one แยก แลก สุข เฟส2 ขยายความยั่งยืนแบบต่อเนื่อง จับมือกับโรงเรียนในพื้นที่ ร่วมแยกขยะรีไซเคิล

one แยก แลก สุข เฟส2 ขยายความยั่งยืนแบบต่อเนื่อง จับมือกับโรงเรียนในพื้นที่ ร่วมแยกขยะรีไซเคิล

one แยก แลก สุข เฟส2 ขยายความยั่งยืนแบบต่อเนื่อง จับมือกับโรงเรียนในพื้นที่ ร่วมแยกขยะรีไซเคิล

วันจันทร์ ที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 11.37 น.

ผ่านไปแล้วสำหรับโครงการ “one แยก แลก สุข” เฟส2 จัดขึ้นโดยกลุ่มบริษัท เดอะ วัน เอ็นเตอร์ไพรส์ จำกัด (มหาชน) ซึ่งครั้งนี้ได้ร่วมมือกับโรงเรียนในพื้นที่เขตวัฒนา 3 แห่งได้แก่ โรงเรียนวัดธาตุทอง(เรือนเขียวสะอาด), โรงเรียนวิจิตรวิทยา และ โรงเรียนสวัสดีวิทยา โดยได้นำทีมดารา,ผู้บริหาร และพาร์ทเนอร์ไปมอบความรู้ให้กับน้องๆเรื่องการแยกขยะอย่างถูกวิธีถึงโรงเรียน เพื่อนำขยะที่คัดแยกแล้วไปผ่านกระบวนการเป็นเสื้อนิรภัยสะท้อนแสงอัพไซเคิล ส่งมอบให้กับพนักงานเก็บขยะและกวาดถนนในพื้นที่เขตวัฒนา

และในวันที่ 5 มิถุนายน หรือวันสิ่งแวดล้อมโลก (World Environment Day) ที่ผ่านมา โครงการ“one แยก แลก สุข” เฟส2 ได้ดำเนินการส่งมอบ เสื้อนิรภัยสะท้อนแสงอัพไซเคิล จำนวน 100 ตัว ให้แก่ สำนักงานเขตวัฒนา  เพื่อใช้สนับสนุนการทำงานของพี่ๆพนักงานเก็บขยะและเจ้าหน้าที่กวาดถนน พร้อมทั้งมอบโล่ห์อัพไซคลิ่ง ที่ผลิตจากวัสดุรีไซเคิล เป็นเกียรติแก่ 3 โรงเรียนที่เข้าร่วมโครงการ  

โดยได้รับเกียรติจาก คุณถกลเกียรติ วีรวรรณ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัท เดอะ วันเอ็นเตอร์ไพรส์ จำกัด (มหาชน) ร่วมด้วย คุณนรัญจ์ พุ่มศิริ ประธานเจ้าหน้าที่การเงินกลุ่ม เป็นตัวแทนส่งมอบเสื้อให้กับ คุณสุววิช ทันประเสริฐ ผู้ช่วยผู้อำนวยการเขตวัฒนา   อีกทั้งได้รับเกียรติจาก คุณโกเมศ พุทธสอน รองอธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม, คุณกิจชัย เฉลิมสุขสันต์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่สายงานการตลาดและการขาย กลุ่มลูกค้าแพลตฟอร์มอุตสาหกรรม บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ GC ร่วมพูดคุยถึงโครงการที่ในปีนี้   พร้อมทั้งยังได้มอบโล่เกียรติคุณให้แก่โรงเรียนทั้ง 3 แห่งที่ร่วมโครงการ ได้แก่ คุณธีระยุทธ สมบูรณ์สุข ผู้อำนวยการโรงเรียนวัดธาตุทอง(เรือนเขียวสะอาด), คุณสุทธิรัตน์ ฉัตรทิพา ผู้อำนวยการโรงเรียนวิจิตรวิทยา, คุณจิตรลดา ดวงใจ รองผู้อำนวยการโรงเรียนสวัสดีวิทยา   และพิธีกรข่าวจากสำนักข่าววันนิวส์ หนุ่ม อนุวัต เฟื่องทองแดง ที่มาร่วมกิจกรรมในครั้งนี้
ณ  ห้อง Auditorium ชั้น 21  อาคาร GMM Grammy Place

ตลอดกิจกรรมสามารถรวบรวมขยะรีไซเคิลได้กว่า 5,939.9 กิโลกรัม ลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์ ได้ 13,705.18 kgCO2e (กิโลกรัมคาร์บอนไดออกไซด์) เทียบเท่าการดูดซับ CO2 / ปี ของต้นไม้ 1,476 ต้น และรวบรวมขยะกำพร้าได้กว่า 1,290 กิโลกรัม รวมขยะทั้งสิ้นในระยะเวลา 1 ปีจำนวน 7,229.9 กิโลกรัม สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่พร้อมขับเคลื่อนสังคมสีเขียวไปยังสถานศึกษาและเยาวชน เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่ดี ตามแนวทางการดำเนินงาน ESG ของบริษัทเพื่อการพัฒนาขององค์กร และสังคมอย่างยั่งยืน

เก้า -เจมส์-ตูน-ตั๊ก-แข นำทัพนักวิ่ง 3,000 คน บุกงาน เนสกาแฟ รัน หาดใหญ่ 2026

เก้า -เจมส์-ตูน-ตั๊ก-แข นำทัพนักวิ่ง 3,000 คน บุกงาน เนสกาแฟ รัน หาดใหญ่ 2026

เก้า -เจมส์-ตูน-ตั๊ก-แข นำทัพนักวิ่ง 3,000 คน บุกงาน เนสกาแฟ รัน หาดใหญ่ 2026

วันจันทร์ ที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 11.12 น.

คืนหัวเช้าดีๆ ให้ชาวหาดใหญ่กับเนสกาแฟ เรดคัพ เมื่อ เก้า-นพเก้า นำทีมเหล่าดาราสายแอคทีฟ เจมส์-จิรายุ ตูน บอดี้สแลม ตั๊ก-บริบูรณ์ และ รัศมีแข มาร่วมวิ่งในงานวิ่งครั้งยิ่งใหญ่ในภาคใต้ “เนสกาแฟ รัน หาดใหญ่ 2026” รวมพลคอกาแฟสายวิ่งกว่า 3,000 คน ส่งต่อประสบการณ์ ‘เช้าดีๆ มีได้ทุกวัน’ และคืนรอยยิ้มสู่ชุมชนชาวหาดใหญ่ พร้อมมอบรายได้จากค่าสมัครวิ่ง 1,312,920 บาท ให้แก่โรงพยาบาลหาดใหญ่ โดยจัดกิจกรรมขึ้นที่โรงเรียนศรีนครมูลนิธิ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลางาน “เนสกาแฟ รัน หาดใหญ่ 2026” ในครั้งนี้ เป็นงานวิ่งครั้งที่ 2 ซึ่งจัดโดยเนสกาแฟ เรดคัพ ต่อยอดความสำเร็จจากงานเนสกาแฟ รัน ครั้งแรกที่กรุงเทพฯ ขยายผลสู่การจัดกิจกรรมในระดับภูมิภาค ภายใต้แคมเปญ “เช้าดีๆ แค่มี

เนสกาแฟเรดคัพ” เพื่อตอกย้ำความสำคัญของกาแฟแก้วแรกในยามเช้าเพื่อให้ทุกคนได้เริ่มต้นวันดีๆ ไปด้วยกัน อีกทั้งสะท้อนถึงความมุ่งมั่นของเนสกาแฟ เรดคัพ ในการขับเคลื่อนสิ่งดีๆ เพื่อชุมชน พร้อมทั้งกระตุ้นเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวหาดใหญ่เนสกาแฟ เรดคัพ ชวนสัมผัสเสน่ห์เมืองหาดใหญ่ ผ่านประสบการณ์ ‘เช้าดีๆ มีได้ทุกวัน’ เริ่มต้นเช้าดีๆ อย่างยิ่งใหญ่ เมื่อ 5 ดาราสายแอคทีฟ เก้า-นพเก้า เจมส์-จิรายุ ตูน บอดี้สแลม ตั๊ก-บริบูรณ์ และ

