได้รับการปฏิบัติด้วยความเคารพในศักดิ์ศรี ขณะที่ “อาดาลาร์” (Adalah) กลุ่มสิทธิมนุษยชนระบุว่า นี่คือหลักฐานชัดเจนว่าอิสราเอลกำลังใช้ “นโยบายอาชญากร” ในการทารุณกรรมและสร้างความอับอายแก่เหยื่อ

กระแสต่อต้านที่ลุกลามส่งผลให้เกิดรอยร้าวในคณะรัฐมนตรีอิสราเอล โดยนายกิเดอน ซาร์ รัฐมนตรีต่างประเทศอิสราเอล ได้โพสต์ข้อความตำหนินายเบน-กวีร์ โดยตรงว่า “คุณกำลังจงใจสร้างความเสียหายให้กับประเทศของเราด้วยการแสดงออกที่น่าอับอายนี้ และนี่ไม่ใช่ครั้งแรก” ซึ่งนายเบน-กวีร์ ได้ตอกกลับทันทีว่า “รัฐมนตรีต่างประเทศควรเข้าใจได้แล้วว่า อิสราเอลไม่ใช่คนหัวอ่อนที่ใครจะมารังแกก็ได้อีกต่อไป”

ด้านนายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู ต้องออกแถลงการณ์เพื่อลดอุณหภูมิความร้อนแรง โดยระบุว่า แม้อิสราเอลจะมีสิทธิ์อันชอบธรรมในการสกัดกั้นกองเรือที่พยายามเข้ามาละเมิดการปิดล้อมทางทะเลเพื่อสนับสนุนกลุ่มฮามาส แต่แนวทางและวิธีปฏิบัติของรัฐบาลเบน-กวีร์ ต่อกลุ่มนักเคลื่อนไหวนั้น “ขัดต่อค่านิยมและบรรทัดฐานของประเทศอิสราเอลอย่างสิ้นเชิง” พร้อมสั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งเนรเทศกลุ่มคนเหล่านี้ออกนอกประเทศให้เร็วที่สุด

เหตุการณ์นี้สืบเนื่องมาจากกองเรือ Global Sumud Flotilla (GSF) นำโดยเรือมากกว่า 50 ลำ ได้ออกเดินทางจากประเทศตุรกีเมื่อสัปดาห์ก่อน เพื่อนำสิ่งของบรรเทาทุกข์ อาทิ อาหาร นมผงดัดแปลงสำหรับทารก และเวชภัณฑ์ ไปส่งมอบให้แก่ชาวปาเลสไตน์ในฉนวนกาซาที่กำลังเผชิญความอดอยากอย่างรุนแรง ซึ่งมีประชากรกว่า 2.1 ล้านคนต้องกลายเป็นผู้พลัดถิ่น แม้ว่าจะมีการตกลงหยุดยิงระหว่างอิสราเอลและฮามาสไปตั้งแต่เดือนตุลาคมปีที่แล้วก็ตาม

อย่างไรก็ตาม กองเรือดังกล่าวได้ถูกหน่วยคอมมานโดกองทัพเรืออิสราเอลติดอาวุธ บุกเข้าสกัดจับกุมในน่านน้ำสากลทางตะวันตกของไซปรัส ห่างจากชายฝั่งกาซาราว 460 กิโลเมตร โดยผู้จัดกิจกรรมอ้างว่ากองทัพอิสราเอลใช้กำลังเกินกว่าเหตุ มีการระดมยิงปืน ใช้ปืนฉีดน้ำแรงดันสูง และจงใจขับเรือพุ่งชนเรือของกลุ่มนักเคลื่อนไหว ในขณะที่กระทรวงการต่างประเทศอิสราเอลแย้งว่า ไม่มีการใช้กระสุนจริงและทำไปเพื่อรักษากฎหมายการปิดล้อมทางทะเลเท่านั้น โดยปัจจุบันกลุ่มผู้เดือดร้อนในกาซายังคงขาดแคลนปัจจัย 4 และระบบสาธารณูปโภคขั้นวิกฤตอันเนื่องมาจากข้อจำกัดในการนำเข้าสิ่งของบรรเทาทุกข์ของฝั่งอิสราเอล.

