เรือท่องเที่ยวล่มในอินเดีย เสียชีวิตอย่างน้อย 21 ศพ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2692113

เรือท่องเที่ยวล่มในอินเดีย เสียชีวิตอย่างน้อย 21 ศพ

8 พ.ค. 2566 11:37 น.

เรือท่องเที่ยวล่มในอินเดีย เสียชีวิตอย่างน้อย 21 ศพ

สื่อท้องถิ่นอินเดียรายงานว่า เรือสองชั้นบรรทุกผู้โดยสารมากกว่า 30 คน ล่มนอกชายหาดทางตอนใต้ของอินเดียเมื่อคืนวันอาทิตย์ และมีผู้เสียชีวิตกว่า 21 ศพ รวมถึงเด็ก

เจ้าหน้าที่อินเดียเปิดเผยว่า ยอดผู้เสียชีวิตอาจเพิ่มขึ้น ในขณะที่หน่วยกู้ภัยกำลังเร่งพยายามในการค้นหาร่างผู้เสียชีวิตเพิ่มเติม และนำซากเรือขึ้นจากน้ำ อย่างไรก็ตาม ยังคงไม่ชัดเจนว่าอะไรเป็นสาเหตุที่ทำให้เรือท่องเที่ยวพลิกคว่ำใกล้ชายหาดธูวัลธีรัม ในเมืองทานูร์ เมืองชายฝั่งในเขตมาลัปปุรัม ของรัฐเกรละ

นายอับดุล นาซาร์ รองผู้กำกับการตำรวจเขตมาลัปปุรัม กล่าวว่า การที่เรือบรรทุกผู้โดยสารมากเกินน้ำหนักบรรทุก อาจเป็นสาเหตุทำให้เรือสองชั้นลำนี้ล่ม ขณะที่มีรายงานว่า เรือลำนี้บรรทุกผู้โดยสารประมาณ 50 คน หรือมากเป็นสองเท่าของจำนวนผู้โดยสารที่เรือรองรับได้

ด้าน นายนเรนทรา โมดี นายกรัฐมนตรีอินเดีย กล่าวแสดงความเสียใจต่อโศกนาฏกรรมครั้งนี้ผ่านทวิตเตอร์ โดยกล่าวว่า เขา “เจ็บปวดกับการสูญเสียชีวิต” ส่วนมุขมนตรีของรัฐซึ่งเดินทางไปยังพื้นที่เกิดเหตุ ได้ทวีตข้อความแสดงความเสียใจต่อครอบครัวของเหยื่อ และเรียกร้องให้เจ้าหน้าที่ของเขตดูแลการช่วยเหลือ ขณะที่ทางการรัฐเกรละ ได้ประกาศให้วันนี้เป็นวันแห่งการไว้อาลัยอย่างเป็นทางการ และกำลังเร่งสอบสวนหาสาเหตุที่แท้จริง

สื่อท้องถิ่นรายงานว่า ผู้โดยสารจำนวนมากติดอยู่ใต้ท้องเรือ และความมืดในเวลากลางคืน กลายเป็นอุปสรรคสำคัญต่อความพยายามของหน่วยกู้ภัย ผู้เสียชีวิตยังรวมถึงผู้หญิงและเด็กที่ออกมาท่องเที่ยวในช่วงวันปิดภาคเรียน

วี อับดูราฮิมาน รัฐมนตรีกระทรวงกีฬาและการประมงของรัฐเกรละ ระบุว่า มีผู้ถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลอย่างน้อย 4 คน ส่วนผู้รอดชีวิตรายหนึ่งบอกกับสื่อท้องถิ่นว่า ผู้โดยสารหลายคนไม่ได้สวมเสื้อชูชีพในขณะเกิดเหตุ ขณะที่จำนวนผู้โดยสารที่ยังคงหายสาบสูญยังคงไม่ชัดเจนว่ามีจำนวนเท่าใด

อินเดียมักเกิดอุบัติเหตุทางเรือบ่อยครั้ง ส่วนหนึ่งเป็นเพราะเรือบรรทุกผู้โดยสารเกินอัตรา และมีอุปกรณ์เพื่อความปลอดภัยไม่เพียงพอ ในเดือนกันยายน 2563 มีคนจมน้ำ 12 คน เมื่อเรือท่องเที่ยวล่มในแม่น้ำโกดาวารีที่ไหลเชี่ยว ในรัฐอานธรประเทศทางตอนใต้ ส่วนในเดือนพฤษภาคม 2561 มีผู้เสียชีวิต 30 คน เมื่อเกิดเรือล่มในภูมิภาคเดียวกัน.

เปิดตัวเลขงบจัดงานพิธีราชาภิเษกกษัตริย์ชาร์ลส์ แพงเกินไป หรือดีต่อเศรษฐกิจ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2691836

เปิดตัวเลขงบจัดงานพิธีราชาภิเษกกษัตริย์ชาร์ลส์ แพงเกินไป หรือดีต่อเศรษฐกิจ

8 พ.ค. 2566 11:04 น.

เปิดตัวเลขงบจัดงานพิธีราชาภิเษกกษัตริย์ชาร์ลส์ แพงเกินไป หรือดีต่อเศรษฐกิจ

  • ทางสำนักพระราชวังไม่ได้ออกมาเปิดเผยอย่างเป็นทางการว่าตัวเลขเงินที่ใช้ในการจัดงานว่าอยู่ที่เท่าไร แต่มีการประเมินว่าอยู่ที่ประมาณ 50-100 ล้านปอนด์ หรือประมาณ 2,100-4,200 ล้านบาท หรืออาจจะมากกว่านั้น
  • สื่อต่างๆ ของอังกฤษรายงานว่า พระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 ไม่ทรงประสงค์ให้งานออกมาดูหรูหราฟู่ฟ่าเกินไป เพราะเป็นช่วงที่สถานการณ์เศรษฐกิจของประเทศไม่ดีนักโดยทรงมีพระราชดำริให้จัดงานแบบกะทัดรัดลง เพื่อประหยัดค่าใช้จ่าย
  • ด้านผู้เชี่ยวชาญมองว่า นับเป็นโอกาสดีที่บรรดาธุรกิจขนาดเล็กจำนวนมากอาจได้ประโยชน์จากการจัดงานนี้ ได้ฟื้นคืนกลับมาอีกครั้ง หลังเผชิญผลกระทบจากโควิด-19 ทำให้ธุรกิจซบเซาอย่างมาก ตลอด 2-3 ปีที่ผ่านมา 