รัศมีแข มาร่วมสร้างแรงบันดาลใจ พร้อมร่วมวิ่งกับนักวิ่งกว่า 3,000 คน โดยเริ่มปล่อยตัวกันที่โรงเรียนศรีนครมูลนิธิ ใจกลางตัวเมืองหาดใหญ่ กับเส้นทางวิ่งทั้งหมด 3 ระยะทาง ได้แก่ 2 กม. 5 กม. และ 10 กม. พานักวิ่งไปสัมผัสเสน่ห์ของหาดใหญ่ผ่านรูทวิ่งชมเมืองที่งดงาม (Great Sights) แลนด์มาร์กสวยๆ และร้านอาหารดังกว่า 30 จุดและเมื่อวิ่งถึง

เส้นชัย นักวิ่งยังได้รับเหรียญที่ระลึกจากเนสกาแฟ เรดคัพ พร้อมเริ่มต้นเช้าดีๆ ด้วยเนสกาแฟ เรดคัพสักแก้ว อิ่มอร่อยด้วยกันกับอาหารเช้าจากร้านท้องถิ่นในหาดใหญ่ ก่อนจะมาคูลดาวน์ร่างกายและเต้นแอโรบิกสุดมันส์กับ ดาด้า  มิสแกรนด์กาฬสินธุ์

เก้า-นพเก้า เดชาพัฒนคุณ พรีเซนเตอร์เนสกาแฟ เรดคัพ กล่าวว่า “ผมรู้สึกตื่นเต้นมากครับที่ได้มาร่วมงาน ‘เนสกาแฟ รัน หาดใหญ่ 2026’ ที่ภายในงาน ทุกคนจะได้ วิ่ง กิน เที่ยว ในที่เดียว เรียกได้ว่าเนสกาแฟเรดคัพทำถึงสุดๆ โดยเฉพาะครั้งนี้ที่มาจัดที่หาดใหญ่ และทุกคนได้มาร่วมเริ่มต้นเช้าวันดีๆ ไปด้วยกันและยังเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยเหลือพี่น้องชาวหาดใหญ่ด้วย เป็นอีกเช้าที่ทั้งสนุกและมีความหมายจริงๆ ครับ”

เจมส์-จิรายุ ตั้งศรีสุข กล่าวว่า “งานนี้ทุกคนได้เข้าถึงเสน่ห์ของหาดใหญ่ ทั้งแลนด์มาร์กและร้านท้องถิ่นที่เราอาจไม่เคยได้สัมผัสในบรรยากาศแบบนี้มาก่อน เป็น ‘ซิตี้ รัน’ ที่ทั้งเพลิดเพลินและสนุกไปพร้อมกันเลยครับ”

ตูน บอดี้สแลม กล่าวว่า “ผมมองว่างานวิ่งที่ดีไม่ใช่แค่เรื่องสุขภาพ แต่คือการที่เราทุกคนได้ร่วมทำสิ่งดีๆ ให้กับสังคม งานนี้จึงมีความหมายมากครับ เพราะทุกคนได้ร่วมวิ่งและช่วยเหลือพี่น้องชาวหาดใหญ่ไปด้วยกันครับ”

ตั๊ก-บริบูรณ์ จันทร์เรือง กล่าวว่า “ผมดีใจมากครับที่ได้กลับมาร่วมงานเนสกาแฟ รัน อีกครั้ง บอกเลยว่างานนี้ไม่ได้มีดีแค่วิ่ง แต่เป็นงานที่รวมทั้งความสนุก ความอร่อย และรอยยิ้มของทุกคนไว้ด้วยกัน ตั้งแต่เริ่มวิ่งจนถึงคอนเสิร์ต เป็นอีกหนึ่งงานที่ผมรู้สึกว่าใครได้มาสักครั้งก็อยากกลับมาอีกแน่นอน”

รัศมีแข ฟ้าเกื้อล้น กล่าวว่า “แขชอบงานนี้มากค่ะ เพราะเป็นงานที่รวมคนที่มีพลังบวกไว้เยอะที่สุดงานหนึ่งเลย ทุกคนตื่นเช้ามาเพื่อดูแลตัวเอง ออกมาสนุกและใช้เวลาร่วมกัน เริ่มต้นวันดีๆ ในหาดใหญ่ พอได้กลับมาร่วมงานอีกครั้งก็ยิ่งรู้สึกว่า ‘เนสกาแฟ รัน’ ไม่ได้เป็นแค่งานวิ่ง แต่เป็นงานที่ส่งต่อความสุขให้กับทุกคนจริงๆ ค่ะ”

อีกหนึ่งไฮไลต์ของงานครั้งนี้ เมื่อผู้บริหารเนสกาแฟ ได้ร่วมส่งต่อ ‘เช้าวันดีๆ’ ให้กับชุมชนในหาดใหญ่ โดยมอบรายได้จากค่าสมัครวิ่งทั้งหมด รวม 1,312,920 บาท บริจาคให้โรงพยาบาลหาดใหญ่ หลังจากวิ่งเสร็จ ก็มาสนุกฟินกันต่อกับกิจกรรมพิเศษจากเนสกาแฟ เรดคัพ ที่เต็มไปด้วยสีสันจากเหล่าดาราและศิลปินชื่อดังมากมาย เมื่อ เก้า-นพเก้า สวมบทบาริสต้าสุดเข้ม เสิร์ฟความฟินชงกาแฟที่โซน ‘เนสกาแฟ เรด สเปซ’ (NESCAFÉ RED Space)  กับเมนูสุดพิเศษ ’อเมริกาโน่ แบล็ค ไลม์’ และเมนูท้องถิ่น ‘โกปี้’ จากเนสกาแฟ เรดคัพ ให้แฟนๆ ลิ้มลองรสชาติความอร่อย กลมกล่อม (Great Taste) กับเนสกาแฟ เรดคัพ กาแฟคุณภาพในงาน พร้อมปิดท้ายความมันส์ให้กับพี่น้องชาวหาดใหญ่ มาสนุกจอยหรอยแรง (Great Vibes) ด้วยคอนเสิร์ตจากตั้ม-วราวุธ และโดม-จารุวัฒน์ ก่อนจะปิดท้ายด้วยคอนเสิร์ตสุดพิเศษจาก กระแต สร้างความรู้สึกดีๆ (Great Feelings) ไปยังเจ้าหน้าที่ทหาร ตำรวจ และทุกหน่วยงานในบรรยากาศแห่งความสุขและความประทับใจที่ไม่รู้ลืมของพี่น้องหาดใหญ่

แฟนๆ ห้ามพลาด! สัมผัสความอร่อยพร้อมเริ่มต้นเช้าวันดีๆ กับเนสกาแฟ เรดคัพ กาแฟสำเร็จรูปคุณภาพ ที่ผสานเมล็ดกาแฟ 2 สายพันธุ์ อาราบิก้าและโรบัสต้า คั่วอย่างเชี่ยวชาญจนออกมาเป็นกาแฟที่หอมกรุ่น กลมกล่อม มีให้เลือกถึง 3 สูตร เนสกาแฟ เรดคัพ คลาสสิค หอม กลมกล่อม เนสกาแฟ เรดคัพ เอสเปรสโซโรสต์ คั่วเข้ม หอม เต็มรส และเนสกาแฟ เรดคัพ แบล็คโรสต์ สูตรคั่วสุดเข้ม เหมาะกับคอกาแฟเข้ม และสามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Facebook NESCAFÉ Thailand

#NESCAFERUNHATYAI2026

#NESCAFEREDSPACE

#NESCAFEREDCUP

# # #

ปังระดับโลก ส่องชุดคัสตอมสุดล้ำของ ลิซ่า แฟชั่นจากรองเท้าสตั๊ด Nike ฝีมือดีไซเนอร์ไทย

ปังระดับโลก ส่องชุดคัสตอมสุดล้ำของ ลิซ่า แฟชั่นจากรองเท้าสตั๊ด Nike ฝีมือดีไซเนอร์ไทย

ปังระดับโลก ส่องชุดคัสตอมสุดล้ำของ ลิซ่า แฟชั่นจากรองเท้าสตั๊ด Nike ฝีมือดีไซเนอร์ไทย

วันจันทร์ ที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 10.59 น.

