จุฬาฯทูลเกล้าฯ ถวายปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ แด่’กษัตริย์จิกมี-สมเด็จพระราชินี’

จุฬาฯทูลเกล้าฯ ถวายปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ แด่'กษัตริย์จิกมี-สมเด็จพระราชินี'

จุฬาฯทูลเกล้าฯ ถวายปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ แด่’กษัตริย์จิกมี-สมเด็จพระราชินี’

วันศุกร์ ที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 15.41 น.

8 ส.ค. 68 ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย นายกสภาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย แจ้งว่า “นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณล้นเกล้าล้นกระหม่อม ที่สมเด็จพระราชาธิบดี และสมเด็จพระราชินี แห่งราชอาณาจักรภูฏาน ทรงรับคำกราบบังคมทูลเชิญเสด็จมาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เพื่อให้จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จัดพิธีทูลเกล้าฯ ถวายปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ แด่ทั้งสองพระองค์ ในวันที่ 22 ธันวาคม 2568”

ขอบคุณภาพและข้อมูลจาก : dr.surakiart 

.-008 

‘ม.รามคำแหง’เพิกถอน! ปริญญาปรัชญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ ‘ฮุนเซน’ เหตุเป็นปฏิปักษ์ต่อรัฐไทย

'ม.รามคำแหง'เพิกถอน! ปริญญาปรัชญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ 'ฮุนเซน' เหตุเป็นปฏิปักษ์ต่อรัฐไทย

‘ม.รามคำแหง’เพิกถอน! ปริญญาปรัชญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ ‘ฮุนเซน’ เหตุเป็นปฏิปักษ์ต่อรัฐไทย

วันศุกร์ ที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 15.36 น.

ด่วนถอนปริญญาฮุนเซน! สภา ม.รามคำแหง เพิกถอนปริญญาปรัชญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวิชารัฐศาสตร์ แสดงพฤติกรรมที่ตรงกันข้ามกับคำประกาศเกียรติคุณดังกล่าว 

8 สิงหาคม 2568 มหาวิทยาลัยรามคำแหง ออกแถลงการณ์ เรื่อง เพิกถอนปริญญาปรัชญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สมเด็จ ฮุนเซน มีเนื้อหาระบุว่า เมื่อเวลา 13:30 น. วันนี้ สภามหาวิทยาลัยรามคำแหง ได้ประชุมสภามหาวิทยาลัยรามคำแหง ครั้งที่ 9/2568 โดยมีวาระสำคัญที่ขอชี้แจงให้สื่อมวลชนได้ทราบทั่วกัน คือ วาระที่ 5.1 เรื่อง ข้อเสนอเพิกถอนปริญญาปรัชญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ของสมเด็จ ฮุนเซน

โดยที่ประชุมได้อภิปรายและพิจารณาอย่างรอบด้านแล้ว มีมติให้เพิกถอนปริญญาปรัชญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวิชารัฐศาสตร์ ของสมเด็จ ฮุนเซน ด้วยเหตุผลดังนี้

ตามที่สภามหาวิทยาลัยรามคำแหง ในการประชุมสภามหาวิทยาลัยรามคำแหง ครั้งที่ 6/2544 วันจันทร์ที่ 16 กรกฎาคม 2544 วาระที่ 5.1 ได้มีมติอนุมัติปริญญาปรัชญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวิชารัฐศาสตร์ ให้แด่ สมเด็จ ฮุนเซน นายกรัฐมนตรีแห่งราชอาณาจักรกัมพูชา ในขณะนั้น โดยส่วนหนึ่งของคำประกาศเกียรติคุณได้ระบุว่า 

“สมเด็จ ฮุนเซนได้เสริมสร้างและส่งเสริมความเป็นเพื่อนบ้านที่ดี มิตรภาพ และความร่วมมืออย่างดี ความสัมพันธ์โดยเฉพาะระหว่างกัมพูชากับไทย เป็นไปอย่างมีมิตรภาพและภราดรภาพ ฯลฯ”

บัดนี้ ปรากฏว่า สมเด็จ ฮุนเซน ประธานพฤฒสภากัมพูชา สมาชิกรัฐสภากัมพูชา เสนาธิการทหารกองทัพกัมพูชา และพลเอกอาวุโสด้านการส่งกำลังบำรุงของกองทัพกัมพูชา ได้แสดงพฤติกรรมที่ตรงกันข้ามกับคำประกาศเกียรติคุณดังกล่าว 

โดยมีท่าทีที่เป็นปฏิปักษ์ต่อรัฐไทยอย่างชัดแจ้ง มีการสนับสนุนส่งเสริมให้มีการใช้กำลังอาวุธอย่างรุนแรงอย่างไร้มนุษยธรรมต่อประชาชนชาวไทย เป็นเหตุให้ทหารและพลเรือนไทยต้องบาดเจ็บล้มตาย บ้านเรือนและทรัพย์สินของประชาชนเสียหายอย่างประเมินค่ามิได้

รวมตลอดทั้งสมเด็จ ฮุนเซน ส่งเสริมให้มีการรุกล้ำอำนาจอธิปไตยของไทย ซึ่งนำไปสู่การปะทะกันตามแนวพรมแดนของทั้งสองประเทศดังที่ทราบโดยทั่วกัน พฤติกรรมที่กล่าวมานี้สวนทางกับคำประกาศเกียรติคุณที่สมเด็จ ฮุนเซน เคยได้รับการยกย่องเชิดชูจากมหาวิทยาลัยรามคำแหง

ดังนั้น หากปล่อยให้สมเด็จ ฮุนเซน ถือครองสิทธิในปริญญาปรัชญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ดังกล่าวต่อไปย่อมทำให้สังคมไทยเกิดความเข้าใจผิดในเจตนารมณ์ของการมอบปริญญาปรัชญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวิชารัฐศาสตร์ ที่ได้เคยดำเนินการมาแล้ว 

เมื่อพฤติกรรมของผู้ได้รับมอบปริญญาปรัชญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์เปลี่ยนแปลงไป คำประกาศเกียรติคุณดังกล่าวย่อมสมควรจักต้องถูกลบล้างไปด้วย ซึ่งการลบล้างคำประกาศเกียรติคุณดังกล่าว ดำเนินการได้ด้วยหนทางเดียวเท่านั้น คือ การเพิกถอนปริญญาปรัชญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ที่ได้เคยมอบให้แด่สมเด็จ ฮุนเซน

กอรป์กับข้อบังคับมหาวิทยาลัยรามคำแหง ว่าด้วยการให้ปริญญากิตติมศักดิ์ พ.ศ. 2560 ข้อ 5 ระบุว่า “ผู้ที่สมควรได้รับปริญญากิตติมศักดิ์ต้องเป็นผู้ทรงคุณวุฒิสมควรแก่ปริญญานั้น ๆ มีชื่อเสียงเกียรติคุณดีเด่น มีคุณธรรมและต้องมีคุณสมบัติเฉพาะดังต่อไปนี้

ข้อ 5.2 เป็นผู้ปฏิบัติหน้าที่หรือการงานที่เป็นประโยชน์อย่างยิ่งแก่ประเทศชาติ หรือแก่สังคมนานาชาติ หรือบำเพ็ญประโยชน์ต่อสังคมที่เกี่ยวเนื่องกับปริญญาที่จะได้รับ” ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงเจตนารมณ์ของการมอบปริญญากิตติมศักดิ์ของมหาวิทยาลัยรามคำแหง ที่ผู้ได้รับมอบจักต้องธำรงไว้ซึ่งเกียรติศักดิ์และคุณค่าของปริญญากิตติมศักดิ์นั้น ๆ

ด้วยเหตุผลดังกล่าวข้างต้น สภามหาวิทยาลัยรามคำแหงจึงได้ลงมติด้วยคะแนนเสียงที่เป็นเอกฉันท์ให้เพิกถอนปริญญาปรัชญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวิชารัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง ของสมเด็จ ฮุนเซน โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ลงมติเป็นต้นไป

กมว.ใช้ข้อบังคับพิจารณาประพฤติผิดจรรยาบรรณฉบับใหม่แล้ว พร้อมเร่งสางคดีเก่าให้จบ

กมว.ใช้ข้อบังคับพิจารณาประพฤติผิดจรรยาบรรณฉบับใหม่แล้ว พร้อมเร่งสางคดีเก่าให้จบ

กมว.ใช้ข้อบังคับพิจารณาประพฤติผิดจรรยาบรรณฉบับใหม่แล้ว พร้อมเร่งสางคดีเก่าให้จบ

วันศุกร์ ที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 19.02 น.

