กรมหม่อนไหมร่วมลงนาม MOU ส่งเสริมการใช้วิทยาศาสตร์ฯ พัฒนาสิ่งทอไทยสู่ความยั่งยืน

กรมหม่อนไหมร่วมลงนาม MOU ส่งเสริมการใช้วิทยาศาสตร์ฯ พัฒนาสิ่งทอไทยสู่ความยั่งยืน

กรมหม่อนไหมร่วมลงนาม MOU ส่งเสริมการใช้วิทยาศาสตร์ฯ พัฒนาสิ่งทอไทยสู่ความยั่งยืน

วันพฤหัสบดี ที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 14.34 น.

12 กุมภาพันธ์ 2569 นายศรัญญู พูลลาภ อธิบดีกรมหม่อนไหม พร้อมด้วย นายฉัตรชัย ศิริไล ผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร และศาสตราจารย์ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือการส่งเสริมการใช้วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมในการพัฒนาสิ่งทอ ณ ห้องประชุมเกษตรธนากร ชั้น 24 อาคารทาวเวอร์ ธ.ก.ส. สำนักงานใหญ่ บางเขน

ทั้งนี้ความร่วมมือดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมการนำวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม มาประยุกต์ใช้ในการขับเคลื่อนการพัฒนาหม่อนไหมและผลิตภัณฑ์สิ่งทอไทยสู่ความยั่งยืน ภายใต้แนวคิด Eco Innovation โดยมุ่งยกระดับกระบวนการผลิตตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ เพิ่มมูลค่าวัตถุดิบหม่อนไหม พัฒนาผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และเสริมสร้างศักยภาพเกษตรกรและผู้ประกอบการให้สามารถแข่งขันได้ในตลาดยุคใหม่ ด้วยการนำองค์ความรู้ งานวิจัย และเทคโนโลยีที่เหมาะสมมาประยุกต์ใช้ในภาคการผลิตอย่างเป็นรูปธรรม

นอกจากนี้ ภายในงานยังมีการจัดนิทรรศการนำเสนอผลงานด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม ที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาหม่อนไหมและสิ่งทอ เพื่อเป็นเวทีแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ แสดงศักยภาพงานวิจัย และต่อยอดนวัตกรรมสู่การใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ อันจะก่อให้เกิดประโยชน์ทั้งในมิติเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม สนับสนุนการพัฒนาภาคหม่อนไหมไทยให้เติบโตอย่างเข้มแข็งและยั่งยืนในระยะยาว

อธิบดีฝนหลวงฯ สั่งระบายฝุ่น PM2.5 บริเวณ กทม.-เหนือ-อีสาน ต่อเนื่อง

อธิบดีฝนหลวงฯ สั่งระบายฝุ่น PM2.5 บริเวณ กทม.-เหนือ-อีสาน ต่อเนื่อง

อธิบดีฝนหลวงฯ สั่งระบายฝุ่น PM2.5 บริเวณ กทม.-เหนือ-อีสาน ต่อเนื่อง

วันพฤหัสบดี ที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 14.16 น.

อธิบดีฝนหลวงฯ สั่งระบายฝุ่น PM2.5 บริเวณ กทม.-เหนือ-อีสาน ต่อเนื่อง พร้อมเตรียมปรับแผนปฏิบัติการกลางเดือนกุมภาพันธ์นี้

12 กุมภาพันธ์ 2569 นายราเชน ศิลปะรายะ อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร เปิดเผยว่า ขณะนี้กรมฝนหลวงและการบินเกษตรยังคงปฏิบัติภารกิจการดัดแปรสภาพอากาศ เพื่อช่วยระบายฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 ที่เกินค่ามาตรฐานบริเวณพื้นที่กรุงเทพฯ ปริมณฑล ภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยมีการตั้งหน่วยดัดแปรสภาพอากาศในปัจจุบัน จำนวน 4 แห่ง ได้แก่ หน่วยฯ อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ หน่วยฯ จ.ระยอง หน่วยฯ จ.ตาก และหน่วยฯ จ.ขอนแก่น และจากการติดตามสถานการณ์ฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 บริเวณพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล พื้นที่ภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ พบว่า ในช่วงวันที่ 12-16 กุมภาพันธ์ 2568 ค่าฝุ่นละอองขนาดเล็กบริเวณทั้ง 3 พื้นที่จะอยู่ในระดับปานกลางถึงเริ่มมีผลกระทบต่อสุขภาพ (สีเหลือง-สีส้ม) เนื่องจากอัตราการระบายอากาศ พบว่า มีการระบายอากาศอยู่ในเกณฑ์ อ่อน-ดี ประกอบกับลมในช่วงนี้มีกำลังอ่อน อาจส่งผลให้ฝุ่นมีแนวโน้มสะสมได้ ขณะที่พื้นที่ภาคเหนือจะมีการสะสมของฝุ่นละอองเพิ่มมากขึ้น เนื่องจากลักษณะภูมิประเทศเป็นแอ่งกระทะ เริ่มมีจุดความร้อนจากประเทศเพื่อนบ้านฝั่งตะวันตก และลมพัดมาจากทิศตะวันตกเฉียงเหนือด้วย

