Unknown's avatar

About SoClaimon

สุทิน คล้ายมนต์; Sootin Claimon; สอ คล้ายมนต์; SoClaimon; Bangkok Thailand; KU23,1963; NCSU USA,1974; SoilFertilizer; ชมรมดินปุ๋ยบนเว็บ; ทำบล็อกแรก วันที่ 26 กันยายน 2552 เวลา 17.48 น.

คณะบุคคลร่วมเป็นเจ้าภาพบำเพ็ญพระราชกุศลถวายพระบรมศพ สมเด็จพระพันปีหลวง

คณะบุคคลร่วมเป็นเจ้าภาพบำเพ็ญพระราชกุศลถวายพระบรมศพ สมเด็จพระพันปีหลวง

คณะบุคคลร่วมเป็นเจ้าภาพบำเพ็ญพระราชกุศลถวายพระบรมศพ สมเด็จพระพันปีหลวง

วันศุกร์ ที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 14.17 น.

คณะบุคคลร่วมเป็นเจ้าภาพบำเพ็ญพระราชกุศลถวายพระบรมศพ “สมเด็จพระพันปีหลวง”

วันที่ 19 มิถุนายน 2569 เวลา 10.00 น. นายลี อาบาร์ (Mr. Lee Abba) ประธานกรรมการบริหาร บริษัท พรประเสริฐรังนกไทย จำกัด,สมาคมกำลังสำรองรักษาดินแดนไทย,   นายทรงกลด สว่างวงศ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดตรัง พร้อมคณะ เป็นเจ้าภาพบำเพ็ญพระราชกุศล ถวายพระบรมศพสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง
 

‘SHANGHAI TOPONE DATA – GUOXIN HUATAI’ เยือน มจพ. ศึกษาศักยภาพเทคโนโลยีและร่วมมือทางวิชาการ

‘SHANGHAI TOPONE DATA - GUOXIN HUATAI’ เยือน มจพ. ศึกษาศักยภาพเทคโนโลยีและร่วมมือทางวิชาการ

‘SHANGHAI TOPONE DATA – GUOXIN HUATAI’ เยือน มจพ. ศึกษาศักยภาพเทคโนโลยีและร่วมมือทางวิชาการ

วันพฤหัสบดี ที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 18.20 น.

18 มิถุนายน 2569 ณ ห้องประชุมราชพฤกษ์ อาคารนวมินทรราชินี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ (มจพ.) ต้อนรับคณะผู้บริหารระดับสูงจาก Shanghai Topone Data บริษัทเทคโนโลยีชั้นนำของสาธารณรัฐประชาชนจีน นำโดย Mr. Wang Bin Chairman, Shanghai Topone Data พร้อมด้วย Mr. John Chen Chaiman, Guoxin Huatai กลุ่มธุรกิจหลักทรัพย์และ การลงทุนชั้นนำของจีน และคณะผู้บริหาร ในโอกาสเข้าเยี่ยมชมและศึกษาดูงานด้านเทคโนโลยีนวัตกรรม และการจัดการศึกษา เพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และแสวงหาแนวทางความร่วมมือด้านการศึกษา วิจัย และอุตสาหกรรมระหว่างไทยและจีนในอนาคต ในการนี้ ศาสตราจารย์ ดร.ธีรวุฒิ บุณยโสภณ นายกสภามหาวิทยาลัย คุณจิราคม อ่องอารี ที่ปรึกษาอธิการบดีด้านการพัฒนาการศึกษานานาชาติ และคณะผู้บริหารมหาวิทยาลัย ร่วมให้การต้อนรับ โดยทั้งสองฝ่ายได้หารือและแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับการพัฒนากำลังคนคุณภาพ เทคโนโลยีดิจิทัลและยานยนต์สมัยใหม่ ตลอดจนแนวทางการสร้างเครือข่ายความร่วมมือทางวิชาการในระดับนานาชาติ ภายหลังการหารือ คณะผู้บริหารได้เยี่ยมชมศูนย์ที่พักเพื่อการเรียนรู้และสันทนาการ อุทยานเทคโนโลยี มจพ. (KMUTNB Techno Park) ซึ่งเป็นศูนย์กลางการวิจัย พัฒนาและถ่ายทอดเทคโนโลยีสู่ภาคอุตสาหกรรม อาทิ  ศูนย์การเรียนรู้นวัตกรรมและเทคโนโลยีดิจิทัล ศูนย์ปฏิบัติการระบบอัตโนมัติและหุ่นยนต์ ศูนย์ปฏิบัติการเทคโนโลยีและนวัตกรรมระบบราง  ตลอดจนห้องปฏิบัติการยานยนต์ไฟฟ้า (EV) และห้องปฏิบัติการวิจัยขั้นสูงของสำนักวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ฯลฯ

การเยือน มจพ. ในครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพและความพร้อมของมหาวิทยาลัยในฐานะสถาบันอุดมศึกษาชั้นนำด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมของประเทศไทย ที่ได้รับการยอมรับและความเชื่อมั่นจากองค์กรชั้นนำระดับนานาชาติ พร้อมตอกย้ำบทบาทในการขับเคลื่อนความร่วมมือทางวิชาการ วิจัย    และนวัตกรรม เพื่อพัฒนากำลังคนคุณภาพสูงรองรับเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมแห่งอนาคตอย่างยั่งยืน

คณะบุคตลต่างๆ เป็นเจ้าภาพบำเพ็ญพระราชกุศล ถวายพระบรมศพ สมเด็จพระพันปีหลวง

คณะบุคตลต่างๆ เป็นเจ้าภาพบำเพ็ญพระราชกุศล ถวายพระบรมศพ สมเด็จพระพันปีหลวง

คณะบุคตลต่างๆ เป็นเจ้าภาพบำเพ็ญพระราชกุศล ถวายพระบรมศพ สมเด็จพระพันปีหลวง

วันพฤหัสบดี ที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 16.03 น.

18 มิถุนายน 2569 เวลา 14.30 น. บริษัท คลับ 21 (ประเทศไทย) จำกัด สมาคมโรงกลั่นน้ำมันปาล์ม บริษัท สำนักงานกฎหมาย ดีทีแอล จำกัด  โรงเรียนเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระศรีนครินทร์ สมุทรสาคร ในพระราชูปถัมภ์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี มูลนิธิมหาวชิราลงกรณ เป็นเจ้าภาพบำเพ็ญพระราชกุศล ถวายพระบรมศพสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง

แม่ญี่ปุ่นฟ้องรัฐ 100 ล้านเยน ลูกสาววัย 16 ถูกขัง-บังคับสารภาพ ทั้งที่ไม่ทำผิด จนป่วย-เสียชีวิต

แม่ญี่ปุ่นฟ้องรัฐ 100 ล้านเยน ลูกสาววัย 16 ถูกขัง-บังคับสารภาพ ทั้งที่ไม่ทำผิด จนป่วย-เสียชีวิต

18 มิ.ย. 2569 16:46 น.