เรียกเสียงฮือฮาไปทั่วโลกโซเชียลอีกครั้ง สำหรับไอดอลสาวระดับโลก ลิซ่า-ลลิษา มโนบาล ที่ล่าสุดปรากฏตัวในลุคสปอร์ตแฟชั่นสุดล้ำสะดุดตา ซึ่งความพิเศษขั้นสุดของลุคนี้คือ เป็นผลงานการออกแบบและตัดเย็บโดยแบรนด์แฟชั่นแนวหน้าของไทยอย่าง IWANNABANGKOK© ร่วมมือกับ nanist ในการสร้างสรรค์ผลงานชิ้นเอกนี้ขึ้นมา!

ชุดนี้เป็นส่วนหนึ่งของโปรเจกต์ฟุตบอลระดับโลกของ Nike ภายใต้แคมเปญ “Rip the Script” โดยทางแบรนด์ได้หยิบเอาโครงสร้างและดีไซน์ของรองเท้าฟุตบอลยอดฮิตอย่าง Nike Mercurial Superfly 11 Elite และ Mercurial Vapor มาเป็นแรงบันดาลใจหลักในการรื้อโครงสร้าง  แล้วประกอบขึ้นใหม่จนกลายเป็นชุดเดรสสองชิ้น (Two-piece dress) สุดโมเดิร์นความใส่ใจในรายละเอียดของชุดนี้บอกเลยว่าไม่ธรรมดา เพราะไม่ใช่แค่การพิมพ์ลายลงบนผ้า แต่เป็นการแยกชิ้นส่วนของรองเท้าและนำมาประกอบเข้ากับตัวชุดจริงๆ อาทิ ตัวเสื้อและชายกระโปรง มีการใช้เชือกผูกพับอย่างเป็นธรรมชาติ เลียนแบบการผูกเชือกรองเท้า บริเวณหน้าอก มีการฝังโครงสร้างและเชือกของรองเท้าสตั๊ดลงไปโดยตรงอย่างแนบเนียนคอนเซปต์ ‘ความเร็ว’ ตัวชุดทั้งหมดถูกดีไซน์และตัดเย็บเสร็จสมบูรณ์ภายในเวลาเพียง 24 ชั่วโมง เพื่อให้สอดคล้องกับคอนเซปต์ความรวดเร็วและว่องไวอันเป็นเอกลักษณ์ของรองเท้าซีรีส์ Mercurial ถือเป็นอีกหนึ่งความภาคภูมิใจของคนไทยที่ได้เห็นความคิดสร้างสรรค์และฝีมือของดีไซเนอร์ไทย ไปโลดแล่นอยู่บนตัวของศิลปินระดับโลกอย่างลิซ่าได้อย่างสมบูรณ์แบบและทรงพลังที่สุด!

ส่องความน่ารัก น้องเกล ในลุคส์แอร์สาวรุ่นจิ๋ว นั่งแท่น Junior Air-bassador การบินไทย

ส่องความน่ารัก น้องเกล ในลุคส์แอร์สาวรุ่นจิ๋ว นั่งแท่น Junior Air-bassador การบินไทย

ส่องความน่ารัก น้องเกล ในลุคส์แอร์สาวรุ่นจิ๋ว นั่งแท่น Junior Air-bassador การบินไทย

วันจันทร์ ที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 10.41 น.

ทำเอาพี่ป้าน้าอาบนโลกโซเชียลต้องยิ้มแก้มปริไปตามๆ กัน เมื่อคุณแม่ซุปตาร์ “ชมพู่-อารยา เอ ฮาร์เก็ต” ควงลูกสาวคนเล็กขวัญใจมหาชนอย่าง “น้องแอบิเกล” หรือ “น้องเกล” มาร่วมงานฉลองครบรอบ 66 ปี การบินไทย พร้อมเปิดตัวในฐานะ “Junior Air-bassador” คนแรกอย่างเป็นทางการ เรียกว่างานนี้ความน่ารักสดใสของ “เจ๊เกล” ทำเอาลานกิจกรรมแทบแตก!

ไฮไลต์ที่ทำเอาทุกคนต้องรัวชัตเตอร์แบบไม่หยุด คือแฟชั่นเซตพิเศษที่น้องเกลปรากฏตัวในชุดไทยจิตรลดาประยุกต์สีม่วงสดใส ซึ่งเป็นสีเอกลักษณ์ของการบินไทย พร้อมห่มสไบเฉียงและประดับดอกกล้วยไม้ที่อกเสื้ออย่างประณีต แต่ที่แย่งซีนที่สุดคงหนีไม่พ้น “ทรงผมมวยสูงระดับสิบ” พร้อมหน้าม้าเต่อสุดเป๊ะ ถอดแบบทรงผมยอดฮิตของพี่ๆ พนักงานต้อนรับบนเครื่องบินมาแบบเป๊ะๆ ไม่เพียงแต่เสื้อผ้าหน้าผมที่เป๊ะปัง แต่น้องเกลยังโชว์ความน่ารักกิริยามารยาทงามด้วยการ “ไหว้สวย” และก้มกราบขอบคุณพี่ๆ แฟนคลับอย่างนอบน้อมนุ่มนวล ทำเอาคุณแม่ชมพู่ที่นั่งอยู่ข้างๆ ถึงกับยิ้มกว้างด้วยความเอ็นดูในความแสนรู้ของลูกสาว ซึ่งภาพโมเมนต์การไหว้และกราบนี้ได้ถูกแชร์ต่อในโลกออนไลน์อย่างรวดเร็ว กลายเป็นไวรัลที่ใครเห็นก็ต้องตกหลุมรัก

ที่แรก เสนาหอย เปิดใจถึงสาเหตุปิดร้านก๋วยเตี๋ยว พร้อมความลับ น้องเค้กส้ม เคยเป็นหนึ่งคนในโลก 15 ใบ

ที่แรก เสนาหอย เปิดใจถึงสาเหตุปิดร้านก๋วยเตี๋ยว พร้อมความลับ น้องเค้กส้ม เคยเป็นหนึ่งคนในโลก 15 ใบ

ที่แรก เสนาหอย เปิดใจถึงสาเหตุปิดร้านก๋วยเตี๋ยว พร้อมความลับ น้องเค้กส้ม เคยเป็นหนึ่งคนในโลก 15 ใบ

วันจันทร์ ที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 10.34 น.

กลายเป็นประเด็นร้อนตลอดทั้งสัปดาห์ สำหรับการออกมาประกาศปิดร้านก๋วยเตี๋ยวบัวไหลต้มยำ โดยเจ้าตัวก็ยังไม่ได้ออกมาชี้แจงถึงสาเหตุดังกล่าว แต่ก็มีเหล่าคอมเม้นท์และหลายคนต่างก็บอกว่าเป็นเรื่องที่ค่อนข้างรุนแรง ล่าสุด “เสนาหอย” ก็ประกาศกลางรายการ คุยแซ่บโชว์ ที่ออนแอร์ทางช่องวัน 31 ว่าตนเองได้มูฟออนจากเรื่องนี้แล้ว พร้อมกันนี้ก็ตั้งเป้าเปิดร้านอาหาร กับแฟนสาว “น้องเค้กส้ม” รวมไปถึงยังเล่าประสบการณ์ความรักที่ผ่านมา ที่มีโลกถึง 15 ใบ ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือเค้กส้มด้วย ….

สาเหตุที่เราปิดร้านก๋วยเตี๋ยวบัวไหล ต้มยำ?

