จับตา “ทรัมป์” อาจเลื่อนพบ “สี จิ้นผิง” หากจีนยังเมินช่วยเปิดช่องแคบฮอร์มุซ

จับตา "ทรัมป์" อาจเลื่อนพบ "สี จิ้นผิง" หากจีนยังเมินช่วยเปิดช่องแคบฮอร์มุซ

16 มี.ค. 2569 17:38 น.

จับตา “ทรัมป์” อาจเลื่อนพบ “สี จิ้นผิง” หากจีนยังเมินช่วยเปิดช่องแคบฮอร์มุซ

ทางการจีนยืนยันกำลังประสานงานกับสหรัฐฯ เรื่องแผนเยือนจีนของ โดนัลด์ ทรัมป์ ปลายเดือนนี้ ขณะที่ทรัมป์ยังขู่เลื่อนพบ สี จิ้นผิง หากจีนไม่ยื่นมือช่วยเปิดช่องแคบฮอร์มุซ หลังราคาน้ำมันโลกพุ่งสูง

วันนี้ (16 มี.ค.) ทางการจีนได้ออกมาเปิดเผยถึงความคืบหน้าในการประสานงานกับรัฐบาลสหรัฐอเมริกา เกี่ยวกับกำหนดการเดินทางเยือนประเทศจีนของนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ที่คาดว่าจะเกิดขึ้นภายในเดือนนี้ ท่ามกลางกระแสข่าวว่าผู้นำสหรัฐฯ อาจตัดสินใจเลื่อนการประชุมสุดยอดครั้งสำคัญนี้ออกไป หากรัฐบาลจีนไม่ยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือในการเปิดช่องแคบฮอร์มุซ

นายโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ส่งสัญญาณว่าสหรัฐอาจจำเป็นต้องชะลอการพบปะกับนายสี จิ้นผิง ผู้นำสูงสุดของจีน ออกไป หากจีนยังมีท่าทีนิ่งเฉยต่อสถานการณ์ที่ตึงเครียดในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะการที่ประเทศอิหร่านได้สั่งปิดเส้นทางเดินเรือในช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญในการขนส่งน้ำมันของโลก เพื่อตอบโต้การทำสงครามกับสหรัฐฯ และอิสราเอล

โดยนายหลิน เจี้ยน โฆษกกระทรวงการต่างประเทศของจีน แถลงต่อสื่อมวลชนว่า ขณะนี้ทั้งจีนและสหรัฐยังคงติดต่อสื่อสารกันอย่างต่อเนื่องในประเด็นเรื่องการเดินทางเยือนจีนของประธานาธิบดีทรัมป์  พร้อมย้ำว่าการทูตระดับประมุขของรัฐระหว่างสองมหาอำนาจโลกอย่างจีนและสหรัฐฯ เป็นกลไกสำคัญในการวางแนวทางด้านยุทธศาสตร์อย่างที่ไม่มีสิ่งใดมาทดแทนได้

อย่างไรก็ตามนายหลิน เจี้ยน ไม่ได้ตอบคำถามเรื่องแรงกดดันจากสหรัฐฯ ที่เรียกร้องให้ทั้งพันธมิตรนาโตและจีนเร่งหาทางเปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง เพียงแต่ยอมรับว่าสถานการณ์ที่ตึงเครียดในพื้นที่ดังกล่าวกำลังสร้างความปั่นป่วนอย่างมากต่อเส้นทางการค้าสากล ทั้งในแง่ของการขนส่งสินค้าทั่วไปและสินค้าพลังงาน

วิกฤตการณ์ในตะวันออกกลางครั้งนี้ส่งผลกระทบรุนแรงต่อเศรษฐกิจโลก โดยทำให้ราคาน้ำมันดิบพุ่งสูงขึ้นถึงร้อยละ 40-50 นับตั้งแต่สงครามเริ่มปะทุ เนื่องจากการปิดช่องทางเดินเรือหลักที่ใช้ขนส่งสินค้าพลังงาน และที่การอิหร่านโจมตีแหล่งพลังงานรวมถึงอุตสาหกรรมการเดินเรือของประเทศเพื่อนบ้านต่าง ๆ ในภูมิภาคอ่าวเปอร์เซีย 

จีนเองถือเป็นประเทศผู้นำเข้าน้ำมันรายใหญ่ รวมทั้งยังเป็นหนึ่งในประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจของเอเชียที่ต้องพึ่งพาน้ำมันจากช่องแคบฮอร์มุซเป็นอย่างมากในการดำเนินเศรษฐกิจ โดยข้อมูลจากบริษัทวิเคราะห์ Kpler ระบุว่า ในปีที่ผ่านมา จีนนำเข้าน้ำมันดิบจากตะวันออกกลางผ่านทางทะเลสูงถึงร้อยละ 57 ของการนำเข้าทั้งหมด

สำหรับกำหนดการเดินทางเยือนจีนตามที่สหรัฐฯระบุไว้นั้น คาดว่า ทรัมป์จะเดินทางถึงประเทศจีนในวันที่ 31 มีนาคม และจะพำนักอยู่จนถึงวันที่ 2 เมษายน นี้ อย่างไรก็ตาม ทางรัฐบาลจีนยังไม่ได้ออกมายืนยันวันเวลาที่แน่นอน ตามธรรมเนียมปฏิบัติที่จีนมักจะเปิดเผยกำหนดการต่าง ๆ ออกมาอย่างเป็นทางการเพียงไม่นานก่อนถึงเวลาจริง.

ที่มา: CNA

อธิบดีฝนหลวงฯ สั่งปฏิบัติการช่วงชิงสภาพอากาศทำฝนให้ตรงพื้นที่ความต้องการน้ำ

อธิบดีฝนหลวงฯ สั่งปฏิบัติการช่วงชิงสภาพอากาศทำฝนให้ตรงพื้นที่ความต้องการน้ำ

อธิบดีฝนหลวงฯ สั่งปฏิบัติการช่วงชิงสภาพอากาศทำฝนให้ตรงพื้นที่ความต้องการน้ำ

วันอังคาร ที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2569, 14.44 น.

อธิบดีฝนหลวงฯ สั่งปฏิบัติการช่วงชิงสภาพอากาศทำฝนให้ตรงพื้นที่ความต้องการน้ำ พร้อมกำชับติดตามค่าฝุ่น PM2.5 และระบายฝุ่นออกจากพื้นที่ต่อเนื่อง

17 มีนาคม 2569 นายราเชน ศิลปะรายะ อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร เป็นประธานการประชุมวางแผนปฏิบัติการฝนหลวงและปฏิบัติการดัดแปรสภาพอากาศประจำวัน (Morning brief) โดยมี นายวีระพล สุดชาฎา ผู้อำนวยการกองดัดแปรสภาพอากาศ นางสาวศิริพร ทวีเดช ผู้อำนวยการกองตรวจและพัฒนาการตรวจสภาพฝนหลวง นายสุรพันธ์ สุวรรณไพบูลย์ ผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวงภาคตะวันออกเฉียงเหนือ นักวิชาการ และเจ้าหน้าที่ ณ ห้องประชุมหน่วยยับยั้งการเกิดพายุลูกเห็บ จ.อุดรธานี ภายในกองบิน 23 จ.อุดรธานี

จากการติดตามสภาพอากาศ พบว่า ในช่วงนี้มีความกดอากาศสูงหรือมวลอากาศเย็นกำลังอ่อนจากประเทศจีนปกคลุมภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน และทะเลจีนใต้ ประกอบกับลมใต้และลมตะวันออกเฉียงใต้พัดนำความชื้นจากอ่าวไทย และทะเลจีนใต้เข้าปกคลุมประเทศไทยตอนบน ทำให้บริเวณภาคเหนือตอนบนมีโอกาสเกิดฝนตกชุก ขณะที่สถานการณ์ฝุ่นละอองขนาดเล็กยังอยู่ในระดับปานกลางถึงเริ่มส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชน อธิบดีฝนหลวงฯ จึงสั่งการให้วางแผนช่วงชิงสภาพอากาศปฏิบัติการฝนหลวงให้ตรงพื้นที่ความต้องการน้ำ บริเวณภาคเหนือตอนบน และภาคใต้ตอนบน

สำหรับปัญหาฝุ่น PM2.5 ค่าฝุ่นในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล ยังมีแนวโน้มสูงขึ้น เนื่องจากมีจุดความร้อนหนาแน่นในประเทศเป็นจำนวนมาก และมีจุดความร้อนจากประเทศเพื่อนบ้านทั้ง 2 ฝั่ง จึงได้กำชับให้นักวิชาการและเจ้าหน้าที่วางแผนปฏิบัติการระบายฝุ่นออกจากพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ รวมถึงติดตามสถานการณ์พายุลูกเห็บที่อาจจะเกิดขึ้นในช่วงนี้ บริเวณ จ.สุโขทัย จ.เลย และบริเวณฝั่งตะวันตกของภาคเหนือ

‘จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย’สร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่วงการแพทย์ไทย จัดงาน ‘MDCU MedUMORE: The Global Phenomenon’

'จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย'สร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่วงการแพทย์ไทย จัดงาน 'MDCU MedUMORE: The Global Phenomenon'

‘จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย’สร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่วงการแพทย์ไทย จัดงาน ‘MDCU MedUMORE: The Global Phenomenon’

วันอังคาร ที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2569, 16.55 น.