แม่ญี่ปุ่นฟ้องรัฐ 100 ล้านเยน ลูกสาววัย 16 ถูกขัง-บังคับสารภาพ ทั้งที่ไม่ทำผิด จนป่วย-เสียชีวิต

แม่ชาวญี่ปุ่นยื่นฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายจากรัฐบาลและจังหวัดเฮียวโงะ กว่า 100 ล้านเยน หลังลูกสาววัย 16 ปี ที่ทำงานดูแลผู้พิการ ถูกตำรวจจับกุมอย่างไม่เป็นธรรมทั้งที่ไม่ได้กระทำความผิด และใช้จิตวิทยาข่มขู่ให้รับสารภาพในห้องขังนาน 18 วัน จนเกิดภาวะตรอมใจรุนแรง หลังปล่อยตัวร่างกายไม่ยอมดูดซึมอาหารจนน้ำหนักลดฮวบ ก่อนเสียชีวิตในที่สุด จุดกระแสวิจารณ์ “ระบบยุติธรรมแบบตัวประกัน” ของญี่ปุ่น

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานคดีที่กำลังเป็นกระแสพากันวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักในประเทศญี่ปุ่น เมื่อแม่ของหญิงสาวนามสมมุติ “รูนะ” (Runa) วัย 16 ปี ได้ยื่นฟ้องต่อศาลแขวงโกเบทางตะวันตกของญี่ปุ่น เพื่อเรียกค่าเสียหายจากรัฐบาลญี่ปุ่นและรัฐบาลท้องถิ่นจังหวัดเฮียวโงะเป็นจำนวนเงิน 100 ล้านเยน (ราว 22 ล้านบาท) จากกรณีที่ลูกสาวของเธอต้องเสียชีวิตลงอย่างทรมาน ซึ่งถือเป็นหนึ่งในเหยื่อที่น่าสลดใจที่สุดจากระบบที่เรียกว่า “Hostage Justice” หรือ “ระบบยุติธรรมแบบตัวประกัน”

ชนวนเหตุเกิดขึ้นในเดือนมิถุนายนปี 2025 รุนะซึ่งเป็นเด็กสาวที่รักและทุ่มเททำงานในสถานดูแลผู้พิการทางสติปัญญาขั้นรุนแรงที่ครอบครัวบริหารอยู่ ได้ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมในข้อหา “ทำร้ายร่างกาย” หลังจากมีผู้ร้องเรียนว่า ในช่วงงานปาร์ตี้วันวาเลนไทน์ รุนะได้เข้าไปห้ามผู้รับการดูแลรายหนึ่งที่กำลังจะอ้าปากกัดผู้ป่วยอีกคน โดยเธอใช้วิธีแตะมือเข้าที่คางของผู้ป่วยเพื่อดันออกอย่างเบามือเพื่อความปลอดภัย แต่กลับถูกตีความว่าเป็นการทารุณกรรม

รุนะยืนยันความบริสุทธิ์ของตนเองมาโดยตลอด แต่ในระบบยุติธรรมของญี่ปุ่น ผู้ต้องหาที่ปฏิเสธข้อกล่าวหามักจะถูกควบคุมตัวไว้ในเรือนจำก่อนการพิจารณาคดีเป็นเวลานานอย่างโหดร้าย และถูกตัดขาดจากการติดต่อกับครอบครัว โดยเจ้าหน้าที่จะใช้การคุมขังนี้เป็นเครื่องมือบีบบังคับให้ยอมรับสารภาพเพื่อแลกกับการปล่อยตัว ซึ่งกรณีของรุนะ เธอถูกกักขังยาวนานถึง 18 วัน

ทนายความฝ่ายโจทก์ได้เปิดเผยบันทึกไดอารี่ของรุนะที่เขียนไว้ขณะถูกคุมขัง ซึ่งมีรอยคราบน้ำตาเปื้อนอยู่ทั่วหน้ากระดาษ บันทึกระบุว่าเธอถูกพนักงานสอบสวนกดดันและใช้คำพูดข่มขู่สารพัด เช่น “แกทำใช่ไหม? พูดความจริงมาเถอะ”, “ถ้าสารภาพตอนนี้เรื่องจะง่ายขึ้นเยอะ” รวมถึงขู่ว่าจะส่งตัวเธอเข้าสถานพินิจ และจะไม่ได้เจอหน้าแม่อีกหากไม่ยอมรับสารภาพ รุนะเขียนระบายในบันทึกว่า “ฉันไม่ได้ทำอะไรผิดเลย ทำไมต้องมาเจอเรื่องแบบนี้ คืนอิสรภาพให้ฉันเถอะ ฉันจะไม่ยอมแพ้”

ความกดดันทางจิตใจจากการสูญเสียอิสรภาพส่งผลให้รุนะเกิดอาการ “ภาวะจิตใจแปรปรวนจากการถูกคุมขัง” ร่างกายปฏิเสธและต่อต้านอาหารจนกระทั่งในวันที่ 17 ของการถูกขัง รุนะได้เกิดอาการอาเจียนและล้มฟุบหมดสติลง เจ้าหน้าที่จึงนำตัวส่งโรงพยาบาลภายนอก ซึ่งแพทย์วินิจฉัยว่าเธอมีภาวะขาดน้ำอย่างรุนแรง แต่ตำรวจกลับพากลับมาขังต่อทันที ก่อนที่วันถัดมาอัยการจะตัดสินใจปล่อยตัวเธอเนื่องจากสั่งไม่ฟ้องคดี

คุณแม่ของรุนะเปิดเผยในงานแถลงข่าวทั้งน้ำตาว่า “ภาพวันที่ลูกเดินออกมาฉันไม่มีวันลืม เธอไม่ใช่ลูกสาวคนเดิมที่ฉันรู้จัก ร่างกายเธอผอมโซจนสวมกอดเข้าไปมีแต่กระดูกโผล่ออกมา” หลังได้รับการปล่อยตัว แม้รุนะจะพยายามรับประทานอาหารตามที่แพทย์สั่ง แต่สภาพจิตใจที่แตกสลายทำให้เธอถูกวินิจฉัยว่าเป็นโรค PTSD (สภาวะป่วยทางจิตใจหลังเผชิญเหตุการณ์รุนแรง) และโรคระบอบการกินผิดปกติ (Eating Disorder) ร่างกายไม่สามารถดูดซึมสารอาหารได้ จนกระทั่งในเดือนธันวาคม รุนะได้เสียชีวิตลงจากภาวะทุพโภชนาการขั้นวิกฤต หรือสภาวะผอมโซจนเหลือแต่กระดูก (Emaciation) โดยขณะเสียชีวิตเธอมีน้ำหนักตัวเพียง 20 กิโลกรัมเท่านั้น