“เรารู้สึกว่ามันไม่สนุกแล้ว เราก็เลยรู้สึกว่าออกมาละกัน ตอนนี้ก็มูฟออนแล้ว กับสิ่งที่มันเกิดขึ้น หลังจากนี้ก็ปล่อยให้มันเกิดขึ้นไปแล้วกัน เพราะเราคิดว่าถ้าเราตื่นมา ทำแล้วไม่มีความสุข เราก็จะไม่ทำ แต่พอตอนนี้เรารู้สึกว่ามันไปไม่ได้ เราก็ออกมาดีกว่า คือเปิดมาแล้ว 7 เดือน แล้วก็ขอบคุณทุกกำลังใจ พอเราประกาศออกไป ทุกคนก็ให้กำลังใจเรา ทุกคนเห็นในสิ่งที่เราทำ คนยังรักเรา เรามีความสุขมากกับการที่คนเห็นในสิ่งที่เราทำ เพราะตอนนี้เรากำลังจะมูฟออนออกไป เพื่อจะไปทำธุรกิจอาหาร เราก็คิดว่าเราก็อยากจะมีร้านอาหารที่เป็นของตัวเองสักครั้งหนึ่งในชีวิต ตอนนี้กำลังทำเลย จะทำแบบคาเฟ่มัจฉะ อยู่แถวตรงตลาดมารวยพลาซ่า ตรงหทัยราษฎร์ ชื่อร้าน HOSOMI ซึ่งตอนแรกผมอยากตั้งชื่อร้านว่า หอยส้ม แต่กลัวคนจะเข้าใจผิดว่าร้านเราขายอาหารทะเลกับขายผลไม้ ก็เลยถาม chatGPT เป็นความแตกต่างที่ลงตัว อยู่ดีๆก็เป็นญี่ปุ่นเฉย“

ขอย้อนกลับไปร้านบัวไหลฯ คือตอนนี้ปิดกิจการเลยหรือเปล่า?

“คือถ้าในส่วนของผม คือปิดไปเลย แต่ส่วนอื่นมันจะมีอะไรเกิดขึ้น มันก็เป็นเรื่องของเขา”

น้องเค้กส้มให้กำลังใจยังไงบ้าง ?

เค้กส้ม : คือเราก็ให้กำลังใจทุกวัน เพราะว่าเราก็ทำมาด้วยกัน เราอยู่ข้างเขาตลอด เราก็อยากให้เขาสู้ ปกติเค้าเป็นคนสู้มากๆ อยู่แล้ว อาจจะมีเครียดมากในช่วงแรก เพราะอยู่ดีๆ ก็อาจจะตกใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น ซึ่งเวลาที่เค้าเครียด เค้าจะเงียบๆ เป็นคนไม่ค่อยพูด จะคิดนั่นคิดนี่

แล้วพี่เปิ้ล นาครก็เข้ามาเม้นให้กำลังใจ?

เสนาหอย  : ก็ต้องบอกเลยว่า เราดีใจที่ทุกคนมาให้กำลังใจเรา ในทุกๆคอมเม้นต์ไม่ว่าจะเป็นคุณวิลลี่ และคนอื่นๆ และบางคนเค้าไม่ได้สนิทกับเรามาก เค้าก็ให้กำลังใจเรา 

ส่วนอีกหนึ่งคนคุณวิลลี่ก็ไม่เคยทิ้งเราไปไหนเลย ? 

“ก็ต้องบอกเลยว่า ผมทำอะไรก็แล้วแต่ ไม่ว่าจะเรื่องงาน เรื่องความรัก เค้าอยู่กับผมในทุกสถานการณ์ หันไปยังไงก็จะเจอเขา เขาก็จะพูดว่ามึงทำได้ มึงต้องไปต่อ และบางทีผมส่งข้อความไป เค้าอ่าน แต่เค้าไม่ตอบ อันนี้มันแสดงให้เห็นว่าเรายังอยู่ข้างกันเสมอ รวมถึงคนอื่นเค้าก็ไม่ตอบ เค้าให้เหตุผลว่าเค้ารับทราบแล้ว คือเค้าอ่านแล้ว 

(ทางทีมงานวิดีโอคอลหาวิลลี่)

วิลลี่ : ก็คือจะมาให้กำลังใจคุณหอย ผมในฐานะคนบันเทิงที่เข้าไปช่วยโปรโมทให้ (หัวเราะ) ก็ขอเป็นกำลังใจให้ เพราะชีวิตก็ต้องเดินต่อไป งานบุญยังมีอีกเยอะ ก็คงต้องทำอีกเยอะ แล้วชีวิตอย่างหอยต้องผจญภัยอีกเยอะ ผมก็ต้องพาเค้าไปทำบุญอีก ผมก็เห็นใจเขานะ แต่ไม่เป็นไรเดี๋ยวผมไปช่วยโปรโมท HOSOMI  

พี่วิลลี่คือพ่อสื่อให้เค้กส้มได้คุยกับพี่หอย?

วิลล่า : ส้มอยู่กับพี่ที่รายการฮอลลีวูดเกมส์ไนท์ พี่หอยก็ไปขอ LINE เค้า ส้มก็มาถามพี่ ว่า ทำยังไงดี พี่หอยมาขอ LINE ก็เลยบอกส้มไปว่าทนอีกนิดเดียว นอกจากตัวสั้นแล้ว เดี๋ยวชีวิตก็สั้น แป๊บเดียว ให้ๆ ไปเถอะ คือถามว่าเราห่วงส้มไหม ก็คือเราตรวจเช็คมังกรของหอยแล้วไม่ผงาดเหมือนเมื่อก่อนแล้ว 

พี่วิลลี่มีอะไรอยากจะบอกไหม ?

วิลลี่ : ก็คอยเป็นกำลังใจให้เสมอ ก็บอกหอยไปว่าชีวิตมันก็เหมือนละคร ถ้ามันเรียบง่ายมันก็ไม่สนุก มันก็ต้องมีขึ้นๆ ลงๆ มันจะได้เร้าใจ ยังไงมันก็ต้องดูตอนจบอยู่แล้ว แต่ในระหว่างทางมันก็ต้องมีอุปสรรค สู้ต่อไปยังไงก็มีเพื่อนๆ อยู่เคียงข้าง

เสนาหอย : ถามว่าเราอยากพูดกับเขาไหม ก็คือเอาเหมือนเดิมเลยไม่ต้องตอบ LINE เพราะว่าคุณเองก็ไม่ตอบใครอยู่แล้ว แล้วสิ่งที่คุณทำอยู่ มันตอบทุกสิ่งทุกอย่างในเวลาที่เราอยู่ด้วยกัน ไม่ต้องพูดอะไรเยอะ

วิลลี่ : ผมก็ต้องขอบคุณพี่หอยอย่างมาก เพราะผมกลับมาจากเมืองนอกปุ๊บ ก็มีคนทักเข้ามาว่าลี่ดูเป็นพระเอกมากเลย สำหรับคลิปสั้นที่ทำลงในโซเชียล (ยิ้ม) 

แล้วตอนนี้ขอย้อนกลับไปว่าก่อนหน้าที่จะมาเจอ “เค้กส้ม” กับความเจ้าชู้เป็นยังไงบ้าง?

“ก็ที่ผ่านมายอมรับว่าเคยมีโลกถึง 15 ใบ แต่ช่วงเวลาตรงนั้นมันผ่านมาแล้ว คือถามว่าเราบริหารยังไง หนึ่งก็คือเราส่งรูปดื่มกาแฟ ส่งรูปเซลฟี่ ส่งรูปถอดเสื้อ ผมใช้วิธีการบอร์ดแคส บางทีก็ส่งถึงผู้ใหญ่ก็มี(หัวเราะ) ส่งแบบนี้ทุกวัน อย่างตอนนั้นที่เรามีโลก 15 ใบ เราก็มีความเชื่อของเราอยู่ตรงนั้น เราก็มีความลับของเรา มันเป็นสิ่งที่เราเลือกได้ เพราะว่าเราเองก็ไม่ได้หล่อ ซึ่งมันเป็นสิทธิส่วนบุคคลที่มันเป็นแบบนั้น แต่มันก็ไม่ใช่เรื่องดี แต่เราก็มีความสุขกับตรงนั้น สุดท้ายแล้ววันนึง มีผู้หญิงคนหนึ่งที่ผมส่งบอร์ดแคสไปให้ ก็เป็นเค้กส้มด้วย เค้กส้มคือเคยเป็นหนึ่งใน 15 ใบของผม และมีวันนึงผมคิดว่าผู้หญิงคนไหนที่ได้เจอเหตุการณ์แบบนี้ ยังไงเขาก็ต้องเลิก เพราะว่าเค้าจับได้ แต่ทุกคนก็รู้ว่าผมเจ้าชู้ และเค้าก็ได้เจอต่อหน้า เค้าจับได้ว่าผมมีคนอื่นด้วย วันนั้นจับได้แบบค่อนข้างแรง ผมคิดไว้แล้วว่า ต่อจากนี้เขาก็ต้องบอกว่าเลิกผมแน่ๆ