11 มีนาคม 2569 – MDCU MedUMORE แพลตฟอร์มการเรียนรู้ออนไลน์ทางการแพทย์แห่งอนาคต ที่พัฒนาโดยคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่วงการแพทย์ไทย จัดงาน “MDCU MedUMORE: The Global Phenomenon”. ประกาศความสำเร็จแพลตฟอร์มการเรียนรู้ ออนไลน์ทางการแพทย์ที่มียอดผู้ใช้งานทะลุ 5.5 ล้านการรับชม พร้อมโชว์ศักยภาพคว้ารางวัลระดับโลก
4 สถาบัน พร้อมเดินหน้าเปิดตัวฟีเจอร์ AI อัจฉริยะ และจับมือพันธมิตรระดับโลก มุ่งยกระดับแพทย์ไทยสู่สากล

ศาสตราจารย์ ดรนายแพทย์สมบัติ ตรีประเสริฐสุข รองอธิการบดี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ประธานในพิธีเปิดเผยว่า จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยมีวิสัยทัศน์มุ่งสู่การเป็น AI University และผู้นำด้าน การเรียนรู้ตลอดชีวิต (Lifelong Learning) ซึ่งความสำเร็จของ MDCU MedUMORE ในวันนี้ เป็นเครื่องพิสูจน์ ศักยภาพของคนไทยที่ไม่แพ้ชาติใดในโลก โดยแพลตฟอร์มนี้ไม่ได้เป็นเพียงความภูมิใจของชาวจุฬาฯแต่เป็น สมบัติของวงการแพทย์ไทยที่ช่วยลดความเหลื่อมล้ำและกระจายโอกาสในการเข้าถึงองค์ความรู้ที่ทันสมัยไปสู่แพทย์ทั่วประเทศ

ศาสตราจารย์ พญ.นิจศรี ชาญณรงค์ รองคณบดีด้านการบริการวิชาการและการศึกษานานาชาติ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ กล่าวถึงความสำเร็จในโอกาสก้าวสู่ปีที่ 4 ว่า “MDCU MedUMORE ได้รับ เสียงตอบรับจากบุคลากรทางการแพทย์อย่างท่วมท้น กว่า 5.5 ล้านการรับชม และสมาชิก ทางการแพทย์กว่า 25,000 คน ที่สำคัญคือการก้าวข้ามขีดจำกัดจากระดับประเทศสู่การยอมรับในเวทีโลก ด้วยการคว้ารางวัล เกียรติยศถึง 4 รางวัล ได้แก่

  1. Shortlist Finalist จากเวที Digital Education Awards 2025
  2. Prize Winner สาขานวัตกรรม จากเวที Quality Innovation Award (QIA) 2025
  3. Winner สาขากลยุทธ์ดิจิทัลยอดเยี่ยมแห่งเอเชีย จาก THE Awards Asia 2025
  4. Winner รางวัลมาตรฐานการศึกษาสูงสุด จาก AMEE (Aspire-to-Excellence)

และเพื่อตอกย้ำพันธกิจดังกล่าว ในปีนี้ MedUMORE ได้ประกาศเดินหน้ายกระดับความร่วมมือเชิงลึก กับสถาบันระดับโลก อาทิ มหาวิทยาลัยคอร์เนล (Cornell University) ในการร่วมพัฒนาและผลิตหลักสูตร (Co-Creation) เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้ทางการแพทย์ระดับ World-Class รวมทั้งใช้แพลตฟอร์ม เครือข่ายสากลอย่าง Scalar LX เป็นช่องทางส่งออก ‘ภูมิปัญญาแพทย์ไทย’ (Medical Soft Power) สู่สายตาบุคลากรทางการแพทย์ทั่วโลก

ภายในงานยังมีการเปิดตัวนวัตกรรม “The AI Trinity” โดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ (พิเศษนพ.สุรินทร์ อัศววิทูรทิพย์ ผู้ช่วยด้านการบริการวิชาการและการศึกษานานาชาติ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ ซึ่งประกอบด้วย 3 ฟีเจอร์หลักที่จะเปลี่ยนโฉมการเรียนรู้ ได้แก่ 1) AI Scenario Based Learning ห้องเรียน จำลองสถานการณ์ให้แพทย์ฝึกตัดสินใจในพื้นที่ปลอดภัย 2) Smart Studio (Multi Visual Interactive Learning) สัมผัส ประสบการณ์การเรียนรู้แบบใหม่ ดูวิดีโอพร้อม Learning Materials และมีผู้ช่วยอัจฉริยะ ที่ตอบคำถามผู้เรียนได้ทันที และ 3) AI Powered Content Creator ระบบอัตโนมัติที่ช่วยอาจารย์แพทย์ ผลิตสื่อการสอน ข้อสอบ และบทสรุปได้ภายในไม่กี่นาที

นอกจากนี้ ยังมีการจัดเสวนาพิเศษหัวข้อ “Standardizing the Future: AI & Global Recognition” โดยได้รับเกียรติจากผู้ทรงคุณวุฒิระดับประเทศ อาทิ นพ.รุ่งเรือง กิจผาติ เลขาธิการสำนักงานปรมาณู เพื่อสันติดร.เกศทิพย์ ศุภวานิช อธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ กระทรวงศึกษาธิการ (ผู้แทนปลัด กระทรวงศึกษาธิการ), พล..นพอิทธพร คณะเจริญ เลขาธิการแพทยสภา และผู้บริหารจาก จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองในการยกระดับมาตรฐานการศึกษาไทยให้ก้าวทันโลกยุค AI

ทั้งนี้ ภายในงานได้มีการมอบมอบรางวัลเชิดชูเกียรติแก่สุดยอดผู้เรียนรู้ (Ultimate Learner) และคอร์สยอดนิยม (Most Popular Course) เพื่อเป็นการขอบคุณและสร้างแรงบันดาลใจในการเรียนรู้ ตลอดชีวิตต่อไป และมอบรางวัล Partner of the Year 2025 ให้แก่พันธมิตรผู้สนับสนุน อาทิ ช่อง 7HD, บริษัท พิกเซอร์ (ประเทศไทย), ไทยรอยัลไอศกรีม, เมดโทรนิค, The Coffee Club และ วี เอส คอฟฟี่ เฮ้าส์

เกี่ยวกับ MDCU MedUMORE:

MDCU MedUMORE คือแพลตฟอร์มการเรียนรู้ออนไลน์ทางการแพทย์ พัฒนาโดยคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ด้วยพันธกิจหลักในการปฏิวัติการเรียนรู้ทางการแพทย์ตลอดชีพ และส่งเสริมความ เท่าเทียมในการเข้าถึงองค์ความรู้ทางการแพทย์ในประเทศไทย MDCU MedUMORE นำเสนอเนื้อหาทาง การแพทย์ที่ทันสมัย หลากหลาย และครอบคลุมทุกสาขา ด้วยเทคโนโลยีล้ำสมัย และความร่วมมือจาก คณาจารย์แพทย์และผู้เชี่ยวชาญระดับแนวหน้า พร้อมพันธมิตรองค์กรด้านการแพทย์ระดับประเทศ MDCU MedUMORE มุ่งมั่นที่จะเป็นเครื่องมือสำคัญในการพัฒนาศักยภาพบุคลากรทางการแพทย์ไทย ให้พร้อม รับมือกับทุกความท้าทายในโลกการแพทย์ที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

หากท่านสนใจคอร์สเรียนแพทย์ออนไลน์

สามารถเข้าชมแพลตฟอร์ม

 สมัครฟรีตอนนี้  www.medumore.orgติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม:

[งานการบริการวิชาการ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย]

[อีเมล medumore@chula.md]

[เว็บไซต์ www.medumore.org]

ภาคธุรกิจร่วมสนับสนุนภารกิจสภากาชาดไทย ผ่าน Donation HUB

ภาคธุรกิจร่วมสนับสนุนภารกิจสภากาชาดไทย ผ่าน Donation HUB

ภาคธุรกิจร่วมสนับสนุนภารกิจสภากาชาดไทย ผ่าน Donation HUB

วันอังคาร ที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2569, 15.55 น.

สภากาชาดไทย นำโดย ขรรค์ ประจวบเหมาะ ผู้อำนวยการสำนักงานจัดหารายได้ พร้อมด้วย จันทร์ประภา วิชิตชลชัย รองผู้อำนวยการสำนักงานจัดหารายได้ สภากาชาดไทย ศ.นพ.รุ่งโรจน์ พิทยศิริ หัวหน้าศูนย์ความเป็นเลิศทางการแพทย์โรคพาร์กินสันฯ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย สายสมร พุ่มพิศ ผู้จัดการโครงการเฉลิมพระเกียรติฯ เพื่อสำรวจประชาชนที่มีความเสี่ยงโรคพาร์กินสัน และ ชนวัฒน์ อนันต์ วิทยาศาสตร์การแพทย์ ประจำศูนย์ความเป็นเลิศทางการแพทย์โรคพาร์กินสันฯ ร่วมรับมอบเงินบริจาคจำนวน 3,000,000 จาก ปราโมทย์ ศักดิ์กำจร รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) พร้อมด้วย พิตราภรณ์ บุณยรัตพันธุ์ รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส นพ.วุฒิวงศ์ สมบุญเรืองศรี รองกรรมการผู้จัดการ จิตต์เกษม สุรธรรมานันท์ รองกรรมการผู้จัดการ และ ฉัตรกนก ลพถนอมชาติ รองกรรมการผู้จัดการ เพื่อสนับสนุนโครงการเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี อุปนายิกาผู้อำนวยการสภากาชาดไทย เพื่อสำรวจประชาชนที่มีความเสี่ยงเป็นโรคพาร์กินสัน ซึ่งดำเนินงานโดยศูนย์ความเป็นเลิศทางการแพทย์โรคพาร์กินสันฯ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย รับมอบ ณ บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) สำนักงานใหญ่

