อิสราเอลตั้งเป้ายึดดินแดนกาซาให้ได้ 75% ภายใน 2 เดือน

อิสราเอลตั้งเป้ายึดดินแดนกาซาให้ได้ 75% ภายใน 2 เดือน

26 พ.ค. 2568 06:36 น.

อิสราเอลตั้งเป้ายึดดินแดนกาซาให้ได้ 75% ภายใน 2 เดือน

กองทัพอิสราเอลตั้งเป้ายึดดินแดนกาซาให้ได้ 75% ภายในเวลา 2 เดือน และผลักดันชาวปาเลสไตน์ 2 ล้านคนไปอยู่ในพื้นที่ 25% ที่เหลือ

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เมื่อ 25 พ.ค. 2568 กองกำลังป้องกันอิสราเอล (IDF) ระบุว่าพวกเขาตั้งเป้าหมายว่าจะยึดดินแดนของฉนวนกาซาให้ได้ 75% ภายในเวลา 2 เดือน โดยเป็นส่วนหนึ่งของปฏิบัติการโจมตีภาคพื้นดินรอบใหม่ เพื่อทำลายกลุ่มฮามาส

อิสราเอลเริ่มโจมตีฉนวนกาซาอีกครั้งเมื่อ 18 มี.ค. หลังข้อตกลงหยุดยิงที่บังคับใช้มา 2 เดือนหมดอายุ และนับแต่นั้น IDF ส่งทหารเข้าไปในกาซาถึง 5 กองแล้ว คิดเป็นทหารจำนวนหลายหมื่นนาย และเตรียมเริ่มปฏิบัติการโจมตีภาคพื้นดินขนาดใหญ่ เพื่อกำจัดฝ่ายติดอาวุธของกลุ่มฮามาสและยุติการปกครองกาซาของเขา

IDF บอกด้วยว่า เมื่อปฏิบัติการภาคพื้นนี้เริ่มขึ้น ชาวปาเลสไตน์ในกาซาจะถูกผลักดันเข้าสู่พื้นที่เล็กๆ 3 จุดที่พวกเขาระบุว่าเป็น “เขตปลอดภัย” แห่งใหม่ ในเขตมาวาซี บริเวณชายฝั่งทางตอนใต้ของกาซา ซึ่งเป็นจุดเดียวกับที่อิสราเอลเคยประกาศเป็น “เขตมนุษยธรรม”

ตามการประเมินของ IDF ขณะนี้มีชาวปาเลสไตน์อยู่ในเขตมาวาซีประมาณ 700,000 คน ขณะที่อีก 300,000-350,000 คนอยู่ในภาคกลาง ส่วนที่เหลือประมาณ 1 ล้านคนอยู่ในเมืองกาซาซิตี้

นี่หมายความว่า ชาวปาเลสไตน์กว่า 2 ล้านคนจะถูกผลักดันเข้าไปอยู่ในพื้นที่ประมาณ 25% ของฉนวนกาซาเท่านั้น ส่วนที่เหลือจะถูกกองทัพอิสราเอลยึดครอง เพื่อกำจัดโครงสร้างพื้นฐานของกลุ่มฮามาส, รื้ออาคารส่วนใหญ่ และยึดพื้นที่แห่งนี้เอาไว้อย่างไม่มีกำหนด

IDF คาดว่า ทันทีที่ปฏิบัติการเริ่มขึ้น น่าจะใช้เวลาเพียง 2 เดือนเท่านั้นในการยึดพื้นที่ 75% ของกาซา โดยในตอนนี้กองทัพอิสราเอลควบคุมพื้นที่ในกาซาเอาไว้ประมาณ 40%

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : times of israel

สลด พบร่างนักสกี 5 ศพ หลังหายตัวไปบนเทือกเขาแอลป์

สลด พบร่างนักสกี 5 ศพ หลังหายตัวไปบนเทือกเขาแอลป์

26 พ.ค. 2568 05:48 น.

สลด พบร่างนักสกี 5 ศพ หลังหายตัวไปบนเทือกเขาแอลป์

เจ้าหน้าที่ของสวิตเซอร์แลนด์พบศพนักสกีที่ถูกแจ้งหายตัวไปบนเทือกเขาแอลป์เมื่อช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาแล้ว โดยคาดว่าพวกเขาเผชิญกับหิมะถล่ม

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เมื่อวันอาทิตย์ที่ 25 พ.ค. 2568 เจ้าหน้าที่กู้ภัยของสวิตเซอร์แลนด์ พบร่างนักสกี 5 คนที่หายตัวไป ใกล้สกีรีสอร์ทหรูบนเทือกเขา “วาเล แอลป์” (Valais Alps) ในสวิตเซอร์แลนด์แล้ว 1 วันหลังจากกลุ่มนักปีนเขาที่ลงมาจากยอดเขา “ริมป์ฟิสช์ฮอร์น” (Rimpfischhorn) พบกระดานสกีไม่มีเจ้าของหลายคู่ใกล้ยอดเขา

เจ้าหน้าที่ใช้การค้นหาทางอากาศและภาคพื้นดินจนนำไปสู่การพบศพผู้เสียชีวิตดังกล่าว บริเวณใต้ยอดเขาริมป์ฟิสช์ฮอร์น ซึ่งสูงจากระดับน้ำทะเล 4,199 ม. โดยศพถูกพบที่ความสูงแตกต่างกันไป บนกองหิมะถล่ม ใกล้ชายแดนสวิตเซอร์แลนด์กับอิตาลี

ร่างผู้เสียชีวิต 3 ศพถูกพบในพื้นที่เดียวกัน ส่วนอีก 2 ศพถูกพบในจุดที่สูงขึ้นไป บริเวณผืนหิมะขนาดเล็ก จากนั้นจึงมีการพบกระดานสกีคู่ที่ 5 ซึ่งเป็นการยืนยันว่า นักสกีกลุ่มนี้มีด้วยกันอย่างน้อย 5 คน แต่เจ้าหน้าที่ยังไม่เปิดเผยข้อมูลของพวกเขาออกมาอย่างเป็นทางการ ขณะที่สำนักงานอัยการท้องถิ่นเริ่มการสืบสวนข้อเท็จจริงของเหตุการณ์นี้แล้ว

ทั้งนี้ สกีรีสอร์ทที่เกิดเหตุมีชื่อว่า “เซอร์มัตต์” (Zermatt) เป็นหนึ่งในรีสอร์ทระดับพรีเมี่ยมบนเทือกเขาแอลป์ในสวิตเซอร์แลนด์ เป็นจุดท่องเที่ยวยอดนิยมสำหรับนักสกีจากอังกฤษและประเทศอื่นๆ ในยุโรป แต่การเดินทางขึ้นสู่ยอดเขาริมป์ฟิสช์ฮอร์น ต้องใช้เวลาเดินทางจากรีสอร์ทขึ้นไปถึง 5 ชั่วโมง

ก่อนหน้านี้เมื่อคืนวันศุกร์ ทีมกู้ภัยของสวิตเซอร์แลนด์เพิ่งเข้าร่วมภารกิจช่วยเหลือผู้ประสบภัยบนภูเขาฟีสเชอร์ฮอร์เนอร์ (Fiescherhörner) หลังนักปีนเขา 4 คนติดอยู่บนนั้นท่ามกลางหมอกลงและลมแรง โดยเจ้าหน้าที่ต้องพยายาม 2 ครั้งจึงสามารถช่วยเหลือทั้ง 4 คนกลับลงมาได้อย่างปลอดภัย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

เซเลนสกีโวย สหรัฐฯ “นิ่งเงียบ” หลังรัสเซียส่งโดรน-ยิงมิสไซล์ถล่มต่อเนื่อง

เซเลนสกีโวย สหรัฐฯ “นิ่งเงียบ” หลังรัสเซียส่งโดรน-ยิงมิสไซล์ถล่มต่อเนื่อง

26 พ.ค. 2568 04:31 น.

