ผู้ประท้วงทั่วสหรัฐฯ ชุมนุมต่อต้าน ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์-อีลอน มัสก์

ผู้ประท้วงทั่วสหรัฐฯ ชุมนุมต่อต้าน ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์-อีลอน มัสก์

6 เม.ย. 2568 09:25 น.

ผู้ประท้วงทั่วสหรัฐฯ ชุมนุมต่อต้าน ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์-อีลอน มัสก์

ชาวอเมริกันรวมตัวกันตามเมืองใหญ่และสถานที่ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นกรุงวอชิงตัน ดีซี นครนิวยอร์ก ชิคาโก และบอสตัน เพื่อประท้วงต่อต้านประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และนายอีลอน มัสก์

ชาวอเมริกันนับล้านคนเข้าร่วมการประท้วงต่อต้านประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์และอีลอน มัสก์ทั่วทั้ง 50 รัฐและทั่วโลกเมื่อวันเสาร์ ซึ่งจัดโดยกลุ่มเคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตยเพื่อตอบโต้สิ่งที่พวกเขาเรียกว่า “การยึดครองอย่างเป็นปฏิปักษ์” และการโจมตีสิทธิและเสรีภาพของชาวอเมริกัน

แคมเปญการประท้วงที่มีชื่อว่า “Hands Off!” ครั้งใหญ่ เกิดขึ้นกว่า 1,400 จุด ทั้งที่รัฐสภา อาคารที่ทำการรัฐบาล สำนักงานรัฐสภา สำนักงานประกันสังคม สวนสาธารณะ และศาลาว่าการเมืองทั่วประเทศ โดยผู้จัดการประท้วงกล่าวว่าเพื่อต้องการเรียกร้องให้ “ยุติการแย่งชิงอำนาจของเหล่ามหาเศรษฐี”

ใบปลิวของงานระบุว่า “ไม่ว่าคุณจะถูกปลุกระดมด้วยการโจมตีประชาธิปไตยของเรา การตัดลดตำแหน่งงาน การละเมิดความเป็นส่วนตัว หรือการละเมิดบริการของเรา ช่วงเวลานี้เป็นของคุณ เราตั้งเป้าที่จะสร้างการปฏิเสธวิกฤตครั้งนี้ในระดับประเทศครั้งใหญ่และชัดเจน”

มีผู้คนเกือบ 600,000 คนลงทะเบียนเข้าร่วมงานดังกล่าว ซึ่งบางงานจัดขึ้นในเมืองใหญ่ๆ ในต่างประเทศ เช่น กรุงลอนดอนและปารีส ตามรายงานของ Indivisible ซึ่งเป็นหนึ่งในองค์กรที่นำขบวนการเคลื่อนไหวดังกล่าวร่วมกับพันธมิตรระดับประเทศซึ่งประกอบด้วยองค์กรด้านสิทธิพลเมือง ทหารผ่านศึก กลุ่มสิทธิสตรี สหภาพแรงงาน และผู้สนับสนุน LGBTQ+

ผู้จัดงานกล่าวว่าพวกเขาเรียกร้องสามประการ ได้แก่ “ยุติการเข้ายึดอำนาจของมหาเศรษฐีพันล้านและการทุจริตที่แพร่หลายของรัฐบาลทรัมป์ ยุติการตัดเงินทุนของรัฐบาลกลางสำหรับโครงการ Medicaid ซึ่งเป็นโครงการประกันสุขภาพของรัฐบาลทีให้ความคุ้มครองผู้มีรายได้น้อย รวมทั้งผู้สูงอายุและเด็ก สำนักงานประกันสังคม และโครงการอื่นๆ สำหรับคนทำงาน และยุติการโจมตีผู้อพยพ คนข้ามเพศ และชุมชนอื่นๆ”

ในลอสแองเจลิส ผู้ประท้วงเดินขบวนไปตามทางยาวเกือบ 2 กิโลเมตร ไปยังศาลาว่าการเมือง โดยตะโกนว่า “พลังของประชาชน” และถือป้ายที่มีข้อความเช่น “หยุดวุ่นวายเรื่องการศึกษา” และ “ต่อต้าน ต่อต้าน”

ตั้งแต่ทรัมป์เข้ารับตำแหน่ง รัฐบาลของเขาได้แสดงออกอย่างชัดเจนเกี่ยวกับความพยายามในการลดการใช้จ่ายของรัฐบาลกลาง โดยไม่คำนึงว่าจะทำร้ายใคร พนักงานของรัฐบาลกลางหลายพันคนถูกเลิกจ้างหรือได้รับแจ้งการเลิกจ้างทันที ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแผนการลดขนาดรัฐบาลกลางของทรัมป์และมัสก์ ส่วนมัสก์ ได้ผลักดันนโยบายลดค่าใช้จ่ายในฐานะหัวหน้าหน่วยงานที่เรียกว่า กระทรวงประสิทธิภาพของรัฐบาล ในขณะที่ทำให้สาธารณชนเข้าใจผิดเกี่ยวกับการใช้จ่ายของรัฐบาลหลายครั้ง รวมถึงสั่งปิด USAID ซึ่งเป็นหน่วยงานให้ความช่วยเหลือในต่างประเทศ

สำนักงานประกันสังคมซึ่งรับผิดชอบสวัสดิการรายเดือนให้กับชาวอเมริกันประมาณ 73 ล้านคน กำลังอยู่ในภาวะวุ่นวายหลังจากการปรับโครงสร้างองค์กรครั้งใหญ่ รวมถึงการเลิกจ้างเจ้าหน้าที่หลายพันคน

ทรัมป์และทีมเจ้าหน้าที่ยังได้ใช้มาตรการพิเศษในการปราบปรามผู้อพยพ โดยกดดันสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองและศุลกากรอย่างเข้มงวด ให้เร่งจับกุมผู้อพยพและโฆษณาแผนการเนรเทศจำนวนมาก แม้ว่าฝ่ายบริหารจะทำผิดพลาดหลายครั้งในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา.

ที่มา CNN

อ่านข่าวเพิ่มเติม https://www.thairath.co.th/news/foreign

“โรนิน เดอะ แร็ท” ทำสถิติใหม่ เป็นหนูตัวแรกที่หากับระเบิดเจอเกิน 100 ลูก

“โรนิน เดอะ แร็ท” ทำสถิติใหม่ เป็นหนูตัวแรกที่หากับระเบิดเจอเกิน 100 ลูก

6 เม.ย. 2568 06:14 น.

