รัฐบาลสหรัฐฯ เตรียมสืบสวน “ดิสนีย์” ฐานใช้นโยบาย DEI

รัฐบาลสหรัฐฯ เตรียมสืบสวน “ดิสนีย์” ฐานใช้นโยบาย DEI

30 มี.ค. 2568 06:51 น.

รัฐบาลสหรัฐฯ เตรียมสืบสวน “ดิสนีย์” ฐานใช้นโยบาย DEI

คณะกรรมการกำกับดูแลโทรทัศน์ของสหรัฐฯ เตรียมเปิดกการสืบสวนบริษัท ดิสนีย์ เรื่องการนโยบาย DEI ว่าพวกเขาได้หยุดใช้ตามคำสั่งของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ จริงหรือไม่

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า นายเบรนเดน คาร์ คณะกรรมการการสื่อสารกลาง (FCC) ของสหรัฐฯ ส่งจดหมายไปยังบริษัท ดิสนีย์ และฝ่ายสื่อในสังกัดอย่าง สำนักข่าว เอบีซี นิวส์ เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา เพื่อแจ้งว่า พวกเขาจะเปิดการสืบสวนเรื่องการบังคับใช้นโยบาย “ความหลากหลาย, ความเท่าเทียม และการมีส่วนร่วม” หรือ “DEI” ของดิสนีย์

จดหมายดังกล่าวซึ่งจ่าหน้าถึงนาย โรเบิร์ต ไอเกอร์ ซีอีโอของดิสนีย์ ระบุว่า การสืบสวนดังกล่าวเกิดขึ้นเนื่องจากมีความกังวลว่า ดิสนีย์กำลังส่งเสริมนโยบาย DEI ในแบบที่ไม่เป็นไปตามข้อกำหนดของรัฐบาลสหรัฐฯ ภายในการนำของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์

นายคาร์ระบุในจดหมายด้วยว่า เขาต้องการทำให้แน่ใจว่า บริษัทสื่อรายนี้จะยุตินโยบายกีดกันใดๆ โดยรากฐาน มิใช่ทำแต่ในนาม และเขาต้องการหาข้อสรุปว่า การกระทำของดิสนีย์ ไม่ว่าจะที่ยังดำเนินอยู่หรือยุติไปเมื่อไม่นานมานี้ เป็นไปตามข้อกำหนดของ FCC ตลอดเวลาหรือไม่

ด้านโฆษกของดิสนีย์ระบุว่า ทางบริษัทกำลังทบทวนจดหมายที่ได้รับจาก FCC และพวกเขารอที่จะพบกับคณะกรรมการฯ เพื่อที่จะได้ตอบคำถามต่างๆ ที่ FCC สงสัย

ทั้งนี้ การสืบสวนดิสนีย์ของ FCC ยังเกิดขึ้นหลังจากรัฐบาลทรัมป์ มีความพยายามปราบปรามการบังคับใช้นโยบาย DEI เป็นวงกว้าง พวกเขาประกาศการสืบสวนการใช้นโยบาย DEI ในบริษัทโทรคมนาคม “เวอไรซอน” (Verizon) กับบริษัทกระจายเสียงวิทยุโทรทัศน์ “คอมแคสต์” (Comcast) เมื่อไม่นานมานี้ และผลกระทบก็กำลังกระจายไปไกลกว่าในสหรัฐฯ

เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา บริษัทสัญชาติฝรั่งเศสหลายแห่งที่ทำสัญญากับรัฐบาลสหรัฐฯ ได้รับจดหมายจากสถานทูตอเมริกันในฝรั่งเศส เพื่อขอให้บริษัทเหล่านี้ ลงนามและปฏิบัติตามคำสั่งแบบนโยบาย DEI ของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ร้านข้าวหน้าเนื้อชื่อดังญี่ปุ่น จ่อปิด 2,000 สาขา แก้ปัญหา หนู-แมลง ปนเปื้อน

ร้านข้าวหน้าเนื้อชื่อดังญี่ปุ่น จ่อปิด 2,000 สาขา แก้ปัญหา หนู-แมลง ปนเปื้อน

30 มี.ค. 2568 06:24 น.

ร้านข้าวหน้าเนื้อชื่อดังญี่ปุ่น จ่อปิด 2,000 สาขา แก้ปัญหา หนู-แมลง ปนเปื้อน

สุคิยะ ร้านข้าวหน้าเนื้อชื่อดังของญี่ปุ่น ประกาศปิดร้านเกือบ 2,000 สาขาในญี่ปุ่นชั่วคราว เพื่อแก้ปัญหาหลังเกิดกรณีพบซากหนู และแมลงในอาหาร

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า “สุคิยะ” เชนร้านข้าวหน้าเนื้อรายใหญ่ที่สุดของญี่ปุ่น เตรียมปิดร้านเกือบทุกสาขาจากที่มีอยู่ทั้งหมดราว 2,000 สาขาทั่วประเทศญี่ปุ่น เป็นเวลา 4 วันนับตั้งแต่ 31 มี.ค. 2568 นี้ เพื่อแก้ปัญหาหลังเกิดกรณี ลูกค้าพบซากหนูในถ้วยซุปมิโซะ และพบแมลงในถ้วยอาหารอีกมื้อหนึ่ง