เซเลนสกีโวย สหรัฐฯ “นิ่งเงียบ” หลังรัสเซียส่งโดรน-ยิงมิสไซล์ถล่มต่อเนื่อง

เซเลนสกีกล่าวหาสหรัฐฯ นิ่งเงียบต่อการโจมตีของรัสเซีย หลังมอสโกโจมตียูเครนต่อเนื่องตั้งแต่เมื่อวันศุกร์จนถึงวันอาทิตย์ที่ผ่านมา

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า นายโวโลดีเมียร์ เซเลนสกี ประธานาธิบดียูเครน กล่าวในวันอาทิตย์ที่ 25 พ.ค. 2568 ว่า การ “นิ่งเงียบ” ของสหรัฐฯ ต่อการโจมตีของรัสเซียในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา เท่ากับเป็นการสนับสนุน วลาดิเมียร์ ปูติน ผู้นำรัสเซีย ในขณะที่มอสโกโจมตีทางอากาศครั้งใหญ่ที่สุดเข้าใส่ยูเครน

การโจมตีในช่วงข้ามคืนเข้าสู่วันอาทิตย์ที่ผ่านมา ถือเป็นการโจมตีที่รัสเซียใช้โดรนกับยิงมิสไซล์เข้าใส่ยูเครนมากที่สุดในค่ำคืนเดียว นับตั้งแต่สงครามเริ่มขึ้นเมื่อ 3 ปีก่อน ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 12 ศพ รวมเด็ก 3 ราย และมีผู้ได้รับบาดเจ็บอีกหลายสิบคนทั่วประเทศ

ตามการเปิดเผยของกองทัพอากาศยูเครน นับตั้งแต่เวลา 20.40 น.วันเสาร์ จนถึงวันอาทิตย์ รัสเซียยิงมิสไซล์หลากหลายชนิด กับส่งโดรนและอากาศยานไร้คนขับ (UAV) จำนวนรวมกว่า 367 ลำ เข้าโจมตียูเครน โดยพวกเขายิงทำลายขีปนาวุธได้ 45 ลูก ทำลาย UAV 266 ลำ แต่ยังมีพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบและถูกโจมตี 22 แห่ง

เมื่อช่วงข้ามคืนวันศุกร์เข้าสู่วันเสาร์ รัสเซียก็เพิ่งโจมตีกรุงเคียฟครั้งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่สงครามเริ่มขึ้น ทำให้อาคารบ้านเรือนหลายแห่งถูกไฟไหม้ มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 13 ศพ บาดเจ็บอีกมากกว่า 50 คน

นายเซเลนสกีกล่าวในวันอาทิตย์ว่า ความโหดร้ายของรัสเซียไม่สามารถถูกหยุดได้หากปราศจากแรงกดดันที่รุนแรงต่อผู้นำรัสเซีย “เรื่องนี้ไม่อาจถูกเพิกเฉยได้ การนิ่งเงียบของสหรัฐฯ และการนิ่งเงียบของคนอื่นๆ ในโลก ที่แต่จะให้กำลังใจปูตินเท่านั้น”

นักวิเคราะห์ระบุว่า คำว่า “นิ่งเงียบ” ที่นายเซเลนสกีพูด น่าจะสื่อถึงการคว่ำบาตรเพิ่มเติม ซึ่งจนถึงตอนนี้สหรัฐฯ ยังไม่บังคับใช้มาตรการลงโทษต่อการโจมตีต่อเนื่องของรัสเซียเลย

โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ กล่าวก่อนหน้านี้ว่า เขาอยากจะใช้ไม้อ่อนมากกว่าไม้แข็งเพื่อเกลี้ยกล่อมรัสเซียให้ตกลงหยุดยิง แต่ที่ผ่านมา นอกจากการพูดคุยโดยตรงระหว่างยูเครนกับรัสเซีย 1 ครั้งที่ตุรกีแล้ว ความพยายามเพื่อยุติการต่อสู้ในยูเครนแทบไม่มีความคืบหน้าใดๆ แม้นายทรัมป์จะแสดงออกว่าเขาเริ่มหมดความอดทนแล้วก็ตาม

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

สหรัฐฯ จับหนุ่ม 2 สัญชาติ ฐานพยายามเผาสถานทูตสหรัฐฯ ในเทลอาวีฟ

สหรัฐฯ จับหนุ่ม 2 สัญชาติ ฐานพยายามเผาสถานทูตสหรัฐฯ ในเทลอาวีฟ

26 พ.ค. 2568 03:25 น.

สหรัฐฯ จับหนุ่ม 2 สัญชาติ ฐานพยายามเผาสถานทูตสหรัฐฯ ในเทลอาวีฟ

สหรัฐฯ จับกุมตัวชาย 2 สัญชาติ ผู้วางแผนโจมตีสถานทูตสหรัฐฯ ในเทลอาวีฟ แต่ถูกจับได้ก่อน และถูกส่งตัวไปดำเนินคดีในสหรัฐฯ

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เมื่อวันอาทิตย์ที่ 25 พ.ค. 2568 เจ้าหน้าที่ของสหรัฐฯ จับกุมตัวนาย โจเซฟ นอยเมเยอร์ ผู้ถือสัญชาติอเมริกัน-เยอรมัน อายุ 28 ปี ที่ท่าอากาศยานจอห์น เอฟ เคนเนดี ในนครนิวยอร์ก หลังจากเขาถูกจับได้ว่าพยายามเผาสถานทูตสหรัฐฯ ในกรุงเทลอาวีฟ จนถูกทางการอิสราเอลขับออกจากประเทศ

กระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ ระบุว่า นายนอยเมเยอร์ถูกนำตัวขึ้นศาลในวันเดียวกัน ก่อนจะถูกนำตัวไปฝากขัง

“จำเลยผู้นี้ถูกตั้งข้อหาวางแผนโจมตีเพื่อสร้างความเสียหาย โดยมีเป้าหมายที่สถานทูตของเราในอิสราเอล คุกคามชีวิตของชาวอเมริกันและประธานาธิบดีทรัมป์” น.ส.พาเมลา บอนดี อัยการสูงสุดของสหรัฐฯ กล่าว

การจับกุมครั้งนี้เกิดขึ้นไม่กี่วันหลังจากมือปืนคนหนึ่งยิงสังหารเจ้าหน้าที่สถานทูตอิสราเอล 2 คนจนเสียชีวิต ที่หน้าพิพิธภัณฑ์ชาวยิวในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ของสหรัฐฯ

ทั้งนี้ นายนอยเมเยอร์เดินทางเข้าอิสราเอลในเดือนเมษายน และในวันที่ 19 พ.ค. เขามุ่งหน้าไปยังสถานทูตสหรัฐฯ ในกรุงเทลอาวีฟพร้อมกับกระเป๋าสะพายหลังสีเข้ม และถ่มน้ำลายใส่เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยของสถานทูตในตอนที่เขาเดินผ่าน เมื่อเจ้าหน้าที่พยายามควบคุมตัวเขา นายนอยเมเยอร์ก็ตัดสินใจวิ่งหนี ทิ้งไว้เพียงกระเป๋าสะพายหลัง

เมื่อตรวจสอบ เจ้าหน้าที่พบว่าในกระเป๋าดังกล่าวมีระเบิดขวด 3 ขวด นอกจากนี้ยังพบด้วยว่า นายนอยเมเยอร์ประกาศกร้าวผ่านข้อความที่โพสต์ด้วยบัญชีผู้ใช้เครือข่ายสังคมออนไลน์ของตัวเขาเองว่า เขาจะเผาสถานทูตสหรัฐฯ ในกรุงเทลอาวีฟ และเรียกร้องให้ความตายมาสู่สหรัฐฯ และชาวอเมริกัน เขายังขู่จะลอบสังหารประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ด้วย

ต่อมา ตำรวจพบตัวนายนอยเมเยอร์ที่ห้องพักโรงแรมของเขา และดำเนินการจับกุม ก่อนที่ทางการอิสราเอลจะดำเนินการส่งตัวเขากลับสหรัฐฯ ในวันอาทิตย์ โดยที่หากเขาถูกศาลตัดสินว่าความผิดจริง เขาจะต้องรับโทษจำคุกสูงสุด 20 ปี

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ทรัมป์จี้มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด เผยชื่อ-ประเทศ นักศึกษาต่างชาติทุกคน

ทรัมป์จี้มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด เผยชื่อ-ประเทศ นักศึกษาต่างชาติทุกคน

26 พ.ค. 2568 01:26 น.