กมว.ใช้ข้อบังคับพิจารณาประพฤติผิดจรรยาบรรณฉบับใหม่แล้ว พร้อมเร่งสางคดีเก่าให้จบ

วันที่ 8 ส.ค. 2568 รศ.ดร.ศิริเดช สุชีวะ ประธานกรรมการมาตรฐานวิชาชีพ เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการมาตรฐานวิชาชีพ(กมว.) ครั้งที่ 8/2568 พร้อมด้วยคณะกรรมการมาตรฐานวิชาชีพ และมี ผศ.ดร.อมลวรรณ วีระธรรมโม เลขาธิการคุรุสภา เป็นกรรมการและเลขานุการการประชุม

โดยที่ประชุมได้ออกข้อบังคับเกี่ยวกับ     จรรยบรรณฉบับใหม่ เป็นข้อบังคับคุรุสภาว่าด้วยการพิจารณาการประพฤติผิดจรรยาบรรณของวิชาชีพ พ.ศ. ….  โดยยกเลิกข้อบังคับเก่าทั้ง 3 ฉบับ มารวบเป็นฉบับใหม่ ซึ่งฉบับใหม่นี้ได้แก้ไขอันที่เป็นปัญหาเดิม มาเป็นกฏหมายหลักที่สำคัญในการพิจารณาการประพฤติผิดจรรยาบรรณ เพื่อทำให้การลงโทษผู้ประพฤติผิดจรรยาบรรณเกิดความสะดวกและรวดเร็วเป็นธรรมถูกต้องขึ้นกว่าเดิม เกิดความบริสุทธิยุติธรรมในเวลาที่สั้นลงกว่าเดิมและทันเหตุการณ์ 

“การมีผลบังคับใช้ข้อบังคับฉบับใหม่นี้ จะทำให้บวนการพิจารณาจรรยาบรรณได้ตั้งแต่ ทันที จนกระทั่งถึง 30 วัน แต่ถ้าเป็นเรื่องที่ต้องไปสอบสวนหาข้อเท็จจริงเพิ่มก็ไม่เกิน 3 เดือน ดังนั้น การที่ กมว.มีประกาศข้อบังคับฉบับใหม่นี้ออกมา จะทำให้คุรุสภาทำงานได้ง่ายขึ้นด้วย ซึ่งข้อบังคับเกี่ยวกับจรรยบรรณฉบับใหม่นี้ รมว.ศึกษาธิการ ได้ลงนามประกาศใช้แล้ว และลงในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 30 ก.ค.2568 เรียบร้อยแล้ว” 

รศ.ดร.ศิริเดช กล่าวต่อว่า กมว.จะดำเนินการเชิงรุกในการสร้างความรู้ ความเชื่อ และทัศนคติที่ถูกต้องให้กับครูและบุคลากรทางการศึกษาเกี่ยวกับมาตรฐานและจรรยาบรรณ โดยใช้ AI เข้ามาช่วย มีการสร้างเป็นเรื่อง มีคุณครู 2 คน ที่เป็นตัวแทน ครูผู้ชาย ชื่อว่าคุณครูบรรณ และคุณครูผู้หญิงชื่อครูจรรยา ซึ่งเป็นเรื่องราวที่เราจะใส่คอนเทนต์ผ่านคุณครูทั้งสองคนนี้เผยแพร่จรรยาบรรณ

“กมว.และ คุรุสภายุกใหม่ ได้นำเทคโนโลยี AI มาช่วยในเรื่องของการส่งเสริมจรรยาบรรณ เพื่อทำให้คุณครูตระหนักและให้ความสำคัญ และเพื่อตอบสนองนโยบายของ นายเทวัญ ลิปตพัลลภ รมช.ศึกษาธิการ ที่ต้องการให้พัฒนาผู้ประกอบวิชาชีพครูและบุคลากรทางการศึกษาให้มีมาตรฐานวิชาชีพและจรรยาบรรณของวิชาชีพ โดยยึดหลักกฎหมาย พ.ร.บ.ครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ.2546 อย่างโปร่งใสและมีธรรมาภิบาล นอกจากนี้ คุรุสภา ยังมี E-book รวบรวมกฏหมาย และการพิจารณาคดีใหม่ๆไปให้มหาวิทยาลัยที่ผลิตครู เพื่อให้นักศึกษาและคุณครูได้เข้ามาศึกษาเรียนรู้ด้วย”

ด้าน ผศ.ดร.อมลวรรณ กล่าวว่า กมว.จะได้เร่งเคลียร์คดีเก่าที่ยังคั่งค้างอยู่ให้เสร็จโดยเร็ว จากคดีเก่าทั้งหมด 1,200 กว่าคดี เราทำลดลงเหลือเพียง 300 กว่าคดีแล้ว ซึ่ง กมว.กำลังเร่งล้างคดีเก่าโดยนำข้อบังคับใหม่มาใช้ในการพิจารณาอย่างละเอียดรอบคอบรัดกุม และจะใช้เวลาพิจารณาสั้นลง ดังนั้น คดีที่สังคมสงสัยว่ามีความล่าช้า ปัญหานี้ก็จะหมดไป ความยุติธรรมและกาลเวลาในการพิจารณาที่สมควรก็จะเกิดขึ้น ซึ่งข้อบังคับใหม่นี้ถ้าไม่เกี่ยวกับคดีอาญาก็จะจบเร็วขึ้น หรือจบภายใน 3 เดือน

“วันนี้ กมว.ได้พิจารการประพฤติผิดจรรยาบรรณแยกเป็น ไม่มีมูล 2 ราย, ตักเตือน 2  ราย, ภาคทัณฑ์ 6 ราย, พักใช่ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ 1 ราย, เพิกถอนใบอนุญาตฯ 4 ราย(กรณีล่วงละเมิดทางเพศ,ทำร้ายร่างกาย, ปลอมแปลงเอกสารทั้งที่ไม่เคยเป็นครูมาก่อน กรณีนี้ทางต้นสังกัดจะรับไปดำเนินการทางกฏหมายต่อไปเพราะเป็นคดีอาญา)  นอกจากนี้ ยังมีการแต่งตั้งอนุกรรมการสอบสวน 3 ราย ผลการพิจารณาประพฤติผิดในวันนี้ เป็นคดีเก่าที่คั่งค้างอยู่ แต่คดีใหม่ที่มีหลักฐานเชิงประจักที่ออกสื่อต่างๆเผยแพร่ เราได้มีการตรวจสอบเชิงรุก คดีความใหม่จึงลดลง เหลือแต่ตดีเก่าที่จะเร่งเคลียร์ให้หมด ทั้งนี้ อยากให้ต้นสังกัดของผู้กระทำผิดช่วยด้วย เพื่อให้การพิจารณาของเราถูกต้องรวดเร็วยิ่งขึ้น” ผศ.ดร.อมลวรรณ กล่า

ผศ.ดร.อมลวรรณ  กล่าวอีกว่า ที่ประชุมได้มีมติห็นชอบการอนุมัติออกใบอนุญาตประกอบวิชาชีพทางการศึกษา โดยเลขาธิการคุรุสภา จำนวน 24,986 ราย ให้แก่ผู้ยื่นคำขอขึ้นทะเบียนรับใบอนุญาตและขอต่ออายุใบอนุญาตประกอบวิชาชีพทางการศึกษา ที่สำนักงาน

เลขาธิการคุรุสภาตรวจสอบแล้ว มีคุณสมบัติครบถ้วนและไม่มีลักษณะต้องห้าม ดังนี้ 

ขึ้นทะเบียนรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพทางการศึกษา จำนวน 10,167 ราย เป็นครู จำนวน 9,254 ราย, ผู้บริหารสถานศึกษา จำนวน 666 ราย
, ผู้บริหารการศึกษา จำนวน 166 ราย, ศึกษานิเทศก์ จำนวน 81 ราย

ต่ออายุใบอนุญาตประกอบวิชาชีพทางการศึกษา จำนวน 14,819 ราย เป็นครู จำนวน 13,278 ราย, ผู้บริหารสถานศึกษา จำนวน 1,384 ราย, ผู้บริหารการศึกษา จำนวน 72 ราย, ศึกษานิเทศก์ จำนวน 85 ราย

นอกจากนี้ อนุมัติออกใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครูชั้นต้นให้แก่ผู้ประกอบวิชาชีพครู จำนวน 1 ราย โดยให้ใบอนุญาตมีอายุนับตั้งแต่วันที่คณะกรรมการมาตรฐานวิชาชีพ มีมติอนุมัติออกใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ เป็นต้น 
 

จีนเปิด Robot Mall ร้านแห่งแรกที่จำหน่ายหุ่นยนต์เพื่อผู้บริโภคโดยเฉพาะ

จีนเปิด Robot Mall ร้านแห่งแรกที่จำหน่ายหุ่นยนต์เพื่อผู้บริโภคโดยเฉพาะ

8 ส.ค. 2568 15:30 น.

จีนเปิด Robot Mall ร้านแห่งแรกที่จำหน่ายหุ่นยนต์เพื่อผู้บริโภคโดยเฉพาะ

เขตเทคโนโลยีขั้นสูงในกรุงปักกิ่งของจีน ได้เปิดร้านจำหน่ายหุ่นยนต์บริการครบวงจรเป็นร้านแรก เพื่อผลักดันโครงการระดับชาติในการพัฒนาหุ่นยนต์คล้ายมนุษย์ หรือฮิวแมนนอยด์

“โรบอต มอลล์” (Robot Mall) ซึ่งเป็นร้านค้าแบบครบวงจรแห่งแรกในจีนที่เน้นจำหน่ายหุ่นยนต์สำหรับใช้งานทั่วไปและหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ เปิดให้บริการแล้วในเขต “เมืองอิเล็กทรอนิกส์ปักกิ่ง (Beijing E-Town) โดยนำเสนอสินค้าและบริการแบบครบวงจรตั้งแต่การขายอะไหล่ ไปจนถึงการซ่อมบำรุง ทำให้เกิดการเปรียบเทียบว่าเป็น “โชว์รูมรถยนต์สำหรับหุ่นยนต์”  

“โรบอต มอลล์” มีผลิตภัณฑ์หุ่นยนต์มากกว่า 100 ชนิดให้เลือกสรร ตั้งแต่หุ่นยนต์พ่อบ้านไปจนถึงหุ่นยนต์จำลองเหมือน อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ ที่เสมือนจริง ผู้เยี่ยมชมยังสามารถทดลองและโต้ตอบกับหุ่นยนต์หลากหลายประเภท ไม่ว่าจะเป็นหุ่นยนต์สุนัข หุ่นยนต์นักเล่นหมากรุก และอื่น ๆ อีกมากมาย โดยราคาสินค้ามีตั้งแต่ 2,000 หยวน (ประมาณ 9,000 บาท) ไปจนถึงหลายล้านหยวน

