ส่องประวัติ คริส โปตระนันทน์ จากเด็กบ้านโป่งสู่สภาหอคอยงาช้าง

ส่องประวัติ คริส โปตระนันทน์ จากเด็กบ้านโป่งสู่สภาหอคอยงาช้าง

ส่องประวัติ คริส โปตระนันทน์ จากเด็กบ้านโป่งสู่สภาหอคอยงาช้าง

วันศุกร์ ที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2569, 17.41 น.

หลังจากที่ คริส โปตระนันทน์ สส. บัญชีรายชื่อ พรรคเศรษฐกิจ หวิดวางมวย ปกรณ์วุฒิ สส. จากพรรคประชาชน กลางสภาเมื่อวาน ปมอ่านรายงานการเงินอุดหนุนผู้เคยเป็นสมาชิกสภาโดยใช้ AI ร่าง อย่าง ChatGPT จนกลายเป็นข่าวสนั่นลั่นทุ่งไปทั่วทั้งบ้านเมือง โดยเฉพาะบนโลกออนไลน์ที่ชาวเน็ตจำนวนมากต่างก็ถกเถียงวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างหนัก

ซึ่งในวันนี้ ทืมข่าวแนวหน้าออนไลน์ ขออาสาพาทุกท่านไปรู้จักกับ คริส โปตระนันทน์ สส. บัญชีรายชื่อ จาก พรรคเศรษฐกิจ โดยเขาคนนี้เป็นนักกฎหมายที่มีความเชี่ยวชาญในเรื่องกฎหมายทั่วไป กฎหมายธุรกิจ กฎหมายป้องกัน ที่กลายเป็นประเด็นทอล์กออฟเดอะทาว์นกันอยู่ ณ เวลานี้

คริส โปตระนันทน์

คริส โปตระนันทน์ เกิดเมื่อวันที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2531 ที่โรงพยาบาลกรุงเทพฯ และไปเติบใหญ่ที่ อ.บ้านโป่ง จ.ราชบุรี และเมื่อ คริส มีอายุ 12 ปี เจ้าตัวได้เข้ามาร่ำเรียนที่กรุงเทพฯในระดับชั้นมัธยมศึกษา ที่มหาวิทยาลัยรามคำแหง หลังจากนั้นไม่นานนัก คริสก็สอบเข้าได้ที่คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยจุฬาลงกรณ์ ได้เกียรตินิยม สาขากฎหมายมหาชน

โดยหลังจากนั้นไม่นานนัก คริส โปตระนันทน์ ก็สอบเนติบัณฑิตได้ภายในเวลา 1 ปี แล้วไปเรียนต่อที่มหาวิทยาลัยนอตติงแฮม ที่ประเทศอังกฤษ ทางด้านเศรษศาสตร์ เขาได้ทุนฟุลไบรท์ไปเรียนต่อมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย เบกลีย์ ที่สหรัฐอเมริกา ทางด้านกฎหมายในระดับปริญญาโท

คริส โปตระนันทน์

เส้นทางสู่เวทีการเมืองของ คริส โปตระนันทน์ เริ่มต้นเมื่อ ปี พ.ศ. 2561 เมื่อ นาย ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่แนะนำเขา ต่อผู้เข้าร่วมประชุมว่าจะเป็นคนทำนโยบายด้านเศรษฐกิจในการประชุมใหญ่จัดตั้งพรรค

และเมื่อ พ.ศ. 2562 คริส ได้ลงสมัครเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของกรุงเทพมหานคร ได้เบอร์ 8 ใน เขต 6 โดยได้คะแนนไปถึง 23,980 คะแนน ซึ่งการลงเลือกตั้งครั้งนี้ของคริสได้รับการพูดถึงเป็นอย่างมากในโลกโซเชียล เพราะเจ้าตัวเน้นเข้าถึงประชาชนในพื้นที่และออนไลน์ โดยเขามีเอกลักษณ์ในการทำไลฟ์หาเสียงตามแคมเปญของเขาบนโลกโซเชียลมีเดีย

คริส โปตระนันทน์

ต่อมาในปี พ.ศ. 2563  พรรคอนาคตใหม่ได้ประกาศผลักดันร่างกฎหมายสุราก้าวหน้า เพื่อปลดล็อกอุตสาหกรรมสุราพื้นบ้าน โดย คริส รับหน้าที่ร่างกฎหมายนี้ร่วมกับ นายเท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร และทีมงานคนอื่น ๆ ของพรรคอนาคตใหม่

จนมาถึง ปีพ.ศ. 2563 พรรคอนาคตใหม่ถูกยุบ คริส โปตระนันทน์ ได้ปรากฎตัวขึ้นมาอีกครั้งหนึ่งในวันที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566 กับการประชุมใหญ่ปรพจำปีของพรรคพลเมืองไทย และได้รับเลือกเป็นหัวหน้าพรรคคนใหม่ในเวลานั้น พร้อมทั้งเปลี่ยนชื่อพรรคเป็น พรรคเส้นด้าย ก่อนที่จะลงสมัครรับเลือกตั้งในเขตเลือกตั้งที่ 6 อีกครั้งหนึ่ง แต่ไม่ได้รับการเลือกตั้ง

คริส โปตระนันทน์

กระทั่งกาลเวลาหมุนแปรเปลี่ยนมาถึงปัจจุบันปี พ.ศ. 2569 คริส โปตระนันทน์ ชนะการเลือกตั้ง เป็น สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเศรษฐกิจ เข้าสู่รัฐสภาตามที่ปรากฎชื่อและภาพอยู่บนหน้าสื่อและโลกโซเชียลในเวลานี้

คริส โปตระนันทน์

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก เฟซบุ๊ก คริส โปตระนันทน์ – Chris Potranandana

เลขา ศอ.บต. ยอมรับ นายกฯเรียกถกปัญหาไฟใต้ ยันเกิดเหตุถี่ ไม่เกี่ยวเปลี่ยนผ่านรัฐบาล

เลขา ศอ.บต. ยอมรับ นายกฯเรียกถกปัญหาไฟใต้ ยันเกิดเหตุถี่ ไม่เกี่ยวเปลี่ยนผ่านรัฐบาล

เลขา ศอ.บต. ยอมรับ นายกฯเรียกถกปัญหาไฟใต้ ยันเกิดเหตุถี่ ไม่เกี่ยวเปลี่ยนผ่านรัฐบาล

วันศุกร์ ที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2569, 17.22 น.