ทรัมป์จี้มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด เผยชื่อ-ประเทศ นักศึกษาต่างชาติทุกคน

โดนัลด์ ทรัมป์ มุ่งเป้าโจมตีมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดไม่หยุด ล่าสุดเรียกร้องให้ฮาร์วาร์ดเปิดเผยชื่อและประเทศของนักศึกษาต่างชาติทุกคน อ้างเป็นคำขอที่สมเหตุสมผล

เมื่อวันอาทิตย์ที่ 25 พ.ค. 2568 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ โพสต์ข้อความผ่าน Truth Social เรียกร้องให้มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด เปิดเผยชื่อและประเทศของนักศึกษาต่างชาติทุกคน เพียงไม่กี่วันหลังจากผู้พิพากษาศาลรัฐบาลกลางระงับคำสั่งของเขาที่เพิกถอนสิทธิ์ของฮาร์วาร์ดในการรับนักศึกษาต่างชาติ

“เราต้องการรู้ว่านักศึกษาต่างชาติเหล่านั้นเป็นใคร นี่เป็นคำขอที่สมเหตุสมผล เพราะเรามอบเงินหลายพันล้านดอลลาร์ให้ฮาร์วาร์ด แต่ฮาร์วาร์ดไม่เต็มใจให้ข้อมูล” โพสต์ของนายทรัมป์ระบุ “เราต้องการชื่อและประเทศเหล่านั้น”

นายทรัมป์ไม่ได้เปิดเผยว่ารัฐบาลของเขาจะนำข้อมูลดังกล่าวไปใช้อย่างไร หรือส่วนใดในรัฐบาลของเขาจะบริหารจัดการข้อมูลนี้

อนึ่ง โพสต์ล่าสุดของนายทรัมป์เกิดขึ้นหลังจาก น.ส.คริสตี โนเอม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงความมั่นคงมาตุภูมิ ส่งจดหมายถึงผู้บริหารของมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ระบุว่า การมีส่วนร่วมของฮาร์วาร์ดในโครงการผู้มาเยือนแลกเปลี่ยนและนักศึกษา (SEVP) จะถูกยกเลิก โดยมีผลบังคับใช้ในทันที

น.ส.โนเอมกล่าวหาฮาร์วาร์ดว่า สนับสนุนความรุนแรง หนุนลัทธิต่อต้านชาวยิว และมีการประสานงานกับพรรคคอมมิวนิสต์จีน และนักศึกษาต่างชาติทุกคนในฮาร์วาร์ดต้องย้ายไปมหาวิทยาลัยอื่นเพื่ออยู่ในสหรัฐฯ ต่อ

จากนั้น ฮาร์วาร์ดได้ยื่นฟ้องร้องรัฐบาลสหรัฐฯ ระบุว่าคำสั่งนี้ละเมิดรัฐธรรมนูญสหรัฐฯ ฉบับแก้ไขครั้งที่ 1 ซึ่งคุ้มครองเสรีภาพในการพูด และฉบับแก้ไขครั้งที่ 14 ที่ให้สิทธิพลเมืองและสิทธิทางกฎหมายที่เท่าเทียมกัน ซึ่งผู้พิพากษา อัลลิสัน เบอร์โรส์ ซึ่งได้รับการแต่งตั้งโดยอดีตประธานาธิบดีโอบามา สั่งระงับคำสั่งของรัฐบาลทรัมป์ชั่วคราว

ทั้งนี้ รัฐบาลทรัมป์กำลังเดินหน้าจัดการกับมหาวิทยาลัยชั้นนำในสหรัฐฯ รวมถึง ฮาร์วาร์ด ที่พวกเขาระบุว่า ไม่คุ้มครองนักศึกษาชาวยิวจากแนวคิดต่อต้านชาวยิว และมุ่งเป้าไปที่ความพยายามสร้างความหลากหลายในมหาวิทยาลัยทั่วประเทศ

กฎหมายงบประมาณใหม่ที่กำลังถูกพิจารณาในสภาคองเกรส ก็เพิ่มอัตราการเก็บภาษีเงินลงทุนที่มหาวิทยาลัยเอกชนที่ร่ำรวยได้รับบริจาคด้วย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : usatoday

เมืองนีซไฟดับต่อจากเมืองคานส์ ฝรั่งเศสสงสัยเป็นวินาศกรรมครั้งที่ 2

เมืองนีซไฟดับต่อจากเมืองคานส์ ฝรั่งเศสสงสัยเป็นวินาศกรรมครั้งที่ 2

26 พ.ค. 2568 00:22 น.

เมืองนีซไฟดับต่อจากเมืองคานส์ ฝรั่งเศสสงสัยเป็นวินาศกรรมครั้งที่ 2

เกิดเหตุไฟฟ้าดับขนาดใหญ่ในเฟรนช์ ริเวียรา ของฝรั่งเศส เป็นครั้งที่ 2 ภายในระยะเวลา 2 วัน หลังจากเกิดไฟไหม้สถานีย่อยในเมืองนีซ โดยเจ้าหน้าที่สงสัยว่าอาจเป็นการก่อวินาศกรรมอีกครั้ง

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เกิดไฟดับกระทบบ้านเรือนอย่างน้อย 45,000 หลังที่เมืองนีซ ในภูมิภาคเฟรนช์ ริเวียรา บริเวณชายฝั่งทะเลเมดิเตอร์เรเนียนของฝรั่งเศส หลังเกิดไฟไหม้สถานีพลังงานย่อยในเมืองนีซ เมื่อเวลาประมาณ 2.00 น. วันอาทิตย์ที่ 25 พ.ค. 2568 ซึ่งเจ้าหน้าที่เชื่อว่านี่อาจเป็นการก่อวินาศกรรมครั้งที่ 2 ในรอบ 2 วัน

ตำรวจในเมืองนีซระบุว่า พวกเขาพบรอยล้อรถและประตูเข้าสู่สถานีพลังงานย่อยทางตะวันตกของเมืองนีซก็ถูกทำลาย

นายคริสติยง เอสโตรซี นายกเทศมนตรีเมืองนีซ โพสต์ข้อความผ่าน X ระบุว่า เขาขอประณามพฤติกรรมมุ่งร้ายที่ส่งผลกระทบต่อประเทศของเรา ขณะที่นายเกล โนฟรี รองนายกเทศมนตรีเมืองนีซ ระบุว่า เหตุไฟไหม้ที่สถานีย่อยอาจมีต้นกำเนิดจากการก่ออาชญากรรม

เหตุไฟดับทำให้ท่าอากาศยานเมืองนีซ, เครือข่ายรถราง และเมืองใกล้เคียงอย่างแซงต์-โลรองต์-ดู-วาร์ และเมืองคาญ-ซูร์-แมร์ ได้รับผลกระทบ ก่อนที่ไฟฟ้าจะกลับมาในช่วงเช้า

เหตุการณ์ล่าสุดนี้เกิดขึ้นเพียงวันเดียวหลังจากเมื่อเช้าวันเสาร์ เกิดไฟดับที่เมืองคานส์ ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากเมืองนีซ กระทบบ้านเรือนกว่า 160,000 หลัง และทำให้การฉายภาพยนตร์ที่งานเทศกาลหนังเมืองคานส์วันสุดท้ายต้องหยุดชะงัก ก่อนที่ไฟฟ้าจะฟื้นฟูกลับมาในตอนบ่าย

อัยการของฝรั่งเศสระบุว่า สถานีไฟฟ้าย่อยในหมู่บ้านแทงเนอรอง (Tanneron) ซึ่งจ่ายไฟให้เมืองคานส์ ถูกมือเพลิงโจมตีทำให้เกิดไฟไหม้ในช่วงเช้ามืดวันเสาร์ จากนั้นในเวลาประมาณ 10.00 น. โคนเสาส่งไฟฟ้าใกล้เมืองวิลเลอนูเวอ-ลูแบ (Villeneuve-Loubet) ถูกทำให้เสียหายจนเกิดไฟดับครั้งที่ 2

จนถึงตอนนี้ยังไม่มีข้อบ่งชี้ว่า เหตุไฟดับที่เมืองนีซกับเมืองคานส์มีความเชื่อมโยงกัน แต่นายเอสโตรซีระบุว่า ทางการจะเพิ่มเครือข่ายการป้องกันระบบไฟฟ้าของเมืองนีซใหม่มากขึ้น และเจ้าหน้าที่เริ่มการสืบสวนคดีนี้แล้ว โดยตั้งข้อสันนิษฐานว่าอาจเป็นการวางเพลิงแบบเป็นระบบ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ก.เกษตรฯ เปิดงานมหานครผลไม้ไทยภาคตะวันออก คุมมาตรฐาน ส่งเสริมเกษตรกรกระจายผลผลิต

ก.เกษตรฯ เปิดงานมหานครผลไม้ไทยภาคตะวันออก คุมมาตรฐาน ส่งเสริมเกษตรกรกระจายผลผลิต

ก.เกษตรฯ เปิดงานมหานครผลไม้ไทยภาคตะวันออก คุมมาตรฐาน ส่งเสริมเกษตรกรกระจายผลผลิต

วันจันทร์ ที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 11.38 น.

