ผู้พิพากษาสหรัฐฯ สั่งระงับชั่วคราวคำสั่งของทรัมป์ที่จำกัดสิทธิการเป็นพลเมืองโดยกำเนิด

ผู้พิพากษาสหรัฐฯ สั่งระงับชั่วคราวคำสั่งของทรัมป์ที่จำกัดสิทธิการเป็นพลเมืองโดยกำเนิด

24 ม.ค. 2568 04:37 น.

ผู้พิพากษาสหรัฐฯ สั่งระงับชั่วคราวคำสั่งของทรัมป์ที่จำกัดสิทธิการเป็นพลเมืองโดยกำเนิด

ผู้พิพากษาของรัฐบาลกลางได้สั่งระงับชั่วคราวคำสั่งฝ่ายบริหารของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่กำหนดเป้าหมายสิทธิตามรัฐธรรมนูญในการให้สิทธิพลเมืองแก่ผู้ใดก็ตามที่เกิดในประเทศโดยอัตโนมัติ

วันที่ 24 มกราคม 2568 นายจอห์น คูห์เนอร์ ผู้พิพากษาศาลแขวง เมืองซีแอตเทิล รัฐวอชิงตัน ของสหรัฐฯ ได้ออกคำสั่งระงับชั่วคราวสำหรับคำสั่งฝ่ายบริหารของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่จำกัดสิทธิการเป็นพลเมืองโดยกำเนิด ซึ่งเป็นสิทธิที่ได้รับการคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญในการให้สิทธิการเป็นพลเมืองโดยอัตโนมัติแก่ผู้ใดก็ตามที่เกิดในสหรัฐอเมริกา โดยห้ามรัฐบาลใช้มาตรการนี้ที่ถือเป็นการขัดต่อรัฐธรรมนูญอย่างโจ่งแจ้ง

คำสั่งระงับชั่วคราวของผู้พิพากษามีขึ้นหลังจากยื่นคำร้องโดย 4 รัฐได้แก่ แอริโซนา อิลลินอยส์ โอเรกอน และวอชิงตัน นับเป็นคดีแรกที่เกี่ยวข้องกับคำสั่งของทรัมป์ที่เข้าสู่ขั้นตอนการพิจารณาคดี

ตามข้อมูลในคดีความ 4 รัฐที่ยื่นฟ้องในซีแอตเทิลระบุว่า คำสั่งฝ่ายบริหารของทรัมป์ ซึ่งลงนามในวันแรกที่เข้ารับตำแหน่งนั้นมีกำหนดจะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 19 กุมภาพันธ์ คำสั่งนี้อาจส่งผลกระทบต่อผู้คนที่เกิดในประเทศหลายแสนคน โดยในปี 2565 มีเด็กที่เกิดในสหรัฐฯจากแม่ที่อาศัยอยู่ในประเทศอย่างผิดกฎหมายประมาณ 255,000 ราย และมีเด็กที่เกิดจากทั้งพ่อและแม่ที่อาศัยอยู่ในประเทศอย่างผิดกฎหมายประมาณ 153,000 ราย 

โดยคำสั่งของทรัมป์สร้างความตื่นตระหนกให้แก่บรรดากลุ่มสิทธิมนุษยชน ที่ต่างมองว่าเป็นคำสั่งที่โจมตีแนวคิดเรื่องสัญชาติอเมริกันอย่างรุนแรง เป็นการคุกคามที่ส่งผลไม่เพียงแต่ต่อเด็กที่เกิดในสหรัฐฯ ที่มีพ่อแม่ไม่มีเอกสารรับรองเท่านั้น แต่ยังรวมถึงลูกๆ ของผู้อพยพที่อยู่ในประเทศอย่างถูกต้องตามกฎหมายด้วย ซึ่งจนถึงตอนนี้มีการฟ้องร้องดำเนินคดีถึง 5 คดีต่อการจำกัดสิทธิพลเมืองโดยกำเนิดของทรัมป์ ครอบคลุมเจ้าหน้าที่จาก 22 รัฐและกลุ่มสิทธิมนุษยชนหลายกลุ่ม รวมถึงสหภาพเสรีภาพพลเมืองอเมริกัน

ทั้งนี้ สหรัฐฯเป็นหนึ่งใน 30 ประเทศทั่วโลกที่มีสัญชาติโดยกำเนิด การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญครั้งที่ 14 มีผลบังคับใช้หลังสงครามกลางเมืองเพื่อขยายสิทธิการเป็นพลเมืองให้กับคนผิวสีที่เคยเป็นทาสมาก่อน.

