พบศพชายหายตัวนาน 28 ปี บนธารน้ำแข็งละลายที่ปากีสถาน

พบศพชายหายตัวนาน 28 ปี บนธารน้ำแข็งละลายที่ปากีสถาน

8 ส.ค. 2568 09:03 น.

พบศพชายหายตัวนาน 28 ปี บนธารน้ำแข็งละลายที่ปากีสถาน

ธารน้ำแข็งที่กำลังละลายจากภาวะโลกร้อนในประเทศปากีสถาน ได้คืนร่างของชายผู้หายตัวไปนานถึง 28 ปี ท่ามกลางความโศกเศร้าปนโล่งใจของครอบครัวที่รอคอยคำตอบมานานหลายทศวรรษ

ศพของชายวัย 31 ปีชื่อว่า นาสิรุดดิน ถูกพบเมื่อวันที่ 31 กรกฎาคมที่ผ่านมา บริเวณชายขอบของธารน้ำแข็ง Lady Meadows ในเขตโคฮิสถาน  จังหวัดไคเบอร์ปักตูนควา ซึ่งเป็นพื้นที่ภูเขาทางตะวันตกของเทือกเขาหิมาลัย

ครอบครัวของเขาเปิดเผยว่า นาสิรุดดินและน้องชายต้องหลบหนีออกจากหมู่บ้านเมื่อปี 1997 เนื่องจากข้อพิพาทภายในชุมชน แต่เขาเกิดพลัดตกลงไปในรอยแยกของธารน้ำแข็ง ขณะที่น้องชายรอดชีวิตมาได้

มาลิก อูเบด หลานชายของผู้เสียชีวิตให้สัมภาษณ์กับ AFP ว่า พวกเขาไม่เคยหยุดตามหานาสิรุดดินเลยตลอดหลายปีที่ผ่านมา ทั้งลุงๆ กับญาติๆ ต่างขึ้นไปตามหาที่ธารน้ำแข็งหลายครั้ง แต่สุดท้ายก็ต้องยอมแพ้ เพราะมันไม่สามารถเข้าไปถึงได้

มีรายงานว่าร่างของนาสิรุดดินยังอยู่ในสภาพสมบูรณ์ พร้อมกับบัตรประจำตัวประชาชนที่ช่วยยืนยันตัวบุคคล โดยคนเลี้ยงแกะในพื้นที่เป็นผู้พบศพ และเพิ่งมีการฝังอย่างเหมาะสมในวันที่ 6 สิงหาคมที่ผ่านมา ซึ่งแม้จะเป็นข่าวเศร้าที่ต้องรู้ว่าเขาจากไปแล้ว แต่พวกเขาก็ได้คลายทุกข์ใจ หลังจากรอคอยมายาวนานถึง 28 ปี.

ที่มา : channelnewsasia

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ ธารน้ำแข็งละลาย

สลด เฮลิคอปเตอร์เกี่ยวสายไฟแรงสูงตกใส่เรือลากจูงดับ 2 ศพที่สหรัฐฯ

สลด เฮลิคอปเตอร์เกี่ยวสายไฟแรงสูงตกใส่เรือลากจูงดับ 2 ศพที่สหรัฐฯ

8 ส.ค. 2568 08:35 น.

สลด เฮลิคอปเตอร์เกี่ยวสายไฟแรงสูงตกใส่เรือลากจูงดับ 2 ศพที่สหรัฐฯ

เกิดอุบัติเหตุเฮลิคอปเตอร์เกี่ยวสายไฟฟ้าแรงสูง ส่งผลให้เครื่องเสียการทรงตัว ก่อนจะตกใส่เรือลากจูงที่จอดอยู่ในแม่น้ำมิสซิสซิปปี้จนเกิดเพลิงลุกไหม้รุนแรง มีรายงานผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 2 ศพ 

ผู้เสียชีวิตทั้ง 2 ศพ เป็นผู้โดยสารบนเครื่อง ส่วนบนเรือลากจูงไม่มีคนอยู่ขณะเกิดเหตุ จึงไม่มีผู้บาดเจ็บเพิ่มเติม ขณะที่เจ้าหน้าที่สามารถควบคุมเพลิงได้ในเวลาต่อมา โดยไม่มีรายงานการรั่วไหลของสารเคมีที่อยู่ในเรือลากจูงลงในน้ำ แต่อย่างใด

ด้านบริษัทพลังงานอเมอร์เร็น ให้ข้อมูลว่า ผู้เสียชีวิตเป็นพนักงานผู้รับเหมา ซึ่งขึ้นเฮลิคอปเตอร์ไปปฏิบัติงานซ่อมโคมไฟบนเสาส่งไฟฟ้าและติดตั้ง ลูกบอลสีสว่างเพื่อใช้เตือนอากาศยานไม่ให้ชนสายไฟฟ้า แต่กลับประสบอุบัติเหตุไม่คาดคิด

ล่าสุดหน่วยงานทางน้ำได้ปิดเส้นทางการเดินเรือพาณิชย์บริเวณดังกล่าว เพื่อความปลอดภัย ขณะที่กองทัพเรือ ร่วมกับหน่วยงานท้องถิ่น รวมทั้งสำนักงานบริหารการบินแห่งชาติ (FAA) และคณะกรรมการความปลอดภัยแห่งชาติ (NTSB) ได้เข้ามาตรวจสอบเหตุการณ์ และเร่งดำเนินการสอบสวนเหตุการณ์นี้.

ที่มา : AP

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ  เฮลิคอปเตอร์ตก

ทรัมป์จี้ซีอีโอ “อินเทล” ลาออก กล่าวหามีความสัมพันธ์กับจีน

ทรัมป์จี้ซีอีโอ “อินเทล” ลาออก กล่าวหามีความสัมพันธ์กับจีน

8 ส.ค. 2568 05:15 น.