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร่วมด้วย องค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (อ.ต.ก.) ขับเคลื่อนนโยบายรัฐบาล จัดกิจกรรมส่งเสริมเกษตรและผลไม้ไทยภาคตะวันออกทั้งสด – แปรรูป จัดแสดงพร้อมจำหน่ายในงาน “มหานครผลไม้ไทยภาคตะวันออก” ณ ตลาด อ.ต.ก. เพิ่มช่องทางการตลาด ส่งเสริมช่องทาง E-Commerce  กระจายผลผลิตคุณภาพในช่วงฤดูกาล ส่งตรงถึงมือผู้บริโภคทั่วประเทศ สร้างโอกาสเพิ่มรายได้ สู่เกษตรกร วิสาหกิจชุมชน และสถาบันเกษตรกร

นายบุญสิงห์ วรินทร์รักษ์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า สถานการณ์การผลิตผลไม้ 4 ชนิด ได้แก่ ลำไย มะม่วง ทุเรียน และมังคุด ในภาคเหนือ ภาคตะวันออก และภาคใต้ ปี 2568 ที่มีจำนวน 3.4 ล้านตัน เพิ่มขึ้นจากปี 2567 ที่มีปริมาณ 2.78 ล้านตัน หรือเพิ่มขึ้น 22% ซึ่งเพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมา เนื่องจากสภาพอากาศที่เอื้ออำนวยและต้นไม้มีความสมบูรณ์ ทำให้ผลผลิตออกสู่ตลาดจำนวนมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเดือนพฤษภาคมนี้ จะเป็นช่วงที่ผลผลิตทุเรียน มังคุด เงาะ และลองกอง ออกสู่ตลาดมากที่สุด

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ให้ความสำคัญกับการสนับสนุนและช่วยเหลือเกษตรกรไทยผลิตผลไม้คุณภาพได้มาตรฐาน สามารถตอบโจทย์ความต้องการของตลาดได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยมีนโยบายที่มุ่งเน้นสนับสนุนการจำหน่ายผลผลิตทางการเกษตร เพิ่มช่องทางการตลาด และส่งเสริมช่องทาง E-commerce

อย่างจริงจัง ซึ่งจะช่วยขยายฐานลูกค้าให้กว้างขวางยิ่งขึ้น โดยเฉพาะผลไม้ภาคตะวันออกซึ่งกำลังอยู่ในช่วงฤดูกาลออกผลผลิตจำนวนมาก เป้าหมายเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้สินค้า เพิ่มรายได้ให้เกษตรกร วิสาหกิจชุมชน และสถาบันเกษตรกร มีคุณภาพชีวิตที่ดีและรายได้ที่มั่นคง

ทั้งนี้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร่วมมือกับ องค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (อ.ต.ก.) จัดงานแสดงสินค้าพร้อมจำหน่ายสินค้าคุณภาพสู่ผู้บริโภค ภายในงาน “มหานครผลไม้ไทยภาคตะวันออก” ระหว่างวันที่ 19 – 31 พฤษภาคม 2568 บริเวณตลาดสด อ.ต.ก.เขตจตุจักร กรุงเทพฯ  เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้บริโภคได้เลือกซื้อผลไม้สดใหม่และผลิตภัณฑ์แปรรูปคุณภาพจากเกษตรกรภาคตะวันออกโดยตรง อีกทั้งเตรียมขยายงานแสดงสินค้าสู่ภูมิภาคอื่นๆ ต่อไป 

นายปณิธาน มีไชยโย ผู้อำนวยการองค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (อ.ต.ก.) กล่าวว่า องค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (อ.ต.ก.) มีหน้าที่และความรับผิดชอบหลักในการบริหารจัดการตลาดกลางสินค้าเกษตร เพื่อเป็นกลไกสำคัญในการช่วยเหลือเกษตรกรให้มีช่องทางจำหน่ายผลผลิตโดยตรง ลดปัญหาการถูกกดราคาจากพ่อค้าคนกลาง และสร้างความเป็นธรรมในระบบการค้าสินค้าเกษตร การดำเนินงานของ อ.ต.ก. ครอบคลุมตั้งแต่การพัฒนาและบริหารจัดการพื้นที่ตลาด การอำนวยความสะดวกแก่เกษตรกรและผู้ซื้อ การควบคุมคุณภาพและมาตรฐานสินค้าเกษตร รวมถึงการส่งเสริมการตลาดและประชาสัมพันธ์ผลผลิตของเกษตรกรอย่างต่อเนื่อง

“การร่วมมือกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในครั้งนี้ เป็นอีกหนึ่งภารกิจสำคัญของ อ.ต.ก. ในการสนับสนุนนโยบายของรัฐบาล โดยการนำผลผลิตคุณภาพจากเกษตรกรโดยตรงมาจำหน่ายสู่ผู้บริโภคในวงกว้าง ผ่านกิจกรรมต่างๆ และช่องทาง E-Commerce ซึ่งจะช่วยแก้ปัญหาผลไม้กระจุกตัว ทั้งให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น และผู้บริโภคสามารถเข้าถึงผลไม้สดใหม่ คุณภาพดี ในราคาที่เป็นธรรม”นายปณิธาน กล่าวทิ้งท้าย

-(016)

ทีเส็บ ร่วมงาน IMEX Frankfurt 2025 เปิดตัว ‘3M’ ยกระดับคุณค่าการจัดงานในประเทศไทย

ทีเส็บ ร่วมงาน IMEX Frankfurt 2025 เปิดตัว ‘3M’ ยกระดับคุณค่าการจัดงานในประเทศไทย

ทีเส็บ ร่วมงาน IMEX Frankfurt 2025 เปิดตัว ‘3M’ ยกระดับคุณค่าการจัดงานในประเทศไทย

วันจันทร์ ที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 12.51 น.

ทีเส็บเข้าร่วมงาน IMEX Frankfurt 2025 เปิดตัวแคมเปญ “Meet in Thailand: Your Success, Your Moment” นำเสนอองค์ประกอบ “3M” ที่พร้อมยกระดับคุณค่าและเพิ่มมูลค่าให้กับการจัดงานในประเทศไทย

ภูริพันธ์ บุนนาค รองผู้อำนวยการ สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) หรือ ทีเส็บ กล่าวถึงแคมเปญและองค์ประกอบ 3M ระหว่างการแถลงข่าวกับสื่อมวลชนต่างประเทศในงาน IMEX Frankfurt 2025 ว่า “ทีเส็บมุ่งมั่นที่จะนำเสนอพัฒนาการใหม่ๆ ที่ตอบสนองความต้องการที่เปลี่ยนแปลงไปของโลกธุรกิจอยู่เสมอ เพื่อเพิ่มมูลค่าให้กับการจัดงานในประเทศไทย ให้การเข้ามาจัดงานได้รับผลตอบแทนที่คุ้มค่าการลงทุนและได้รับประสบการณ์ที่เกินคุ้ม จากการทำงานร่วมกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในอุตสาหกรรมไมซ์เพื่อรับมือกับความท้า ทายทางเศรษฐกิจและตอบโจทย์โลกธุรกิจ ในที่สุดทีเส็บได้สรรค์สร้างแคมเปญ “Meet in Thailand, Your Success, Your Moment” นำเสนอองค์ประกอบหลัก 3M ได้แก่ MaxiMICE, Meaningful และ Memorable เพื่อแสดงให้เห็นว่าประเทศไทยมีทรัพยากรที่ได้รับการยกระดับและพร้อมใช้สำหรับการสร้างสรรค์และการนิยามการจัดงานในประเทศไทยในมุมมองที่แตกต่าง”