ที่มา BBC / Reuters

SpaceX ของอีลอน มัสก์ ยื่นขายหุ้น IPO หวังระดมทุนครั้งประวัติศาสตร์ 2.4 ล้านล้าน

SpaceX ของอีลอน มัสก์ ยื่นขายหุ้น IPO หวังระดมทุนครั้งประวัติศาสตร์ 2.4 ล้านล้าน

21 พ.ค. 2569 15:00 น.

SpaceX ของอีลอน มัสก์ ยื่นขายหุ้น IPO หวังระดมทุนครั้งประวัติศาสตร์ 2.4 ล้านล้าน

สเปซเอ็กซ์ (SpaceX) ยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีอวกาศของ อีลอน มัสก์ ยื่นเอกสารต่อ ก.ล.ต. สหรัฐฯ เตรียมเปิดขายหุ้น IPO ครั้งประวัติศาสตร์ หวังระดมทุนสูงถึง 7.5 หมื่นล้านดอลลาร์ หรือราว 2.45 ล้านล้านบาท และดันมูลค่าบริษัทแตะ 1.75 ล้านล้านดอลลาร์ และจะส่งผลให้ทรัพย์สินรวมของมัสก์ทะลุ 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 32.4 ล้านล้านบาท

สเปซเอ็กซ์ (SpaceX) หรือชื่ออย่างเป็นทางการคือ สเปซ เอ็กซ์พลอเรชัน เทคโนโลยีส์ (Space Exploration Technologies) ได้ทำเรื่องยื่นแบบแสดงรายการข้อมูลการเสนอขายหลักทรัพย์ ต่อสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ของสหรัฐฯ (SEC) เพื่อเตรียมนำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งคาดว่าจะเป็นการเสนอขายหุ้นใหม่แก่ประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรก (IPO) ที่มีมูลค่าใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของวอลล์สตรีท

รายงานข่าวระบุว่า SpaceX ตั้งเป้าที่จะระดมทุนในตลาดทุนสูงถึง 7.5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 2.45 ล้านล้านบาท) ซึ่งจะดันให้มูลค่ารวมของบริษัทพุ่งไปอยู่ที่ 1.25 ถึง 1.75 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยจากการที่ อีลอน มัสก์ ถือหุ้นส่วนใหญ่ในบริษัท ซึ่งอาจมีมูลค่าเฉพาะในส่วนของเขาเกินกว่า 6 แสนล้านดอลลาร์ จะส่งผลให้ทรัพย์สินรวมของมัสก์ทะลุ 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (32.4 ล้านล้านบาท) ทุบสถิติโลกและตอกย้ำตำแหน่งมหาเศรษฐีอันดับหนึ่งของโลกอย่างเต็มตัว

การยื่นเอกสารไฟลิ่งครั้งนี้ ถือเป็นครั้งแรกในรอบ 24 ปีนับตั้งแต่ก่อตั้งบริษัทที่ SpaceX ยอมเปิดเผยตัวเลขทางการเงินต่อสาธารณชน โดยผลประกอบการปี 2025 บริษัทสร้างรายได้รวม 1.87 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ แต่มีผลขาดทุนสุทธิอยู่ที่ 4.9 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เนื่องจากมีการอัดฉีดงบประมาณมหาศาลไปกับการพัฒนาจรวดรุ่นถัดไปและระบบปัญญาประดิษฐ์ (AI)

ส่วนไตรมาสที่ 1 ของปี 2026 บริษัททำยอดขายได้ 4.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ แต่บันทึกผลขาดทุนสุทธิในไตรมาสเดียวสูงถึง 4.3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ปัจจุบัน SpaceX มีสินทรัพย์รวม เช่น จรวดและอุปกรณ์ต่างๆ อยู่ที่ 1.02 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ และมีหนี้สินอยู่ที่ 6.05 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ

ทั้งนี้ “สตาร์ลิงก์” (Starlink) ธุรกิจอินเทอร์เน็ตดาวเทียมคือผู้ทำรายได้หลัก โดยสร้างรายได้ในปี 2025 ถึง 1.14 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นเกือบ 50% เมื่อเทียบกับปีก่อน