ที่น่าเจ็บปวดไปกว่านั้นคือ ทางทนายความระบุว่าในการสืบสวนอันหละหลวมของตำรวจ มีคนอยู่ในงานอีเวนต์วันนั้นถึง 35 คน แต่ตำรวจกลับเลือกสอบปากคำพยานเพียงคนเดียว ซึ่งเป็นผู้แจ้งเรื่องร้องเรียน และหลังจากที่รุนะเสียชีวิตลง พยานปากดังกล่าวได้เข้ามาขอโทษครอบครัวในเดือนมีนาคม 2026 พร้อมสารภาพว่า “พูดใส่ร้ายเกินจริงไปมาก”

คดีนี้กลายเป็นกระแสเรียกร้องให้ปฏิรูประบบกฎหมายญี่ปุ่นครั้งใหญ่ ซึ่งที่ผ่านมาองค์กรสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศต่างพากันประณามระบบ “Hostage Justice” ของญี่ปุ่นมาโดยตลอด เช่นเดียวกับคดีประวัติศาสตร์ของนาย “อิวาโอะ ฮากามาดะ” อดีตนักโทษประหารที่ถูกคุมขังยาวนานที่สุดในโลก ซึ่งศาลเพิ่งยกฟ้องไปเมื่อปี 2024 หลังจากพบว่าคำสารภาพในอดีตเกิดจากการถูกเจ้าหน้าที่สอบสวนอย่างทารุณและไร้มนุษยธรรมเช่นเดียวกัน ซึ่งในคดีของรุนะ ทางสำนักงานอัยการเขตโกเบยังคงปฏิเสธที่จะแสดงความคิดเห็น โดยอ้างว่ายังไม่ได้รับเอกสารคำฟ้องอย่างเป็นทางการ.

ที่มา Yahoo! JAPAN / AFP

ไข้หวัดนกคร่าชีวิต “ลูกแมวน้ำช้าง” บนเกาะใกล้ขั้วโลกใต้ออสเตรเลียกว่า 13,000 ตัว

ไข้หวัดนกคร่าชีวิต "ลูกแมวน้ำช้าง" บนเกาะใกล้ขั้วโลกใต้ออสเตรเลียกว่า 13,000 ตัว

18 มิ.ย. 2569 15:47 น.

ไข้หวัดนกคร่าชีวิต “ลูกแมวน้ำช้าง” บนเกาะใกล้ขั้วโลกใต้ออสเตรเลียกว่า 13,000 ตัว

นักวิทยาศาสตร์ออสเตรเลียเผยผลวิจัย พบเชื้อไข้หวัดนกสายพันธุ์อันตราย H5N1 ระบาดหนักในหมู่เกาะเฮิร์ดและแมคโดนัลด์ ในเขตกึ่งแอนตาร์กติกของออสเตรเลีย คร่าชีวิตลูกแมวน้ำช้าง (Southern Elephant Seal) ไปมากกว่า 13,000 ตัว หรือคิดเป็นกว่า 75% ของประชากรลูกแมวน้ำทั้งหมด

คณะนักวิทยาศาสตร์จากโครงการแอนตาร์กติกของออสเตรเลีย (Australian Antarctic Program) เปิดเผยผลการวิจัยล่าสุดชี้ว่า เชื้อไข้หวัดนกสายพันธุ์ H5N1 ที่มีความรุนแรงได้แพร่ระบาดเข้าสู่หมู่เกาะเฮิร์ดและแมคโดนัลด์ (Heard and McDonald Islands) ซึ่งเป็นดินแดนโพ้นทะเลอันห่างไกลและไร้ผู้คนอยู่อาศัยของออสเตรเลีย ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ห่างจากแผ่นดินใหญ่ราว 4,000 กิโลเมตร ส่งผลให้ลูกแมวน้ำช้างใต้ต้องล้มตายลงเป็นจำนวนมหาศาล

รายงานระบุว่า ทีมวิจัยเริ่มพบความผิดปกติเมื่อเดินทางไปสำรวจเกาะภูเขาไฟแห่งนี้ในเดือนตุลาคม 2025 และพบซากลูกแมวน้ำนอนตายเกลื่อนชายหาดหิน จากนั้นจึงได้ทำการสำรวจภาคพื้นดินและใช้โดรนบินเก็บข้อมูลต่อจนถึงเดือนมกราคม 2026 ผลการประเมินคาดว่ามีลูกแมวน้ำช้างล้มตายสูงถึง 13,359 ตัว จากประชากรลูกแมวน้ำทั้งหมด 17,364 ตัว หรือคิดเป็นอัตราการตายที่สูงกว่า 75% ยิ่งไปกว่านั้น ในบางพื้นที่หรือบางกลุ่มประชากร มีอัตราการตายสูงถึง 97% โดยนักวิจัยเตือนว่าตัวเลขจริงอาจสูงกว่านี้เนื่องจากในตอนที่สิ้นสุดการสำรวจยังมีลูกแมวน้ำทยอยตายลงเรื่อย ๆ

ดร. จูลี แมคอินเนส นักชีววิทยาสัตว์ป่าและหัวหน้าทีมวิจัย เปิดเผยว่า นี่เป็นครั้งแรกที่มีการตรวจพบเชื้อไข้หวัดนกตระกูล H5 ในดินแดนโพ้นทะเลของออสเตรเลีย ซึ่งแสดงให้เห็นว่าไวรัสกำลังแพร่กระจายตัวขยายวงกว้างมาทางทิศตะวันออกของมหาสมุทรใต้ โดยผลการตรวจสารคัดหลั่งจากสัตว์ป่า 9 สายพันธุ์บนเกาะ พบว่ามีสัตว์ถึง 6 สายพันธุ์ที่มีผลตรวจเชื้อเป็นบวก ได้แก่ แมวน้ำช้างใต้, แมวน้ำขนแอนตาร์กติก, นกเพนกวินราชา (King Penguin), นกเพนกวินเจนทู (Gentoo Penguin) และนกเพนกวินดำน้ำเซาท์จอร์เจีย (South Georgia diving petrel)

ข้อมูลระบุว่า นอกจากแมวน้ำช้างที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุดแล้ว ยังพบว่ามีนกเพนกวินราชาตัวเต็มวัยล้มตายหลายร้อยตัว ซึ่งแม้จะคิดเป็นสัดส่วนที่ต่ำเมื่อเทียบกับประชากรทั้งหมด แต่ก็เป็นตัวเลขที่สูงกว่าเกณฑ์ปกติอย่างเห็นได้ชัด อย่างไรก็ตาม ยังไม่พบการล้มตายที่ผิดปกติในกลุ่มนกอัลบาทรอสและสัตว์ท้องถิ่นอีก 2 สายพันธุ์

นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่า เชื้อไวรัสดังกล่าวถูกแพร่กระจายมายังหมู่เกาะแห่งนี้ตั้งแต่ช่วงเดือนสิงหาคม 2025 โดยกลุ่มนกอพยพที่บินมาจากหมู่เกาะโครเซต์ของฝรั่งเศส ซึ่งอยู่ห่างออกไปราว 1,500-1,800 กิโลเมตร ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ

ด้านนายเมอร์รีย์ วัตต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสิ่งแวดล้อมของออสเตรเลีย กล่าวว่า ตัวเลขการตายของแมวน้ำช้างในครั้งนี้เป็นเรื่องที่ “น่าสลดและเตือนสติได้อย่างดี” ปัจจุบันออสเตรเลียเป็นทวีปเดียวในโลกที่ยังไม่มีรายงานการพบผู้ติดเชื้อหรือสัตว์ติดเชื้อไวรัสไข้หวัดนกสายพันธุ์ H5N1 บนแผ่นดินใหญ่ แต่วิกฤตที่เกิดขึ้นบนเกาะโพ้นทะเลนี้แสดงให้เห็นว่า ออสเตรเลียจะนิ่งนอนใจไม่ได้เด็ดขาด และต้องเร่งวางแผนรับมือกับโอกาสที่เชื้อจะแพร่กระจายเข้าสู่แผ่นดินใหญ่ในอนาคต

ทั้งนี้ หมู่เกาะเฮิร์ดและแมคโดนัลด์ ซึ่งเป็นพื้นที่ธรรมชาติที่ดุร้ายและท้าทาย เพิ่งตกเป็นข่าวดังไปทั่วโลกเมื่อช่วงเดือนเมษายน 2025 ที่ผ่านมา หลังจากถูกระบุชื่อไว้ในบัญชีรายชื่อดินแดนระหว่างประเทศที่จะถูกเรียกเก็บภาษีศุลกากรอย่างไม่คาดคิด โดยประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ก่อนที่ในปัจจุบันจะกลับมาเป็นจุดสนใจของโลกอีกครั้งจากวิกฤตการณ์ทางสิ่งแวดล้อมในครั้งนี้ ซึ่งทางโครงการแอนตาร์กติกของออสเตรเลียยืนยันว่าจะยังคงเฝ้าระวังและติดตามสัญญาณของโรคอย่างใกล้ชิดต่อไป.

ที่มา BBC / AFP

ยูเครนส่งโดรนกว่า 500 ลำถล่มกรุงมอสโก เกิดไฟไหม้–อพยพผู้โดยสารสนามบิน

ยูเครนส่งโดรนกว่า 500 ลำถล่มกรุงมอสโก เกิดไฟไหม้–อพยพผู้โดยสารสนามบิน

18 มิ.ย. 2569 15:10 น.

ยูเครนส่งโดรนกว่า 500 ลำถล่มกรุงมอสโก เกิดไฟไหม้–อพยพผู้โดยสารสนามบิน

ยูเครนเปิดฉากโจมตีด้วยโดรนครั้งใหญ่ต่อกรุงมอสโกของรัสเซีย ส่งผลให้เกิดเหตุเพลิงไหม้หลายจุด รวมถึงบริเวณโรงกลั่นน้ำมัน และทำให้สนามบินที่มีผู้โดยสารหนาแน่นที่สุดของรัสเซียต้องอพยพประชาชน ขณะที่รัสเซียระบุสามารถสกัดโดรนได้กว่า 500 ลำ

กองทัพยูเครนได้เปิดฉากโจมตีด้วยอากาศยานไร้คนขับ หรือโดรน ครั้งใหญ่ที่สุดในรอบหลายปีพุ่งเป้าถล่มกรุงมอสโก เมืองหลวงของรัสเซีย ในวันนี้ (18 มิ.ย.) ส่งผลให้เกิดเพลิงไหม้รุนแรงในหลายจุด และโครงสร้างพื้นฐานทางคมนาคมต้องหยุดชะงักอย่างหนัก ก่อนหน้าเพียงไม่กี่ชั่วโมงที่ประธานาธิบดี วลาดิเมียร์ ปูติน มีกำหนดการเปิดฉากการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนที่เมืองคาซาน

นายเซอร์เก โซบยานิน ผู้ว่าราชการกรุงมอสโก เปิดเผยผ่านแอปพลิเคชันเทเลแกรม ว่า กองกำลังป้องกันภัยทางอากาศสามารถยิงสกัดโดรนที่มุ่งหน้าสู่เมืองหลวงได้ถึง 180 ลำ ขณะที่กระทรวงกลาโหมรัสเซียระบุว่าสามารถสกัดโดรนของยูเครนทั่วประเทศได้รวมกันมากกว่า 500 ลำตลอดทั้งคืน อย่างไรก็ตาม มีโดรนบางส่วนหลุดรอดไปโจมตี “โรงกลั่นน้ำมันมอสโก”  จนเกิดเพลิงไหม้ และเจ้าหน้าที่ต้องสั่งปิดถนนโดยรอบทันที นอกจากนี้ยังเกิดเหตุโดรนตกใส่พาร์ตเมนต์ในย่านซูคอฟสกี และเศษซากโดรนตกใส่อาคารพาณิชย์จนไฟลุกท่วมบริเวณชานเมือง

การโจมตีครั้งนี้ ส่งผลให้ท่าอากาศยานเชเรเมเตียโว ซึ่งเป็นสนามบินที่หนาแน่นที่สุดของกรุงมอสโก ต้องประกาศอพยพผู้โดยสารไปยังพื้นที่ปลอดภัยอย่างเร่งด่วน และต้องจำกัดเที่ยวบินเข้าออกทั้งหมดชั่วคราว นับเป็นการโจมตีเมืองหลวงของรัสเซียครั้งรุนแรงที่สุดในรอบอย่างน้อย 2 ปี

การโจมตีอันดุเดือดเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ประธานาธิบดีปูติน กำลังเตรียมการต้อนรับกลุ่มผู้นำจากสมาคมประชาชาติต่าง ๆ ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรืออาเซียน ที่เมืองคาซาน ซึ่งอยู่ห่างจากมอสโกไปทางตะวันออกราว 700 กิโลเมตร โดยมีผู้นำระดับนายกรัฐมนตรีจากไทย เวียดนาม กัมพูชา ลาว มาเลเซีย และสิงคโปร์ รวมถึงประธานาธิบดี เฟอร์ดินานด์ มาร์กอส จูเนียร์ จากฟิลิปปินส์ เดินทางเข้าร่วมประชุม

