หยุดยิงยังไม่ล่ม ฮามาสยอมปล่อยตัวประกันอิสราเอลอีก 3 คนตามข้อตกลง

หยุดยิงยังไม่ล่ม ฮามาสยอมปล่อยตัวประกันอิสราเอลอีก 3 คนตามข้อตกลง

15 ก.พ. 2568 22:32 น.

หยุดยิงยังไม่ล่ม ฮามาสยอมปล่อยตัวประกันอิสราเอลอีก 3 คนตามข้อตกลง

อิสราเอลปล่อยตัวประกันชาวอิสราเอลอีก 3 คนตามสัญญาแล้ว หลังเกิดความขัดแย้งในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา จนทำให้ข้อตกลงหยุดยิงเกือบพังทลาย

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า กลุ่มฮามาสดำเนินการปล่อยตัวนายซากี เดเคล-เชน ชาวอิสราเอล-อเมริกัน, นายอเล็กซานเดร ตรูฟานอฟ ชาวอิสราเอล-รัสเซีย และนายยาอีร์ ฮอร์น ชาวอิสราเอล-อาร์เจนตินาแล้ว ที่เมืองข่านยูนิส ทางตอนใต้ของฉนวนกาซา เมื่อเวลาประมาณ 10.00 น. วันเสาร์ที่ 15 ก.พ. 2568 ตามเวลาท้องถิ่น

นี่นับเป็นการปล่อยตัวประกันครั้งที่ 6 ของกลุ่มฮามาสภายใต้ข้อตกลงหยุดยิงฉบับล่าสุด โดยชายทั้ง 3 คนถูกพาขึ้นแสดงตัวบนเวทีในสภาพที่ดูแข็งแรงกว่าตัวประกัน 3 คนที่ถูกปล่อยตัวเมื่อสัปดาห์ก่อน ซึ่งเรียกเสียงประณามและคำขู่จากเจ้าหน้าที่อิสราเอล

ตัวประกันทั้ง 3 คนยังได้รับถุงบรรจุสิ่งที่ดูเหมือนเป็นของที่ระลึกด้วย โดยนายฮอร์นได้รับสิ่งที่ดูเหมือนกับนาฬิกาทรายขนาดเล็ก ส่วนนายตรูฟานอฟดูเหมือนจะเดินลงบันไดได้อย่างยากลำบาก โดยไม่มีการเปิดเผยสาเหตุ

อีกด้านหนึ่ง โฆษกกรมราชทัณฑ์อิสราเอลระบุว่า นักโทษชาวปาเลสไตน์ 369 คนได้รับการปล่อยตัวตามสัญญาแล้วในวันเสาร์ โดยรถบัสขนอดีตนักโทษ 333 คน เดินทางจากด่านเคเรม ชาลอม เข้าสู่เมืองราฟาห์ ในฉนวนกาซาแล้ว ขณะที่อดีตนักโทษอีก 36 คน ถูกส่งเข้าสู่เขตเวสต์แบงก์ โดยที่ 24 คนในจำนวนนี้ ถูกเนรเทศไปอียิปต์ในเวลาต่อมา

ข่าวระบุด้วยว่า อดีตนักโทษชาวปาเลสไตน์หลายคนถูกบังคับให้สวมเสื้อที่มีประโยคคำพูดว่า “เราจะไม่ลืม และเราจะไม่ให้อภัย” พิมพ์อยู่ข้างรูปดาวเดวิด จนกลุ่มติดอาวุธปาเลสไตน์อย่างฮามาสและอิสลามิก ญิฮาด ออกมาแสดงความไม่พอใจ อ้างว่าเป็นการละเมิดกฎหมายมนุษยธรรมและกฎหมายระหว่างประเทศอย่างรุนแรง

ต่อมามีคลิปวิดีโอเผยแพร่บนโลกออนไลน์ แสดงให้เห็นว่าอดีตนักโทษหลายคนเผาเสื้อดังกล่าวทิ้ง

ทั้งนี้ การปล่อยตัวประกันชาวอิสราเอล 3 คนล่าสุดเกิดขึ้นท่ามกลางความตึงเครียดในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งกลุ่มฮามาสออกมาขู่ว่าจะเลื่อนการปล่อยตัวประกันในสัปดาห์นี้ออกไป โดยกล่าวหาอิสราเอลว่าละเมิดข้อตกลงหลายข้อ รวมถึงเรื่องการส่งสิ่งของช่วยเหลือ

ส่วนฝ่ายอิสราเอลประณามฮามาสว่าทำผิดสัญญา โดยนายเบนจามิน เนทันยาฮู ขู่ว่าหากฮามาสไม่ปล่อยตัวประกัน การหยุดยิงก็จะสิ้นสุดลง ขณะที่โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เสนอให้ล้มเลิกวิธีการหลายขั้นตอนของข้อตกลงไปทั้งหมด แล้วยื่นคำขาดแก่กลุ่มฮามาสว่าให้ปล่อยตัวประกันทุกคนในคราวเดียวแทน

แต่ในท้ายที่สุด กลุ่มฮามาสก็ออกมาบอกว่าพวกเขาจะปล่อยตัวประกันตามกำหนดการ หลังได้เจรจากับผู้แทนจากอียิปต์และกาตาร์

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

คุยกัน7วันหน : จับตาสัมพันธ์ ‘ทรัมป์-มัสก์’ ระเบิดเวลาการเมืองสหรัฐฯ?

คุยกัน7วันหน : จับตาสัมพันธ์ ‘ทรัมป์-มัสก์’  ระเบิดเวลาการเมืองสหรัฐฯ?

คุยกัน7วันหน : จับตาสัมพันธ์ ‘ทรัมป์-มัสก์’ ระเบิดเวลาการเมืองสหรัฐฯ?

วันอาทิตย์ ที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 07.35 น.

หนึ่งในความสัมพันธ์ทางการเมืองที่ถูกจับตามองมากที่สุดในประวัติศาสตร์สหรัฐฯ คือมิตรภาพที่ไม่มีใครคาดคิดระหว่างประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ กับ อีลอน มัสก์ มหาเศรษฐีอันดับ 1 ของโลก และบุคคลที่ทรงอิทธิพลที่สุดคนหนึ่งแห่งศตวรรษที่ 21 เพราะเพียง 6 เดือน หลังจากที่เคยเป็นผู้วิพากษ์วิจารณ์ทรัมป์อย่างรุนแรง มัสก์เปลี่ยนบทบาทมาเป็นหัวหอกในการผลักดันแนวทางปฏิรูประบบราชการแบบฝ่ายขวาโดยมีอำนาจในรัฐบาลทรัมป์ชุดใหม่อย่างที่ไม่มีใครคาดคิด

มัสก์ และ ทรัมป์ ไม่ใช่พันธมิตรกันตั้งแต่ต้น ย้อนกลับไปเมื่อปี 2017 มัสก์เคยลาออกจากที่ปรึกษาทำเนียบขาวเพื่อต่อต้านการถอนตัวของสหรัฐฯออกจากข้อตกลงปารีสด้านสิ่งแวดล้อมและแสดงความไม่พอใจต่อหลายๆ นโยบายของทรัมป์ แต่จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นเมื่อ โจ ไบเดน ขึ้นดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี และเลือกสนับสนุนอุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้าที่มีสหภาพแรงงานเป็นฐาน แทนที่จะให้ความสำคัญกับ Tesla ของมัสก์ ทำให้เขาเริ่มเบนเข็มไปทางขวา โดยแสดงความไม่พอใจผ่านแพลตฟอร์ม X และเริ่มมีแนวคิดอนุรักษ์นิยมมากขึ้น