ในขณะที่กลุ่มธุรกิจ AI ซึ่งรวมถึงแพลตฟอร์ม X  และสตาร์ตอัป xAI ทำรายได้ไป 3.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ แต่ขาดทุนจากการดำเนินงานสูงถึง 6.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เนื่องจากงบลงทุนในการสร้างศูนย์ข้อมูลเพื่อเทรน AI พุ่งสูงถึง 1.27 หมื่นล้านดอลลาร์ในปี 2025 และอีก 7.7 พันล้านดอลลาร์ในไตรมาสแรกของปี 2026 เพื่อแข่งขันกับยักษ์ใหญ่อย่าง Google, Meta และ Amazon อย่างไรก็ดี มัสก์มีแผนที่จะยุบ xAI เพื่อนำโครงสร้างและเป้าหมายด้าน AI ทั้งหมดเข้ามาอยู่ภายใต้ร่มเงาของ SpaceX โดยตรง

นอกจากนี้ SpaceX ยังทำสัญญาปล่อยเช่ากำลังการประมวลผลที่เหลือของศูนย์ข้อมูลยักษ์ใหญ่ “COLOSSUS” และ “COLOSSUS II” ให้แก่บริษัทคู่แข่งด้าน AI อย่าง แอนโทรปิก (Anthropic) ผู้พัฒนาแชตบอต Claude เป็นมูลค่าสูงถึง 1.5 หมื่นล้านดอลลาร์ต่อปี หรือ 1.25 พันล้านดอลลาร์ต่อเดือน ยาวไปจนถึงเดือนพฤษภาคม 2029

เอกสารไฟลิ่งยังระบุว่า SpaceX จะใช้โครงสร้างหุ้นแบบสองชั้น ซึ่งจะทำให้ อีลอน มัสก์ ควบทุกตำแหน่งสำคัญ ทั้งซีอีโอ, ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายเทคโนโลยี (CTO) และประธานบอร์ดบริหาร โดยมัสก์จะมีสิทธิ์โหวตควบคุมทิศทางบริษัทสูงถึง 85% แม้จะถือครองหุ้นในสัดส่วนราว 42% ก็ตาม โครงสร้างนี้ออกแบบมาเพื่อป้องกันไม่ให้มัสก์ต้องเผชิญหน้ากับมติผู้ถือหุ้นในเรื่องค่าตอบแทนและความเป็นอิสระของบอร์ดบริหาร เหมือนเช่นคดีความที่เคยเกิดขึ้นกับเขาในบริษัทเทสลา

ขณะเดียวกัน SpaceX ได้แจ้งเตือนนักลงทุนอย่างตรงไปตรงมาถึงความเสี่ยง รวมถึงภาระค่าใช้จ่ายทางกฎหมายที่คาดว่าจะสูงกว่า 500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จากคดีความฟ้องร้องหลายคดี รวมถึงคดีที่แชตบอต “Grok” ของ xAI ถูกกล่าวหาว่าถูกนำไปใช้สร้างภาพอนาจารปลอมของผู้หญิงและเด็กหญิง ตลอดจนคดีละเมิดลิขสิทธิ์เพลง คดีข้อมูลรั่วไหล และคดีความพ่ายแพ้ต่อ OpenAI ของแซม อัลต์แมน ในชั้นศาลเมื่อไม่กี่วันก่อนหน้านี้

แผนธุรกิจที่สร้างความฮือฮาที่สุดในหนังสือชี้ชวนนี้ คือการที่ SpaceX เตรียมสร้างศูนย์ข้อมูลบนห้วงอวกาศ โดยให้เหตุผลว่า พลังงานแสงอาทิตย์ที่ดักจับได้ในวงโคจรนอกโลกคือ “ทางออกเดียวที่สามารถขยายขนาดได้จริง” ในการรองรับความต้องการพลังงานไฟฟ้าที่พุ่งสูงอย่างมหาศาลของระบบคำนวณ AI

บริษัทตั้งเป้าจะเริ่มส่งดาวเทียมคอมพิวเตอร์ AI ดวงแรกขึ้นสู่อวกาศอย่างเร็วที่สุดในปี 2028 โดยมีเป้าหมายระยะยาวในการติดตั้งกำลังการประมวลผลขนาด 100 กิกะวัตต์ในวงโคจรทุกๆ ปี ซึ่งภารกิจนี้จำเป็นต้องใช้จรวดขนส่งวัตถุหนักกว่า 1 ล้านเมตริกตัน และต้องปล่อยจรวดปีละหลายพันเที่ยวเที่ยวบิน ซึ่ง SpaceX มั่นใจว่าพวกเขาเป็นบริษัทเดียวในโลกที่มีศักยภาพเชิงพาณิชย์เพียงพอที่จะทำสิ่งนี้ได้ โดยประเมินมูลค่าโอกาสทางการตลาดของตนไว้สูงถึง 28.5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยไม่รวมตลาดจีนและรัสเซีย.