“เลขา ศอ.บต.”  ยอมรับ นายกฯ เรียกถกปัญหาชายแดนใต้พร้อมมอบนโยบายสำคัญ ยันเกิดเหตุถี่ไม่เกี่ยวเปลี่ยนผ่านรัฐบาล ชี้หน้าที่คณะพูดคุย เจรจาหาพื้นที่ปลอดภัยประชาชนแล้วจะทำอะไรก็ทำ

เมื่อเวลา 15.15 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯและรมว.มหาดไทย ได้เรียก นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย พ.ต.ต.สุริยา สิงหกมล เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) และ นายปิยะศิริ วัฒนวรางกูร เลขาธิการศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) ที่ตึกไทยคู่ฟ่า ทำเนียบรัฐบาล

นายปิยะศิริ วัฒนวรางกูร เลขาธิการศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) เปิดเผยว่านายกรัฐมนตรีได้เรียกมาหารือ เกี่ยวกับสถานการณ์ในพื้นที่ภาคใต้ ส่วนเรื่องของการรักษาความปลอดภัยกอ.รมน.ภาค4 ส่วนหน้า ดูแลอยู่แล้ว แต่เรื่องการเยียวยาเป็นสิ่งที่ศอ.บต. รับผิดชอบ เราปฏิเสธไม่ได้ว่าเหตุการณ์เกิดขึ้นถี่ในช่วงนี้ 

“วันนี้จะมีการพูดคุยถึงการพัฒนาหรือการแก้ไขยุทธศาสตร์ภาคใต้กับเหตุที่เกิดขึ้นเป็นหลัก ส่วนศอ.บต.จะดูเรื่องแผนการพัฒนาทางเศรษฐกิจสังคมและการศึกษา รวมไปถึงการเยียวยา ทั้งนี้ศอ.บต. มีโมเดลที่จะเสนอต่อนายกรัฐมนตรี ซึ่งต้องรอให้นายกรัฐมนตรีมอบนโยบายสำคัญบางเรื่องด้วย”

เมื่อถามว่าสิ่งที่นำมาเสนอจะมีส่วนกำหนดในนโยบายรัฐบาลหรือไม่ เลขาฯ ศอ.บต. ปฏิเสธพร้อมระบุว่านโยบายรัฐบาลมีอยู่แล้ว เรามีหน้าที่ปฏิบัติตามนโยบายรัฐบาล ซึ่งโดยหลักแล้วทำอย่างไรก็ได้ ให้ประชาชนยิ้มได้และลดความทุกข์ นั่นคือโจทก์ จากนี้ศอ.บต. จะต้องไปดูเรื่องเศรษฐกิจและสังคมเพื่อให้สอดรับกับการแก้ไขปัญหา 

เมื่อถามว่ามีอะไรจะเสริมนายกรัฐมนตรีเรื่องการแถลงนโยบายด้านความมั่นคงหรือไม่ เนื่องจากนายกรัฐมนตรีแสดงความกังวลเรื่องปัญหาชายแดนใต้ นายปิยะศิริ กล่าวว่าเรื่องเศรษฐกิจ สังคม การศึกษา และยาเสพติดเป็นเรื่องที่สำคัญ ซึ่งอาจจะมีการเสนอทั้งการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด ซึ่งวันนี้เลขาธิการป.ป.ส. จะร่วมด้วย 

เมื่อถามว่าเห็นด้วยหรือไม่ที่รัฐบาลจะเอาการเมืองนำการทหารในการดูแลพื้นที่ภาคใต้ เลขา ศอ.บต. กล่าวว่า ตนเห็นด้วยกับนโยบายของรัฐบาลอยู่แล้ว เนื่องจากเป็นผู้รับ แต่เข้าใจว่าการพัฒนาต้องควบคู่กับการทหารและเรื่องทางกฎหมาย เพราะเชื่อว่าการพัฒนาสุดท้ายแล้วจะนำพาความเจริญและความสุขนี่คือหน้าที่ของศอ.บต. 

เลขาฯศอ.บต.กล่าวด้วยว่า อย่างไรก็ตาม ในพื้นที่มีการยกระดับการรักษาความปลอดภัยที่เข้มข้นขึ้นไม่ได้ประมาท เพียงแต่ในพื้นที่ภาคใต้ไม่ใช่เพียงพื้นที่เมืองอย่างเดียว แต่เป็นพื้นที่ป่าเขาซึ่งทุกคนต้องช่วยกัน 

เมื่อถามว่าที่เกิดเหตุถี่ในช่วงนี้เป็นเพราะช่วงเปลี่ยนผ่านรัฐบาลหรือไม่ เลขาฯศอ.บต. กล่าวว่าไม่ใช่เพราะปัจจัยในการเกิดเหตุมีหลายสาเหตุ พร้อมยืนยันว่าในพื้นที่ทำงานกันอย่างต่อเนื่องไม่น่าเกี่ยวข้องกับประเด็นดังกล่าวอย่างแน่นอน 

ส่วนเรื่องการลักลอบส่งน้ำมันออกนอกประเทศนั้น เลขาฯศอ.บต.กล่าวว่า
เป็นเรื่องของศุลกากรและตำรวจ ศอ.บต.ดูเรื่องพัฒนา ซึ่งยอมรับว่าในภาคใต้มีปัญหาเรื่องน้ำมันอยู่บ้าง โดยทางดีเอสไอได้ลงพื้นที่ไปแล้วและทางจังหวัดก็ลงพื้นที่สุ่มตรวจ ดังนั้นเรื่องภาวะการกักตุนไม่น่าจะมีปัญหา

ผู้สื่อข่าวถามถึงคณะพูดคุยสันติสุขชายแดนใต้ ยังคงเดินหน้าพูดคุยอยู่หรือไม่ เพราะหลายคนวิจารณ์ว่าไม่มีความต่อเนื่อง นายปิยะศิริ กล่าวว่า ทุกอย่างต้องจบที่การเจรจา และก็มีการพูดคุยกันมาโดยตลอด ซึ่งตนก็เป็นหนึ่งในคณะพูดคุยฯ แต่ในมุมของตนดูเรื่องการผลักดันการลดอุปสรรคของการพัฒนา ไม่ได้มีส่วนในมิติการก่อเหตุ เพื่อขอความร่วมมือฝ่ายตรงข้ามว่าต้องมีพื้นที่ปลอดภัยเพราะเงื่อนไขคือประชาชนต้องปลอดภัย คุณจะทำอะไรก็ทำ