ทรัมป์จี้ซีอีโอ “อินเทล” ลาออก กล่าวหามีความสัมพันธ์กับจีน

โดนัลด์ ทรัมป์ เรียกร้องให้ ซีอีโอของบริษัท อินเทล ผู้ผลิตชิปรายใหญ่ของสหรัฐฯ ลาออกจากตำแหน่งในทันที โดยกล่าวหาว่าเขามีความสัมพันธ์ที่เป็นปัญหากับจีน

เมื่อวันที่ 7 ส.ค. 2568 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ โพสต์ข้อความผ่าน Truth Social กล่าวหา นาย ลิป-บู ตัน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (ซีอีโอ) ของบริษัท อินเทล (Intel) ว่าเป็นผู้ “มีส่วนได้ส่วนเสียสูง” หลังนายตันถูกกล่าวหาว่า ลงทุนในหลายบริษัทที่สหรัฐฯ อ้างว่ามีความเกี่ยวข้องกับกองทัพจีน

อินเทล ได้รับทุนจากรัฐบาลสหรัฐฯ จำนวนหลายพันล้านดอลลาร์ เพื่อสนับสนุนการผลิตชิปเซมิคอนดักเตอร์ในสหรัฐฯ ขณะที่นายตันได้รับการแต่งตั้งเป็น ซีอีโอของอินเทลเมื่อเดือนมีนาคมเพื่อพลิกสถานการณ์ของบริษัท หลังอินเทลตามหลังคู่แข่งจากจีนและที่อื่นๆ ในเรื่องการผลิตชิป

ทั้งนี้ นายตันเกิดที่มาเลเซียและเติบโตในสิงคโปร์ ก่อนจะกลายมาเป็นนักลงทุนผู้มีชื่อเสียงในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์

ในการอัปเดตข่าวสารแก่นักลงทุนในสัปดาห์นี้ นายตันกล่าวว่า อินเทลจะลดขนาดการลงทุนในด้านการผลิต รวมถึงในสหรัฐฯ ด้วย เพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของลูกค้า โดยตลอดปี 2568 ที่ผ่านมา อินเทลปลดพนักงานไปแล้วนับพันตำแหน่ง ตามแผนการเพื่อทำให้บริษัทมีขนาดที่ถูกต้อง

หุ้นของอินเทลร่วงมากกว่า 3% ในช่วงกลางวันพฤหัสบดี หลังจากนายทรัมป์โพสต์ข้อความโจมตี โดยนายทรัมป์เคยวิพากษ์วิจารณ์อินเทลมาก่อน และกำลังเตรียมการเพื่อตั้งกำแพงภาษีกับอุตสาหกรรมชิป

“ซีอีโอของบริษัท อินเทล เป็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสียสูง และต้องลาออกในทันที ไม่มีทางแก้อื่นสำหรับปัญหานี้”

อนึ่ง ชาวอเมริกาสามารถร่วมลงทุนในบริษัทจีนได้โดยไม่ผิดกฎหมาย แต่รัฐบาลทรัมป์พยายามตั้งข้อจำกัดให้มากขึ้น ตั้งแต่ตอนที่เขาเป็นประธานาธิบดีสมัยแรกแล้ว เนื่องจากต้องการตัดความสัมพันธ์ทางธุรกิจสหรัฐฯ กับจีน ในด้านเทคโนโลยีขั้นสูง

ข้อความล่าสุดของนายทรัมป์เป็นการรับลูกจากนาย ทิม คอตตอน สว.รีพับลิกัน ซึ่งส่งจดหมายถึงบอร์ดบริหารของอินเทล ระบุว่า ความสัมพันธ์ของนายตันทำให้เกิดคำถามเกี่ยวกับความสามารถของอินเทล ในการเป็นผู้ดูแลเงินภาษีของชาวอเมริกันอย่างมีความรับผิดชอบ และปฏิบัติตามกฎระเบียบด้านความปลอดภัยอย่างถูกต้อง

นายคอตตอนพูดถึงบทบาทของนายตันในการเป็น ซีอีโอของบริษัท Cadence Design Systems ซึ่งเพิ่งตกลงจ่ายค่าปรับ 140 ล้านดอลลาร์ หลังจากยอมรับว่า บริษัทลูกของพวกเขาในจีนทำธุรกิจกับมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีด้านการป้องกันแห่งชาติของจีนอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นการละเมิดกฎหมายควบคุมการส่งออกของสหรัฐฯ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

สลด เครื่องบินแพทย์ตกใส่บ้านคนในเคนยา ดับ 6 ศพ เจ็บสาหัสอีก 2 ราย

สลด เครื่องบินแพทย์ตกใส่บ้านคนในเคนยา ดับ 6 ศพ เจ็บสาหัสอีก 2 ราย

8 ส.ค. 2568 03:19 น.

สลด เครื่องบินแพทย์ตกใส่บ้านคนในเคนยา ดับ 6 ศพ เจ็บสาหัสอีก 2 ราย

เครื่องบินเล็กขององค์กรแพทย์การกุศลตกใส่บ้านคนในกรุงไนโรบี ประเทศเคนยา เมื่อช่วงบ่ายวันพฤหัสบดี เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิต 6 ศพ

องค์กรการกุศล “Amref Flying Doctors” ระบุว่า เครื่องบินเล็กเซสนาของพวกเขา ออกเดินทางจากสนามบินวิลสัน ในช่วงบ่ายวันพฤหัสบดีที่ 7 ส.ค. 2568 ตามเวลาท้องถิ่น เพื่อมุ่งหน้าไปยังเมืองฮาร์เกซา ของโซมาเลีย แต่ระหว่างทางเครื่องกลับตกใส่บ้านคนในย่านกีธูราอี (Githurai) ของกรุงไนโรบี จนระเบิดไฟลุกท่วม

นายเฮนรี วาฟูลา กรรมาธิการบริหารเขตคีอัมบู (Kiambu) ซึ่งอยู่ติดกับกรุงไนโรบี กล่าวว่า คนบนเครื่องบินเสียชีวิต 4 ศพ รวมถึงแพทย์, พยาบาล และนักบิน ขณะที่มีประชาชนบนพื้นดินเสียชีวิตอีก 2 ศพ และมีผู้ได้รับบาดเจ็บสาหัสอีก 2 รายด้วย โดยเจ้าหน้าที่สืบสวนถูกส่งไปสืบหาสาเหตุแล้ว