เค้กส้ม : คือเราจับได้ว่าเค้ามีคนอื่น แต่เราก็รู้อยู่แล้ว ว่าเค้ามีคนอื่น เพราะว่าเค้าก็แสดงออกชัดเจนอยู่แล้ว ว่าเค้าก็มีคนคุยหลายคน เพราะว่าเราเจอและเห็นจังๆ ว่าเขามีคนอื่น คือสรุปว่าเรารับรู้ว่าเค้ามีคนอื่น เราเจอหน้าเค้าก็บอกว่าหนูรู้นะว่าพี่ทำอะไรไปบ้าง ก็เลยบอกว่าอยากให้เค้าดูแลตัวเองนะ เพราะว่าเค้าเป็นคนในวงการบันเทิง แล้วถ้ามีใครที่ไม่หวังดีกับเขา อาจจะทำให้เขาเสียหาย อาจจะกลายเป็นประเด็นก็ได้ 

เสนาหอย : ผมจำได้ว่าวันนั้นเค้าเดินมานั่งข้างๆ ผม ซึ่งก่อนหน้านี้ที่บอกไปว่าในใจผมคิดว่ายังไงเค้าก็ต้องบอกเลิก เราก็ต้องจำใจยอมรับว่าโดนบอกเลิก เขาก็กระซิบข้างหู หนูรักพี่นะ ผมก็คิดในใจว่าในบรรดาโลก 15 ใบของผม มันมีผู้หญิงที่คิดแบบนี้ด้วยหรอ และถ้าเราปล่อยผู้หญิงคนนี้หลุดมือไป คงไม่มีใครที่เป็นห่วงผมมากขนาดนี้ แล้วอย่างที่บอกว่าเรื่องเนี่ย มันเป็นเรื่องครั้งหนึ่งในชีวิต ที่มันมีผลต่ออนาคต ถ้าผมไม่จับมือเขาไว้ หรือเสียผู้หญิงคนนี้ไป ผมต้องเสียใจไปตลอดชีวิต หลังจากนั้นผมปิดทุกอย่าง เรื่องทุกอย่างที่เคยเป็น ปิดทุกโลกที่เหลือ ก็ปิดทุกอย่าง เพราะว่าเขาเข้ามาดูแลชีวิตผมทุกอย่าง ผมยืนยันว่าผมจะไม่ปล่อยมือเขาแน่ หลังจากวันนั้นผมก็บอกรักเขาทุกวัน และบางคนก็อาจจะบอกว่าการบอกรักทุกๆ วัน มันจะลดค่าลงเรื่อยๆ หรือเปล่า แต่สำหรับผมคือบอกทุกวัน มันก็เพิ่มขึ้นทุกวัน 

ทำไม “เค้กส้ม” ถึงยังให้โอกาสกับคนที่เจ้าชู้ที่มีโลก 15 ใบ?

เค้กส้ม : ด้วยความที่พี่หอยเป็นคนน่ารักเป็นคนใจดี ถ้าเราได้สัมผัสเขาจริงๆ เค้าจะเป็นคนน่ารักและอบอุ่น และเราก็รักเขา ก็อยากดูแลเขา 

แต่ถ้าย้อนกลับไปเค้กส้มก็โดนคอมเม้นต์ว่าคบกับพี่หอยเพราะเงินหรือเปล่า?

เค้กส้ม : กระแสแรกๆ ก็จะมีคอมเม้นต์แนวนี้เยอะ เรามาคบพี่เค้าเพราะเรื่องเงินหรือเปล่า ซึ่งเรารู้กันสองคนอยู่แล้ว ว่าเราคบกันเพราะอะไร เราคบกันเพราะว่าดูแลกัน

เสนาหอย : ในจุดนั้นตอนที่เค้ามาคบกับผมผมก็ยังมีหนี้ 106 ล้าน ซึ่งถ้าเค้ามาคบกับผมเพราะว่าเรื่องเงิน ผมว่าเค้าคงจะถอยห่างไปแล้ว แต่สุดท้ายเค้าเข้ามาในชีวิตผม เค้าจัดระบบ มันทำให้ผมฝ่าฟันตรงนั้นมาได้ เค้าเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ผมมีวันนี้

สวยเป๊ะทุกมุม โอ๋ ภัคจีรา อวดลุคชมพูหวานละมุน ทำโซเชียลฮือฮา

สวยเป๊ะทุกมุม โอ๋ ภัคจีรา อวดลุคชมพูหวานละมุน ทำโซเชียลฮือฮา

สวยเป๊ะทุกมุม โอ๋ ภัคจีรา อวดลุคชมพูหวานละมุน ทำโซเชียลฮือฮา

วันอาทิตย์ ที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 19.32 น.

7 มิถุนายน 2569 ยิ่งใกล้วันสำคัญ ออร่าความสวยก็ยิ่งเปล่งประกาย สำหรับนักแสดงและพิธีกรสาวชื่อดัง โอ๋ ภัคจีรา ที่กำลังเตรียมตัวเข้าสู่ประตูวิวาห์กับแฟนหนุ่มรุ่นน้อง เบียร์ สรณัฐ ในวันที่ 18 ตุลาคมนี้ ท่ามกลางความยินดีจากครอบครัว เพื่อนสนิท และแฟนคลับจำนวนมาก

ล่าสุด โอ๋ ภัคจีรา เผยภาพเซ็ตใหม่ในลุคสีชมพูหวานทั้งตัว โดยมาในชุดวันพีซลูกไม้ซีทรูสีชมพูที่ช่วยขับลุคให้ดูโดดเด่น สวมทับด้วยเสื้อคลุมเข้าชุด เพิ่มความหรูหรา

ภาพเซ็ตดังกล่าวได้รับความสนใจจากชาวเน็ตเป็นจำนวนมาก โดยมีแฟนคลับและเพื่อนในวงการบันเทิงเข้ามากดไลก์และคอมเมนต์ชื่นชมกันอย่างล้นหลาม หลายคนบอกเป็นเสียงเดียวกันว่า โอ๋ ภัคจีรา กำลังอยู่ในช่วงเวลาที่เปล่งประกายที่สุด และมีออร่าความสุขของว่าที่เจ้าสาวออกมาอย่างชัดเจน

ไฟลุกทั้งชายหาด ชิปปี้ เสิร์ฟลุคบิกินีอวดหุ่นเป๊ะ แฟนๆกดไลก์สนั่น

ไฟลุกทั้งชายหาด ชิปปี้ เสิร์ฟลุคบิกินีอวดหุ่นเป๊ะ แฟนๆกดไลก์สนั่น

ไฟลุกทั้งชายหาด ชิปปี้ เสิร์ฟลุคบิกินีอวดหุ่นเป๊ะ แฟนๆกดไลก์สนั่น

วันอาทิตย์ ที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 18.03 น.