ผู้สื่อข่าวถามถึงมาตรการรับมือช่วงเทศกาลงสงกรานต์ เลขาฯศอ.บต. กล่าวว่า กอ.รมน.และทางจังหวัดมีการซ้อมแผนรองรับเผชิญเหตุอยู่แล้ว มีการดำเนินการเป็นพิกัด เพราะเราไม่อยากให้เกิดเหตุการณ์ใดๆ  นอกจากนี้ยังดูเรื่องของอุบัติเหตุ โดยเฉพาะในช่วงกลางคืนกองกำลังทหารและตำรวจที่อยู่ในพื้นที่ก็มีการเพิ่มความเข้มงวดไม่อนุญาตให้ลาพัก และรวมไปถึงข้าราชการที่เป็นตำแหน่งหลักทั้งหมดด้วย 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าด้วยว่าช่วงเย็นวันนี้ ( 3 ม.ย.) นายอนุทิน พร้อมด้วย นายทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกฯ จะเดินทางไปร่วมฟังสวดพระอภิธรรมศพ นางลำเนา อยู่บำรุง ภรรยา ร.ต.อ.เฉลิม อยูบำรุง อดีตรองนายกฯ ที่วัดบางบอน กรุงเทพฯ 

กัณวีร์ ไขก๊อกยื่นลาออกพรรคพลวัต ร่ายยาวเหตุผลที่ต้องไป ย้ำไม่เกี่ยวข้องกันอีก

กัณวีร์ ไขก๊อกยื่นลาออกพรรคพลวัต ร่ายยาวเหตุผลที่ต้องไป ย้ำไม่เกี่ยวข้องกันอีก

กัณวีร์ ไขก๊อกยื่นลาออกพรรคพลวัต ร่ายยาวเหตุผลที่ต้องไป ย้ำไม่เกี่ยวข้องกันอีก

วันศุกร์ ที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2569, 17.09 น.

วันที่ 3 เมษายน 2569 นายกัณวีร์ สืบแสง หัวหน้าพรรคพลวัต ได้โพสต์ภาพใบลาออกจากสมาชิกพรรคการเมือง โดยระบุว่า “เป็นการตัดสินใจทางการเมืองที่สำคัญอีกครั้งหนึ่ง วันนี้ที่ 3 เมษายน 2569 ผมตัดสินใจลาออกจากสมาชิกพรรคพลวัต อย่างเป็นทางการ และขอประกาศว่า ตั้งแต่บัดนี้ผมไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับพรรคพลวัตอีกต่อไป

พรรคที่ผมคาดหวังและสร้างจากอุดมการณ์ร่วมกับอดีต ส.ส. 2 ท่าน คือพี่กอฟ และอาจารย์อภิสิทธิ์ กับการสร้างสถาบันการเมืองที่วางฐานการเมืองระบอบประชาธิปไตยโดยเอาหลักสิทธิมนุษยชนมาเป็นไขสันหลังหลัก เหมือนประเทศต้นแบบที่ไทยนำระบอบการเมืองประชาธิปไตยที่มีกฎหมายพื้นฐาน (Basic Law) ที่มีหลักการสิทธิมนุษยชนวางไว้ที่แก่นในของกฎหมายรัฐธรรมนูญ

นี่คือความหวังที่เรา 3 คน ได้คุยกันเป็นเวลาเกือบปีก่อนในสภาผู้แทนราษฎร ก่อนตั้งพรรคการเมืองขึ้นมา แต่เนื่องด้วยเวลาอันสั้นในการจัดตั้งพรรคเพื่อเตรียมสู้ศึกเลือกตั้งที่ผ่านมา เรามีเวลาไม่ถึง 1 เดือนในการรวมคนเพื่อลงเลือกตั้ง จึงทำให้อุดมการณ์การจัดตั้งพรรคที่เราคาดหวังไว้ไม่สามารถทำได้อย่างที่ต้องการ !!

ทุกคนต้องการทำการเมือง แต่วิธีปฏิบัติในพรรคพลวัตไม่ใช่สิ่งที่ผมต้องการ เพราะการเมืองที่ผมตั้งใจแตกต่างจากหลายคนที่กระโดดเข้ามาร่วม จึงเป็นเวลาที่เหมาะสมที่ผมต้องออกไปเดินหน้าทำงานตามที่ผมถนัดและมุ่งหวัง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องมนุษยธรรม สิทธิมนุษยชน การสร้างสันติภาพ และงานด้านการต่างประเทศที่ผมชื่นชอบ

ขอบคุณทุกคนที่เข้าร่วมอุดมการณ์การทำงาน ที่มีอุดมการณ์ทางการเมืองที่เหมือนกัน และต้องขอบคุณพี่น้องประชาชนที่สนับสนุนการทำงานการเมือง และกำลังใจต่างๆ ที่ให้มา รวมทั้งคะแนนเสียงทั้งหมดจากการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 8 ก.พ.69 ที่ผ่านมา ผมต้องขอขอบคุณจากใจจริงครับ

ผมยังทำงานอยู่ครับ และจนกว่าจะพบกันใหม่กับคนที่มีอุดมการณ์ร่วมกันจริงๆ แล้วพบกันเร็วๆ นี้ครับ”

เลขาฯ สภาฯ รัฐบาลยังไม่ประสานจัดแถลงนโยบายฯ

เลขาฯ สภาฯ รัฐบาลยังไม่ประสานจัดแถลงนโยบายฯ

เลขาฯ สภาฯ รัฐบาลยังไม่ประสานจัดแถลงนโยบายฯ

วันศุกร์ ที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2569, 16.56 น.

วันนี้ 3 เมษายน 2569 ที่รัฐสภา นายศิโรจน์ แพทย์พันธุ์ เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร เปิดเผยว่า ยังไม่ได้รับการประสานจากสำนักงานเลขาธิการคณะรัฐมนตรี เรื่องการประชุมร่วมรัฐสภา เพื่อแถลงนโยบายของรัฐบาล ต้องรอให้ คณะรัฐมนตรี(ครม.) ชุดใหม่เข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทถวายสัตย์ปฏิญาณก่อน จากนั้นนายกรัฐมนตรี จะทำหนังสือถึงประธานรัฐสภาเพื่อแจ้งให้ทราบว่าจะขอแถลงนโยบายต่อรัฐสภา และจะมีการปรึกษาหารือถึงการกำหนดวันที่เหมาะสม ยืนยันว่าไม่ว่าจะเป็นวันไหน สำนักงานเลขาฯสภาฯก็พร้อมดำเนินการจัดการประชุม และการแถลงนโยบายถือเป็นเรื่องเร่งด่วน สามารถนัดวันประชุมได้ทันทีภายในหนึ่งวัน โดยไม่นับรวมวันที่รับและส่งเอกสาร 

เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร กล่าวด้วยว่า ขณะนี้ยังไม่ได้รับร่างคำแถลงนโยบายฯ คงต้องรอให้มีการประชุมคณะรัฐมนตรีนัดแรกเพื่อให้การรับรองคำแถลงนโยบายก่อน เมื่อได้รับร่างคำแถลงนโยบายแล้ว ก็จะส่งให้สมาชิกผ่านทางอิเล็กทรอนิกส์ส่วนรูปเล่มก็จะแจกให้ในวันประชุมเลย ทั้งนี้ หากรัฐบาลขอแถลงนโยบาย วันที่ 10 และ 11 เม.ย.นี้ ก็พร้อม ดำเนินการจัดการประชุมร่วมรัฐสภาทันที 

ศิโรจน์ แพทย์พันธุ์

‘อธิบดีกรมฝนหลวง’ ระดมกำลังวางแผนปฏิบัติการดัดแปรสภาพอากาศ บรรเทาฝุ่นพิษภาคเหนือ

‘อธิบดีกรมฝนหลวง’ ระดมกำลังวางแผนปฏิบัติการดัดแปรสภาพอากาศ บรรเทาฝุ่นพิษภาคเหนือ

‘อธิบดีกรมฝนหลวง’ ระดมกำลังวางแผนปฏิบัติการดัดแปรสภาพอากาศ บรรเทาฝุ่นพิษภาคเหนือ

วันศุกร์ ที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2569, 14.33 น.

3 เมษายน 2569 เวลา 09.00 น. นายราเชน ศิลปะรายะ อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร เป็นประธานการประชุมวางแผนการปฏิบัติการดัดแปรสภาพอากาศ เพื่อบรรเทาปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 ประจำวัน โดยมีหน่วยดัดแปรสภาพอากาศจากจังหวัดเชียงใหม่ พิษณุโลก และอุดรธานี พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่จากศูนย์ปฏิบัติการและสถานีเรดาร์ เข้าร่วมประชุมอย่างพร้อมเพรียง

ที่ประชุมได้เร่งกำหนดแนวทางการปฏิบัติงานเพื่อบรรเทาสถานการณ์ฝุ่นในพื้นที่ภาคเหนืออย่างต่อเนื่อง พร้อมสั่งการให้เพิ่มจำนวนเครื่องบินสนับสนุนภารกิจ เพื่อยกระดับประสิทธิภาพการปฏิบัติการให้มากยิ่งขึ้น โดยตั้งเป้าหมายให้ทัศนวิสัยในพื้นที่ดีขึ้นจนสามารถมองเห็นพระธาตุดอยสุเทพได้อย่างชัดเจน

ทั้งนี้ ได้มีการติดตามสภาพอากาศอย่างใกล้ชิด เพื่อประเมินแนวโน้มการเกิดฝน และเตรียมความพร้อมในการขึ้นปฏิบัติการทันทีเมื่อสภาพอากาศเอื้ออำนวย รวมถึงเตรียมแผนรองรับภารกิจบรรเทาและยับยั้งการเกิดพายุลูกเห็บในพื้นที่เฝ้าระวังอีกด้วย

‘ดร.เอกภาพ พลซื่อ’ เป็นประธานในพิธีมอบกระบือ ตามโครงการธนาคารโค-กระบือ เพื่อเกษตรกร ตามพระราชดำริ

‘ดร.เอกภาพ พลซื่อ’ เป็นประธานในพิธีมอบกระบือ ตามโครงการธนาคารโค-กระบือ เพื่อเกษตรกร ตามพระราชดำริ

‘ดร.เอกภาพ พลซื่อ’ เป็นประธานในพิธีมอบกระบือ ตามโครงการธนาคารโค-กระบือ เพื่อเกษตรกร ตามพระราชดำริ

วันศุกร์ ที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2569, 14.21 น.

3 เมษายน 2569 เวลา 10.00 น. ดร.เอกภาพ พลซื่อ พร้อมด้วย ดร.รัชนี พลซื่อ สส.ร้อยเอ็ด เขต 3 และนายเอกรัฐ พลซื่อ สส.ร้อยเอ็ด เขต 2 เป็นประธานในพิธีมอบกระบือ ตามโครงการธนาคารโค-กระบือ เพื่อเกษตรกร ตามพระราชดำริ จำนวน 50 ตัว ซึ่งโครงการธนาคารโค-กระบือ เพื่อเกษตรกร ตามพระราชดำริ เป็นโครงการที่ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศรมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบิตร ทรงมีพระราชดำริให้กรมปศุสัตว์จัดตั้งขึ้น ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2522 โดยมีวัตถุประสงค์สำคัญ เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรให้มีโค-กระบือ ไว้ใช้แรงงาน เพิ่มผลผลิตทางการเกษตร และเพื่อให้มีโค-กระบือเป็นของตนเอง โดยวิธีให้ยืมเพื่อการผลิต ปัจจุบันโครงการธนาคารโค-กระบือเพื่อเกษตรกร ตามพระราชดำริได้ยังประโยชน์ช่วยเหลือเกษตรกรในพื้นที่อำเภอโพนทองไปแล้ว 824 ราย คิดเป็นมูลค่าประมาณ 23 ล้านบาท และในวันนี้ สำนักงานปศุสัตว์จังหวัดร้อยเอ็ด ร่วมกับสำนักงานปศุสัตว์อำเภอโพนทอง ได้มอบกระบือ ตามโครงการธนาคารโค – กระบือ เพื่อเกษตรตามพระราชดำริ ให้พี่น้องเกษตรกรชาวบ้านสายฝน ตำบลโนนชัยศรี อำเภอโพนทอง จังหวัดร้อยเอ็ด จำนวน 50 ตัว โดยมี นายอำนาจ มะธิปิไข ปศุสัตว์จังหวัดร้อยเอ็ด นายมงคล ยี่รัมย์ เกษตรจังหวัดร้อยเอ็ด นางพิกุล รอนณรงค์ ผู้อำนวยการศูนย์หม่อนไหมเฉลิมพระเกียรติ นายวิชัย อาระหัง ผู้อำนวยการศูยน์วิจัยและพัฒนาอาหารสัตว์ร้อยเอ็ด นางพรศุลี อิศรางกูร ณ อยุธยา ผู้อำนวยการศูยน์วิจัยและพัฒนาการเกษตรร้อยเอ็ด ผู้แทนเกษตรและสหกรณ์จังหวัดร้อยเอ็ด ผู้แทนพัฒนาที่ดินร้อยเอ็ด ผู้แทนประมงจังหวัดร้อยเอ็ด ผู้แทนศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวร้อยเอ็ด พันจ่าโทคนึง พูลพิพิธ นายอำเภอโพนทอง หัวหน้าส่วนราชการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ระดับจังหวัด หัวหน้าส่วนราชการอำเภอโพนทอง ผู้นำท้องที่ ผู้นำท้องถิ่น เข้าร่วม ณ บ้านสายฝน ตำบลโนนชัยศรี อำเภอโพนทอง จังหวัดร้อยเอ็ด