ในช่วงต้นของการเลือกตั้งปี 2024 มัสก์เคยสนับสนุน รอน ดีแซนติสผู้ว่าการรัฐฟลอริดา แต่เมื่อดีแซนติสพ่ายแพ้ มัสก์ก็เริ่มเข้าใกล้ทรัมป์มากขึ้นและกลายเป็นหนึ่งในบุคคลที่ทรัมป์รับฟังมากที่สุดในเรื่องเทคโนโลยีและเศรษฐกิจ

เหตุการณ์ที่กระตุ้นให้มัสก์สนับสนุนทรัมป์อย่างเต็มตัวคือ เหตุลอบยิงทรัมป์ในเมืองบัตเลอร์ รัฐเพนซิลเวเนีย ซึ่งทำให้เขาเร่งสนับสนุนแนวทางรัฐบาลที่เข้มแข็งและมีประสิทธิภาพ โดยไม่ได้ช่วยเหลือแค่ด้านการเงิน แต่ยังเสนอแนวคิดปฏิรูปรัฐบาลที่ไม่เคยมีมาก่อน

หลังจากทรัมป์ชนะการเลือกตั้งมัสก์ได้รับตำแหน่ง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงประสิทธิภาพรัฐบาล(Department of GovernmentEfficiency – DOGE) ซึ่งเป็นหน่วยงานใหม่ที่ถูกตั้งขึ้นมาเพื่อปฏิรูประบบราชการตามแนวคิด “ลดขนาดรัฐเพิ่มประสิทธิภาพ”

ทันทีที่เข้ารับตำแหน่ง มัสก์ เดินหน้า ใช้ AI แทนข้าราชการจำนวนมากลดจำนวนพนักงานภาครัฐ และนำแนวคิดแบบซิลิคอนแวลลีย์มาใช้ในรัฐบาล ทำให้เกิดทั้งเสียงชื่นชมจากฝ่ายอนุรักษ์นิยมและเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากข้าราชการ

หนึ่งในมาตรการที่รุนแรงที่สุดของมัสก์ คือ การรื้อสำนักงานเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศของสหรัฐฯ(USAID) ซึ่งเป็นเครื่องไม้เครื่องมือหลักของวอชิงตัน ในการป้อนเงินสนับสนุนโครงการทางการเมืองต่างๆ ในต่างแดน ภายในเวลาเพียง 2 สัปดาห์ เว็บไซต์ของ USAID ถูกปิด โซเชียลมีเดียถูกลบเจ้าหน้าที่หลายร้อยคนถูกปลด และงบประมาณถูกโอนกลับมาใช้ในประเทศ มัสก์ ประกาศว่า USAID เป็นองค์กรอาชญากรรม ที่ใช้เงินภาษีอเมริกันไปสนับสนุนต่างชาติอย่างไม่จำเป็น และอ้างว่าองค์กรแห่งนี้ให้เงินทุนสนับสนุนการวิจัยอาวุธชีวภาพ

ล่าสุด มัสก์มีถ้อยแถลงในที่ประชุม World Governments Summitในนครดูไบ เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 13 ก.พ. ประกาศว่า รัฐบาลของทรัมป์จะเดินหน้าดำเนินการเพื่อยุติโครงการต่างๆ ที่ส่งเสริมหลักการ “ความหลากหลาย ความเสมอภาค และการอยู่ร่วมกัน(Diversity, Equity, and Inclusion หรือ DEI)” ทั่วโลก เพราะหากยังปล่อยให้เดินหน้าหลักการ DEI ต่อไป และหลักการนี้ถูกนำไปใช้กับเรื่องบ้าๆ ที่เต็มไปด้วยสิ่งจอมปลอมและไม่สะท้อนความเป็นจริง ไปจนถึงเรื่องอื่นๆ อย่างเช่นปัญญาประดิษฐ์ มันก็จะเป็นเรื่องง่ายที่จะนำไปสู่ผลลัพธ์ได้สังคมที่ไม่พึงปรารถนา

เมื่อช่วงกลางเดือนมกราคม มัสก์ อ้างว่า DOGE ช่วยประหยัดเงินให้สหรัฐฯมากกว่าวันละ 1,000 ล้านดอลลาร์ ด้วยการยกเลิกสัญญาต่างๆ กว่า 100 ฉบับที่เกี่ยวข้องกับโครงการ DEI ระงับการจ้างงานผู้คนในตำแหน่งต่างๆ ที่ไม่มีความจำเป็น ยุติให้การปกป้องบุคคลข้ามเพศ และหยุดการจ่ายเงินแก่องค์การต่างชาติที่ไม่เหมาะสม

แม้ว่ามัสก์จะเป็นหนึ่งในบุคคลที่ใกล้ชิดทรัมป์ที่สุด แต่เขากลับ ไม่ต้องรายงานโดยตรงต่อทรัมป์ และมักทำงานร่วมกับที่ปรึกษาระดับสูงของทรัมป์ เช่น สตีเฟน มิลเลอร์ และ รัสเซลโวห์ต มากกว่าทรัมป์เอง แม้ทรัมป์จะให้สัมภาษณ์ว่าสิ่งที่มัสก์ทำจะต้องได้รับการอนุมัติจากเขาก็ตาม แต่ในทางปฏิบัติดูเหมือนว่าอภิมหาเศรษฐีรายนี้ กำลังบริหารงานบางส่วนของรัฐบาลสหรัฐฯ “ตามความพอใจของตนเอง” และไม่มีมาตรการควบคุมใดที่สามารถบังคับใช้กับเขาได้จริงๆ

อิทธิพลของมัสก์ยิ่งเห็นได้ชัดเมื่อ X Æ A-12 (X) ลูกชายวัย 4 ขวบของมัสก์ ปรากฏตัวในห้องทำงานรูปไข่(Oval Office) ของทำเนียบขาว ระหว่างการประชุมระดับสูงกับเจ้าหน้าที่รัฐบาลทำให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างมากเพราะมัสก์สามารถพาลูกชายเข้าไปใน Oval Office ได้อย่างอิสระ เป็นเหตุการณ์ที่แทบไม่เคยเกิดขึ้นกับบุคคลที่ไม่ใช่สมาชิกครอบครัวของประธานาธิบดี จนถูกนำมาเปรียบเทียบกับวัฒนธรรมการเมืองของเผด็จการที่มักนำครอบครัวเข้าสู่เวทีอำนาจเพื่อปูทางในระยะยาว

ความสัมพันธ์ที่แนบแน่นระหว่าง มัสก์ และ ทรัมป์ ยังกำลังก่อให้เกิดความกังวลเกี่ยวกับการผสมผสานระหว่างอำนาจทางธุรกิจและอำนาจทางการเมืองในสหรัฐฯ เพราะการเข้าสู่การเมืองของมัสก์ ทำให้เกิดคำถามเกี่ยวกับขอบเขตอำนาจของภาคเอกชนที่มีต่อการดำเนินนโยบายของรัฐบาล นักวิเคราะห์หลายคนมองว่า มัสก์กำลังพยายามขยายอิทธิพลของตนเข้าสู่การเมืองอย่างเป็นรูปธรรม และอาจมีเป้าหมายทางการเมืองที่สูงขึ้นในอนาคต