การเปิดตัวร้านค้าแห่งนี้สะท้อนถึงนโยบายของรัฐบาลจีนที่ให้ความสำคัญกับการลงทุนในอุตสาหกรรมหุ่นยนต์และปัญญาประดิษฐ์ (AI) อย่างจริงจัง เพื่อรับมือกับความท้าทายทางเศรษฐกิจ เช่น การเติบโตที่ชะลอตัวและปัญหาสังคมสูงวัย โดยเมื่อปีที่ผ่านมา จีนได้ทุ่มงบอุดหนุนในอุตสาหกรรมนี้ไปแล้วกว่า 2 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ และยังมีแผนจัดตั้งกองทุนมูลค่า 1 ล้านล้านหยวนสำหรับสนับสนุนบริษัทสตาร์ทอัพด้าน AI และหุ่นยนต์อีกด้วย

หวัง อี้ฟาน ผู้อำนวยการร้านกล่าวกับสำนักข่าวรอยเตอร์ว่า “หากต้องการให้หุ่นยนต์เข้าไปอยู่ในทุกครัวเรือน การพึ่งพาแค่บริษัทหุ่นยนต์เพียงอย่างเดียวคงไม่เพียงพอ”  การมีโรบอต มอลล์จึงเป็นส่วนสำคัญในการทำให้เทคโนโลยีเหล่านี้เข้าถึงผู้บริโภคได้ง่ายขึ้น

อาคารสี่ชั้นแห่งนี้ถูกเรียกว่าร้าน 4S ซึ่งหมายถึงการขาย การบริการ อะไหล่ และการตรวจสอบ หรือการรวบรวมและวิเคราะห์ความคิดเห็นของลูกค้า หวังกล่าวว่า นี่เป็นร้านแห่งแรกในประเทศจีนที่เป็นร้าน 4S แม้ว่าเมืองอื่นๆ ก็มีการร้านจำหน่ายหุ่นยนต์เช่นกัน

นอกจากโซนจำหน่ายสินค้าแล้ว โรบอต มอลล์ยังมีโซนพิเศษสำหรับอะไหล่และบริการซ่อมบำรุงหุ่นยนต์โดยเฉพาะ และที่น่าสนใจคือโรบอต มอลล์ตั้งอยู่ติดกับร้านอาหารธีมพิเศษที่ลูกค้าจะได้รับบริการจากหุ่นยนต์และอาหารก็ปรุงโดยเชฟหุ่นยนต์

การเปิดตัวโรบอต มอลล์ในครั้งนี้ เกิดขึ้นพร้อมกับการจัดงานประชุมหุ่นยนต์โลก (World Robot Conference )ซึ่งเป็นการประชุมหุ่นยนต์ระดับโลกที่จัดขึ้นเป็นเวลา 5 วันในกรุงปักกิ่ง โดยสื่อของจีนระบุว่า งานในปีนี้มีนิทรรศการจากบริษัทหุ่นยนต์ทั้งในและต่างประเทศกว่า 200 แห่ง และมีหุ่นยนต์จัดแสดงมากกว่า 1,500 ตัว

นอกจากนี้ กรุงปักกิ่งยังเตรียมเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันกีฬาหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์โลก (World Humanoid Robot Games) ครั้งแรกของโลก ระหว่างวันที่ 14-17 สิงหาคม โดยจะมีทีมจากกว่า 20 ประเทศเข้าร่วมการแข่งขันในประเภทต่าง ๆ เช่น กรีฑา เต้นรำ และฟุตบอล.

ที่มา BBC

ชาวอินโดนีเซียใช้ธงหัวกะโหลก “วันพีซ” เป็นสัญลักษณ์การประท้วงรัฐบาล

ชาวอินโดนีเซียใช้ธงหัวกะโหลก "วันพีซ" เป็นสัญลักษณ์การประท้วงรัฐบาล

8 ส.ค. 2568 12:58 น.

ชาวอินโดนีเซียใช้ธงหัวกะโหลก “วันพีซ” เป็นสัญลักษณ์การประท้วงรัฐบาล

ในช่วงเดือนที่ผ่านมา นักศึกษาและนักเคลื่อนไหวในอินโดนีเซีย ได้นำธงโจรสลัดรูปหัวกะโหลก จากอนิเมะเรื่อง “วันพีซ” มาเป็นสัญลักษณ์ของการประท้วงนโยบายรัฐบาล ก่อนถึงวันชาติอินโดนีเซีย 17 สิงหาคม

ในช่วงเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ได้เกิดปรากฏการณ์ที่ธงโจรสลัดรูปหัวกะโหลกสวมหมวกฟาง ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของกลุ่มโจรสลัดหมวกฟางในอนิเมะชื่อดัง “วัน พีซ” (One Piece) ไปปรากฏตามสถานที่ต่างๆ ทั่วประเทศอินโดนีเซีย ทั้งตามประตูบ้าน หลังรถยนต์ หรือบนผนัง ธงเหล่านี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่การแสดงออกถึงความรักในอนิเมะเท่านั้น แต่ยังกลายเป็นสัญลักษณ์ของการประท้วงทางการเมืองต่อต้านรัฐบาลของประธานาธิบดีปราโบโว ซูเบียนโต ที่มาจากการเลือกตั้งในเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมาอีกด้วย

ปรากฏการณ์นี้เกิดขึ้นหลังจากที่ประธานาธิบดีปราโบโวได้เรียกร้องให้ชาวอินโดนีเซียร่วมกันชักธงชาติสีแดง-ขาว เพื่อเฉลิมฉลองวันประกาศอิสรภาพ หรือวันชาติ ในวันที่ 17 สิงหาคม แต่ชาวอินโดนีเซียจำนวนหนึ่งกลับเลือกที่จะแสดงความไม่พอใจและประท้วงด้วยการชักธงโจรสลัดแทน ซึ่งเป็นการสื่อความหมายว่าพวกเขารักประเทศชาติแต่ไม่เห็นด้วยกับนโยบายของรัฐบาลที่พวกเขาเชื่อว่ามีแนวโน้มที่จะรวมศูนย์อำนาจมากขึ้น

“วัน พีซ” เป็นอนิเมะยอดนิยมที่เผยแพร่ครั้งแรกในปี 1997 และมีฐานแฟนคลับที่เหนียวแน่นในอินโดนีเซีย เนื้อเรื่องของอนิเมะนี้เล่าถึงกลุ่มโจรสลัดที่ต่อสู้เพื่ออิสรภาพและท้าทายรัฐบาลเผด็จการ ซึ่งสอดคล้องกับความรู้สึกของชาวอินโดนีเซียหลายคน โดย อาลี เมาลานา ชาวเมืองจายาปูราในจังหวัดปาปัว กล่าวว่า “ถึงแม้ประเทศนี้จะมีเอกราชอย่างเป็นทางการ แต่พวกเราหลายคนยังไม่เคยสัมผัสกับอิสรภาพอย่างแท้จริงในชีวิตประจำวัน”

ความไม่พอใจของประชาชนส่วนหนึ่งเกิดขึ้นจากสุนทรพจน์ของประธานาธิบดีปราโบโวในช่วงปลายเดือนกรกฎาคม ที่กล่าวว่า “จงชักธงชาติสีแดง-ขาวไม่ว่าคุณจะอยู่ที่ไหน สีแดงคือเลือดที่หลั่งรินเพื่ออิสรภาพ ส่วนสีขาวคือความบริสุทธิ์ของจิตวิญญาณ” คำพูดนี้กระตุ้นให้ เดนดี คริสเตียนโต เจ้าของร้านเสื้อผ้า Wik Wiki ได้รับยอดสั่งซื้อธงโจรสลัดนับพันชิ้นจากทั่วประเทศหลังจากสุนทรพจน์ดังกล่าว

อย่างไรก็ตาม การแสดงออกนี้ไม่ได้ได้รับการยอมรับจากทุกคน นายซุฟมี ดัสโก อะหมัด รองประธานสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งเป็นคนสนิทของประธานาธิบดีปราโบโว ได้ออกมาวิพากษ์วิจารณ์การกระทำนี้ว่าเป็น “ความพยายามที่สมคบคิดกันเพื่อแบ่งแยกชาติ” และเรียกร้องให้ทุกคนร่วมกันต่อต้าน ในขณะที่ ส.ส. อีกคนหนึ่งจากพรรคโกลคาร์ถึงกับกล่าวว่าการกระทำนี้อาจเข้าข่ายการกบฏ

แต่ในทางกลับกัน  ประเสทโย ฮาดี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงรัฐมนตรี  กลับออกมาแถลงว่า ประธานาธิบดีปราโบโวไม่ได้คัดค้านการใช้ธงเหล่านี้ในฐานะ “การแสดงออกเชิงสร้างสรรค์” แต่ย้ำว่าไม่ควรใช้ธงดังกล่าวเพื่อท้าทายหรือลดทอนความสำคัญของธงชาติ และห้ามนำมาวางเคียงข้างกันในลักษณะที่อาจก่อให้เกิดความขัดแย้ง อย่างไรก็ตามกฎหมายของอินโดนีเซียไม่ได้มีข้อห้ามเกี่ยวกับการแสดงธงสมมติ แต่ระบุไว้ว่าหากชักธงชาติร่วมกับธงอื่นใด ธงชาติจะต้องถูกชักขึ้นสูงกว่าเสมอ