ปั้นไก่ชนเงินล้าน! ‘ฟาร์มตอง 111’ พลิกภูมิปัญญา-สู่ธุรกิจสร้างรายได้ยั่งยืน

ปั้นไก่ชนเงินล้าน! 'ฟาร์มตอง 111' พลิกภูมิปัญญา-สู่ธุรกิจสร้างรายได้ยั่งยืน

ปั้นไก่ชนเงินล้าน! ‘ฟาร์มตอง 111’ พลิกภูมิปัญญา-สู่ธุรกิจสร้างรายได้ยั่งยืน

วันศุกร์ ที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2569, 14.05 น.

ชัยภูมิปั้นไก่ชนเงินล้าน! ‘ฟาร์มตอง 111’ พลิกภูมิปัญญาพม่าสายตี สู่ธุรกิจส่งออกสายพันธุ์สร้างรายได้ยั่งยืน

ธุรกิจไก่ชนพื้นบ้านในจังหวัดชัยภูมิกลับมาได้รับความสนใจอย่างสูงอีกครั้ง หลังเกษตรกรยุคใหม่หันมาเน้นการพัฒนาสายพันธุ์เชิงพาณิชย์จนสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มได้มหาศาล โดยเฉพาะที่ ‘ฟาร์มตอง 111’ ในพื้นที่ตำบลบ้านเล่า อำเภอเมือง จังหวัดชัยภูมิ ซึ่งกลายเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้และจำหน่ายไก่ชนสายพันธุ์ดีระดับประเทศ

‘เจ๊กล็อฟ’ เจ้าของฟาร์มตอง 111 เปิดเผยว่า ทางฟาร์มทุ่มเทให้กับการเพาะเลี้ยงและพัฒนาไก่ชนสายพันธุ์พม่ามานานกว่า 10 ปี โดยคัดเลือกพ่อพันธุ์และแม่พันธุ์ที่มีพันธุกรรมโดดเด่นเชิงลึก จนได้ไก่ชนที่มีศักยภาพสูงทั้งในด้านการแข่งขันและการเพาะพันธุ์ต่อยอดเชิงธุรกิจ ซึ่งความสำเร็จนี้สะท้อนได้จากราคาซื้อขายบางตัวที่พุ่งสูงถึงระดับ ‘ไก่ชนเงินล้าน’ เนื่องจากเป็นที่ต้องการอย่างมากในตลาดนักพัฒนาสายเลือดใหม่ทั่วประเทศ

นอกจากการจำหน่ายแล้ว ฟาร์มตอง 111 ยังเปิดกว้างให้ผู้ที่สนใจเริ่มต้นธุรกิจไก่ชนเข้ามาศึกษาดูงานและแลกเปลี่ยนประสบการณ์แบบไม่มีกั๊ก เพื่อเป็นการถ่ายทอดองค์ความรู้และสร้างอาชีพที่ยั่งยืนให้กับคนในชุมชนและเกษตรกรรายย่อย

ทั้งนี้ เจ๊กล็อฟได้ยื่นข้อเสนอที่น่าสนใจไปยังหน่วยงานภาครัฐ ให้เร่งเข้ามาสนับสนุนและส่งเสริม ‘กีฬาพื้นบ้านไก่ชน’ อย่างจริงจัง โดยมองว่าเป็นวัฒนธรรมร่วมดั้งเดิมของภูมิภาคอาเซียน ทั้งไทย เมียนมา เวียดนาม ฟิลิปปินส์ รวมถึงจีน หากมีการส่งเสริมและกำหนดมาตรฐานที่ชัดเจน จะสามารถผลักดันให้เป็นกีฬาระดับภูมิภาคและระดับนานาชาติ ซึ่งจะช่วยสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจและดึงดูดนักท่องเที่ยวได้อีกทางหนึ่ง

สำหรับผู้ที่สนใจศึกษาแนวทางการพัฒนาไก่ชนสายพันธุ์พม่า หรือต้องการคำปรึกษาในการสร้างธุรกิจ สามารถติดต่อได้ที่ ฟาร์มตอง 111 ต.บ้านเล่า อ.เมือง จ.ชัยภูมิ หรือโทรศัพท์สอบถามได้ที่หมายเลข 08-1142-5385

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ ทาสโรมันกับสิงโต

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ ทาสโรมันกับสิงโต

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ ทาสโรมันกับสิงโต

วันเสาร์ ที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

              กว่าสองพันปีมาแล้ว ขณะที่อาณาจักรโรมันกำลังรุ่งโรจน์ โดยมีกรุงโรมเป็นเมืองหลวง มีทาสแอฟริกันหนุ่มนามว่า อันโดรเคลส (Androcles) เขาต้องทำงานหนักและถูกปฏิบัติอย่างทารุณจากนายเงินผู้ใจจืดใจดำ จนวันหนึ่งอันโดรเคลสตัดสินใจเสี่ยงชีวิต หนีออกจากเมืองมุ่งหน้าเข้าสู่ป่าลึกเพื่อหาอิสรภาพ

              ขณะที่เขากำลังพักเหนื่อยซ่อนตัวในถ้ำแห่งหนึ่ง อันโดรเคลสต้องตกใจสุดขีดเมื่อเผชิญหน้ากับสิงโตตัวมหึมา ที่เขาพยายามจะวิ่งหนี แต่สังเกตเห็นว่าสิงโตตัวนั้นนอนดิ้น ส่งเสียงร้องครางด้วยความเจ็บปวดและยื่นอุ้งเท้าหน้ามาข้างหน้าอย่างน่าเวทนา ด้วยความเมตตา อันโดรเคลสจึงเข้าไปดูใกล้ๆ พบว่ามี “หนามแหลมขนาดใหญ่” ปักลึกอยู่ที่อุ้งเท้าของมันจนบวมเป่ง เขาจึงรวบรวมความกล้าแล้วค่อยๆ ดึงหนามนั้นออกให้อย่างเบามือ สิงโตใช้ลิ้นเลียมืออันโดรเคลสแสดงความขอบคุณ