เสร็จสิ้นลงไปอย่างสวยงามน่าประทับใจ สำหรับงานพระราชพิธีบรมราชาภิเษก กษัตริย์ชาร์ลส์ที่ 3 แห่งสหราชอาณาจักร ซึ่งจัดขึ้นตามขนบธรรมเนียมโบราณนับพันปี ที่มหาวิหารเวสต์มินสเตอร์ ในกรุงลอนดอน ของอังกฤษ พระราชพิธีบรมราชาภิเษกในครั้งนี้ เป็นครั้งแรกในรอบ 70 ปี ขั้นตอนพิธีต่างๆ ที่ใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง จัดขึ้นแบบมุ่งเน้นให้เห็นถึงการยอมรับความหลากหลายทางศาสนาและเชื้อชาติ

บรรยากาศภายในมหาวิหารที่ถ่ายทอดสดไปทั่วโลก มีผู้ชมหลายล้านคน นับเป็นภาพเหตุการณ์ความงดงามของจารีตประเพณีโบราณในช่วงเวลาของยุคสมัยใหม่ ได้ถูกบันทึกลงในหน้าประวัติศาสตร์ของอังกฤษและของโลก

ขณะเดียวกัน ชาวอังกฤษจำนวนมากก็ได้ตั้งคำถามว่า พระราชพิธีนี้คุ้มค่ากับเงินที่จัดจ่ายไปหรือไม่ และจัดขึ้นในช่วงเวลาที่เหมาะสมหรือไม่ เนื่องจากขณะนี้อังกฤษก็เป็นหนึ่งในหลายประเทศทั่วโลกที่กำลังเผชิญวิกฤติค่าครองชีพพุ่งสูง ประชาชนหาเช้ากินค่ำวิตกกังวลเรื่องปากท้องคนในครอบครัวของพวกเขา ขณะที่คนในแวดวงภาคธุรกิจมองว่านี่เป็นโอกาสที่สายตาของคนทั่วโลกจับจ้องมาที่ลอนดอน และมีเม็ดเงินสะพัดมหาศาลจากการจัดงานพระราชพิธีนี้

เปิดตัวเลขงบประมาณจัดงาน แล้วใครเป็นคนจ่าย

พระราชพิธีบรมราชาภิเษก 3 วัน ที่เริ่มตั้งแต่พิธีในมหาวิหารเวสต์มินเตอร์โดยอาร์คบิชอป แห่งแคนเตอร์บูรี ในวันที่ 6 พฤษภาคม ไปจนถึงการเฉลิมฉลองในกรุงลอนดอน และถือเป็นวันหยุดราชการ ในวันที่ 8 พฤษภาคม โดยแตกต่างจากพระราชพิธีอภิเษกสมรสที่สำนักพระราชวังจะเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายเองทั้งหมด

แต่ในส่วนของพระราชพิธีราชาภิเษก ถือเป็นงานแบบรัฐพิธี คนที่ควักกระเป๋าจ่ายคือรัฐบาลอังกฤษ และสำนักพระราชวังบักกิงแฮม ซึ่งได้นำส่วนที่เรียกว่า “เงินปีส่วนพระมหากษัตริย์” (Sovereign Grant) และ “เงินส่วนพระองค์” (Privy Purse) มาใช้ ปกติ แล้วเงินปีส่วนพระมหากษัตริย์จะเป็นเงินที่รัฐบาลทูลเกล้าฯ ถวายให้เป็นเงินรายปีสำหรับใช้จ่าย เพื่อการปฏิบัติพระกรณียกิจทางการต่างๆ โดยสรุปแล้วไม่ว่าจะเป็นกระเป๋าใคร ก็คือเงินภาษีจากประชาชนนั่นเอง

การจัดงานครั้งนี้มีขึ้นเป็นครั้งแรกในรอบ 70 ปี บรรดาสื่อต่างๆ ของอังกฤษรายงานว่า พระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 ไม่ทรงประสงค์ให้งานออกมาดูหรูหราฟู่ฟ่าเกินไป เพราะเป็นช่วงที่สถานการณ์เศรษฐกิจของประเทศไม่ดีนัก โดยทรงมีพระราชดำริให้จัดงานแบบกะทัดรัดลง จาก 3 ชั่วโมงลดลงเหลือ 2 ชั่วโมง โดยตัดขั้นตอนส่วนที่ฟุ่มเฟือยออกไป และทรงสวมชุดเครื่องแบบทหารแทนฉลองพระองค์ตัดใหม่ เพื่อเป็นการรัดเข็มขัดไม่ให้งบบานปลาย

ทางสำนักพระราชวังไม่ได้ออกมาเปิดเผยอย่างเป็นทางการว่า ตัวเลขเงินที่ใช้ในการจัดงานว่าอยู่ที่เท่าไร แต่มีการประเมินว่าอยู่ที่ประมาณ 50-100 ล้านปอนด์ หรือประมาณ 2,100-4,200 ล้านบาท หรืออาจจะมากกว่านั้น 

เช่นเดียวกับทางสำนักงานดิจิทัล วัฒนธรรม สื่อและการกีฬาของอังกฤษ ที่ระบุว่า ยังไม่สามารถเปิดเผยตัวเลขเงินที่ใช้ในการจัดงานได้ จนกว่างานจะเสร็จสิ้น แล้วมีการสรุปรวบรวมออกมา

สื่อท้องถิ่นของอังกฤษรายงานว่า การจัดงานพระราชพิธีราชาภิเษกของควีนเอลิซาเบธที่ 2 ในปี 2496 หรือเมื่อ 70 ปีก่อน เคยใช้เงินไปราวๆ 1.5 ล้านปอนด์ หากจะเทียบกับมูลค่าเงินในปัจจุบัน จะอยู่ที่ 56 ล้านปอนด์ หรือประมาณ 2,400 ล้านบาท