จีนเรียกร้องไทย-เมียนมา เข้มงวดปราบปรามการฉ้อโกงทางโทรคมนาคมข้ามพรมแดน

จีนเรียกร้องไทย-เมียนมา เข้มงวดปราบปรามการฉ้อโกงทางโทรคมนาคมข้ามพรมแดน

23 ม.ค. 2568 22:31 น.

จีนเรียกร้องไทย-เมียนมา เข้มงวดปราบปรามการฉ้อโกงทางโทรคมนาคมข้ามพรมแดน

ทางการจีนเรียกร้องไทยและเมียนมา เพิ่มความเข้มงวดในการปราบปรามการฉ้อโกงทางโทรคมนาคมข้ามพรมแดน และไม่ปล่อยให้ผู้กระทำผิดลอยนวล

วันที่ 23 มกราคม 2568 สำนักข่าวซินหัว รายงานว่า นายหลิว จิ้นซง ผู้อำนวยการฝ่ายกิจการเอเชีย สังกัดกระทรวงการต่างประเทศของจีน ได้เชิญนายฉัตรชัย วิริยเวชกุล เอกอัครราชทูตไทยประจำจีน และนายติน หม่อง ชเว เอกอัครราชทูตเมียนมาประจำจีน เข้าพบปะหารือแยกกัน ถึงประเด็นความร่วมมือในการปราบปรามการฉ้อโกงทางโทรคมนาคมข้ามพรมแดนที่เกิดขึ้นหลายคดีในพื้นที่ชายแดนระหว่างไทยและเมียนมาเมื่อไม่นานนี้ และถือเป็นภัยคุกคามและสร้างความเสียหายต่อผลประโยชน์สำคัญของประชาชนจีนและประเทศอื่นๆ

นายหลิว จิ้นซง กล่าวว่า จีนหวังว่าทั้งไทยและเมียนมาจะให้ความสำคัญต่อประเด็นนี้ ใช้มาตรการเข้มงวดปราบปรามการกระทำผิดลักษณะนี้ รักษาความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน และไม่ปล่อยให้ผู้กระทำความผิดลอยนวล

ขณะเดียวกันกล่าวว่า จีนยินดีที่จะเสริมสร้างความร่วมมือด้านการบังคับใช้กฎหมายทวิภาคีและพหุภาคีร่วมกับกลุ่มประเทศอาเซียน เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยสำหรับการแลกเปลี่ยนในหมู่ประชาชน และรักษาความเป็นระเบียบเรียบร้อยในการมีปฏิสัมพันธ์และความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งรวมถึงกิจกรรมการท่องเที่ยวและวัฒนธรรมทั่วไป

ด้านเอกอัครราชทูตไทยและเมียนมาประจำจีนกล่าวว่า ทั้งสองฝ่ายให้ความสำคัญกับข้อกังวลของจีนและรู้สึกเสียใจอย่างยิ่งต่อหลายเหตุการณ์ฉ้อฉลที่เกิดขึ้น พวกเขาตระหนักถึงภัยคุกคามที่เกิดจากการฉ้อโกงทางโทรคมนาคม และแสดงออกถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลไทยและเมียนมาในการปราบปรามอาชญากรรมอย่างเด็ดขาดผ่านมาตรการที่ครอบคลุมและความร่วมมือระหว่างประเทศ

ทั้งนี้ เอกอัครราชทูตทั้งสองประเทศให้คำมั่นว่าจะพยายามทุกวิถีทางเพื่อช่วยเหลือเหยื่อที่ถูกกักขัง กำหนดบทลงโทษรุนแรงต่อแก๊งอาชญากรอย่างสอดคล้องตามกฎหมาย เสริมสร้างการควบคุมชายแดนและกำกับดูแลพื้นที่สำคัญ ตลอดจนจัดตั้งกลไกระยะยาวเพื่อกำจัดแหล่งซ่องสุมของอาชญากรรมข้ามพรมแดน