เมื่อสัปดาห์ก่อน ร้านสุคิยะ ซึ่งเป็นเจ้าของโดยบริษัท “เซ็นโช โฮลดิง” ต้องออกมาขอโทษลูกค้า เนื่องจากซุปมิโซะที่พวกเขาเสิร์ฟที่ร้านสาขาหนึ่งในพื้นที่ทางตะวันตกของญี่ปุ่นเมื่อเดือนมกราคม มีซากหนูตายอยู่ในนั้น และเหตุการณ์นี้ทำให้หุ้นของบริษัท เซ็นโช ลดลงมากสุดถึง 7% หลังตลาดเปิด

ในแถลงการณ์ที่ออกมาเมื่อวันเสาร์ที่ 29 มี.ค. สุคิยะยอมรับว่า เกิดกรณีอาหารปนเปื้อนเป็นครั้งที่ 2 เมื่อวันศุกร์ (28 มี.ค.) ที่ร้านสาขาหนึ่งในกรุงโตเกียว โดยพบว่าร้านเสิร์ฟอาหารที่มีซากแมลงอยู่ในนั้นให้ลูกค้า

เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้ สุคิยะ ตัดสินใจปิดร้านเกือบทุกสาขา ยกเว้นบางสาขาที่อยู่ในศูนย์การค้า ตั้งแต่วันที่ 31 มี.ค. จนถึง 4 เม.ย. เป็นต้นไป เพื่อใช้มาตรการต่างๆ แก้ปัญหาอาหารปนเปื้อน

“เราจริงจังกับข้อเท็จจริงที่ว่ามีเหตุการณ์นี้เกิดขึ้น” สุคิยะระบุในแถลงการณ์ “เราขอโทษอย่างยิ่งต่อลูกค้าของเรา”

ทั้งนี้ สุคิยะมีสาขาในญี่ปุ่นทั้งหมด 1,965 สาขา นับจนถึงสิ้นปี 2567 และมีอีกราว 650 สาขาในต่างประเทศ ทั้งในจีน หลายประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และลาตินอเมริกา ซึ่งไม่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์นี้

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

กองกำลัง NUG ลั่นหยุดยิง 2 สัปดาห์ เปิดทางช่วยเหยื่อแผ่นดินไหวพม่า

กองกำลัง NUG ลั่นหยุดยิง 2 สัปดาห์ เปิดทางช่วยเหยื่อแผ่นดินไหวพม่า

30 มี.ค. 2568 02:35 น.

กองกำลัง NUG ลั่นหยุดยิง 2 สัปดาห์ เปิดทางช่วยเหยื่อแผ่นดินไหวพม่า

กลุ่ม NUG ประกาศหยุดยิง 2 สัปดาห์ เปิดทางส่งความช่วยเหลือเหยื่อแผ่นดินไหว ท่ามกลางรายงานข่าวว่า กองทัพเมียนมายังคงดำเนินการโจมตีทางอากาศในพื้นที่ฝ่ายต่อต้าน

เมื่อวันเสาร์ที่ 29 มี.ค. 2568 ฝ่ายติดอาวุธของรัฐบาลสหภาพแห่งชาติเมียนมา (NUG) ซึ่งก่อตั้งโดยกลุ่มสมาชิกสภาที่ถูกรัฐบาลทหารยึดอำนาจเมื่อปี 2564 ออกมาประกาศว่า พวกเขาจะบังคับใช้มาตรการหยุดยิงนาน 2 สัปดาห์ เพื่อให้ความช่วยเหลือถูกส่งถึงพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากแผ่นดินไหวใหญ่เมื่อวันศุกร์มากที่สุด

ประกาศของกลุ่ม NUG เกิดขึ้นในขณะที่มีรายงานว่า กองทัพรัฐบาลเมียนมายังคงดำเนินการโจมตีทางอากาศที่ตำบล Naungcho ในรัฐฉาน เมื่อเวลา 15.30 น. ของวันศุกร์ที่ 28 มี.ค. 2568 หรือไม่ถึง 3 ชั่วโมงหลังเกิดแผ่นดินไหวระดับ 7.7 แมกนิจูด ซึ่งส่งแรงสั่นสะเทือนไปทั่วทั้งภูมิภาค

ด้านกองกำลังป้องกันของประชาชน (PDF) กลุ่มติดอาวุธต่อต้านรัฐบาลทหารเมียนมา ประกาศว่า พวกเขาจะทำงานร่วมกับองค์การสหประชาชาติและองค์กรความช่วยเหลือระหว่างประเทศ “ภายในพื้นที่ที่อยู่ภายใต้การควบคุมของ PDF” เพื่อรับประกันความปลอดภัยในการขนส่ง และจัดตั้งค่ายกู้ภัยและการแพทย์ชั่วคราว

สหประชาชาติ (UN) ออกมาโจมตีรัฐบาลทหารเมียนมา ที่ยังคงดำเนินการโจมตีทางอากาศท่ามกลางภาวะวิกฤตเช่นนี้ โดยระบุว่าเป็นเรื่องที่ “อุกอาจและไม่อาจยอมรับได้อย่างสิ้นเชิง” พร้อมทั้งเรียกร้องให้กองทัพเมียนมา หยุดปฏิบัติการทางทหารทั้งหมด และเตือนเรื่องกองทัพมักจะขัดขวางการส่งความช่วยเหลือเข้าไปในดินแดนที่ฝ่ายต่อต้านควบคุมด้วย