โดยระบุว่า พระราชพิธีในครั้งนี้ส่วนใหญ่หมดไปกับค่าระบบรักษาความปลอดภัย สำหรับบรรดาสมาชิกราชวงศ์และพระราชอาคันตุกะ แขกเหรื่อคนสำคัญจากทั่วโลกที่เดินทางมาร่วมงาน เนื่องจากงานจัดขึ้นท่ามกลางความเสี่ยงภัยก่อการร้าย ซึ่งในสมัย 70 ปีก่อน ไม่ได้มีความกังวลในเรื่องแบบนี้มากนัก 

เมื่อเร็วๆ นี้ ทางสำนักโพล YouGov เปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นชาวอังกฤษ พบว่า 52% ไม่เชื่อว่างานราชาภิเษกขึ้นครองราชย์ของกษัตริย์ ควรตกเป็นภาระของประชาชนผู้เสียภาษี 

ด้านสำนักข่าว BBC ได้ออกสัมภาษณ์ประชาชนทางฝั่งตะวันตกของกรุงลอนดอน ซึ่งมีความคิดเห็นแตกต่างกันไป บางคนมองว่าประชาชนต่างกำลังเดือดร้อน และงานนี้ดูเหมือนเป็นการตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ โดยมองว่าในยุคสมัยนี้ ทางวังควรจัดงานแบบที่ใช้เงินน้อยที่สุด บางคนบอกว่าถ้าจัดแล้วมันดีต่อเศรษฐกิจก็เห็นด้วย แล้วสรุปว่างานพระราชพิธีนี้ให้อะไรกับระบบเศรษฐกิจของอังกฤษ 

ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจการท่องเที่ยว

นายเจมส์ วัตส์กิน หัวหน้าฝ่ายนโยบายของสภาหอการค้าและอุตสาหกรรมลอนดอน ออกมาระบุว่า เชื่อว่าการจัดงานพระราชพิธีบรมราชาภิเษก จะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจโดยรวม โดยระบุว่าช่วงสัปดาห์ของงานพระราชพิธี มีผู้คนจากทั่วโลกหลั่งไหลไปยังลอนดอน เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของช่วงเวลาประวัติศาสตร์ บรรดาธุรกิจต่างๆ ทั้งด้านสินค้าและบริการจะได้ประโยชน์เต็มๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเวลาที่การค้าซบเซาหลังการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 และเราอาจมองได้ในมุมของการหว่านเงิน เพื่อให้เงินงอกเงยขึ้นมา

ผู้เชี่ยวชาญมองว่า นับเป็นโอกาสดีที่บรรดาธุรกิจขนาดเล็กจำนวนมากอาจได้ประโยชน์ ได้ฟื้นคืนกลับมาอีกครั้ง หลังเผชิญผลกระทบจากโควิด-19 ตลอด 2-3 ปีที่ผ่านมา นอกจากนี้ ลอนดอนยังเจอกับข่าวไม่ดีมาหลายครั้ง งานใหญ่ระดับโลกแบบนี้ซึ่งเป็นวันหยุดราชการ ถือเป็นเรื่องดีสำหรับเศรษฐกิจระดับชุมชน และตลาดงานในท้องถิ่น ผู้คนจะออกมาจับจ่ายใช้สอยยาวไปถึงในช่วงสุดสัปดาห์ โดยเศรษฐกิจลอนดอนคิดเป็น 20% ของจีดีพีทั้งประเทศ

มีการประเมินว่า ธุรกิจบาร์ ร้านอาหาร และโรงแรม จะได้รับประโยชน์จากงานพระราชพิธีบรมราชาภิเษก เป็นเม็ดเงินมากกว่า 350 ล้านปอนด์ หรือเกือบ 15,000 ล้านบาท 

อย่างไรก็ตาม มีข้อกังวลจากภาคธุรกิจบางประเภทที่มักจะขาดรายได้และผลผลิตในช่วงวันหยุดยาว อย่างช่วงวันหยุดยาว 4 วัน ฉลองสิริราชสมบัติครบ 70 ปี หรือการครองราชย์ครบรอบแพลตตินัมของควีนเอลิซาเบธที่ 2 ผู้ล่วงลับ เมื่อปีที่แล้ว

ด้านนักวิเคราะห์เศรษฐกิจและการลงทุนมองว่า เป็นการยากที่จะชี้ชัดว่างานพระราชพิธีนี้จะส่งผลอย่างไรต่อเศรษฐกิจ เพราะหากมองภาพรวมตลอดปี จะพบว่ามีหลายปัจจัยที่จะส่งผลต่อเศรษฐกิจมากกว่า อย่างราคาสินค้าอุปโภคบริโภค การลงทุนทางธุรกิจ และตัวเลขการใช้จ่ายของผู้บริโภค

ขณะที่กลุ่มสนับสนุนราชวงศ์อังกฤษ มองว่าไม่ว่าจะลงทุนจัดงานไปเท่าไรก็คุ้ม เพราะแค่เงินรายได้กลับมาจากการขายลิขสิทธิ์สัญญาณถ่ายทอดสดงานพระราชพิธีให้กับสถานีโทรทัศน์ต่างๆ ทั่วโลกนั้นเป็นมูลค่ามหาศาล โดยยกตัวอย่างงานพิธีอภิเษกสมรสของเจ้าชายวิลเลียม มกุฎราชกุมาร กับเจ้าหญิงเคท พระชายา เมื่อปี 2561 ทำรายได้เข้าสู่เศรษฐกิจของอังกฤษมากกว่า 1,500 ล้านปอนด์ หรือประมาณ 63,000 ล้านบาท. 

ผู้เขียน เพ็ญโสภา สุคนธรักษ์

ข้อมูล BBC CNBC CNN

เผยชาวอังกฤษชมถ่ายทอดสดพิธีบรมราชาภิเษก 18 ล้านคน น้อยกว่าตอนพิธีศพควีน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2692072

เผยชาวอังกฤษชมถ่ายทอดสดพิธีบรมราชาภิเษก 18 ล้านคน น้อยกว่าตอนพิธีศพควีน

8 พ.ค. 2566 10:31 น.