นอกจากนี้ ยังมีนักการเมืองบางคนยอมรับการแสดงออกนี้ในฐานะสัญลักษณ์ทางการเมืองที่สะท้อนถึงความคาดหวังของประชาชน โดยบิมา อาร์ยา ซูกีอาร์โต รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย  กล่าวว่า “การแสดงออกในลักษณะนี้เป็นปรากฏการณ์ปกติในระบอบประชาธิปไตย” ในขณะที่ เดดดี เยฟรี ซิตอรัส จากพรรคประชาธิปไตยแห่งการต่อสู้ ซึ่งเป็นพรรคฝ่ายค้าน มองว่า “การกระทำเชิงสัญลักษณ์ในลักษณะนี้ดีกว่าการประท้วงตามท้องถนนที่อาจบานปลายไปสู่ความรุนแรง”

ดอมินิก นิกกี ฟาห์รีซาล นักวิจัยจากศูนย์วิจัยยุทธศาสตร์และการศึกษานานาชาติ กล่าวว่า การที่วันพีซ ได้รับความนิยมในทุกช่วงวัยของชาวอินโดนีเซีย ทำให้ธงโจรสลัดกลายเป็นวิธี “สร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับประเด็นทางการเมืองในรูปแบบที่แตกต่างและมีเอกลักษณ์” สำหรับประชาชนบางคน การตอบสนองของรัฐบาลที่แตกต่างกันไปต่อธงโจรสลัดนี้ยิ่งเน้นย้ำถึงพลังของสัญลักษณ์ดังกล่าว 

ในบทความของ ฟาร์ฮาน ริซกุลเลาะห์ บนแพลตฟอร์ม Medium ได้กล่าวสรุปไว้ว่า “การปฏิบัติต่อธงการ์ตูนเป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติ เป็นการยืนยันถึงสมมติฐานของการประท้วงทั้งหมดโดยไม่ได้ตั้งใจ พวกเขาได้แสดงให้เห็นแล้วว่า ความฝันของมังกี้ ดี. ลูฟี่ ซึ่งเป็นความปรารถนาที่เรียบง่ายและแน่วแน่ที่จะมีอิสระ คือสิ่งเดียวที่พวกเขากลัวอย่างแท้จริง”

ที่มา BBC

วิกฤตประชากรญี่ปุ่น จำนวนคนเสียชีวิตมากกว่าคนเกิดเกือบ 1 ล้านคน

วิกฤตประชากรญี่ปุ่น จำนวนคนเสียชีวิตมากกว่าคนเกิดเกือบ 1 ล้านคน

8 ส.ค. 2568 11:56 น.

วิกฤตประชากรญี่ปุ่น จำนวนคนเสียชีวิตมากกว่าคนเกิดเกือบ 1 ล้านคน

รัฐบาลญี่ปุ่นเปิดเผยว่า ปีที่แล้วมีจำนวนผู้เสียชีวิตมากกว่าจำนวนการเกิดเกือบหนึ่งล้านคน ซึ่งถือเป็นการลดลงของจำนวนประชากรรายปีที่มากที่สุดนับตั้งแต่เริ่มมีการสำรวจโดยรัฐบาลในปี 1968

นายกรัฐมนตรีชิเงรุ อิชิบะ กล่าวถึงวิกฤตประชากรผู้สูงอายุของญี่ปุ่นว่าเป็น “ภาวะฉุกเฉินเงียบ” โดยให้คำมั่นว่าจะดำเนินนโยบายที่เอื้อประโยชน์ต่อครอบครัว เช่น การดูแลเด็กฟรี และการเพิ่มชั่วโมงการทำงานที่ยืดหยุ่นมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม ความพยายามในการแก้ไขปัญหาอัตราการเกิดที่ต่ำอย่างต่อเนื่องในหมู่สตรีชาวญี่ปุ่นยังคงแทบไม่มีผลกระทบใดๆ

ข้อมูลใหม่ที่กระทรวงกิจการภายในและการสื่อสารเผยแพร่เมื่อวันพุธที่ผ่านมา (6 ส.ค.) แสดงให้เห็นว่าจำนวนพลเมืองญี่ปุ่นลดลง 908,574 คนในปี 2024

ญี่ปุ่นมีอัตราการเกิด 686,061 คน ซึ่งเป็นจำนวนที่ต่ำที่สุดนับตั้งแต่เริ่มมีการบันทึกข้อมูลในปี 1899 ขณะที่มีผู้เสียชีวิตเกือบ 1.6 ล้านคน ซึ่งหมายความว่าในหนึ่งทารกที่เกิดจะมีผู้เสียชีวิตมากกว่าสองคน

นับเป็นปีที่ 16 ติดต่อกันที่จำนวนประชากรลดลง โดยระบบบำนาญและระบบสาธารณสุขของประเทศกำลังเผชิญกับแรงกดดัน

อย่างไรก็ตาม จำนวนชาวต่างชาติที่พำนักอาศัยในญี่ปุ่นพุ่งสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 3.6 ล้านคน ณ วันที่ 1 มกราคม 2025 ซึ่งคิดเป็นเกือบ 3% ของประชากรญี่ปุ่น

รัฐบาลได้เริ่มเปิดรับแรงงานต่างชาติบ้างแล้ว โดยการเปิดตัววีซ่าดิจิทัลโนแมดและโครงการพัฒนาทักษะ แต่ปัญหาการย้ายถิ่นฐานยังคงเป็นปัญหาทางการเมืองในญี่ปุ่น

ขณะที่จำนวนประชากรโดยรวมของประเทศลดลง 0.44% จากปี 2023 เหลือประมาณ 124.3 ล้านคน ณ ต้นปี

ปัจจุบัน ผู้สูงอายุที่มีอายุ 65 ปีขึ้นไปคิดเป็นเกือบ 30% ของประชากรทั้งหมด ซึ่งเป็นสัดส่วนที่สูงเป็นอันดับสองของโลกรองจากโมนาโก ตามข้อมูลของธนาคารโลก ประชากรวัยทำงาน ซึ่งหมายถึงผู้ที่มีอายุระหว่าง 15 ถึง 64 ปี ลดลงเหลือประมาณ 60%

ข้อมูลของรัฐบาลที่เผยแพร่เมื่อปีที่แล้วแสดงให้เห็นว่า เมืองและหมู่บ้านจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ กำลังถดถอยลง โดยมีบ้านเรือนเกือบสี่ล้านหลังถูกทิ้งร้างในช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมา

รัฐบาลพยายามเพิ่มอัตราการเกิดมาหลายปีแล้วด้วยแรงจูงใจหลากหลาย ตั้งแต่เงินอุดหนุนค่าที่อยู่อาศัยไปจนถึงการลาเพื่อเลี้ยงดูบุตรโดยได้รับค่าจ้าง แต่อุปสรรคทางวัฒนธรรมและเศรษฐกิจที่หยั่งรากลึกยังคงอยู่

ค่าครองชีพที่สูง ค่าจ้างที่คงที่ และวัฒนธรรมการทำงานที่เข้มงวด เป็นอุปสรรคสำคัญที่คนหนุ่มสาวจำนวนมากไม่กล้าสร้างครอบครัว โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้หญิงที่ต้องเผชิญกับบทบาททางเพศที่ฝังรากลึก ซึ่งมักทำให้พวกเขาได้รับการสนับสนุนอย่างจำกัดในฐานะผู้ดูแลหลัก

อัตราการเกิดของประเทศญี่ปุ่น ซึ่งหมายถึงจำนวนบุตรเฉลี่ยที่เกิดกับผู้หญิงตลอดช่วงชีวิตของเธอ อยู่ในระดับต่ำมาตั้งแต่ช่วงทศวรรษ 1970 ผู้เชี่ยวชาญจึงเตือนว่าแม้การปรับปรุงครั้งใหญ่ในปัจจุบันจะต้องใช้เวลาหลายทศวรรษกว่าจะเห็นผล.

ที่มา BBC

สหรัฐฯ เสนอเพิ่มรางวัลนำจับ 1,600 ล้าน “นิโคลัส มาดูโร” ปธน.เวเนซุเอลา

สหรัฐฯ เสนอเพิ่มรางวัลนำจับ 1,600 ล้าน "นิโคลัส มาดูโร" ปธน.เวเนซุเอลา

8 ส.ค. 2568 11:16 น.