ทั้งนี้ เมื่อวันศุกร์ที่ 28 มี.ค. เกิดแผ่นดินไหวระดับ 7.7 แมกนิจูด ในพื้นที่ทางตะวันตกเฉียงเหนือของภาคสะกาย ในเวลาประมาณ 12.50 น. จุดศูนย์กลางอยู่ที่ความลึกเพียง 10 กม. และไม่กี่นาทีต่อมาก็เกิดอาฟเตอร์ช็อกขนาด 6.7 แมกนิจูด และอาฟเตอร์ช็อกขนาดเล็กกว่าตามมาอีกนับร้อยครั้ง

จำนวนผู้เสียชีวิตล่าสุดเพิ่มขึ้นเป็นอย่างน้อย 1,644 ศพ มีผู้บาดเจ็บอีก 3,408 คน และสูญหายอีก 139 ราย โดยที่ภาคมัณฑะเลย์เป็นหนึ่งในจุดที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดในเมียนมา มีอาคารบ้านเรือนมากกว่า 1,591 หลังได้รับความเสียหาย

สำนักงานเพื่อการประสานงานด้านมนุษยธรรมแห่งสหประชาชาติ (UNOCHA) ยืนยันว่า การประสานความช่วยเหลือในเมียนมาได้เริ่มขึ้นแล้ว โดย UN กำลังรวบรวมการสนับสนุนด้านมนุษยธรรมสำหรับพื้นที่ประสบภัย โดยมีการจัดสรรทุนสนับสนุนจำนวน 5 ล้านดอลลาร์ เพื่อช่วยเหลือในการช่วยชีวิตในเมียนมาแล้ว

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

พม่าระทึกอีก ทางการเตือนอาจเกิดแผ่นดินไหวซ้ำในมัณฑะเลย์

พม่าระทึกอีก ทางการเตือนอาจเกิดแผ่นดินไหวซ้ำในมัณฑะเลย์

30 มี.ค. 2568 01:22 น.

พม่าระทึกอีก ทางการเตือนอาจเกิดแผ่นดินไหวซ้ำในมัณฑะเลย์

ทางการเมียนมาแจ้งเตือนผู้อยู่อาศัยในบางพื้นที่ของภาคมัณฑะเลย์ว่าอาจเกิดแผ่นดินไหวขึ้นอีกตั้งแต่ช่วงเที่ยงคืนไปจนถึงเช้าวันอาทิตย์นี้

เมื่อคืนวันเสาร์ที่ 29 มี.ค. 2568 รัฐบาลเมียนมาแจ้งเตือนประชาชนในเมืองอมรปุระ (Amarapura) ภายในภาคมัณฑะเลย์ว่ามีความเป็นไปได้ที่จะเกิดแผ่นดินไหวขึ้นอีกระหว่างเวลา 0.00 น. วันอาทิตย์ที่ 30 มี.ค. 2568 จนถึง 8.00 น. วันเดียวกันตามเวลาท้องถิ่น

ประกาศของทางการเมียนมาทำให้ชาวเมืองอมรปุระต้องออกมานอนตามท้องถนนอีกครั้ง ขณะที่ชาวบ้านคนหนึ่งบอกกับสำนักข่าวบีบีซีว่า เจ้าหน้าที่ออกคำเตือนหลังจากเกิดอาฟเตอร์ช็อกในเวลาประมาณ 23.20 น. วันเสาร์ที่ 29 มี.ค. ตามเวลาท้องถิ่น

เมื่อวันศุกร์ที่ 28 มี.ค. เกิดแผ่นดินไหวระดับ 7.7 แมกนิจูด ในพื้นที่ทางตะวันตกเฉียงเหนือของภาคสะกาย ในเวลาประมาณ 12.50 น. จุดศูนย์กลางอยู่ที่ความลึกเพียง 10 กม. และไม่กี่นาทีต่อมาก็เกิดอาฟเตอร์ช็อกขนาด 6.7 แมกนิจูด และอาฟเตอร์ช็อกขนาดเล็กกว่าตามมาอีกนับร้อยครั้ง

จำนวนผู้เสียชีวิตล่าสุดเพิ่มขึ้นเป็นอย่างน้อย 1,644 ศพ มีผู้บาดเจ็บอีก 3,408 คน และสูญหายอีก 139 ราย โดยที่ภาคมัณฑะเลย์เป็นหนึ่งในจุดที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดในเมียนมา มีอาคารบ้านเรือนมากกว่า 1,591 หลังได้รับความเสียหาย

เจ้าหน้าที่พยายามเร่งให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัย แต่สถานการณ์ความไม่สงบในประเทศทำให้เมียนมาขาดแคลนอุปกรณ์ จนหน่วยกู้ภัยในหลายพื้นที่ต้องขุดค้นซากความเสียหายด้วยแรงมือ

อย่างไรก็ตาม ทีมกู้ภัยของเมียนมายังคงไม่หมดหวังในการค้นหาผู้รอดชีวิต โดยในคืนวันเสาร์พวกเขาสามารถช่วยเหลือหญิงวัย 30 ปี ออกมาจากใต้ซากอพาร์ตเมนต์ในเมืองมัณฑะเลย์ได้สำเร็จ หลังจากเธอติดอยู่ใต้นั้นนานกว่า 30 ชั่วโมง ขณะที่คาดกันว่ามีผู้ประสบภัยติดอยู่ใต้ซากตึกหลังนี้อีกกว่า 90 คน

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

พม่าเฮ ช่วยหญิงจากซากอาคารในเมืองมัณฑะเลย์ หลังติดอยู่ 30 ชั่วโมง

พม่าเฮ ช่วยหญิงจากซากอาคารในเมืองมัณฑะเลย์ หลังติดอยู่ 30 ชั่วโมง

29 มี.ค. 2568 23:00 น.