ทำเอาอินสตาแกรมร้อนระอุขึ้นมาทันที สำหรับนางเอกสาวสวยหุ่นแซ่บ “ชิปปี้ ศิรินทร์ ปรีดียานนท์” ที่ล่าสุดขอแพ็กกระเป๋าไปพักผ่อนรับลมทะเล พร้อมเสิร์ฟความสดใสและความเซ็กซี่เบาๆ ผ่านชุดว่ายน้ำบิกินีสุดปัง

โดย ชิปปี้ ได้โพสต์ภาพบรรยากาศทริปทะเลผ่านอินสตาแกรมส่วนตัว @sirinissirin ซึ่งแต่ละช็อตเรียกเสียงฮือฮาจากแฟนคลับได้ไม่น้อย กับลุคบิกินีสีเขียวน้ำทะเล พร้อมโพสท่าอวดความสวยริมชายหาดแบบสบายๆ แต่สะกดทุกสายตา

นอกจากนี้ยังมีภาพในชุดว่ายน้ำบิกินีลวดลายหวานละมุน ที่เผยให้เห็นรูปร่างสุดเป๊ะ โดยเฉพาะเอวเอสและสัดส่วนที่ดูฟิตแอนด์เฟิร์ม จนหลายคนอดชื่นชมไม่ได้

ม็อบ “พรรคแมลงสาบ” อินเดีย ชุมนุมครั้งแรก เรียกร้องปฏิรูปการศึกษา-โอกาสการจ้างงาน

ม็อบ "พรรคแมลงสาบ" อินเดีย ชุมนุมครั้งแรก เรียกร้องปฏิรูปการศึกษา-โอกาสการจ้างงาน

7 มิ.ย. 2569 12:20 น.

ม็อบ “พรรคแมลงสาบ” อินเดีย ชุมนุมครั้งแรก เรียกร้องปฏิรูปการศึกษา-โอกาสการจ้างงาน

ขบวนการ “พรรคแมลงสาบประชาชน” หรือ CJP ของอินเดีย ซึ่งเริ่มต้นจากการล้อเลียนทางการเมืองบนโลกออนไลน์ ที่มีผู้ติดตามกว่า 22 ล้านคน จัดการชุมนุมบนท้องถนนครั้งแรกในกรุงนิวเดลี ท่ามกลางกระแสความไม่พอใจของคนรุ่นใหม่ต่อระบบการศึกษา การสอบ และปัญหาการว่างงาน โดยผู้ชุมนุมเรียกร้องให้รัฐมนตรีศึกษาธิการลาออกภายใน 7 วัน

ผู้สนับสนุน “พรรคแมลงสาบประชาชน” (Cockroach Janata Party หรือ CJP)  หลายร้อยคน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นคนหนุ่มสาว ได้รวมตัวกันอย่างเป็นทางการครั้งแรก เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา (6 มิ.ย.) บริเวณจันตาร์ มันตาร์ ใกล้กับอาคารรัฐสภาในกรุงนิวเดลี หลังจากที่ความเคลื่อนไหวดังกล่าวโด่งดังจนกลายเป็นไวรัลและยึดพื้นที่หน้าสื่อในอินเดียมานานหลายสัปดาห์

ชนวนเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดการประท้วงครั้งนี้ มาจากรายงานความไม่โปร่งใสและการทุจริตในการสอบคัดเลือกเมื่อไม่นานมานี้ ซึ่งกลายเป็นพื้นที่ระบายความอัดอั้นตันใจของเยาวชนอินเดียที่มีต่อระบบการศึกษา และโอกาสในการหางานที่จำกัดอย่างยิ่งในปัจจุบัน โดยบัญชีทางการของพรรค CJP บนแพลตฟอร์ม X ได้โพสต์ข้อความก่อนวันประท้วงว่า “ถึงเวลาแล้วที่จะเปลี่ยนมุกตลกเล็ก ๆ นี้ให้กลายเป็นสัปประยุทธ์แห่งการปฏิวัติ” ทั้งนี้ ประชากรคนรุ่นใหม่ในอินเดียคิดเป็นจำนวนมากกว่า 1 ใน 4 ของประชากรทั้งประเทศ

นายอภิชิต ทิปเก วัยรุ่นอินเดียซึ่งเป็นนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยบอสตันและเป็นผู้ก่อตั้งขบวนการออนไลน์นี้ ได้เดินทางกลับมาจากสหรัฐฯ เพื่อเข้าร่วมการชุมนุม โดยในตอนแรกตำรวจได้ตั้งแผงกั้นเหล็กบริเวณผู้โดยสารขาเข้าของสนามบินนานาชาตินิวเดลี แต่ในเวลาต่อมานายทิปเกเปิดเผยว่าตำรวจได้อนุญาตให้จัดกิจกรรมประท้วงได้โดยสงบ

แกนนำและผู้เข้าร่วมการชุมนุมได้ร่วมกันชูธงชาติอินเดียพร้อมกับถือ “หนังสือ” ซึ่งผู้จัดงานระบุว่าเป็นสัญลักษณ์ของการทวงคืนสิทธิทางการศึกษาและโอกาสที่เท่าเทียม พร้อมกับตะโกนขับไล่นายธาร์เมนดรา ปราธาน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการอย่างต่อเนื่อง โดยในช่วงค่ำวันเสาร์ พรรค CJP ได้ออกแถลงการณ์ยื่นคำขาดต่อรัฐบาลเป็นเวลา 7 วัน ให้นายปราธานลาออก หรือให้นายกรัฐมนตรีนเรนทรา โมดี ปลดเขาออกจากตำแหน่ง หากไม่มีการดำเนินการใด ๆ ขบวนการ “แมลงสาบ” จะขยายตัวและยกระดับการประท้วงไปทั่วประเทศ

มันซี เซห์กัล ผู้ประท้วงวัย 26 ปี กล่าวว่า “การประท้วงอาจจะเริ่มจากปัญหาระบบสอบ แต่ปัญหาที่ลึกกว่านั้นคือคนรุ่นใหม่ไม่มีพื้นที่ให้ส่งเสียงหรือตั้งคำถาม ซึ่งพรรค CJP ได้มอบพื้นที่นั้นให้ และกลายเป็นสิ่งแรกที่ผู้คนสามารถเข้ามาร่วมเชื่อมต่อเพื่อทวงถามความจริงได้”

พรรค CJP เพิ่งก่อตั้งขึ้นบนโลกออนไลน์ได้เพียง 3 สัปดาห์เท่านั้น โดยมีจุดเริ่มต้นมาจากกรณีที่ประธานศาลฎีกาของอินเดีย  ได้ใช้คำเปรียบเปรยเชิงเหยียดหยามเรียกกลุ่มผู้วิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลและคนหนุ่มสาวที่ตกงานว่าเป็น “พวกแมลงสาบ” ในระหว่างการพิจารณาคดีเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ทำให้นายทิปเก ซึ่งเป็นนักยุทธศาสตร์ด้านการสื่อสารทางการเมือง นำคำด่าดังกล่าวมาประชดประชันด้วยการตั้งพรรคการเมืองล้อเลียนขึ้นมา จนหน้าเพจอินสตาแกรมของพรรคมีผู้ติดตามพุ่งทะยานเกิน 22 ล้านคนอย่างรวดเร็ว

“แมลงสาบ” จึงกลายเป็นตราสัญลักษณ์แห่งความอดทนและการแสดงออกทางการเมืองอย่างเจ็บแสบ มีการสร้างภาพมีมและวิดีโอตลกขบขันเพื่อล้อเลียนปัญหาการว่างงาน การทุจริต และความล้มเหลวในการบริหารประเทศของรัฐบาล ซึ่งมียอดเข้าชมนับล้านครั้ง คนรุ่นใหม่ที่สนับสนุนมักเรียกตัวเองขำ ๆ ว่าเป็นพวกตกงานและใช้ชีวิตอยู่แต่ในโลกออนไลน์ เนื่องจากพวกเขาถูกตัดขาดจากการมีส่วนร่วมในเชิงนโยบายภายใต้รัฐบาลของนายโมดี

การชุมนุมในครั้งนี้ถือเป็นบททดสอบครั้งสำคัญว่า ขบวนการที่โด่งดังจากโลกออนไลน์จะสามารถเปลี่ยนความนิยมในหน้าจอ ให้กลายเป็นพลังขับเคลื่อนจากรากหญ้าเพื่อต่อสู้กับปัญหาเศรษฐกิจที่รุมเร้าคนรุ่นใหม่ได้จริงหรือไม่ ยิ่งไปกว่านั้น ยังต้องจับตาดูว่าพรรคแมลงสาบนี้จะรับมืออย่างไรกับการปราบปรามของรัฐบาล ซึ่งในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา รัฐบาลของนายโมดีได้ใช้มาตรการเด็ดขาดในการสลายการชุมนุม ไม่ว่าจะเป็นการประท้วงกฎหมายสัญชาติหรือการประท้วงของกลุ่มเกษตรกร จนทำให้นักกิจกรรมหลายคนถูกจับกุม