อธิบดีฝนหลวงฯ กล่าวเพิ่มเติมว่า จากสถานการณ์ดังกล่าวนี้ กรมฝนหลวงและการบินเกษตรจึงวางแผนรับมือด้วยการวางแผนปฏิบัติการดัดแปรสภาพอากาศอย่างต่อเนื่องทุกวัน เพื่อช่วยระบายฝุ่นละอองขนาดเล็กให้ได้มากที่สุด ก่อนที่ฝุ่นจะสะสมและส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชน และตั้งแต่วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2569 เป็นต้นไป จะมีปรับแผนการเปิดหน่วยดัดแปรสภาพอากาศ โดยยังคงหน่วยฯ อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ ใช้เครื่องบิน Super King Air 1 ลำ เครื่องบิน Caravan 3 ลำ หน่วยฯ จ.ระยอง ใช้เครื่องบิน CN1 ลำ และเครื่องบิน Caravan 1 ลำ หน่วยฯ จ.ขอนแก่น ใช้เครื่องบิน Casa จำนวน 1 ลำ และเปิดหน่วยฯ จ.พิษณุโลก ใช้เครื่องบิน Casa จำนวน 2 ลำ

อย่างไรก็ตาม ภารกิจการดัดแปรสภาพอากาศเพื่อช่วยบรรเทาปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 กรมฝนหลวงและการบินเกษตรได้นำเทคนิคต่อยอดมาจากตำราฝนหลวงพระราชทานของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร คือการการก่อเมฆเพื่อดูดซับและระบายฝุ่นละออง การเลี้ยงเมฆเพื่อดูดซับและระบายฝุ่นละออง และการโปรยน้ำแข็งแห้งเพื่อลดอุณหภูมิชั้นบรรยากาศอุณหภูมิผกผัน โดยผลปฏิบัติการที่ผ่านมาพบว่า พื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล ปฏิบัติการตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2568 ถึง 9 กุมภาพันธ์ 2569 ไปจำนวน 66 วัน 398 เที่ยวบิน ทำให้ค่าฝุ่น PM2.5 และค่าดัชนีคุณภาพอากาศลดลงหลังปฏิบัติการ จำนวน 53 วัน คิดเป็นร้อยละ 80 พื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ปฏิบัติการตั้งแต่วันที่ 15 มกราคม – 9 กุมภาพันธ์ 2569 จำนวน 8 วัน 15 เที่ยวบิน ทำให้ค่าฝุ่น PM2.5 และค่าดัชนีคุณภาพอากาศลดลงหลังปฏิบัติการ จำนวน 8 วัน คิดเป็นร้อยละ 100 และพื้นที่ภาคเหนือ ปฏิบัติการตั้งแต่วันที่ 1-9 กุมภาพันธ์ 2569 ไปจำนวน 6 วัน 13 เที่ยวบิน ทำให้ค่าฝุ่น PM2.5 และค่าดัชนีคุณภาพอากาศลดลงหลังปฏิบัติการ จำนวน 6 วัน คิดเป็นร้อยละ 100 อธิบดีฝนหลวงฯ กล่าวทิ้งท้าย

– 006

กาฬสินธุ์อุ่นใจได้! ผอ.เขื่อนลำปาว ยันน้ำมีพอ 69% มั่นใจรับมือหน้าแล้งได้แน่นอน

กาฬสินธุ์อุ่นใจได้! ผอ.เขื่อนลำปาว ยันน้ำมีพอ 69% มั่นใจรับมือหน้าแล้งได้แน่นอน

กาฬสินธุ์อุ่นใจได้! ผอ.เขื่อนลำปาว ยันน้ำมีพอ 69% มั่นใจรับมือหน้าแล้งได้แน่นอน

วันพฤหัสบดี ที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 13.32 น.

ชาวกาฬสินธุ์อุ่นใจได้! ผอ.เขื่อนลำปาว ยันน้ำมีพอ 69% มั่นใจรับมือหน้าแล้งได้ทุกกิจกรรมแน่นอน

วันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2569 นายสำรวย อินพิทักษ์ ผู้อำนวยการโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาลำปาว เปิดเผยถึงสถานการณ์น้ำล่าสุดของเขื่อนลำปาวว่า ปัจจุบันมีน้ำกักเก็บอยู่ที่ 1,368 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือคิดเป็น 69% ของความจุอ่างทั้งหมด (1,980 ล้าน ลบ.ม.) ซึ่งถือว่าอยู่ในเกณฑ์ที่ดีใกล้เคียงกับปีที่ผ่านมา