MaxiMICE – แนวคิดนี้เป็นการเชิญชวนลูกค้าให้เข้ามาเลือกสรรและใช้ประโยชน์จากพัฒนาการและทางเลือกใหม่ ๆ ของผลิตภัณฑ์และบริ การในประเทศไทยที่จะทำให้การจัดงานคุ้มค่ากับการลงทุน ทั้งเที่ยวบินจากต่างประเทศสู่ประเทศไทยที่มีจำนวนมากขึ้น เมืองที่พร้อมและมีศักยภาพรองรับการจัดงานมีมากขึ้น การลงทุนเปิดโรงแรมที่พักใหม่ๆ ทำให้มีทางเลือกเพิ่มขึ้น เช่นเดียวกับสถานที่จัดงานแนว Unconventional บุคลากรไมซ์ที่ได้รับการรับรองวิชาชีพและสถานประกอบการที่ได้รับการรับรองมาตรฐานมีมากขึ้น กิจกรรมที่สะท้อนอัตลักษณ์ท้องถิ่น พร้อมด้วยการสนับสนุนอย่างเข้มแข็งจากภาครัฐ

Meaningful – แนวคิดนี้ส่วนหนึ่งมาจากนโยบายของทีเส็บในการพัฒนาอุตสาหกรรมไมซ์ภายใต้กรอบการทำงานด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (Environment, Social and Governance – ESG) ซึ่งเสนอความเป็นไปได้ให้ลูกค้าสามารถจัดงานที่มีเป้าประสงค์ที่คมชัดขึ้น คือสร้างผลลัพธ์ที่วัดผลได้จริง โดยเฉพาะในประเด็นความยั่งยืน ประเทศไทยได้พัฒนาเส้นทางไมซ์คาร์บอนต่ำ ผู้ประกอบการไมซ์ที่ได้รับการรับรองการบริหารจัดการงานที่ยั่งยืน หน่วยงานมืออาชีพในการออกแบบ ตรวจสอบ และรับรองผลของการจัดงานอย่างยั่งยืน นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรมที่ออกแบบให้ชุมชนท้องถิ่นมีส่วนร่วมหรือเป็นประโยชน์ต่อชุมชนท้องถิ่นในทุกเมืองไมซ์และจุดหมายปลายทางที่มีศักยภาพอื่นๆ ทั่วประเทศ

Memorable – ด้วยชื่อเสียงด้านการบริการ ความสามารถในการปรับตัว และต้นทุนวัฒนธรรมที่หลากหลาย ประเทศไทยพร้อมสร้างงานที่ส่งมอบประสบการณ์ที่คุ้มค่า เพราะด้วยเครือข่ายที่กว้างขวางของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในภาคอุตสาหกรรมเชิงความคิดสร้างสรรค์ นักออกแบบงาน ชุมชนท้องถิ่นที่สนใจในอุตสาหกรรมไมซ์ และผู้ประกอบการด้านเทคโนโลยี ประเทศไทยจึงสามารถช่วยลูกค้าให้สร้างสรรค์งานที่มีการผสมผสานกับวัฒนธรรมที่เป็นเอกลักษณ์ การผสมผสานธุรกิจและการพักผ่อนได้อย่างลงตัว การจัดงานที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี และการมีส่วนร่วมกับชุมชนท้องถิ่น รวมไปถึงการบริการแบบมี Human Touch ที่จะสร้างความทรงจำที่ยั่งยืน

ทีเส็บ ยังได้นำเสนอสถานการณ์สำคัญ ๆ ที่เป็นปัจจุบันเกี่ยวกับอุตสาหกรรมไมซ์ไทย ประกอบด้วย  อีเวนต์ 15 งานจากสมาคมและบริษัทในยุโรปและสหราชอาณาจักรที่มีกำหนดจัดในประเทศไทยในปีนี้และปีหน้า ศูนย์การประชุมและนิทรรศการหลักทั้ง 8 แห่งในกรุงเทพฯ และปริ มณฑลที่เชื่อมต่อโดยตรงกับรถไฟฟ้า BTS และรถไฟฟ้าใต้ดิน MRT ได้ภายในเดือนพฤษภาคมปีนี้ แอร์ฟรานซ์จะเริ่มเที่ยวบินตรงระหว่างปารีสและภูเก็ตในเดือนพฤศจิกายน 2568 และโครงการสนับสนุนงานอีเวนต์ธุรกิจและเทศกาลของทีเส็บ

ภูริพันธ์ กล่าวเสริมว่า ในปีหน้าจะเป็นปีแห่งการเฉลิมฉลองไมซ์ (MICE Celebration Year) เพื่อประชาสัมพันธ์การที่ประเทศไทยได้รับเลือกให้เป็นเจ้าภาพจัดงานสำคัญระดับโลกและภูมิภาคหลายงาน เช่น มหกรรมพืชสวนโลกจังหวัดอุดรธานี ปี 2569 การประชุมการแพทย์ World Congress on Pain การประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการธนาคารโลกและกองทุนการ เงินระหว่างประเทศปี 2569 การประชุม Global Sustainable Tourism Conference 2026 และงาน UFI Asia-Pacific Conference 2026 การจัดงานขนาดใหญ่ดังกล่าวเป็นตัวบ่งชี้ที่แข็งแกร่งถึงความเชื่อมั่นของตลาดไมซ์ต่างประเทศในความพร้อมและศักยภาพของประเทศไทยที่จะทำให้การจัดงานประสบความสำเร็จ

ห้องเสื้อ’วนัชกูตูร์’เปิดตัวแฟชั่นโชว์สุดอลังการเนรมิตชุดวิวาห์ในฝัน สู่ความงดงามแห่งฤดูใบไม้ผลิ

ห้องเสื้อ'วนัชกูตูร์'เปิดตัวแฟชั่นโชว์สุดอลังการเนรมิตชุดวิวาห์ในฝัน สู่ความงดงามแห่งฤดูใบไม้ผลิ

ห้องเสื้อ’วนัชกูตูร์’เปิดตัวแฟชั่นโชว์สุดอลังการเนรมิตชุดวิวาห์ในฝัน สู่ความงดงามแห่งฤดูใบไม้ผลิ

วันจันทร์ ที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 12.39 น.

ห้องเสื้อ วนัช กูตูร์ ยกคาราวานชุดแต่งงานกว่า 50 ชุด ร่วมงาน “Wedding Showcase”   พร้อมเปิดตัวแฟชั่นโชว์สุดยิ่งใหญ่ ที่เนรมิตชุดวิวาห์ในฝันเหนือจินตนาการของทุกคู่รัก พร้อมมอบความทรงจำสุดประทับใจชั่วนิรันดร์  ภายในงานพบกับแฟชั่นโชว์ชุดแต่งงานสุดอลังการกว่า 13 ชุด สุดหรูหรา  สไตล์ลักชัวรี่ ดีไซน์สุดพิถีพิถันที่ถ่ายทอดความงามอันไร้กาลเวลาได้อย่างสมบูรณ์แบบ เพื่อต้อนรับโฉมใหม่ โรงแรมดุสิตธานี กรุงเทพฯ โรงแรมสัญชาติไทยระดับลักชัวรี่แบรนด์แรกของเมืองไทย หนึ่งในสถานที่อันเลื่องชื่อระดับตำนานที่เต็มเปี่ยมด้วยคุณค่าและความหมาย และสำหรับไฮไลน์ของแฟชั่นโชว์ในครั้งนี้ คือการเปิดตัวนางแบบสาวสวย  โยชิ รินรดา ธุระพันธ์  พรฟ้า ปุณิกา กุลสุนทรรัตน์  รองอันดับสองมิสยูนิเวิร์ส ไทยแลนด์ 2020 และนางแบบกว่า 10 ชีวิต ที่ให้เกียรติมาร่วมเดินแบบในครั้งนี้ และยังได้รับเกียรติจาก   มร.เอเดรียน รูดิน กรรมการผู้จัดการ โรงแรมดุสิตธานี กรุงเทพ” ร่วมให้การต้อนรับและมอบช่อดอกไม้ให้กับ สรรค์ สุดเกตุ ดีไซน์เนอร์ชื่อดัง และ เจ้าของห้องสื้อ วนัช กูตูร์ ณ โรงแรมดุสิตธานี เมื่อเร็ว ๆ นี้