“โรนิน เดอะ แร็ท” ทำสถิติใหม่ เป็นหนูตัวแรกที่หากับระเบิดเจอเกิน 100 ลูก

(ภาพจาก AFP PHOTO / APOPO)

หนูตรวจกับระเบิดในกัมพูชา ทำสถิติใหม่เป็นหนูตัวแรกของโลกที่ค้นพบกับระเบิดและระเบิดด้านที่หลงเหลือมาจากยุคสงครามได้มากกว่า 100 ลูก

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า หนูยักษ์แอฟริกัน ชื่อว่า “โรนิน” ค้นหากับระเบิดพบแล้ว 109 ลูก และระเบิดด้านอีก 15 ลูก นับตั้งแต่มันเริ่มออกปฏิบัติการเมื่อปี 2564 ตามการเปิดเผยของ “อาโปโป” (Apopo) องค์กรการกุศลซึ่งเป็นผู้ฝึกเจ้าโรนินค้นหาระเบิด ทำให้มันกลายเป็นหนูตัวแรกของโลก ที่หากับระเบิดได้เกิน 100 ลูก

สงครามกลางเมืองในกัมพูชาซึ่งดำเนินมานานกว่า 20 ปี ก่อนจะสิ้นสุดลงในปี 2541 ทำให้ประเทศแห่งนี้เต็มไปด้วยกับระเบิดและระเบิดด้านถูกฝังอยู่ใต้ดินหลายล้านลูก

กินเนสเวิลด์เรคคอร์ดระบุว่า งานอันแสนสำคัญของเจ้าโรนินช่วยสร้างความแตกต่างที่แท้จริงให้แก่ผู้คนที่ต้องใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางความหวาดกลัว ว่าจะก้าวพลาดไปเหยียบกับระเบิดระหว่างใช้ชีวิตในแต่ละวัน และนั่นอาจเป็นวันสุดท้ายในชีวิตของพวกเขา

อาโปโป ซึ่งมีสำนักงานอยู่ในแทนซาเนีย มีหนูในสังกัดอยู่ 104 ตัว โดยพวกเขาเรียกพวกมันว่า “ฮีโร่แร็ท” (HeroRATS) หนูเหล่านี้ได้รับการฝึกฝนให้ดมสารเคมีที่พบในกับระเบิดและอาวุธอื่นๆ ที่ถูกทิ้งเอาไว้ในสนามรบ เนื่องจากพวกมันมีขนาดเล็ก และน้ำหนักไม่มากพอกระตุ้นการทำงานของกับระเบิด

หนูเหล่านี้สามารถตรวจสอบพื้นที่เทียบเท่าสนามเทนนิสได้ภายในเวลา 30 นาที ขณะที่มนุษย์ 1 คนที่ใช้เครื่องตรวจโลหะ ต้องใช้เวลาถึง 4 วันในการตรวจสอบพื้นที่ขนาดเท่ากัน

พวกมันยังมีความสามารถในการตรวจจับเชื้อวัณโรคได้รวดเร็วกว่าการใช้กล้องจุลทรรศน์ส่องหาในห้องทดลองเสียอีก

ผลงานอันน่าประทับใจของโรนิน ในจังหวัดพระวิหาร ทำลายสถิติเก่าของ “มากาวา” หนูซึ่งพบกับระเบิดถึง 71 ลูก และได้รับเหรียญทองเป็นรางวัลความกล้าหาญในปี 2563

ทั้งนี้ นับตั้งแต่อาโปโปเริ่มทำงานเมื่อ 25 ปีก่อน พวกเขากำจัดกับระเบิดและระเบิดอื่นๆ ทั่วโลกไปแล้วกว่า 169,713 ลูก โดยกว่า 52,000 ในจำนวนนี้อยู่ในกัมพูชา นอกจากนั้น พวกเขายังทำในประเทศอื่นๆ ที่ได้รับผลกระทบจากสงครามด้วย เช่น ยูเครน, ซูดานใต้ และอาเซอร์ไบจาน

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

หลักฐานชี้ ขบวนรถพยาบาลกาซาเปิดไฟชัดเจน ก่อนอิสราเอลยิงดับ 15 ศพ

หลักฐานชี้ ขบวนรถพยาบาลกาซาเปิดไฟชัดเจน ก่อนอิสราเอลยิงดับ 15 ศพ

6 เม.ย. 2568 05:27 น.

หลักฐานชี้ ขบวนรถพยาบาลกาซาเปิดไฟชัดเจน ก่อนอิสราเอลยิงดับ 15 ศพ

หลักฐานใหม่ชี้ ขบวนรถพยาบาลกาซาเปิดไฟฉุกเฉินชัดเจน ก่อนโดนกองทัพอิสราเอลยิงจนมีผู้เสียชีวิต 15 ศพ สวนทางกับคำอ้างของฝ่ายอิสราเอล

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า จากกรณีเจ้าหน้าที่นับสิบคนของสมาคมเสี้ยววงเดือนแดงปาเลสไตน์ (PRCS) ถูกกองทัพอิสราเอลยิงสังหารในฉนวนกาซาเมื่อเดือนก่อน ล่าสุดมีการเผยแพร่คลิปหลักฐานซึ่งแสดงให้เห็นว่า ขบวนรถของเจ้าหน้าที่เปิดไฟฉุกเฉินชัดเจน ในขณะที่ทหารอิสราเอลอ้างว่า พวกเขายิงรถยนต์ที่วิ่งอย่างน่าสงสัย

คลิปวิดีโอดังกล่าวถ่ายจากรถของหนึ่งในยานพาหนะที่ร่วมขบวน แสดงให้เห็นว่า ขบวนรถที่มีการทำสัญลักษณ์อย่างชัดเจนว่าเป็นของ PRCS กำลังวิ่งตามท้องถนนในช่วงเช้ามืด โดยเปิดไฟหน้ารถและสัญญาณไฟกระพริบฉุกเฉินเอาไว้ด้วย

PRCS ระบุว่า คลิปวิดีโอนี้ถูกพบในโทรศัพท์ของหนึ่งในสมาชิกทีมรถพยาบาลและทีมกู้ภัย 15 คนที่ถูกทหารอิสราเอลสังหารในเดือนมีนาคม