สำนักงานการบินพลเรือนเคนยาระบุว่า เครื่องบินลำนี้ขาดการติดต่อกับหอบังคับการบินทั้งทางวิทยุและหายไปจากจอเรดาร์ หลังจากขึ้นบินได้เพียง 3 นาที

ด้านนายสตีเฟน กีเตา ซีอีโอของ “Amref” ระบุว่า พวกเขากำลังให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่กับเจ้าหน้าที่การบินที่เกี่ยวข้องและทีมตอบสนองฉุกเฉิน เพื่อค้นหาข้อเท็จจริงของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

ขณะเดียวกัน น.ส.แพทริเซีย คอมโบ ผู้เห็นเหตุการณ์ บอกกับสำนักข่าวบีบีซี ว่า เธอกับเพื่อนๆ กำลังนั่งรถรับจ้างมุ่งหน้าไปย่านกีธูราอี แต่จู่ๆ ก็มีเสียงดังสนั่นและแสงสีแดงวาบ

“ก่อนที่ฉันจะหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาบันทึกภาพ แสงนั้นก็หายไปแล้ว และมีควันพวยพุ่งออกมา จากนั้นเราก็ได้ยินเสียงผู้คนกรีดร้องและวิ่งหนี พวกเราจึงยุติการเดินทาง” น.ส.คอมโบกล่าว “จากนั้นเราก็รู้ว่ามีเครื่องบินตก และเห็นหลุมยุบบนพื้นที่เกิดจากการตก”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ประชากรญี่ปุ่นลดอีก คนตายมากกว่าเกิดร่วม 900,000 คน

ประชากรญี่ปุ่นลดอีก คนตายมากกว่าเกิดร่วม 900,000 คน

8 ส.ค. 2568 01:55 น.

ประชากรญี่ปุ่นลดอีก คนตายมากกว่าเกิดร่วม 900,000 คน

วิกฤตประชากรของประเทศญี่ปุ่นรุนแรงขึ้นอีก หลังสถิติล่าสุดชี้ว่า ในปี 2567 แดนอาทิตย์อุทัยมีประชากรเสียชีวิตมากกว่าเกิดร่วม 900,000 คน

ข้อมูลใหม่ที่เผยแพร่โดยกระทรวงมหาดไทยและคมนาคมของญี่ปุ่นเมื่อวันพุธที่ผ่านมา (6 ส.ค.) ชี้ว่า จำนวนประชากรในประเทศลดลงถึง 908,574 คน ในปี 2567 โดยมีเด็กเกิด 686,061 คน ต่ำที่สุดนับตั้งแต่เริ่มเก็บสถิติในปี 2442 ขณะที่มีผู้เสียชีวิตเกือบ 1.6 ล้านคน หมายความว่า เด็กเกิดใหม่ทุกๆ 1 คนจะมีคนตายมากกว่า 2 คน

นี่นับเป็นปีที่ 16 ติดต่อกันแล้วที่ประชากรของญี่ปุ่นลดลง โดยประชากรโดยรวมของญี่ปุ่นในปี 2567 ลดลง 0.44% จากปี 2566 ไปอยู่ที่ราว 124.3 ล้านคนในช่วงเริ่มต้นปี 2568 ขณะที่จำนวนผู้อยู่อาศัยชาวต่างชาติ เพิ่มขึ้นเป็น 3.6 ล้านคนนับจนถึง 1 ม.ค. 2568 ซึ่งนับเป็นสถิติใหม่ คิดเป็น 3% ของประชากรทั้งหมดที่อยู่ในญี่ปุ่น

ตอนนี้จำนวนผู้มีอายุ 65 ปีขึ้นไปในญี่ปุ่นคิดเป็นเกือบ 30% ของประชากรทั้งหมดแล้ว มากที่สุดเป็นอันดับ 2 ของโลก รองจากโมนาโก ตามสถิติของธนาคารโลก ส่วนประชากรวัยทำงาน หรือผู้มีอายุระหว่าง 15-64 ปี ลดลงเหลือประมาณ 60% ของประชากรทั้งหมด

ข้อมูลที่รัฐบาลญี่ปุ่นเผยแพร่เมื่อปีก่อนชี้ว่า หมู่บ้านและเมืองหลายแห่งมีผู้อยู่อาศัยน้อยลงเรื่อยๆ โดยมีบ้านเกือบ 4 ล้านหลังที่กลายเป็นบ้านร้างในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา

รัฐบาลพยายามมาตลอดหลายปีที่ผ่านมาเพื่อเพิ่มอัตราการเกิด ด้วยมาตรการจูงใจต่างๆ ตั้งแต่การมอบเงินอุดหนุนค่าที่อยู่อาศัย ไปจนถึงอนุญาตให้ลาเพื่อเลี้ยงดูบุตรโดยยังได้รับค่าจ้างอยู่ แต่กำแพงทางเศรษฐกิจและวัฒนธรรมที่หยั่งรากลึกก็ยังคงอยู่

ปัญหาค่าครองชีพสูง สวนทางกับรายได้ที่ไม่ขยับขึ้น กับวัฒนธรรมการทำงานที่เข้มงวด ทำให้คนหนุ่มสาวจำนวนมากไม่อยากสร้างครอบครัวใหม่ โดยเฉพาะผู้หญิง ต้องเผชิญกับบทบาททางเพศที่ฝังรากลึก ในฐานะผู้เลี้ยงดูบุตร และมักทำให้พวกเธอได้รับการสนับสนุนอย่างจำกัด

นายกรัฐมนตรี ชิเงรุ อิชิบะ กล่าวว่า วิกฤตประชากรสูงอายุที่กำลังเกิดขึ้นในญี่ปุ่นคือ “ภาวะฉุกเฉินเงียบ” พร้อมให้คำมั่นว่ารัฐบาลจะมีนโยบายที่เป็นมิตรกับครอบครัวมากขึ้น เช่น บริการเลี้ยงดูเด็กฟรี และชั่วโมงการทำงานที่ยืดหยุ่นขึ้น

อย่างไรก็ตาม ด้วยอัตราการเจริญพันธุ์ หรือจำนวนบุตรโดยเฉลี่ยที่ผู้หญิงคนหนึ่งจะมีตลอดช่วงวัยเจริญพันธุ์ ซึ่งอยู่ในระดับต่ำที่สุดนับตั้งแต่ยุค 70 ทำให้ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า ต่อให้รัฐบาลสามารถแก้อย่างมากในตอนนี้ ก็คงต้องใช้เวลาอีกหลายสิบปีกว่าจะเห็นผล

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ผู้นำอิสราเอลยืนยัน ตั้งใจยึดกาซาอย่างสมบูรณ์ เพื่อส่งต่อให้รัฐบาลพลเรือน

ผู้นำอิสราเอลยืนยัน ตั้งใจยึดกาซาอย่างสมบูรณ์ เพื่อส่งต่อให้รัฐบาลพลเรือน

8 ส.ค. 2568 00:13 น.