กาชาดอำนาจเจริญมอบสิ่งของ ช่วยกลุ่มเปราะบางสู้ภัยหนาว

กาชาดอำนาจเจริญมอบสิ่งของ  ช่วยกลุ่มเปราะบางสู้ภัยหนาว

กาชาดอำนาจเจริญมอบสิ่งของ ช่วยกลุ่มเปราะบางสู้ภัยหนาว

วันศุกร์ ที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายฐิติวรดา เทพเสนา นายกเหล่ากาชาดจังหวัดอำนาจเจริญ เป็นประธานในพิธีมอบเครื่องกันหนาวบรรเทาทุกข์ผู้ประสบภัยหนาว เหล่ากาชาดจังหวัดอำนาจเจริญ นายอำเภอและผู้แทนอำเภอทั้ง 7 อำเภอ ผู้นำชุมชนและประชาชนในพื้นที่อำเภอเมืองอำนาจเจริญ โดยมี นายไพฑูรย์ พรหมสอน หัวหน้าสำนักงานจังหวัดอำนาจเจริญ หัวหน้าส่วนราชการ นายอำเภอและผู้แทนทั้ง 7 อำเภอ ในพื้นที่จังหวัดอำนาจเจริญ หัวหน้าสถานีกาชาดที่ 7 จังหวัดอุบลราชธานี คณะกรรมการและสมาชิกเหล่ากาชาดจังหวัดอำนาจเจริญ ชมรมแม่บ้านมหาดไทยจังหวัดอำนาจเจริญ ผู้นำชุมชนและประชาชนในพื้นที่อำเภอเมืองอำนาจเจริญ เข้าร่วมพิธี ณ หอประชุมพญานาครินทร์ ศาลากลางจังหวัดอำนาจเจริญ

สำนักงานบรรเทาทุกข์และประชานามัยพิทักษ์ สภากาชาดไทย ได้มอบผ้าห่มและเครื่องกันหนาวให้แก่ประชาชนที่เดือดร้อนจากภัยหนาวในพื้นที่ 7 อำเภอ ของจังหวัดอำนาจเจริญ โดยการร้องขอผ่านแอปพลิเคชั่นพ้นภัย จำนวน 1,750 ชุดสถานีกาชาดที่ 7 จังหวัดอุบลราชธานี ร่วมกับ เหล่ากาชาดจังหวัดอำนาจเจริญ จึงได้จัดพิธีมอบผ้าห่มและเครื่องกันหนาวบรรเทาทุกข์ผู้ประสบภัยหนาวขึ้น ณ หอประชุมพญานาครินทร์ ศาลากลางจังหวัดอำนาจเจริญ โดยมอบเครื่องกันหนาวประกอบด้วย 1.ผ้าห่มกันหนาว จำนวน 500 ชุด 2.เสื้อกันหนาวผู้ใหญ่ จำนวน 500 ชุด 3.เสื้อกันหนาวเด็ก จำนวน 100 ชุด 4.ผ้าห่มพระ หมวกไหมพรม จำนวน 50 ชุด ให้นายอำเภอและผู้แทนอำเภอทั้ง 7 อำเภอ ตามสัดส่วน เพื่อเป็นตัวแทนมอบให้แก่ผู้สูงอายุ ผู้พิการ พระภิกษุ และเด็กนักเรียนในถิ่นทุรกันดารในพื้นที่ของตนเอง