แม้ว่าเศรษฐกิจของรัสเซียจะกำลังเผชิญกับภาวะเงินเฟ้อสูง การขาดแคลนแรงงาน และต้นทุนการกู้ยืมที่เพิ่มขึ้นเนื่องจากสงครามที่ยืดเยื้อมานานกว่า 4 ปี แต่ปูตินยังคงปฏิเสธข้อเสนอในการเจรจาแบบเผชิญหน้ากับประธานาธิบดี โวโลดิเมียร์ เซเลนสกี ของยูเครน โดยยืนยันคำเดิมว่ารัสเซียจะใช้กำลังทหารยึดครองภูมิภาคดอนบาสทางตะวันออกของยูเครนให้สำเร็จ ท่ามกลางแรงกดดันจากประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ที่เพิ่งกล่าวในที่ประชุม G7 ณ ฝรั่งเศส ว่า รัสเซียควร “ยอมทำข้อตกลง” เพื่อยุติสงครามได้แล้ว

ในวันเดียวกัน ทางการรัสเซียได้ออกมากล่าวหาเพิ่มเติมว่า ยูเครนได้เจตนาส่งโดรนโจมตีรถบัสคันหนึ่งในภูมิภาคบรีอันสค์ ซึ่งมีพรมแดนติดกับยูเครน โดยรถบัสคันดังกล่าวบรรทุกทีมนักฟุตบอลเด็กชาวเบลารุสจำนวน 28 คน จากผู้โดยสารทั้งหมด 44 คน ที่กำลังเดินทางไปพักผ่อนทางตอนใต้ของรัสเซีย

รายงานจากกระทรวงการต่างประเทศรัสเซียระบุว่า เหตุการณ์ดังกล่าวถือเป็น “อาชญากรรมที่โหดเหี้ยม” ส่งผลให้หญิงผู้ดูแลเด็กเสียชีวิต 1 ราย และมีผู้ได้รับบาดเจ็บอีก 8 ราย ในจำนวนนี้เป็นเด็ก 6 ราย ขณะที่นายอเล็กซานเดอร์ โลคาเชนโก ประธานาธิบดีเบลารุส ได้สั่งการให้ส่งเครื่องบินด่วนไปรับตัวผู้บาดเจ็บชาวเบลารุสกลับประเทศทันที และยื่นคำขาดเรียกร้องคำชี้แจงจากยูเครน

อย่างไรก็ตาม กองทัพยูเครนได้ออกแถลงการณ์ปฏิเสธข้อกล่าวหาดังกล่าวอย่างสิ้นเชิง โดยระบุว่าเป็น “ข่าวปลอม” และยืนยันว่ากองกำลังป้องกันตนเองของยูเครนไม่ได้มีการใช้โดรนโจมตีเป้าหมายพลเรือนในพื้นที่ดังกล่าวแต่อย่างใด เนื่องจากที่ผ่านมา ยูเครนจะมุ่งเป้าโจมตีเฉพาะโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจและพลังงานของรัสเซียเพื่อตัดกำลังท่อน้ำเลี้ยงสงครามเท่านั้น สงครามครั้งนี้ถือเป็นสมรภูมิที่นองเลือดที่สุดในยุโรปนับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งคร่าชีวิตผู้คนไปแล้วหลายแสนราย.

ที่มา AFP / Reuters

ฮ่องกงยกระดับเตือนภัยฝนสูงสุด ปิดโรงเรียน เตือนน้ำท่วมหนักจากฝนมรสุม

ฮ่องกงยกระดับเตือนภัยฝนสูงสุด ปิดโรงเรียน เตือนน้ำท่วมหนักจากฝนมรสุม

18 มิ.ย. 2569 14:32 น.

ฮ่องกงยกระดับเตือนภัยฝนสูงสุด ปิดโรงเรียน เตือนน้ำท่วมหนักจากฝนมรสุม

ฮ่องกงยกระดับสัญญาณเตือนภัยฝนเป็นระดับสูงสุด หลังฝนตกหนักต่อเนื่อง โรงเรียนต้องปิดการเรียนการสอน ภาคธุรกิจหยุดให้บริการชั่วคราว โดยเตือนประชาชนหลีกเลี่ยงพื้นที่เสี่ยงเฝ้าระวังน้ำท่วมรุนแรง

หอสังเกตการณ์ฮ่องกงประกาศ สัญญาณเตือนฝนสีดำ เมื่อช่วงเที่ยงวันที่ 18 มิถุนายน ตามเวลาท้องถิ่น โดยระบุว่าอาจมีฝนตกหนักเกิน 70 มิลลิเมตรต่อชั่วโมงต่อเนื่อง

นี่เป็นครั้งที่ 2 ในปีนี้ที่ฮ่องกงต้องประกาศเตือนภัยฝนระดับสูงสุด หลังจากครั้งแรกเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 8 มิถุนายนที่ผ่านมา

พื้นที่ฮ่องกง รวมถึงหลายพื้นที่ทางตอนใต้ของจีน เผชิญฝนตกหนักต่อเนื่องหลายวัน จากอิทธิพลของมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ และร่องความกดอากาศต่ำที่ยังปกคลุมพื้นที่

ทางการยังเตือนว่า อาจมีลมกระโชกรุนแรง โดยเขตไท่โอ ทางตะวันตกเฉียงใต้ของฮ่องกง ตรวจพบความเร็วลมประมาณ 80 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

การประกาศเตือนภัยครั้งนี้เกิดขึ้นก่อนเทศกาลแข่งเรือมังกร ซึ่งตรงกับวันศุกร์นี้ และยังเป็นช่วงวันหยุดยาว 3 วันของฮ่องกง ทำให้ทางการกังวลว่าอาจมีประชาชนเดินทางจำนวนมาก

ขณะเดียวกัน เมืองเซินเจิ้นในจีนแผ่นดินใหญ่ ได้ประกาศสัญญาณเตือนฝนสีแดง พร้อมขอให้ประชาชนหลีกเลี่ยงพื้นที่ลุ่มต่ำ จุดน้ำท่วมขัง และพื้นที่อันตราย โดยเตือนความเสี่ยงน้ำป่า ดินถล่ม และภัยพิบัติอื่น ๆ.

ที่มา : channelnewsasia

“เจฟฟ์ เบซอส” มั่นใจ AI ไม่แย่งงานมนุษย์ แต่จะทำให้เกิด “ภาวะขาดแคลนแรงงาน”

"เจฟฟ์ เบซอส" มั่นใจ AI ไม่แย่งงานมนุษย์ แต่จะทำให้เกิด "ภาวะขาดแคลนแรงงาน"

18 มิ.ย. 2569 14:17 น.