ขณะที่ฝั่งผู้สนับสนุนพรรครัฐบาลอินเดีย (BJP) ออกมาแสดงความเห็นเชิงปรามาสว่า ขบวนการนี้เป็นเพียง “ลูกเล่นทางโซเชียลมีเดีย” ที่เกิดขึ้นเพียงชั่วคราว และความนิยมบนโลกออนไลน์จะไม่สามารถเปลี่ยนเป็นพลังมวลชนบนท้องถนนที่ยั่งยืนได้

อย่างไรก็ตาม ปรากฏการณ์ของพรรค CJP ย่อมสะท้อนถึงแนวโน้มในเอเชียใต้ที่คนรุ่นใหม่ใช้โซเชียลมีเดียเป็นเครื่องมือหลักในการขับเคลื่อนการประท้วงต่อต้านรัฐบาล เหมือนที่เคยเกิดขึ้นในศรีลังกา บังกลาเทศ และเนปาลมาแล้ว เนื่องจากคนรุ่นใหม่เริ่มหมดศรัทธาต่อการเมืองแบบเก่า และกังวลต่อปัญหาความเหลื่อมล้ำรวมถึงความแตกแยกทางศาสนาที่เพิ่มขึ้นในสังคมอินเดีย.

ที่มา Associated Press

รมว.กลาโหมสหรัฐฯ ฉะยุโรปกลางงานรำลึกวันดีเดย์ ชี้ปล่อยผู้อพยพบุกขึ้นฝั่งเป็น “การรุกราน”

รมว.กลาโหมสหรัฐฯ ฉะยุโรปกลางงานรำลึกวันดีเดย์ ชี้ปล่อยผู้อพยพบุกขึ้นฝั่งเป็น "การรุกราน"

7 มิ.ย. 2569 11:44 น.

รมว.กลาโหมสหรัฐฯ ฉะยุโรปกลางงานรำลึกวันดีเดย์ ชี้ปล่อยผู้อพยพบุกขึ้นฝั่งเป็น “การรุกราน”

พีท เฮกเซธ รัฐมนตรีว่ากระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ กล่าวสุนทรพจน์ในพิธีรำลึกวันครบรอบ 82 ปี เหตุการณ์ยกพลขึ้นบก หรือวันดีเดย์ (D-Day) โจมตีชาติยุโรปอย่างดุเดือด เปรียบเปรยวิกฤตผู้อพยพทางเรือเป็นเหมือน “การรุกราน” ด้วยอุดมการณ์ที่เป็นอันตราย พร้อมเตือนว่าหากผู้นำยุโรปไม่ปกป้องเสรีภาพที่บรรพบุรุษต่อสู้เพื่อรักษาไว้ คุณค่าดังกล่าวอาจสูญหายไปในอนาคต

นายพีท เฮกเซธ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของสหรัฐฯ ได้กล่าวสุนทรพจน์เนื่องในวันครบรอบ 82 ปี เหตุการณ์ยกพลขึ้นบกวันดีเดย์ (D-Day) ณ สุสานทหารอเมริกันนอร์มังดี ในเมืองโคลวิลล์-ซูร์-แมร์ ทางตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศฝรั่งเศส ซึ่งเป็นสถานที่ที่กองกำลังพันธมิตรเคยบุกขึ้นฝั่งเพื่อปลดปล่อยยุโรปจากการยึดครองของนาซีเยอรมันในปี 1944

อย่างไรก็ดี นายเฮกเซธได้ใช้เวทีรำลึกประวัติศาสตร์นี้วิพากษ์วิจารณ์นโยบายคนเข้าเมืองของประเทศในยุโรปอย่างรุนแรง โดยระบุว่า “เป็นเรื่องน่าเศร้าที่ในวันนี้ ชายหาดต่าง ๆ ของยุโรปกำลังถูกรุกรานโดยอุดมการณ์ที่แตกต่างและเป็นอันตราย ไม่ว่าจะเป็นชายหาดในสเปน อิตาลี กรีซ และบัลแกเรีย ที่มีทั้งเรือและผู้คนเดินทางมาถึง คำถามคือเมื่อไหร่รัฐบาลในเมืองหลวงของยุโรปจะลงมือทำอะไรสักอย่างกับการรุกรานนี้? หรือว่ามันจะสายเกินไปแล้ว? ผมสวดอ้อนวอนและเชื่อว่ามันยังไม่สายเกินไป”

แม้ว่านายเฮกเซธจะไม่ได้ใช้คำว่า “ผู้อพยพ” ตรง ๆ ในสุนทรพจน์ แต่การแสดงความเห็นของเขาแสดงถึงการเชื่อมโยงการอพยพทางเรือเข้ากับการรุกรานในยุคสงคราม และสะท้อนถึงจุดยืนของรัฐบาลภายใต้การนำของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่มักวิจารณ์ยุโรปในเรื่องการปล่อยปละละเลยเรื่องพรมแดน การเซ็นเซอร์กลุ่มชาตินิยม รวมถึงคำเตือนในยุทธศาสตร์ความมั่นคงแห่งชาติของสหรัฐฯ เมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมาที่ระบุว่า ยุโรปอาจ “ไม่เหลือเค้าโครงเดิมภายใน 20 ปี” และกำลังเผชิญกับภาวะ “การล่มสลายทางอารยธรรม” จากปัญหานี้

ประเด็นความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และยุโรปทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น หลังจากเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา นายเจดี แวนซ์ รองประธานาธิบดีสหรัฐฯ ได้ออกมากล่าวโทษว่า เหตุฆาตกรรมนายเฮนรี โนวัก นักศึกษาชาวอังกฤษวัย 18 ปี ที่ถูกแทงเสียชีวิตที่เมืองเซาท์แฮมป์ตันเมื่อปีที่แล้ว เป็นผลมาจาก “การรุกรานของผู้อพยพจำนวนมหาศาล” และชี้ว่าความโกรธแค้นคือคำตอบเดียวสำหรับเรื่องนี้

ทำเนียบนายกรัฐมนตรีอังกฤษได้ออกแถลงการณ์ประณามคำพูดของรองประธานาธิบดีสหรัฐฯ ทันที โดยระบุว่าเป็นการกระทำของ “ผู้ที่พยายามแทรกแซงระบอบประชาธิปไตยของเรา” พร้อมชี้แจงว่าครอบครัวของผู้เสียชีวิตได้ร้องขอแล้วว่าไม่อยากให้ความตายของลูกชายถูกนำไปใช้เป็นเครื่องมือสร้างความแตกแยก ยิ่งไปกว่านั้น สำนักงานอัยการสูงสุดของอังกฤษยังยืนยันข้อเท็จจริงว่า นายวิคกรัม ดิกวา ผู้ก่อเหตุแทงนักศึกษาคนดังกล่าว เป็นผู้ที่เกิดในสหรัฐราชอาณาจักรและมีสัญชาติอังกฤษโดยกำเนิด ไม่ใช่ผู้อพยพตามที่ผู้นำสหรัฐฯ กล่าวอ้าง

วิกฤตผู้อพยพทางเรือเข้าสู่ยุโรปเคยพุ่งทะลุจุดสูงสุดในปี 2015 ซึ่งองค์การสหประชาชาติ ระบุว่ามีผู้คนมากกว่า 1 ล้านคนเดินทางข้ามทะเลเมดิเตอร์เรเนียน อย่างไรก็ตาม ข้อมูลล่าสุดระหว่างเดือนเมษายน 2025 ถึงมีนาคม 2026 พบว่ามียอดผู้เดินทางมาถึงทางเรือรวม 169,341 คน ในสหราชอาณาจักร กรีซ อิตาลี สเปน และไซปรัส โดยเป็นการลักลอบข้ามฝั่งไปยังสหราชอาณาจักรคิดเป็นรอยละ 23 ของทั้งหมด