แบรนด์เครื่องนอนคุณภาพ SANTAS ในเครือ บริษัท ยัสปาล จำกัด (มหาชน) นำโดย ตรุณ ปุริ Chief Marketing & Sales Officer พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร มอบเครื่องนอนคุณภาพจากแบรนด์ SANTAS รวมมูลค่า 241,800 บาท เพื่อสนับสนุนการดำเนินงานตามภารกิจของสภากาชาดไทย รับมอบ ณ Donation HUB

ทาเคโอะ โนดะ ประธานกรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และ ยาสุยูกิ ฮายาชิ ประธานเจ้าหน้าที่กลยุทธ์              บริษัท อีซี่ บาย จำกัด (มหาชน) มอบเงินบริจาค502,383.88 บาท เพื่อร่วมสมทบทุนโครงการเงินทุนฉุกเฉินเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติ สภากาชาดไทย  รับมอบ ณ Donation HUB สภากาชาดไทย

ดวงตา 93 ข้อเทียม รวมพลังคณะแพทยฯ ศิริราช น้อมถวายพระราชกุศลแด่พระบรมราชชนนีพันปีหลวง”

ดวงตา 93 ข้อเทียม รวมพลังคณะแพทยฯ ศิริราช  น้อมถวายพระราชกุศลแด่พระบรมราชชนนีพันปีหลวง”

ดวงตา 93 ข้อเทียม รวมพลังคณะแพทยฯ ศิริราช น้อมถวายพระราชกุศลแด่พระบรมราชชนนีพันปีหลวง”

วันอังคาร ที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2569, 15.52 น.

93 โรงพยาบาลศิริราช และศูนย์การแพทย์กาญจนาภิเษก คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล ผนึกกำลังครั้งยิ่งใหญ่ จัดแถลงข่าวโครงการ “93 ดวงตา  93 ข้อเทียม รวมพลังคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล น้อมถวายพระราชกุศลแด่ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง” ภารกิจผ่าตัดต้อกระจก 93 ดวงตา และเปลี่ยนข้อเข่า – ข้อสะโพกด้วยหุ่นยนต์ช่วยผ่าตัด จำนวน 93 ข้อ ช่วยเหลือผู้สูงอายุด้อยโอกาส เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้ป่วย ให้สามารถเข้าถึงการรักษาถวายเป็นพระราชกุศล เมื่อวันที่ 10 มีนาคม ณ ศาลาศิริราช 100 ปี โรงพยาบาลศิริราช

ในการนี้มี ศ. นพ. อภิชาติ อัศวมงคลกุล คณบดี คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล เป็นประธานในงาน พร้อมด้วย ศ.นพ.กีรติ เจริญชลวานิช หัวหน้าภาควิชาศัลยศาสตร์ออร์โธปิดิคส์และกายภาพบำบัด ในฐานะประธานโครงการ, รศ. พญ. กนกรัตน์ พรพาณิชย์ หัวหน้าภาควิชาจักษุวิทยา และประธานร่วมโครงการฯ, ศ. ดร. นพ.ยงยุทธ ศิริวัฒนอักษร ผู้อำนวยการโรงพยาบาลศิริราช, รศ.นพ.ธีระ กลลดาเรืองไกร ผู้อำนวยการศูนย์การแพทย์กาญจนาภิเษก, รศ.นพ.นริศ กิจณรงค์ รองหัวหน้าภาควิชาจักษุวิทยา, นพ.นิมิตร ทองพูลสวัสดิ์ รองผู้อำนวยการศูนย์การแพทย์กาญจนาภิเษก, นพ.ตะวัน อินทิยนราวุธ รองผู้อำนวยการศูนย์การแพทย์กาญจนา-ภิเษก และ พญ.มนัสวี จรดล รองผู้อำนวยการศูนย์การแพทย์กาญจนาภิเษก ร่วมให้รายละเอียดการจัดโครงการ

ศ. นพ. อภิชาติ อัศวมงคลกุล คณบดี คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า “คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มุ่งมั่นสืบสานพระราชปณิธานของสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง ในการดูแลสุขภาพของราษฎร โดยเฉพาะในกลุ่มเปราะบางผู้สูงอายุที่ประสบภาวะข้อเสื่อมและต้อกระจก ซึ่งเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการใช้ชีวิตอย่างมาก จึงสร้างต้นแบบความร่วมมือการบูรณาการความเชี่ยวชาญ ระหว่างคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล และศูนย์การแพทย์กาญจนาภิเษก เพื่อระดมสรรพกำลังทั้งด้านนวัตกรรมหุ่นยนต์ช่วยผ่าตัดที่ทันสมัย เทคโนโลยีเลนส์แก้วตาเทียมชั้นสูง และทีมสหวิชาชีพที่เปี่ยมด้วยประสบการณ์ มามอบโอกาสในการรักษาให้แก่ประชาชนโดยไม่มีค่าใช้จ่าย เพื่อให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีสามารถกลับมาเคลื่อนไหวและมองเห็นได้ชัดเจนอีกครั้ง”

ศ. นพ. อภิชาติ อัศวมงคลกุล

ศ.นพ.กีรติ เจริญชลวานิช หัวหน้าภาควิชาศัลยศาสตร์ออร์โธปิดิคส์และกายภาพบำบัด ประธานโครงการฯ เผยว่า “ประเทศไทยได้ก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างเต็มรูปแบบ สอดคล้องกับข้อมูลสถิติผู้สูงอายุในประเทศไทยซึ่งมีประมาณ 12 ล้านคน และกว่าร้อยละ 70 พบว่ามีปัญหาโรคข้อเข่าและข้อสะโพกเสื่อม ไม่ใช่เพียงปัญหาทางกายภาพ หากแต่เป็นภาพสะท้อนของปัญหาสังคม เศรษฐกิจ และคุณภาพชีวิต เนื่องจากผู้สูงอายุจำนวนมาก “รอคอย” และยังเข้าไม่ถึงการรักษา ภาควิชาศัลยศาสตร์ออร์โธปิดิคส์ฯ จึงดำเนินโครงการ 72 ข้อเทียม เทิดพระเกียรติวโรกาส 72 พรรษา ทศมราชา ผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่า – ข้อสะโพก ให้ผู้ป่วย 72 ข้อเทียม ในปี 2567-2568 และประสบผลสำเร็จเป็นอย่างมาก ในปีนี้เราจึงรวมพลังคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล สานต่อภารกิจผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่า – ข้อสะโพกด้วยหุ่นยนต์ช่วยผ่าตัด จำนวน 93 ข้อเทียม พร้อมด้วยผ่าตัดต้อกระจก 93 ดวงตา โดยภาควิชาจักษุวิทยา เพื่อให้ผู้สูงอายุที่ด้อยโอกาสเข้าถึงการรักษาโดยไม่มีค่าใช้จ่าย น้อมถวายพระราชกุศลแด่พระบรมราชชนนีพันปีหลวง”  

พญ.มนัสวี จรดล, รศ.นพ.นริศ กิจณรงค์, ศ.นพ.กีรติ เจริญชลวานิช,รศ.นพ.ธีระ กลลดาเรืองไกร, ศ.นพ. อภิชาติ อัศวมงคลกุล, ศ.ดร. นพ.ยงยุทธ ศิริวัฒนอักษร,รศ. พญ. กนกรัตน์ พรพาณิชย์, นพ.นิมิตร ทองพูลสวัสดิ์ และ นพ.ตะวัน อินทิยนราวุธ

รศ.พญ.กนกรัตน์ พรพาณิชย์ หัวหน้าภาควิชาจักษุวิทยา ประธานร่วมของโครงการฯ กล่าวว่า “ในโครงการนี้เราได้ระดมทีมจักษุแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง พร้อมด้วยเทคโนโลยีเลนส์แก้วตาเทียมที่มีประสิทธิภาพสูง และทีมสหวิชาชีพที่มีความพร้อมสูงสุดในการดูแลผู้ป่วยแบบครบวงจร ตั้งแต่ขั้นตอนการตรวจวินิจฉัย การเตรียมความพร้อมก่อนผ่าตัด ไปจนถึงการดูแลหลังผ่าตัด
เพื่อให้เกิดผลลัพธ์การรักษาที่ดีที่สุด โดยเราไม่ได้มุ่งหวังเพียงแค่การรักษาโรค แต่เป้าหมายสำคัญคือการ ยกระดับคุณภาพชีวิต เพื่อให้ผู้สูงอายุสามารถกลับมาใช้ชีวิตประจำวันและมองเห็นได้ชัดเจนขึ้น โดยกำหนดวันผ่าตัดใหญ่ร่วมกันในวันที่ 20 – 21 มิถุนายน 2569 ณ ศูนย์การแพทย์กาญจนาภิเษก”

ทั้งนี้ ผู้ป่วยโรคต้อกระจก, โรคข้อเข่า และข้อสะโพกเสื่อม ที่สนใจเข้าร่วมโครงการ “93 ดวงตา 93 ข้อเทียม รวมพลังคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล น้อมถวายพระราชกุศลแด่ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง” จะต้องเป็นผู้มีสัญชาติไทย และเลขบัตรประจำตัวประชาชน 13 หลัก โดยจะต้องได้รับการตรวจวินิจฉัย การประเมินจากทีมแพทย์ นักสังคมสงเคราะห์ของโครงการ สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่  หน่วยตรวจโรคออร์โธปิดิคส์ โรงพยาบาลศิริราช โทร. 02-419-7968 แผนกศัลยศาสตร์ออร์โธปิดิกส์ ศูนย์การแพทย์กาญจนาภิเษก โทร. 02-849-6728 และ แผนกจักษุวิทยา ศูนย์การแพทย์กาญจนาภิเษก โทร. 02-849-6610

คืนสู่เหย้า CLCA-BLCU-Y1 2019 ฉลอง ไชนิส นิวเยียร์ ต้อนรับปีม้าไฟ

คืนสู่เหย้า CLCA-BLCU-Y1 2019 ฉลอง ไชนิส นิวเยียร์ ต้อนรับปีม้าไฟ

คืนสู่เหย้า CLCA-BLCU-Y1 2019 ฉลอง ไชนิส นิวเยียร์ ต้อนรับปีม้าไฟ

วันอังคาร ที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2569, 15.00 น.