ศพของพวกเขาถูกพบในหลุมศพขนาดใหญ่ในเมืองราฟาห์ นานกว่า 1 สัปดาห์หลังจากพวกเขาหายตัวไป โดย 8 ศพที่พบเป็นเจ้าหน้าที่ของ PRCS, 5 ศพเป็นเจ้าหน้าที่กองกำลังป้องกันพลเรือน และ 1 ศพเป็นลูกจ้างองค์การสหประชาชาติ

การเสียชีวิตของเจ้าหน้าที่กลุ่มนี้เรียกเสียงประณามจากนานาประเทศ ขณะที่คลิปวิดีโอล่าสุดดูจะไม่ตรงกับคำกล่าวอ้างของกองทัพอิสราเอลที่บอกว่า รถบางคันในขบวนวิ่งอย่างน่าสงสัยโดยไม่เปิดทั้งไฟหน้าและไฟฉุกเฉิน เข้าหาทหารของกองกำลังป้องกันอิสราเอล (IDF)

หลักฐานชี้ ขบวนรถพยาบาลกาซาเปิดไฟชัดเจน ก่อนอิสราเอลยิงดับ 15 ศพ

หลังจากวิดีโอได้รับการเผยแพร่ออกมา IDF ก็ออกมาบอกว่ากำลังสืบสวนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น “ทุกคำกล่าวอ้าง รวมถึงเอกสารเกี่ยวกับเหตุการณ์นี้ จะถูกตรวจสอบอย่างละเอียด เพื่อทำความเข้าใจลำดับเหตุการณ์และการรับมือกับสถานการณ์”

ทั้งนี้ ภาพจากคลิปแสดงให้เห็นว่า ขบวนรถพยาบาลหยุดลงเมื่อพวกเขาไปพบรถยนต์อีกคันหนึ่งอยู่ที่ข้างทาง โดย PRCS ระบุว่า รถยนต์ดังกล่าวคือรถพยาบาลที่ถูกส่งออกไปก่อนหน้านั้นเพื่อช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับบาดเจ็บ โดยเจ้าหน้าที่กู้ภัยที่ลงจากรถในขบวนสวมเครื่องแบบประจำตัว

แต่จากนั้นก็เกิดการโจมตีเกือบจะในทันที โดยในคลิปสามารถได้ยินเสียงกระสุนกระทบกับรถยนต์ ก่อนที่ภาพจะถูกบางอย่างบดบัง แต่ยังคงได้ยินเสียงนานต่อเนื่องกว่า 5 นาที

หนึ่งในเสียงที่ได้ยินเป็นเสียงของนายริฟัต รัดวาน เจ้าหน้าที่ PRCS ผู้ถ่ายคลิปที่กล่าวขอประทานอภัยจากพระผู้เป็นเจ้าซ้ำไปซ้ำมา และมีตอนหนึ่งที่เขาพูดว่า “แม่ยกโทษให้ผมด้วย ที่เป็นทางที่ผมเลือก เพื่อช่วยเหลือผู้คน” นอกจากนั้นยังได้ยินเสียงคนตะโกนเป็นภาษาฮิบรู แต่ไม่ชัดเจนว่าพวกเขาพูดว่าอะไร

ในวันที่ 1 เม.ย. กองทัพอิสราเอลออกมาอ้างว่า หลังจากการประเมินเบื้องต้น พวกเขาได้ข้อสรุปว่า IDF กำจัดเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการทหารของฮามาสชื่อ โมฮัมหมัด อามิน อิบราฮิม ชูบากี ซึ่งร่วมในการโจมตีอิสราเอลครั้งใหญ่เมื่อ 7 ต.ค. 2566 ด้วย นอกจากนั้นยังมีผู้ก่อการร้ายกลุ่มฮามาสและอิสลามิก ญิฮาด ถูกสังหารด้วย 8 ศพ

IDF ไม่ได้นำเสนอหลักฐานใดๆ ว่าพวกเขาเป็นผู้ก่อการร้ายจริงๆ แต่ PRCS ยืนยันว่า ในหมู่ผู้เสียชีวิตทั้ง 15 ราย ไม่มีใครมีชื่อเดียวกับที่กองทัพอิสราเอลอ้างถึงเลย

กองทัพอิสราเอลระบุด้วยว่า ไม่แปลกใจเลยที่ผู้ก่อการร้ายใช้ประโยชน์จากอุปกรณ์และสิ่งอำนวยความสะดวกทางการแพทย์เพื่อความเคลื่อนไหวของตัวเองอีกครั้ง แต่ในวันต่อมา 2 เม.ย. กองทัพอิสราเอลกลับเปลี่ยนท่าทีและบอกว่า เหตุการณ์นี้กำลังอยู่ระหว่างการสืบสวน

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

ผู้นำอิหร่านปลดรอง ปธน. โทษฐานเที่ยวฟุ่มเฟือย ทั้งที่เศรษฐกิจกำลังแย่

ผู้นำอิหร่านปลดรอง ปธน. โทษฐานเที่ยวฟุ่มเฟือย ทั้งที่เศรษฐกิจกำลังแย่

6 เม.ย. 2568 04:07 น.

ผู้นำอิหร่านปลดรอง ปธน. โทษฐานเที่ยวฟุ่มเฟือย ทั้งที่เศรษฐกิจกำลังแย่

(ภาพจาก Social media/Tasnim News)

ผู้นำของประเทศอิหร่านปลดรองประธานาธิบดีออกจากตำแหน่ง หลังจากมีภาพเขากับภรรยาร่วมทริปราคาแพงนั่งเรือท่องเที่ยวขั้วโลกใต้ ถูกเผยแพร่ว่อนเน็ต

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เมื่อวันเสาร์ที่ 5 เม.ย. 2568 นายมาซูด เปเซชเคียน ประธานาธิบดีแห่งประเทศอิหร่าน สั่งปลดนาย ชาห์ราม ดาบิรี หนึ่งในรองประธานาธิบดีของเขาออกจากตำแหน่ง โทษฐานพาภรรยาไปนั่งเรือยักษ์เดินทางท่องเที่ยวทวีปแอนตาร์กติกาในช่วงวันขึ้นปีใหม่ของอิหร่าน หรือ “โรว์รูซ” (Nowruz)

ความเคลื่อนไหวดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากภาพที่นายดาบิรีถ่ายคู่กับภรรยาที่หน้าเรือสำราญ “เอ็มวี แพลนเซียส” (MV Plancius) ถูกเผยแพร่และส่งต่อบนโลกออนไลน์ จนทำให้เกิดกระแสความไม่พอใจในประเทศอิหร่าน