ที่มา AFP / BBC

ออสเตรเลียรวบช่างภาพฉกกล้องเหยื่อกราดยิง “หาดบอนได” ไปจำนำ

ออสเตรเลียรวบช่างภาพฉกกล้องเหยื่อกราดยิง "หาดบอนได" ไปจำนำ

21 พ.ค. 2569 14:13 น.

ออสเตรเลียรวบช่างภาพฉกกล้องเหยื่อกราดยิง “หาดบอนได” ไปจำนำ

ตำรวจรัฐนิวเซาท์เวลส์ของออสเตรเลียเปิดเผยว่า เจ้าหน้าที่หน่วยสืบสวนคดีฆาตกรรมได้ตั้งข้อหาชายวัย 35 ปี ซึ่งทำงานเป็นช่างภาพในงานเทศกาลฮานุกกะห์ ที่ชายหาดบอนได หลังถูกกล่าวหาว่าขโมยอุปกรณ์กล้องถ่ายภาพของหนึ่งในผู้เสียชีวิตจากเหตุกราดยิงเมื่อวันที่ 14 ธ.ค. 2025 ก่อนนำไปจำนำ เพียงไม่กี่วันหลังเกิดเหตุ

เหตุกราดยิงเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 14 ธันวาคม 2025 หลังเจ้าหน้าที่ได้รับแจ้งเหตุกราดยิงในพื้นที่สาธารณะบริเวณหาดบอนได ใกล้นครซิดนีย์ โดยคนร้าย 2 คนใช้อาวุธปืนยาวยิงใส่ฝูงชนในงานเฉลิมฉลองเทศกาลฮานุกกะห์ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตรวม 15 คน อายุระหว่าง 10 ถึง 87 ปี โดยหนึ่งในผู้เสียชีวิตคือ นายปีเตอร์ มีเกอร์ อดีตตำรวจวัย 61 ปี ซึ่งทำงานเป็นช่างภาพภายในงานดังกล่าว

ตำรวจระบุว่า ระหว่างการสืบสวนเพิ่มเติม เจ้าหน้าที่พบว่าอุปกรณ์กล้องของผู้เสียชีวิตถูกขโมยไปหลังเกิดเหตุ และต่อมาสามารถติดตามจนพบผู้ต้องสงสัย

เมื่อวันที่ 20 พฤษภาคมที่ผ่านมา ตำรวจเข้าตรวจค้นบ้านพักแห่งหนึ่งในย่านมารายอง ทางตะวันตกของนครซิดนีย์ และตรวจยึดกล้องถ่ายภาพ กุญแจมือ และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์หลายรายการ รวมถึงพบสารผลึกสีขาวต้องสงสัยจำนวนเล็กน้อยภายในรถยนต์ของผู้ต้องหา

ชายวัย 35 ปีถูกจับกุมและตั้งข้อหาหลายกระทง รวมถึงลักทรัพย์มูลค่าเกิน 2,000 ดอลลาร์ออสเตรเลีย ครอบครองทรัพย์สินที่ได้จากการโจรกรรม ครอบครองอาวุธต้องห้ามโดยไม่ได้รับอนุญาต และครอบครองยาเสพติด

ตำรวจกล่าวหาว่า ผู้ต้องหาซึ่งทำหน้าที่เป็นช่างภาพในงานเดียวกัน ได้ขโมยอุปกรณ์กล้องของนายมีเกอร์ก่อนนำไปจำนำในอีกไม่กี่วันต่อมา โดยศาลอนุญาตให้ประกันตัวภายใต้เงื่อนไขเข้มงวด และมีกำหนดขึ้นศาลอีกครั้งในเดือนมิถุนายน

ก่อนหน้านี้ ภรรยาของนายมีเกอร์ได้โพสต์ข้อความผ่านสื่อสังคมออนไลน์ เรียกร้องให้ผู้ที่พบกล้องของสามีนำมาคืน โดยระบุว่า “ตอนนี้ชัดเจนแล้วว่ามีคนหยิบกล้องของเขาไปจากจุดเกิดเหตุ”