“เจฟฟ์ เบซอส” มั่นใจ AI ไม่แย่งงานมนุษย์ แต่จะทำให้เกิด “ภาวะขาดแคลนแรงงาน”

เจฟฟ์ เบซอส มหาเศรษฐีผู้ก่อตั้งแอมะซอน แสดงทัศนะเชิงบวก มั่นใจปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI จะไม่เข้ามาแทนที่มนุษย์ แต่สร้างโอกาสใหม่จนแรงงานมนุษย์ไม่พอใช้ สวนทางกับสถิติเลิกจ้างทั่วโลกที่พุ่งสูงเพราะ AI พร้อมเผยวิสัยทัศน์ดันโปรเจกต์ยลู ออริจิน พามนุษย์ไปตั้งรกรากถาวรบนดวงจันทร์ เพื่อย้ายอุตสาหกรรมก่อมลพิษออกจากโลก

นายเจฟฟ์ เบซอส มหาเศรษฐีผู้ก่อตั้งแอมะซอน และบุคคลที่รวยที่สุดอันดับ 4 ของโลก ได้ขึ้นเวทีแสดงวิสัยทัศน์ในงานนิทรรศการเทคโนโลยีที่ใหญ่ที่สุดในยุโรป “VivaTech” ที่กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส โดยเขาได้แสดงมุมมองเชิงบวกอย่างมากต่ออนาคตของปัญญาประดิษฐ์ (AI) พร้อมปฏิเสธความกังวลของสังคมที่กลัวว่าเทคโนโลยีนี้จะเข้ามาแย่งงานมนุษย์ครั้งใหญ่

เบซอสระบุว่า AI จะไม่ทำให้คนตกงาน แต่ในทางกลับกัน มันจะเข้ามาช่วยทลายขีดจำกัดและอุปสรรคต่าง ๆ ของมนุษย์ จนนำไปสู่ความต้องการแรงงานที่เพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล “ผมรู้ว่ามีความกังวลมากมายจากผู้คน รวมถึงคนฉลาด ๆ หลายคน ว่า AI จะมาแทนที่มนุษย์และทำให้เรากลายเป็นสิ่งล้าหลัง แต่ผมไม่เห็นด้วยกับมุมมองนี้เลยสิ้นเชิง ผมคิดว่าในความเป็นจริงแล้ว AI กำลังจะทำให้เกิดภาวะขาดแคลนแรงงานต่างหาก”

คำกล่าวของเบซอสจัดว่าสวนกระแสกับความเป็นจริงในปัจจุบันอย่างสิ้นเชิง เนื่องจากมีรายงานจาก Challenger, Gray & Christmas ระบุว่า เฉพาะในเดือนพฤษภาคม สหรัฐฯ มีการประกาศเลิกจ้างงานสูงถึง 97,006 ตำแหน่ง ซึ่งในจำนวนนี้มีสาเหตุเกี่ยวเนื่องมาจาก AI สูงถึง 40% นอกจากนี้ แม้แต่บริษัทแอมะซอนของเบซอสเอง ก็เพิ่งปรับลดพนักงานประจำสำนักงานไปกว่า 30,000 ตำแหน่งตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว โดยแอนดี แจสซี ซีอีโอคนปัจจุบันของแอมะซอน ก็เคยยอมรับว่าระบบอัตโนมัติและ AI คือสาเหตุที่ทำให้ต้องลดคน

ความเห็นของเบซอสยังขัดแย้งกับบุคคลสำคัญทางการเมืองและเทคโนโลยีรายอื่น ๆ เช่น นายริชี ซูนัค อดีตนายกรัฐมนตรีสหราชอาณาจักร ซึ่งปัจจุบันเป็นที่ปรึกษาของไมโครซอฟท์ และบริษัท AI ชั้นนำอย่าง Anthropic ที่เพิ่งออกมาเตือนว่า AI กำลังส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อโอกาสทางอาชีพของคนรุ่นใหม่ เช่นเดียวกับสมาพันธ์แรงงานสหราชอาณาจักร (TUC) ที่เตือนว่า AI อาจซ้ำรอยภัยพิบัติยุคปฏิวัติอุตสาหกรรมที่ทำให้ผู้ถือหุ้นรวยขึ้น แต่คนงานถูกลดคุณค่าหรือถูกแย่งงาน

ในการปรากฏตัวครั้งนี้ เบซอสยังได้พูดถึง “Prometheus” สตาร์ตอัป AI ตัวใหม่ของเขาที่มุ่งเน้นการเร่งกระบวนการผลิตในภาคอุตสาหกรรมจริง รวมถึงอัปเดตความคืบหน้าของ “บลู ออริจิน” บริษัทเทคโนโลยีอวกาศคู่แข่งของสเปซเอ็กซ์ โดยเขาได้ฉายภาพในการพาโลกกลับคืนสู่สภาพบริสุทธิ์เหมือนยุคก่อนการปฏิวัติอุตสาหกรรม ด้วยการย้ายอุตสาหกรรมที่ก่อมลพิษทั้งหมดออกไปอยู่นอกโลก

เบซอสเน้นย้ำว่า ดวงจันทร์คือจุดเริ่มต้นที่เป็นธรรมชาติที่สุดของมนุษยชาติในการขยายถิ่นฐาน โดยเขากล่าวว่า “เรากำลังจะไปดวงจันทร์เพื่อตั้งรกรากถาวร ไม่ใช่แค่ไปเที่ยว” และหวังจะใช้เทคโนโลยีอย่างการแยกน้ำด้วยไฟฟ้า เพื่อเปลี่ยนทรัพยากรบนดวงจันทร์ให้เป็นเชื้อเพลิงจรวด

ด้านเดฟ ลิมป์ ซีอีโอของบลู ออริจิน ซึ่งขึ้นเวทีร่วมกัน ได้เปิดเผยว่า บริษัทกำลังเร่งซ่อมแซมฐานปล่อยจรวด “นิว เกลนน์” (New Glenn) ในรัฐฟลอริดา หลังเกิดเหตุระเบิดอย่างรุนแรงระหว่างการทดสอบภาคพื้นดินเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา โดยยืนยันว่าโครงสร้างพื้นฐานสำคัญไม่ได้รับความเสียหาย และคาดว่าจะกลับมาเริ่มปล่อยจรวดได้อีกครั้งก่อนสิ้นปีนี้ ซึ่งเป็นการแข่งขันโดยตรงกับ อีลอน มัสก์ ที่เพิ่งนำบริษัทสเปซเอ็กซ์เข้าสู่ตลาดหุ้นและมีแผนสร้างเมืองบนดาวอังคารเช่นกัน

นอกเหนือจากไฮไลต์ของเจฟฟ์ เบซอสแล้ว ภายในงาน VivaTech ปีนี้ยังแสดงให้เห็นถึงแนวโน้มที่ชัดเจนว่า AI ได้ก้าวข้ามจากการเป็นเพียงแชตบอตในจอคอมพิวเตอร์ เข้าสู่โลกแห่งความเป็นจริงผ่าน “หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์”

โดยไฮไลต์เด่นที่ดึงดูดความสนใจของผู้เข้าชมงาน คือหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์จากบริษัท Unitree ที่จับมือกับ HABS บริษัทเทคโนโลยีประสาท-AI ของฝรั่งเศส นำเสนอเทคโนโลยีที่ช่วยให้มนุษย์สามารถออกคำสั่งควบคุมหุ่นยนต์ให้เคลื่อนไหวได้ผ่าน “สัญญาณความคิดในสมอง” โดยตรง โดยไม่ต้องใช้คำพูด เพียงแค่สวมสายรัดศีรษะที่มีระบบตรวจคลื่นไฟฟ้าสมอง (EEG) ซึ่งสะท้อนให้เห็นภาพอนาคตที่หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์จะเข้ามาทำงานร่วมกับมนุษย์ในภาคการแพทย์ การผลิต และการบริการอย่างเต็มตัวในอนาคตอันใกล้.