เผยชาวอังกฤษชมถ่ายทอดสดพิธีบรมราชาภิเษก 18 ล้านคน น้อยกว่าตอนพิธีศพควีน

ชาวอังกฤษทั่วประเทศ รับชมการถ่ายทอดสดบรรยากาศงานพระราชพิธีบรมราชาภิเษกกษัตริย์ชาร์ลส์ที่ 3 จำนวน 18 ล้านคน นับว่าน้อยกว่าเมื่อเทียบกับจำนวนคนดูถ่ายทอดสดพิธีพระบรมศพควีนเอลิซาเบธที่ 2

เมื่อวันที่ 7 พ.ค. 2566 สำนักข่าว BBC รายงานว่า พระราชพิธีบรมราชาภิเษก สวมมงกุฎกษัตริย์ชาร์ลส์ที่ 3 และสมเด็จพระราชินีคามิลลา ที่มหาวิหารเวสต์มินสเตอร์ ในกรุงลอนดอน ที่เพิ่งเสร็จสิ้นลงไปนั้น ปรากฏว่ามีประชาชนชาวอังกฤษรับชมการถ่ายทอดสดบรรยากาศงานนี้เป็นจำนวนเฉลี่ย 18.8 ล้านคนทั่วประเทศ ผ่านทางสถานีโทรทัศน์เครือข่ายรวม 11 สถานี รวมไปถึงช่อง BBC One BBC Two ITV และ Sky News

โดยการถ่ายทอดสดบรรยากาศงานพระราชพิธี มีขึ้นระหว่างช่วงเวลา 11.00-13.00 น. ของวันที่ 6 พฤษภาคมที่ผ่านมา ตามเวลาท้องถิ่น ซึ่งทาง “บาร์บ” (Barb) กลุ่มสำรวจจำนวนผู้ชมโทรทัศน์ในอังกฤษ เปิดเผยว่า เฉพาะช่วงเข้าสู่ขั้นตอนการสวมมงกุฎ เป็นช่วงเวลาที่มีคนดูสูงที่สุดอยู่ที่ 20.4 ล้านคน อย่างไรก็ตาม นับเป็นตัวเลขที่น้อยกว่าเมื่อครั้งที่มีการถ่ายทอดสดบรรยากาศพิธีพระบรมศพ สมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 ผู้ล่วงลับ ซึ่งอยู่ที่ 26.5 ล้านคน



ช่อง BBC One เปิดเผยว่า จำนวนผู้ชมสูงสุดคือ 13.4 ล้านคน ในช่วงที่ดำเนินรายการโดย ฮิว เอ็ดเวิร์ด ส่วนตัวเลขเฉลี่ยตลอดรายการอยู่ที่ 11.9 ล้านคน ส่วนสถานีโทรทัศน์ ITV เปิดเผยว่า มีผู้รับชมช่อง ITV1 ที่ถ่ายทอดสดระหว่างเวลา 10.45 ถึง 13.00 น. อยู่ที่จำนวนเฉลี่ย 3.3 ล้านคน ทางด้าน Sky News มีผู้ชมรายการพิเศษถ่ายทอดสดพระราชพิธีบรมราชาภิเษก เฉลี่ย 568,000 คน ทางช่อง GB News มีผู้ชมเฉลี่ย 176,000 คน และ Talk TV มีผู้ชมเฉลี่ย 14,000 คน ในช่วงเวลาเดียวกัน 

รายงานข่าวระบุว่า ในอดีตมีชาวอังกฤษรับชมการถ่ายทอดสดพระราชพิธีพระบรมราชาภิเษก สมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 เมื่อปี 2496 หรือเมื่อ 70 ปีก่อน เป็นจำนวนหลายล้านคน แม้ไม่มีการบันทึกตัวเลขที่แน่ชัด แต่คาดว่ามีมากถึง 20 ล้านคน 

นอกจากนี้ การถ่ายทอดสดพิธีศพเจ้าหญิงไดอานา แห่งเวลส์ เมื่อปี 2540 มีผู้รับชมมากถึง 31 ล้านคน ซึ่งเป็นตัวเลขผู้รับชมถ่ายทอดสดสูงสุดตลอดกาลของอังกฤษ.

จีนประสบความสำเร็จ ทดลองเชื่อม “สมองลิง-คอมพิวเตอร์” ครั้งแรกของโลก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2692085

จีนประสบความสำเร็จ ทดลองเชื่อม "สมองลิง-คอมพิวเตอร์" ครั้งแรกของโลก

8 พ.ค. 2566 10:31 น.

จีนประสบความสำเร็จ ทดลองเชื่อม “สมองลิง-คอมพิวเตอร์” ครั้งแรกของโลก

ทีมนักวิจัยจีนประสบความสำเร็จครั้งใหญ่ ทดลองเชื่อมต่อประสาน “สมองลิง” กับคอมพิวเตอร์ เป็นครั้งแรกของโลก

เมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม 2566 เว็บไซต์ข่าว Xinhua ของทางการจีน รายงานว่า ทีมนักวิจัยนำโดยคณะนักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยหนานไค ประสบความสำเร็จในการทดลองส่วนต่อประสานสมองกับคอมพิวเตอร์ (Brain-Computer Interface-BCI) แบบร่วมรักษาในไพรเมต ที่ไม่ใช่มนุษย์ครั้งแรกของโลก 

รายงานข่าวระบุว่า คณะนักวิทยาศาสตร์ได้สร้างส่วนต่อประสานสมองกับคอมพิวเตอร์เข้ากับสมองของลิง นำไปสู่การจำแนกและเก็บรวบรวมสัญญาณคลื่นไฟฟ้าสมอง (Electroencephalograph-EEG) ซึ่งควบคุมแขนกล

นายต้วน เฟิง ผู้นำทีมนักวิจัยและอาจารย์มหาวิทยาลัยหนานไค กล่าวว่า การทดลองนี้มีนัยสำคัญต่อการเดินหน้าวิจัยสาขาวิทยาศาสตร์สมอง และบ่งชี้ว่าเทคโนโลยีส่วนต่อประสานสมองกับคอมพิวเตอร์ของจีนจัดอยู่แนวหน้าของโลก พร้อมเสริมว่าส่วนต่อประสานแบบร่วมรักษา ได้สร้างสมดุลความมั่นคงของการรับรู้และความปลอดภัย เมื่อเทียบกับส่วนต่อประสาน ทั้งแบบรุกล้ำและแบบไม่รุกล้ำเข้าร่างกาย.