ผู้ช่วยฯจัดอบรมอาสาฯเรือประมง

ผู้ช่วยฯจัดอบรมอาสาฯเรือประมง

ผู้ช่วยฯจัดอบรมอาสาฯเรือประมง

วันศุกร์ ที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ดร.ณมาณิตา กลับบ้านเกาะ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานพิธีเปิดการอบรมเชิงปฏิบัติการอาสาสมัครคนประจำเรือประมง หลักสูตรการปฐมพยาบาล การช่วยฟื้นคืนชีพ การกู้ชีพกู้ภัยจากเหตุจากเพลิงไหม้และลูกเรือตกน้ำ ตามโครงการของด่านตรวจประมงชลบุรี โดยมีผู้ควบคุมเรือ ช่างเครื่อง และลูกเรือประมง เข้าร่วมอบรมการปฐมพยาบาลเพื่อช่วยฟื้นคืนชีพ การกู้ชีพกู้ภัยจากเหตุจากเพลิงไหม้ และการช่วยเหลือลูกเรือตกน้ำที่ศูนย์ฝึกอบรมตำรวจน้ำจ.ชลบุรี อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี โดยความร่วมมือระหว่างด่านตรวจประมงชลบุรี กก.5 บก.รน.ศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล จ.ชลบุรี (ศรชล) ศูนย์ควบคุมความมั่นคงท่าเรือ จ.ชลบุรี กรมเจ้าท่า สวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน จ.ชลบุรี จัดหางาน จ.ชลบุรี โรงพยาบาลอาภากรเกียรติวงศ์ และศูนย์อภิบาลผู้เดินทางทะเล (Stella Maris) สังฆมณฑลจันทบุรี

ดร.ณมาณิตา กล่าวว่า รัฐบาลได้พยายามแก้ปัญหาการบังคับใช้แรงงาน การค้ามนุษย์ในประเทศ และจากรายงานสถานการณ์การค้ามนุษย์หรือ TIP Report ของกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐอเมริกา ได้จัดให้ประเทศไทยอยู่ในกลุ่มเทียร์ 2 (Tier 2) ไม่ได้ปฏิบัติตามมาตรฐานขั้นต่ำของกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองเหยื่อจากการค้ามนุษย์โดยสมบูรณ์ แต่กำลังใช้ความพยายามอย่างยิ่งในการปฏิบัติตามมาตรฐาน ดังนั้นการจัดอบรมในครั้งนี้จะเป็นการปกป้องคุ้มครองสวัสดิภาพและความปลอดภัยของแรงงานที่ทำงานในเรือประมง แสดงให้เห็นถึงการใช้แรงงานที่ดี ปราศจากการค้ามนุษย์และบังคับใช้แรงงานในเรือประมง ทั้งยังเป็นการเผยแพร่ไปยังสื่อต่างๆ ให้ชาวต่างชาติได้รับรู้ถึงความตั้งใจในการแก้ปัญหาให้ประเทศไทยได้รับการจัดกลุ่มให้อยู่ในประเทศเทียร์ 1 (Tier 1) เป็นประเทศที่ปฏิบัติตามมาตรฐานขั้นต่ำของกฎหมาย ปกป้องเหยื่อการค้ามนุษย์อย่างครบถ้วนในอนาคตต่อไป

นศ.ราชมงคลศรีวิชัยเลี้ยงกุ้งแวนนาไม สร้างรายได้ช่วงระหว่างเรียนจนสำเร็จ

นศ.ราชมงคลศรีวิชัยเลี้ยงกุ้งแวนนาไม  สร้างรายได้ช่วงระหว่างเรียนจนสำเร็จ

นศ.ราชมงคลศรีวิชัยเลี้ยงกุ้งแวนนาไม สร้างรายได้ช่วงระหว่างเรียนจนสำเร็จ

วันศุกร์ ที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย วิทยาเขตตรัง ต.ไม้ฝาด อ.สิเกา จ.ตรัง ผศ.มาโนช ขำเจริญ คณบดีคณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการประมง ผู้สนับสนุนโครงการ ฝึกทักษะให้นักศึกษา ภายใต้สัญญาความร่วมมือทางวิชาการ ระหว่าง มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย วิทยาเขตตรัง กับ บริษัทเจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด(มหาชน) ที่ให้การสนับสนุน งบประมาณ และลูกกุ้ง Super PLให้นักศึกษาคณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการประมง สาขาวิชาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ เพื่อให้นักศึกษาได้มีประสบการณ์ระหว่างเรียน ด้วยการนำความรู้ทฤษฎีมาสู่การปฏิบัติในการเลี้ยงกุ้งขาวแวนนาไมในโรงเรือนซึ่งเป็นระบบปิด ตั้งแต่การผลิตลูกกุ้ง เตรียมบ่อ การเก็บข้อมูลเชิงวิชาการ การให้อาหารและจัดการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นระหว่างเลี้ยง จากการเลี้ยงก็ประสบผลสำเร็จเป็นที่น่าพอใจได้กุ้งขาวตัวโตตามขนาดที่ตลาดต้องการ เลี้ยงเพียง 35 วัน ได้กุ้งขาวขนาด 45 ตัวต่อกิโลกรัม ก็สามารถจับขายได้ในราคาที่สูง ที่สำคัญผลกำไรจากการเลี้ยงกุ้งขาวรายได้ก็จะตกเป็นของนักศึกษาที่สามารถนำมาใช้จ่ายเป็นค่าเทอมค่าดำรงชีพได้อย่างสบายโดยไม่ต้องขอเงินพ่อแม่ใช้ และจบการศึกษาก็สามารถนำไปประกอบอาชีพได้อีกต่างหาก