สหรัฐฯ เสนอเพิ่มรางวัลนำจับ 1,600 ล้าน “นิโคลัส มาดูโร” ปธน.เวเนซุเอลา

สหรัฐฯ เพิ่มรางวัลนำจับสำหรับข้อมูลที่นำไปสู่การจับกุมประธานาธิบดีนิโคลัส มาดูโร ของเวเนซุเอลาเป็นสองเท่า เป็น 50 ล้านดอลลาร์สหรัฐ  หรือกว่า 1,600 ล้านบาท โดยกล่าวหาว่าเขาเป็น “หนึ่งในผู้ค้ายาเสพติดรายใหญ่ที่สุดของโลก”

แพม บอนดี รัฐมนตรีกระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ ประกาศว่า สหรัฐฯ เพิ่มเงินรางวัลสำหรับข้อมูลที่นำไปสู่การจับกุมประธานาธิบดีนิโคลัส มาดูโร ของเวเนซุเอลา เป็นสองเท่า เป็น 50 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือกว่า 1,600 ล้านบาท จากข้อกล่าวหาค้ายาเสพติดและความเชื่อมโยงกับกลุ่มอาชญากร

อีวาน กิล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเวเนซุเอลา กล่าวว่ารางวัลใหม่นี้ “น่าสมเพช” และตราหน้าว่าเป็น “การโฆษณาชวนเชื่อทางการเมือง”

“เราไม่แปลกใจเลยที่มันมาจากใคร” กิลกล่าว พร้อมกล่าวหาบอนดีว่าพยายาม “เบี่ยงเบนความสนใจอย่างสุดโต่ง” จากพาดหัวข่าวที่เกี่ยวข้องกับกระแสวิพากษ์วิจารณ์การจัดการคดีของเจฟฟรีย์ เอปสไตน์ ผู้กระทำความผิดทางเพศ

ในช่วงดำรงตำแหน่งสมัยแรกของทรัมป์ รัฐบาลสหรัฐฯ ได้ตั้งข้อหามาดูโรและเจ้าหน้าที่ระดับสูงชาวเวเนซุเอลาคนอื่นๆ ในความผิดหลายกระทง รวมถึงการก่อการร้ายยาเสพติด การทุจริต และการค้ายาเสพติด ในขณะนั้น กระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ อ้างว่ามาดูโรร่วมมือกับกลุ่มกบฏฟาร์กของโคลอมเบียเพื่อ ใช้โคเคนเป็นอาวุธเพื่อโจมตีสหรัฐอเมริกา

ในวิดีโอที่โพสต์บน X เมื่อวันพฤหัสบดี บอนดีกล่าวหามาดูโรว่าประสานงานกับกลุ่มต่างๆ เช่น เทรน เด อารากัว ซึ่งเป็นแก๊งเวเนซุเอลาที่รัฐบาลทรัมป์ประกาศว่าเป็นองค์กรก่อการร้าย และกลุ่มซินาโลอา ซึ่งเป็นเครือข่ายอาชญากรที่มีอิทธิพลในเม็กซิโก

เธออ้างว่าสำนักงานปราบปรามยาเสพติดแห่งสหรัฐอเมริกา (DEA) ได้ “ยึดโคเคน 30 ตันที่เชื่อมโยงกับมาดูโรและพวกพ้อง โดยเกือบ 7 ตันเชื่อมโยงกับมาดูโร”

ก่อนหน้านี้มาดูโรเคยปฏิเสธข้อกล่าวหาของสหรัฐฯ ว่าเขามีส่วนเกี่ยวข้องโดยตรงกับการค้ายาเสพติด

ความคิดเห็นของบอนดีเป็นการเพิ่มความตึงเครียดที่ยาวนานระหว่างรัฐบาลสหรัฐฯ และเวเนซุเอลา แต่อัยการสูงสุดไม่ได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมใดๆ เกี่ยวกับการคาดการณ์ของรัฐบาลว่าการประกาศครั้งนี้และเงินจูงใจใหม่จะนำไปสู่ผลลัพธ์อย่างไร

มาดูโร ซึ่งเป็นผู้นำพรรคยูไนเต็ดโซเชียลลิสต์และสืบทอดตำแหน่งต่อจากฮูโก ชาเวซ ในปี 2013 ถูกกล่าวหาว่าปราบปรามกลุ่มฝ่ายค้านและปิดปากผู้เห็นต่างในเวเนซุเอลา รวมถึงการใช้ความรุนแรง

เขาจัดการการประท้วงหลังการเลือกตั้งเมื่อปีที่แล้ว และยังคงรักษาอำนาจไว้ได้ แต่ในเดือนมิถุนายน ฮูโก การ์บาฆาล อดีตหัวหน้าหน่วยข่าวกรองทางทหารของเวเนซุเอลา ถูกตัดสินว่ามีความผิดในข้อหาค้ายาเสพติดหลายกระทง หลังจากถูกจับกุมในกรุงมาดริดและถูกนำตัวขึ้นศาลในสหรัฐอเมริกา

การ์บาฆาลเคยเป็นสายลับที่น่าเกรงขามซึ่งมีชื่อเรียกว่า เอล โปโย หรือ “ไก่” แต่ได้หลบหนีออกจากเวเนซุเอลาหลังจากเรียกร้องให้กองทัพสนับสนุนผู้สมัครฝ่ายค้านและโค่นล้มมาดูโร

ในตอนแรกเขาปฏิเสธข้อกล่าวหาเรื่องยาเสพติด แต่ต่อมาได้เปลี่ยนคำให้การจากสารภาพเป็นรับสารภาพ ทำให้เกิดกระแสคาดการณ์ว่าเขาได้ทำข้อตกลงกับทางการสหรัฐฯ เพื่อรับโทษที่เบากว่า เพื่อแลกกับข้อมูลที่เป็นหลักฐานมัดตัวเกี่ยวกับมาดูโร

ด้านสหราชอาณาจักรและสหภาพยุโรปได้ประกาศคว่ำบาตรรัฐบาลของมาดูโรหลังจากที่เขากลับมาดำรงตำแหน่งเมื่อต้นปีนี้.

ที่มา BBC

อิสราเอลอนุมัติแผนควบคุมเมืองกาซาซิตี้ ท่ามกลางเสียงคัดค้าน

อิสราเอลอนุมัติแผนควบคุมเมืองกาซาซิตี้ ท่ามกลางเสียงคัดค้าน

8 ส.ค. 2568 10:43 น.

อิสราเอลอนุมัติแผนควบคุมเมืองกาซาซิตี้ ท่ามกลางเสียงคัดค้าน

สำนักงานของนายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู กล่าวว่า คณะรัฐมนตรีความมั่นคงของอิสราเอลอนุมัติแผนเข้าควบคุมเมืองกาซา ซิตี้ แม้มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักทั้งในและต่างประเทศเกี่ยวกับสงครามที่ดำเนินมาเกือบสองปี

สำนักงานของนายเนทันยาฮูแถลงว่า กองกำลังป้องกันอิสราเอล (IDF) จะเตรียมพร้อมเข้าควบคุมเมืองกาซา ซิตี้ ขณะเดียวกันก็ให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมแก่พลเรือนที่อยู่นอกพื้นที่การสู้รบ ทั้งนี้ เมืองกาซาซิตี้ ซึ่งตั้งอยู่ทางตอนเหนือของฉนวนกาซา เป็นเมืองที่ใหญ่ที่สุดในพื้นที่นี้

สำนักงานของเนทันยาฮูได้ออกแถลงการณ์โดยให้รายละเอียดเกี่ยวกับแผนการยึดครองเมืองกาซาซิตี้ และ “หลักการห้าประการสำหรับการยุติสงคราม” ซึ่งระบุว่าคณะรัฐมนตรีได้ลงมติเห็นชอบด้วยคะแนนเสียงข้างมาก โดยระบุว่า “กองกำลังป้องกันอิสราเอล (IDF) จะเตรียมเข้าควบคุมเมืองกาซาซิตี้ พร้อมกับให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมแก่พลเรือนที่อยู่นอกเขตสู้รบ” โดยระบุรายละเอียดเกี่ยวกับหลักการ “ยุติสงคราม” ได้แก่ การลดอาวุธของกลุ่มฮามาส, การส่งตัวประกันทั้งหมดกลับคืนมา ทั้งที่ยังมีชีวิตอยู่และเสียชีวิต, การปลดอาวุธฉนวนกาซา, การควบคุมความมั่นคงของอิสราเอลเหนือฉนวนกาซา และการมีอยู่ของรัฐบาลพลเรือนทางเลือกที่ไม่ใช่ฮามาสหรือรัฐบาลปาเลสไตน์

แถลงการณ์สรุปว่า “รัฐมนตรีส่วนใหญ่ของคณะรัฐมนตรีเชื่อว่าแผนการทางเลือกที่นำเสนอต่อคณะรัฐมนตรีจะไม่สามารถเอาชนะกลุ่มฮามาสหรือส่งตัวผู้ถูกลักพาตัวกลับคืนมาได้” 

ก่อนหน้านี้ นายเนทันยาฮูให้สัมภาษณ์กับฟ็อกซ์นิวส์ว่า อิสราเอลตั้งใจที่จะเข้ายึดครองพื้นที่ชายฝั่งทั้งหมด แต่ยืนยันว่าอิสราเอลไม่ได้ต้องการที่จะครอบครองหรือบริหารจัดการพื้นที่นี้ แต่ต้องการสร้างขอบเขตความปลอดภัยและมอบการบริหารให้แก่กองกำลังอาหรับ โดยไม่ได้ให้รายละเอียดว่าจะเป็นประเทศใดบ้าง

การประกาศดังกล่าวเกิดขึ้นก่อนการประชุมกับกลุ่มรัฐมนตรีอาวุโสเพื่อหารือแผนการควบคุมพื้นที่ในกาซาเพิ่มเติม ขณะที่เจ้าหน้าที่อิสราเอลบางคนระบุว่า การประชุมเมื่อช่วงต้นสัปดาห์ที่ผ่านมากับผู้บัญชาการทหารเป็นไปอย่างตึงเครียด เนื่องจากพลเอกเอยาล ซาเมียร์ ได้แสดงความไม่เห็นด้วยกับการขยายปฏิบัติการทางทหารของอิสราเอล

แหล่งข่าวจากรัฐบาลสองรายระบุว่า มติใดๆ ที่ผ่านการอนุมัติจากคณะรัฐมนตรีความมั่นคงจะต้องได้รับการอนุมัติจากคณะรัฐมนตรีชุดใหญ่ ซึ่งอาจจะยังไม่ได้มีการประชุมจนถึงวันอาทิตย์นี้ โดยหนึ่งในสถานการณ์ที่กำลังพิจารณาก่อนการประชุมคือการเข้ายึดครองพื้นที่ในกาซาที่ยังไม่ได้อยู่ภายใต้การควบคุมของทหารทีละขั้นตอน