สรรค์ สุดเกตุ ดีไซน์เนอร์และเจ้าของห้องเสื้อ วนัช กูตูร์ ได้กล่าวถึงการร่วมงานในครั้งนี้ว่า  “การได้มีโอกาสมาร่วมงานกับ โรงแรมดุสิตธานี สถานที่อันเลื่องชื่อระดับตำนานของงานวิวาห์ นับเป็นความภาคภูมิใจและรู้สึกตื่นเต้นมากๆครับ  เพราะเป็นแฟชั่นโชว์ที่ผมและทีมงานตั้งใจเนรมิตให้ชุดเจ้าสาวทั้ง 13 ชุด ออกมาสวยงดงามมากที่สุดเพื่อเป็นการต้อนรับโฉมใหม่ของ โรงแรมดุสิตธานี กรุงเทพฯ

 แรงบันดาลใจหลักในการออกแบบชุดแต่งงานสำหรับแฟชั่นโชว์ในครั้งนี้ ได้มาจากห้วงเวลาแห่งฤดูใบไม้ผลิ ดอกไม้หลากหลายชนิดได้แย้มบานอย่างอ่อนช้อยสะท้อนถึงการเริ่มต้นใหม่ที่เปี่ยมด้วยความหวังและความรัก ความงามอันบริสุทธิ์ของ ดอกกุหลาบขาว, ดอกพีโอนี่, และดอกไฮเดรนเยีย ผสานเข้ากับความงามของสถานที่จัดงาน คือ โรงแรมดุสิตธานี ออกมาเป็นชุดแต่งงานทั้ง 13 ชุด ซึ่งถูกออกแบบและตัดเย็บขึ้นใหม่ทั้งหมดจากผ้าเกรดพรีเมียม ประดับตกแต่งด้วยงานปักดอกไม้สามมิติ ที่จำลองความงามของดอกกุหลาบ ดอกพีโอนี่ และ ดอกไฮเดรนเยีย ได้อย่างอ่อนช้อยงดงาม เพิ่มความลักชัวรี่ด้วยคริสตัล Swarovski อย่างมีรสนิยม สามารถสวมใส่ได้ทั้งในงานอินดอร์และเอาท์ดอร์ ที่สะท้อนถึงความต้องการของเจ้าสาวยุคใหม่ที่มองหาความเรียบหรู ทันสมัย และ ใกล้ชิดธรรมชาติ ได้อย่างลงตัวครับ”

แบรนด์’มูจิ'(MUJI) จัดงานเปิดตัวผลิตภัณฑ์สกินแคร์ 2 ซีรีส์ใหม่ ภายใต้แนวคิด Power of Nature

แบรนด์'มูจิ'(MUJI) จัดงานเปิดตัวผลิตภัณฑ์สกินแคร์ 2 ซีรีส์ใหม่ ภายใต้แนวคิด Power of Nature

แบรนด์’มูจิ'(MUJI) จัดงานเปิดตัวผลิตภัณฑ์สกินแคร์ 2 ซีรีส์ใหม่ ภายใต้แนวคิด Power of Nature

วันจันทร์ ที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 12.12 น.

เพราะการดูแลผิวเป็นสิ่งที่ทุกคนให้ความสำคัญในชีวิตประจำวัน ดังนั้นแบรนด์ “มูจิ” (MUJI) จึงมุ่งมั่นในการคิดค้นผลิตภัณฑ์บำรุงผิวที่มีความอ่อนโยนและสามารถใช้ได้ทุกวันเพื่อผลลัพธ์ที่ดีที่สุด อกิฮิโร่ คาโมการิ กรรมการผู้จัดการ บริษัท มูจิ รีเทล (ประเทศไทย) จำกัด ได้จัดงานเปิดตัวผลิตภัณฑ์สกินแคร์ 2 ซีรีส์ใหม่ ภายใต้แนวคิด Power of Nature โดยใช้วัตถุดิบจากธรรมชาติ 100% ในทุกขั้นตอนของกระบวนการผลิต เพื่อมอบคุณค่าจากธรรมชาติอย่างแท้จริง ผลิตภัณฑ์ใหม่นี้ได้รับการออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์การดูแลผิวอย่างตรงจุดทั้งผู้หญิงและผู้ชาย และมีสูตรให้เลือกใช้สำหรับทุกสภาพผิว ซึ่งประกอบไปด้วยกลุ่ม Sensitive Skin Series ผลิตภัณฑ์ดูแลผิวที่ออกแบบมาเพื่อผิวแพ้ง่ายโดยเฉพาะ  เพื่อการดูแลผิวอย่างอ่อนโยนในทุกวัน และกลุ่ม Booster Series ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวล้ำลึกด้วยสารสกัดจากรำข้าวหมัก  เพื่อผิวสุขภาพดีและชุ่มชื้นยาวนาน 

โดยภายในงานได้รับเกียรติจากนักแสดงสาวผิวสวยมากความสามารถ พีพี-ปุญญ์ปรีดี คุ้มพร้อม รอดสวาสดิ์ มาร่วมเผยเคล็ดลับการดูแลผิวในชีวิตประจำวัน เพื่อให้ผิวสวยสุขภาพดีอย่างยั่งยืน

“มูจิ” (MUJI) ก่อตั้งขึ้นครั้งแรกที่ประเทศญี่ปุ่น ในปี ค.ศ. 1980  ซึ่งโดดเด่นด้วยผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพและได้มาตรฐานจากประเทศญี่ปุ่น โดยจะมีทั้งของใช้ในครัวเรือน เครื่องแต่งกาย และอาหาร โดยต้นกำเนิดของแบรนด์คือความสมเหตุสมผลของกระบวนการผลิต พร้อมทั้งการมุ่งเน้นไปที่การสรรค์สร้างผลิตภัณฑ์ที่เรียบง่าย ราคาจับต้องได้ และมีคุณภาพผ่านหลักการ 3 ข้อ ได้แก่ การเลือกสรรวัสดุ, การปรับปรุงพัฒนากระบวนการต่าง ๆ และการสร้างบรรจุภัณฑ์ที่เรียบง่าย ดังนั้น “มูจิ” (MUJI) จึงเป็นแบรนด์สินค้าในชีวิตประจำวันที่มีราคาย่อมเยาจับต้องได้

อกิฮิโร่ คาโมการิ กรรมการผู้จัดการ บริษัท มูจิ รีเทล (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวถึงวัตถุประสงค์ในการเปิดตัวผลิตภัณฑ์สกินแคร์ซีรีส์ใหม่ในประเทศไทยว่า “สำหรับการเปิดตัวผลิตภัณฑ์สกินแคร์ซีรีส์ใหม่ในประเทศไทยครั้งนี้ มูจิ (MUJI) ต้องการนำเสนอทางเลือกในการดูแลผิวที่มีคุณภาพและปลอดภัย ด้วยสูตรที่ใช้วัตถุดิบจากธรรมชาติ 100% ซึ่งได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายในประเทศญี่ปุ่นและมียอดขายเติบโตอย่างต่อเนื่อง เป็นผลิตภัณฑ์ที่ชาวญี่ปุ่นจำนวนมากให้ความมั่นใจและเลือกใช้ในชีวิตประจำวัน เราเชื่อมั่นว่าผลิตภัณฑ์กลุ่ม Sensitive Skin Series และ Booster Series จะสามารถตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคชาวไทยที่ใส่ใจในสุขภาพผิว พร้อมมอบประสบการณ์การดูแลผิวที่เรียบง่าย ปลอดภัย และเข้าถึงได้ในราคาที่เหมาะสม”