ผู้นำอิสราเอลยืนยัน ตั้งใจยึดกาซาอย่างสมบูรณ์ เพื่อส่งต่อให้รัฐบาลพลเรือน

เบนจามิน เนทันยาฮู ผู้นำอิสราเอลยืนยันว่า เขาตั้งใจจะยึดครองกาซาโดยสมบูรณ์ แต่ทำเพื่อกำจัดกลุ่มฮามาส จากนั้นจึงจะส่งต่อให้รัฐบาลพลเรือนปกครอง

เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 7 ส.ค. 2568 นายเบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีอิสราเอล บอกกับสำนักข่าว ฟ็อกซ์ นิวส์ ว่า เขาตั้งใจที่จะยึดครองฉนวนกาซาอย่างสมบูรณ์ เพื่อปลดปล่อยชาวกาซาจากกลุ่มฮามาส ก่อนจะส่งต่อการปกครองให้รัฐบาลพลเรือน ที่ไม่ได้ถูกควบคุมโดยฮามาสอีกต่อไป

คำพูดของผู้นำอิสราเอลเกิดขึ้นก่อนที่เขาจะร่วมการประชุมคณะรัฐมนตรีความมั่นคงของอิสราเอล โดย ฟ็อกซ์ นิวส์ ถามเนทันยาฮูว่า อิสราเอลตั้งใจจะเข้าควบคุมฉนวนกาซาหรือไม่ ซึ่งเขาตอบว่า

“เราตั้งใจจะทำเช่นนั้น เพื่อรับประกันความปลอดภัยของเรา, กำจัดกลุ่มฮามาสที่อยู่ที่นั่น ทำให้ประชาชนในกาซาเป็นอิสระ และเพื่อส่งผ่านกาซาให้แก่รัฐบาลพลเรือน ที่ไม่ใช่ฮามาสและไม่ใช่ใครก็ตามที่สนับสนุนการทำลายอิสราเอล”

“เราอยากปลดปล่อยตัวเราเอง และปลดปล่อยชาวกาซาจากความเลวร้ายของฮามาส” นายเนทันยาฮูกล่าว และเสริมด้วยว่า อิสราเอลไม่คิดจะเก็บกาซาเอาไว้เอง “เราต้องการมีอาณาเขตความมั่นคง เราไม่ต้องการปกครองกาซา เราไม่ต้องการอยู่ที่นั่นในฐานะหน่วยงานบริหาร”

ทั้งนี้ ที่ผ่านมาหลายฝ่ายแสดงความไม่เห็นด้วยกับแนวคิดเรื่องอิสราเอลยึดครองกาซาโดยสมบูรณ์ โดยสหประชาชาติเตือนว่า การทำเช่นนั้นเสี่ยงทำให้เกิดผลร้ายแรงตามมา ขณะที่ครอบครัวตัวประกันกังวลว่า ชีวิตของบุคคลอันเป็นที่รักของพวกเขา ซึ่งยังคงถูกจับอยู่ในกาซา จะตกอยู่ในอันตราย

ล่าสุด นายยาอีร์ ลาพิด ผู้นำฝ่ายค้านของอิสราเอลออกมากล่าวว่า แผนการยึดกาซาโดยสมบูรณ์เนทันยาฮูคือการเสนอทำสงครามเพิ่มเติม และทำให้ตัวประกันตายมากขึ้น นอกจากนั้น แผนการนี้ยังต้องใช้งบประมาณจากภาษีของประชาชนจำนวนหลายหมื่นล้านเชเกลด้วย

อย่างไรก็ตาม สื่อของอิสราเอลรายงานว่า เนทันยาฮูเชื่อว่า การยึดกาซาโดยสมบูรณ์ คือทางเดียวในการทำลายกลุ่มฮามาส และปลดปล่อยตัวประกันให้เป็นอิสระ หลังการเจรจาหยุดยิงรอบล่าสุดล้มเหลว ท่ามกลางแรงกดดันจากนานาประเทศ แม้แต่ชาติพันธมิตร ให้ยุติสงครามและเปิดทางส่งความช่วยเหลือ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

กัมพูชาเอาจริง เสนอชื่อทรัมป์ชิงโนเบลสันติภาพอย่างเป็นทางการแล้ว

กัมพูชาเอาจริง เสนอชื่อทรัมป์ชิงโนเบลสันติภาพอย่างเป็นทางการแล้ว

7 ส.ค. 2568 22:39 น.

กัมพูชาเอาจริง เสนอชื่อทรัมป์ชิงโนเบลสันติภาพอย่างเป็นทางการแล้ว

ฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ส่งจดหมายถึงคณะกรรมการโนเบล เพื่อเสนอชื่อโดนัลด์ ทรัมป์ ชิงรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพอย่างเป็นทางการแล้ว

เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 7 ส.ค. 2568 สมเด็จฯ ฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา เปิดเผยผ่านเพจเฟซบุ๊กของตัวเองว่า เขาได้ส่งจดหมายถึงคณะกรรมการโนเบลที่ประเทศนอร์เวย์ เพื่อเสนอชื่อ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เข้าชิงรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพอย่างเป็นทางการแล้ว