การควบคุมพื้นที่ทั้งหมดนี้จะถือเป็นการยกเลิกการตัดสินใจของอิสราเอลในปี 2005 ที่ได้ถอนตัวชาวอิสราเอลและทหารออกจากกาซา แต่ยังคงควบคุมชายแดน น่านฟ้า และสาธารณูปโภค ซึ่งพรรคฝ่ายขวาโทษว่าการถอนตัวครั้งนั้นทำให้กลุ่มฮามาสซึ่งเป็นกลุ่มติดอาวุธชาวปาเลสไตน์สามารถขึ้นมามีอำนาจจากการเลือกตั้งในปี 2006

การประกาศของนายเนทันยาฮูก่อให้เกิดปฏิกิริยาจากหลายฝ่าย โดยฮามาสกล่าวว่าแผนดังกล่าวคือ “การรัฐประหารอย่างโจ่งแจ้ง” ต่อกระบวนการเจรจา ขณะที่เจ้าหน้าที่ทางการของจอร์แดนระบุว่าประเทศอาหรับจะสนับสนุนเฉพาะสิ่งที่ชาวปาเลสไตน์เห็นชอบและตัดสินใจ ส่วนเจ้าหน้าที่ฮามาสอีกคนกล่าวว่า จะถือว่ากองกำลังใดๆ ที่เข้ามาปกครองกาซาเป็น “กองกำลังยึดครอง” ที่เชื่อมโยงกับอิสราเอล

สถานการณ์ที่เกิดขึ้นท่ามกลางการประท้วงที่ทวีความรุนแรงขึ้น โดยผู้ประท้วงหลายร้อยคนรวมตัวกันหน้าสำนักงานนายกรัฐมนตรีในกรุงเยรูซาเลมเรียกร้องให้ยุติสงครามทันทีเพื่อแลกกับการปล่อยตัวตัวประกันที่เหลืออยู่ ผู้ประท้วงจำนวนมากแสดงความไม่พอใจอย่างลึกซึ้งต่อการบริหารจัดการวิกฤตของรัฐบาล

ปัจจุบันยังมีตัวประกันอีก 50 คนที่ยังถูกควบคุมตัวอยู่ในกาซา ซึ่งเจ้าหน้าที่อิสราเอลเชื่อว่ายังมีชีวิตอยู่ 20 คน การเจรจาหยุดยิงเพื่อปล่อยตัวประกันครั้งล่าสุดล้มเหลวไปในเดือนกรกฎาคม ขณะที่เจ้าหน้าที่ปาเลสไตน์ระดับสูงระบุว่าฮามาสได้แจ้งกับคนกลางในการเจรจาจากชาติอาหรับว่า การเพิ่มความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมในกาซาจะนำไปสู่การกลับมาเจรจาหยุดยิงอีกครั้ง.

ที่มา Reuters BBC

“มิน อ่องหล่าย” ทุ่มกว่า 108 ล้านบาทเซ็นสัญญาจ้างบ.ล็อบบี้ หวังฟื้นความสัมพันธ์เมียนมา-สหรัฐฯ

"มิน อ่องหล่าย" ทุ่มกว่า 108 ล้านบาทเซ็นสัญญาจ้างบ.ล็อบบี้ หวังฟื้นความสัมพันธ์เมียนมา-สหรัฐฯ

8 ส.ค. 2568 09:25 น.

“มิน อ่องหล่าย” ทุ่มกว่า 108 ล้านบาทเซ็นสัญญาจ้างบ.ล็อบบี้ หวังฟื้นความสัมพันธ์เมียนมา-สหรัฐฯ

รัฐบาลเมียนมาเซ็นสัญญาว่าจ้างบริษัทล็อบบี้ในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. มูลค่ากว่า 108 ล้านบาทต่อปี เพื่อทำงานประชาสัมพันธ์ผลักดันฟื้นความสัมพันธ์สหรัฐฯ-เมียนมา ก่อนการเลือกตั้งที่วางแผนจัดปลายปีนี้

วันที่ 8 สิงหาคม 2568 เว็บไซต์ข่าวอิรวดีรายงานข่าวอ้างอิงเอกสารภายใต้กฎหมายว่าด้วยการขึ้นทะเบียนตัวแทนของรัฐบาลต่างชาติ (US Foreign Agents Registration Act – FARA) ซึ่งระบุว่า รัฐบาลทหารเมียนมาได้เซ็นสัญญาว่าจ้าง “DCI Group” บริษัทล็อบบี้ที่มีสำนักงานในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ของสหรัฐฯ เป็นมูลค่า 3 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อปี หรือประมาณ 108 ล้านบาท เพื่อทำงานประชาสัมพันธ์และผลักดันให้มีการฟื้นความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ กับเมียนมา ก่อนการเลือกตั้งเมียนมาที่พลเอกอาวุโส มิน อ่อง หล่าย วางแผนจัดขึ้นปลายปีนี้ ซึ่งถูกนานาชาติวิจารณ์อย่างหนักว่าเป็นการจัดฉากเลือกตั้งเพื่อให้มีการสืบทอดอำนาจทหารต่อไป

ตามเอกสารนี้ยังระบุว่า ข้อตกลงฉบับนี้ได้มีการลงนามเมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม โดยนายจัสติน ปีเตอร์สัน หุ้นส่วนผู้จัดการ DCI Group และนายวิน จ่อ อ่อง ปลัดกระทรวงสารสนเทศเมียนมา มีผลบังคับใช้ 1 ปี โดยรัฐบาลทหารต้องชำระเป็น 2 งวด ซึ่งงวดแรกเป็นจำนวนเงิน 1.5 ล้านดอลลาร์เมื่อเซ็นสัญญา และอีกงวดต้องชำระก่อนวันที่ 31 ธันวาคม 2025

โดยรายงานข่าวระบุว่า บริษัท DCI Group มีสายสัมพันธ์ใกล้ชิดกับพรรครีพับลิกัน และเคยรับงานจากรัฐบาลทหารเมียนมาในปี 2545 เพื่อผลักดันให้สหรัฐฯ เปิดเจรจา ทั้งยังเคยทำแคมเปญประชาสัมพันธ์เพื่อปรับภาพลักษณ์กองทัพ แต่ถูกเปิดโปงในปี 2551

ทางด้านกลุ่มเคลื่อนไหว Justice for Myanmar ออกแถลงการณ์ประณามว่า “ไม่มีการโฆษณาชวนเชื่อใดจะสามารถล้างเลือดออกจากมือของกองทัพเมียนมาได้” พร้อมโจมตีบริษัท DCI ว่าเป็นผู้สมรู้ร่วมคิดกับรัฐบาลที่ก่ออาชญากรรมโดยไม่ต้องรับโทษ

ขณะที่ความเคลื่อนไหวครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากพลเอกอาวุโส มิน อ่อง หล่าย ส่งจดหมายถึงนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ขอให้พิจารณายกเลิกหรือผ่อนปรนมาตรการคว่ำบาตรเศรษฐกิจ และขอลดภาษีศุลกากรเหลือ 10–20% หลังรัฐบาลสหรัฐฯ ประกาศเก็บภาษีสินค้าจากเมียนมาถึง 40% ซึ่งเริ่มมีผลเมื่อ 7 สิงหาคมที่ผ่านมา

ที่มา Irrawaddy

อินเดีย-สหรัฐฯ ขัดแย้งกันตอนไหน ทำไมตั้งกำแพงภาษี 50%

อินเดีย-สหรัฐฯ ขัดแย้งกันตอนไหน ทำไมตั้งกำแพงภาษี 50%

8 ส.ค. 2568 09:20 น.

อินเดีย-สหรัฐฯ ขัดแย้งกันตอนไหน ทำไมตั้งกำแพงภาษี 50%

  • อินเดียกำลังจะเผชิญกำแพงภาษีของสหรัฐฯ ในอัตราที่สูงถึง 50% โทษฐานที่พวกเขายังซื้อน้ำมันจากรัสเซียอยู่ ในขณะที่สหรัฐฯ กับยุโรปกำลังหาทางกดดันมอสโกให้ยุติสงครามในยูเครน
  • นายโมดีกับนายทรัมป์ดูจะมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน แต่ในความเป็นจริงแล้ว ทั้งสองประเทศมีจุดติดขัดหลายอย่าง ที่ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองฝ่ายตึงเครียดมานานแล้ว
  • นักวิเคราะห์คาดว่า อินเดียไม่น่าจะหยุดซื้อน้ำมันจากรัสเซียเพื่อเอาใจนายทรัมป์ และจนถึงตอนนี้ ทางการอินเดียก็ออกมากล่าวโจมตีกำแพงภาษีของสหรัฐฯ อย่างรุนแรง

ตอนที่ โดนัลด์ ทรัมป์ รับตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ อีกครั้งในเดือนมกราคม นักวิเคราะห์ชาวอินเดียจำนวนมากต่างแสดงความยินดี โดยเชื่อว่าความสัมพันธ์อันดีระหว่างเขากับนายกรัฐมนตรีนเรนทรา โมดี จะเป็นเกราะป้องกันให้อินเดียจากความวุ่นวายที่ประธานาธิบดีสหรัฐฯ อาจก่อขึ้นได้

ก่อนหน้านี้ ผู้นำทั้งสองเคยช่วยกันหาเสียงให้อีกฝ่าย เคยหาเสียงรวมกัน เรียกอีกฝ่ายว่า “เพื่อน” หลายต่อหลายครั้ง และในเดือนกุมภาพันธ์ นายโมดีก็เป็นหนึ่งในผู้นำโลกกลุ่มแรกๆ ที่เดินทางไปเยี่ยมเยือนนายทรัมป์ที่ทำเนียบขาว