พม่าเฮ ช่วยหญิงจากซากอาคารในเมืองมัณฑะเลย์ หลังติดอยู่ 30 ชั่วโมง

ทีมกู้ภัยเมียนมา ช่วยเหลือหญิงคนหนึ่งออกจากใต้ซากอพาร์ตเมนต์ในเมืองมัณฑะเลย์ได้สำเร็จ หลังจากเธอติดอยู่นานกว่า 30 ชั่วโมง

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เจ้าหน้าที่กู้ภัยในประเทศเมียนมา ช่วยเหลือหญิงวัย 30 ปีคนหนึ่งออกมาจากใต้ซากตึกอพาร์ตเมนต์ในเมืองมัณฑะเลย์ ซึ่งพังถล่มลงมาหลังเกิดแผ่นดินไหวรุนแรงเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมาได้สำเร็จ หลังจากเธอติดอยู่นานกว่า 30 ชั่วโมง ท่ามกลางความดีใจของครอบครัว

ตึกอพาร์ตเมนต์ดังกล่าวเป็นตึกเดียวกับที่มีรายงานก่อนหน้านี้ว่า อาจมีผู้ประสบภัยติดอยู่มากกว่า 90 คน โดยหลังจากหญิงรายนี้ได้รับความช่วยเหลือออกมา เธอก็ถูกนำตัวขึ้นเปล และได้สวมกอดกับผู้เป็นสามี ก่อนที่เธอจะถูกนำตัวส่งโรงพยาบาล

ผู้เป็นสามีบอกกับสำนักข่าวเอเอฟพีว่า ตอนแรกเขาไม่คิดว่าภรรยาจะยังมีชีวิตอยู่ และเขามีความสุขมากที่ได้ยินข่าวว่าเธอรอดชีวิต

ทั้งนี้ เมื่อวันศุกร์ที่ 28 มี.ค. เกิดแผ่นดินไหวระดับ 7.7 แมกนิจูด ในพื้นที่ทางตะวันตกเฉียงเหนือของภาคสะกาย ในเวลาประมาณ 12.50 น. จุดศูนย์กลางอยู่ที่ความลึกเพียง 10 กม. และไม่กี่นาทีต่อมาก็เกิดอาฟเตอร์ช็อกขนาด 6.7 แมกนิจูด และอาฟเตอร์ช็อกขนาดเล็กกว่าตามมาอีกหลายร้อยครั้ง แรงสั่นสะเทือนจากแผ่นดินไหวหลักกระจายไปทั่วภูมิภาค

จำนวนผู้เสียชีวิตล่าสุดเพิ่มขึ้นเป็นอย่างน้อย 1,644 ศพ มีผู้บาดเจ็บอีก 3,408 คน และสูญหายอีก 139 ราย โดยที่ภาคมัณฑะเลย์เป็นหนึ่งในจุดที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดในเมียนมา มีอาคารบ้านเรือนมากกว่า 1,591 หลังได้รับความเสียหาย

ขณะเดียวกัน ที่เมืองจ๊าวสี่ (Kyaukse) ซึ่งอยู่ในภาคมัณฑะเลย์ มีโรงเรียนพังถล่มเพราะแผ่นดินไหว เบื้องต้นเจ้าหน้าที่พบร่างนักเรียนแล้ว 12 ศพ และพบร่างครูอีก 1 คนเมื่อช่วงเช้าวันเสาร์ โดยมีรายงานที่ยังไม่ได้รับการยืนยันว่า นักเรียน 50 คนกับครูอีก 6 คนของโรงเรียนแห่งนี้หายตัวไปหลังตึกถล่ม

เจ้าหน้าที่พยายามเร่งให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัย แต่สถานการณ์ความไม่สงบในประเทศทำให้เมียนมาขาดแคลนอุปกรณ์ จนหน่วยกู้ภัยในหลายพื้นที่ต้องขุดค้นซากความเสียหายด้วยแรงมือ

นอกจากนั้นยังมีรายงานด้วยว่า เมืองมัณฑะเลย์กับนครย่างกุ้งประสบปัญหาไฟดับและสัญญาณโทรศัพท์มือถือล่ม หลังเกิดแผ่นดินไหว โดยคาดว่าการฟื้นฟูระบบไฟฟ้าในเมืองมัณฑะเลย์จะใช้เวลาหลายวัน ส่วนที่นครย่างกุ้ง ระบบผลิตไฟฟ้าได้รับความเสียหาย จน YESC ผู้รับผิดชอบกระจายไฟฟ้าในเมืองแห่งนี้ต้องประกาศว่า ชาวเมืองจะได้ใช้ไฟฟ้าเพียงวันละ 4 ชั่วโมงเท่านั้น

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

เหยื่อแผ่นดินไหวพม่าทะลุ 1,600 ศพ เร่งขุดหาคนติดใต้ซากนับ 100 ราย

เหยื่อแผ่นดินไหวพม่าทะลุ 1,600 ศพ เร่งขุดหาคนติดใต้ซากนับ 100 ราย

29 มี.ค. 2568 21:52 น.