ที่มา Reuters / BBC

นักท่องเที่ยววัย 18 ปีดับ หลังม้าลากรถตกใจวิ่งเตลิดทำรถพลิกคว่ำในเซ็นทรัลพาร์ก

นักท่องเที่ยววัย 18 ปีดับ หลังม้าลากรถตกใจวิ่งเตลิดทำรถพลิกคว่ำในเซ็นทรัลพาร์ก

18 มิ.ย. 2569 13:04 น.

นักท่องเที่ยววัย 18 ปีดับ หลังม้าลากรถตกใจวิ่งเตลิดทำรถพลิกคว่ำในเซ็นทรัลพาร์ก

เกิดเหตุม้าลากรถนำเที่ยวในสวนสาธารณะเซ็นทรัลพาร์ก ในนครนิวยอร์ก เกิดอาการตกใจและวิ่งเตลิดอย่างไร้การควบคุม ก่อนพุ่งชนรถคันอื่นจนพลิกคว่ำ เหวี่ยงนักท่องเที่ยววัย 18 ปีร่วงกระแทกพื้นเสียชีวิต เผยเหตุเกิดจากคนขับทิ้งบังเหียนเดินห่างจากตัวม้าเพื่อถ่ายรูปให้ผู้โดยสาร ท่ามกลางกระแสเรียกร้องให้สั่งแบนธุรกิจรถลากม้าอายุกว่า 150 ปี

เกิดอุบัติเหตุสะเทือนขวัญเมื่อบ่ายวันพุธที่ผ่านมา (17 มิ.ย.) ตามเวลาท้องถิ่น บริเวณใกล้กับร้านอาหาร ทาเวิร์น ออน เดอะ กรีน (Tavern on the Green) ภายในสวนสาธารณะเซ็นทรัลพาร์ก นครนิวยอร์ก ส่งผลให้นักท่องเที่ยวชายอายุ 18 ปีรายหนึ่ง ซึ่งเดินทางมาท่องเที่ยวกับครอบครัว ได้รับบาดเจ็บสาหัสจากการถูกเหวี่ยงตกจากรถม้า และได้เสียชีวิตในเวลาต่อมาที่ศูนย์การแพทย์ ไวล์ คอร์เนลล์ 

จากการสอบสวนและคลิปวิดีโอที่มีผู้บันทึกไว้ได้ เผยให้เห็นนาทีระทึกขณะที่ม้าลากรถชื่อ “แซมป์สัน”  ซึ่งเพิ่งถูกนำเข้ามาทำงานในสวนสาธารณะแห่งนี้ได้เพียง 6 สัปดาห์ เกิดอาการตกใจด้วยสาเหตุที่ยังไม่แน่ชัด และได้ออกตัววิ่งเตลิดไปตามถนนอย่างรวดเร็ว โดยที่ตัวรถม้าส่ายไปมาจนเหวี่ยงผู้โดยสารร่วงลงสู่พื้นถนน ก่อนที่รถม้าคันดังกล่าวจะพุ่งไปเฉี่ยวชนเข้ากับล้อของรถม้าอีกคันหนึ่ง จนพลิกคว่ำตะแคงข้างอย่างรุนแรง ท่ามกลางความตื่นตระหนกของผู้เห็นเหตุการณ์ที่ระบุว่า เหตุการณ์เกิดขึ้นเร็วมากจนผู้โดยสารไม่มีโอกาสได้ตั้งตัวหรือกระโดดหนี

นายอเล็กซานเดอร์ เคมป์ รองประธานบริหารสหภาพแรงงานขนส่ง ซึ่งเป็นตัวแทนของผู้ประกอบการรถม้า เปิดเผยว่า ในช่วงเวลาเกิดเหตุ คนขับไม่ได้อยู่บนรถม้าหรือควบคุมม้าอย่างใกล้ชิด แต่ได้เดินห่างออกไปอย่างน้อยหนึ่งช่วงแขนเพื่อถ่ายภาพให้แก่ครอบครัวผู้โดยสารที่กำลังทยอยขึ้นรถ ซึ่งในกลุ่มนั้นมีเด็กเล็กรวมอยู่ด้วย

นายเคมป์กล่าวว่า “ตามกฎแล้ว คนขับห้ามละทิ้งรถม้าเพื่อไปถ่ายรูปเด็ดขาด ไม่ว่ากรณีใดๆ ก็ตาม”  พร้อมระบุว่าทางสหภาพฯ ขอประณามการกระทำที่ไร้ความรับผิดชอบนี้ และสนับสนุนให้มีการสอบสวนอย่างเต็มที่ ล่าสุด เจ้าของกิจการรถม้าได้สั่งพักงานคนขับรายนี้อย่างไม่มีกำหนด และสั่งปลดเกษียณม้าแซมป์สันจากธุรกิจนี้ทันที

อุบัติเหตุคร่าชีวิตในครั้งนี้เกิดขึ้นเพียงไม่กี่วันหลังจากเกิดเหตุม้าล้มตายในสวนสาธารณะเมื่อสัปดาห์ก่อนหน้า ส่งผลให้องค์กรอนุรักษ์เซ็นทรัลพาร์ก ซึ่งเป็นองค์กรไม่แสวงหากำไรที่บริหารจัดการสวนสาธารณะแห่งนี้ และได้ประกาศสนับสนุนการแบนรถม้ามาตั้งแต่ปีที่แล้ว ได้ออกมาเรียกร้องให้ยุติธุรกิจที่ล้าหลังนี้อย่างถาวร

ทางองค์กรฯ ได้ออกแถลงการณ์แสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อครอบครัวผู้สูญเสีย พร้อมระบุว่า “นี่คือโศกนาฏกรรมที่เราหวาดกลัวมาตลอด ชายหนุ่มคนหนึ่งมาเพื่อพักผ่อนในสวนสาธารณะแต่ต้องมาเสียชีวิต ซึ่งนี่ไม่ใช่ราคาที่สังคมต้องจ่ายให้กับอุตสาหกรรมที่ล้าหลัง  ในพื้นที่สาธารณะที่มีผู้คนหนาแน่นที่สุดแห่งหนึ่งของอเมริกา” พร้อมทั้งเรียกร้องให้สภานครนิวยอร์กเร่งผ่านกฎหมาย “ไรเดอร์ส ลอว์” (Ryder’s Law) เพื่อสั่งแบนรถม้าลากอย่างเป็นทางการ และจัดหาตำแหน่งงานเปลี่ยนผ่านให้แก่กลุ่มคนขับรถม้า เพื่อไม่ให้ความปลอดภัยของชาวนิวยอร์กและนักท่องเที่ยวต้องตกอยู่ในความเสี่ยงอีกต่อไป.