สำนักงานประธานาธิบดีอิหร่านระบุว่า การเดินทางท่องเที่ยวของนายดาบิรีนั้น ไม่เหมาะสมและไม่อาจยอมรับได้ เนื่องจากประเทศกำลังเผชิญความท้าทายทางเศรษฐกิจ

ขณะที่แถลงการณ์ของประธานาธิบดีเปเซชเคียนระบุว่า นายดาบิรีถูกปลดออกจากตำแหน่งรองประธานาธิบดีฝ่ายกิจการรัฐสภาแล้ว จากการกระทำที่ไม่อาจแก้ตัวได้ แม้ว่าพวกเขาจะใช้เงินจากกระเป๋าของตัวเองหรือไม่ก็ตาม

“ในรัฐบาลซึ่งพยายามเจริญรอยตามค่านิยมของอิหม่ามชีอะห์คนแรก (อิหม่ามอาลี) และท่ามกลางแรงกดดันทางเศรษฐกิจอย่างมีนัยสำคัญ การเดินทางอย่างฟุ่มเฟือยของเจ้าหน้าที่รัฐบาล แม้จะใช้เงินส่วนตัว ก็เป็นสิ่งที่ไม่อาจแก้ตัวได้”

ทั้งนี้ เศรษฐกิจของอิหร่านกำลังอยู่ในภาวะตึงเครียดอย่างหนัก และถูกชาติตะวันตกคว่ำบาตรโดยส่วนหนึ่งเป็นเพราะอิหร่านให้การสนับสนุนกลุ่มติดอาวุธ ฮามาส ในฉนวนกาซา กับ ฮิซบอลเลาะห์ ในเลบานอน ซึ่งทั้งสหรัฐฯ, สหราชอาณาจักร และสหภาพยุโรป จัดให้เป็นองค์กรก่อการร้าย

ตามรายงานของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) อัตราว่างงานในอิหร่าน นับจนถึงเดือนตุลาคม 2567 อยู่ที่ 8.4% ขณะที่อัตราเงินเฟ้อรายปีอยู่ที่ 29.5%

ประธานาธิบดีเปเซชเคียนระบุอีกว่า การกระทำของนายดาบิรีสวนทางกับหลักการเรื่องความเรียบง่าย ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญยิ่งสำหรับผู้ที่อยู่ในตำแหน่งที่มีอำนาจ

อนึ่ง ทริปเดินทางท่องเที่ยวทวีปแอนตาร์กติกา หรือ ขั้วโลกใต้ ด้วยเรือ เอ็มวี แพลนเซียส ซึ่งเคยถูกใช้ในภารกิจวิจัยขั้วโลกของกองทัพเรือเนเธอร์แลนด์มาก่อน มีค่าใช้จ่ายเริ่มต้นที่ 3,885 ยูโร (ราว 146,000 บาท) ต่อคน

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

รพ.แมสซาชูเซตส์สืบสวน พยาบาลชั้นเดียวกัน 5 คนเกิดเนื้องอกในสมอง

รพ.แมสซาชูเซตส์สืบสวน พยาบาลชั้นเดียวกัน 5 คนเกิดเนื้องอกในสมอง

6 เม.ย. 2568 02:26 น.

รพ.แมสซาชูเซตส์สืบสวน พยาบาลชั้นเดียวกัน 5 คนเกิดเนื้องอกในสมอง

โรงพยาบาลในเมืองนิวตัน รัฐแมสซาชูเซตส์ ดำเนินการตรวจสอบ หลังพบพยาบาล 5 คนเป็นเนื้องอกในสมอง โดยยืนยันว่า ไม่พบความเสี่ยงทางสภาพแวดล้อม

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า โรงพยาบาล นิวตัน-เวลเลสลีย์ ขององค์กร แมสซาชูเซตส์ เจเนอรัล ไบรท์แฮม (MGB) เปิดเผยว่า มีลูกจ้างของพวกเขาถึง 11 คน ที่ทำงานในแผนกสูติกรรมบนชั้น 5 ของโรงพยาบาล เกิดปัญหาสุขภาพ โดยในจำนวนนี้มีพยาบาล 5 คนที่ถูกตรวจพบว่ามีเนื้องอกในสมอง

ทางโรงพยาบาลระบุว่า พยาบาลทั้ง 5 คนเป็นเนื้องอกชนิดไม่ใช่เนื้อร้าย และ 2 คนในจำนวนนี้เป็นเนื้องอกเยื่อหุ้มสมอง ซึ่งเป็นเนื้องอกชนิดที่พบได้ทั่วไปที่สุด

“การสืบสวนไม่พบความเสี่ยงทางสภาพแวดล้อมที่อาจเชื่อมโยงกับการเกิดเนื้องอกในสมอง” นายโจนาทาน โซนิส ผู้ช่วยหัวหน้าเจ้าหน้าที่การแพทย์ และ น.ส. แซนดี มิวส์ หัวหน้าเจ้าหน้าที่พยาบาลของโรงพยาบาล นิวตัน-เวลเลสลีย์ ระบุในแถลงการณ์

ทางโรงพยาบาลระบุด้วยว่า การสืบสวนของพวกเขาเสร็จสิ้นแล้ว โดยร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ด้านความปลอดภัยและสาธารณสุขของรัฐบาล และเจ้าหน้าที่จากหน่วยงานอื่นๆ ที่เป็นไปได้ ซึ่งพวกเขาตัดความเป็นไปได้ที่อาการดังกล่าวจะเกี่ยวข้องกับ หน้ากากอนามัยแบบใช้แล้วทิ้ง, น้ำประปา, เครื่องเอ็กซ์เรย์ และการทำคีโมบำบัด

“จากผลลัพธ์เหล่านี้ เราสามารถยืนยันได้อีกครั้งอย่างมั่นใจต่อทีมผู้ทุ่มเทของเรา และคนไข้ของเราทุกคน ว่าไม่มีความเสี่ยงทางสภาพแวดล้อมภายในโรงพยาบาลของเรา” แถลงการณ์ระบุ

อย่างไรก็ตาม สมาคมพยาบาลรัฐแมสซาชูเซตส์ (MNA) ออกมาเรียกร้องให้โรงพยาบาลนิวตัน-เวลเลสลีย์ ชดเชยให้แก่พยาบาลที่เกิดเนื้องอก และว่าพวกเขาจะดำเนินการสืบสวนอย่างเป็นอิสระต่อไป