โดย ฮุน มาเนต โพสต์บนเฟซบุ๊กว่า “ตามความประสงค์ของประชาชนชาวกัมพูชาทั้งในและนอกกัมพูชา และเพื่อเป็นการแสดงความขอบคุณอย่างจริงใจต่อการริเริ่มและสนับสนุนของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่มีส่วนอย่างยิ่งในการทำให้เกิดการหยุดยิงในทันทีระหว่างกองทัพกัมพูชากับไทย และการให้ความสนใจอย่างต่อเนื่องของเขาในเรื่องความสำเร็จในการบังคับใช้ข้อตกลงจนกว่าสันติระหว่างทั้งสองประเทศจะกลับคืนมาอย่างเต็มที่”

“ข้าพเจ้า ในฐานะนายกรัฐมนตรีแห่งกัมพูชา ได้ยื่นจดหมายอย่างเป็นทางการถึงคณะกรรมการรางวัลโนเบลแห่งนอร์เวย์ เพื่อเสนอชื่อประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เข้าชิงรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพแล้ว”

ขณะที่ในจดหมายของ ฮุน มาเนต ที่ส่งให้คณะกรรมการโนเบล ระบุว่า “ข้าพเจ้า ในฐานะนายกรัฐมนตรีแห่งราชอาณาจักรกัมพูชา ได้รับเกียรติอย่างยิ่งที่จะเสนอชื่อของ ฯพณฯ โดนัลด์ เจ. ทรัมป์ ประธานาธิบดีคนที่ 45 และ 47 แห่งสหรัฐอเมริกา เพื่อรับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ เพื่อเป็นการยกย่องถึงคุณูปการครั้งประวัติศาสตร์ของท่านในการส่งเสริมสันติภาพของโลก”

“การเสนอชื่อนี้ไม่เพียงสะท้อนถึงความขอบคุณของข้าพเจ้า แต่ยังเป็นการขอบคุณอย่างจริงใจของประชาชนกัมพูชาสำหรับบทบาทสำคัญของท่านในการฟื้นฟูความสงบและเสถียรภาพบริเวณชายแดนระหว่างกัมพูชากับไทย”

“ความเป็นรัฐบุรุษอันไม่ธรรมดาของประธานาธิบดีทรัมป์ ซึ่งโดดเด่นด้วยความมุ่งมั่นของท่านที่จะแก้ปัญหาความขัดแย้งและป้องกันไม่ให้เกิดสงครามอันเลวร้ายผ่านวิสัยทัศน์และการทูตอันสร้างสรรค์ ได้แสดงออกมาให้เห็นเมื่อไม่นานมานี้ในบทบาทอันแสนสำคัญของท่านในการเป็นตัวกลางการเจรจาหยุดยิงในทันทีและไม่มีเงื่อนไขระหว่างกัมพูชากับไทย การเข้าแทรกแซงอย่างทันท่วงทีนี้ ซึ่งช่วยหลีกเลี่ยงการปะทะรุนแรงที่อาจเกิดขึ้น มีความสำคัญยิ่งในการป้องกันไม่ให้เกิดความสูญเสียชีวิตจำนวนมาก และปูทางไปสู่การฟื้นฟูความสงบระหว่างทั้งสองประเทศ”

“นี่เป็นเพียงหนึ่งในตัวอย่างความสำเร็จอันยอดเยี่ยมของประธานาธิบดีทรัมป์ ในการลดความตึงเครียดในภูมิภาคที่สถานการณ์เปลี่ยนแปลงง่ายที่สุดแห่งหนึ่งของโลก การแสวงหาสันติภาพอย่างต่อเนื่องของท่านผ่านวิธีทางการทูต สอดคล้องอย่างสมบูรณ์กับวิสัยทัศน์ของ อัลเฟรด โนเบล ซึ่งให้เกียรติผู้ที่มีคุณูปการอันโดดเด่น ในการส่งเสริมสันติภาพและภราดรภาพระหว่างประเทศ”

“ด้วยเหตุผลเหล่านี้ ข้าพเจ้าหวังว่าการเสนอชื่อ ฯพณฯ โดนัลด์ เจ. ทรัมป์ ประธานาธิบดีคนที่ 45 และ 47 แห่งสหรัฐอเมริกา เพื่อรับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ จะได้รับการพิจารณาในทางที่ดี”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : freshnewsasia

ประมงอำนาจเจริญ ‘ปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำ’ เนื่องในโอกาส ‘วันแม่แห่งชาติ’

ประมงอำนาจเจริญ 'ปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำ' เนื่องในโอกาส 'วันแม่แห่งชาติ'

ประมงอำนาจเจริญ ‘ปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำ’ เนื่องในโอกาส ‘วันแม่แห่งชาติ’

วันศุกร์ ที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 12.28 น.

ประมงอำนาจเจริญ ‘ปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำ’ เนื่องในโอกาส ‘วันแม่แห่งชาติ’ เพื่อเพิ่มพูนปริมาณสัตว์น้ำในแหล่งน้ำให้มีความอุดมสมบูรณ์มากขึ้น

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายเสนีย์ ส้มเขียวหวาน รองผู้ว่าราชการจังหวัดอำนาจเจริญ เป็นประธานในพิธีปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำ เนื่องในวันเฉลิมพระชนมพรรษา สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ประจำปี พ.ศ.2568 โดยมี นางทิพย์สุดา ต่างประโคน ประมงจังหวัดอำนาจเจริญ หัวหน้าส่วนราชการ ข้าราชการ ผู้บริหารท้องถิ่น ท้องที่ ภาคเอกชน คณะครู นักเรียน ประชาชน ในพื้นที่เข้าร่วมพิธีปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำในครั้งนี้

ด้วยวันที่ 12 สิงหาคม เป็นวันเฉลิมพระชนมพรรษา สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง กรมประมงจึงมอบหมายให้หน่วยงานในสังกัดร่วมกับส่วนราชการในสังกัดและองค์การบริหารส่วนตำบลจานลาน จัดพิธีปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำในพื้นที่ เพื่อเป็นการเฉลิมพระเกียรติและถวายเป็นพระราชกุศล สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 12 สิงหาคม พ.ศ.2568