การเลี้ยงกุ้งขาวในโรงเรือนระบบปิดจะใช้พื้นที่น้อย ซึ่งการบริหารจัดการ การควบคุมปัจจัยภายนอก ทั้ง ลม ฟ้า อากาศ สัตว์ปีกอย่างนก จะทำได้ดีกว่าระบบบ่อเปิดกลางแจ้ง การดูแลง่าย แต่ก็มีข้อจำกัดในการระบายน้ำอยู่บ้าง แต่ก็เป็นปัจจัยที่ควบคุมได้ และจากผลสำเร็จดังกล่าว ทางมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย วิทยาเขตตรัง ยินดีให้ความรู้แก่เกษตรกรที่สนใจเข้ามาศึกษาเรียนรู้ได้ เพื่อสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้และสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรและชุมชนต่อไป

เชียงรายสมรสเท่าเทียมวันแรก คู่รักเดินจดทะเบียนอย่างคึกคัก

เชียงรายสมรสเท่าเทียมวันแรก  คู่รักเดินจดทะเบียนอย่างคึกคัก

เชียงรายสมรสเท่าเทียมวันแรก คู่รักเดินจดทะเบียนอย่างคึกคัก

วันศุกร์ ที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศวันแรกที่กฎหมายสมรสเท่าเทียมหรือพระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.) แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ฉบับที่ 24) พ.ศ. 2567 มีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการ มอบสิทธิให้กับบุคคลที่มีอัตลักษณ์ทางเพศไม่ว่าเพศใดสามารถจดทะเบียนสมรสได้อย่างเท่าเทียมภายใต้กฎหมาย ณที่ว่าการอำเภอเมืองเชียงราย ได้มีคู่รักเดินทางมาจดทะเบียนสมรสเท่าเทียมกันอย่างต่อเนื่อง โดยมี นายบุญส่งตินารี นายอำเภอเมืองเชียงราย รับจดทะเบียนสมรสเท่าเทียม และมีเจ้าหน้าที่คอยอำนวยความสะดวก

นายบุญส่ง นอภ.เชียงรายกล่าวว่า “รัฐบาล Kick Off จดทะเบียนสมรสเท่าเทียม ณ ที่ว่าการอำเภอ ทั้ง 878 แห่ง สำนักงานเขต50 เขตในกรุงเทพมหานคร รวมถึงสถานกงสุลไทยในต่างประเทศในวันที่ 23 ม.ค.นี้ ซึ่งเป็นวันแรกที่กฎหมายสมรสเท่าเทียมมีผลบังคับใช้ เพื่อเฉลิมฉลองให้กับทุกความรักตามแนวคิด “กรมการปกครองยินดีเป็นนายทะเบียนให้กับทุกความรัก” รวมทั้งยังเป็นการเสริมสร้างภาพลักษณ์ของประเทศไทยในระดับนานาชาติในฐานะประเทศที่ยอมรับและเคารพสิทธิมนุษยชนรวมถึงสนับสนุนความหลากหลายทางเพศ จึงเชิญชวนคู่รักทุกคู่เข้ารับบริการจดทะเบียนสมรสได้ ณที่ว่าการอำเภอ และสำนักงานเขตทุกแห่งทั่วประเทศ”