“ตอนนี้ ทางที่ดีที่สุดที่เราสามารถช่วยได้คือ ทำการสืบสวนอิสระอย่างเป็นวิทยาศาสตร์ ให้เสร็จสิ้น” โฆษกของ MNA ระบุในแถลงการณ์ “ความพยายามนั้นกำลังดำเนินอยู่และอาจใช้เวลาหลายสัปดาห์”

ตามการเปิดเผยของ MNA พยาบาลหลายคนมาแจ้งเรื่องความกังวลเรื่องสุขภาพในที่ทำงาน ซึ่งนำไปสู่การตรวจจนพบเนื้องอกในสมอง “ทางโรงพยาบาลพูดคุยกับพยาบาลกลุ่มเล็กๆ เท่านั้น และการทดสอบทางสภาพแวดล้อมของพวกเขาก็ไม่ครอบคลุม” “โรงพยาบาลไม่สามารถทำให้ปัญหานี้หายไปได้ด้วยการพยายามให้ข้อสรุปที่เตรียมไว้ก่อนแล้ว”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : nbcnews

เหยื่อแผ่นดินไหวพม่าพุ่ง 3,354 ศพแล้ว UN วอนนานาชาติให้ความช่วยเหลือ

เหยื่อแผ่นดินไหวพม่าพุ่ง 3,354 ศพแล้ว UN วอนนานาชาติให้ความช่วยเหลือ

5 เม.ย. 2568 23:47 น.

เหยื่อแผ่นดินไหวพม่าพุ่ง 3,354 ศพแล้ว UN วอนนานาชาติให้ความช่วยเหลือ

จำนวนผู้เสียชีวิตในเมียนมาจากเหตุแผ่นดินไหวรุนแรงเมื่อ 28 มี.ค. เพิ่มขึ้นเป็น 3,354 ศพแล้ว ขณะที่สหประชาชาติเรียกร้องให้ทั่วโลกช่วยเหลือชาวเมียนมาจากความเสียหายที่เกิดขึ้น

MRTV สื่อท้องถิ่นของประเทศเมียนมารายงานเมื่อ 5 เม.ย. 2568 ว่า จำนวนผู้เสียชีวิตในประเทศจากเหตุแผ่นดินไหวระดับ 7.7 ที่เกิดขึ้นเมื่อ 28 มี.ค. เพิ่มขึ้นเป็นอย่างน้อย 3,354 ศพแล้ว พบผู้ได้รับบาดเจ็บประมาณ 4,850 ราย และยังมีผู้สูญหายอีก 220 คน

ขณะเดียวกัน นายทอม เฟลตเชอร์ รองเลขาธิการสหประชาชาติฝ่ายกิจการด้านมนุษยธรรมและผู้ประสานงานบรรเทาทุกข์ฉุกเฉินของสำนักงานประสานงานกิจการมนุษยธรรมแห่งสหประชาชาติ (OCHA) เดินทางเยือนเมืองมัณฑะเลย์ เมืองใหญ่อันดับ 2 ของเมียนมา และเป็นหนึ่งในจุดที่ได้รับผลกระทบจากแผ่นดินไหวมากที่สุด

นายเฟลตเชอร์ได้พบปะกับชุมชนต่างๆ ใกล้จุดศูนย์กลางแผ่นดินไหว และในเวลาต่อมาเขาได้โพสต์ข้อความผ่าน X เรียกร้องขอการสนับสนุนจากนานาชาติเพื่อช่วยเหลือเมียนมา

“ความเสียหายกำลังทับถมมากขึ้น ชีวิตมากมายต้องสูญเสียไป บ้านเรือนจำนวนมากถูกทำลาย วิถีชีวิตพังทลาย แต่การฟื้นฟูนั้นน่าเหลือเชื่อ” โพสต์ของนายเฟลตเชอร์ระบุ “โลกต้องช่วยกันหนุนหลังประชาชนของเมียนมา”

ทั้งนี้ ประเทศเพื่อนบ้านของเมียนมาอย่างจีน, อินเดีย และชาติอาเซียนอื่นๆ ต่างร่วมกันส่งเสบียงบรรเทาทุกข์และเจ้าหน้าที่เข้าไปในเมียนมา เพื่อช่วยเหลือในปฏิบัติกู้ภัยในพื้นที่ประสบเหตุแผ่นดินไหวตลอดช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา

ด้านสหรัฐฯ ซึ่งเป็นผู้บริจาคเพื่อมนุษยธรรมรายใหญ่ที่สุดของโลกจนถึงเมื่อไม่นานมานี้ ให้คำมั่นว่าจะมอบเงินสนับสนุนจำนวน 9 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แก่ชุมชนในเมียนมาที่ได้รับผลกระทบจากแผ่นดินไหว แต่เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ หลายคนยอมรับว่า การตัดงบประมาณโครงการช่วยเหลือต่างประเทศกำลังส่งผลกระทบต่อการดำเนินงานของพวกเขา

เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา (4 เม.ย.) OCHA กล่าวหารัฐบาลทหารของเมียนมาว่าจำกัดการส่งความช่วยเหลือเข้าสู่ชุมชนที่ไม่ได้ให้การสนับสนุนพวกเขา

OCHA บอกด้วยว่าพวกเขาตรวจสอบรายงานที่ว่า กองทัพรัฐบาลยังคงโจมตีฝ่ายต่อต้านด้วยวิธีต่างๆ รวมถึงโจมตีทางอากาศ หลังเกิดแผ่นดินไหวแล้วถึง 53 กรณี และ 16 กรณีในจำนวนนี้ เกิดขึ้นหลังจากรัฐบาลทหารประกาศหยุดยิงในวันพุธที่ผ่านมา (2 เม.ย.)

ด้าน พลเอกอาวุโส มิน อ่อง หล่าย ผู้นำรัฐบาลทหารเมียนมา ซึ่งขณะนี้กำลังอยู่ระหว่างการเยือนประเทศไทย เพื่อร่วมการประชุม “บิมสเทค” (BIMSTEC) ยืนยันว่ารัฐบาลของเขาวางแผนจะจัดการเลือกตั้งอย่างเสรีและเป็นธรรมในเดือนธันวาคมปีนี้

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : reuters

ทรัมป์ขอชาวอเมริกัน “อดทน” ผลกระทบกำแพงภาษี ยันผลลัพธ์จะออกมาดี

ทรัมป์ขอชาวอเมริกัน “อดทน” ผลกระทบกำแพงภาษี ยันผลลัพธ์จะออกมาดี

5 เม.ย. 2568 23:00 น.