อีกทั้ง เพื่อเป็นการอนุรักษ์ทรัพยากร และเพิ่มพูนปริมาณสัตว์น้ำในแหล่งน้ำให้มีความอุดมสมบูรณ์มากขึ้น และเพื่อให้หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชนทั่วไป มีส่วนร่วมในการปล่อยสัตว์น้ำ ซึ่งการจัดพิธีปล่อยสัตว์น้ำในครั้งนี้ จัดขึ้น ณ แหล่งน้ำสาธารณประโยชน์ องค์การบริหารส่วนตำบลจานลาน อำเภอพนา จังหวัดอำนาจเจริญ โดยได้รับการสนับสนุนพันธุ์สัตว์น้ำจาก ศูนย์วิจัยและพัฒนาเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจืดอำนาจเจริญ เป็นปลากินพืช จำนวน 200,000 ตัว ซึ่งส่วนหนึ่งมอบให้กับผู้นำชุมชนนำไปปล่อยในแหล่งน้ำสาธารณะภายในชุมชนต่อไป ///-026

ถกคกก.เทคโนโลยีฯกำกับดูแลข้อมูลก.เกษตรฯ

ถกคกก.เทคโนโลยีฯกำกับดูแลข้อมูลก.เกษตรฯ

ถกคกก.เทคโนโลยีฯกำกับดูแลข้อมูลก.เกษตรฯ

วันพฤหัสบดี ที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 17.18 น.

รองปลัดกระทรวงเกษตรฯ เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการเทคโนโลยีดิจิทัลและกำกับดูแลข้อมูล ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ครั้งที่ 1/2568

วันนี้ (7 ส.ค.) นางอัญชลี สุวจิตตานทน์ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการเทคโนโลยีดิจิทัลและกำกับดูแลข้อมูลของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ครั้งที่ 1/2568 โดยมี ผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม ที่ห้องประชุมกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (134 – 135) ว่า สำหรับการประชุมคณะกรรมการฯ ในครั้งนี้ ที่ประชุมได้พิจารณาแนวทางการจัดทำแผนการปฏิบัติงานด้านเทคโนโลยีดิจิทัลประจำปี งบประมาณ 2569 โดยบูรณาการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการยกร่างแผนงาน / โครงการประจำปี เพื่อวางแผนและกำหนดทิศทางในการขับเคลื่อนภารกิจด้านในการพัฒนาระบบเทคโนโลยีสารสนเทศของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ให้มีความทันสมัย เข้าถึงง่าย เชื่อมโยงเครือข่ายข้อมูลอย่างเป็นระบบ และมีความยืดหยุ่นในการปรับตัวให้สอดคล้องต่อการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี เพื่อเป็นฐานข้อมูลภาคการเกษตรหลักสำหรับการวางแผนในเชิงยุทธศาสตร์และนโยบาย ตลอดจนเพื่ออำนวยความสะดวกต่อเจ้าหน้าที่ผู้ใช้งานในระดับปฏิบัติงาน ทั้งนี้ ได้มีการแบ่งโครงสร้างการทำงานออกเป็น 4 คณะทำงาน ได้แก่ 1) คณะทำงานบูรณาการด้านการใช้ศูนย์ข้อมูลกลาง ระบบคลาวด์ และข้อมูลการเกษตร 2) คณะทำงานบูรณาการมาตรฐานระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ MOAC One Map 3) คณะทำงานบูรณาการด้าน E-Service เพื่อให้บริการด้านการเกษตรพื้นฐานครบวงจร และ 4) คณะทำงานบูรณาการด้านการักษาความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ เพื่อให้เกิดความครอบคลุมในภารกิจด้านการพัฒนาระบบฐานข้อมูลภาคการเกษตรในภาพรวม และเตรียมพร้อมต่อการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีในอนาคต

นอกจากนี้ที่ประชุมได้หารือการเตรียมความพร้อมการจัดทำ “โครงการพัฒนาแพลตฟอร์มดิจิทัลสำหรับติดตามและส่งเสริมสินค้าปลอดการตัดไม้ทำลายป่า ภายใต้มาตรฐาน EUDR” เพื่อยกระดับการกำกับดูแลและการรับรองสินค้าเกษตรไทยตามมาตรฐาน EUDR โดยการเพิ่มความสามารถในการตรวจสอบข้อมูลย้อนกลับในกระบวนการผลิตได้อย่างโปร่งใส ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการศึกษา ทบทวนรายละเอียดโครงการเพื่อให้เกิดความคุ้มค่าและประโยชน์อย่างสูงสุดต่อไป

015

SACIT จัดงาน ‘SACIT Symposium 2025’ สืบทอดภูมิปัญญางานหัตถศิลป์ที่คิดถึง สู่อนาคตอย่างยั่งยืน

SACIT จัดงาน ‘SACIT Symposium 2025’ สืบทอดภูมิปัญญางานหัตถศิลป์ที่คิดถึง สู่อนาคตอย่างยั่งยืน

SACIT จัดงาน ‘SACIT Symposium 2025’ สืบทอดภูมิปัญญางานหัตถศิลป์ที่คิดถึง สู่อนาคตอย่างยั่งยืน

วันศุกร์ ที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 14.41 น.

สถาบันส่งเสริมศิลปหัตถกรรมไทย (องค์การมหาชน) หรือ SACIT (Sustainable Arts and Crafts Institute of Thailand) จัดงานประชุมวิชาการ “SACIT Symposium 2025” ภายใต้แนวคิด “Crafting Sustainability across ASEAN and Beyond” ระหว่างวันที่ 7 – 8 สิงหาคม 2568 ณ สถาบันส่งเสริมศิลปหัตถกรรมไทย อำเภอบางไทร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ครั้งแรกของเวทีวิชาการด้านศิลปหัตถกรรมไทย กับงานประชุมครั้งสำคัญที่รวมผู้เชี่ยวชาญ ศิลปิน ช่างฝีมือ และองค์กรพันธมิตรจากทั่วเอเชีย ร่วมแลกเปลี่ยนองค์ความรู้จาก “เครื่องรัก” สู่ “นวัตกรรมความยั่งยืน” ใน3 มิติสำคัญ ได้แก่ การสืบสาน คงอัตลักษณ์และภูมิปัญญาดั้งเดิม, การสร้างสรรค์ พัฒนาเทคนิคและรูปแบบร่วมสมัยและการส่งเสริม ยกระดับภาพลักษณ์และองค์ความรู้งานหัตถศิลป์ไทยสู่ระดับสากล