ชมรมสายสัมพันธ์ไทย-จีน CLCA-BLCU-Y1 2019 นำโดย ดร.นุชนาถ วสุรัตน์ ประธานชมรม พร้อมด้วยคณะกรรมการสมาคม จัดงาน “สายสัมพันธ์ไทย-จีน 2019 Chinese New Year Celebration” ในคอนเซ็ปต์ “VOGUE International Fashion Week” โดยได้รับเกียรติจาก สนั่น อังอุบลกุล  ประธานกรรมการอาวุโสหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เป็นประธานเปิดงาน เมื่อค่ำวันที่ 14 มีนาคม 2569 ณ Grand Ballroom โรงแรม เจดับบลิว แมริออท สุขุมวิท

สนั่น อังอุบลกุล ประธานเปิดงาน พร้อมด้วยคณะกรรมการชมรมฯ นำโดย ดร.นุชนาถ วสุรัตน์, ศิริลักษณ์ ไม้ไทย, ลลิสา จงบารมี, ดร.ลาลีวรรณ กาญจนจารี สมาชิก CLCA-BLCU-Y1 2019 และแขกผู้มีเกียรติที่มาร่วมงาน อาทิ ท่านผู้หญิงภรณี มหานนท์, คุณหญิงโรส บริบาลบุรีภัณฑ์, คุณหญิงณัฐิกา วัธนเวคิน อังอุบลกุล

สนั่น อังอุบลกุล ประธานเปิดงาน, คุณหญิงโรส บริบาลบุรีภัณฑ์, คุณหญิงณัฐิกา วัธนเวคิน อังอุบลกุล ถ่ายภาพร่วมกับคณะกรรมการ ดร.นุชนาถ วสุรัตน์, ศิริลักษณ์ ไม้ไทย, ลลิสา จงบารมี, ดร.ลาลีวรรณ กาญจนารี และ รัญชา บริบาลบุรีภัณฑ์

ท่านผู้หญิงภรณี มหานนท์, คุณหญิงโรส บริบาลบุรีภัณฑ์, ฉวิวรรณ ปูรานิธิ และ ลลิสา จงบารี

คุณหญิงผะอบทิพย์ ศาตะมาน, ดร.สุรภีร์ โรจนวงศ์,สิริลักษณ์ ไม้ไทย, ดร.นุชนาถ วสุรัตน์, นันทชา สินพัฒนา และ ธิตินันท์ วัธนเวคิน

อรยาพร กาญจนจารี, ดร.วิฑูรย์ สิมะโชคดี,คุณหญิงณัฐิกา วัธนเวคิน อังอุบลกุล, อุษณีย์ วรวงศ์วสุ, พูนสุข ประธานราษฎร์นิกร, สมถวิล ปธานวนิช

สมาชิก ชมรม วปรอ.4010 นำโดย ภรณี ลีนุตพงษ์, พันธุ์ทิพย์ สุรทิณฑ์, ดร.พรรณประภา อินทรวิทยนันท์ และ พล.อ.วัฒนา นาราคาม ร่วมงาน

ดร.นุชนาถ วสุรัตน์ ประธานชมรมสายสัมพันธ์ไทย-จีน กล่าวว่า งาน “สายสัมพันธ์ไทย-จีน 2019 Chinese New Year Celebration” เป็นงานที่ศิษย์เก่าหลักสูตรผู้บริหารระดับสูงสายสัมพันธ์ไทย-จีน (CLCA) รุ่น 1 และรุ่น 2 พร้อมด้วยศิษย์เก่าหลักสูตรผู้บริหารรุ่นใหม่สายสัมพันธ์ไทย-จีน (Y1-BLCA) ซึ่งได้รวมตัวกันเป็น ชมรมศิษย์เก่าหลักสูตรสายสัมพันธ์ไทย-จีน(สพทจ.) ได้กลับมาพบปะสังสรรค์เชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างศิษย์เก่าทั้ง 3 รุ่น และก่อให้เกิดสายสัมพันธ์อันดีระหว่างสมาชิก  โดยจัดขึ้นหลังวันตรุษจีน หรือวันปีใหม่จีน เป็นการแสดงพลังแห่งความสามัคคีกลมเกลียวของเพื่อน พี่ น้อง CLCA-BLCU-Y1

ประธานชมรม พร้อมด้วยนางแบบกิตติมศักดิ์  ดร.ปัญจรัตน์ มังกรกนก, รัญชา บริบาลบุรีภัณฑ์

สุขเทพ จันทร์ศรีชวาลา และจณิสตา เถาสุวรรณ์

สนั่น อังอุบลกุล มอบโชคอั่งเปาให้แก่ ดร.รณิดา นกไทยเจริญ

อิสราภรณ์-จักรพงศ์ ชนะธีระพงศ์, อรรถสิทธิ์ ดำรงรัตน์ และ แทนคุณ จิตต์อิสระ

ดร.วิฑูรย์ สิมะโชคดี วินัย พันธุรักษ์ และ รศ.นพ.ศุภชัย ถนอมทรัพย์

มยุรี เตยะราชกุล, สมถวิล ปธานวนิช และ เสาวนีย์ อักษรานุวัตร

พวงเพ็ญ จันทร์จรุงจิต, นฤพร กาญจนจารี และ อรยาพร กาญจนจารี

เพลงเพราะๆ จาก วินัย พันธุรักษ์ ศิลปินแห่งชาติ

งาน “สายสัมพันธ์ไทย-จีน 2019 Chinese New Year Celebration” จัดในคอนเซ็ปต์ “VOGUE International Fashion Week” ไฮไลท์อยู่ที่การแสดงแฟชั่นโชว์นานาชาติ ทั้ง ไทย จีน ฝรั่ง อินเดีย รวมถึงแฟชั่นโชว์ที่ได้แรงบันดาลใจจากภาพยนตร์ฮอลิวู้ดชื่อดัง อาทิ เจมส์ บอนด์ 007, Mr&Mrs Smith การขับร้องเพลงจากนักร้องมืออาชีพและนักร้องกิตติมศักดิ์ นำโดย สองศิลปินแห่งชาติ วินัย พันธุรักษ์ และ สุดา ชื่นบาน การจับฉลากมอบรางวัลผู้โชคดีเป็นของขวัญปีใหม่ติดไม้ติดมือกลับบ้าน

แม่เม้า-สุดา ชื่นบาน ศิลปินแห่งชาติโชว์พลังเสียง

มอเตอร์ไซค์นุ่งสั้น’ เวอร์ชั่นสุดมันส์จาก สริยา สิวายุ

ฮ่องเต้-ฮองเฮา โดย ดร.วิฑูรย์ สิมะโชคดี และ ดร.ลาลีวรรณ กาญจนจารี

น.ท.พญ.อรวรรณ จิตเชวงกุล สวยสง่าในชุดไทยพระราชนิยม

รศ.นพ.ศุภชัย ถนอมทรัพย์ และ จณิสตา เถาสุวรรณ์ จากภาพยนตร์เรื่อง Dr.No 007

แฟชั่นโชว์สุดเฟี้ยวจากน้องๆ Y1

ปิดฉากสุดประทับใจ ‘Nan Craft Festival for All District’ ความสำเร็จที่มากกว่างานเทศกาล ยกระดับหัตถศิลป์น่านสู่ ‘Soft Power’ ระดับสากล

ปิดฉากสุดประทับใจ 'Nan Craft Festival for All District' ความสำเร็จที่มากกว่างานเทศกาล ยกระดับหัตถศิลป์น่านสู่ 'Soft Power' ระดับสากล

ปิดฉากสุดประทับใจ ‘Nan Craft Festival for All District’ ความสำเร็จที่มากกว่างานเทศกาล ยกระดับหัตถศิลป์น่านสู่ ‘Soft Power’ ระดับสากล

วันอังคาร ที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2569, 14.07 น.