ด้าน อริญา พันธุมโกมล ผู้จัดการฝ่ายการตลาด บริษัท มูจิรีเทล (ประเทศไทย) กล่าวถึงผลิตภัณฑ์สกินแคร์ซีรีส์ใหม่ว่า “เราเชื่อว่าการดูแลผิวควรเป็นเรื่องง่ายแต่เปี่ยมด้วยคุณภาพ ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดของมูจิในการออกแบบผลิตภัณฑ์ทุกชิ้น สกินแคร์ซีรีส์ใหม่นี้ ทั้งกลุ่ม Sensitive Skin Series และ กลุ่ม Booster Series ถูกพัฒนาขึ้นโดยเน้นความอ่อนโยน ปราศจากสารเคมีที่อาจระคายเคือง พร้อมตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคยุคใหม่ที่ใส่ใจสุขภาพผิว และมองหาผลิตภัณฑ์ที่ใช้ได้ในทุกวันอย่างมั่นใจ โดยเรานำเข้ามาเพื่อให้ผู้บริโภคชาวไทยได้สัมผัสกับคุณภาพแบบเดียวกับที่ได้รับความไว้วางใจจากผู้ใช้ในประเทศญี่ปุ่น”

โดยสกินแคร์ 2 ซีรีส์ใหม่จากแบรนด์ มูจิ (MUJI) ได้รับการพัฒนาโดยใช้วัตถุดิบจากธรรมชาติ 100% ในทุกขั้นตอนของกระบวนการผลิต สะท้อนถึงความใส่ใจในสุขภาพผิวของผู้บริโภคอย่างแท้จริง เริ่มต้นจากกลุ่ม Sensitive Skin Series ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวล้ำลึกที่ออกแบบมาเพื่อผิวบอบบางและแพ้ง่ายโดยเฉพาะ ผสานพลังจากธรรมชาติ 100% ทั้งสารสกัดจากพืช น้ำมันหอมระเหย และสารทำความสะอาดที่อ่อนโยนสูงสุด มอบการบำรุงและปลอบประโลมผิวอย่างล้ำลึก ช่วยเติมความชุ่มชื้นด้วยเซราไมด์และกรดอะมิโน 5 ชนิด พร้อมลดการระคายเคืองด้วยสารสกัดจากรากชะเอมเทศ และปกป้องผิวจากมลภาวะด้วยสารสกัดจากใบยูคาลิปตัส เพื่อผลลัพธ์ผิวเนียนนุ่ม ชุ่มชื้น แข็งแรง และสุขภาพดีอย่างเป็นธรรมชาติ ซึ่งประกอบไปด้วย 4 ผลิตภัณฑ์ ได้แก่ Toning Water ที่มียอดขายกว่า 300,000 ขวดภายใน 1 สัปดาห์ที่ร้านมูจิประเทศญี่ปุ่น ซึ่งมีทั้ง สูตร Light เหมาะกับผู้ที่มีผิวมัน ให้ความรู้สึกสดชื่นและบางเบาหลังใช้ โดยมีทั้งหมด 3 ขนาดด้วยกัน ได้แก่ ปริมาณ 50 มิลลิตร ราคา 120 บาท, ปริมาณ 270 มิลลิลิตร ราคา 250 บาท และปริมาณ 300 มิลลิลิตร ราคา 250 บาท ถัดมาที่ สูตร Moisture เหมาะกับผู้ที่มีผิวผสมหรือผิวธรรมดา ให้ความรู้สึกถึงเนื้อสัมผัสที่เข้มข้น ไม่เหนียวเหนอะหนะ และให้ความชุ่มชื้นแก่ผิวอย่างล้ำลึก มีทั้งหมด 3 ขนาด ได้แก่ ปริมาณ 50 มิลลิลิตร ราคา 120 บาท, ปริมาณ 270 มิลลิลิตร ราคา 250 บาท และปริมาณ 300 มิลลิลิตร ราคา 250 บาท และ สูตร Deep Moisture เหมาะกับผู้ที่มีผิวแห้ง ให้ความรู้สึกถึงเนื้อสัมผัสที่เข้มข้น และให้ความชุ่มชื้นแก่ผิวอย่างล้ำลึก มี 3 ขนาด ได้แก่ ปริมาณ 50 มิลลิลิตร ราคา 150 บาท, ปริมาณ 270 มิลลิลิตร ราคา 290 บาท และปริมาณ 300 มิลลิลิตร ราคา 350 บาท ต่อด้วยผลิตภัณฑ์ Moisturising Milk ที่ประกอบไปด้วย สูตร Light ที่ช่วยฟื้นฟูผิวให้ชุ่มชื้นและแข็งแรง เหมาะสำหรับผู้ที่มีผิวมัน ให้ความรู้สึกสดชื่นและเบาสบาย มีทั้งหมด 3 ขนาด ได้แก่ปริมาณ 50 มิลลิลิตร ราคา 120 บาท, ปริมาณ 180 มิลลิลิตร ราคา 290 บาท และปริมาณ 200 มิลลิลิตร 290 บาท  ถัดมาที่สูตร Moisture ที่ช่วยฟื้นฟูผิวให้ชุ่มชื้นและแข็งแรง เหมาะสำหรับผู้ที่มีผิวผสมและธรรมดา ซึมซาบสู่ผิวได้ดี ไม่เหนียวเหนอะหนะ แต่ยังคงความชุ่มชื้นให้แก่ผิว โดยมีทั้งหมด 3 ขนาด ได้แก่ปริมาณ 50 มิลลิลิตร ราคา 120 บาท, ปริมาณ 180 มิลลิลิตร ราคา 250 บาท และปริมาณ 200 มิลลิลิตร ราคา 290 บาท และสูตร Deep Moisture ที่ช่วยฟื้นฟูผิวให้ชุ่มชื้นและแข็งแรง เหมาะกับผู้ที่มีผิวแห้ง ให้ความรู้สึกถึงเนื้อสัมผัสที่เข้มข้น และให้ความชุ่มชื้นแก่ผิวอย่างล้ำลึก ที่มี 3 ขนาด ได้แก่ปริมาณ 50 มิลลิลิตร ราคา 150 บาท, ปริมาณ 180 มิลลิลิตร ราคา 290 บาท และปริมาณ 200 มิลลิลิตร ราคา 350 บาท นอกจากนี้ยังมีผลิตภัณฑ์ Moisturising Cream ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวรูปแบบครีมที่เหมาะสำหรับผู้มีผิวแพ้ง่ายและมักจะมีการเปลี่ยนแปลงของสภาพผิวตามฤดูกาล โดยสามารถทาหลังขั้นตอน Moisturising Milk ในบริเวณที่มีผิวแห้ง ขาดความชุ่มชื้น อาทิ แก้ม รอบปาก รอบ

ดวงตา แล้วเกลี่ยให้ทั่วใบหน้า ที่จำหน่ายปริมาณ 50 กรัม ในราคา 490 บาท และอีกหนึ่งผลิตภัณฑ์ในกลุ่ม Sensitive Skin Series อย่าง  All-in-One Gel ผลิตภัณฑ์ที่ผสมผสาน Toning Water, Moisturising Milk และ Booster Serum ไว้ในหนึ่งเดียว เหมาะสำหรับผู้ที่มีผิวแพ้ง่ายและมักจะมีการเปลี่ยนแปลงของสภาพผิวตามฤดูกาล ใช้เป็นขั้นตอนหลังการล้างหน้า โดยการบีบครีมลงบนฝ่ามือในปริมาณที่พอเหมาะ แล้วชะโลมทั่วใบหน้าในวันที่เร่งรีบ มี 2 ขนาด ได้แก่ปริมาณ 30 กรัม ราคา 190 บาท และปริมาณ 150 กรัม ราคา 390 บาท