ขณะเดียวกัน ยังมีความเคลื่อนไหวอีกด้านของคดี เมื่อพี่ชาย 2 คนของนายอาห์เหม็ด อัล อาห์เหม็ด เจ้าของร้านชาวซีเรีย-ออสเตรเลีย ซึ่งได้รับการยกย่องเป็นฮีโร่จากการเข้าช่วยหยุดคนร้าย ถูกตั้งข้อหาข่มขู่และพยายามรีดไถเงินจากเขา

อาห์เหม็ดได้รับบาดเจ็บจากการถูกยิงหลายครั้งระหว่างเข้าต่อสู้กับมือปืน จนเกิดกระแสชื่นชมทั่วประเทศ และมีผู้ร่วมบริจาคเงินช่วยเหลือมากกว่า 2.5 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย

เอกสารของศาลระบุว่า พี่ชายทั้งสองเรียกร้องเงินคนละ 100,000 ดอลลาร์ออสเตรเลีย พร้อมข่มขู่ว่าจะทำร้ายร่างกาย หากไม่ยอมจ่ายเงิน โดยทั้งคู่ให้การปฏิเสธข้อกล่าวหา และศาลมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว ห้ามเข้าใกล้อาห์เหม็ดระหว่างดำเนินคดี.

ที่มา NSW Police Force / BBC

สนามบินออสเตรเลียอพยพผู้โดยสารวุ่น หลังพบวัตถุต้องสงสัย สุดท้ายกลายเป็นเครื่องเลเซอร์กำจัดขน

สนามบินออสเตรเลียอพยพผู้โดยสารวุ่น หลังพบวัตถุต้องสงสัย สุดท้ายกลายเป็นเครื่องเลเซอร์กำจัดขน

21 พ.ค. 2569 13:13 น.

สนามบินออสเตรเลียอพยพผู้โดยสารวุ่น หลังพบวัตถุต้องสงสัย สุดท้ายกลายเป็นเครื่องเลเซอร์กำจัดขน

เกิดเหตุแตกตื่นที่สนามบินออสเตรเลีย เมื่อเจ้าหน้าที่สั่งอพยพประชาชน และเรียกหน่วยเก็บกู้วัตถุระเบิดเข้าตรวจสอบวัตถุต้องสงสัย ระหว่างการสแกนสัมภาระ สุดท้ายพบเป็นเพียงเครื่องเลเซอร์กำจัดขน

ตำรวจรัฐวิกตอเรียเปิดเผยว่า เหตุการณ์เกิดขึ้นในช่วงเช้าตรู่วันพฤหัสบดีที่ 21 พฤษภาคม หลังเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยตรวจพบอุปกรณ์ลักษณะน่าสงสัยบนสายพานตรวจสัมภาระ จึงรีบประสานหน่วยเก็บกู้ระเบิดเข้าตรวจสอบทันทีตามมาตรการความปลอดภัย

แต่ภายหลังการตรวจสอบ หน่วยเก็บกู้วัตถุระเบิดยืนยันว่า วัตถุดังกล่าวเป็นอุปกรณ์เลเซอร์กำจัดขน ไม่ใช่วัตถุอันตรายแต่อย่างใด

รักษาการสารวัตร นิค อูเบอร์แกงเปิดเผยว่า นอกจากเครื่องเลเซอร์กำจัดขนแล้ว ยังพบภาชนะใส่ช็อกโกแลตร้อนอยู่ในสัมภาระเดียวกัน และเจ้าของกระเป๋าไม่ค่อยให้ความร่วมมือ กับเจ้าหน้าที่ในช่วงแรก ทำให้สถานการณ์ยิ่งตึงเครียด

เหตุการณ์ดังกล่าวส่งผลให้เที่ยวบินหลายเที่ยวต้องล่าช้าหรือถูกยกเลิกชั่วคราว ขณะที่ชายเจ้าของสัมภาระไม่ได้ถูกตั้งข้อหาใด ๆ และสนามบินกลับมาเปิดให้บริการตามปกติในเวลาต่อมา

ด้านสนามบินอาวาลอนออกแถลงการณ์ยืนยันว่า วัตถุดังกล่าวไม่ถือเป็นภัยคุกคามอีกต่อไป พร้อมระบุว่าเหตุการณ์ครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความเข้มงวดของระบบรักษาความปลอดภัยและการคัดกรองผู้โดยสาร เพื่อความปลอดภัยสูงสุดของประชาชนและเจ้าหน้าที่ทุกคน.