สำหรับเอกสารที่ต้องจัดเตรียมสำหรับการจดทะเบียนสมรส มีดังนี้ บัตรประชาชนตัวจริง หรือสำเนาหนังสือเดินทาง หนังสือรับรองโสด (กรณีสมรสกับชาวต่างชาติ) ใบสำคัญการหย่าตัวจริง (กรณีเคยจดทะเบียนสมรส) และพยาน 2 คน (พร้อมบัตรประจำตัวประชาชน)

ตร.สันติบาลบุรีรัมย์อบรม ปลุกจิตสำนึกเยาวชนนร. เทิดทูนสถาบันรักสามัคคี

ตร.สันติบาลบุรีรัมย์อบรม  ปลุกจิตสำนึกเยาวชนนร.  เทิดทูนสถาบันรักสามัคคี

ตร.สันติบาลบุรีรัมย์อบรม ปลุกจิตสำนึกเยาวชนนร. เทิดทูนสถาบันรักสามัคคี

วันศุกร์ ที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตำรวจสันติบาล จังหวัดบุรีรัมย์ สังกัด กองกำกับการ 2 กองบังคับการตำรวจสันติบาล 1 จัดอบรมโครงการสร้างจิตสำนึกต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ รุ่นที่ 2 ให้กับเยาวชน นักเรียน โรงเรียนคูเมืองวิทยาคม โดยมี นายวรากร เสนามาตย์ ผู้อำนวยการโรงเรียนคูเมืองวิทยาคม เป็นประธานพิธีเปิด มี พ.ต.ท.พนมวัสส์ สงวนศักดิ์ สารวัตร หัวหน้าหน่วยตำรวจสันติบาล จ.บุรีรัมย์ พร้อมด้วย เจ้าหน้าที่ ตำรวจสันติบาลคณะครู และนักเรียน เข้าร่วมกิจกรรมครั้งนี้ จำนวน 134 คนที่ห้องประชุมโรงเรียนคูเมืองวิทยาคม ต.คูเมือง อ.คูเมือง จ.บุรีรัมย์

ทั้งนี้ เพื่อเผยแพร่ประวัติ ความเป็นมาของสถาบันพระมหากษัตริย์ เพื่อเทิดพระเกียรติฯ พระมหากรุณาธิคุณของสถาบันพระมหากษัตริย์ ตลอดถึงพระราชกรณียกิจโครงการในพระราชดำริต่างๆ โดยมีกิจกรรมสร้างจิตสำนึก ของ เยาวชน นักเรียน และประชาชน ในการช่วยกันปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ รู้รักสามัคคี เพื่อรักษาความมั่นคงของ ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ให้อยู่คู่สังคมไทย ตลอดไป

กรมข้าวสนองนโยบายรัฐ จัดFieldDayงดเผาแก้ฝุ่นPM2.5

กรมข้าวสนองนโยบายรัฐ  จัดFieldDayงดเผาแก้ฝุ่นPM2.5

กรมข้าวสนองนโยบายรัฐ จัดFieldDayงดเผาแก้ฝุ่นPM2.5

วันศุกร์ ที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

นายณัฏฐกิตติ์ ของทิพย์ อธิบดีกรมการข้าว กล่าวว่า จากการแถลงนโยบายของ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 7 มกราคมที่ผ่านมา ในประเด็นมาตรการแก้ปัญหาฝุ่น PM2.5 นั้น กรมการข้าว ได้สนองนโยบายโดยจัดงานถ่ายทอดเทคโนโลยี (Field day) “ชาวนายุคใหม่ ใส่ใจสุขภาพ ลดและงดการเผาตอซัง ฟางข้าว และเศษวัสดุทางการเกษตร เพื่อลดฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 และเพื่อการผลิตข้าวที่ยั่งยืน”ที่ศูนย์กีฬาเฉลิมพระเกียรติ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ ต.หนองหาร อ.สันทราย จ.เชียงใหม่