กรมชลฯติดตามสถานการณ์น้ำรับฤดูฝน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/729422

วันอังคาร ที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า ปัจจุบันอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางทั่วประเทศมีปริมาณน้ำรวมกัน 46,979 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) คิดเป็นร้อยละ 62 ของความจุอ่างฯ รวมกัน เฉพาะ 4 เขื่อนหลักลุ่มน้ำเจ้าพระยา (เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์) มีปริมาณน้ำรวมกัน 14,354 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 58 ของความจุอ่างฯ ขณะนี้มีการจัดสรรน้ำในฤดูแล้งปี 2565/66 ทั้งประเทศไปแล้ว 22,428 ล้าน ลบ.ม. หรือร้อยละ 82 ของแผนฯ (แผนจัดสรรน้ำทั้งประเทศ 27,685 ล้าน ลบ.ม.) เฉพาะลุ่มเจ้าพระยามีการจัดสรรน้ำไปแล้ว 8,090 ล้าน ลบ.ม. หรือร้อยละ 89 ของแผนฯ (แผนจัดสรรน้ำลุ่มเจ้าพระยา 9,100 ล้าน ลบ.ม.) ด้านผลการเพาะปลูกข้าวนาปรัง ทั้งประเทศมีการเพาะปลูกไปแล้ว 10.29 ล้านไร่ หรือคิดเป็นร้อยละ 99ของแผนฯ เฉพาะลุ่มน้ำเจ้าพระยามีการเพาะปลูกไปแล้วประมาณ 6.35 ล้านไร่ คิดเป็นร้อยละ 96 ของแผนฯ

ทั้งนี้ กรมอุตุนิยมวิทยาคาดการณ์ว่าประเทศไทยตอนบนมีอากาศร้อนถึงร้อนจัด ลักษณะเช่นนี้จะทำให้ประเทศไทยตอนบนมีพายุฤดูร้อนเกิดขึ้น โดยมีลักษณะของพายุฝนฟ้าคะนอง ลมกระโชกแรง และลูกเห็บตกบางแห่ง รวมถึงอาจมีฟ้าผ่าเกิดขึ้นได้บางพื้นที่ จึงได้กำชับให้โครงการชลประทานในพื้นที่เสี่ยง เฝ้าระวังและติดตามสภาพอากาศของทางหน่วยงานราชการอย่างใกล้ชิด

นอกจากนี้ ได้กำชับไปยังโครงการชลประทานทั่วประเทศ ให้ประชาสัมพันธ์ให้พี่น้องเกษตรกรและประชาชนรับทราบถึงสถานการณ์น้ำปัจจุบัน พร้อมทั้งขอความร่วมมืองดทำนาปรังต่อเนื่อง (นาปรังรอบที่ 2) เพื่อเป็นการประหยัดน้ำโดยแนะนำให้เกษตรกรเริ่มเพาะปลูกอีกครั้ง เมื่อกรมอุตุนิยมวิทยา ประกาศเข้าฤดูฝน ซึ่งเหลือระยะเวลาไม่นานก็จะเข้าสู่ฤดูฝน

‘สุรเดช’ร่วมลงนามข้อตกลง วิเคราะห์ตัวอย่างเกลือทะเล

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/729423

วันอังคาร ที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายสุรเดช สมิเปรม รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานในพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือว่าด้วยการตรวจวิเคราะห์ตัวอย่างเกลือทะเล ระหว่างกรมส่งเสริมการเกษตร กับกรมวิทยาศาสตร์บริการ ที่ห้องประชุม 7 ชั้น 5 อาคาร 1กรมส่งเสริมการเกษตร กทม.ซึ่งกรมส่งเสริมการเกษตร ในฐานะฝ่ายเลขานุการคณะกรรมการพัฒนาเกลือทะเลไทย ได้ดำเนินการวางแผนและขับเคลื่อนการส่งเสริมการประกอบอาชีพทำนาเกลือทะเลอย่างต่อเนื่อง สอดคล้องตามแผนยุทธศาสตร์เกลือทะเลไทย (พ.ศ.2564-2568) ซึ่งการลงนามข้อตกลงความร่วมมือครั้งนี้ เพื่อสนับสนุนเกษตรกรผู้ทำนาเกลือทะเลให้สามารถพัฒนาประสิทธิภาพการผลิตและผลิตภัณฑ์เกลือทะเลให้ได้การรับรองมาตรฐานระดับสากล

ทั้งนี้ กรมส่งเสริมการเกษตรขอเชิญชวนเกษตรกรผู้ทำนาเกลือทะเลไทยมาขึ้นทะเบียนเกษตรกรกับกรมส่งเสริมการเกษตร เพื่อให้ได้รับสิทธิ์ในการประเมินแปลงนาเกลือทะเลที่เหมาะสมและมีความพร้อมสำหรับเก็บตัวอย่างเกลือทะเลส่งตรวจวิเคราะห์ฟรีต่อไป

รองปลัดฯประชุม ศูนย์ฯแก้ภัยพิบัติ จัดการน้ำฤดูแล้ง ขอให้งดปลูกข้าว

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/729419

วันอังคาร ที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายเศรษฐเกียรติ กระจ่างวงษ์ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานการประชุมศูนย์ติดตามและแก้ไขปัญหาภัยพิบัติด้านการเกษตร ครั้งที่ 2/2566 โดยมีนายธิติ โลหะปิยะพรรณ ผู้ช่วยปลัดกระทรวงเกษตรฯ และหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ เข้าร่วม