ทรัมป์ขอชาวอเมริกัน “อดทน” ผลกระทบกำแพงภาษี ยันผลลัพธ์จะออกมาดี

โดนัลด์ ทรัมป์ ขอให้ชาวอเมริกันอดทนผลกระทบจากมาตรการกำแพงภาษีของเขา โดยยืนยันว่า ผลลัพธ์ในท้ายที่สุดจะออกมาดีมาก

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เมื่อวันเสาร์ที่ 5 เม.ย. 2568 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ออกมาย้ำความมั่นใจในมาตรการกำแพงภาษีที่เขาบังคับใช้กับสินค้านำเข้าจากทั่วโลก โดยเตือนชาวอเมริกันว่าจะมีความยากลำบากรออยู่ แต่ให้คำมั่นว่ามาตรการนี้จะทำให้เกิดการลงทุนครั้งประวัติศาสตร์และความเจริญรุ่งเรือง

คอมเมนต์ล่าสุดของนายทรัมป์เกิดขึ้นหลังจากเมื่อวันพุธที่ 2 เม.ย. 2568 เขาประกาศมาตรการเก็บ “ภาษีพื้นฐาน” (baseline tariff) ในอัตรา 10% ต่อสินค้าทั้งหมดจากทุกประเทศที่นำเข้าสู่สหรัฐฯ และจะเก็บ “ภาษีต่างตอบแทน” (reciprocal tariff) ต่อหลายสิบประเทศที่สหรัฐฯ ขาดดุลทางการค้าด้วยมากที่สุด ในอัตราแตกต่างกันไป

“ที่ผ่านมาเราเป็นเสาโง่ๆ ที่ถูกเฆี่ยนตีอย่างช่วยตัวเองไม่ได้ แต่ไม่ใช่อีกต่อไปแล้ว เรากำลังนำงานและธุรกิจกลับมาอย่างไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน” นายทรัมป์ระบุบนโพสต์ใน Truth Social เครือข่ายสังคมออนไลน์ของตัวเขาเอง “นี่คือการปฏิวัติเศรษฐกิจ และเราจะชนะ อดทนไว้ มันไม่ง่าย แต่ผลลัพธ์ในท้ายที่สุดจะเป็นประวัติศาสตร์”

ทั้งนี้ ภาษีพื้นฐาน 10% เริ่มมีผลบังคับใช้แล้วหลังเข้าสู่วันเสาร์ที่ 5 เม.ย. 2568 ตามเวลาสหรัฐฯ ขณะที่ภาษีต่างตอบแทนจะเริ่มบังคับใช้ในวันที่ 9 เม.ย. โดยจะส่งผลต่อประเทศคู่ค้าของสหรัฐฯ ประมาณ 60 ประเทศ รวมถึง สหภาพยุโรป, ญี่ปุ่น, ไทย และจีน

มาตรการภาษีดังกล่าวทำให้เกิดความกังวลต่อเศรษฐกิจไปทั่วโลก ตลาดหุ้นได้รับผลกระทบอย่างหนัก โดยเฉพาะตลาดวอลล์สตรีท ซึ่งสูญเสียมูลค่าทางการตลาดไปกว่า 6.6 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ นับตั้งแต่นายทรัมป์ประกาศมาตรการเมื่อ 2 เม.ย.

ในวันศุกร์ที่ผ่านมา (4 เม.ย.) จีนซึ่งจะต้องเผชิญกำแพงภาษีจากสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นอีก 34% หลังจากก่อนหน้านี้โดนมาแล้ว 20% ประกาศตั้งกำแพงภาษีต่อสินค้าสหรัฐฯ ในอัตรา 34% เพื่อเป็นการตอบโต้ โดยจะเริ่มบังคับใช้ตั้งแต่ 10 เม.ย. 2568 เป็นต้นไป

นอกจากนั้น จีนประกาศจะฟ้องร้องสหรัฐฯ ต่อองค์การการค้าโลก (WTO) และจำกัดการส่งออกแร่ธาตุหายากที่ใช้ในเทคโนโลยีระดับสูงด้านอิเล็กทรอนิกส์และการแพทย์ด้วย

ส่วนประเทศอื่นๆ ยังคงสงวนท่าทีต่อมาตรการภาษีของนายทรัมป์ โดยนายมารอส เซฟโควิค หัวหน้าฝ่ายนโยบายการค้าของสหภาพยุโรป (EU) ซึ่งถูกสหรัฐฯ ตั้งภาษีต่างตอบแทนในอัตรา 20% ระบุว่า พวกเขาจะเคลื่อนไหวอย่างสงบ, ระมัดระวัง, เป็นหนึ่งเดียว และใช้เวลาเพื่อการเจรจา แต่ย้ำด้วยว่า EU จะไม่อยู่นิ่งเฉย

ด้านฝรั่งเศสกับเยอรมนีระบุว่า EU ควรตอบสนองด้วยการบังคับใช้กำแพงภาษีต่อบริษัทเทคโนโลยีของสหรัฐฯ ขณะที่นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นเรียกร้องให้ประเทศดำเนินการอย่างใจเย็น หลังทรัมป์ตั้งกำแพงภาษีต่างตอบแทนต่อสินค้าญี่ปุ่นในอัตรา 24%

นายทรัมป์ออกมาเปิดเผยก่อนหน้านี้ว่า เขาได้พูดคุยอย่างมีประสิทธิภาพกับผู้นำเวียดนาม ซึ่งเสนอจะใช้มาตรการต่างๆ เพื่อให้สหรัฐฯ ลดอัตราภาษีต่างตอบแทนที่กำหนดไว้สูงถึง 46%

อนึ่ง นอกจากภาษีต่างตอบแทนแล้ว สหรัฐฯ ยังเริ่มเก็บภาษีรถยนต์ทุกคันที่ผลิตในต่างประเทศและนำเข้าสู่สหรัฐฯ ในอัตรา 25% ซึ่งส่งผลให้บริษัท สแตนแลนติส ต้องหยุดการผลิตที่โรงงานบางแห่งในแคนาดากับเม็กซิโกเป็นการชั่วคราว

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna , wsj

เสี่ยงวงจรเลี้ยง‘หมู’พังทั้งประเทศ สมาคมฯค้านแนวคิดนำเข้าเนื้อหมูสหรัฐ

เสี่ยงวงจรเลี้ยง‘หมู’พังทั้งประเทศ สมาคมฯค้านแนวคิดนำเข้าเนื้อหมูสหรัฐ

เสี่ยงวงจรเลี้ยง‘หมู’พังทั้งประเทศ สมาคมฯค้านแนวคิดนำเข้าเนื้อหมูสหรัฐ

วันอาทิตย์ ที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2568, 13.11 น.