              ตั้งแต่นั้นมา ทั้งทาสหนุ่มและเจ้าป่าก็กลายเป็นเพื่อนรักกัน และทั้งคู่ก็ได้อาศัยอยู่ในถ้ำนั้นอย่างสงบสุข ก่อนที่จะแยกย้ายกันไป 

              ต่อมาอันโดรเคลสถูกทหารโรมันจับตัวได้ ในสมัยนั้นทาสที่หลบหนีเจ้านายจะถูกลงโทษอย่างรุนแรงด้วยการ “โยนให้สัตว์ร้ายกิน” ต่อหน้าสาธารณชนในสนามโคลอสเซียม เมื่อวันตัดสินมาถึง ทาสอันโดรเคลสถูกส่งลงไปกลางสนามอันกว้างใหญ่ เมื่อประตูกรงก็เปิดออก สิงโตที่ถูกขังอดอาหารหลายวันจนหิวโหยและดุร้ายตัวหนึ่งคำรามเสียงกึกก้อง แล้วกระโจนออกมาอย่างบ้าคลั่ง

              แต่แล้วสิ่งที่ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น! เมื่อสิงโตเข้ามาใกล้ แทนที่จะตะปบเหยื่อ มันกลับหมอบตัวลง แล้วเลียมือของอันโดรเคลส ด้วยความรักเหมือนแมวเชื่อง

              กษัตริย์โรมันและผู้ชมทั่วทั้งสนามต่างตกตะลึงกับภาพที่เห็น กษัตริย์จึงเรียกอันโดรเคลสไปซักถาม เมื่อทรงทราบเรื่องราวความเมตตาที่อันโดรเคลสมีต่อสัตว์และความกตัญญูของสิงโต กษัตริย์ทรงประทับใจมากจึงให้ปล่อยอันโดรเคลสเป็นอิสระ ไม่ต้องเป็นทาสอีกต่อไป และสิงโตตัวนั้นก็ถูกปล่อยกลับคืนสู่ป่าตามธรรมชาติ

              จักรพรรดิ ได้เห็นความกตัญญูของสิงโตที่มีต่อแอนโดรเคิล จึงมีความยินดีในการทำดีของแอนโดรเคิล (ปัตตานุโมทนามัย) แล้วปล่อยให้แอนโรเคิลและสิงโตเป็นอิสระ โดยมีฝูงชนร่วมอนุโมทนาด้วย                          

              นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า: “การช่วยเหลือคนหรือสัตว์ที่ตกอยู่ในภาวะยากลำบาก เป็นความดีที่ควรสรรเสริญ” 

              เรียบเรียงจากนิทานโรมันโบราณและนิทานอีสป เรื่อง ทาสกับสิงโต (The Slave and the Lion) ซึ่ง เบอร์นาด ชอว์ (George Bernard Shaw) นำมาเขียนเป็นบทละครเสียดสีสังคม แต่ไม่อาจยืนยันได้ว่าเป็นเรื่องที่เคยเกิดขึ้นจริงหรือไม่

อาทร จันทวิมล

คุณแหน : 4 เมษายน 2569

คุณแหน : 4 เมษายน 2569

คุณแหน : 4 เมษายน 2569

วันเสาร์ ที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2569, 02.00 น.