สำนักงานท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดน่าน ประกาศความสำเร็จหลังจบงาน “Nan Craft Festival for All District คราฟต์ดีวิถีน่าน” ณ สวนสาธารณะริมน้ำน่าน เมื่อวันที่ 13-15 มีนาคมที่ผ่านมา พบยอดผู้เข้าชมงานและรายได้หมุนเวียนพุ่งสูง พร้อมประกาศความร่วมมือกับยักษ์ใหญ่ภาคเอกชน ต่อยอดงานคราฟต์จากภูมิปัญญาคนน่าน สู่ตลาดโลกอย่างยั่งยืน

3 ความสำเร็จหลักของโครงการเพิ่มขีดความสามารถด้านการแข่งขันและยกระดับการท่องเที่ยวน่านสู่การท่องเที่ยวคุณภาพสูง ถือเป็นความสำเร็จจากต้นน้ำสู่ปลายน้ำอย่างแท้จริง อันดับแรกคือ การปั้นผู้ประกอบการรุ่นใหม่ (Upskill & Design) โดยโครงการไม่ได้เริ่มต้นที่งานเทศกาล แต่เริ่มจากการลงพื้นที่พัฒนาทักษะกลุ่มหัตถกรรม 6 กลุ่ม และคัดเลือกผลงานต้นแบบที่โดดเด่น 32 ชิ้น จากทั้งหมด 90 ผลงาน มาบ่มเพาะด้านการตลาดและการออกแบบร่วมกับผู้เชี่ยวชาญ จนสามารถยกระดับผลิตภัณฑ์ดั้งเดิมให้มีความร่วมสมัย

ความสำเร็จอันดับสองคือ การพิสูจน์ผลงานบนเวทีระดับประเทศ ก่อนจัดงานใหญ่ที่น่าน โดยผลผลิตจากโครงการได้ถูกนำไปทดสอบตลาดที่งาน “ไทยเที่ยวไทย ครั้งที่ 77” ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ เมื่อวันที่ 5-8 มี.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งได้รับกระแสตอบรับอย่างดีเยี่ยม เป็นการเปิดทางให้งานคราฟต์น่านเป็นที่รู้จักในวงกว้าง

อันดับสาม งานเทศกาลหัตถกรรมริมน้ำน่าน ที่โชว์ 6 อัตลักษณ์งานคราฟต์น่าน ได้แก่  ผ้าทอพื้นเมือง เครื่องเงิน จักสาน แกะสลักไม้ งานปั้น และจิตรกรรมฝาผนังสกุลช่างน่าน ภายใต้ชื่องาน “Nan Craft Festival for All District คราฟต์ดีวิถีน่าน” เมื่อวันที่ 13-15 มีนาคมที่ผ่านมา โดยมี Craft Market กว่า 40 ร้าน พร้อมโซนอาหาร และยังเปิดพื้นที่การเรียนรู้ผ่าน Workshop ฟรี โดยครูช่างผู้เชี่ยวชาญ ทั้งหมด 8 workshop ด้วยกัน เช่น การแกะสลักหัวเรือ อัตลักษณ์น่านแท้ๆ โดยบ้านม่วงตึ๊ด การลงยาจี้เงิน โดยดอยซิลเวอร์  เรียนรู้การทำมัดย้อมชิโบริ โดย อ.เทิดศักดิ์ อินแสง สานดอกไม้ โดย แม่รัชนี สานศิลป์ เป็นต้น ซึ่งได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก

อีกทั้งคนที่เข้าร่วมงานเทศกาลดังกล่าว ยังได้ดื่มด่ำกับดนตรีสดริมแม่น้ำน่าน ตั้งแต่เพลงพื้นเมืองไปจนถึงเพลงร่วมสมัย ตลอดทั้ง 3 วันของการจัดงาน โดยปิดท้ายอย่างยิ่งใหญ่ในวันที่ 15 มี.ค. ที่ผ่านมา กับการแสดงของศิลปินชื่อดัง “หญิง ธิติกานต์” ซึ่งเป็นการสร้างแรงบันดาลใจและสร้างรายได้ให้ชุมชนได้อย่างน่าประทับใจ

สำหรับก้าวต่อไปของโครงการฯ จะเป็นการจับมือกับพันธมิตรภาคเอกชนระดับประเทศ ซึ่งในพิธีเปิดงานฯ นางวิไลวรรณ บุดาสา รองผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน และ นายเสริฐ ไชยยานันตา ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดน่าน ได้กล่าวว่า ทางจังหวัดน่านจะมีการลงนาม MOU ร่วมกับ บริษัท เซ็นทรัลทำ วิสาหกิจเพื่อสังคม จำกัด  และบริษัท เดอะ แกลเลอรี พัฒนา จำกัด เพื่อเตรียมขยายช่องทางจำหน่ายและเชื่อมโยงการลงทุนสู่ชุมชนโดยตรง ถือเป็นการต่อยอดงานคราฟต์ของจังหวัดน่าน สู่ตลาดโลกอย่างยั่งยืน เพื่อให้มั่นใจว่าภูมิปัญญาคนน่านจะสามารถพึ่งพาตนเองได้ทางเศรษฐกิจอย่างมั่นคง

“งาน Nan Craft Festival for All District ไม่เพียงแต่เป็นการโชว์ความสวยงามของผลิตภัณฑ์ แต่คือการแสดงให้เห็นถึงความแข็งแกร่งของต้นทุนทางวัฒนธรรมน่าน ที่สามารถเติบโตควบคู่ไปกับการท่องเที่ยวสมัยใหม่ได้อย่างลงตัว” นางวิไลวรรณ บุดาสา รองผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน ได้กล่าวไว้ในพิธีเปิดงาน

สุดท้าย สำนักงานท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดน่าน ได้กล่าวย้ำว่า “เราไม่ได้มองแค่ยอดขายในงาน 3 วันเท่านั้น แต่เรากำลังสร้าง Ecosystem ที่แข็งแรง เพื่อให้ น่านเป็นจุดหมายปลายทางของงานคราฟต์ระดับโลก”

‘เทพไทย’ พัฒนาสู่ความสำเร็จยั่งยืน คว้ารางวัล ‘ธรรมาภิบาลดีเด่นแห่งปี’

‘เทพไทย’ พัฒนาสู่ความสำเร็จยั่งยืน คว้ารางวัล ‘ธรรมาภิบาลดีเด่นแห่งปี’

‘เทพไทย’ พัฒนาสู่ความสำเร็จยั่งยืน คว้ารางวัล ‘ธรรมาภิบาลดีเด่นแห่งปี’

วันอังคาร ที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2569, 13.59 น.

บริษัท เทพไทย โปรดัคท์ จำกัด ผู้ผลิต ยาสีฟันสมุนไพรไทย  ภายใต้แบรนด์ เทพไทย องค์กรที่มุ่งเน้นการพัฒนาคุณภาพธุรกิจ พร้อมยืนหยัดเคียงข้างผู้บริโภคมาอย่างต่อเนื่อง หนึ่งเดียวในการเป็นเจ้าของภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย  ที่ใช้สมุนไพรต่างๆ ในประเทศไทย สร้างสรรค์ให้เป็นนวัตกรรมเพื่อสุขภาพของคนไทย จนประสบความสำเร็จอยู่แถวหน้า คว้ารางวัลใหญ่อีกครั้ง จากสถาบันป๋วย อึ้งภากรณ์ ธนาคารแห่งประเทศไทย สถาบันพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม และ สมาคมธนาคารไทย 4 สถาบันพันธมิตร ที่ร่วมกันคัดเลือกให้ เทพไทย โปรดัคท์ ได้รางวัลชนะเลิศ   “ธรรมาภิบาลดีเด่นแห่งปี 2569” โดยเข้ารับรางวัลดังกล่าวท่ามกลางแขกผู้มีเกียรติทั้งจากสมาคมธนาคารไทย ภาครัฐและเอกชนมากมาย เมื่อวันจันทร์ที่ 9 มีนาคม 2569 ที่ผ่านมา ณ ห้องภัทรรวมใจ อาคาร 2 ชั้น 2 ธนาคารแห่งประเทศไทย 

รางวัลธรรมาภิบาล คือ รางวัลเชิดชูเกียรติ สำหรับผู้ที่มีการบริหารจัดการที่ดี มีความโดดเด่นด้านความโปร่งใส ความรับผิดชอบและการมีส่วนร่วม โดยเน้น นวัตกรรมท้องถิ่นที่แก้ปัญหาได้จริง ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญ พร้อมกับการยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน รางวัลนี้จึงเป็นการกระตุ้นให้เกิดการพัฒนา การทำงานให้เป็นไปตามหลักธรรมาภิบาลอย่างยั่งยืน รวมถึงผู้บริหารมีประสิทธิภาพจนเป็นแบบอย่างการทำธุรกิจ มีวิสัยทัศน์ก้าวไกล มุ่งสู่ความสำเร็จขององค์กร และรางวัลดังกล่าวยังส่งพลังบวก สร้างแรงบันดาลใจ ในการต่อยอดพัฒนาธุรกิจให้ยืนหยัดเป็นหนึ่งอยู่แถวหน้า เกิดการรับรู้ที่ดีในระดับนานาชาติและฐานลูกค้ามากมาย พร้อม ๆ กับการนำองค์กรให้เดินหน้าไปอย่างมั่นคง 

นายกร สุริยพันธุ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เทพไทย โปรดัคท์ จำกัด กล่าวถึงการเดินทาง ของ ‘เทพไทย’ ว่า “ตลอดระยะเวลา 22 ปี ในการทำธุรกิจ ตั้งแต่เราเป็น OTOP จนมาเป็นบริษัทที่ทุกท่านรู้จักในวันนี้ เรียกได้ว่าไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ ต้องผ่านการตัดสินใจที่ยากในหลายๆ ครั้ง เพื่อจะยกระดับองค์กร รวมถึงการยกระดับบุคลากร ให้เติบโตไปพร้อมกับมาตรฐานที่มี การหากลยุทธ์ในการแข่งขัน เพื่อสร้างโอกาส การพัฒนาผลิตภัณฑ์จากสินค้าบ้านๆ ให้ทุกคนสามารถรู้จักและเข้าถึง ไม่ใช่สิ่งที่ง่ายสำหรับเราเลย”