จากการวางแผนจัดเก็บน้ำอย่างมีระบบในช่วงฤดูฝนที่ผ่านมา ทำให้ปัจจุบันเขื่อนลำปาวสามารถส่งน้ำผ่านคลองส่งน้ำฝั่งซ้ายและฝั่งขวาได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ เฉลี่ยวันละ 4.48 ล้าน ลบ.ม. เพื่อสนับสนุนพื้นที่การเกษตรฤดูแล้งปี 2568/2569 รวมกว่า 296,055 ไร่ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นพื้นที่ปลูกข้าวนาปรังกว่า 2.9 แสนไร่ รวมถึงบ่อปลาและบ่อกุ้งก้ามกรามที่เป็นอาชีพหลักของชาวกาฬสินธุ์

นอกจากภารกิจในพื้นที่จังหวัดกาฬสินธุ์แล้ว เขื่อนลำปาวได้ระบายน้ำผ่านอาคารผันน้ำ (Spillway) และอาคารระบายน้ำเฉลี่ยวันละ 4.74 ล้าน ลบ.ม. ลงสู่ลำน้ำปาวและแม่น้ำชี เพื่อช่วยเหลือพื้นที่ท้ายน้ำใน 3 จังหวัด ได้แก่ ร้อยเอ็ด, ยโสธร และอุบลราชธานี โดยรวมปริมาณน้ำที่ส่งออกจากอ่างทั้งหมดทั้งเพื่อการเกษตรและการอุปโภคบริโภค อยู่ที่วันละ 10.55 ล้าน ลบ.ม.

ผู้อำนวยการเขื่อนลำปาว ยืนยันว่า ปริมาณน้ำที่มีอยู่จะเพียงพอไปจนถึงสิ้นสุดฤดูแล้งและเข้าสู่ฤดูฝนใหม่อย่างแน่นอน อย่างไรก็ตาม ได้ฝากขอความร่วมมือจากกลุ่มผู้ใช้น้ำทุกภาคส่วนให้ช่วยกันใช้น้ำอย่างประหยัด เอื้อเฟื้อแบ่งปันน้ำอย่างทั่วถึง และใช้ทุกหยดน้ำให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อส่วนรวม

กรมชลประทานลุย! ‘ฝายห้วยไร่’ พลิกฟื้นผืนป่าแม่ฮ่องสอน-สร้างแหล่งน้ำยั่งยืน

กรมชลประทานลุย! ‘ฝายห้วยไร่’ พลิกฟื้นผืนป่าแม่ฮ่องสอน-สร้างแหล่งน้ำยั่งยืน

กรมชลประทานลุย! ‘ฝายห้วยไร่’ พลิกฟื้นผืนป่าแม่ฮ่องสอน-สร้างแหล่งน้ำยั่งยืน

วันพฤหัสบดี ที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 11.15 น.

สืบสานพระราชปณิธาน! กรมชลประทานลุย ‘ฝายห้วยไร่’ พลิกฟื้นผืนป่าแม่ฮ่องสอน สร้างแหล่งน้ำยั่งยืนตามรอยโครงการหลวง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กรมชลประทาน เดินหน้าสานต่อแนวพระราชดำริด้านการพัฒนาพื้นที่สูงอย่างยั่งยืน ผ่าน ‘โครงการพัฒนาที่สูงแบบโครงการหลวงเพื่อแก้ปัญหาพื้นที่เฉพาะ’ เพื่อสนองพระราชปณิธานในการส่งเสริมอาชีพทดแทนการปลูกฝิ่นและยกระดับคุณภาพชีวิตชาวไทยภูเขา ซึ่งเป็นโมเดลที่ได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ

ปัจจุบันกรมชลประทานได้ขับเคลื่อนโครงการดังกล่าวครอบคลุมพื้นที่ 10 แห่งในจังหวัดเชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน และตาก โดยล่าสุด โครงการชลประทานแม่ฮ่องสอน ได้ดำเนินโครงการก่อสร้างฝายห้วยไร่ พร้อมระบบส่งน้ำ ณ บ้านห้วยหมี หมู่ 8 ต.เมืองแปง อ.ปาย เพื่อเป็นหัวใจหลักในการจัดสรรน้ำสนับสนุนกิจกรรมของโครงการหลวงและชุมชน

โดยในอดีต ชาวบ้านห้วยหมีต้องเผชิญกับปัญหาซ้ำซาก คือการขาดแคลนน้ำในช่วงฤดูแล้ง และระบบท่อส่งน้ำเดิมมักจะพังทลายเสียหายเมื่อถึงฤดูน้ำหลาก กรมชลประทานจึงได้ออกแบบและก่อสร้าง ฝายห้วยไร่ เพื่อยกระดับน้ำและกักเก็บอย่างเป็นระบบ และระบบส่งน้ำและบ่อเก็บน้ำคอนกรีต เพื่อกระจายน้ำเข้าสู่พื้นที่การเกษตรและบ้านเรือนอย่างมีประสิทธิภาพ