แต่หกเดือนต่อมา นิวเดลีก็เผชิญความจริงอันน่าตกใจ เมื่อทรัมป์ลงโทษอินเดียเป็นครั้งแรกด้วยการเรียกเก็บภาษีนำเข้า 25% ในช่วงปลายเดือนกรกฎาคม และจากนั้นในวันพุธที่ผ่านมา เขาก็เพิ่มภาษีอีกเท่าตัวเป็น 50% ด้วยเหตุผลว่า อินเดียซื้อน้ำมันจากรัสเซีย ในขณะที่นายทรัมป์กำลังพยายามบีบให้รัสเซียยอมรับการหยุดยิงในสงครามกับยูเครน

ผู้เชี่ยวชาญบางคนมองว่า การบรรลุข้อตกลงการค้าระหว่างอินเดียกับสหรัฐฯ ยังคงเป็นเรื่องห่างไกล และ “ความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ-อินเดีย อยู่ในจุดที่ตกต่ำที่สุดในรอบหลายสิบปี” ในขณะที่ประเทศอื่นๆ รวมถึงเพื่อนบ้านที่อินเดียมีความสัมพันธ์ตึงเครียดด้วย เช่น ปากีสถานและบังกลาเทศ กลับเผชิญภาษีต่ำกว่า

ความสัมพันธ์ระหว่างอินเดียกับสหรัฐฯ มาถึงจุดนี้ได้อย่างไร อะไรคือความขัดแย้งระหว่างทั้งสองฝ่าย และอินเดียจะยอมเลิกซื้อน้ำมันจากรัสเซียเพื่อรักษาความสัมพันธ์กับสหรัฐฯ หรือไม่

จุดขัดแย้งในความสัมพันธ์

นายโมดีกับนายทรัมป์อาจจะกล่าวชื่นชมกันไปมา แต่มีหลายประเด็นที่อินเดียกับสหรัฐฯ ไม่ลงรอยกัน ตั้งแต่เรื่องการค้าไปจนถึงเรื่องยุทธศาสตร์

1. การค้า

การค้าเป็นจุดติดขัดในความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ-อินเดียมาตลอด แม้ว่าความสัมพันธ์เชิงยุทธศาสตร์และการป้องกันประเทศจะแน่นแฟ้นขึ้นก็ตาม สหรัฐฯ พยายามผลักดันเพื่อเข้าถึงตลาดอินเดียมากขึ้น ลดภาษีนำเข้า และขอการคุ้มครองที่เข้มแข็งขึ้น โดยเฉพาะสินค้าส่งออกด้านเทคโนโลยี เภสัชกรรม และการเกษตร ส่วนอินเดียก็ต่อต้านสิ่งที่พวกเขามองว่า เป็นแรงกดดันให้เปิดเศรษฐกิจอย่างไม่เหมาะสม ที่อาจเป็นอันตรายต่ออุตสาหกรรมภายในประเทศและเกษตรกรรายย่อย

ก่อนที่ทรัมป์จะมา ทั้งสองประเทศจัดการความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจนี้ได้ แม้จะไม่สมดุล โดยอินเดียส่งออกสินค้าไปยังสหรัฐฯ มากกว่าที่สหรัฐฯ ส่งออกไปยังอินเดียเท่าตัว สหรัฐฯ ต้องการเข้าถึงตลาดที่กำลังเติบโตของอินเดีย และอินเดียก็จำเป็นต้องส่งออกไปสหรัฐฯ ดังนั้นการรักษาความสัมพันธ์จึงเป็นเรื่องสำคัญสำหรับทั้งสองฝ่าย

หลังจากนายทรัมป์ประกาศตั้งกำแพงภาษีกับคู่ค้าเกือบทุกประเทศเป็นครั้งแรกเมื่อวันที่ 1 เมษายน เจ้าหน้าที่ของอินเดียและสหรัฐฯ ก็เริ่มการเจรจาเพื่อทำข้อตกลงทางการค้า แต่มีรายงานว่า ความไม่ลงรอยกันในประเด็นต่างๆ เช่น กฎระเบียบด้านอีคอมเมิร์ซ, การไหลเวียนของข้อมูลดิจิทัล และการควบคุมราคาอุปกรณ์ทางการแพทย์ ทำให้กระบวนการเจรจาหยุดชะงัก

เจ้าหน้าที่อินเดียพยายามทำข้อตกลงให้ทันเส้นตายวันที่ 1 สิงหาคม แต่ถึงแม้จะมีความคืบหน้าบ้าง เช่น อินเดียยอมลดภาษีสินค้าบางรายการของสหรัฐฯ แต่ทั้งสองฝ่ายก็ยังไม่สามารถบรรลุข้อตกลงทางการค้าฉบับเต็มได้ และในขณะที่การเจรจายังคงดำเนินต่อไป นิวเดลีกลับต้องเผชิญกับภาษี 25 เปอร์เซ็นต์สำหรับสินค้าที่ส่งออกไปยังสหรัฐฯ และทรัมป์ยังขู่ว่าจะใช้มาตรการลงโทษเพิ่มเติม โทษฐานที่ซื้อน้ำมันจากรัสเซียด้วย

2. ความสัมพันธ์อินเดีย-รัสเซีย

โดนัลด์ ทรัมป์ ไม่พอใจรัสเซียมากขึ้นเรื่อยๆ ที่ไม่ให้ความร่วมมือในการเจรจาหยุดยิงเพื่อยุติสงครามในยูเครน และเขากำลังหาวิธีการต่างๆ เพื่อต้อนมอสโกให้จนมุม และความสัมพันธ์อันยาวนานระหว่างอินเดียกับรัสเซีย ก็ตกเป็นเป้าหมายการโจมตีของประธานาธิบดีสหรัฐฯ

แม้สหรัฐฯ จะมองอินเดียเป็นหุ้นส่วนสำคัญในการต่อต้านการผงาดของจีนในเอเชียแปซิฟิก แต่พวกเขาก็ไม่สบายใจที่อินเดียยังมีความสัมพันธ์ด้านการทหารและพลังงานกับรัสเซียอย่างต่อเนื่อง

ในตอนที่โลกหันหลังให้ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน จากการเริ่มสงครามในยูเครน ถึงขั้นมีหมายจับจากศาลอาญาระหว่างประเทศ (ICC) นายโมดีกลับเดินทางเยือนรัสเซียถึง 2 ครั้งในปี 2564 โดยที่ในเดือนกรกฎาคมปีเดียวกัน ปูตินได้มอบเครื่องราชอิสริยาภรณ์นักบุญแอนดรูว์ ซึ่งเป็นรางวัลเกียรติยศสูงสุดสำหรับพลเรือนให้นายโมดีด้วย

นอกจากนั้น รัสเซียยังเป็นหนึ่งในผู้จัดหาอาวุธให้อินเดียรายใหญ่ที่สุด และร่วมมือกันด้านเทคโนโลยีสำคัญหลายอย่าง รวมถึง ระบบมิสไซล์และเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ และหลังจากรัสเซียเริ่มบุกโจมตียูเครนเต็มรูปแบบ อินเดียก็เพิ่มการนำเข้าน้ำมันดิบรัสเซียมากขึ้นไปอีก เนื่องจากมอสโกลดราคาลงเพื่อดึงดูดผู้ซื้อ สู้กับการคว่ำบาตรของชาติตะวันตก

นเรนทรา โมดี นายกรัฐมนตรีอินเดีย
นเรนทรา โมดี นายกรัฐมนตรีอินเดีย

3. การหยุดยิงที่แคชเมียร์

เมื่อเดือนพฤษภาคม อินเดียเปิดฉากยิงมิสไซล์เข้าใส่ปากีสถานซึ่งเป็นอริกันมานาน หลังเกิดเหตุมือปืนกราดยิงนักท่องเที่ยวที่แคว้นแคชเมียร์ส่วนที่อินเดียควบคุมในวันที่ 22 เมษายน จนมีผู้เสียชีวิตถึง 26 ศพ และอินเดียก็กล่าวโทษปากีสถานว่าหนุนหลังคนร้ายที่ก่อเหตุ ซึ่งแน่นอนว่าฝ่ายปากีสถานปฏิเสธ

เหตุการณ์นี้กลายเป็นการปะทะกันทางทหารครั้งใหญ่ที่สุดในรอบหลายสิบปีระหว่างอินเดียกับปากีสถาน จนกระทั่งโดนัลด์ ทรัมป์ออกมากล่าวอ้างว่า เขาได้เข้าแทรกแซงและบอกกับทั้งสองประเทศให้ทำข้อตกลงหยุดยิงระหว่างกัน มิเช่นนั้นจะไม่มีการทำข้อตกลงการค้า ทำให้การต่อสู้ยุติลงอย่างรวดเร็ว

แต่สำหรับอินเดีย ซึ่งมีจุดยืนมาอย่างยาวนานว่า ปัญหากับปากีสถานจะต้องได้รับแก้ไขโดยทั้งสองประเทศเท่านั้น ไม่มีมือที่ 3 เข้ามาเกี่ยวข้อง การเข้าแทรกแซงของนายทรัมป์ ทำให้ฝ่ายค้านของอินเดียออกมาวิพากษ์วิจารณ์นายโมดีอย่างหนัก

รัฐบาลของนายโมดีพยายามยืนยันว่า การหยุดยิงนั้นเกิดขึ้นจากการเจรจาทวิภาคี นายโมดีไม่ได้พูดคุยกับนายทรัมป์เลยระหว่างเกิดการปะทะ และยืนยันว่า เรื่องการค้าไม่เคยเป็นส่วนหนึ่งในการเจรจาหยุดยิงกับปากีสถาน สวนทางกับคำกล่าวอ้างของประธานาธิบดีสหรัฐฯ ที่ระบุว่า เรื่องการค้าถูกพูดถึงมากกว่า 30 ครั้ง