ทั้งนี้ ที่ประชุมรับทราบสถานการณ์น้ำและการบริหารจัดการน้ำช่วงฤดูแล้ง โดยปริมาณน้ำต้นทุนฤดูแล้งปี 2565/66 รวม 43,740 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.)แผนจัดสรรน้ำฤดูแล้ง 27,685 ล้าน ลบ.ม./ สำรองน้ำต้นฤดูฝน 16,055 ล้าน ลบ.ม.ปริมาณน้ำเก็บกักทั้งประเทศ 64,418 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 84 และรับทราบผลการเพาะปลูกพืชฤดูแล้ง ปี 2565/66 โดยพื้นที่ปลูกข้าวรอบ 2 เกินกว่าแผน รวม 44 จังหวัด พื้นที่ปลูกข้าวเกินกว่าแผนรวม 0.97 ล้านไร่ โดยได้ทำหนังสือนำเรียน รมว.เกษตรฯ และปลัดกระทรวงเกษตรฯ ทราบแล้ว รวมทั้งแจ้งกรมชลประทาน กรมส่งเสริมการเกษตร สำนักตรวจราชการ และเกษตรและสหกรณ์จังหวัด ที่มีผลการปลูกข้าว (รอบ 2) เกินแผน เพื่อลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์ สร้างความเข้าใจ และขอความร่วมมือเกษตรกรให้ลดและงดการปลูกข้าวต่อเนื่อง รวมถึงบริหารจัดการสถานการณ์ให้เป็นไปตามแผน สถานการณ์และแนวทางการบริหารจัดการศัตรูพืช สถานการณ์และการป้องกันโรคลัมปี สกิน ความก้าวหน้าการให้ความช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์อุทกภัย วาตภัย นอกจากนี้ได้เน้นย้ำให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการตามแนวทางการป้องกันและแก้ปัญหาการเผาในพื้นที่เกษตรกรรม ปี 2565/66 ต่อไป

เกษตรฯคุมเข้มคุณภาพ ทุเรียน-ผลไม้ภาคตะวันออกส่งนอก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/729421

วันอังคาร ที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ ในฐานะประธานคณะกรรมการพัฒนาและบริหารจัดการผลไม้ (Fruit Board) เน้นย้ำให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมดำเนินการตามแผนบริหารจัดการไม้ผลภาคตะวันออก ปี 2566 ได้แก่ ทุเรียน มังคุด เงาะ และลองกอง ทั้งในเชิงคุณภาพและเชิงปริมาณ และเน้นย้ำให้หน่วยงานในพื้นที่วางแผนการบริหารจัดการผลไม้แบบเบ็ดเสร็จ เพื่อความเหมาะสมของแต่ละจังหวัด

ด้านนายเข้มแข็ง ยุติธรรมดำรง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า สถานการณ์ไม้ผลภาคตะวันออกในภาพรวม ปี 2566 ผลผลิตไม้ผลทุกชนิดมีปริมาณลดลง ยกเว้นทุเรียนที่มีผลผลิตเพิ่มสูงขึ้นทั้ง 3 จังหวัด คือ จ.จันทบุรี ตราด และระยอง เนื่องจากมีเนื้อที่ให้ผลผลิตทุเรียนในภาพรวมเพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมาคิดเป็นร้อยละ 4.85 จากปัจจัยราคาทุเรียนที่ดีต่อเนื่องสำหรับทุเรียน คาดการณ์ว่าจะมีผลผลิตปี 2566คาดว่าจะมีผลผลิต 756,465 ตัน เพิ่มขึ้น 24,135 ตันหรือร้อยละ 3.30 เมื่อเปรียบเทียบกับในปี 2565

ทั้งนี้ หากเกษตรกรมีความประสงค์จะเก็บเกี่ยวก่อนวันประกาศฯ ต้องนำตัวอย่างผลทุเรียนมาให้เจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตร หรือผู้ที่รับมอบหมายในพื้นที่ เช่น กลุ่มแปลงใหญ่ หน่วยงานปกครองส่วนท้องถิ่นฯ ทำการตรวจวัดเปอร์เซ็นต์เนื้อในน้ำหนักแห้งเพื่อออกใบรับรองความแก่สำหรับแนบไปกับรถขนส่งทุเรียนที่ไปจำหน่าย ณ ที่ล้ง/โรงคัดบรรจุ นอกจากนี้ ยังได้มีการจัดตั้งชุดเฉพาะกิจช่วยกันสกัดกั้นทุเรียนอ่อน เพื่อป้องกันความเสียหายจากการส่งทุเรียนไม่มีคุณภาพออกสู่ตลาดด้วย ซึ่งหากเกษตรกรไม่มีหนังสือรับรองผลการตรวจเปอร์เซ็นต์น้ำหนักแห้งในเนื้อทุเรียนและมีการตรวจพบทุเรียนด้อยคุณภาพ (ทุเรียนอ่อน) ทั้งในรถบรรทุก ในแผงรับซื้อและในล้ง ทาง จ.จันทบุรี ตราด และระยอง จะใช้มาตรการทั้งทางการปกครองและทางกฎหมาย เพื่อดำเนินการลงโทษกับผู้กระทำผิดต่อไป

สำหรับมังคุด คาดการณ์จะมีผลผลิตในปี 2566 รวม 184,632 ตัน ลดลง 3,921 ตัน หรือร้อยละ -2.08 เมื่อเปรียบเทียบกับในปี 2565 และจะมีผลผลิตออกสู่ตลาดมากสุดในเดือนเมษายน 2566 เงาะ คาดการณ์จะมีผลผลิตในปี 2566 รวม 102,292 ตัน ลดลง 2,227 ตัน หรือร้อยละ -2.41 เมื่อเปรียบเทียบกับในปี 2565 และจะมีผลผลิตออกสู่ตลาดมากสุดในเดือนพฤษภาคม 2566 ส่วนลองกอง คาดการณ์จะมีผลผลิตในปี 2566 รวม 202,204 ตัน ลดลง 14,216 ตัน หรือร้อยละ -6.57 เมื่อเปรียบเทียบกับในปี 2565 และจะมีผลผลิตออกสู่ตลาดมากสุดในเดือนกรกฎาคม 2566