ที่มา ABC7NY / CNN

“ทิม คุก” เผยแอปเปิลจ่อขึ้นราคาสินค้า เหตุชิปความจำขาดแคลน-กระแส AI บูม

"ทิม คุก" เผยแอปเปิลจ่อขึ้นราคาสินค้า เหตุชิปความจำขาดแคลน-กระแส AI บูม

18 มิ.ย. 2569 12:13 น.

“ทิม คุก” เผยแอปเปิลจ่อขึ้นราคาสินค้า เหตุชิปความจำขาดแคลน-กระแส AI บูม

ทิม คุก ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของแอปเปิล เปิดเผยว่าบริษัทมีแผนปรับขึ้นราคาสินค้า หลังต้นทุนชิปหน่วยความจำและชิปจัดเก็บข้อมูลปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องจากความต้องการของอุตสาหกรรมปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI ที่เร่งแข่งขันแย่งกำลังการผลิตทั่วโลก

นายทิม คุก ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของแอปเปิล ได้เปิดเผยผ่านบทสัมภาษณ์กับสื่อยักษ์ใหญ่อย่าง เดอะ วอลล์ สตรีท เจอร์นัล ว่าแอปเปิลมีแผนที่จะปรับขึ้นราคาสินค้าเพื่อชดเชยต้นทุนชิปความจำและหน่วยความจำสำรองที่พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยคุกระบุว่าสถานการณ์ในปัจจุบันเข้าขั้น “ไม่สามารถแบกรับได้อีกต่อไป”

วิกฤตการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเนื่องจากความต้องการใช้ชิปในศูนย์ข้อมูล เพื่อรองรับระบบปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI ที่เติบโตอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้บริษัทสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ทั่วโลกต้องเปิดศึกแย่งชิงชิปความจำที่มีอยู่อย่างจำกัด โดยเฉพาะชิปประเภท DRAM ซึ่งผู้ผลิตชิปได้หันไปจัดสรรกำลังการผลิตให้แก่ชิปความจำแบนด์วิดท์สูง (HBM) ที่จำเป็นสำหรับเซิร์ฟเวอร์ AI มากขึ้น ส่งผลให้ราคาของ RAM ซึ่งเป็นส่วนประกอบพื้นฐาน พุ่งสูงขึ้นกว่าเท่าตัวนับตั้งแต่เดือนตุลาคม 2025 เป็นต้นมา

นอกจากนี้ ปัญหายังถูกซ้ำเติมจากไฟสงครามในอิหร่านที่ส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานของก๊าซฮีเลียม ซึ่งเป็นก๊าซที่มีความสำคัญอย่างยิ่งในกระบวนการผลิตเซมิคอนดักเตอร์ ยิ่งส่งผลให้ต้นทุนชิปคอมพิวเตอร์ทั่วโลกทะยานสูงขึ้นไปอีก

“น่าเสียดายที่การปรับขึ้นราคานั้นเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้” ทิม คุก กล่าวกับ WSJ “เราพยายามอย่างเต็มที่แล้วที่จะบรรเทาผลกระทบจากราคาที่พุ่งสูงขึ้นซึ่งถูกส่งต่อมายังเรา และเราพยายามที่จะปกป้องลูกค้าของเราจากการขึ้นราคานี้ แต่สถานการณ์ตอนนี้มันเกินกว่าจะรับไหวแล้ว อุปทานชิปมีน้อยลงในเวลาที่ผู้บริโภคต้องการอุปกรณ์ และฝั่งผู้ผลิตชิปก็ผลักภาระต้นทุนมหาศาลมาให้เรา สิ่งสำคัญที่สุดคือ เราต้องการให้ราคาและปริมาณของชิปความจำกลับคืนสู่ระดับที่เหมาะสมสำหรับผลิตภัณฑ์ผู้บริโภค”

อย่างไรก็ตาม ทิม คุก ซึ่งกำลังจะส่งไม้ต่อให้แก่ “จอห์น เทอร์นัส” ที่จะขึ้นดำรงตำแหน่งซีอีโอคนใหม่ในเดือนกันยายนนี้ ยังไม่ได้เปิดเผยกรอบเวลาหรือสัดส่วนราคาที่จะปรับขึ้น รวมถึงยังไม่ได้ระบุว่าผลิตภัณฑ์ใดบ้างที่จะได้รับผลกระทบเป็นอันดับแรก ซึ่งทำให้ยังไม่แน่ชัดว่าการปรับขึ้นราคาในครั้งนี้จะส่งผลกระทบต่อ iPhone 18 Pro, iPhone 18 Pro Max รวมถึง iPhone หน้าจอพับได้รุ่นแรกของค่ายที่มีกำหนดการเปิดตัวในเดือนกันยายนนี้โดยตรงหรือไม่

ทั้งนี้ ก่อนหน้านี้ในช่วงต้นปี 2026 แอปเปิลได้ทำการปรับขึ้นราคาคอมพิวเตอร์ขนาดพกพาอย่าง Mac Mini ไปแล้วประมาณ 200 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 6,500 บาท) ขณะที่ค่ายคู่แข่งอย่างซัมซุงก็ได้เคยออกมาเตือนล่วงหน้าแล้วว่า ปัญหาชิปขาดแคลนจะทำให้ราคาอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์แพงขึ้น เช่นเดียวกับบริษัท TSMC ยักษ์ใหญ่ผู้ผลิตชิปจากไต้หวัน ซึ่งเป็นผู้ผลิตชิปขั้นสูงให้แก่แอปเปิล, Nvidia และ AMD ที่ไม่ปฏิเสธถึงความเป็นไปได้ในการปรับขึ้นราคาชิปเนื่องจากภาวะเงินเฟ้อ

เมื่อถูกถามถึงแนวทางการแก้ไขปัญหา ทิม คุก ระบุว่าแอปเปิลยินดีที่จะใช้เงินสดสำรองของบริษัทที่มีอยู่เป็นจำนวนมากในการช่วยสนับสนุนเพื่อเพิ่มกำลังการผลิตชิปความจำให้มากขึ้น แต่ปฏิเสธว่าแอปเปิล ไม่มีแผนที่จะนำเงินทุนและความเชี่ยวชาญด้านซิลิคอนของตนเองไปใช้ในการสร้างโรงงานผลิตชิปความจำและหน่วยความจำสำรองเองแต่อย่างใด.

ที่มา BBC / Reuters