‘สมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ’ไม่เห็นด้วยกับแนวคิดการเปิดนำเข้าสินค้าเนื้อหมูและเครื่องใน เพื่อลดการเกินดุลการค้าสหรัฐฯ ย้ำจะกระทบอุตสาหกรรมสุกรทั้งประเทศ ทำเกษตรกรไทยหมดอาชีพ และบั่นทอนความมั่นคงทางอาหาร

6 เมษายน 2568 นายสิทธิพันธ์ ธนาเกียรติภิญโญ นายกสมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ กล่าวถึง กรณีที่ปรึกษารัฐมนตรี สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และคณะเจรจาของรัฐบาลไทย ที่มีแนวคิดนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์และเนื้อหมูจากสหรัฐ เพื่อลดดุลการค้า หลังสหรัฐประกาศเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากไทย 37% โดยระบุว่า สมาคมเห็นด้วยกับการนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ถั่วเหลือง กากถั่วเหลือง ข้าวสาลี และวัตถุดิบอาหารสัตว์อื่นๆ ซึ่งประเทศไทยขาดแคลน และจำเป็นต้องใช้เพิ่มมากขึ้นเมื่ออุตสาหกรรมการเลี้ยงสัตว์เติบโตขึ้น แต่ไม่เห็นด้วยอย่างยิ่ง กับข้อเสนอในการนำเข้าเนื้อหมู ซึ่งเป็นการทำลายอุตสาหกรรมหมูของไทย เพราะทำให้เกษตรกรไทยไม่สามารถแข่งขันได้และจำต้องเลิกอาชีพในที่สุด เมื่อนั้นจะไม่มีความต้องการใช้ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์อีกต่อไป เกษตรกรพืชไร่จะหมดอาชีพ และ ในที่สุด ก็จะไม่มีการนำเข้าข้าวโพดจากสหรัฐฯ อีก

“การเปิดรับเนื้อหมูนำเข้าจากสหรัฐฯ ไม่เพียงกระทบอย่างรุนแรงต่ออาชีพเกษตรกรตลอดห่วงโซ่การผลิต ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ แต่ยังกระทบสุขอนามัยของผู้บริโภค ตลอดจนทำลายอุตสาหกรรมการผลิตหมูของไทยทั้งระบบ” นายสิทธิพันธ์ กล่าว

ทั้งนี้ ระบบการผลิตหมูในประเทศมีห่วงโซ่การผลิตที่ยาวมาก ตั้งแต่ต้นน้ำ-ปลายน้ำ เช่น เกษตรกรผู้ปลูกพืชไร่ พ่อค้าพืชไร่ ผู้ผลิตอาหารสัตว์ เกษตรกรผู้เลี้ยง โรงชำแหละ เขียง ผู้ค้าในตลาดสด รวมถึง ผู้ประกอบการแปรรูปหมู การนำเข้าหมูจะกระทบทุกขั้นตอนในห่วงโซ่การผลิต ทำลายระบบการผลิตเนื้อหมูทั้งหมด ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของความมั่นคงทางอาหารของประเทศ ดังเช่นกรณีฟิลิปปินส์ที่ปล่อยให้มีการนำเข้าเนื้อหมู ทำให้เกษตรกรในประเทศไม่มีแรงจูงใจในการเลี้ยง  ทยอยเลิกอาชีพและ ในที่สุดนำไปสู่การขาดแคลนเนื้อหมู ต้องอาศัยพึ่งพาการนำเข้า เกิดปัญหาหมูแพงขึ้น 15-30% กระทบชาวฟิลิปปินส์ต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน

ขณะเดียวกัน มาตรฐานการผลิตเนื้อหมูของไทยมีความปลอดภัยสูงกว่าเนื้อหมูสหรัฐ เนื่องจากกฎหมายไทยไม่อนุญาตให้ใช้สารเร่งเนื้อแดงในการเลี้ยง เนื่องจากอาจส่งผลต่อระบบหัวใจและประสาทของมนุษย์ หากได้รับในปริมาณไม่เหมาะสม ตรงกันข้ามกับสหรัฐฯ ที่อนุญาตให้ใช้สารเร่งเนื้อแดงได้ตามกฎหมาย แม้สารเร่งเนื้อแดง จะยังเป็นที่ถกเถียงในระดับสากลถึงข้อกังวลเกี่ยวกับสุขภาพของผู้บริโภค ผลกระทบต่อสัตว์ และความปลอดภัยระยะยาว แต่ก็มีหลายประเทศที่ห้ามใช้หรือห้ามนำเข้าสินค้าจากสัตว์ที่ได้รับสารนี้  เช่น สหภาพยุโรป จีน และรัสเซีย สำหรับประเทศไทยการตระหนักในความปลอดภัยของผู้บริโภคชาวไทยที่รัฐบาลไทยให้ความสำคัญมาโดยตลอด เป็นเรื่องจำเป็นที่ต้องรักษามาตรฐานนี้ต่อไป

นอกจากนี้ ประเทศไทยกำลังมีการพัฒนาอุตสาหกรรมการผลิตเนื้อหมู สู่การเป็นสินค้าเพื่อการส่งออก มีมาตรฐานความปลอดภัยที่สูง มีการยกระดับการป้องกันโรค และป้องกันปัญหาหมูเถื่อนที่สร้างหายนะให้คนเลี้ยงหมูมาแล้วในช่วงที่ผ่านมา หากมีการดำเนินการและการสนับสนุนอย่างเหมาะสม “หมูไทย” จะมีศักยภาพในการสร้างรายได้ให้ประเทศไทยอย่างมหาศาล เช่นเดียวกับอุตสาหกรรมเนื้อไก่ที่ได้รับการพัฒนา จนแต่ละปีสามารถสร้างรายได้มากกว่าแสนล้านบาท โดยได้รับการยอมรับด้านคุณภาพและมาตรฐานความปลอดภัยจากทั่วโลก

“ขอฝากถึงคณะเจรจาของรัฐบาลไทยนำโดยท่านรองนายกฯ และ รมว.คลัง นายพิชัย ชุณหวชิร ที่กำลังจะเดินทางไปเจรจากับสหรัฐฯ โปรดยกเลิกแนวคิดนำเข้าเนื้อหมู เพราะจะสร้างปัญหาตามมาอีกมหาศาล ได้ไม่คุ้มเสียแน่นอน” นายสิทธิพันธ์ กล่าว

ผส.พข.9 ลงพื้นที่ติดตามการก่อสร้างอาคารสถานีพัฒนาที่ดินกำแพงเพชร (หลังใหม่)

ผส.พข.9 ลงพื้นที่ติดตามการก่อสร้างอาคารสถานีพัฒนาที่ดินกำแพงเพชร (หลังใหม่)

ผส.พข.9 ลงพื้นที่ติดตามการก่อสร้างอาคารสถานีพัฒนาที่ดินกำแพงเพชร (หลังใหม่)

วันเสาร์ ที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2568, 20.03 น.