นายเข้มแข็งกล่าวอีกว่า สถานการณ์ไม้ผลภาคตะวันออกภาพรวมในปีนี้ ไม่เป็นที่น่ากังวล มีเพียงทุเรียนที่คาดว่าจะมีผลผลิตมากขึ้น ซึ่งกรมส่งเสริมการเกษตร ในฐานะฝ่ายเลขานุการคณะกรรมการพัฒนาและบริหารจัดการผลไม้ (Fruit Board) ได้มอบหมายให้สำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 3 จ.ระยอง ประสานงานอำนวยความสะดวกและร่วมปฏิบัติภารกิจในการดูแลภาพรวมการบริหารจัดการไม้ผลภาคตะวันออก อย่างใกล้ชิด ร่วมกับ จ.จันทบุรี ตราด และระยอง เพื่อให้บรรลุเป้าหมายได้ตามแผนที่วางไว้

East meets South ความอร่อยสองสตรีทฟู้ดในตำนาน ‘หนองมน To Table by หญิงชุ’+ ‘หาดใหญ่ ชิคเก้น’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/729583

East meets South ความอร่อยสองสตรีทฟู้ดในตำนาน 'หนองมน To Table by หญิงชุ'+ 'หาดใหญ่ ชิคเก้น'

East meets South ความอร่อยสองสตรีทฟู้ดในตำนาน ‘หนองมน To Table by หญิงชุ’+ ‘หาดใหญ่ ชิคเก้น’

วันอังคาร ที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2566, 13.16 น.

THAI TASTE HUB คิง เพาเวอร์ รางน้ำศูนย์รวมร้านอาหารสตรีทฟู้ดระดับตำนาน ยังคงไม่หยุดค้นหาความอร่อย ในการคัดสรรร้านเด่นเมนูดังมาเสิร์ฟทุกคน เพราะเชื่อในพลังแห่งความเป็นไปได้ “The Power of Possibilities”จึงยกของดีเมนูเลื่องชื่อจากภาคตะวันออก ให้มาบรรจบกับภาคใต้ East meets South กับสองร้านในตำนานให้ทุกคนได้อิ่มอร่อยกันแล้วทั้ง“หนองมน To Table by หญิงชุ”กับเมนูเด็ดจากตลาดหนองมนที่ทุกคนต้องนึกถึงและ “หาดใหญ่ ชิคเก้น” ต้นตำรับไก่ทอดหาดใหญ่ขนานแท้

พูดถึงการไปท่องเที่ยวชายหาดแถบจังหวัดชลบุรีโดยเฉพาะคนที่แวะตลาดหนองมน แน่นอนว่าเมนูเด็ดที่ต้องนึกถึงคงหนีไม่พ้นข้าวหลาม ขนมจาก แฮกึ้น หอยจ๊อ ซึ่ง “หนองมน To Table by หญิงชุ” จัดว่าสามารถเสิร์ฟความอร่อยให้ทุกคนลิ้มลองได้ตามต้องการและแน่นอนว่าไทย เทสต์ ฮับ ย่อมไม่พลาดที่จะยกความอร่อยนี้มาถึงใจกลางเมือง โดยจุดเริ่มต้นความอร่อยระดับตำนานเกิดจากความชอบอาหารพื้นถิ่นเป็นทุนเดิม รวมถึงความใส่ใจในการสรรหาวัตุดิบที่มีคุณภาพของคุณแม่ เพื่อนำมารังสรรค์เมนูหลากหลายให้สมาชิกในครอบครัวได้ทานในทุกๆมื้อ ทำให้เกิดแรงบัลดาลใจที่อยากให้คนเมืองได้ลองชิมอาหารพื้นถิ่นระดับตำนานแบบสดใหม่ดูบ้าง

เมนูเด็ดครบเครื่องของร้านเป็นที่ถูกใจของนักชิมไม่ว่าจะเป็น หอยจ๊อปู , แฮกึ้นกุ้ง ที่ได้คัดสรรวัตถุดิบหลักคุณภาพสดใหม่จากทะเลอ่าวไทย,ข้าวหมูแดงหมูกรอบน้ำราดเข้มข้น หรือจะสั่งแยกหมูแดง หมูกรอบ เป็นจานเดี่ยวก็ได้เช่นกันพลาดไม่ได้กับของหวานอย่าง ขนมจากที่ปิ้งกันสดๆหน้าร้าน และข้าวหลามแสนอร่อยที่ใช้วัตถุดิบจากแหล่งธรรมชาติ ผสานกับสูตรความอร่อยภายในครอบครัว สู่โต๊ะอาหารของบ้านเพื่อนพี่น้อง ก่อนขยายสู่โต๊ะอาหารของลูกค้าทุกคน จนกลายเป็นที่มาของ “หนองมน To Table by หญิงชุ” ผู้เสิร์ฟความอร่อยถึงมือคุณนั่นเอง

ส่วนใครไปเที่ยวหาดใหญ่ แน่นอนว่าต้องนึกถึงเมนู “ไก่ทอดหาดใหญ่” ในตำนาน ไก่ทอดสีทอง ทอดกรอบ เนื้อในฉ่ำนุ่ม รสชาติเข้มข้นทานคู่กับน้ำจิ้มไก่และหอมเจียว ซึ่งร้าน “หาดใหญ่ ชิคเก้น” ที่ ไทย เทสต์ ฮับ ยกความอร่อยแบบต้นตำรับมาให้ได้ลิ้มลองด้วยความที่ผู้ก่อตั้งแบรนด์มีภูมิลำเนาเดิมอยู่ที่หาดใหญ่ ก่อนย้ายมาอยู่กรุงเทพฯ ในปี 2549 เมื่อคิดถึงรสชาติอาหารบ้านเกิด จึงนำข้าวเหนียวไก่ทอดมาคิดค้นสูตรเฉพาะตัวจนได้เป็นสูตร “ต้นตำรับไก่ทอดหาดใหญ่” ของ “หาดใหญ่ชิคเก้น” โดยเฉพาะ