เหยื่อแผ่นดินไหวพม่าทะลุ 1,600 ศพ เร่งขุดหาคนติดใต้ซากนับ 100 ราย

จำนวนผู้เสียชีวิตในพม่าจากเหตุแผ่นดินไหวรุนแรงเมื่อวันศุกร์ พุ่งทะลุ 1,600 ศพแล้ว ขณะที่หน่วยกู้ภัยเร่งขุดค้นหาผู้ที่ติดอยู่ใต้ซากอาคารหลายแห่งที่ถล่มลงมา

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ผู้นำกองทัพเมียนมาเปิดเผยในวันเสาร์ที่ 29 มี.ค. 2568 ว่า จำนวนผู้เสียชีวิตในประเทศจากเหตุแผ่นดินไหวรุนแรงระดับ 7.7 แมกนิจูด เมื่อบ่ายวันศุกร์ที่ผ่านมา เพิ่มขึ้นเป็นอย่างน้อย 1,644 ศพแล้ว ขณะที่มีผู้ได้รับบาดเจ็บ 3,408 ราย และสูญหายอีก 139 คน

แผ่นดินไหวดังกล่าวเกิดขึ้นในพื้นที่ทางตะวันตกเฉียงเหนือของภาคสะกาย เมื่อเวลาประมาณ 12.50 น. จุดศูนย์กลางอยู่ที่ความลึกเพียง 10 กม. และไม่กี่นาทีต่อมาก็เกิดอาฟเตอร์ช็อกขนาด 6.7 แมกนิจูด และอาฟเตอร์ช็อกขนาดเล็กกว่าตามมาอีกหลายร้อยครั้ง แรงสั่นสะเทือนจากแผ่นดินไหวหลักกระจายไปทั่วภูมิภาค ทั้งในไทย, อินเดีย, จีน, กัมพูชา และลาว

อาคารในเมืองมัณฑะเลย์ พังถล่มลงมาหลังเกิดแผ่นดินไหวรุนแรง เมื่อ 28 มี.ค. 2568
อาคารในเมืองมัณฑะเลย์ พังถล่มลงมาหลังเกิดแผ่นดินไหวรุนแรง เมื่อ 28 มี.ค. 2568

ภาคมัณฑะเลย์เป็นหนึ่งในจุดที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดในเมียนมา มีอาคารบ้านเรือนมากกว่า 1,591 หลังได้รับความเสียหาย และคาดว่ามีผู้ประสบภัยอีกอย่างน้อย 90 คน ติดอยู่ภายในซากตึกอพาร์ตเมนต์ในเมืองมัณฑะเลย์ที่พังถล่มลงมา

ขณะเดียวกัน ที่เมืองจ๊าวสี่ (Kyaukse) ซึ่งอยู่ในภาคมัณฑะเลย์เช่นเดียวกัน มีโรงเรียนพังถล่มเพราะแผ่นดินไหว เบื้องต้นเจ้าหน้าที่พบร่างนักเรียนแล้ว 12 ศพ และพบร่างครูอีก 1 คนเมื่อช่วงเช้าวันเสาร์ โดยมีรายงานที่ยังไม่ได้รับการยืนยันว่า นักเรียน 50 คน กับครูอีก 6 คนของโรงเรียนแห่งนี้หายตัวไปหลังตึกถล่ม

เจ้าหน้าที่พยายามเร่งให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัย แต่สถานการณ์ความไม่สงบในประเทศทำให้เมียนมาขาดแคลนอุปกรณ์ จนหน่วยกู้ภัยในหลายพื้นที่ต้องขุดค้นซากความเสียหายด้วยแรงมือ

อาคารหลังหนึ่งในเมืองมัณฑะเลย์ ถล่มลงมาบางส่วนหลังเกิดแผ่นดินไหวเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา
อาคารหลังหนึ่งในเมืองมัณฑะเลย์ ถล่มลงมาบางส่วนหลังเกิดแผ่นดินไหวเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา

นอกจากนั้นยังมีรายงานด้วยว่า เมืองมัณฑะเลย์กับนครย่างกุ้งประสบปัญหาไฟดับและสัญญาณโทรศัพท์มือถือล่ม หลังเกิดแผ่นดินไหว โดยคาดว่าการฟื้นฟูระบบไฟฟ้าในเมืองมัณฑะเลย์จะใช้เวลาหลายวัน ส่วนที่นครย่างกุ้ง ระบบผลิตไฟฟ้าได้รับความเสียหาย จน YESC ผู้รับผิดชอบกระจายไฟฟ้าในเมืองแห่งนี้ ต้องประกาศว่า ชาวเมืองจะได้ใช้ไฟฟ้าเพียงวันละ 4 ชั่วโมงเท่านั้น

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

นักวิทย์เผยแผ่นดินไหวพม่าปลดปล่อยพลังงานเทียบเท่ากับระเบิดนิวเคลียร์กว่า 334 ลูก

นักวิทย์เผยแผ่นดินไหวพม่าปลดปล่อยพลังงานเทียบเท่ากับระเบิดนิวเคลียร์กว่า 334 ลูก

29 มี.ค. 2568 19:13 น.