ผส.พข.9 ลงพื้นที่ติดตามการก่อสร้างอาคารสถานีพัฒนาที่ดินกำแพงเพชร (หลังใหม่) และการเตรียมความพร้อมของพื้นที่ออกแบบงานจัดระบบอนุรักษ์ดินและน้ำ ปี พ.ศ.2570-2571 จังหวัดกำแพงเพชร

นายวิรุธ คงเมือง ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาที่ดินเขต 9 พร้อมด้วย นายเจษฎา สาระ ผู้อำนวยการสถานีพัฒนาที่ดินกำแพงเพชร และเจ้าหน้าที่ ลงพื้นที่ติดตามความเรียบร้อยการก่อสร้างอาคารสำนักงานสถานีพัฒนาที่ดินกำแพงเพชร (หลังใหม่) และความพร้อมของเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการฯและพื้นที่แปลงที่จะดำเนินการออกแบบงานจัดระบบอนุรักษ์ดินและน้ำในปี พ.ศ. 2570-2571 ณ ตำบลวังทอง อำเภอเมือง จังหวัดกำแพงเพชร

โดยอาคารสำนักงานสถานีพัฒนาที่ดินกำแพงเพชร (หลังใหม่) มีความเรียบร้อยและพร้อมเปิดใช้งาน ส่วนพื้นที่งานจัดระบบฯปี พ.ศ. 2570-2571 มีความพร้อมทั้งในส่วนของพื้นที่ดำเนินการและเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการฯ

ห้ามพลาด! ช้อปสินค้าไลฟ์สไตล์นานาชาติ ส่งตรงทั้งเอเชีย ยุโรป ในงาน ‘STYLE Bangkok 2025’

ห้ามพลาด! ช้อปสินค้าไลฟ์สไตล์นานาชาติ ส่งตรงทั้งเอเชีย ยุโรป ในงาน ‘STYLE Bangkok 2025’

ห้ามพลาด! ช้อปสินค้าไลฟ์สไตล์นานาชาติ ส่งตรงทั้งเอเชีย ยุโรป ในงาน ‘STYLE Bangkok 2025’

วันอาทิตย์ ที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2568, 13.44 น.

งานแสดงสินค้าไลฟ์สไตล์และแฟชั่นระดับนานาชาติ “STYLE Bangkok 2025” นำเสนอสินค้าหลากหลายดีไซน์ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ ส่งตรงจากนานาประเทศทั้งจากเอเชีย ยุโรป และแอฟริกามากกว่า 50 บูธ    ที่ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ผู้ที่สนใจสินค้านานาชาติ ห้ามพลาดโอกาสช็อปผลิตภัณฑ์แปลกตาราคาโปรโมชั่นสุดพิเศษ เช่น กระเป๋าสานหลากสีจากหญ้าแอฟริกา หมอนแบบพกพา กระติกน้ำไทเทเนียม  เป้และกระเป๋าสะพาย เครื่องใช้ในครัว แว่นตากันแดด เบาะเด็กนอน ตุ๊กตา กระเป๋าเดินทางไฟฟ้า เฟอร์นิเจอร์ที่ใช้ในที่มืด เครื่องเซรามิก ฯลฯ

กระเป๋าสานย้อมสีจากประเทศกาน่า แอฟริกา ทำจากหญ้าพันธุ์ Vertiveria Zinzanosa ซึ่งมีคุณสมบัติคล้ายหญ้าแฝกและหญ้ากก มีความเหนียวและทนทานกว่าหญ้าแฝกหญ้ากก ใช้แล้วล้างน้ำและตากให้แห้งได้ ผู้ผลิตนำมาจำหน่ายเป็นครั้งแรกในเมืองไทย หมอนพกพา (Pocket Pillow) แบรนด์ Easynap ของประเทศจีน เป็นหมอนที่รองรับสรีระของคอและคางขณะนอนหลับหรือนั่งทำงาน โดยมีขนาดที่ปรับเทียบ ตามน้ำหนักและส่วนสูง ผลิตจากวัสดุที่ป้องกันแบคทีเรีย และยังสะดวกในการพกพา ทั้งพับใส่กล่องหรือกระเป๋าเดินทาง

กระบอกน้ำดื่มควบคุมอุณหภูมิผลิตจากวัสดุไทเทเนียม แบรนด์ Yanis3 จากประเทศจีน เก็บความร้อนและกันการขูดขีดได้ดีในราคาเริ่มต้นที่ 500 บาท พร้อมทั้งคอลเลคชั่นอื่น ๆ เช่น ดีไซน์แมว (Meow-Gic), แมกโนเลียซีรีส์สีขาวคลาสสิก และซากุระสีชมพู และยังมีกระเป๋าเดินทางไฟฟ้า (Rideable Suitcase) ซึ่งใช้แบตเตอรีพกพาขณะเดินทาง

ในงานยังมีสินค้าที่ผลิตจากวัสดุเรืองแสงต่าง ๆ จากประเทศจีนเพื่อลดอุบัติเหตุจราจรและโศกนาฏกรรม เช่น เสื้อผ้า กระเป๋าใส่มือถือ กระเป๋าสะพาย ตุ๊กตาหมี และของใช้อื่น ๆ ซึ่งจำเป็นในชีวิต ประจำวันเมื่อเดินทางกลางคืน

สุดสัปดาห์นี้เชิญทุกคนมาช็อปสินค้าหลากดีไซน์พร้อมราคาพิเศษ และร่วมกิจกรรมที่น่าสนใจอีกมากมาย ในงาน STYLE Bangkok 2025 ระหว่างวันที่ 2-6 เมษายน 2568 นี้ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ รายละเอียดเพิ่มเติม http://www.stylebangkokfair.com

-(016)