  • ขอเริ่มข่าวแรก ด้วยการบอกบุญให้แก่พี่น้องคนไทยร่วมชาติ ทั้งนี้ได้รับข่าวสารมาจาก นพ.วรวิทย์ ตันติวัฒนทรัพย์ ผู้อำนวยการ โรงพยาบาลอุ้มผาง ซึ่งได้เปิดใจว่า โรงพยาบาลอุ้มผาง มีวิกฤตการเงินมาตลอดหลายสิบปี ทว่าตั้งแต่ ต.ค.2568 เป็นต้นมา เรียกว่า”วิกฤตที่สุด” ในรอบ 35 ปี ไม่ว่าจะเป็นการจัดสรรเงินต่างๆลดลงหมด ยิ่งเผชิญภาวะวิกฤตพลังงานจากสงคราม รพ.ได้รับผลกระทบหนักชนิดไม่สามารถจ่ายเงินเดือน ค่าตอบแทนบุคลากร รพ.ได้แล้ว ในเดือน เม.ย.ปีนี้ ส่วนการบริหารจัดการต่างๆจากเงินที่มีอยู่คาดว่า จะบริหารได้ไม่เกิน 6 เดือนจากนี้ …ค่าใช้จ่ายของ รพ.ทั้งเงินเดือน ค่าตอบแทน ค่าใช้จ่ายจิปาถะ ค่าออกซิเจน และอีกหลายอย่างเฉลี่ยเดือนละ 12.4 ล้านบาท แต่ตอนนี้มีเงินอยู่ 3 ล้านบาท จึงไม่พอ นี่ยังไม่รวมหนี้เก่าอีก 50 ล้านบาท อย่างหนี้ค่ายา เป็นต้น…ในฐานะที่เป็นคนไทยเห็นปัญหาขาดแคลนของโรงพยาบาล ที่พึ่งของผู้ป่วยแล้ว รู้สึกเห็นใจเป็นอย่างยิ่ง จึงขอเชิญชวนให้ผู้มีจิตเป็นกุศล ได้ร่วมกันบริจาคช่วย โรงพยาบาลอุ้มผาง ทั้งกองทุนยา และอาหารผู้ป่วย ดังนี้ : ชื่อบัญชีเงินบำรุงโรงพยาบาลอุ้มผาง ธนาคารออมสินสาขาอุ้มผาง เลขที่บัญชี 020-1333-88387 และ ชื่อบัญชี เงินบำรุงโรงพยาบาลอุ้มผาง (อาหารผู้ป่วย) เลขที่ 020-0522-75417 …ขออนุโมทนาบุญในครั้งนี้ด้วย…
  • เนื่องในโอกาสประเพณีวันสงกรานต์ ประจำปี 2569 สมาคมศิษย์เก่าสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ขอเชิญศิษย์เก่าทุกรุ่น ร่วมงาน รดน้ำดำหัวขอพรคณาจารย์และรุ่นพี่อาวุโส ในวันที่ 17 เม.ย.เวลา 17.00 น. เป็นต้นไป ที่ห้องประชุมชั้น 2 กรมประชาสัมพันธ์ ซ.อารีย์สัมพันธ์ กรุงเทพฯ สำหรับคณาจารย์ที่มาร่วมงาน อาทิ รศ.สดศรี เผ่าอินจันทร์ ,ผศ.นาฎยา ตนานนท์ , พ.อ.หญิง มาลัยวัลย์ แสงสุวรรณ์ , พล.ร.ต.หญิง สุรัชฎา ชลออยู่ และ ผศ.ดร.ศุภฤกษ์ โพธิไพรรัตนา…นอกจากนี้ จะมีการเลือกตั้งนายกสมาคมฯคนใหม่ แทน ชลวิทย์ สุขอุดม ที่ครบวาระในปีนี้ด้วย…ศิษย์แมสซ่า มช.ที่สนใจเข้าร่วมงาน สอบถามรายละเอียดได้ที่ เคน : โทร 081-314-4777 , ต้อม : โทร 081-593-9166 , อ้อม : โทร 081-644-3240 ข่าวว่า มีรางวัลสำหรับรุ่นที่มามากที่สุดอีกต่างหาก…
  • เพราะถึงวัยเลย 60 มาหลายปีแล้ว ต้องหาความสุขให้กับตัวเองบ้าง ปราโมท ห่านวิไล เกี่ยวก้อยภรรยาสุดเลิฟ ดร.นงนาถ บินไปชื่นชมดอกซากุระบานที่เกียวโตและท่องเที่ยวสถานที่ต่างๆอีกหลายแห่ง อยู่ขณะนี้ … 
  • พล.ร.ต. กฤษดิ์กมล กีรติบุตร ศิษย์เก่าสิงห์ดำ รัฐศาสตร์ จุฬาฯ 2519 เตรียมรับไม้ต่อจากพี่ๆรุ่น 2518 จัดงานฯ ในโอกาสที่เรียนจบกันมา 50 ปี…
  • มีบ้านอยู่แม่ริม เชียงใหม่ อารดา โกศลตระกูล ได้รับผลกระทบจากฝุ่นพิษจิ๋วขณะนี้มากจริงๆ…
  • ส่วน อิ่มทิพย์ ซูฮาร์โต้ อยู่บันดุง อินโดนีเซีย บอกที่นี่ใช้น้ำมันจากไบโอดีเซล ไม่กระทบน้ำมันขึ้นราคา…ขอแสดงความยินดีด้วย…
  • ระหว่างหลานทั้งสองปิดเทอม คุณปู่ คุณย่า สนธิ-รัชนี เอมะรุจิ มีทริปพา หลานเอวา กับ หลานอคิณ ไปญี่ปุ่น มีครอบครัวคุณพ่อคุณแม่ของหลานๆร่วมทริป…เปลี่ยนที่ซนกันนะลูกหลาน…
  • ม.ล. นิรมล ศรีธวัช พร้อมครอบครัว ในราชสกุล ”ศรีธวัช” ได้เข้าร่วมเป็นเจ้าภาพงานสวดพระอภิธรรมประจำวัน ถวายแด่ สมเด็จพระพันปีหลวงฯ เมื่อ วันที่ 28 มี.ค.ที่ผ่านมา…
  • ดร.จันทรวิภา ธนะโสภณ นัดเพื่อนๆราชินี 63 ร่วมรุ่นรวม 20 คน จองโต๊ะยาว ไปทานข้าวแช่ที่ Royal River ในวันหยุดราชการ 6 เม.ย.นี้… ่มอร่อยบอกต่อ…
  • เพื่อนๆ รุ่น 93 วัฒนาวิทยาลัย ห่วงใยเพื่อนสองคนที่เดินเข้าออกโรงพยาบาลเป็นว่าเล่น เช่น รุ่งนภา จักรพันธ์ฯ ช่วงนี้มาทำกายภาพบำบัดที่รพ.สมิติเวช…อีกคนคือ ขนิษฐา สุนทรปักษิน ล่าสุด ผ่าตามาแล้ว คราวนี้เข้าผ่าเข่าที่รพ.ภูมิพล ขอให้ทั้งสองมีสุขภาพแข็งแรงโดยเร็ววัน !!…

บารอนเนส

‘สนุกสนาน สงกรานต์บ้านฉัน’ แนวคิดงาน ‘เทศกาลวิถีน้ำ…วิถีไทย’ ครั้งที่ 11

‘สนุกสนาน สงกรานต์บ้านฉัน’ แนวคิดงาน ‘เทศกาลวิถีน้ำ...วิถีไทย’ ครั้งที่ 11

‘สนุกสนาน สงกรานต์บ้านฉัน’ แนวคิดงาน ‘เทศกาลวิถีน้ำ…วิถีไทย’ ครั้งที่ 11

วันศุกร์ ที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2569, 20.25 น.

นายสุรพล เศวตเศรนี ประธานการจัดงาน Water Festival 2026 เทศกาลวิถีน้ำ…วิถีไทย จัดแถลงข่าวการจัดงาน “Water Festival 2026 เทศกาลวิถีน้ำ…วิถีไทย”  ครั้งที่ 11 ชูแนวคิด “สนุกสนาน สงกรานต์บ้านฉัน” ที่จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 11-15 เมษายน 2569 รวม 5 วัน โดยมี  นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย เป็นประธาน พร้อมด้วย นายนิติกร กรัยวิเชียร พลเรือตรีสมภูมิ ประยูรอนุเทพ  นางรุ่งรัตน์ พุทธพงษ์  พันตำรวจเอกทรงวุฒิ เชื้อพลากิจ นายพลภัทร สุวรรณศร และหน่วยงานพันธมิตรทุกภาคส่วน ร่วมงาน ณ วัดประยุรวงศาวาส วรวิหาร

นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ประธานเปิดงาน “Water Festival 2026 เทศกาลวิถีน้ำ…วิถีไทย” กล่าวว่า ททท.สนับสนุนการจัดงาน “Water Festival 2026 เทศกาลวิถีน้ำ…วิถีไทย” มาอย่างต่อเนื่อง สอดคล้องกับนโยบายรัฐบาลในการยกระดับเทศกาลไทย สู่เวทีนานาชาติ โดยใช้การท่องเที่ยวขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ถ่ายทอดเสน่ห์ไทยผ่านวัฒนธรรม ประเพณี ศิลปะร่วมสมัย และอัตลักษณ์ท้องถิ่น เพื่อกระตุ้นการเดินทางและส่งเสริมภาพลักษณ์ประเทศไทยในฐานะจุดหมายปลายทางด้านเทศกาลและวัฒนธรรมระดับสากล