นักวิทย์เผยแผ่นดินไหวพม่าปลดปล่อยพลังงานเทียบเท่ากับระเบิดนิวเคลียร์กว่า 334 ลูก

นักธรณีวิทยาเผย แผ่นดินไหวรุนแรงที่พม่าปลดปล่อยพลังงานเทียบเท่ากับระเบิดนิวเคลียร์กว่า 334 ลูก พร้อมเตือน อาฟเตอร์ช็อกอาจยืดเยื้อหลายเดือน

วันที่ 29 มีนาคม 2568 สำนักข่าว CNN รายงานอ้างคำเปิดเผยของ เจส ฟีนิกซ์ นักธรณีวิทยาของสหรัฐฯที่ระบุว่า แผ่นดินไหวรุนแรงขนาด 7.7 แมกนิจูดในเมียนมา (พม่า) เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ได้มีการปลดปล่อยพลังงานออกมาเทียบเท่ากับระเบิดนิวเคลียร์กว่า 334 ลูก สร้างความเสียหายหนักเป็นวงกว้าง ขณะที่ยอดผู้เสียชีวิตจากแผ่นดินไหวในเมียนมา พุ่งทะลุ 1,000 ศพแล้ว และทางสำนักงานสำรวจทางธรณีวิทยาของสหรัฐฯ หรือ USGS คาดว่าอาจสูงถึง 10,000 ศพ 

ผู้เชี่ยวชาญอธิบายว่า แผ่นดินไหวที่ปล่อยพลัง หมายถึง การปลดปล่อยพลังงานจากเปลือกโลกที่สะสมเอาไว้ออกมาในรูปของแรงสั่นสะเทือน โดยเมื่อแผ่นเปลือกโลกเคลื่อนตัวหรือชนกัน พลังงานที่สะสมอยู่ตามรอยเลื่อนของเปลือกโลกจะถูกปล่อยออกมาอย่างฉับพลัน ทำให้เกิดแผ่นดินไหว ยิ่งขนาดของแผ่นดินไหว สูง พลังงานที่ถูกปล่อยออกมาก็จะมากขึ้น

ขณะเดียวกัน นักธรณีวิทยายังระบุว่า การเกิดอาฟเตอร์ช็อก หรือแรงสั่นสะเทือนตามมาหลังแผ่นดินไหวอาจกินเวลานานถึง 2-3 เดือน ขณะที่แผ่นเปลือกโลกอินเดียยังคงชนแผ่นเปลือกโลกยูเรเซียใต้ประเทศเมียนมาต่อไป

รายงานข่าวระบุว่า เมียนมาตกอยู่ในภาวะสงครามกลางเมืองมาตลอด 4 ปี หลังรัฐประหาร ส่งผลให้สถานการณ์ช่วยเหลือผู้ประสบภัยยิ่งยากลำบาก การสื่อสารถูกตัดขาดหลายพื้นที่ ทำให้การประเมินความเสียหายที่แท้จริงทำได้ยาก 

ขณะที่ทางการเมียนมารายงานยอดผู้เสียชีวิตล่าสุดทะลุ 1,000 ศพ แต่ทางด้าน USGS เปิดเผยแบบจำลองความเสียหายที่แสดงให้เห็นคาดการณ์ว่าตัวเลขผู้เสียชีวิตอาจสูงถึง 10,000 ศพ.

‘นฤมล’ยืนยัน​‘แผ่นดินไหว’​ไม่กระทบ‘เขื่อน’ ขอปชช.​มั่นใจ​ปลอดภัย​

‘นฤมล’ยืนยัน​‘แผ่นดินไหว’​ไม่กระทบ‘เขื่อน’ ขอปชช.​มั่นใจ​ปลอดภัย​

‘นฤมล’ยืนยัน​‘แผ่นดินไหว’​ไม่กระทบ‘เขื่อน’ ขอปชช.​มั่นใจ​ปลอดภัย​

วันอาทิตย์ ที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2568, 12.43 น.

‘นฤมล’ยืนยัน​‘แผ่นดินไหว’​ไม่กระทบ‘เขื่อน’ ขอปชช.​มั่นใจ​ปลอดภัย​

30 มีนาคม 2568 นางนฤมล​ ภิญโญ​สิน​วัฒน์​ รัฐมนตรี​ว่าการ​กระทรวง​เกษตร​และ​สหกรณ์​เปิดเผยว่าล่าสุด ได้รับรายงาน​จาก​นายสุริยพล นุชอนงค์อธิบดี​กรม​ชลประทาน​ถึง​ผลการ​ตรวจสอบ​เขื่อน​ หลัง​เกิดแผ่นดินไหว​ในเมียนมา​และ​มีแรงสั่นสะเทือน​ถึง​ไทย​ โดยจากการตรวจวัดค่าอัตราเร่ง (ค่าวัดแรงสั่นสะเทือนจากแผ่นดินไหว) ที่วัดได้ที่เขื่อนของกรมชลประทาน พบว่า​ มีค่าที่ตรวจวัดได้อยู่ระหว่าง 0.00505 -0.01647 g ซึ่งค่าที่ตรวจวัดได้ดังกล่าวไม่เกินค่าตามมาตรฐานการออกแบบของกรมชลประทานและตามหลักการขององค์กรเขื่อนใหญ่ระหว่างชาติ (ICOLD) กำหนดไว้เพื่อรองรับอัตราเร่งคือ​ ไม่เกิน 0.2 g  ดั้งนั้น เหตุการณ์แผ่นดินไหวดังกล่าว  จึงไม่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงแข็งแรงของตัวเขื่อนที่อยู่ในความรับผิดชอบของกรมชลประทาน

ทั้งนี้​กรมชลประทาน ได้ออกแบบเขื่อนทุกแห่งให้สามารถรองรับแรงสั่นสะเทือนจากแผ่นดินไหวไว้ด้วยค่าที่สูงสุดของความเสี่ยงในพื้นที่ประเทศไทย นอกจากนี้ยังตรวจสอบและติดตามข้อมูลทางสถิติของค่าความเร่งสูงสุดที่เกิดจากเหตุการณ์แผ่นดินไหวอยู่ตลอดเวลา เพื่อนำมาประเมินเหตุการณ์แผ่นดินไหว​ รวมทั้งแนวโน้มที่จะส่งผลกระทบต่อเขื่อน เพื่อให้ประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ท้ายเขื่อน มีความมั่นใจและเชื่อมั่นในความปลอดภัยแข็งแรงของเขื่อนตลอดเวลา