สำหรับความสำคัญในการบริหารตามหลักธรรมาภิบาล ผู้บริหาร เทพไทย กล่าวว่า “มิติของหลักธรรมาภิบาลที่มุ่งเน้นหลักๆ มีอยู่ 3 มิติ นั่นก็คือ ด้านพนักงาน เนื่องจากเรามุ่งเน้นการสร้างความเข้มแข็งจากภายใน ใส่ใจความเป็นอยู่ของบุคลากรของเรา เป็นที่หนึ่ง เพราะไม่สามารถทำธุรกิจได้ด้วยตัวคนเดียว การมีบุคลากรที่เข้มแข็งและทุ่มเท เพื่อเป้าหมายองค์กรได้นั้น ความเป็นอยู่ด้านสวัสดิการจะต้องครอบคลุมหรือมากกว่าตามที่กฎหมายกำหนด และสามารถมัดใจบุคลากรได้ เรียกได้ว่า ใจซื้อใจแบบวินๆ  เช่น สวัสดิการตามกฎหมายที่มี สวัสดิการกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ โบนัส การท่องเที่ยวประจำปี เงินคลอดบุตร เงินช่วยงานบวช แจกข้าวสารคนละ 10 กิโลต่อเดือน  ไปเยี่ยมไข้ หรือพนักงานแต่งงาน เรามองทุกคนคือครอบครัว เพียงแต่เป็นครอบครัวที่ใหญ่เท่านั้นเอง ด้านผู้บริโภค ก็มองว่าการส่งมอบสินค้าที่มีคุณภาพแก่ผู้บริโภคคืองานหลักที่สำคัญมากของเรา อะไรก็แล้วแต่ที่เสี่ยงต่อคุณภาพผลิตภัณฑ์ แม้เพียงแค่หนึ่งเปอร์เซ็นต์เราก็ไม่เสี่ยง รวมไปถึงการสื่อสาร การให้ความรู้ และช่องทางการสอบถามของผู้บริโภค ที่สามารถตอบปัญหาหรือข้อสงสัยได้อย่างรวดเร็ว เพื่อให้ผู้บริโภคเกิดความเชื่อมั่น และเกิดการพัฒนาผลิตภัณฑ์อย่างต่อเนื่อง เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภค และสุดท้าย ด้านสังคมและสิ่งแวดล้อม  มุ่งเน้นในการใช้พลังงานทดแทนหรือหลัก ESG  การใช้พลังงานสะอาด       การมองหาโครงการเพื่อลดพลังงานในภายในองค์กรอย่างต่อเนื่อง และที่สำคัญองค์กร เลือกที่ตั้งอยู่ที่อำเภอนาหม่อม เพื่อส่งเสริมการจ้างงานในชุมชนเป็นหลัก เพราะด้วยแนวคิดที่ว่า ถ้าหากผู้ประกอบการทุกคนคิดว่าจะเข้าไปหากำไรที่เพิ่มขึ้น หรือต้นทุนที่ลดลงจากการเข้าไปสร้างอยู่ในปริมณฑล ใครจะเป็นคนช่วยพัฒนาคนในพื้นที่และท้องถิ่น เป็นการสร้างชุมชนและสังคมที่เข้มแข็ง นอกจากนี้ก็ยังมีโครงการ CSR ต่างๆ ที่เข้าไปช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง ในเรื่องของความเป็นอยู่ เพื่อยกระดับความเป็นอยู่ของแต่ละคน ที่จะช่วยให้เขาดีขึ้น” 

ส่วนการได้รับการยกย่องจนได้รับ ‘รางวัลธรรมาภิบาลดีเด่น’ ผู้บริหารเทพไทย เปิดใจว่า  “ในฐานะตัวแทนขององค์กร รู้สึกภาคภูมิใจแทนบุคลากรทุกท่าน เพราะมันสะท้อนถึงสิ่งที่เราร่วมกันทำมา เป็นการการันตีด้วยผลงานและรางวัลว่า เป้าหมายของเราในการสร้างองค์กรที่เข้มแข็งร่วมกับสังคมที่เข้มแข็งนั้น ได้เดินมาถูกทางแล้ว ขอขอบคุณ สถาบันป๋วย อึ้งภากรณ์ ธนาคารแห่งประเทศไทย สถาบันพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม และ สมาคมธนาคารไทย 4 สถาบัน ที่เล็งเห็นและพิจารณาคัดเลือกร่วมกันให้ บริษัท เทพไทย โปรดัคท์ จำกัด ได้รับรางวัล ‘ธรรมาภิบาลดีเด่นแห่ง’ ในปีนี้”  

พร้อมกับกล่าวทิ้งท้ายถึงอนาคต ‘เทพไทย’ ไว้ว่า “อยากให้ ‘เทพไทย’ เป็นตัวแทนของคนไทยทั้งในประเทศ และต่างประเทศ อยากให้ทุกคนภูมิใจกับผลิตภัณฑ์ไทย โดยฝีมือคนไทย ที่สามารถไปไกลระดับโลก สามารถแข่งขันกับต่างชาติได้”

‘ภูมิคุ้มกันบำบัด’ อีกทางเลือกใหม่ในการรักษามะเร็ง

'ภูมิคุ้มกันบำบัด’ อีกทางเลือกใหม่ในการรักษามะเร็ง

‘ภูมิคุ้มกันบำบัด’ อีกทางเลือกใหม่ในการรักษามะเร็ง

วันอังคาร ที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

เพียงได้ยินคำว่า “มะเร็ง”  ไม่ว่าจะเกิดขึ้นกับคนใกล้ชิด คนรู้จัก หรือกับคนมีชื่อเสียง อาจจะทำให้เกิดความรู้สึกได้หลากหลาย ทั้งตกใจ หวาดหวั่น หรือวิตกกังวล ทำให้หลายๆ คนต้องหันมาทบทวนแนวทางการดำเนินชีวิตของตนเองที่ผ่านมาว่ามีพฤติกรรมใดที่ก่อให้เกิดมะเร็งหรือไม่ หรืออีกเรื่องที่สำคัญไม่แพ้กัน คือแนวทางการรักษาใหม่ๆ

องค์การอนามัยโลก (WHO) คาดการณ์ว่า จำนวนผู้ป่วยมะเร็งรายใหม่ทั่วโลกจะเพิ่มขึ้นจากปี พ.ศ. 2565 ประมาณร้อยละ 76 ภายใน 25 ปีข้างหน้า สำหรับประเทศไทย ข้อมูลในปี พ.ศ. 2562-2564 จากสถาบันมะเร็งแห่งชาติระบุว่าพบผู้ป่วยมะเร็งรายใหม่เฉลี่ยประมาณ 140,000 ต่อปี และจากรายงานสถิติสาธารณสุขพบว่ามีผู้เสียชีวิตจากมะเร็งและเนื้องอกทุกชนิดเฉลี่ยประมาณ 84,000 คน ซึ่งโรคมะเร็งไม่ได้มีผลกระทบต่อผู้ป่วยเพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่ยังส่งกระทบถึงครอบครัวและสังคมรอบข้าง ทั้งในแง่ของร่างกาย จิตใจ ความสัมพันธ์ ไปจนถึงส่งผลกระทบด้านเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิต

“ภูมิคุ้มกันบำบัด” ทางเลือกใหม่ในการต่อสู้กับมะเร็ง

ในโลกของการแพทย์ที่เต็มไปด้วยความท้าทาย การรักษาโรคมะเร็งยังคงเป็นหนึ่งในเป้าหมายสำคัญที่นักวิจัยและบุคลากรทางการแพทย์ทั่วโลกมุ่งมั่นที่จะพัฒนา ด้วยความตั้งใจที่จะลดอัตราการเสียชีวิต ลดผลข้างเคียง และป้องกันการแพร่กระจายของมะเร็งหลายชนิดได้ หนึ่งในนวัตกรรมที่กำลังเป็นทางเลือกใหม่ คือ “ภูมิคุ้มกันบำบัด” หรือ Immunotherapy ซึ่งได้กลายมาเป็นแนวทางการรักษาที่พลิกโฉมการรักษามะเร็งในยุคปัจจุบัน 

มาทำความรู้จักกับ “ระบบภูมิคุ้มกัน” ในร่างกายกันก่อน เพื่อที่จะเข้าใจวิธีการรักษาตามแนวทาง “ภูมิคุ้มกันบำบัด” ให้ดียิ่งขึ้น ระบบภูมิคุ้มกัน เกิดจากการทำงานร่วมกันของเซลล์ เนื้อเยื่อ อวัยวะ รวมถึงต่อมน้ำเหลือง ม้าม ต่อมไทมัส ต่อมทอนซิล ไขกระดูก และเซลล์เม็ดเลือดขาว ช่วยป้องกันร่างกายจากการติดเชื้อและต่อสู้กับเซลล์ที่ผิดปกติ เช่น เซลล์มะเร็ง โดยเมื่อมีเชื้อโรคเข้าสู่ร่างกายหรือมีเซลล์มะเร็งเกิดขึ้นในร่างกาย ระบบภูมิคุ้มกันจะทำหน้าที่ทำลายเชื้อโรคหรือเซลล์ที่ผิดปกติเหล่านั้น

ผศ.ดร.นพ.ลักษมันต์ ธรรมลิขิตกุล

“ภูมิคุ้มกันบำบัด” ใช้ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายสู้กับมะเร็ง