เห็นได้จากรายงานชิ้นล่าสุดของดิ อินดีเพนเดนท์ สื่ออังกฤษเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 13 ก.พ. ที่เผยเอกสารกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ เตรียมการจะสั่งซื้อรถหุ้มเกราะจากบริษัทเทสลาของมัสก์ โดยใช้งบปี 2025 สำหรับข้อตกลงมูลค่า 400 ล้านดอลลาร์ ระยะสัญญานาน 5 ปี ถือเป็นดีลมูลค่าสูงสุดของกระทรวงในปีนี้

ดิ อินดีเพนเดนท์ ยังรายงานด้วยว่า บริษัทสเปซเอ็กซ์ ของมัสก์ ยังได้สัญญามูลค่า 39 ล้านดอลลาร์ จากกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯด้วย ในขณะที่เจ้าตัวกำลังพยายามตัดงบทั่วรัฐบาลกลางสหรัฐฯ ผ่าน DOGE นั่นยิ่งเพิ่มการตรวจสอบและความสงสัยถึงเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน

ริชาร์ด เพนเตอร์ อดีตที่ปรึกษาจริยธรรมทำเนียบขาวและศาสตราจารย์ทางกฎหมาย ทวีตบนแพลตฟอร์ม Xว่า “นี่เป็นสิ่งที่คนเหล่านี้เรียกว่า “ประสิทธิภาพ” เช่นนั้นหรือ?” ส่วน ทริสทัน สเนลล์ อัยการที่เคยดำเนินคดีมหาวิทยาลัยทรัมป์ที่อื้อฉาวมาแล้ว วิจารณ์อย่างเดือดดาลว่า “แผนของมัสก์ : ปิดส่วนต่างๆ ของรัฐที่ตรวจสอบเขาอ้างว่าเขากำลังหยุดการใช้เงินของรัฐ…(แท้จริงแล้ว) เอาเงินให้ตัวเองทั้งหมด”

ข้อวิตกของมัสก์เกี่ยวกับเรื่องนี้ที่เริ่มยากจะสลัดหลุด ประกอบกับความสัมพันธ์ระหว่างทรัมป์และมัสก์ที่ดูเหมือนจะแน่นแฟ้น อาจไม่ยั่งยืนในระยะยาว เนื่องจากบุคลิกที่แข็งแกร่งและความต้องการควบคุมของทั้ง 2 ฝ่ายจนอาจนำไปสู่ความขัดแย้งและการแยกทางกันในอนาคต และอาจเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่สุดในประวัติศาสตร์การเมืองอเมริกันยุคใหม่

โดย ดาโน โทนาลี

แหวกฟ้าหาฝัน : Italian Painting in National Museum of Western Art Tokyo 1

แหวกฟ้าหาฝัน : Italian Painting in National Museum of Western Art Tokyo 1

แหวกฟ้าหาฝัน : Italian Painting in National Museum of Western Art Tokyo 1

วันอาทิตย์ ที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 06.00 น.

Mater Dolorosa detail 2 โดย Carlo Dolci 

นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ที่ได้มีโอกาสเยือน National Museum of Western Art ย่อมคาดหวังว่าจะได้ชมผลงานศิลปะของชาติตะวันตก ซึ่งต้องมีผลงานของศิลปินอิตาเลียนยืนหนึ่งอย่างแน่นอน โดยเฉพาะอย่างยิ่งมิวเซียมที่จัดแสดงของสะสมตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 13 เป็นต้นมา ทั้งนี้ เพราะในช่วงเวลานั้นประเทศที่มีศิลปินที่โดดเด่นและก้าวหน้าที่สุดคงไม่มีใครเกินอิตาลี ผลงานส่วนใหญ่ในช่วงเวลานั้นมักเกี่ยวเนื่องกับศาสนจักร เรื่องราวเกี่ยวกับโรมันโบราณ และภาพเหมือน ทั้งนี้ เพราะในช่วงเวลานั้นมีเพียงศาสนจักรกับกษัตริย์ และราชวงศ์เท่านั้นที่มั่งคั่งมากพอที่จะดำริให้มีการสร้างสรรค์งานศิลปะ

ใน National Museum of Western Art มีผลงานของศิลปินชาวอิตาลีอยู่หลายชิ้น อาทิ Portrait of a Lady as Saint Catherine of Alexandria โดย Domenico Puligoศิลปินยุคเรอเนสซองส์ชาวฟลอเรนซ์Catherine of Alexandria เป็นทั้งเจ้าหญิงและนักวิชาการที่เกิดตั้งแต่ต้นคริสต์ศตวรรษที่ 4พระนางได้เปลี่ยนเป็นคริสเตียนตั้งแต่อายุเพียง 14 ปี และมีความสามารถในการประกาศจนทำให้ผู้คนจำนวนมากหันมานับถือศาสนาคริสต์ได้ พระนางได้เข้าไปหาพระจักรพรรดิMaxentius เพื่อขอร้องให้พระองค์หยุดทารุณกรรมประชาชน แต่พระนางกลับถูกจักรพรรดิMaxentius ทารุณกรรมและจับขังคุก ระหว่างที่พระนางอยู่ในคุกยังคงสามารถเทศน์จนทำให้แม้แต่พระราชินีแห่งจักรพรรดิเปลี่ยนเป็นคริสเตียนได้ พระองค์เลยเปลี่ยนแผนขอแต่งงานกับพระนางแทน พระนางปฏิเสธและประกาศว่าสามีของพระนางคือพระเยซู ในที่สุดจักรพรรดิ Maxentius เลยสั่งประหารพระนางโดยการฟันศีรษะ แต่ปรากฏว่าสิ่งที่ไหลออกจากพระศอของพระนางกลายเป็นน้ำนมแทนที่จะเป็นเลือด ความเด็ดเดี่ยวกล้าหาญของพระนางได้รับการถวายพระเกียรติอย่างมากชาวออร์โธดอกซ์เฉลิมฉลองวันพลีชีพของพระนางในวันที่ 24 พฤศจิกายนทุกปี

Lucretia โดย Guido Reni 

Lucretia โดย Guido Reni จิตรกรชาวโบโลญญายุคบาโรกที่ทำงานอยู่ที่โรมและเนเปิล ผลงานส่วนใหญ่ของเขาเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับศาสนจักร และนิยายปรัมปรา ส่วนเรื่องราวของ Lucretia หญิงผู้สูงศักดิ์ของโรมโบราณเชื่อกันว่า การที่ Sextus Tarquinius โอรสองค์หนึ่งของกษัตริย์โรมองค์สุดท้ายข่มขืนเธอสร้างความขมขื่นให้เธอมากจนทำให้เธอตัดสินใจฆ่าตัวตาย การตายของเธอก่อให้เกิดความไม่พอใจอย่างกว้างขวางของชาวโรมจนเกิดการกบฏที่ทำให้ราชวงศ์โรมล่มสลาย เปลี่ยนโรมจากอาณาจักรเป็นสหพันธรัฐโรมในเวลาต่อมา