สำหรับข้อมูลตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ถึง 3 มิถุนายน 2026 มีผู้คนเดินทางข้ามช่องแคบอังกฤษด้วยเรือเล็กจากฝรั่งเศสมายังอังกฤษจำนวน 9,142 คน ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่ลดลงถึงร้อยละ 38 เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนหน้า

ด้านนายเคียร์ สตาร์เมอร์ นายกรัฐมนตรีอังกฤษ ได้เคยออกมาก่อนหน้านี้เพื่อตอบโต้ความเห็นของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่เคยวิจารณ์บนเวทียูเอ็น ว่ายุโรปกำลัง “ลงนรก” เพราะคุมผู้อพยพไม่ได้ โดยผู้นำอังกฤษระบุว่า คำพูดของทรัมป์นั้น “ไม่ถูกต้อง” แต่อังกฤษก็ยอมรับความท้าทายและกำลังเร่งปราบปรามขบวนการลักลอบขนคนเข้าเมืองด้วยเรือเล็กอย่างจริงจัง ซึ่งแตกต่างจากนโยบายในประเทศของรัฐบาลทรัมป์ที่เน้นการใช้กำลังเจ้าหน้าที่สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองและศุลกากร เข้าจับกุมผู้อพยพรายวันนับหมื่นรายตั้งแต่ช่วงต้นปี 2025 ที่ผ่านมา.

ที่มา BBC / Associated Press

ดวลปืนสนั่นใกล้เทศกาลฤดูร้อนรัฐโอไฮโอ เจ็บระนาว 12 ราย

ดวลปืนสนั่นใกล้เทศกาลฤดูร้อนรัฐโอไฮโอ เจ็บระนาว 12 ราย

7 มิ.ย. 2569 11:05 น.

ดวลปืนสนั่นใกล้เทศกาลฤดูร้อนรัฐโอไฮโอ เจ็บระนาว 12 ราย

เกิดเหตุสองคนร้ายเปิดฉากดวลปืนสนั่นใกล้เทศกาลพื้นเมืองชื่อดังในรัฐโอไฮโอ ของสหรัฐฯ ส่งผลให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บอย่างน้อย 12 ราย ในจำนวนนี้อาการสาหัส 2 ราย ผู้คนวิ่งหนีตายอลหม่าน ขณะที่ตำรวจยังจับกุมใครไม่ได้

เหตุการณ์ความรุนแรงดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อเวลาประมาณ 17.37 น. ของวันเสาร์ (6 มิ.ย.) ตามเวลาท้องถิ่น บริเวณใกล้กับสถานที่จัดงาน “เทศกาลโอลด์เวสต์เอนด์” (Old West End Festival) ซึ่งเป็นเทศกาลเฉลิมฉลองประจำปีในย่านประวัติศาสตร์ของเมืองโทเลโด รัฐโอไฮโอ โดยโจเซฟ เฮฟเฟอร์แนน รองผู้บัญชาการตำรวจเมืองโทเลโด เปิดเผยว่า จากการตรวจสอบเบื้องต้นคาดว่าเป็นการเปิดฉากยิงโต้ตอบกันระหว่างบุคคลอย่างน้อย 2 ฝ่าย ที่ตั้งใจยิงใส่กันเอง แต่กระสุนกลับสาดไปโดนผู้คนในงาน

เหตุยิงครั้งนี้ส่งผลให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บอย่างน้อย 12 ราย โดยผู้บาดเจ็บมีอายุตั้งแต่ 14 ปีไปจนถึง 61 ปี และส่วนใหญ่เป็นวัยรุ่นอายุราว 20 ปีเศษ ในจำนวนนี้มีผู้ป่วยอาการวิกฤติต้องเฝ้าระวังใกล้ชิด 2 ราย ด้านคลิปวิดีโอที่มีการแชร์บนโลกออนไลน์เผยให้เห็นภาพนาทีชีวิตขณะที่ผู้คนนับร้อยพากันวิ่งหนีตายหาที่หลบภัยอย่างอลหม่าน ท่ามกลางเสียงปืนที่ดังขึ้นหลายนัด

นายเควิน เบอร์รี หนึ่งในผู้เห็นเหตุการณ์ซึ่งกำลังนั่งฟังดนตรีสดอยู่กับเพื่อนในสวนรุกขชาติใกล้ ๆ เล่าว่า ทันทีที่เสียงปืนดังขึ้น ทุกคนพากันหมอบลงกับพื้น และเมื่อเขาเงยหน้าขึ้นมาก็เห็นปืนกระบอกหนึ่งถูกโยนทิ้งไว้บนพื้นห่างออกไปไม่ถึง 15 เมตร โดยนายเบอร์รีซึ่งเคยผ่านการฝึกทางการแพทย์และเคยเป็นทหารเรือเก่า ได้รีบวิ่งเข้าไปช่วยปฐมพยาบาลผู้ประสบเหตุ และพบผู้ถูกยิงอย่างน้อย 5 ราย นอนกระจายอยู่ทั่วบริเวณสวนรุกขชาติ

แอลลิสัน อาร์มสตรอง หัวหน้าฝ่ายดับเพลิงเปิดเผยว่า การลำเลียงผู้บาดเจ็บส่งโรงพยาบาลในช่วงแรกเป็นไปอย่างยากลำบาก เนื่องจากมีการปิดถนนประกอบกับการจราจรที่ติดขัดอย่างหนักจากคลื่นมหาชนที่พยายามขับรถหนีออกจากงานเทศกาล อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่กู้ภัยสามารถนำตัวผู้บาดเจ็บทั้งหมดส่งโรงพยาบาลได้ภายในเวลา 1 ชั่วโมง

ด้านนายไมค์ เดอไวน์ ผู้ว่าการรัฐโอไฮโอ ได้ออกแถลงการณ์แสดงความกังวลอย่างยิ่งต่อสถานการณ์ดังกล่าว โดยระบุว่า “เทศกาลฤดูร้อนควรจะเป็นพื้นที่ที่ปลอดภัยสำหรับครอบครัวในการใช้เวลาร่วมกัน โดยปราศจากความหวาดกลัวต่อความรุนแรง”

ด้าน จอร์จ คราล ผู้อำนวยการฝ่ายความมั่นคงปลอดภัยของเมืองโทเลโด ได้ออกมาขอความร่วมมือจากประชาชนทุกคนที่อยู่ในเหตุการณ์ ให้ช่วยส่งภาพถ่ายหรือคลิปวิดีโอจากโทรศัพท์มือถือให้กับเจ้าหน้าที่เพื่อใช้เป็นเบาะแส เพราะเชื่อว่าต้องมีข้อมูลสำคัญอยู่ในมือของประชาชนอย่างแน่นอน โดยขณะนี้ทีมสืบสวนกำลังเร่งไล่ตรวจกล้องวงจรปิดและสอบปากคำพยานหลายราย ซึ่งคดีมีความคืบหน้าไปพอสมควรแต่ยังไม่สามารถจับกุมผู้ต้องสงสัยได้ พร้อมกล่าวอย่างเสียดายว่า นี่คือหนึ่งในเทศกาลที่เป็นสัญลักษณ์และน่าภาคภูมิใจที่สุดของเมืองโทเลโด แต่กลับต้องมาถูกทำลายลงด้วยความรุนแรงเช่นนี้ โดยทางเมืองกำลังหารือกับผู้จัดงานว่าจะสั่งระงับการจัดงานในวันอาทิตย์ที่เหลืออยู่หรือไม่

ทั้งนี้ จากสถิติของเว็บไซต์ Gun Violence Archive ระบุว่า หากไม่นับรวมเหตุการณ์ที่เมืองโทเลโดในครั้งนี้ สหรัฐฯ เผชิญกับเหตุการณ์กราดยิง มาแล้วถึง 171 ครั้งในปีนี้ โดยนิยามของเหตุสืบเนื่องจากอาวุธปืนที่เป็นการกราดยิง คือเหตุการณ์ที่มีผู้ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิตตั้งแต่ 4 คนขึ้นไป โดยไม่รวมตัวคนร้ายผู้ก่อเหตุ.

ที่มา Associated Press / Reuters