ผศ.ดร.นพ.ลักษมันต์ ธรรมลิขิตกุล จากคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล อธิบายว่า “ภูมิคุ้มกันบำบัด เป็นหนึ่งในวิธีการรักษามะเร็ง โดยใช้ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายมาเป็น “อาวุธ” ในการต่อสู้กับเซลล์มะเร็ง โดยธรรมชาติแล้ว ร่างกายของเรามีเซลล์เม็ดเลือดขาวทำหน้าที่หลักในการป้องกันสิ่งแปลกปลอม เซลล์เม็ดเลือดขาวชนิดหนึ่งที่มีบทบาทสำคัญในกระบวนการนี้คือ ทีเซลล์ (T-cells) ซึ่งสามารถตรวจจับและทำลายเซลล์ที่ผิดปกติได้ รวมถึงเซลล์มะเร็งที่เกิดจากการกลายพันธุ์ของเซลล์ แต่เซลล์มะเร็งมีความซับซ้อนและชาญฉลาด เพราะมันสามารถหลบเลี่ยงการโจมตีของระบบภูมิคุ้มกันได้ นี่จึงเป็นเหตุผลที่ทำให้มะเร็งสามารถเติบโตและแพร่กระจายในร่างกาย แต่ด้วยการค้นพบกลไกที่เซลล์มะเร็งใช้เพื่อหลบหลีกภูมิคุ้มกัน นักวิจัยจึงสามารถพัฒนาวิธีการรักษาแบบใหม่ที่ช่วยกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันให้กลับมาทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพอีกครั้ง”

ภูมิคุ้มกันบำบัดแตกต่างจากการรักษาอื่นอย่างไร

สิ่งที่ทำให้ภูมิคุ้มกันบำบัดแตกต่างจากการรักษามะเร็งแบบดั้งเดิม เช่น เคมีบำบัด หรือการฉายรังสี คือ ภูมิคุ้มกันบำบัดไม่ได้มุ่งทำลายเซลล์มะเร็งโดยตรง แต่จะกระตุ้นให้ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายทำหน้าที่นั้นแทน หนึ่งในรูปแบบของภูมิคุ้มกันบำบัดที่ได้รับความสนใจในขณะนี้คือ ยายับยั้งการทำงานของอิมมูนเช็คพอยต์ (Immune Checkpoint Inhibitors) ซึ่งเป็นกลุ่มยาที่ช่วยเปิดทางและเพิ่มศักยภาพให้เซลล์เม็ดเลือดขาวสามารถโจมตีเซลล์มะเร็งได้

ไขความลับของอิมมูนเช็คพอยต์ กุญแจสำคัญของการรักษา

โดยปกติ ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายมีอิมมูนเช็คพอยต์ (Immune Checkpoint) เป็นกลไกของร่างกายที่มีหน้าที่ควบคุมการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน เพื่อป้องกันไม่ให้ภูมิคุ้มกันทำงานเกินความจำเป็น เช็คพอยต์ตัวสำคัญตัวหนึ่งชื่อ PD-1 อยู่บนผิวเซลล์เม็ดเลือดขาวชนิดทีเซลล์ (T-cells) ซึ่งสามารถจับกับ PD-L1 ที่อยู่บนเซลล์มะเร็ง เมื่อ PD-1 และ PD-L1 จับกันแล้วจะส่งสัญญาณยับยั้งทำให้เม็ดเลือดขาวชนิดนี้หยุดกำจัดเซลล์มะเร็ง เปรียบเสมือนการเหยียบเบรกทำให้ระบบภูมิคุ้มกันหยุดทำงาน

ดังนั้น นักวิทยาศาสตร์จึงคิดค้นยายับยั้งการทำงานของอิมมูนเช็คพอยต์ ซึ่งทำหน้าที่ขัดขวางไม่ให้ PD-1 และ PD-L1 จับกันได้ ทำให้เป็นการตัดสัญญาณยับยั้งการทำงานของเม็ดเลือดขาวชนิดทีเซลล์ จึงส่งผลให้ระบบภูมิคุ้มกันทำหน้าที่กำจัดเซลล์มะเร็งได้

มีการศึกษาวิจัยทางการแพทย์จำนวนมากที่แสดงให้เห็นว่ายายับยั้งการทำงานของอิมมูนเช็คพอยต์นี้สามารถใช้เป็นยาเดี่ยว หรือใช้ร่วมกับการรักษามะเร็งรูปแบบอื่น ๆ เช่น ยาเคมีบำบัด ยามุ่งเป้า หรือการฉายรังสี ในการรักษามะเร็งหลากหลายชนิด เช่น มะเร็งปอด มะเร็งผิวหนังชนิดเมลาโนมา มะเร็งเต้านมที่ไม่มีตัวรับฮอร์โมนและไม่มีตัวรับเฮอร์ทู (ทริปเปิลเนกาทีฟ, triple negative) มะเร็งต่อมน้ำเหลือง มะเร็งตับ มะเร็งไต มะเร็งกระเพาะอาหาร มะเร็งปากมดลูก เป็นต้น ทั้งนี้ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคมะเร็งจะเป็นผู้พิจารณาเลือกชนิดและรูปแบบการของการใช้ยาให้เหมาะสมกับชนิดของมะเร็ง ระยะโรค และสภาพร่างกายของผู้ป่วย

ผลข้างเคียง สิ่งที่ควรรู้ก่อนเริ่มการรักษา

แม้ว่าภูมิคุ้มกันบำบัดจะเป็นทางเลือกใหม่ในการรักษามะเร็ง แต่ยานี้อาจมีผลข้างเคียงที่ผู้ป่วยควรทราบ ผลข้างเคียงเหล่านี้ส่วนใหญ่เกิดจากการที่ระบบภูมิคุ้มกันถูกกระตุ้นมากจนเกินไป ทำให้เกิดการอักเสบของอวัยวะต่าง ๆ เช่น ผิวหนังอักเสบทำให้มีผื่น ลำไส้อักเสบทำให้มีอาการท้องเสียหรือปวดท้อง ปอดอักเสบทำให้มีอาการไอหรือเหนื่อย ตับอักเสบทำให้มีค่าเอนไซม์ตับผิดปกติ ตัวเหลือง ตาเหลือง อ่อนเพลีย หรือระบบต่อมไร้ท่อทำงานผิดปกติ ทำให้ระดับฮอร์โมนเปลี่ยนแปลง จนเกิดภาวะไทรอยด์เป็นพิษ ภาวะพร่องฮอร์โมนไทรอยด์ หรือภาวะพร่องฮอร์โมนจากต่อมหมวกไต เป็นต้น ซึ่งผลข้างเคียงเหล่านี้มีระดับความรุนแรงได้หลากหลาย ผู้ป่วยบางรายอาจมีอาการเพียงเล็กน้อย แต่ในบางราย อาจมีอาการรุนแรงทำให้แพทย์ต้องพิจารณาหยุดการรักษาชั่วคราว และให้การรักษาด้วยยากลุ่มสเตียรอยด์หรือยากดภูมิคุ้มกันเพื่อบรรเทาอาการ

ภูมิคุ้มกันบำบัด อีกทางเลือกที่น่าสนใจ

ภูมิคุ้มกันบำบัดเป็นการรักษามะเร็งรูปแบบหนึ่งที่ใช้การทำงานของร่างกายในการจัดการกับเซลล์มะเร็ง แม้ว่าจะยังไม่สามารถใช้ในการรักษามะเร็งได้ทุกชนิด และยังมีข้อจำกัดบางประการ แต่ความก้าวหน้าทางการแพทย์ในด้านนี้กำลังสร้างทางเลือกใหม่สำหรับผู้ป่วยโรคมะเร็ง

ท้ายที่สุดแล้ว การรักษาโรคมะเร็งไม่ใช่เรื่องของการใช้เทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว แต่ยังเกี่ยวข้องกับการดูแลที่เหมาะสมและการปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อเลือกใช้แนวทางที่เหมาะสมสำหรับผู้ป่วยแต่ละราย เพราะทุกคนมีเส้นทางการรักษาที่แตกต่างกัน และการร่วมมือกันระหว่างผู้ป่วย ครอบครัว และทีมแพทย์คือกุญแจสำคัญในการเอาชนะโรคร้ายนี้

บทความพิเศษ : สงครามตะวันออกกลาง 2569: อิหร่าน – อิสราเอล – สหรัฐอเมริกา

บทความพิเศษ : สงครามตะวันออกกลาง 2569: อิหร่าน – อิสราเอล – สหรัฐอเมริกา

บทความพิเศษ : สงครามตะวันออกกลาง 2569: อิหร่าน – อิสราเอล – สหรัฐอเมริกา

วันอังคาร ที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

สงครามตะวันออกกลาง 2569: อิหร่าน – อิสราเอล – สหรัฐอเมริกา

1. สาเหตุและจุดเริ่มต้น:  สงครามครั้งนี้ เริ่มต้นขึ้นในช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ 2569 โดยมีปัจจัยสำคัญดังนี้:

· ภัยคุกคามนิวเคลียร์: สหรัฐอเมริกาและอิสราเอลสืบทราบว่าอิหร่านกำลังเตรียมผลิตอาวุธนิวเคลียร์ที่สามารถทำลายอิสราเอลได้ในพริบตา
· การโจมตีเชิงป้องกัน (Pre-emptive Strike): อิสราเอลร่วมกับสหรัฐฯ เปิดฉากโจมตีทางอากาศต่อโรงงานนิวเคลียร์ใต้ดินของอิหร่าน สังหารผู้นำระดับสูงของอิหร่าน โดยมีเป้าหมายเพื่อหยุดยั้งภัยคุกคามตั้งแต่ต้นทาง และหวังเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองอิหร่านให้เป็นมิตรกับอิสราเอล