อย่างไรก็ดี ผลงานที่โดดเด่นและมีพลังที่สุดจากศิลปินชาวอิตาเลียนคงไม่มีชิ้นใดเกิน Mater Dolorosa โดย Carlo Dolci จิตรกรชื่อดังแห่งเมืองฟลอเรนซ์ในคริสต์ศตวรรษที่ 17เขามีชื่อเสียงจากการเขียนภาพที่ใช้สีสดใส และมีรายละเอียดซับซ้อน ตัวละครสำคัญทางศาสนาในอุดมคติของเขาคือ Madonna หรือพระแม่มารีที่มีใบหน้าสวยงามและหวานชื่น ภาพ Mater Dolorosa ของ Dolci ชิ้นนี้แปลว่าพระแม่มารีที่โศกเศร้าอันหมายถึงความโศกาจากชะตากรรมของพระเยซู ผลงาน Madonna ของ Dolci ทุกชิ้นจะสร้างอารมณ์ให้กับผู้ชมเหมือนๆ กัน นั่นคือ สงบ เยือกเย็น จนผลงานธีมนี้ของเขาไม่เพียงเป็นที่ต้องการอย่างมาก ในช่วงเวลานั้น แม้แต่นักท่องเที่ยวที่ได้มีโอกาสชมก็ยังอยากได้ไว้ครอบครองสักชิ้นเลยทีเดียว

Mater Dolorosa detail1 โดย Carlo Dolci 

Mater Dolorosa โดย Carlo Dolci 

Portrait of a Lady as Saint Catherine of Alexandria โดย Domenico Puligo 

Photo of the week : ภาพเด็ดประจำสัปดาห์

Photo of the week : ภาพเด็ดประจำสัปดาห์

Photo of the week : ภาพเด็ดประจำสัปดาห์

วันอาทิตย์ ที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ประมวลแอ๊กชั่นนักกีฬาไทย

เอเชียนเกมส์ ฤดูหนาว ที่เมืองฮาร์บิน

ประมวลภาพของบรรดาทัพนักกีฬาไทยที่เข้าร่วมแข่งขันกีฬารายการต่างๆ เอเชียนเกมส์ ฤดูหนาว ที่เมืองฮาร์บิน มณฑลเฮยหลงเจียง ทางตะวันออกเฉียงเหนือของจีน ซึ่งรวมถึง “ปอล อองรี วิเยอร์ต๊องส์” นักกีฬาทีมชาติไทย ที่สามารถคว้าเหรีญทองแดงในการแข่งขันสกีฟรีสไตล์ ประเภทสโลปสไตล์ชาย มาให้ทัพนักกีฬาไทยได้สำเร็จ

ขอบคุณภาพ จากสำนักข่าวซินหัว

ตะลอนเที่ยว : แบ่งปันกันและกัน ทำให้มีความสุข

ตะลอนเที่ยว : แบ่งปันกันและกัน ทำให้มีความสุข

ตะลอนเที่ยว : แบ่งปันกันและกัน ทำให้มีความสุข

วันอาทิตย์ ที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 06.00 น.

เป็นกิจกรรมประจำทุกๆ เดือนที่คณะของเราผู้อ่านแนวหน้า และผู้ฟังรายการวิทยุ Good Time (FM95.5 MHz.) จะไปร่วมกันเลี้ยงอาหารคนชราและเด็กพิการ โดยสลับกันเดือนละแห่ง เช่น เดือนนี้ไปเลี้ยงอาหารคนชรา เดือนต่อไปก็ไปเลี้ยงอาหารเด็กพิการ โครงการนี้เป็นสิ่งที่คณะของเราทำต่อเนื่องมานานมากกว่า 4-5 ปีแล้ว ทั้งนี้ยังไม่นับโครงการทำหมันให้หมาแมวจรจัด (ร่วมกับคณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย) และโครงการหาบ้านให้หมาแมวจรจัด รวมถึงโครงการไถ่ชีวิตวัวควายจากโรงฆ่าสัตว์แล้วนำไปเลี้ยงดูต่อจนกว่าสัตว์จะถึงอายุขัย (โครงการไถ่ชีวิตวัวควายทำต่อเนื่องมากนานกว่า 16 ปีแล้ว)

คนที่ร่วมทำโครงการเหล่านี้บอกตรงกันว่า ทำแล้วมีความสุข สุขที่เห็นคนชรายิ้มได้ สุขที่ได้เห็นเด็กน้อยมีความสุข และสุขที่เห็นหมาแมว วัวควาย มีชีวิตที่ดีขึ้นกว่าเดิมแต่ที่มากกว่านั้นคือทำให้ได้รับรู้และสัมผัสว่าโลกใบนี้ยังมีความรักให้กันและกันเสมอ เป็นความรักที่ให้กันระหว่างคนกันคน และคนกับสัตว์ แล้วก็ได้สัมผัสด้วยว่าสัตว์ก็มีความรักให้กับคนเช่นกัน

สำหรับการไปเลี้ยงอาหารคนชรานั้น ก่อนจะไปเลี้ยงทุกครั้ง เราจะติดต่อสอบถามไปยังผู้ดูแลสถานสงเคราะห์คนชราที่บ้านบางเขนว่าคนชราต้องการรับประทานอาหารอะไร แล้วเราก็จะทำอาหารนั้นด้วยฝีมือของสมาชิกของเรา (ซึ่งประกอบด้วยคนจากหลากหลายอาชีพ เช่น หมอ พยาบาล ข้าราชการ พนักงานรัฐวิสาหกิจ นักธุรกิจ และกลุ่มผู้สูงอายุที่เป็นสมาชิกของเรา) 

สาเหตุที่เราตัดสินใจทำอาหารเองเพราะว่าเราต้องการให้คนชราได้รับอาหารที่สด สะอาด ถูกหลักอนามัย ไม่มีสารกันบูด ไม่มีเครื่องปรุงอาหารที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ และที่สำคัญยิ่งกว่านั้นคือ เราควบคุมคุณภาพของอาหารได้ทุกขั้นตอน เพราะเราเกรงว่าหากอาหารที่เรานำไปให้คนชรารับประทานแล้ว คนชราเกิดปัญหาภายหลังเมื่อรับประทานเข้าไป เราจะต้องเกิดความไม่สบายใจแล้วที่หนักกว่านั้นคือเกรงว่าคนชราจะมีปัญหาวิกฤตตามมาเนื่องจากเป็นคนที่มีภูมิต้านทานโรคไม่มากเท่าคนหนุ่มสาวที่ยังแข็งแรง

เหล่าบรรดาแม่ครัว และผู้ช่วยทั้งหลายไปรวมตัวกันในโรงครัวของสถานสงเคราะห์ตั้งแต่ช่วงสายๆ ของวันที่เราเลี้ยงอาหารคนชรา ใครมีฝีมือด้านไหน ก็ทำไปตามความถนัด แล้วสุดท้ายก็ได้ของกินที่แสนอร่อย สด สะอาดในครั้งนี้เราทำข้าวขาหมู ไข่พะโล้ และไข่ต้มแบบยางมะตูมพร้อมด้วยเครื่องดื่มเย็นสารพัดชนิด และยังมีขนมแห้ง ผลไม้ นมสดบรรจุกระป๋อง สาหร่ายอบกรอบ และเงินขวัญถุงให้คนชราคนละ 300 บาท แล้วที่สำคัญคือเราเลี้ยงอาหารเจ้าหน้าที่ของสถานสงเคราะห์ พร้อมให้เงินสินน้ำใจเล็กๆ น้อยๆ กับเจ้าหน้าที่ด้วย