นอกจากนี้​ยังมอบหมาย​ให้​อธิบดีกรมชลประทาน สั่งการหน่วยงาน​ในสังกัด​เตรียมเครื่องจักร เครื่องมือ ที่พร้อมรับสถานการณ์ที่อาจจะเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา จึงขอให้ประชาชนที่อาศัยอยู่พื้นที่ภาคเหนือ ภาคกลาง และกรุงเทพมหานคร เฝ้าระวังและ ติดตามข่าวสารจากหน่วยงานราชการอย่างใกล้ชิดด้วย

Health News : จีนเริ่มทดลอง ‘วัคซีนป้องกันวัณโรค’ พัฒนาเองตัวใหม่

Health News : จีนเริ่มทดลอง ‘วัคซีนป้องกันวัณโรค’ พัฒนาเองตัวใหม่

Health News : จีนเริ่มทดลอง ‘วัคซีนป้องกันวัณโรค’ พัฒนาเองตัวใหม่

วันอาทิตย์ ที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2568, 12.39 น.

วัคซีนป้องกันวัณโรคชนิดเอ็มอาร์เอ็นเอ (mRNA) ที่จีนพัฒนาขึ้นใหม่ เข้าสู่การทดลองทางคลินิกแล้วในวันจันทร์ (24 มี.ค.) ที่โรงพยาบาลทรวงอกกรุงปักกิ่ง ซึ่งอาจส่งมอบทางเลือกใหม่ในการฉีดวัคซีนสำหรับประชาชนทุกช่วงอายุ และช่วยลดอัตราการเกิดโรคและการติดเชื้อวัณโรคอย่างมีประสิทธิภาพ

การทดลองในสัตว์ก่อนหน้านี้พบว่า วัคซีนป้องกันวัณโรคชนิดใหม่นี้มีประสิทธิภาพป้องกันสูงกว่าวัคซีนบาซิลลัสกาลแม็ต-เกแร็ง (BCG) และวัคซีนป้องกันวัณโรคจากต่างประเทศมากกว่า 20 เท่า

สำหรับขั้นถัดไป ทีมวิจัยและพัฒนาจะศึกษากลยุทธ์การสร้างภูมิคุ้มกัน วิธีการกระตุ้นภูมิคุ้มกัน การให้วัคซีน รวมถึงกลุ่มอาการที่เกี่ยวข้อง

โรงพยาบาลฯ เปิดตัวโมเดลวินิจฉัยโรคด้วยปัญญาประดิษฐ์ (AI) และวิธีการตรวจหาเชื้อวัณโรคแบบรวดเร็วโดยใช้ตัวอย่างที่เก็บจากการป้ายลิ้น โมเดลการวินิจฉัยนี้สามารถตรวจพบโรคในระบบทางเดินหายใจ ซึ่งรวมถึงวัณโรค ได้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้นแบบไม่รุกราน และสามารถดำเนินการได้จากระยะไกล

ปัจจุบัน โมเดลนี้ยังอยู่ในขั้นตอนก่อนการทดลองทางคลินิก ส่วนวิธีการตรวจหาเชื้อวัณโรคแบบรวดเร็วคาดว่าจะทยอยเริ่มใช้งานทั่วจีนตั้งแต่เดือนกรกฎาคมเป็นต้นไป

ตะลอนเที่ยว : รอยอดีตยังเด่นชัด ณ อยุธยา

ตะลอนเที่ยว : รอยอดีตยังเด่นชัด ณ อยุธยา

ตะลอนเที่ยว : รอยอดีตยังเด่นชัด ณ อยุธยา

วันอาทิตย์ ที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2568, 08.19 น.

พระนครศรีอยุธยา คือจังหวัดหนึ่งของไทย ในอดีตนั้นเขตพื้นที่แห่งนี้คือที่ตั้งของราชธานีของสยาม โดยมีนามว่ากรุงเทพมหานครบวรทวารวดีศรีศรีอยุธยามหาดิลกภพนพรัตนราชธานีบุรีรมย์ อุดมมหาสถาน  

กรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานีของสยามอยู่นานถึง 417 ปี มีพระมหากษัตริย์ปกครอง 33 พระองค์ ปฐมบรมกษัตริย์สมเด็จพระรามาธิบดี ที่ 1 และกษัตริย์พระองค์สุดท้ายคือสมเด็จพระเจ้าเอกทัศ โดยมีราชวงศ์ 5 ราชวงศ์ คือ อู่ทอง สุพรรณภูมิ สุโขทัย ปราสาททอง และบ้านพลูหลวง 

เมื่อกรุงศรีอยุธยาล่มสลายหลังแพ้สงครามพม่าในปี 2310 จากนั้นสยามก็ได้ย้ายราชธานีไปยังกรุงธนบุรีศรีมหาสมุทร จนกระทั่งได้สถาปนาราชธานีแห่งใหม่ขึ้นหลังจากยุคกรุงธนบุรี คือกรุงเทพมหานคร อมรรัตนโกสินทร์ฯ แล้วราชธานีแห่งนี้ได้ดำรงคงอยู่มาตั้งแต่ 2325 จวบจนปัจจุบัน