ผลจากการดำเนินงานในปัจจุบัน โครงการฯ สามารถส่งน้ำสนับสนุนพื้นที่การเกษตรได้ครอบคลุมกว่า 500 ไร่ และดูแลการอุปโภคบริโภคให้กับประชาชน 53 ครัวเรือน ช่วยลดความเสี่ยงจากภัยธรรมชาติ เพิ่มผลิตผลทางการเกษตร และสร้างรายได้ที่มั่นคงให้กับประชาชนในพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรม ตามรอยศาสตร์พระราชาที่มุ่งเน้นความสุขที่ยั่งยืนของราษฎร

กรุงเทพประกันภัยมอบเงินจำนวน 1,000,000 บาท สนับสนุนโครงการ Give Blood Now ของสภากาชาดไทย

กรุงเทพประกันภัยมอบเงินจำนวน 1,000,000 บาท สนับสนุนโครงการ Give Blood Now ของสภากาชาดไทย

กรุงเทพประกันภัยมอบเงินจำนวน 1,000,000 บาท สนับสนุนโครงการ Give Blood Now ของสภากาชาดไทย

วันพฤหัสบดี ที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 16.09 น.

บริษัท กรุงเทพประกันภัย จำกัด (มหาชน) โดย ธีรยุทธ กิจวรพัฒน์ผู้อำนวยการ ธุรกิจสาขา เป็นตัวแทนมอบเงินจำนวน 1,000,000 บาท ให้แก่สภากาชาดไทย โดยมี เตช บุนนาค เลขาธิการสภากาชาดไทย และรศ.พญ.ดุจใจ ชัยวานิชศิริ ผู้อำนวยการศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย เป็นผู้รับมอบในพิธีแถลงข่าว โครงการ Give Blood Now – ให้เลือด ให้ได้ ให้เลย เพื่อสนับสนุนการจัดทำเสื้อยืดที่ระลึกให้แก่ผู้บริจาคเลือดครบ 3 ครั้งต่อปี และส่งเสริมให้มีการบริจาคโลหิตอย่างต่อเนื่อง ณ ห้องจุมภฏ ชั้น 9 อาคารเฉลิมพระเกียรติบรมราชินีนาถ ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ

ทายาทโดยธรรมของร้อยตำรวจตรีวรรณ-คุณหญิงพวงผกา ชันซื่อ มอบเงิน 2 ล้านให้มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ)

ทายาทโดยธรรมของร้อยตำรวจตรีวรรณ-คุณหญิงพวงผกา ชันซื่อ มอบเงิน 2 ล้านให้มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ)

ทายาทโดยธรรมของร้อยตำรวจตรีวรรณ-คุณหญิงพวงผกา ชันซื่อ มอบเงิน 2 ล้านให้มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ)

วันพฤหัสบดี ที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 16.04 น.

ร้อยโทเอกทัย ชันซื่อ ทายาทโดยธรรมของร้อยตำรวจตรีวรรณ-คุณหญิงพวงผกา ชันซื่อ มอบหมายให้ นายวีระศักดิ์ โควสุรัตน ในฐานะอดีตเลขานุการประธานรัฐสภาของร้อยตำรวจตรี วรรณ ชันซื่อ ประธานรัฐสภา(ดำรงตำแหน่งระหว่างปี 2532-2534) นำเช็คบริจาคเงิน จำนวน 2 ล้านบาท มอบให้แก่ ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย รองประธานกรรมการที่ปรึกษา ทำหน้าที่แทนประธานกรรมการมูลนิธิฯ เพื่อสมทบทุนมูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย ช่วยเหลือผู้ประสบอุ

แพลทินัมสนับสนุนกิจกรรมจำหน่ายดอกป๊อปปี้

แพลทินัมสนับสนุนกิจกรรมจำหน่ายดอกป๊อปปี้

แพลทินัมสนับสนุนกิจกรรมจำหน่ายดอกป๊อปปี้

วันพฤหัสบดี ที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 14.36 น.

คุณหญิงทรงสมร คชเสนี กรรมการจัดการและเหรัญญิก มูลนิธิสงเคราะห์ครอบครัวทหารผ่านศึก                  ในพระราชูปถัมภ์สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี นำทีมคณะกรรมการ และอาสาสมัคร ออกร้านจำหน่าย  “ดอกป๊อปปี้” เนื่องในสัปดาห์ “วันดอกป๊อปี้บาน” หรือ “วันทหารผ่านศึก” 3 กุมภาพันธ์ ของทุปี   ซึ่งจัดขึ้นที่บริเวณ ทางเดินลอยฟ้า ราชประสงค์ (R-Walk) และ บริเวณด้านหน้าศูนย์การค้าแพลทินัม โดยมีผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวกับดอกป๊อปปี้ มาจำหน่ายมากมาย อาทิ กระเช้าดอกไม้ แจกัน แก้วน้ำ กระติกน้ำ กระเป๋าผ้าลายดอกป๊อปปี้ และของที่ระลึกอื่นๆ ที่น่าสนใจ ทั้งนี้เพื่อนำรายได้ไปช่วยเหลือครอบครัวทหารผ่านศึก ที่อุทิศตน ปฏิบัติหน้าที่ปกป้องประเทศชาติ โดยมี สุฐิตา ภิรมย์ภักดี รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เดอะ แพลทินัม กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) และคณะกรรมการจัดงาน ร่วมให้การต้อนรับ ณ บริเวณด้านหน้าทางเข้าศูนย์การค้า แพลทินัม ชั้น 1 โซน 1 เมื่อเร็วๆนี้