2. รูปแบบของสงคราม: การสู้รบที่กระจายตัวในหลายพื้นที่สำคัญ

· อิหร่าน: โรงกลั่นน้ำมันและฐานทัพบางส่วนถูกทำลาย แต่อาวุธหลักของอิหร่านยังคงปลอดภัยใน “นครขีปนาวุธใต้ภูเขา” ซึ่งถูกขุดลึกกว่า 500 เมตร ยากต่อการโจมตีจากทางอากาศ
· อิสราเอล: ต้องเผชิญกับการระดมยิงขีปนาวุธและโดรนนับพันลำจากอิหร่าน แม้จะมีระบบมุ้งเหล็ก( Iron Dome ) ป้องกันไว้ได้บางส่วน แต่ก็ยังเกิดความเสียหายในเขตเมือง และเศรษฐกิจภายในประเทศ
· พื้นที่ทางทะเล: เกิดการปิดล้อมช่องแคบฮอร์มุซ ส่งผลให้การขนส่งน้ำมันหยุดชะงัก เรือสินค้าหลายลำได้รับความเสียหายจากลูกหลง รวมถึงเรือสัญชาติไทย
· อิหร่านส่งโดรนและจรวดโจมตีเมืองสำคัญในอิสราเอล ฐานทัพสหรัฐฯ ในประเทศต่าง ๆ รวมถึงเรือสินค้าในช่องแคบฮอร์มุซ

3. ผลกระทบต่อโลกและประเทศไทย

· วิกฤตพลังงาน: ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์ ส่งผลให้สินค้าอุปโภคบริโภคทั่วโลกมีราคาแพงขึ้น และเกิดภาวะเงินเฟ้อรุนแรง
· คนไทยในต่างแดน: รัฐบาลไทยเร่งอพยพแรงงานและนักเรียนไทยในตะวันออกกลางกลับประเทศ
· เศรษฐกิจไทย: การส่งออกชะลอตัว และการท่องเที่ยวได้รับผลกระทบจากความไม่มั่นใจในสถานการณ์ความปลอดภัย

4. บทเรียนจากสงคราม

· การที่อิหร่านเตรียมตัวมานับสิบปี สอนให้เรารู้จักคำว่า “Be Prepared” (จงเตรียมพร้อม) แม้ในยามสงบ

· สันติภาพคือสิ่งประเสริฐ: สงครามไม่มีผู้ชนะที่แท้จริง มีเพียงผู้ที่สูญเสียน้อยหรือมากเท่านั้น

· สติและการวางตัว: ประเทศไทยต้องใช้ความฉลาดทางการทูต รักษาความเป็นกลาง และพร้อมช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์โดยไม่เลือกฝ่าย

5. แนวทางการรับมือของคนไทย

1. ประหยัดและสำรอง: ลดการใช้พลังงานที่ไม่จำเป็น และวางแผนการเงินเผื่อสถานการณ์ฉุกเฉิน
2. ความสามัคคีภายใน: ในยามที่โลกปั่นป่วน คนไทยควรสามัคคี ไม่แตกแยกกันเอง
3. การเรียนรู้: ศึกษาประวัติศาสตร์เพื่อเข้าใจต้นตอของความขัดแย้ง และหาทางป้องกันไม่ให้เกิดกับบ้านเมืองของเรา
4. เตรียมพร้อมรับมือ: ไม่ตื่นตระหนกเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน และปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ได้อย่างทันท่วงที

บทละครสั้นสำหรับลูกเสือแสดงรอบกองไฟ
ชื่อเรื่อง:: บทเรียนจากสงครามตะวันออกกลาง 2569
ผู้แสดง: ลูกเสือ 6-8 คน (หรือมากกว่า)
อุปกรณ์: พลอง, ผ้าพันคอ, ไฟฉาย (แทนแสงระเบิด/เลเซอร์), กล่องกระดาษ (แทนโรงงาน/ฐานทัพ), ธงชาติจำลอง (สหรัฐฯ, อิสราเอล, อิหร่าน, ไทย)

[ฉากที่ 1: ชนวนเหตุแห่งความหวาดระแวง]
(บรรยากาศเงียบสงบ รอบกองไฟมืดลงเล็กน้อย)

ลูกเสือ A (ผู้บรรยาย): (ยืนกลางวง) กุมภาพันธ์ พุทธศักราช 2569… โลกต้องตกใจเพราะไฟสงคราม!

(ลูกเสือ 2 คน สวมบท “สายลับสหรัฐฯ/อิสราเอล” ย่องเข้ามา ใช้ไฟฉายส่องไปที่ลูกเสืออีกคนที่สวมบท “คนงานนิวเคลียร์อิหร่าน” กำลังประกอบกล่องกระดาษที่มีสัญลักษณ์นิวเคลียร์)

ลูกเสือ B (สหรัฐฯ): (กระซิบ) ดูนั่น! พวกมันกำลังจะทำสำเร็จ แล้ว  ระเบิดปรมาณูนิวเคลียร์! 

ลูกเสือ C (อิสราเอล):  เรารู้แล้ว! และเราจะไม่รอให้มันระเบิดใส่บ้านเรา!

*(เสียงเอฟเฟกต์ระเบิด “ตูม!” (ลูกเสือรอบๆ ช่วยกันทำเสียง) ลูกเสือ C ทำท่าขว้างพลองใส่กล่องนิวเคลียร์จนล้มคว่ำลง) *

ลูกเสือ A (ผู้บรรยาย): การโจมตีเชิงป้องกัน! อิสราเอลและสหรัฐฯ ถล่มโรงงานนิวเคลียร์อิหร่าน! หวังสยบภัยคุกคาม และเปลี่ยนระบอบปกครอง!

[ฉากที่ 2: สงครามกระจายตัว]
(บรรยากาศวุ่นวาย ลูกเสือวิ่งตัดกันไปมา)
ลูกเสือ D (อิหร่าน – วิ่งออกมาพร้อมธง): พวกแกกล้าดีแท้! ชัยชนะไม่ได้อยู่ที่นิวเคลียร์ แต่อยู่ที่นี่!
(ลูกเสือ D และพรรคพวก ทำท่าขุดดิน (ฐานทัพใต้ภูเขา) แล้วชูพลองขึ้นฟ้าพร้อมกัน)
ลูกเสือ D: นครขีปนาวุธใต้ภูเขา! ลึก 500 เมตร! ยิงมันให้หมด!

(ลูกเสืออิหร่านทำท่ายิงจรวด (ชูพลองเฉียงขึ้น) ไปทางคนสวมบทอิสราเอล)
ลูกเสือ C (อิสราเอล): (ทำท่าถือโล่/พลองบังตัว) 

(ลูกเสือรอบๆ ทำเสียง “ฟู่! ฟู่!” แทนสกัดกั้น แต่บางส่วนก็แสร้งทำเป็นล้มลงเพื่อสื่อถึงความเสียหายในเมือง)

ลูกเสือ E (ลูกเรือสัญชาติไทย – ยืนตรงกลางช่องแคบจำลอง): (ทำท่าบังคับเรือ) ช่วยด้วย! เรือสินค้าไทย! เราแค่จะไปส่งข้าว! ไม่เกี่ยวกับสงคราม!
(ลูกเสือที่เล่นเป็นจรวด วิ่งมาชนเรือสินค้าไทยจนล้มลง)

ลูกเสือ A (ผู้บรรยาย): ไฟสงครามลามไปทั่ว! โรงกลั่นน้ำมันถูกเผา, ช่องแคบฮอร์มุซถูกปิด, เรือไทยรับเคราะห์! 

[ฉากที่ 3: ผลกระทบและบทเรียน]
(สถานการณ์เริ่มคลี่คลาย แต่เต็มไปด้วยความเศร้า)
ลูกเสือ B (สหรัฐฯ): (มองดูความเสียหาย) เราหยุดนิวเคลียร์ได้… แต่ราคาที่จ่ายมันแพงเหลือเกิน
ลูกเสือ D (อิหร่าน): เราสู้… แต่บ้านเมืองเราก็แหลกลาญ
ลูกเสือ F (ตัวแทนคนไทย – วิ่งออกมาพร้อมธงไทยและผ้าพันคอ): (ทำท่าปลอบลูกเรือไทยที่ล้มอยู่) พี่น้องคนไทยในตะวันออกกลาง! กลับบ้านเราเถอะ! รัฐบาลส่งเครื่องบินมารับแล้ว!
(ลูกเสือคนไทยช่วยกันพยุงคนที่ล้มขึ้น)

ลูกเสือ G (ตัวแทนลูกเสือไทย): (ยืนหน้าสุด ชูพลองขึ้น) สงคราม… ไม่เคยมีผู้ชนะที่แท้จริง

ลูกเสือ H (ตัวแทนลูกเสือไทยอีกคน): (ชูผ้าพันคอ) ดูอิหร่านเป็นบทเรียน… พวกเขาเตรียมพร้อมมาเป็นสิบปี “Be Prepared” คือคาถาสำคัญ แม้ในยามสงบ!

ลูกเสือ A (ผู้บรรยาย): สำหรับประเทศไทย… เราต้องใช้สติ! รักษาความเป็นกลาง! ประหยัดพลังงาน! และสามัคคีกัน!
(ลูกเสือทุกคนยืนเรียงหน้ากระดาน ถือพลองตั้งตรง)
ทุกคน (พร้อมกัน): สันติภาพคือสิ่งประเสริฐ! ลูกเสือไทย… จงเตรียมพร้อม!
(ทั้งหมดร้องเพลงเราสู้ แล้วเดินกลับเข้ากอง)*