และอีกหนึ่งกลุ่มผลิตภัณฑ์สกินแคร์ใหม่จากแบรนด์ มูจิ (MUJI) คือ Booster Series ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวสูตรเข้มข้น ที่เน้นการฟื้นบำรุงผิวอย่างล้ำลึก ด้วยสารสกัดจากรำข้าวหมักเข้มข้นกว่า 65% ซึ่งผ่านกระบวนการพัฒนาจากรำข้าวท้องถิ่นในจังหวัดยามากาตะ ประเทศญี่ปุ่น ผสานคุณค่ากับเซราไมด์เพื่อเพิ่มความชุ่มชื้นอย่างล้ำลึกและยาวนาน พร้อมเสริมประสิทธิภาพในการเปิดผิวให้เตรียมพร้อมรับการบำรุงในขั้นตอนถัดไป ปลุกผิวให้ตื่น ฟื้นฟูผิวจากความล้าและแห้งกร้าน ลดความตึงผิวหลังล้างหน้า และปรับสมดุลผิวให้เรียบเนียนนุ่มอย่างเป็นธรรมชาติ เหมาะสำหรับใช้ก่อนโลชั่นหรือโทนเนอร์ให้พร้อมเปิดรับความชุ่มชื้นได้อย่างเต็มที่ ทั้งยังผ่านการทดสอบว่าไม่ก่อให้เกิดอาการแพ้หรือระคายเคือง ซึ่งประกอบไปด้วย 2 ผลิตภัณฑ์ คือ เซรั่มรำข้าวหมัก (Booster Serum) เซรั่มสูตรเข้มข้นด้วยส่วนผสมจากธรรมชาติ 100% ที่มียอดขายอันดับ 1 ที่มูจิญี่ปุ่น ด้วยยอดขายกว่า 500,000 ขวดภายในเวลา 1 สัปดาห์ โดดเด่นด้วยส่วนผสมของน้ำหมักรำข้าวเข้มข้นกว่า 65% โดยปราศจากส่วนผสมของน้ำ อุดมไปด้วยวิตามิน 7 ชนิดและแร่ธาตุ 8 ชนิด ช่วยเตรียมผิวให้พร้อมรับการบำรุงได้อย่างมีประสิทธิภาพเมื่อใช้ก่อนลงโทนเนอร์ พร้อมฟื้นฟูผิวให้เนียนนุ่มและสมดุลจากภายในสู่ภายนอก มีจำหน่ายที่ปริมาณ 50 มิลลิลิตร ราคา 590 บาท และ โลชั่นรำข้าวหมัก (Booster Essence Lotion) โลชั่นบำรุงผิวที่ผสานคุณค่าจากน้ำหมักรำข้าวเข้มข้นและเซราไมด์ เพื่อช่วยเติมเต็มความชุ่มชื้นให้ผิวอย่างล้ำลึกและยาวนาน มี 3 ขนาด ปริมาณ 50 มิลลิลิตร ราคา 190 บาท, ปริมาณ 270 มิลลิลิตร ราคา 450 บาท, ปริมาณ 300 มิลลิลิตร ราคา 490 บาท

มูจิ (MUJI) ยังได้แนะนำวิธีการใช้ผลิตภัณฑ์เพื่อประสิทธิภาพสูงสุดในการบำรุงผิว ควรเริ่มต้นด้วยการใช้ผลิตภัณฑ์ Pre-Lotion จากแบรนด์ มูจิ (MUJI) เพื่อปรับสมดุลผิวให้พร้อมสำหรับการดูดซึม ตามด้วยเซรั่มรำข้าวหมัก (Booster Serum) และ โลชั่นรำข้าวหมัก (Booster Essence Lotion) ปิดท้ายด้วยการลง Moisturising จาก Sensitive Skin Series เพื่อกักเก็บความชุ่มชื้นและเสริมเกราะป้องกันผิวให้แข็งแรงในระยะยาว เรียกว่าเป็นขั้นตอนง่าย ๆ ที่ช่วยให้ผิวเนียนนุ่มชุ่มชื้น และพร้อมรับการบำรุงได้อย่างเต็มที่ในทุกวัน นอกจากนี้หากต้องการใช้ผลิตภัณฑ์ให้ครบถ้วนทั้งกลุ่ม Sensitive Skin Series และกลุ่ม Booster Series  ก็สามารถเริ่มจากการทำความสะอาดผิวหน้าด้วย Cleansing Oil ตามด้วย Pre-Lotion เพื่อเป็นขั้นตอนการเตรียมผิว จากนั้นเข้าสู่การบำรุงด้วย Booster Series โดยใช้ โลชั่นรำข้าวหมัก (Booster Essence Lotion) เช็ดผิวด้วยสำลีหรือมือ แล้วตามด้วย เซรั่มรำข้าวหมัก (Booster Serum) ที่วอร์มด้วยมือก่อนทาลงผิว เพื่อช่วยเพิ่มการซึมซาบและประสิทธิภาพการบำรุงล้ำลึก ต่อเนื่องด้วยผลิตภัณฑ์จาก Sensitive Skin Series ได้แก่ Toning Water เพื่อเตรียมผิวรับความชุ่มชื้น Moisturising Milk และตามด้วย Moisturising Cream เพื่อเติมเต็มและกักเก็บความชุ่มชื้นให้ผิวหน้าได้อย่าง

ยาวนาน  ทั้งนี้สำหรับผู้ที่มีเวลาจำกัดหรือต้องการความสะดวกในการดูแลผิวสามารถเลือกใช้เพียง เซรั่มรำข้าวหมัก (Booster Serum) จาก Booster Series คู่กับ All-in-One Gel จาก Sensitive Skin Series เพื่อการบำรุงที่รวดเร็วและครบในขั้นตอนเดียว

ด้านนักแสดงสาว พีพี-ปุญญ์ปรีดี คุ้มพร้อม รอดสวาสดิ์ มาร่วมเผยเคล็ดลับการดูแลผิวในชีวิตประจำวัน เพื่อให้ผิวสวยสุขภาพดีอย่างยั่งยืน และเผยถึงความประทับใจต่อผลิตภัณฑ์ของมูจิว่า “ปกติเราเป็นคนที่ใส่ใจเรื่องการดูแลผิวมากๆ เพราะด้วยอาชีพนักแสดงของเราที่ต้องแต่งหน้าทุกวัน เดินทางบ่อย เผชิญกับแสงไฟและแสงแดด เรื่องความชุ่มชื้นผิวจึงเป็นสิ่งที่ให้ความสำคัญมาก เพราะเป็นเหมือนพื้นฐานที่จะช่วยให้ผิวแข็งแรง พอได้ลองสกินแคร์ใหม่ของมูจิแล้วชอบมาก เพราะโดยส่วนตัวเป็นคนเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่อ่อนโยนต่อผิวอยู่แล้ว และยิ่งรู้ว่าเป็นส่วนผสมจากธรรมชาติ 100% ก็ยิ่งรู้สึกสบายใจเวลาใช้ เนื้อสัมผัสของก็บางเบา ซึมไว ไม่เหนอะหนะ แล้วกลิ่นก็เป็นธรรมชาติแบบไม่ปรุงแต่งเลย ช่วยให้รู้สึกผ่อนคลาย สิ่งที่ชอบที่สุดคือความใส่ใจในรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ของมูจิอย่างการเลี่ยงสารเคมีที่อาจก่อให้เกิดการระคายเคือง อย่างพาราเบน แอลกอฮอล์ หรือสีสังเคราะห์ ทำให้รู้สึกมั่นใจว่าใช้ได้ทุกวันโดยไม่ต้องกังวลเรื่องผิวแพ้ ที่ชอบมากๆ อีกอย่างคือบูสเตอร์เซรั่ม พอใช้หลังล้างหน้าแล้วตามด้วยมอยส์เจอร์ไรเซอร์ก่อนนอน ตื่นเช้ามารู้สึกเลยว่าผิวอิ่มน้ำ ผิวแน่นและนุ่มมากๆ ที่สำคัญเซรั่มตัวนี้ไม่ใช่แค่ให้ความชุ่มชื้นเฉยๆ แต่ช่วยให้ผิวดูสดใสขึ้นด้วย เหมือนเป็นตัวช่วยเตรียมผิวให้พร้อมรับการบำรุงในขั้นต่อไป ตอนนี้เลยกลายเป็นไอเท็มประจำที่ใช้ทุกคืนเลยค่ะ”

สัมผัสประสบการณ์การดูแลผิวด้วยผลิตภัณฑ์จาก Sensitive Skin Series และ Booster Series  ได้แล้ววันนี้ที่ มูจิ (MUJI) ทุกสาขาทั่วประเทศ หรือติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์และโปรโมชั่นต่างๆ ได้ทาง Facebook: MUJI Thailand และ Instagram: MUJI_Thailand / LINE Official Account : @MUJIThailand