4. ความสัมพันธ์สหรัฐฯ-ปากีสถาน

หลังจากการหยุดยิงระหว่างอินเดียกับปากีสถานในเดือนพฤษภาคม นายทรัมป์ก็เปิดทำเนียบขาวต้อนรับการมาเยือนของนายพล อาซิม มูนีร์ ผู้บัญชาการกองทัพปากีสถาน ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ตอกย้ำความสัมพันธ์ที่ดีขึ้นเรื่อยๆ ระหว่างวอชิงตันกับอิสลามาบัด หลังจากตึงเครียดมาหลายปี

รัฐบาลปากีสถานถึงขั้นเสนอชื่อนายทรัมป์ เข้าชิงรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพอย่างเป็นทางการ โดยชื่นชมความเด็ดขาดในการเข้าแทรกแซงทางการทูต และความเป็นผู้นำระหว่างเกิดวิกฤติอินเดีย-ปากีสถาน

เพียงวันเดียวหลังพบกับนายพลมูนีร์ นายทรัมป์ก็ออกมาเรียกนายโมดีว่าเป็น “ชายผู้แสนวิเศษ” แต่ชมนายพลมูนีร์ว่า มีความสำคัญอย่างยิ่งในการบรรลุข้อตกลงหยุดยิง “ผมรักปากีสถาน” นายทรัมป์กล่าวในตอนนั้น และย้ำว่า “ผมหยุดสงครามระหว่างปากีสถานกับอินเดีย”

ในตอนที่นายทรัมป์ประกาศอัตราภาษีที่จะเก็บจากสินค้านำเข้าจากอินเดีย เขาก็ใช้ Truth Social เปิดเผยด้วยว่า ได้บรรลุข้อตกลงกับปากีสถานแล้ว โดยทั้งสองฝ่ายจะร่วมกันพัฒนาแหล่งสำรองน้ำมัน “ใครจะรู้ บางทีพวกเขาอาจจะขายน้ำมันให้อินเดียในสักวันหนึ่งก็เป็นได้” นายทรัมป์ระบุ

ต่อมา ผู้นำสหรัฐฯ ก็ประกาศตั้งกำแพงภาษีปากีสถานในอัตรา 19% ซึ่งฝ่ายอิสลามาบัดยกย่องว่าเป็นอัตราที่สมดุลแล้ว

5. อเมริกาต้องมาก่อน

ไม่กี่วันก่อนที่นายโมดีจะพบนายทรัมป์ในเดือนกุมภาพันธ์ มีภาพถูกเผยแพร่ออกมาแสดงให้เห็น ชาวอินเดียจำนวนหนึ่งในสภาพถูกจับใส่โซ่ตรวน กำลังเดินแถวไปยังเครื่องบินของกองทัพสหรัฐฯ ทำให้เกิดกระแสความไม่พอใจในอินเดีย กับสิ่งที่สหรัฐฯ ปฏิบัติต่อชาวต่างชาติ

ชาวอินเดียที่ถูกส่งตัวกลับประเทศเนื่องจากไม่มีเอกสารที่จะอยู่ในสหรัฐฯ ต่อ เล่าว่า พวกเขาถูกล่ามโซ่ขยับไปไหนไม่ได้ตลอดการเดินทางเกือบ 40 ชั่วโมงจากสหรัฐฯ ไปยังอินเดีย

แต่ปัญหาไม่ได้หยุดที่ผู้อพยพผิดกฎหมายเท่านั้น หลังจากนายทรัมป์รับตำแหน่งประธานาธิบดีสมัยที่ 2 รัฐบาลของเขาก็ถูกกดดันอย่างหนักจากกลุ่ม “MAGA” (Make America Great Again) ให้ปราบปรามวีซ่า H1B ซึ่งเป็นวิซ่าทำงานเฉพาะทางสำหรับชาวต่างชาติ ซึ่งกว่า 72% ถูกมอบให้ชาวอินเดีย

เมื่อเดือนก่อน นายทรัมป์ร่วมการประชุมปัญญาประดิษฐ์ที่กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. โดยเขาโจมตีการจ้างชาวอินเดียของบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่อย่าง กูเกิล, ไมโครซอฟต์ และแอปเปิล พร้อมประกาศว่า “วันเวลาแห่งการจ้างแรงงานอินเดียจบลงแล้ว” และเรียกร้องให้บริษัทต่างๆ ให้ความสำคัญกับการจ้างชาวอเมริกันก่อน และตัดขาดกับเอาต์ซอร์สที่มีความเชื่อมโยงกับอินเดียและจีน

อินเดียจะหยุดซื้อน้ำมันจากรัสเซียหรือไม่?

ผู้เชี่ยวชาญมองว่าเรื่องนี้ไม่น่าเป็นไปได้ เพราะนับตั้งแต่ได้รับเอกราชในปี 2490 อินเดียก็ยึดหลักการปกครองตนเอง ไม่เข้าข้างฝ่ายใด และหลังสงครามเย็นจบลง พวกเขาก็กระชับความสัมพันธ์เชิงยุทธศาสตร์กับทางทหารกับสหรัฐฯ ในขณะที่รักษาความสัมพันธ์ฉันท์มิตรกับรัสเซียต่อไป

เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา กระทรวงกิจการต่างประเทศของอินเดียออกมาตอบโต้การตั้งกำแพงภาษีของสหรัฐฯ อย่างรุนแรง โดยระบุว่า การที่สหรัฐฯ เล็งเล่นงานอินเดียเพราะซื้อน้ำมันจากรัสเซียนั้น ไม่ยุติธรรมและไม่มีเหตุผล พร้อมทั้งกล่าวหาชาติตะวันตกว่า 2 มาตรฐาน โดยชี้ว่า ในปี 2564 ชาติยุโรปทำการค้ากับรัสเซียมากกว่าอินเดียเสียอีก และสหรัฐฯ ก็ยังคงนำเข้าสารเคมีและปุ๋ยจากรัสเซียอยู่เลย

กระทรวงต่างประเทศบอกอีกว่า เป็นสหรัฐฯ นี่เองที่สนับสนุนพวกเขาอย่างแข็งขันให้ซื้อน้ำมันจากรัสเซีย เพื่อทำให้ราคาน้ำมันดิบโลกอยู่ภายใต้การควบคุม ในขณะที่ชาติตะวันตกลดการพึ่งพาพลังงานจากรัสเซีย ก่อนจะทิ้งท้ายว่า “อินเดียจะใช้ทุกมาตรการที่จำเป็น เพื่อปกป้องผลประโยชน์กับความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศ”

ด้าน น.ส.ชญาติ โกช ศาสตราจารย์ด้านเศรษฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยแมสซาชูเซตส์ แอมเฮิร์สต์ ตั้งคำถามว่า “หากเป็นสหรัฐฯ หรือชาติยุโรป พวกเขาจะยอมทิ้งการตัดสินใจด้านการต่างประเทศด้วยตนเองหรือไม่?” “อินเดียมีประชากรมากกว่าทั้ง 2 ดินแดนรวมกัน เป็นเรื่องไร้สาระมากที่คิดว่าอินเดียจะยอมทิ้งสิ่งนั้น”

ความสัมพันธ์อินเดีย-สหรัฐฯ จะเป็นอย่างไรต่อ?

นายไมเคิล คูเกลมัน ผู้อำนวยการสถาบันเอเชียใต้แห่งศูนย์วิลสัน ในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. บอกกับอัลจาซีราว่า ความสัมพันธ์ระหว่างอินเดียกับสหรัฐฯ ตกลงสู่จุดต่ำสุดในรอบกว่า 20 ปีแล้ว หลังจากมีเค้าลางมาตั้งแต่ช่วงต้นศตวรรษที่ 21

อินเดียจะยังคงยึดมั่นในนโยบายไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใดกับรัฐบาลต่างชาติต่อไป และเพราะอินเดียต้องการรักษาสมดุลระหว่างสหรัฐฯ กับรัสเซีย หลังมอสโกบุกโจมตียูเครน โดนัลด์ ทรัมป์ จึงลงโทษอินเดียที่พยายามจะรักษาสมดุลดังกล่าว ซึ่งเป็นสิ่งที่รัฐบาลของโจ ไบเดนจะไม่มีวันทำ

คูเกลมันกล่าวอีกว่า ในระยะยาว อินเดียคงได้แต่หวังว่าความไม่พอใจของนายทรัมป์จะลดลงในที่สุด ซึ่งอาจจะเกิดขึ้นหากรัสเซียยอมตกลงหยุดยิงในยูเครน “ในแง่นั้น อินเดียอาจเพิ่มความพยายามในการกดดันให้ปูตินยุติสงคราม เพราะสำหรับตอนนี้ ดูเหมือนนายทรัมป์กำลังระบายความไม่พอใจที่มีต่อปูตินมาลงที่อินเดีย”

ด้านสถาบันวิจัย บาร์เคลย์ รีเสิร์ช ระบุว่า อินเดียไม่น่าจะใช้มาตรการตอบโต้สหรัฐฯ แต่ก็ไม่อาจตัดความเป็นไปได้ เพราะมันเคยเกิดขึ้นมาแล้วในปี 2562 เมื่ออินเดียตั้งกำแพงภาษีสินค้าสหรัฐฯ 28 รายการ เพื่อตอบโต้ภาษีเหล็กกล้าและอะลูมิเนียม ก่อนจะยกเลิกบางส่วนในปี 2566


ที่มา : aljazeera