ย้อนกลับไปดูความงดงามในแง่มุมต่างๆ ของกรุงศรีอยุธยา จะพบว่าในวันที่บ้านเมืองยังอยู่ดีมีสุข มีความสมบูรณ์งดงาม มีความรุ่งเรืองทั้งด้านศาสตร์และศิลป์ โดยสามารถสืบดูได้จากร่องรอยแห่งความเจริญที่ยังคงทิ้งหลักฐานให้ปรากฏอยู่ แม้จะเหลือเพียงซากปรักหักพังของโบราณสถานทั้งวัดและวังก็ตาม แต่ก็บ่งบอกได้อย่างชัดเจนว่ากรุงศรีอยุธยาในยุคที่รุ่งเรืองก็คือเมืองที่ดุจดั่งสรวงสวรรค์

วันนี้เราจะย้อนกลับไปชมความรุ่งเรืองของกรุงศรีอยุธยากันอีกครั้ง โดยขอพาคุณไปชมความอลังการของกรุเครื่องทองแห่งกรุงศรีอยุธยา ที่ค้นพบจากกรุวัดราชบูรณะอันบ่งบอกได้ถึงความวิจิตรของงานประณีตศิลป์ที่ช่วยให้เรามองเห็นหลักฐานประวัติศาสตร์ชิ้นสำคัญของพระนครศรีอยุธยา ที่ทำให้เราทราบถึงความเป็นอยู่ของชาวกรุงศรีอยุธยาในสมัยโบราณได้เป็นอย่างดี 

ปัจจุบันเครื่องทองจากกรุวัดราชบูรณะถูกนำไปเก็บรักษาและจัดแสดงไว้ ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติเจ้าสามพระยา เครื่องทองจากกรุที่ค้นพบมีมากมายหลายชนิด แต่ก็มีอีกมิใช่น้อยที่ถูกโจรกรรมไปแล้ว แต่เท่าที่หลงเหลืออยู่นั้นก็สามารถบอกได้อย่างชัดเจนว่าเป็นโบราณวัตถุชิ้นสำคัญที่ประเมินราคามิได้ อาทิ เครื่องราชกกุธภัณฑ์จำลองทองคำ ประกอบด้วยพระแส้ วาลวิชนี (พัชนีฝักมะขาม) และพัดโบก พระแสงขรรค์ชัยศรี ทับทรวงทองคำ กำไลทองคำประดับอัญมณี และเครื่องราชูปโภค รวมทั้งเครื่องอุทิศ เครื่องราชบรรณาการ เป็นต้น และที่สำคัญที่สุดคือพระบรมสารีริกธาตุ

ขอย้ำว่าหากคุณไปอยุธยาแล้วหลายสิบครั้ง แต่ไม่เคยไปชมกรุเครื่องทองวัดราชบูรณะ และกรุจากวัดสำคัญอื่นๆ เช่น วัดมหาธาตุ วัดพระราม ขอให้คุณไปชื่นชมความวิจิตรอลังการของโบราณวัตถุสมัยกรุงศรีอยุธยาที่พิพิธภัณฑ์เจ้าสามพระยา 

และเมื่อไปอยุธยาแล้ว ขอย้ำว่าต้องไม่พลาดการไปชมวัดนิเวศธรรมประวัติราชวรวิหาร บางปะอิน วัดนี้ตั้งอยู่บนเกาะลอยกลางแม่น้ำเจ้าพระยา 

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างวัดนี้ วัดนิเวศธรรมประวัติ เป็นพระอารามหลวงชั้นเอก ชนิดราชวรวิหาร และทรงใช้วัดนี้เป็นสถานที่บำเพ็ญพระราชกุศล เมื่อครั้งเสด็จแปรพระราชฐานไปประทับ ณ วังบางปะอิน

สถาปัตยกรรมอันโดดเด่นของวัดนิเวศธรรมประวัติคือ ศิลปะแบบโกธิค โดยทรงตั้งพระทัยให้มีความละม้ายคล้ายกับโบสถ์ของศาสนาคริสต์ องค์พระประธานในพระอุโบสถมีนามว่าพระพุทธนฤมลธรรโมภาส ส่วนด้านขวาของพระอุโบสถประดิษฐานพระคันธารราฐ (พระพุทธรูปประทับยืนปางขอฝน)ด้านตรงข้ามพระคันธารราฐคือที่ประดิษฐานพระพุทธรูปทำจากศิลาแบบปางนาคปรก และด้านซ้ายของพระอุโบสถ (เมื่อหันหน้าเดินออกจากพระอุโบสถ) มีสวนหินดิศกุลอนุสรณ์ สถานที่บรรจุพระอัฐิสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ และพระอัฐิเจ้าจอมมารดาชุ่ม พระสนมเอกในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระมารดาของสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ และพระอัฐิของเจ้านายในราชสกุลดิศกุลอีกหลายพระองค์ 

วันนี้ ชวนคุณเที่ยวอยุธยาด้วยกัน แล้วถ้าหากคุณสนใจร่วมทริปที่รับสมาชิกเพียงกลุ่มเล็กๆ จำนวน 10-14 คนเพื่อไปท่องเที่ยวโดยเน้นเรื่องโบราณคดี ประวัติศาสตร์ ศิลปวัฒนธรรม ประเพณี และขนบธรรมเนียมของท้องถิ่นต่างๆ โปรดติดต่อ 091-7233615