ความโดดเด่นของ “หาดใหญ่ชิคเก้น” อยู่ที่ไก่ทุกชิ้นตัดไขมันส่วนเกินออกแล้ว ก่อนจะนำมาหมักกับเครื่องเทศ แล้วนำไปทอดอย่างพิถีพิถัน ทานคู่กับน้ำจิ้มไก่รสชาติเข้มข้นสูตรเฉพาะของร้าน พร้อมด้วยหอมเจียวสามรสกรอบฟู สามารถเลือกทานได้กับข้าวเหนียว, ข้าวหอมมะลิ, เส้นมาม่า หรือข้าวหมก ซึ่งข้าวหมกไก่ทอดของที่นี่จัดว่าเป็นเมนูดาวเด่น นอกเหนือไปจากเมนูฮิตอย่างข้าวเหนียวไก่ทอด,มาม่าไก่ทอดไข่เยิ้ม เส้นเหนียวนุ่ม คลุกเคล้ากับเครื่องปรุงรส ทานคู่กับไก่ทอดและไข่ดาวเยิ้ม ปิดท้ายที่ กือโป๊ะ ข้าวเกรียบปลาสดทอด ของทานเล่นกรอบนอกนุ่มในทุกเมนูทานคู่กับหอมเจียวและน้ำจิ้มสูตรพิเศษของทางร้าน

อิ่มอร่อยกับเมนูเด็ดจากร้านดังในตำนานทั้ง “หนองมน To Table by หญิงชุ” และ“หาดใหญ่ชิคเก้น” ได้แล้ววันนี้ที่ ไทย เทสต์ ฮับ คิง เพาเวอร์ รางน้ำ

‘คาโอ’เขย่าตลาดผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดพื้น เปิดตัว ‘มาจิคลีนสูตรใหม่’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/729581

'คาโอ'เขย่าตลาดผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดพื้น เปิดตัว 'มาจิคลีนสูตรใหม่'

‘คาโอ’เขย่าตลาดผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดพื้น เปิดตัว ‘มาจิคลีนสูตรใหม่’

วันอังคาร ที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2566, 13.13 น.

คาโอ อินดัสเตรียล (ประเทศไทย) เดินเกมรุก เขย่าตลาดผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดพื้น ส่ง “มาจิคลีน แบคทีเรีย คิวเลอร์แบบ 2 in 1” ชูจุดขายฆ่าเชื้อแบคทีเรียได้ 99.9%ทำความสะอาดพื้นแบบทูอินวัน (2 in 1)สะอาดครบจบขวดเดียว พร้อมคว้าตัวพรีเซนเตอร์ครอบครัวสุดฮอต“พ่อบีม กวี และ แม่ออย” แท็กทีม“พี่ธีร์ – น้องพีร์” เพิ่มดีกรีความสะอาดแบบคลีน ๆเจาะกลุ่มครอบครัวคนรุ่นใหม่ใส่ใจห่วงใยในเรื่องของความสะอาด

คุณศุภสิริ สุทัศน์กุล ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด บริษัท คาโอ อินดัสเตรียล (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า “ปัจจุบันวิถีชีวิตของคนยุคใหม่ตั้งแต่มีการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ทำให้คนหันมาสนใจเรื่องสุขภาพและการดูแลตัวเองมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการใช้ชีวิต รวมถึงความสำคัญของการทำความสะอาดที่ตระหนักเรื่องการฆ่าเชื้อโรค ซึ่งเกิดขึ้นได้ทั้งในบ้านและนอกบ้าน ด้วยมาจิคลีน
เห็นถึงปัญหาในการทำความสะอาดพื้นบ้านที่ยุ่งยากและความเร่งรีบในยุคปัจจุบัน เราจึงพัฒนา“มาจิคลีน แบคทีเรีย คิวเลอร์แบบ 2 in 1”ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดพื้นในขั้นตอนเดียวแบบ 2 in 1ตัวช่วยตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคที่เน้นเรื่องการทำความสะอาดและฆ่าเชื้อแบคทีเรีย ทำให้เรื่องงานบ้านให้เป็นเรื่องที่ง่ายขึ้น”

และในปีนี้ มาจิคลีนส่งพลังแห่งการขจัดคราบครั้งยิ่งใหญ่ผ่านครอบครัว 2 แฝดสุดน่ารัก
บีม-ออย และ น้องธีร์-น้องพีร์ ขึ้นแท่นพรีเซนเตอร์ของมาจิคลีน พร้อมชวนทุกคนร่วมพิสูจน์พลังขจัดคราบไปพร้อมกับกิจกรรมดีๆและเคล็ดลับเสิร์ฟความง่ายในการทำความสะอาดพื้นที่ปลอดเชื้อ
กับมาจิคลีน แบคทีเรีย คิวเลอร์ แบบ 2 in 1ที่จะยกระดับการทำความสะอาดด้วย 2 พลังประสิทธิภาพในขวดเดียวได้ทั้งการทำความสะอาดพื้นและสามารถฆ่าเชื้อแบคทีเรียได้ 99.9% แบบ 2 in 1และยังช่วยกำจัดคราบสกปรกต่าง ๆ รวมถึงฝุ่นขนาดเล็กได้อย่างดีเยี่ยม อีกทั้งโดดเด่นด้วยการปรับสูตรความหอมเข้มข้นกลิ่นบรีซซี่ มูว์เก้ แนวกลิ่นหอมสะอาดสดชื่น ส่งตรงพลังความหอมอย่างมั่นใจ มอบพลังขจัดคราบและกลิ่นอับได้ตั้งแต่ครั้งแรกที่ใช้ เหมาะสำหรับทุกครอบครัว สามารถทำกิจกรรมในบ้านได้อย่างเต็มที่

พบกับประสิทธิภาพของ มาจิคลีน แบคทีเรีย คิวเลอร์ มาจิคลีนสูตรใหม่ แบบ 2 in 1ที่มาพร้อม 2 พลังขจัดคราบและฆ่าเชื้อแบคทีเรีย ได้ตั้งแต่วันนี้ ในขนาด 800มล. ราคา 65บาทและ ถุงเติม ขนาด 700 มล. ราคา 45 บาทโดยมีวางจำหน่ายทั้งในห้างสรรพสินค้าชั้นนำและร้านค้าทั่วประเทศ พร้อมโปรโมชั่นและสินค้าพรีเมี่ยมสุดพิเศษ