รอยยิ้มที่ได้จากการไปร่วมกันเลี้ยงอาหารคนชราและเด็กพิการ คือเครื่องยืนยันว่าโลกเรายังมีรอยยิ้มให้กันเสมอ แม้เราจะไม่ใช่ญาติพี่น้องโดยสายเลือด แต่เราก็เชื่อมั่นเสมอว่าเราคือเพื่อนร่วมสังคม เราพร้อมจะแบ่งปันให้กันเสมอ แม้เราจะไม่ใช่เศรษฐี แต่เรายังบอกกับตัวเองเสมอๆ ว่าเราพร้อมจะแบ่งปันให้กันตามอัตภาพของเรา เพราะเราคือเพื่อนร่วมโลก ร่วมสังคม

หากคุณๆ สนใจร่วมกิจกรรมเพื่อการแบ่งปันให้กับคนและสัตว์ โปรดติดต่อได้ที่ 091-7233615 ครั้งต่อไปพวกเราจะไปเลี้ยงอาหารและบริจาคของให้กับเด็กตาบอดพิการซ้ำซ้อนที่สถานสงเคราะห์รามอินทรา ตามปกติเรามักจะไปร่วมกันบริจาคในวันอาทิตย์ที่ 3 ของเดือน แล้วขอฝากไปถึงผู้ที่มีความสามารถรับหมาแมวไปเลี้ยงดูอุปการะได้ กลุ่มของเราหาบ้านให้หมาแมวจรจัดด้วยนะครับ หมาแมวทุกตัวที่เราหาให้นั้นผ่านการทำหมันและฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าแล้ว ขอเชิญชวนคุณที่มีความพร้อม โปรดร่วมโครงการกับเราครับ

โซไซตี้ : รมว.ศธ.มอบโล่ประกาศเกียรติคุณ ผู้แทนประเทศไทย ชนะโอลิมปิกวิชาการจากอินโดนีเซีย

โซไซตี้ : รมว.ศธ.มอบโล่ประกาศเกียรติคุณ  ผู้แทนประเทศไทย ชนะโอลิมปิกวิชาการจากอินโดนีเซีย

โซไซตี้ : รมว.ศธ.มอบโล่ประกาศเกียรติคุณ ผู้แทนประเทศไทย ชนะโอลิมปิกวิชาการจากอินโดนีเซีย

วันอาทิตย์ ที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 06.00 น.

บริษัท ไมราห์ อินเตอร์ กรุ๊ป จำกัด, โรงเรียนกวดวิชาเอซายน์ หรือ วิทย์ครูป้อม ASCI (ภายใต้การควบคุมของกระทรวงศึกษาธิการ) จัดพิธีมอบรางวัลเพื่อเป็นเกียรติประวัติแก่นักเรียนผู้แทนประเทศไทยที่ได้รับรางวัลชนะเลิศระดับชาติ และระดับนานาชาติรวมทั้งผู้บริหารโรงเรียน ครูผู้สอน โดยมี พล.ต.อ.เพิ่มพูนชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานในพิธีและมอบโล่รางวัล

โครงการ ASMOPSS THAILAND เป็นความร่วมมือระหว่าง โรงเรียนกวดวิชาเอซายน์ (โรงเรียนเอกชนนอกระบบภายใต้การควบคุมของกระทรวงศึกษาธิการ) และ บริษัท ไมราห์ อินเตอร์ กรุ๊ปจำกัด ผู้ได้รับสิทธิ์ให้จัดการแข่งขันเพื่อคัดเลือกนักเรียนผู้แทนประเทศไทยเข้าร่วมการแข่งขันระดับนานาชาติ ภายใต้โครงการ ASMOPSS Thailand เพื่อไปแข่งขันต่อระดับนานาชาติในโครงการAsian Science & Mathematics Olympiad for Primary and Secondary Schools (ASMOPSS)หรือแอสมอพส์ ซึ่งเป็นโครงการแข่งขันวิชาการเพื่อส่งเสริมความเป็นเลิศด้านวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ระดับนานาชาติ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาและมัธยมศึกษา เน้นทักษะการแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ด้วยความรู้ด้านวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์เป็นฐาน ได้ความร่วมมือจาก10 ประเทศ ได้แก่ ประเทศไทย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย เวียดนาม ทาจิกิสถาน กัมพูชา ปากีสถาน ซาอุดีอาระเบีย และเขตปกครองพิเศษฮ่องกง

รมว.ศธ. กล่าวให้โอวาทว่า “นโยบายของกระทรวงศึกษาธิการ เรียนดี มีความสุข มีเป้าหมายการศึกษาเพื่อความเป็นเลิศ และการศึกษาเพื่อความมั่นคงของชีวิต การส่งเสริมให้นักเรียนที่มีศักยภาพด้านวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ มีความเป็นเลิศด้านวิชาการจนสามารถไปเข้าร่วมการแข่งขันและได้รับรางวัลการันตีในระดับนานาชาตินั้น แสดงว่านักเรียนแต่ละคนต้องความมุ่งมั่น ตั้งใจเพียรพยายามในการเรียนรู้ ฝึกฝน และต้องมีความสุขกับสิ่งที่ทำ ขณะเดียวกันได้รับการส่งเสริม สนับสนุนทั้งจากผู้ปกครอง ครูผู้สอนและผู้ที่เกี่ยวข้องทุกภาคส่วนสิ่งที่อยากฝากให้ทุกคนมี นั่นคือ มีความฉลาดรู้ ฉลาดคิด และฉลาดทำ”

พรพัชร แผลงเดช ประธานโครงการ ASMOPSS THAILAND กล่าวเพิ่มเติมว่า “ปี 2567 ที่ผ่านมา โครงการได้จัดการสอบแข่งขันระดับประเทศ และระดับคัดเลือกผู้แทนประเทศด้วยมาตรฐานระดับสากล มีนักเรียนจากทั่วประเทศผ่านการคัดเลือกเพื่อเป็นผู้แทนจากโครงการ ASMOPSS THAILAND เข้าร่วมแข่งขัน ASMOPSS 14 จำนวน 28 คน จากผู้เข้าแข่งขันประเภทบุคคลซึ่งเป็นผู้แทนจากประเทศอื่นๆ ทั้งหมด 136 คน และประเภททีมทั้งหมด 37 ทีม จาก 10 ประเทศ โดยนักเรียนผู้แทนจากประเทศไทยได้รับรางวัลทั้งหมด 36 รางวัล ถือว่าเป็นปีที่ประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก นักเรียนผู้แทนที่เข้าแข่งขันได้รับรางวัลกลับมาให้คนไทยชื่นชมทุกคน ภูมิใจมากๆ นอกจากนี้ บริษัท ไมราห์ อินเตอร์ กรุ๊ปก็ได้รับสิทธิ์และความไว้วางใจในการจัดสอบแข่งขันระดับนานาชาติในปีนี้อีกหลายรายการอีกด้วย

ธนากร แผลงเดช นายกสมาคมผู้บริหารสถานศึกษาเอกชนนอกระบบ กล่าวว่า “เราพร้อมที่จะสนับสนุน ผลักดัน โรงเรียนนอกระบบ ภายใต้การควบคุมของกระทรวงศึกษาธิการทุกประเภททั้งกวดวิชา สอนภาษา ดนตรี กีฬา เสริมทักษะชีวิต บริบาลและโรงเรียนสอนอาชีพต่างๆ เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างเยาวชนของชาติให้มีคุณภาพ ตลอดจนส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตของคนไทยทุกช่วงวัย และพร้อมที่จะเติบโตไปเป็นพลังที่สร้างสรรค์สิ่งดีๆ ให้กับสังคมต่อไป”

มัญชุมาศ บุญชู โกคิง ประธานคณะกรรมการประสานและส่งเสริมการศึกษาเอกชนนอกระบบกรุงเทพมหานคร และ CEO บริษัท ทาเลนท์ ดีเทคทีฟจำกัด กล่าวทิ้งท้ายว่า “นวัตกรรมสมัยนี้สามารถช่วยให้เด็กได้รู้จักตัวตนมากขึ้น Talent Detective เป็นเครื่องมือที่จะทำให้เด็กๆ รู้จักพรสวรรค์ของตัวเองและพัฒนาต่อยอด นอกจากโรงเรียนในระบบแล้วโรงเรียน นอกระบบที่เน้นในเรื่องของการดูแลผู้เรียนให้ได้ใช้พรสวรรค์และดึงความสามารถของตัวเองมาใช้ได้อย่างเต็มที่ ซึ่งจะนำไปสู่อาชีพอย่างมีความสุข”

การแข่งขันวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ ระดับชาติและระดับนานาชาติ ASMOPSS (แอสมอพส์)จัดขึ้นเป็นประจำทุกปี โดยโครงการ ASMOPSS THAILAND เป็นผู้จัดสอบเพื่อคัดเลือกนักเรียนจัดสอบรอบแรก (รอบประเทศ) ในเดือนสิงหาคมส่วนรอบสอง (รอบคัดเลือกผู้แทนประเทศ) ช่วงต้นเดือนตุลาคมจะคัดเลือกนักเรียนที่ผ่านเข้ารอบตามเกณฑ์มาตรฐานระดับนานาชาติของ ASMOPSS เท่านั้น เพื่อคัดเลือกเป็นผู้แทนของประเทศไทยผู้ที่สนใจสามารถติดตามข่าวสารจากโครงการ ASMOPSS THAILAND ได้ที่ Facebook :ASMOPSS THAILAND, Line Official :@asmopss.thailand หรือทาง https://asmopssthailand.com

Science Update : เผยโฉม ‘ต้นแบบหุ่นยนต์’ ใช้สำรวจดาวอังคาร

Science Update : เผยโฉม ‘ต้นแบบหุ่นยนต์’ ใช้สำรวจดาวอังคาร

Science Update : เผยโฉม ‘ต้นแบบหุ่นยนต์’ ใช้สำรวจดาวอังคาร

วันอาทิตย์ ที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ทีมนักวิทยาศาสตร์จากสถาบันเทคโนโลยีฮาร์บิน พัฒนาต้นแบบหุ่นยนต์รุ่นใหม่ที่สามารถทำงานทั้งในอากาศและบนพื้นดิน มีน้ำหนักเพียงราว 300 กรัม ใกล้เคียงกับ
น้ำหนักของแอปเปิล ถูกออกแบบมาเพื่อใช้งานในภารกิจต่างๆ เช่น การสำรวจดาวอังคาร และสามารถเคลื่อนที่ด้วยการกลิ้งไปบนพื้นและทะยานบินข้ามสิ่งกีดขวาง

ทีมวิจัยได้พัฒนาหุ่นยนต์ที่ทำงานทั้งในอากาศและบนพื้นดินหลายรุ่น หุ่นยนต์ประเภทนี้มีระยะเวลาการทำงานนานกว่าอากาศยานไร้คนขับขนาดใกล้เคียงกันถึง 6 เท่า

รายงานเผยว่า หุ่นยนต์เหล่านี้สามารถนำไปใช้ปฏิบัติงานหลายรายการ เช่น การเฝ้าระวัง การตรวจสอบ และการบำรุงรักษา มีรูปร่างหลายแบบ เช่น แบบล้อคู่ และแบบทรงกลม อีกทั้งสามารถปรับใช้งานในภูมิประเทศหลายประเภท และติดตั้งแขนกลเพื่อทำงานขันสกรูหรือการกดปุ่ม

จางลี่เซี่ยน ศาสตราจารย์จากสถาบัน กล่าวว่า ขณะนี้ออกแบบต้นแบบหุ่นยนต์เสร็จสมบูรณ์แล้ว หุ่นยนต์ที่สามารถทำงานทั้งในอากาศและบนพื้นดินจะมีประสิทธิภาพดีขึ้น
ทั้งในแง่การปฏิบัติงานและความทนทาน เมื่อเทียบกับยานบินที่ใช้ในภารกิจดาวอังคารที่มีอยู่ตอนนี้

จางคาดว่า หุ่นยนต์ดังกล่าวยังอาจนำไปใช้ในภารกิจสำรวจสภาพแวดล้อมใต้ดิน อาทิ เหมืองถ่านหิน ระบบท่อส่ง และรถไฟใต้ดินได้อีกด้วย

Health News : กินแบบ FMD ช่วยเสริมภูมิต้านทานเนื้องอก

Health News : กินแบบ FMD ช่วยเสริมภูมิต้านทานเนื้องอก

Health News : กินแบบ FMD ช่วยเสริมภูมิต้านทานเนื้องอก

วันอาทิตย์ ที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 06.00 น.

คณะนักวิจัยจากโรงพยาบาลจงซาน ในเครือมหาวิทยาลัยฟู่ตั้น ในเทศบาลนครเซี่ยงไฮ้ ทางตะวันออกของจีน ได้เปิดเผยกลไกใหม่ที่ทำให้การรับประทานอาหารที่เลียนแบบการอดอาหาร (Fasting-Mimicking Diet – FMD) ช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันต้านเนื้องอก

การรับประทานอาหารที่เลียนแบบการอดอาหารคือการรับประทานอาหารแคลอรีต่ำในระยะสั้น ซึ่งออกแบบมาเพื่อเลียนแบบผลของการอดอาหารโดยยังสามารถรับประทานอาหารในปริมาณจำกัดได้ วิธีนี้มุ่งกระตุ้นการเปลี่ยนแปลงของการเผาผลาญ ส่งเสริมการซ่อมแซมเซลล์ ลดอาการอักเสบ และอาจให้ประโยชน์ต่างๆ เช่น สุขภาพระบบเผาผลาญดีขึ้นและมีอายุยืนขึ้น โดยไม่ต้องอดอาหารเต็มรูปแบบ

คณะนักวิจัยพบการรับประทานอาหารที่เลียนแบบการอดอาหารสามารถเพิ่มจำนวนแบคทีเรียบี.ซูโดลองกัม (B. pseudolongum) ซึ่งกระตุ้นการสร้างเซลล์ความจำซีดี8+ที (CD8+T cells) ส่งผลให้สามารถยับยั้งมะเร็งลำไส้ใหญ่ได้

ผลการศึกษานี้ไม่เพียงยืนยันว่า การรับประทานอาหารที่เลียนแบบการอดอาหารมีผลต้านเนื้องอกผ่านการปรับเปลี่ยนจุลินทรีย์ในลำไส้อย่างมีนัยสำคัญ แต่ยังแสดงกลไกใหม่ที่การเผาผลาญจุลินทรีย์ควบคุมการทำงานของเซลล์ภูมิคุ้มกัน และยังเป็นรากฐานทางทฤษฎีสำหรับการประยุกต์ใช้การรับประทานอาหารที่เลียนแบบการอดอาหารในการรักษามะเร็งลำไส้ใหญ่ มอบข้อมูลเชิงลึกแก่การช่วยเหลือดูแลด้านโภชนาการในช่วงก่อนและหลังการผ่าตัดสำหรับผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่ ซึ่งเป็นเนื้องอกร้ายที่มีความชุกสูงทั่วโลกที่ยังคงเพิ่มขึ้นในจีน จำนวนผู้ป่วยในประเทศคิดเป็น 1 ใน 3 ของทั้งหมดทั่วโลก ปัจจัยเสี่ยงสำคัญคือพฤติกรรมการรับประทานอาหารที่ไม่เหมาะสม

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘วันตรษจีน’ภูมิพิธีสังเวยพระป้ายของแผ่นดิน

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘วันตรษจีน’ภูมิพิธีสังเวยพระป้ายของแผ่นดิน

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘วันตรษจีน’ภูมิพิธีสังเวยพระป้ายของแผ่นดิน

วันอาทิตย์ ที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 06.00 น.

พระราชพิธีสังเวยพระป้าย

วันตรุษจีน เป็นวันสำคัญของชาวจีนที่มีมาตั้งแต่โบราณกว่า 4,000 ปีที่แล้ว ในอดีตถูกเรียกว่า “วันชุงเจ๋” หมายถึง เทศกาลฤดูใบไม้ผลิจัดขึ้นเพื่อฉลองเทศกาลฤดูใบไม้ผลิ เนื่องจากช่วงเวลาก่อนหน้านั้น บ้านเมืองถูกปกคลุมไปด้วยหิมะในช่วงฤดูหนาว จึงไม่สามารถทำการเกษตรได้ เมื่อเข้าสู่ฤดูใบไม้ผลิ ที่สามารถกลับมาเพาะปลูกพืชผักได้ตามปกติ ชาวจีนจึงกำหนดให้วันแรกของฤดูใบไม้ผลิของแต่ละปี ให้เป็นวันสำคัญเรียกว่า“วันตรุษจีน” ตามประเพณีเทศกาลตรุษจีนจะถือเอาคืนวันที่ 30 เดือน 12 ในปฏิทินจันทรคติของจีนเป็นวันส่งท้ายปีเก่า ส่วนวันที่ 1 เดือน 1 คือวันชิวอิก หรือวันขึ้นปีใหม่ หมายถึง วันแรกของฤดูใบไม้ผลิ โดยปกติผู้คนจะเตรียมงานฉลองก่อนหนึ่งเดือน บ้านเรือนนั้นถูกทำความสะอาดตั้งแต่บนลงล่างของบ้าน บริเวณหน้าต่างจะตกแต่งด้วยกระดาษสีแดงที่มีคำอวยพร เช่น อยู่ดีมีสุข, ร่ำรวย, เงินทองไหลมาเทมา 3 วันสำคัญในเทศกาลตรุษจีน ตามธรรมเนียมโบราณนั้นมักจะมีการเฉลิมฉลองกันนานกว่า 15 วัน แต่มีอยู่ 3 วันที่ถือเป็นหลักปฏิบัติกันมาโดยตลอด นั่นคือ…วันจ่าย :เป็นวันที่ผู้มีเชื้อสายจีนออกไปหาซื้ออาหารผลไม้ รวมทั้งเครื่องเซ่นไหว้ เพื่อเตรียมสำหรับพิธีการไหว้เทพเจ้าและบรรพบุรุษ โดยปกติจะตรงกับวันก่อนสิ้นปี ซึ่งเป็นเทศกาลในวันขึ้นปีใหม่ตามปกติ

ของเซ่นไหว้ตรุษจีนทั่วไป

แต่พระราชพิธีสังเวยพระป้ายเนื่องในเทศกาลตรุษจีนนั้น ซึ่งทุกปีเป็นพิธีเฉพาะราชสำนักที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงจุดเทียนทอง เทียนเงิน ธูป ที่โต๊ะเครื่องสังเวย ทรงจุดธูปหางแล้วทรงปักที่เครื่องสังเวย สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ทรงจุดธูปหางแล้วทรงปักที่เครื่องสังเวย ทั้งสองพระองค์ทรงจุดธูปเทียนเครื่องทองน้อยถวายสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ทรงกราบ เสร็จแล้ว ทรงเผากระดาษเงินกระดาษทอง สมควรแก่เวลา จึงเสด็จขึ้นพระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต ประกอบพระราชพิธีสังเวยพระป้าย ซึ่งเป็นพระราชพิธีที่จัดขึ้นครั้งแรกในสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระสยามเทวมหามกุฏวิทยมหาราช ซึ่งทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้จัดสร้างพระป้ายพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว และทรงประกอบพระราชพิธีสังเวยพระป้ายเนื่องในเทศกาลตรุษจีน ต่อมาในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้จัดสร้างพระป้ายพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระสยามเทวมหามกุฏวิทยมหาราช ประดิษฐาน ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม ให้จัดสร้างพระป้ายพระปรมาภิไธยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระสยามเทวมหามกุฏวิทยมหาราช กับพระนาม สมเด็จพระเทพศิรินทราบรมราชินี ประดิษฐานณ พระที่นั่งเวหาศน์จำรูญ พระราชวังบางปะอิน อำเภอบางปะอิน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ต่อมาสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้จัดสร้างพระป้ายพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ประดิษฐานณ พระที่นั่งเวหาศน์จำรูญ พระราชวังบางปะอิน เพื่อประกอบพิธีสังเวยพระป้าย เนื่องในเทศกาลตรุษจีน

ตรุษจีนนครสวรรค์

ทั้งนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ทรงประกอบพระราชพิธีสังเวยพระป้าย เนื่องในเทศกาลตรุษจีน เพื่อทรงแสดงออกถึงความกตัญญูกตเวทีต่อสมเด็จพระบรมราชบุพการีที่ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณต่อประเทศชาติซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงยึดถือและทรงปฏิบัติมาโดยตลอดอย่างสม่ำเสมอ โดยทรงประกอบพระราชพิธีสังเวยพระป้าย ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ผู้แทนพระองค์ไปในการสังเวยพระป้ายเนื่องในเทศกาลตรุษจีนณ พระที่นั่งเวหาศน์จำรูญ พระราชวังบางปะอินอำเภอบางปะอิน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เป็นประจำทุกปี…เป็นพระราชพิธีแสดงกตัญญูกตเวทีต่อสมเด็จพระบรมราชบุพการีที่ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณต่อแผ่นดิน

สังเวยพระป้ายพระราชวังสวนอัมพร

สังเวยพระป้ายพระราชวังสวนอัมพร

พระป้ายรัชกาลที่ 4

พระป้ายรัชกาลที่ 4

พระป้าย พระราชวังบางปะอิน

พระป้าย พระราชวังบางปะอิน

พระป้าย

พระป้าย

ผู้แทนพระองค์

ผู้แทนพระองค์

วันไหว้ วันเที่ยวตรุษจีน

วันไหว้ วันเที่ยวตรุษจีน

พระที่นั่งเวหาศน์จำรูญ

พระที่นั่งเวหาศน์จำรูญ

EGCO Group ชวนน้อง ม.ปลาย ตามหา ‘ความหลากหลาย’ ในดอยอินทนนท์ กับ ‘ค่ายเยาวชนเอ็กโกไทยรักษ์ป่า’ รุ่นที่ 60

EGCO Group ชวนน้อง ม.ปลาย ตามหา ‘ความหลากหลาย’  ในดอยอินทนนท์ กับ ‘ค่ายเยาวชนเอ็กโกไทยรักษ์ป่า’ รุ่นที่ 60

EGCO Group ชวนน้อง ม.ปลาย ตามหา ‘ความหลากหลาย’ ในดอยอินทนนท์ กับ ‘ค่ายเยาวชนเอ็กโกไทยรักษ์ป่า’ รุ่นที่ 60

วันอาทิตย์ ที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 06.00 น.

บริษัท ผลิตไฟฟ้า จำกัด (มหาชน) หรือ EGCO Group ร่วมกับมูลนิธิไทยรักษ์ป่าองค์กรสาธารณกุศลซึ่งก่อตั้งและสนับสนุนการดำเนินงานโดย EGCO Group และอุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ ชวนเยาวชนระดับมัธยมศึกษาตอนปลายหรือเทียบเท่า จากทุกภูมิภาคทั่วประเทศ มาร่วมเดินทางไปสำรวจและสัมผัสความเชื่อมโยงของสิ่งมีชีวิตและความหลากหลายทางชีวภาพในผืนป่าต้นน้ำ กับ “ค่ายเยาวชนเอ็กโกไทยรักษ์ป่า รุ่นที่ 60”ภายใต้แนวคิด ตามหา “ความหลากหลายในดอยอินทนนท์” เพื่อส่งเสริมให้เห็นคุณค่าและสร้างแรงบันดาลใจในการอนุรักษ์และอยู่ร่วมกับธรรมชาติอย่างยั่งยืน ระหว่างวันที่ 22-28 มีนาคม 2568 ณ อุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ จ.เชียงใหม่ เยาวชนสายกรีนที่สนใจ สามารถส่งผลงานเป็น “เรียงความ” หรือ “คลิปวีดีโอสั้น” เพื่อสมัครร่วมค่าย ตั้งแต่วันนี้-31 มีนาคม 2568

ดร.จิราพร ศิริคำ กรรมการผู้จัดการใหญ่ EGCO Group เปิดเผยว่า “ด้วยความเชื่อที่ว่า “ต้นทางดีจะก่อกำเนิดผลลัพธ์ปลายทางที่ดี”EGCO Group จึงให้ความสำคัญกับการปลูกจิตสำนึกการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในใจ “เยาวชน” ซึ่งเป็นวัยต้นทางแห่งการเรียนรู้และเป็นอนาคตของชาติผ่านการจัดโครงการค่ายเยาวชนเอ็กโกไทยรักษ์ป่าต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2540 รวมระยะเวลากว่า 27 ปีสร้างเครือข่ายเยาวชนรักษ์ป่าไปแล้ว 59 รุ่น จำนวนกว่า 3,500 คน ในปี 2568 บริษัทได้จัดค่ายเยาวชนฯ เป็นรุ่นที่ 60 เพื่อเปิดโอกาสให้เยาวชนได้รู้จักและเข้าใจคุณค่าของป่าต้นน้ำ ซึ่งเป็นต้นกำเนิดของชีวิตและพลังงาน ที่เชื่อมโยงกับความหลากหลายทางชีวภาพและการดำรงชีวิตโดยการนำเยาวชนไปสัมผัสประสบการณ์ตรงในห้องเรียนธรรมชาติ ณ ป่าต้นน้ำดอยอินทนนท์ซึ่งเป็นระบบนิเวศป่าต้นน้ำที่มีความอุดมสมบูรณ์เป็นบ้านของสัตว์ป่าและพืชพรรณที่มีความเชื่อมโยงกัน อันจะนำไปสู่การเกิดจิตสำนึกในการอนุรักษ์ธรรมชาติและความหลากหลายทางชีวภาพอย่างยั่งยืน”

กิจกรรมที่น่าสนใจของ “ค่ายเยาวชนเอ็กโกไทยรักษ์ป่า รุ่นที่ 60” คือ การนำเยาวชนที่ผ่านการคัดเลือกจากทั่วประเทศ จำนวน 70 คนนั่งรถไฟจากกรุงเทพฯ ไปพักกางเต็นท์และใช้ชีวิตแบบชาวค่ายที่อุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์จ.เชียงใหม่ เป็นเวลา 7 วัน 6 คืน เพื่อตามหาและเรียนรู้ความหลากหลายทางชีวภาพในป่าต้นน้ำดอยอินทนนท์ โดยเยาวชนจะได้เดินในเส้นทางศึกษาธรรมชาติกิ่วแม่ปานที่มีความหลากหลายด้านภูมิประเทศและพืชพรรณพร้อมสำรวจระบบนิเวศป่าพุน้ำจืดที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวในเส้นทางศึกษาธรรมชาติอ่างกา และเส้นทางศึกษาธรรมชาติยอดดอย เรียนรู้ระบบนิเวศในห้องเรียนธรรมชาติ ป่า 6 คนโอบ ตลอดจนได้รับมิตรภาพจากเพื่อนใหม่ทั่วประเทศ โดย EGCOGroup จะเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายตลอดกิจกรรม

เยาวชนระดับมัธยมศึกษาตอนปลายหรือเทียบเท่าที่สนใจ สามารถสมัครได้แล้วตั้งแต่วันนี้ ถึงวันที่ 1 มีนาคม 2568 ภายในเวลา 12.00 น.ผ่าน 2 วิธีการ ได้แก่ การส่ง “เรียงความเขียนด้วยลายมือ” 1 หน้ากระดาษ A4 หรือการบันทึก“คลิปวีดีโอสั้น” ไม่เกิน 2 นาที ในหัวข้อ “เราจะมีส่วนช่วยรักษาความหลากหลายของดอยอินทนนท์ได้อย่างไร” โดยกรอกใบสมัครได้ที่ https://forms.gle/Fa5A3x9aMAeTMtR96 ทั้งนี้ สามารถสอบถามรายละเอียดของค่ายเยาวชนเอ็กโกไทยรักษ์ป่าเพิ่มเติมทางเฟซบุ๊ก “มูลนิธิไทยรักษ์ป่า” https://www.facebook.com/thairakpaofficial โดย EGCO Groupจะประกาศรายชื่อผู้ผ่านการคัดเลือกทั้ง 70 คน ในวันที่ 8 มีนาคม 2568 ทางเฟซบุ๊ก “มูลนิธิไทยรักษ์ป่า”