นายนิติกร กรัยวิเชียร ผู้อำนวยการโครงการส่งเสริมศิลปวัฒนธรรม บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน)  กล่าวว่า งาน Water Festival เทศกาลวิถีน้ำ…วิถีไทยก้าวสู่ปีที่ 11 โดยยังคงยึดมั่นในการสืบสาน และต่อยอดคุณค่าของประเพณีสงกรานต์ไทย อันเป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติ ที่ได้รับการขึ้นทะเบียนโดยองค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (ยูเนสโก) โดยจัดขึ้นภายใต้แนวคิด “สนุกสนาน สงกรานต์บ้านฉัน” ซึ่งสะท้อนถึงความเรียบง่าย อบอุ่น และความสุขในแบบวิถีไทยที่ทุกคนเข้าถึงได้

การจัดงานในปีนี้ เปิดพื้นที่ให้ผู้ประกอบการท้องถิ่น และเครือข่ายวิสาหกิจเพื่อสังคมได้เข้ามามีส่วนร่วม ควบคู่ไปกับการสร้างประโยชน์ต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม อันนำไปสู่การเชื่อมโยงชุมชนในระดับภูมิภาค และการพัฒนาอย่างยั่งยืนของรายได้ชุมชน นอกจากนี้ แนวทางการดำเนินงานของ Water Festival ยังสะท้อนถึงบทบาทของไทยเบฟในการขับเคลื่อนผ่านการบูรณาการมิติด้านศิลปวัฒนธรรม เศรษฐกิจสร้างสรรค์ และการดูแลสิ่งแวดล้อม โดยต่อยอดจากกิจกรรมสำคัญ เช่น โครงการ SX REPARTMENTSTORE ที่ส่งเสริมการคัดแยก และนำทรัพยากรกลับมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด เป็นต้น

นายสุรพล เศวตเศรนี ประธานการจัดงาน “Water Festival 2026 เทศกาลวิถีน้ำ…วิถีไทย” กล่าวว่า การจัดงาน“Water Festival 2026 เทศกาลวิถีน้ำ…วิถีไทย”  ดำเนินต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบันเป็นปีที่ 11 โดยได้รับความสนใจอย่างมากจากนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทย และต่างชาติ ที่มาเที่ยวชมงานอย่างคึกคักทุกพื้นที่ สะท้อนให้เห็นถึงพลังของเทศกาลท้องถิ่นที่เติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนกลายเป็นอีกหนึ่งเทศกาลสำคัญของประเทศไทยที่ได้รับการกล่าวถึงในระดับนานาชาติ

งาน “Water Festival 2026 เทศกาลวิถีน้ำ…วิถีไทย”  ที่ กรุงเทพมหานคร จะจัดขึ้นบนแลนด์มาร์คที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ อย่าง วัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามราชวรมหาวิหาร, วัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหาร, วัดกัลยาณมิตรวรมหาวิหาร, วัดระฆังโฆสิตารามวรมหาวิหาร, วัดประยุรวงศาวาสวรวิหาร, เอเชียทีค เดอะ ริเวอร์ ฟร้อนท์ เดสติเนชั่น, ท่ามหาราช, ท่ายอดพิมาน ริเวอร์วอร์ค, สุขสยาม ณ ไอคอนสยาม และท่าศาลเจ้ากวนอู   (คลองสาน) กิจกรรมไฮไลท์ภายในงาน คือการแห่พระพุทธรูปประจำพระอารามทางน้ำ จาก 5 พระอารามหลวง /ลอดอุโมงค์น้ำพระพุทธมนต์ / สรงน้ำพระพุทธรูปประจำวัด / รดน้ำดำหัวตามประเพณีโบราณ / เก็บภาพที่ระลึกสุดประทับใจกับฉายานิติกร / ช้อปสินค้าชุมชน / การแสดงดนตรี และการแสดงทางศิลปวัฒนธรรม

นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรมพิเศษ Bike Walk Talk Boat ที่ยังคงได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่อง เปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมได้เรียนรู้เรื่องราวย่านวิถีเก่า ผ่านการล่องเรือ เดินชม และปั่นจักรยาน สัมผัสมนต์เสน่ห์ของชุมชน และเรื่องเล่าในอดีตช่วงเทศกาลสงกรานต์ พร้อมกิจกรรมล่องเรือท่องประวัติศาสตร์ บันทึกภาพพหุวัฒนธรรมคลองบางกอกน้อยร่วมกับบ้านและสวน เอกซ์พลอเรอร์คลับ เป็นต้น

นอกจาก กรุงเทพมหานคร แล้ว งาน “Water Festival 2026 เทศกาลวิถีน้ำ…วิถีไทย”  ยังจัดขึ้นพร้อมกันทั้ง 4 ภาค 6 จังหวัด ทั่วประเทศไทย   ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ  ที่จังหวัดขอนแก่นและอุดรธานี  “ม่วนซื่น ม่วนคัก สงกรานต์บ้านเฮา” ระหว่างวันที่ 11-15 เมษายนนี้  ภาคเหนือ ที่วัดเจดีย์หลวงวรวิหาร และชุมชนช้างม่อย  จังหวัดเชียงใหม่ ระหว่างวันที่ 11-13 และ 15 เมษายน 2569 และจังหวัดลำพูน ที่ถนนรถแก้ว ระหว่างวันที่ 11-13 เมษายน 2569 ภาคใต้ ที่วัดไม้ขาว และหาดป่าตอง จังหวัดภูเก็ต  ระหว่างวันที่ 11-13 เมษายน 2569 

การจัดงานในครั้งนี้เกิดขึ้นจากความร่วมมือของไทยเบฟ  ในฐานะผู้สนับสนุนหลัก ผสานพลังกับกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา โดยการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย / กระทรวงวัฒนธรรม / กองทัพเรือ / กรุงเทพมหานคร / พันธมิตรท่าน้ำ / ชุมชนในพื้นที่การจัดงานทุกภูมิภาค และเครือข่ายทุกภาคส่วนที่ร่วมกันขับเคลื่อนเทศกาลให้เป็นพื้นที่แห่งการเรียนรู้ และเฉลิมฉลองวิถีไทย พร้อมสนับสนุนนโยบายการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมของภาครัฐ ควบคู่กับการพัฒนาอย่างยั่งยืนในทุกมิติ ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม