ลิซ่า ลลิษา ม่วนจอยงานแต่งณเดชน์-ญาญ่า แจกลายเซ็นให้นางเอกดังพร้อมจูบประทับที่เอว

ลิซ่า ลลิษา ม่วนจอยงานแต่งณเดชน์-ญาญ่า แจกลายเซ็นให้นางเอกดังพร้อมจูบประทับที่เอว

ลิซ่า ลลิษา ม่วนจอยงานแต่งณเดชน์-ญาญ่า แจกลายเซ็นให้นางเอกดังพร้อมจูบประทับที่เอว

วันจันทร์ ที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 17.31 น.

20 กรกฎาคม 2569 ควันหลงงานแต่งงานแห่งปีของคู่รักพระเอก-นางเอกคนดังของเมืองไทย ณเดชน์ คูกิมิยะ และ ญาญ่า อุรัสยา เสปอร์บันด์ ที่จัดขึ้นที่โรงแรมดุสิตธานี ก็มีแขกเหรื่อทั้งคนในครอบครัว ญาติๆ ตลอดจนเพื่อนๆ คนสนิท รวมถึงคนในวงการบันเทิงมาร่วมงานมากมาย

ล่าสุดทำเอาแฟนคลับทั่วโลกฮือฮาเมื่อนางเอกสาวคนดัง คิมเบอร์ลี่ แอน โวลเทมัส ได้ออกมาโพสต์ภาพบนอินสตาแกรมส่วนตัว @kimmy_kimberley รวบรวมโมเมต์ภาพบรรยากาศงานแต่งงานของ 2 เพื่อนซี้ ณเดชน์ – ญาญ่า

โดยภาพที่เป็นประเด็นคือภาพ ที่สาวลิซ่า ลลิษา มโนบาล ที่โผล่เซอร์ไพรส์ในงานแต่งงานครั้งนี้ด้วย และอยู่ร่วมฉลองจนถึงงานอาฟเตอร์ปาร์ตี้ โดยสาวลิซ่า กำลังจรดปากกาเซ็นลายเซ็นของตัวเองที่เอวของนางเอกดัง ‘คิมเบอร์ลี่’ พร้อมจุ๊บเข้าที่เอวของสาว ‘คิมเบอร์ลี่’  เรียกได้ว่าพอคลิปที่ถูกเผยแพร่ออกไปนั้นแฟนๆ แห่เข้าไปคอมเมนต์ให้กับความน่ารักและเป็นกันเองของ ‘ลิซ่า’ กันยกใหญ่ 

อินเดียยิงแก๊สน้ำตา-ใช้กระบองสลาย “ม็อบแมลงสาบ” หลังพยายามบุกสภา จี้ รมว.ศึกษาฯ ลาออก

อินเดียยิงแก๊สน้ำตา-ใช้กระบองสลาย "ม็อบแมลงสาบ" หลังพยายามบุกสภา จี้ รมว.ศึกษาฯ ลาออก

20 ก.ค. 2569 16:50 น.

อินเดียยิงแก๊สน้ำตา-ใช้กระบองสลาย “ม็อบแมลงสาบ” หลังพยายามบุกสภา จี้ รมว.ศึกษาฯ ลาออก

ตำรวจอินเดียใช้แก๊สน้ำตาและกระบองเข้าสลายการชุมนุมของผู้สนับสนุน “พรรคประชาชนแมลงสาบ” หลังผู้ประท้วงหลายพันคนพยายามเดินขบวนไปยังรัฐสภาในกรุงนิวเดลี เพื่อเรียกร้องให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการลาออก จากกรณีข้อสอบคัดเลือกเข้าเรียนแพทย์และข้อสอบบรรจุรับราชการรั่วไหลซ้ำซาก ซึ่งกระทบต่อผู้สอบมากกว่า 2 ล้านคน

เกิดเหตุปะทะกันระหว่างเจ้าหน้าที่ตำรวจกับกลุ่มผู้ชุมนุมในกรุงนิวเดลี ประเทศอินเดีย หลังผู้สนับสนุน “พรรคประชาชนแมลงสาบ” หรือ  CJP หลายพันคน พยายามเดินขบวนจากบริเวณจันตาร์ มันตาร์ ไปยังอาคารรัฐสภา เพื่อเรียกร้องให้นายธรรมเมนทรา ปราธาน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ลาออกจากตำแหน่ง

เจ้าหน้าที่ตำรวจระบุว่า การเดินขบวนไม่ได้รับอนุญาต เนื่องจากรัฐสภาเปิดสมัยประชุมในวันเดียวกัน จึงมีการตั้งแนวกั้นและจำกัดพื้นที่เพื่อรักษาความปลอดภัยบริเวณรัฐสภา เมื่อผู้ชุมนุมพยายามฝ่าแนวกั้น ตำรวจได้ใช้แก๊สน้ำตาและเข้าผลักดันด้วยกระบองเพื่อสลายฝูงชน ขณะที่ผู้ประท้วงขว้างสิ่งของและตะโกนเรียกร้องให้ทั้งรัฐมนตรีศึกษาธิการและนายกรัฐมนตรีนเรนทรา โมดี ลาออกจากตำแหน่ง

สื่อท้องถิ่นและผู้สื่อข่าวในพื้นที่รายงานว่า มีเจ้าหน้าที่ตำรวจและกำลังกึ่งทหารจำนวนมากกระจายกำลังทั่วกรุงนิวเดลี พร้อมปิดถนนหลายสาย ส่งผลให้การจราจรติดขัดอย่างหนัก ขณะที่อาคารราชการหลายแห่งใกล้รัฐสภาถูกปิดเพื่อป้องกันผู้ชุมนุมเข้าไปในพื้นที่

ตำรวจกรุงเดลีเปิดเผยว่า มีผู้ชุมนุมมากกว่า 10,000 คน รวมตัวกันที่จันตาร์ มันตาร์ ตั้งแต่ช่วงเช้า โดยตำรวจยืนยันว่าการควบคุมสถานการณ์เป็นไปอย่าง “มืออาชีพ” และปฏิเสธข้อกล่าวหาว่าใช้กำลังเกินกว่าเหตุ แม้ภาพจากสถานีโทรทัศน์หลายแห่งจะเผยให้เห็นเจ้าหน้าที่ใช้กระบองตีผู้ประท้วงบางส่วน ขณะที่ผู้ชุมนุมระบุว่ามีการยิงแก๊สน้ำตาเพื่อสกัดไม่ให้เข้าใกล้อาคารรัฐสภา

ขบวนการพรรคประชาชนแมลงสาบ ถือกำเนิดขึ้นเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา หลังประธานศาลฎีกาอินเดียเปรียบเทียบเยาวชนผู้ว่างงานบางส่วนว่าเป็น “แมลงสาบ” ระหว่างการพิจารณาคดีที่ไม่เกี่ยวข้องกับการศึกษา กลุ่มนักศึกษาและคนรุ่นใหม่กลับนำคำดังกล่าวมาใช้เป็นสัญลักษณ์การเคลื่อนไหวเชิงเสียดสี พร้อมตั้งชื่อกลุ่มว่า “พรรคประชาชนแมลงสาบ” และได้รับการสนับสนุนอย่างรวดเร็วบนสื่อสังคมออนไลน์ จนมีผู้ติดตามหลายล้านคน

กระแสการเคลื่อนไหวขยายตัวอย่างมากหลังเกิดเหตุข้อสอบรั่วในการสอบคัดเลือกเข้าศึกษาในวิทยาลัยแพทย์และการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุเข้ารับราชการหลายครั้ง ส่งผลให้นักเรียนนักศึกษาหลายล้านคนได้รับผลกระทบ ต้องสอบใหม่ และเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ถึงปัญหาคอร์รัปชันในระบบการศึกษา

ผู้ประท้วงเรียกร้องให้รัฐบาลรับผิดชอบต่อความล้มเหลวในการจัดสอบ ปฏิรูประบบการสอบทั่วประเทศ และจ่ายเงินชดเชยให้ครอบครัวของนักเรียนที่เสียชีวิตจากการฆ่าตัวตาย ซึ่งมีสาเหตุเชื่อมโยงกับปัญหาข้อสอบรั่ว

การชุมนุมยิ่งได้รับความสนใจหลังนายโซนัม วังชุก นักเคลื่อนไหวชื่อดัง ซึ่งเข้าร่วมอดอาหารประท้วงมาตั้งแต่ปลายเดือนมิถุนายน ถูกตำรวจนำตัวส่งโรงพยาบาลเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา โดยก่อนการเดินขบวน นายวังชุกประกาศว่า จะยุติการอดอาหารที่ดำเนินมากว่า 3 สัปดาห์ หากรัฐบาลยอมรับผิดชอบต่อความล้มเหลวของระบบการศึกษาและกรณีข้อสอบรั่ว หรือหากเปิดทางให้ผู้ชุมนุมเดินทางถึงรัฐสภา และสมาชิกรัฐสภารับปากว่าจะหยิบยกประเด็นดังกล่าวเข้าสู่การอภิปรายในทั้งสองสภา

ท่ามกลางสถานการณ์ตึงเครียด โฆษกของขบวนการ CJP เปิดเผยว่า เขาและตัวแทนอีกหนึ่งคนได้รับการเชิญเข้าพบ เจ.พี. นัดดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งนับเป็นสัญญาณแรกที่รัฐบาลเปิดช่องทางเจรจากับแกนนำผู้ชุมนุม แม้รัฐบาลจะยังไม่ยืนยันการหารือดังกล่าวอย่างเป็นทางการ

อย่างไรก็ตาม รัฐมนตรีระดับสูงของรัฐบาลโมดียังคงใช้ท่าทีแข็งกร้าว โดยนายธรรมเมนทรา ปราธาน กล่าวหาว่าผู้ชุมนุมกำลังกระทำการที่เป็นปฏิปักษ์ต่อประเทศ ขณะที่รัฐมนตรีคนอื่นยอมรับว่าปัญหาของนักศึกษาเป็นเรื่องสำคัญ แต่ยืนยันว่าไม่มีความจำเป็นต้องเปิดการเจรจากับขบวนการประท้วง

นักวิเคราะห์มองว่า การเคลื่อนไหวของ “ขบวนการแมลงสาบ” กลายเป็นความท้าทายครั้งสำคัญต่อรัฐบาลของนายกรัฐมนตรีนเรนทรา โมดี ในการดำรงตำแหน่งสมัยที่ 3 โดยสะท้อนความไม่พอใจของคนรุ่นใหม่ต่อปัญหาการว่างงาน การทุจริตในระบบสอบแข่งขัน และข้อจำกัดในการแสดงออกทางการเมือง ซึ่งเป็นประเด็นที่ได้รับการวิพากษ์วิจารณ์มากขึ้นในช่วงหลายปีที่ผ่านมา.

ที่มา AFP / Associated Press

นายกฯ ฮังการีเสนอชื่อ “จูดิต โพลการ์” แกรนด์มาสเตอร์หมากรุกหญิง นั่งประธานาธิบดีคนใหม่

นายกฯ ฮังการีเสนอชื่อ "จูดิต โพลการ์" แกรนด์มาสเตอร์หมากรุกหญิง นั่งประธานาธิบดีคนใหม่

20 ก.ค. 2569 15:35 น.

นายกฯ ฮังการีเสนอชื่อ “จูดิต โพลการ์” แกรนด์มาสเตอร์หมากรุกหญิง นั่งประธานาธิบดีคนใหม่

นายกรัฐมนตรีปีเตอร์ มาจาร์ ของฮังการี เสนอชื่อ “จูดิต โพลการ์” แกรนด์มาสเตอร์หมากรุกหญิงอันดับหนึ่งของโลก ให้ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีคนใหม่ เพื่อสร้างความเอกภาพและฟื้นฟูความเชื่อมั่นของชาติ หลังสภาผ่านกฎหมายถอดถอนประธานาธิบดีคนเก่าซึ่งเป็นพันธมิตรของอดีตประธานาธิบดี วิกเตอร์ ออร์บาน