ในฐานะองค์การมหาชน ภายใต้การกำกับของกระทรวงพาณิชย์ที่ SACIT มีบทบาทในการขับเคลื่อนงานศิลปหัตถกรรมไทย ภายใต้วิสัยทัศน์ “สืบสาน สร้างสรรค์ ส่งเสริม งานศิลปหัตถกรรมไทยทุกมิติ ให้ก้าวไกลอย่างยั่งยืน” มุ่งมั่นสืบสานงานหัตถศิลป์ที่คิดถึง สร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์เพื่อต่อยอดเชิงพาณิชย์และกระบวนการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม พร้อมทั้งส่งเสริมการตลาดทั้งในและต่างประเทศเพื่อสร้างรายได้ให้เพิ่มขึ้น เห็นได้จากการพลิกโฉมงานหัตถกรรมไทยผ่านการดำเนินงานครอบคลุม 3 มิติ ได้แก่ ต่อยอดงานหัตถศิลป์ที่คิดถึง ยกระดับงานคราฟต์ผ่านเครือข่ายพันธมิตร และพัฒนางานคราฟต์ภายใต้แนวคิด ESG

ปี 2568 นับเป็นก้าวสำคัญของ SACIT กับการยกระดับงานองค์ความรู้งานหัตถศิลป์สู่เวทีวิชาการระดับนานาชาติ  โดยมีจุดเริ่มต้นจากการตระหนักถึงปัญหาความท้าทายที่สำคัญของวงการศิลปหัตถกรรมไทย นั่นคือการขาดแคลนวัตถุดิบพื้นถิ่นที่ใช้ในการสร้างสรรค์งานคราฟต์ โดยเฉพาะ “ยางรัก” ที่จำเป็นต่อการทำเครื่องรัก–เครื่องเขิน และงานหัตถกรรมอีกหลากหลายประเภท รวมถึงองค์ความรู้ในการสร้างสรรค์งานประเภท “เครื่องรัก – เครื่องเขิน” และงานศิลปหัตถกรรมที่ใช้ยางรักเริ่มมีผู้สืบทอดน้อยลงไปในทุก ๆ ปี ด้วยเหตุนี้ SACIT จึงริเริ่มการประชุมวิชาการระดับนานาชาติครั้งนี้ขึ้น เพื่อเป็นเวทีสำคัญในการระดมสมองและหารือร่วมกับผู้เชี่ยวชาญจากทั่วภูมิภาคอาเซียนและจากนานาชาติ เพื่อแสวงหาแนวทางแก้ไขปัญหาและสร้างความยั่งยืนให้กับงานศิลปหัตถกรรมในระยะยาว

งาน SACIT Symposium 2025 จึงมิใช่เพียงงานประชุมวิชาการ แต่เป็นพื้นที่แลกเปลี่ยนเรียนรู้ และจุดประกายแนวทางการต่อยอดทั้งเชิงวิชาการและเชิงการสร้างสรรค์งานศิลปหัตถกรรม รวมถึงเป็นจุดเริ่มต้นในการสร้างความร่วมมือในมิติต่าง ๆ ทั้งในและต่างประเทศ

ผศ.ดร.อนุชา ทีรคานนท์ ผู้อำนวยการสถาบันส่งเสริมศิลปหัตถกรรมไทย กล่าวว่า “งาน Symposium ครั้งนี้เป็นโอกาสสำคัญที่เราจะได้รวมตัวพันธมิตรหลากหลายภาคส่วน ทั้งช่างฝีมือ ศิลปิน นักสะสม นักวิชาการจากทั้งในและต่างประเทศ เครือข่ายครูอาจารย์และสถาบันการศึกษา เพื่อมาร่วมกันแลกเปลี่ยนองค์ความรู้เกี่ยวกับงานศิลปหัตถกรรมที่ใช้ ยางรัก เป็นพื้นฐานสำคัญในการทำงาน ทั้งในเชิงเทคนิค ศิลปะ และวัฒนธรรม พร้อมกันนี้ เรายังได้เชิญเครือข่ายช่างจากหลายประเทศในอาเซียน เอเชีย รวมถึงยุโรป เข้าร่วมพูดคุยถึงแนวทางการขับเคลื่อนสู่ความยั่งยืนในอนาคต

Symposium ครั้งนี้จึงไม่ใช่แค่การนำเสนอผลงานวิชาการในรูปแบบเอกสารเท่านั้น แต่ได้รวมไปถึงการแสดงผลงานสร้างสรรค์จากช่างรุ่นใหม่ การนำเสนอผลงานสะสมหายากที่เปิดให้ชมเป็นครั้งพิเศษ ซึ่งรวมถึงงานเครื่องรักจากต่างประเทศด้วย ถือเป็นโอกาสที่หาได้ยากยิ่ง”

โดยไฮไลต์ของงานที่จะเกิดขึ้น อาทิ การได้รับเกียรติจาก Dr. Feng Jing แห่ง UNESCO ที่จะร่วมชี้ให้เห็นถึง “หัตถกรรม” ในฐานะโครงสร้างวัฒนธรรมของอาเซียน ร่วมด้วยพิธีมอบรางวัลเชิดชูเกียรติผู้สร้างสรรค์งานศิลปหัตถกรรมไทย ประจำปี 2568 ใน 3 สาขา รวม 30 ท่าน ได้แก่ ครูศิลป์ของแผ่นดิน, ครูช่างศิลปหัตถกรรม และทายาทช่างศิลปหัตถกรรม เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจให้กับผู้สืบสานงานหัตถศิลป์

เวทีเสวนาและการนำเสนอผลงานจากผู้เชี่ยวชาญจาก 9 ประเทศ ในภูมิภาคอาเซียน เอเชีย และยุโรป แบ่งเป็นหน่วยงาน และองค์กรพันธมิตรจากต่างประเทศ 4 ประเทศ ได้แก่ สิงคโปร์ มาเลเซีย เกาหลีใต้ และออสเตรีย ร่วมถึงศิลปินและช่างฝีมือ จาก 5 ประเทศ ได้แก่ ญี่ปุ่น จีน เวียดนาม เมียนมาร์ และ สปป.ลาว