อรุณี วิชิตกุล, กาญจนา พุกกะรัตน์, คุณหญิงทรงสมร คชเสนี, สุฐิตา  ภิรมย์ภักดี, ทิพวัฒน์  จลานันทวงศ์, วรรณนิดา ธูปะเตมีย์  และ ธีรนันท์ จิตต์ศิริ

ภาคเอกชนร่วมสนับสนุนภารกิจสภากาชาดไทย

ภาคเอกชนร่วมสนับสนุนภารกิจสภากาชาดไทย

ภาคเอกชนร่วมสนับสนุนภารกิจสภากาชาดไทย

วันพฤหัสบดี ที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 14.28 น.

ขรรค์ ประจวบเหมาะ ผู้อำนวยการสำนักงานจัดหารายได้ พร้อมด้วย จันทร์ประภา วิชิตชลชัย รองผู้อำนวยการสำนักงานจัดหารายได้ สภากาชาดไทย รับมอบเงินบริจาคจำนวน 500,000 บาท จาก ศิริพร แดงสุภา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และ อุรชา บูรพาชลทิศน์ กรรมการบริหาร บริษัท พิบูลย์ชัยน้ำพริกเผาไทย แม่ประนอม จำกัด เพื่อร่วมสนับสนุนการจัดงานกาชาดประจำปี 2568 ที่ผ่านมา

นอกจากนี้ยังมี สุธีชัย สันติวราคม ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการ บริษัท คุ้มภัยโตเกียวมารีนประกันภัย (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน). และ Mr Takashi Saito Chief Executive Officer บริษัท โตเกียวมารีนประกันชีวิต (ประเทศไทย) จำกัด มหาชน มอบเงินบริจาคจำนวน 1,570,000 บาท เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้ รับมอบ ณ Donation HUB สภากาชาดไทย

ทั้งนี้ Donation HUB สภากาชาดไทย ศูนย์รวมการบริจาคและจัดกิจกรรมหารายได้เพื่อสนับสนุนทุกภารกิจการช่วยเหลือของสภากาชาดไทย เดินหน้าภารกิจ “รับ” เพื่อ “ให้” ภายใต้วิสัยทัศน์ Smart Fundraising เชิญชวนประชาชน และองค์กรทุกภาคส่วน ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนภารกิจด้านมนุษยธรรม เพื่อส่งต่อความช่วยเหลือไปยังผู้ป่วย ผู้ประสบภัย และกลุ่มเปราะบางทั่วประเทศ โดยเปิดโอกาสให้ผู้มีจิตศรัทธาได้ส่งต่อน้ำใจไปยังพี่น้องประชาชนที่ต้องการความช่วยเหลือ ผ่านรูปแบบการบริจาคและกิจกรรมการกุศลที่หลากหลาย ทั้งออฟไลน์และออนไลน์ ประกอบด้วย

กิจกรรมหารายได้เพื่อการกุศล มุ่งระดมทุนเพื่อนำเงินรายได้มาสนับสนุนภารกิจของสภากาชาดไทย                 อาทิ วิ่งการกุศล คอนเสิร์ตการกุศล กิจกรรม CSR เพื่อสังคม ผ่านการผสานความร่วมมือกับองค์กรธุรกิจ เพื่อจัดกิจกรรมในหลากหลายรูปแบบ บริจาคและจัดกิจกรรมการกุศลในรูปแบบดิจิทัล ผ่านเว็บไซต์ www.donationhub.or.th  และ www.iredcross.org รวมถึงบริการรับบริจาคนอกสถานที่ ให้ทุกวันพิเศษเป็นวันแห่งการให้ โดยสามารถกำหนดวัน เวลา และสถานที่ในการรับบริจาคได้ และบริจาคด้วยตนเอง ณ ศูนย์การบริจาคสัมพันธ์ Donation HUB สภากาชาดไทย

NSM ยกระดับพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติสู่ Eco-system แห่งการเรียนรู้ระดับโลก

NSM ยกระดับพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติสู่ Eco-system แห่งการเรียนรู้ระดับโลก

NSM ยกระดับพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติสู่ Eco-system แห่งการเรียนรู้ระดับโลก

วันพฤหัสบดี ที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 14.23 น.

NSM แถลงข่าว “31 ปี NSM จากรากฐานแห่งพระมหากรุณาธิคุณ สู่นวัตกรรมแห่งอนาคต” เดินหน้ายกระดับพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติสู่ Eco-system แห่งการเรียนรู้ระดับโลก ปลื้มได้รับเลือกเป็นเจ้าภาพจัดประชุมระดับโลกที่ประเทศไทยถึง 2 รายการเดือน ส.ค.2569 พร้อมโชว์พิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยาโฉมใหม่ที่มีตัวอย่างสิ่งมีชีวิตอ้างอิงกว่า 240,000 รายการ 

12 กุมภาพันธ์ 2569 นายสุวรงค์ วงษ์ศิริ รักษาการแทนผู้อำนวยการองค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ(อพวช.) หรือ NSM พร้อม ดร.กรรณิการ์ เฉิน รอง ผอ.NSM แถลงข่าว “31 ปี NSM จากรากฐานแห่งพระมหากรุณาธิคุณ สู่นวัตกรรมแห่งอนาคต” โดยมีนายุสวิทย์ เปานาเรียง ผอ.สำนักพัฒนาธุรกิจและเครือข่าย ดร.วิจิตรา สุริยะกุล ณ อยุธยา ผอ.สำนักวิชาการพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ เข้าร่วม ณ ห้องประชุม 1 อาคารสำนักงาน อพวช. ต.คลองห้า อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี

นายสุวรงค์ กล่าวว่า จุดเริ่มต้นของ NSM  มาจากพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ด้วยสายพระเนตรอันกว้างไกล พระองค์ทรงตระหนักว่า วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม มิใช่เรื่องไกลตัว แต่คือ “เครื่องมืออันทรงพลัง” ในการพัฒนาภูมิปัญญา ยกระดับงานหัตถศิลป์ และสร้างอาชีพให้พสกนิกรพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน จึงนำมาสู่การจัดตั้ง องค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ (อพวช.) อย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 30 ม.ค.2538 และนับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ เมื่อพระองค์ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานชื่ออาคารลูกบาศก์อันเป็นเอกลักษณ์ว่า “อาคารพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์มหาราชินี” ในวันที่ 8 มิ.ย.2543 ซึ่งกลายเป็นสัญลักษณ์ และพื้นที่จุดประกายการเรียนรู้ทางวิทยาศาสตร์ของไทยนับตั้งแต่นั้นมา

นายสุวรงค์ กล่าวต่อว่า ตลอด 31 ปีที่ผ่านมา NSM ไม่เคยหยุดนิ่ง จากอาคารเพียงหลังเดียว ได้ขยายสู่การเป็น “Eco-system แห่งการเรียนรู้” ที่สมบูรณ์ที่สุดในภูมิภาค บนพื้นที่กว่า 180 ไร่ ประกอบด้วย 5 พิพิธภัณฑ์ที่ตอบโจทย์คนทุกช่วงวัย คือพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ พิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยา พิพิธภัณฑ์เทคโนโลยีสารสนเทศ พิพิธภัณฑ์พระรามเก้าและ FUTURIUM ศูนย์นวัตกรรมแห่งอนาคต  โดยในปี 2568 เรามียอดผู้เข้าชมสูงถึง 4 ล้านคน  ดังนั้น NSM ในวันนี้ จึงเป็นมากกว่าพิพิธภัณฑ์ แต่เราคือ กลไกขับเคลื่อนสังคมและเศรษฐกิจฐานความรู้ ที่ทำหน้าที่ปลูกฝังทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 และวางรากฐานในการสร้าง “นวัตกรไทย” เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศอย่างมั่นคงและยั่งยืน

”NSM พร้อมแล้วที่จะยกระดับสู่มาตรฐานสากล โดยเฉพาะในมิติของการบริการที่ตอบโจทย์ความหลากหลายของผู้เข้าชมให้ทัดเทียมพิพิธภัณฑ์ชั้นนำระดับโลก โดยเราออกแบบนิทรรศการให้เป็น Bilingual 2 ภาษา ไทย-อังกฤษ ทั้งระบบ เพื่อให้เป็นพื้นที่เรียนรู้ที่ไร้พรมแดน พร้อมบริการ Audio Guide ในจุดไฮไลต์สำคัญ เพื่ออำนวยความสะดวกแก่นักท่องเที่ยวและผู้เข้าชมชาวต่างชาติที่นับวันจะมีจำนวนเพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง” นายสุวรงค์ กล่าว

ด้าน ดร.กรรณิการ์ กล่าวเสริมว่า  ความภาคภูมิใจสูงสุดอย่างหนึ่งของเราคือการได้รับรางวัลมาตรฐาน Friendly Design for MICE Venue จาก TCEB สำหรับพิพิธภัณฑ์พระรามเก้า ซึ่งเป็นการยืนยันว่าพื้นที่ของเราถูกออกแบบภายใต้หลัก Universal Design ที่คำนึงถึงความสะดวกปลอดภัยของคนทุกกลุ่มอย่างเท่าเทียม ไม่ว่าจะเป็นเด็ก ผู้สูงอายุ หรือผู้พิการ ทำให้ NSM เป็นจุดหมายปลายทางของการเรียนรู้ที่ “เข้าถึงได้จริง” สำหรับทุกคนในสังคม และด้วยความพร้อมทั้งด้านสถานที่และบุคลากรผู้เชี่ยวชาญ ทำให้ NSM ได้รับความเชื่อมั่นอย่างสูงจากเครือข่ายพิพิธภัณฑ์ทั่วโลก โดยในปี 2569 นี้ NSM ได้รับเกียรติเป็นเจ้าภาพจัดงานสำคัญระดับนานาชาติถึง 2 งานใหญ่ คือ 1. INTEDIF 2026 (International Directors Forum 2026: INTEDIF 2026) การประชุมผู้บริหารระดับสูงพิพิธภัณฑ์และศูนย์วิทยาศาสตร์ระดับโลก ระหว่างวันที่ 17-18 ส.ค.2569 และ 2. ASPAC Conference 2026 (Asia Pacific Network of Science and Technology Centres Conference 2026) การประชุมเครือข่ายพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งเอเชีย ระหว่างวันที่ 19–22 ส.ค.2569

“นี่คือเครื่องพิสูจน์ว่า วันนี้ NSM พร้อมแล้วที่จะเป็นหัวเรือใหญ่ในการขับเคลื่อนการสื่อสารวิทยาศาสตร์ในระดับสากล และสร้างชื่อเสียงให้กับประเทศไทยบนเวทีโลก” ดร.กรรณิการ์ กล่าว

ขณะที่นายสุวรงค์ กล่าวอีกว่า สำหรับก้าวต่อไปของ NSM ที่ประชาชนไม่ควรพลาดในวาระพิเศษนี้คือ FUTURIUM หรือ ศูนย์นวัตกรรมแห่งอนาคต ซึ่งเราวางบทบาทให้เป็น “พื้นที่บ่มเพาะนวัตกร” โดยจะเปลี่ยนประสบการณ์จากการเดินชมพิพิธภัณฑ์แบบเดิม ให้เป็นการลงมือปฏิบัติจริงผ่านทักษะอาชีพ STEM และอุตสาหกรรมแห่งอนาคต เพื่อปูพื้นฐานให้เยาวชนไทยมีความพร้อมในการแข่งขันบนเวทีโลกปี 2573 ที่สำคัญ NSM กำลังยกระดับพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยาให้เป็นฐานที่มั่นด้านชีวภาพของอาเซียน โดยเรามีจุดแข็งคือการเป็นคลังเก็บรักษา “ตัวอย่างสิ่งมีชีวิตอ้างอิง” กว่า 240,000 รายการ ซึ่งเป็นฐานข้อมูลสำคัญสำหรับการวิจัยระดับภูมิภาค ในการปรับปรุงนี้ เราจะคัดสรรคอลเลกชันที่ทรงคุณค่าหมุนเวียนออกมาจัดแสดงเป็นช่วง ๆ ตามหัวข้อที่น่าสนใจ ผสานเทคโนโลยีการเล่าเรื่องล้ำสมัย เพื่อให้ผู้เข้าชมได้สัมผัสหลักฐานทางธรรมชาติวิทยาของจริงที่หาดูได้ยาก พร้อมบ่มเพาะคนรุ่นใหม่ให้เป็นพลังสำคัญในการปกป้องมรดกทางธรรมชาติของอาเซียน โดยคาดว่าในปลายปีนี้ทุกท่านจะได้พบกับโฉมใหม่ของพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยา

“NSM พร้อมแล้วที่จะก้าวสู่ทศวรรษใหม่ ในฐานะ “Eco-system แห่งการเรียนรู้” ที่ไม่ได้เพียงแค่ให้ความรู้ แต่จะสร้างแรงบันดาลใจและมอบโอกาสให้กับคนไทยทุกคน เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนประเทศไทยสู่สังคมฐานนวัตกรรมที่ยั่งยืนสืบไป” นายสุวรงค์ กล่าว

-(016)

กรมพระศรีสวางควัฒนฯ เสด็จไปทรงบรรยายพิเศษ ‘การเกิดโรคมะเร็ง’ พระราชทานแก่นักศึกษาหลักสูตรแพทยศาสตรบัณฑิต ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์

กรมพระศรีสวางควัฒนฯ เสด็จไปทรงบรรยายพิเศษ ‘การเกิดโรคมะเร็ง’  พระราชทานแก่นักศึกษาหลักสูตรแพทยศาสตรบัณฑิต ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์

กรมพระศรีสวางควัฒนฯ เสด็จไปทรงบรรยายพิเศษ ‘การเกิดโรคมะเร็ง’ พระราชทานแก่นักศึกษาหลักสูตรแพทยศาสตรบัณฑิต ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์

วันพฤหัสบดี ที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 14.22 น.

ศาสตราจารย์ ดร. สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี เสด็จไปยังอาคารวิทยาลัยแพทยศาสตร์ศรีสวางควัฒน ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ เขตหลักสี่ ทรงบรรยายพิเศษ เรื่อง “การเกิดโรคมะเร็ง หรือ Oncogenesis (อองโคจีเนซิส)” พระราชทานแก่นักศึกษาหลักสูตรแพทยศาสตรบัณฑิต (หลักสูตรใหม่ 2563) ชั้นปีที่ 3 รุ่นที่ 4 ภาคการศึกษาที่ 2 ประจำปีการศึกษา 2568 ของคณะแพทยศาสตร์ศรีสวางควัฒน  โดยมีรักษาการรองเลขาธิการราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ นำโดย ศาสตราจารย์เกียรติคุณ นายแพทย์รัชตะ รัชตะนาวิน, ดร.ฐากูร พานิช, นายบูรณ์ ฐาปนดุลย์,ศาสตราจารย์เกียรติคุณ นายแพทย์รณชัย คงสกนธ์, รองศาสตราจารย์ นายแพทย์ธีรภัทร อึ้งตระกูล รักษาการคณบดีคณะแพทยศาสตร์ศรีสวางควัฒน  พร้อมผู้บริหารและคณาจารย์ เฝ้ารับเสด็จและเข้าร่วมรับฟังการบรรยาย  รวมจำนวน 50 คน

สำหรับ เนื้อหาเรื่องการเกิดโรคมะเร็งในครั้งนี้ ทรงบรรยายถึงการควบคุมการเพิ่มจำนวนของเซลล์และการเกิดเซลล์ตาย และเมแทบอลิซึมของเซลล์มะเร็ง  ซึ่งปกติแล้วร่างกายมนุษย์จะมีระบบควบคุมการทำงานของเซลล์อย่างรัดกุม เซลล์จะเติบโต แบ่งตัว และตายไปตามเวลาที่เหมาะสม เพื่อรักษาสมดุลของร่างกาย กระบวนการนี้เรียกว่า “วัฏจักรของเซลล์” ซึ่งมี 4  ระยะด้วยกัน  โดยในแต่ละระยะจะมี “จุดตรวจสอบ” คอยควบคุมความถูกต้อง หากพบความผิดปกติ เซลล์จะหยุดการแบ่งตัว หรือเข้าสู่กระบวนการตายตามธรรมชาติที่เรียกว่า “อะพอพโตซิส (apoptosis)  นอกจากนี้ เมื่อเซลล์มีอายุมากขึ้น ก็จะเข้าสู่ภาวะ “ชราภาพของเซลล์” หรือ “ซีเนสเซนส์ (senescence)” ทำให้หยุดแบ่งตัว เพื่อป้องกันความเสี่ยงที่จะเกิดความผิดพลาด

อย่างไรก็ตาม หากระบบควบคุมเหล่านี้ทำงานผิดปกติ เซลล์ที่ควรหยุดแบ่งตัวกลับยังคงเพิ่มจำนวนอย่างต่อเนื่อง จนกลายเป็น “เซลล์มะเร็ง” ทั้งนี้ เซลล์มะเร็งมีลักษณะสำคัญคือ แบ่งตัวเร็วและไม่หยุด ทำให้ต้องปรับกระบวนการเผาผลาญพลังงาน (เมแทบอลิซึม) ใหม่ เพื่อดึงสารอาหารเข้าสู่เซลล์มากกว่าปกติ สำหรับสร้างพลังงานและสารจำเป็นต่อการเติบโตที่รวดเร็ว  ดังนั้น ความรู้เกี่ยวกับชีววิทยาของเซลล์มะเร็ง ตั้งแต่การควบคุมวัฏจักรเซลล์ การส่งสัญญาณภายในเซลล์ ไปจนถึงการเปลี่ยนแปลงด้านเมแทบอลิซึม จึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะช่วยให้นักวิทยาศาสตร์สามารถพัฒนาวิธีตรวจพบมะเร็งตั้งแต่ระยะเริ่มต้น และคิดค้นยา รวมถึงแนวทางการรักษาที่มีประสิทธิภาพมากขึ้นในอนาคต

คณะแพทยศาสตร์ศรีสวางควัฒน ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ เป็นโรงเรียนแพทย์ลำดับที่ 23 ของไทย ได้รับการรับรองตามเกณฑ์มาตรฐานสากลของ World Federation for Medical Education โดยสถาบันรับรองมาตรฐานการศึกษาแพทยศาสตร์และแพทยสภา จัดการเรียนการสอนในหลักสูตรที่ทันสมัยทั้งในระดับปริญญาตรี โท และเอก เพื่อมุ่งผลิตบัณฑิตแพทย์และบุคลากรทางการแพทย์ที่เป็นผู้นำด้านสุขภาพและการบริการทางการแพทย์ ที่มีความสามารถด้านการวิจัยและพัฒนานวัตกรรม เพื่อการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืนและเป็นกำลังสำคัญของการพัฒนาประเทศชาติต่อไป