สำหรับงานดังกล่าว จัดขึ้นเพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยีการผลิตข้าวอย่างปลอดภัยด้วยการจัดการตอซังและฟางข้าว ด้วยนวัตกรรมเทคโนโลยีเพื่อปลอดการเผา และผลิตข้าวอย่างยั่งยืน ให้แก่เกษตรกรกลุ่มนาแปลงใหญ่ ศูนย์ข้าวชุมชน smart farmer ชาวนาอาสา และผู้นำองค์กรชาวนา ได้รับรู้ถึงผลกระทบจากการเผาเศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร วิธีการกำจัดเศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร ตลอดจนให้เล็งเห็นถึงความสำคัญของการงดเผาตอซังและผลิตข้าวอย่างปลอดภัย เพื่อลดปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 ที่มีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้น จนเกินค่ามาตรฐาน ส่งผลกระทบต่อด้านสุขภาพและการท่องเที่ยว ซึ่งหากร่วมสร้างจิตสำนึกในการจัดการปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม ลดปัญหาฝุ่นละออง PM2.5 ให้เกษตรกรปรับเปลี่ยนพฤติกรรมลดการเผา ซึ่งจะสามารถช่วยลดปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม ฟื้นฟูการท่องเที่ยว

ส่วนกิจกรรมภายในงาน ประกอบด้วย การจัดนิทรรศการภายใต้หัวข้อ “ชาวนายุคใหม่ ใส่ใจสุขภาพ…ลดและงดการเผาตอซัง ฟางข้าว และเศษวัสดุทางการเกษตร เพื่อการผลิตข้าวที่ยั่งยืน” เพื่อสร้างความเข้าใจในการกำจัดเศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร ลดหรืองดการเผาเศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร เช่น การใช้จุลินทรีย์ย่อยสลายตอซัง การใช้เครื่องอัดฟาง การใช้ประโยชน์ตอซังและฟางข้าวเพื่อเพิ่มมูลค่า ตลอดจนการจัดกิจกรรมแสดงและสาธิต เช่น การแสดงผลิตภัณฑ์ที่ทำจากฟางข้าว การสาธิตการใช้จุลินทรีย์ย่อยสลายตอซังให้เหมาะสมและถูกต้อง

อธิบดีกรมการข้าว กล่าวอีกว่า ที่ผ่านมาไม่ได้นิ่งนอนใจกับสถานการณ์ค่าฝุ่น PM2.5ซึ่งต้องยอมรับว่าส่วนหนึ่งมีสาเหตุมาจากที่เกษตรกรเผาฟางข้าว จึงมอบหมายให้สถาบันวิทยาศาสตร์ข้าวแห่งชาติ คิดค้นเทคโนโลยีที่ช่วยให้เกษตรกรไม่เผาฟาง จึงได้คิดค้นจุลินทรีย์ชีวภัณฑ์ที่ช่วยในการย่อยสลายตอซัง และฟางในนาข้าว มีประสิทธิภาพสามารถย่อยสลายได้ภายใน 7-10 วัน อีกทั้งยังเป็นการเพิ่มปริมาณธาตุอาหารให้กับนาข้าว ลดการใช้ปุ๋ยเคมีได้สูงสุด 20-30% เพื่อให้เกษตรกรหยุดการเผาไร่นาเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และช่วยลดฝุ่น PM2.5 ได้อีกทางหนึ่ง

‘นฤมล’ถกกองทุนฟื้นฟูฯ แก้ปัญหาหนี้สินเกษตรกร

‘นฤมล’ถกกองทุนฟื้นฟูฯ แก้ปัญหาหนี้สินเกษตรกร

‘นฤมล’ถกกองทุนฟื้นฟูฯ แก้ปัญหาหนี้สินเกษตรกร

วันศุกร์ ที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมว.เกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานการประชุมหารือแนวทางการแก้ไขปัญหาหนี้สินเกษตรกรสมาชิกกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร โดยมี
นายบุญสิงห์ วรินทรักษ์ ที่ปรึกษา รมว.เกษตรฯ นางอัญชลี สุวจิตตานนท์ รองปลัดกระทรวงเกษตรฯ ผู้แทนสำนักงานกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร และผู้แทนจากธนาคารพาณิชย์ บริษัทบริหารสินทรัพย์ และธนาคารของรัฐ เข้าร่วม