ร่วมด้วยการบรรยายพิเศษจาก 4 นักสร้างสรรค์ศิลปินและเป็นผู้อยู่เบื้องหลังการขับเคลื่อนงานศิลปะหัตถกรรมไทยระดับนานาชาติ ได้แก่ คุณวิชดา สีตกะลิน (Jim Thompson), คุณรัฐ เปลี่ยนสุข (สัมผัสแกลเลอรี), คุณธีรชัย ศุภเมธีกูลวัฒน์ (Qualy Design) และ คุณอรช บุญ-หลง (Greater Chiang Mai)

หนึ่งในตัวอย่างของไฮไลต์ คือการบรรยายพิเศษระดับนานาชาติว่าด้วย “เครื่องรัก” นำเสนอองค์ความรู้จากผู้ทรงคุณวุฒิด้านเครื่องรักจาก 7 ประเทศ ในหัวข้อ “Craft Ecologies: Materials, Communities, and Wisdom” เพื่อร่วมแลกเปลี่ยนมุมมอง เรื่องวัสดุ ภูมิปัญญา และชุมชน ในการรักษา พัฒนา และต่อยอดงานเครื่องรักในยุคสมัยใหม่ ตัวอย่างวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิระดับนานาชาติ ได้แก่ Prof. Sakurako Matsushima ผู้เชี่ยวชาญด้านเครื่องรักญี่ปุ่น Mr. Suo Chao นักวิชาการด้านเครื่องรักจากจีน Mr. U Maung Maung ประธานสมาคมเครื่องรักเมียนมา Mrs. Nguyen Thi Tu Quyen ศิลปินและผู้เชี่ยวชาญการใช้รักสีแบบเวียดนาม เป็นต้น

นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรมเสวนาพิเศษ หัวข้อ “From Forest to Form: Lacquer Sap and the Thai Craft Ecology” โดยวิทยากรชาวไทยผู้เชี่ยวชาญด้านยางรักตั้งแต่ต้นน้ำ จนถึงการใช้งานและการสร้างสรรค์รวม 6 ท่าน อาทิ คุณสนั่น รัตนะ ราชบัณฑิตสาขาศิลปกรรม รศ.พิศมัย อาวะกุลพาณิชย์ สาขาวิชาการออกแบบ ภาควิชาศิลปะไทย คณะวิจิตรศิลป์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ คุณธวัชชัย ทำทอง คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏลำปาง และผู้เชี่ยวชาญด้านงานเครื่องรักล้านนา เป็นต้น

ภายในงานยังมีการจัดแสดงนิทรรศการพิเศษ “The Lacquer Legacy” โดย ผศ.ดร.อนุชา ทีรคานนท์ ผู้อำนวยการสถาบันส่งเสริมศิลปหัตถกรรมไทย (องค์การมหาชน) บอกเล่าเรื่องราวของ “ยางรัก” และการใช้ยางรักในงานศิลปหัตถกรรมไทย พร้อมโซนสาธิตกระบวนการสร้างสรรค์จากศิลปิน และช่างฝีมือจากไทยและต่างประเทศมากกว่า 12 ท่าน ได้แก่ ญี่ปุ่น, จีน, พม่า, เวียดนาม, ลาว และงานเครื่องรักประเภทต่าง ๆ ของไทยอีกมากกว่า 7 ท่าน เพื่อให้ผู้เข้าร่วมได้สัมผัสงานศิลป์อย่างใกล้ชิด

งาน SACIT Symposium 2025 ถือเป็นอีกก้าวสำคัญของ SACIT ในการแสดงบทบาทผู้นำด้านศิลปหัตถกรรมไทยบนเวทีโลก โดยมุ่งหวังให้เกิดการตื่นตัวและสนใจงานหัตถกรรมไทยในวงกว้าง เสริมสร้างเครือข่ายความร่วมมือที่แข็งแกร่งระหว่างหน่วยงานและผู้สร้างสรรค์ทั้งในประเทศและต่างประเทศ รวมถึงต่อยอดองค์ความรู้สู่การพัฒนาที่ยั่งยืนในอนาคต ทั้งนี้ยังสอดคล้องกับเป้าหมายของ SACIT ในการก้าวสู่การเป็นองค์กรที่ได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติด้านศิลปหัตถกรรมภายในปี พ.ศ. 2570 ภายใต้แนวคิด “Crafting Sustainability across ASEAN and Beyond” เพื่อยกระดับศูนย์กลางองค์ความรู้และเครือข่ายงานคราฟต์ของอาเซียนอย่างแท้จริง

“งาน SACIT Symposium 2025 คือหมุดหมายใหม่ที่เราต้องการให้นานาชาติและคนในยุคปัจจุบันได้เห็นว่า ศิลปหัตถกรรมไทยยังมีชีวิตยังเติบโต และยังพร้อมร่วมมือกับทุกภาคส่วนเพื่ออนาคตที่ยั่งยืน ทั้งในมิติทางวัฒนธรรม เศรษฐกิจและนวัตกรรม เราเชื่อว่างานหัตถศิลป์ไทยไม่ได้เป็นเพียง ‘ของเก่า’ แต่คือพลังสร้างสรรค์ที่สามารถนำพาไปสู่อนาคตได้อย่างสง่างาม หากได้รับการสืบสานอย่างเข้าใจและร่วมมือกันอย่างจริงจังในระดับภูมิภาคและระดับนานาชาติ” ผศ.ดร.อนุชา ทีรคานนท์ กล่าวทิ้งท้าย

ติดตามข้อมูลข่าวสารของสถาบันส่งเสริมศิลปหัตถกรรมไทย (องค์การมหาชน) ได้ที่เว็บไซต์ http://www.sacit.or.th สำหรับผู้ที่สนใจสามารถศึกษารายละเอียดเงื่อนไขการลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการ “SACIT Symposium 2025” ได้ทางเฟซบุ๊ก SACITOFFICIAL หรือ https://symposium.sacit.or.th

-(016)