ที่มา : channelnewsasia

เผย “สี จิ้นผิง” เตรียมเยือนเกาหลีเหนือ จับตาบทบาทจีนหลังประชุมสุดยอดกับทรัมป์

เผย "สี จิ้นผิง" เตรียมเยือนเกาหลีเหนือ จับตาบทบาทจีนหลังประชุมสุดยอดกับทรัมป์

21 พ.ค. 2569 12:46 น.

เผย “สี จิ้นผิง” เตรียมเยือนเกาหลีเหนือ จับตาบทบาทจีนหลังประชุมสุดยอดกับทรัมป์

แหล่งข่าวเผย ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีนอาจเดินทางเยือนเกาหลีเหนือเร็วที่สุดสัปดาห์หน้า หลังเพิ่งหารือโดนัลด์ ทรัมป์ ที่ปักกิ่ง ท่ามกลางการจับตาบทบาทจีนต่อคาบสมุทรเกาหลีและปัญหานิวเคลียร์

วันที่ 20 พฤษภาคม 2569 สำนักข่าวยอนฮัป รายงานอ้างแหล่งข่าวระดับสูงของรัฐบาลเกาหลีใต้ว่า ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ผู้นำจีน มีแนวโน้มเดินทางเยือนเกาหลีเหนือเร็วที่สุดในสัปดาห์หน้า หรืออย่างช้าช่วงต้นเดือนหน้า โดยหน่วยข่าวกรองเกาหลีใต้ได้รับข้อมูลบ่งชี้ถึงความเป็นไปได้แล้ว

เจ้าหน้าที่รัฐบาลเกาหลีใต้รายหนึ่งระบุว่า ก่อนหน้านี้นายหวัง อี้ รัฐมนตรีต่างประเทศจีน เพิ่งเดินทางเยือนกรุงเปียงยางเมื่อเดือนที่ผ่านมา ขณะที่เจ้าหน้าที่อารักขาและทีมพิธีการของจีนก็เดินทางไปยังเกาหลีเหนือในช่วงหลังเช่นกัน ทำให้กระแสข่าวการเยือนของสี จิ้นผิง มีน้ำหนักมากขึ้น

โดยการพบกันจะยังถือเป็นวาระครบรอบ 65 ปี การลงนามสนธิสัญญาความร่วมมือระหว่างจีนกับเกาหลีเหนืออีกด้วย ก่อนหน้านี้นายคิม จองอึน ผู้นำเกาหลีเหนือ ได้แสดงความพร้อมในการกระชับการแลกเปลี่ยนระดับสูงและเสริมสร้างการสื่อสารเชิงยุทธศาสตร์กับจีน  

รายงานระบุว่า ความเคลื่อนไหวดังกล่าวเกิดขึ้นเพียงไม่กี่วันหลังสี จิ้นผิง เพิ่งหารือกับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ที่กรุงปักกิ่ง ซึ่งทั้งสองฝ่ายยืนยันเป้าหมายร่วมกันในการปลดอาวุธนิวเคลียร์บนคาบสมุทรเกาหลี ขณะที่แหล่งข่าวอีกคนเปิดเผยว่า สี จิ้นผิง อาจพยายามสวมบทบาทตัวกลางในการฟื้นความสัมพันธ์ระหว่างเกาหลีเหนือกับสหรัฐฯ ท่ามกลางความตึงเครียดด้านความมั่นคงในภูมิภาค.

รวบ 3 คนไทยคาสนามบินเอกวาดอร์ ลักลอบขน “อีกัวนาทะเลกาลาปากอส” สัตว์หายาก

รวบ 3 คนไทยคาสนามบินเอกวาดอร์ ลักลอบขน "อีกัวนาทะเลกาลาปากอส" สัตว์หายาก

21 พ.ค. 2569 12:32 น.