ทั้งนี้ ที่ประชุมมีมติเห็นชอบ (ร่าง) คำสั่งกระทรวงเกษตรฯ เรื่อง แต่งตั้งคณะกรรมการขับเคลื่อนการแก้ปัญหาหนี้สินเกษตรกรสมาชิกกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร
เพื่อแก้หนี้สินของเกษตรกรอย่างมีประสิทธิภาพ และเพื่อกำหนดแนวทางการปฏิบัติเป็นไปในทิศทางเดียวกัน โดยมีกรอบดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 90 วันหลังมีคำสั่งแต่งตั้ง

“กระทรวงเกษตรฯ ได้ดำเนินการตามนโยบายของรัฐบาล ในด้านการแก้หนี้สินเกษตรกรโดยได้มีการขอความร่วมมือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจากภาครัฐและภาคเอกชน ให้มีการบูรณาการจัดส่งข้อมูลหนี้สินเกษตรกร เพื่อนำมาเจรจากับสถาบันเจ้าหนี้และพิจารณาแนวทางแก้ปัญหาหนี้สินเกษตรกรให้สามารถมีที่ดินทำกินและมีรายได้อย่างยั่งยืนต่อไป” ศ.ดร.นฤมล กล่าว

ที่ปรึกษาฯลงพื้นที่ ประชุมเชิงปฏิบัติฯ หนุนการมีส่วนร่วม มุ่งสหกรณ์เข้มแข็ง

ที่ปรึกษาฯลงพื้นที่  ประชุมเชิงปฏิบัติฯ  หนุนการมีส่วนร่วม  มุ่งสหกรณ์เข้มแข็ง

ที่ปรึกษาฯลงพื้นที่ ประชุมเชิงปฏิบัติฯ หนุนการมีส่วนร่วม มุ่งสหกรณ์เข้มแข็ง

วันศุกร์ ที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

นายบุญสิงห์ วรินทรักษ์ ที่ปรึกษารมว.เกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานเปิดโครงการประชุมเชิงปฏิบัติการสร้างการมีส่วนร่วมของสมาชิกสหกรณ์ในการกำกับดูแลกิจการสหกรณ์ เพื่อสร้างความเข้มแข็งอย่างยั่งยืน พร้อมประชุมรับฟังผลการดำเนินงานของสหกรณ์การเกษตรท่าชนะ จำกัด รับฟังปัญหาอุปสรรคในพื้นที่ เพื่อให้คำแนะนำถึงแนวทางการปฏิบัติงาน รวมทั้งเยี่ยมชมการใช้ประโยชน์จากอุปกรณ์การตลาดที่กรมส่งเสริมสหกรณ์ให้การสนับสนุนแก่สหกรณ์ โดยมีนายนิรันดร์ มูลธิดา รองอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ นายสุรชัย ยุทธชนะ รองเลขาธิการ สปก. นายประเสริฐศักดิ์ ณ นคร สหกรณ์จังหวัดสุราษฎร์ธานี และผู้เกี่ยวข้อง ร่วมเป็นเกียรติ ที่สหกรณ์การเกษตรท่าชนะ จำกัด อ.ท่าชนะ จ.สุราษฎร์ธานี

ทั้งนี้ โครงการประชุมเชิงปฏิบัติการสร้างการมีส่วนร่วมของสมาชิกสหกรณ์ในการกำกับดูแลกิจการสหกรณ์ เพื่อสร้างความเข้มแข็งอย่างยั่งยืน เป็นโครงการที่ศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีการสหกรณ์ที่ 19 จ.สุราษฎร์ธานี จัดขึ้นเนื่องจากเล็งเห็นความสำคัญในการพัฒนาสมาชิกสหกรณ์ในฐานะเจ้าของและผู้ใช้บริการสหกรณ์ให้มีความรู้ ความเข้าใจมีจิตสำนึกและเห็นถึงความสำคัญในการปฏิบัติตามบทบาทหน้าที่ และการมีส่วนร่วมในการดำเนินงานของสหกรณ์ เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้สหกรณ์อย่างยั่งยืน โดยกลุ่มเป้าหมาย ประกอบด้วย สมาชิกสหกรณ์ในจังหวัดสุราษฎร์ธานีเจ้าหน้าที่สำนักงานสหกรณ์จังหวัด และเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบในส่วนงานที่เกี่ยวข้องรุ่นละ 200 คน รวม 5 รุ่น