รวบ 3 คนไทยคาสนามบินเอกวาดอร์ ลักลอบขน “อีกัวนาทะเลกาลาปากอส” สัตว์หายาก

ตำรวจเอกวาดอร์จับกุมชาวไทย 3 คน หลังถูกกล่าวหาลักลอบขนอีกัวนาทะเลหายาก จากหมู่เกาะกาลาปากอส จำนวน 12 ตัว เตรียมส่งออกไปยังเอเชีย โดยพบอีกัวน่าตาย 1 ตัว และอีกหลายตัวมีอาการบาดเจ็บจากการถูกมัดขาระหว่างขนส่ง

กระทรวงพลังงานและสิ่งแวดล้อมแห่งประเทศเอกวาดอร์ เปิดเผยว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ทำการจับกุมผู้ต้องหาซึ่งเป็นสัญชาติไทยจำนวน 3 ราย หลังต้องสงสัยว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับขบวนการลักลอบค้าสัตว์ป่าข้ามชาติ โดยพยายามลักลอบนำ “อีกัวนาทะเลกาลาปากอส” ซึ่งเป็นสัตว์หายากและใกล้สูญพันธุ์จำนวน 12 ตัว ออกนอกประเทศ

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 19 พฤษภาคมที่ผ่านมา ในระหว่างการตรวจสอบสัมภาระผู้โดยสาร ณ ท่าอากาศยานนานาชาติโฮอากิน เด โอลเมโด ในเมืองกัวยาคิล เมืองท่าสำคัญของเอกวาดอร์ โดยสุนัขดมกลิ่นเคไนน์ ที่มีความเชี่ยวชาญด้านการตรวจค้นสัตว์ป่าโดยเฉพาะ ได้ส่งสัญญาณเตือนเมื่อดมกลิ่นกระเป๋าเดินทางกลุ่มหนึ่ง ซึ่งมีจุดหมายปลายทางมุ่งหน้าสู่ทวีปเอเชีย

จากการเปิดกระเป๋าตรวจสอบ เจ้าหน้าที่ต้องพบกับภาพที่น่าสลดใจ เนื่องจากพบอีกัวนาทะเลถูกอัดแน่นอยู่ภายใน โดยมีอีกัวนาตัวหนึ่งได้ล้มตายลงแล้ว ส่วนอีก 11 ตัวที่เหลืออยู่ในสภาพ “มีอาการบาดเจ็บทางร่างกาย” เนื่องจากพวกมันถูกผู้ต้องหามัดขาทั้งสี่ข้างเอาไว้ด้วยกันอย่างแน่นหนาตลอดการขนส่ง

ล่าสุด ศาลเอกวาดอร์ได้มีคำสั่งให้ควบคุมตัวผู้ต้องหาชาวไทยทั้ง 3 รายไว้ในเรือนจำระหว่างรอนำตัวขึ้นศาล ในข้อหาลักลอบค้าสัตว์ป่าคุ้มครองและสายพันธุ์ที่ใกล้สูญพันธุ์ ซึ่งภายใต้กฎหมายของประเทศเอกวาดอร์ ความผิดฐานดังกล่าวมีบทลงโทษจำคุกสูงสุดเป็นเวลา 3 ปี

สำหรับ “อีกัวนาทะเลกาลาปากอส” ถือเป็นสัตว์เฉพาะถิ่นที่สามารถพบได้เพียงแห่งเดียวในโลก ณ หมู่เกาะกาลาปากอส แหล่งมรดกโลกและสถานที่ท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงโด่งดังของเอกวาดอร์ ซึ่งตั้งอยู่ห่างจากชายฝั่งในมหาสมุทรแปซิฟิกออกไปราว 1,000 กิโลเมตร ความพิเศษของพวกมันคือ เป็นอีกัวนาเพียงชนิดเดียวในโลกที่มีความสามารถในการดำน้ำลงไปหากินใต้ทะเล โดยสามารถกลั้นหายใจและอยู่ใต้น้ำได้นานสูงสุดถึง 60 นาที

ขณะนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจเอกวาดอร์กำลังอยู่ระหว่างการขยายผลการสอบสวนอย่างเร่งด่วน เพื่อค้นหาเส้นทางลำเลียงที่ขบวนการนี้ใช้ในการลักลอบขนย้ายสัตว์ป่าออกมาจากหมู่เกาะกาลาปาโกส รวมถึงการตรวจสอบว่าผู้ต้องหาชาวไทยทั้ง 3 คน สามารถเล็ดลอดผ่านระบบการตรวจค้นและมาตรการควบคุมที่เข้มงวดของสนามบินประจำหมู่เกาะกาลาปากอสมาได้อย่างไร.

ที่มา AFP