นายกรัฐมนตรีปีเตอร์ มาจาร์ ของฮังการี ประกาศเสนอชื่อ จูดิต โพลการ์ (Judit Polgár) แกรนด์มาสเตอร์หมากรุกหญิงอันดับหนึ่งของโลก ซึ่งได้รับการยกย่องว่าเป็นนักหมากรุกหญิงที่ยิ่งใหญ่ที่สุดตลอดกาล ให้ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีคนใหม่ของประเทศ หลังตำแหน่งประมุขแห่งรัฐว่างลงจากการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่มีผลบังคับใช้เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา

มาจาร์โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่า ฮังการีต้องการ “ความเป็นเอกภาพ สันติภาพ และประธานาธิบดีที่ชาวฮังการีทุกคนภาคภูมิใจ” พร้อมระบุว่า เขาจะเข้าพบโพลการ์ในวันจันทร์ที่ 20 ก.ค. เพื่อสอบถามว่าเธอพร้อมรับตำแหน่งหรือไม่

นายกรัฐมนตรีมาจาร์กล่าวว่า ตำแหน่งประธานาธิบดีไม่ใช่อาชีพหรือหน้าที่การงาน แต่เป็นรูปแบบสูงสุดของการรับใช้สาธารณะ พร้อมยกย่องว่า โพลการ์ได้รับการยอมรับจากประชาชนด้วยพรสวรรค์ ความมุ่งมั่น ความขยัน และความซื่อสัตย์ ไม่ใช่จากความสัมพันธ์ทางการเมือง

โพลการ์ ซึ่งกำลังจะมีอายุครบ 50 ปีในอีกไม่กี่วัน ได้รับการยกย่องว่าเป็นนักหมากรุกหญิงที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในประวัติศาสตร์ ครองอันดับหนึ่งของโลกในประเภทหญิงต่อเนื่องยาวนานกว่า 25 ปี ก่อนประกาศอำลาวงการในปี 2557

เธอสร้างประวัติศาสตร์ตั้งแต่อายุเพียง 15 ปี ด้วยการเป็นแกรนด์มาสเตอร์ที่อายุน้อยที่สุดในโลกในขณะนั้น และได้รับการยกย่องจากวงการหมากรุกว่าเป็นผู้ทำลายกำแพงระหว่างการแข่งขันของนักหมากรุกชายและหญิง ด้วยการเอาชนะนักหมากรุกระดับโลกหลายคนตลอดอาชีพ

นอกจากนี้ โพลการ์ยังเป็นหนึ่งในบุคคลสำคัญของสารคดี “Queen of Chess” ของเน็ตฟลิกซ์ ซึ่งนำเสนอเรื่องราวการก้าวขึ้นสู่จุดสูงสุดของนักหมากรุกหญิงในวงการที่ผู้ชายครองความโดดเด่นมาอย่างยาวนาน

การเสนอชื่อครั้งนี้เกิดขึ้นหลังรัฐสภาฮังการีผ่านการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ส่งผลให้ ทามาช ซูโยก (Tamas Sulyok) พ้นจากตำแหน่งประธานาธิบดี โดยซูโยกถือเป็นพันธมิตรใกล้ชิดของอดีตนายกรัฐมนตรี วิกเตอร์ ออร์บาน ซึ่งครองอำนาจนานถึง 16 ปี ก่อนพ่ายแพ้การเลือกตั้งเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา

นายมาจาร์ซึ่งชนะการเลือกตั้งด้วยนโยบาย “เปลี่ยนระบอบ”  เคยกล่าวหาซูโยกและเจ้าหน้าที่ระดับสูงหลายคนว่าเป็น “หุ่นเชิด” ของรัฐบาลออร์บาน และให้คำมั่นว่าจะปรับเปลี่ยนโครงสร้างอำนาจที่สืบทอดมาจากรัฐบาลชุดเดิม

หลังนายซูโยกพ้นจากตำแหน่งเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา อักเนส ฟอร์สท์ฮอฟเฟอร์ ประธานรัฐสภา จะทำหน้าที่รักษาการประมุขแห่งรัฐ จนกว่ารัฐสภาจะลงมติเลือกประธานาธิบดีคนใหม่ภายใน 30 วัน ซึ่งคาดว่าจะมีขึ้นไม่เกินวันที่ 20 ส.ค. ซึ่งเป็นวันชาติของฮังการี

อย่างไรก็ตาม การแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งล่าสุดถูกวิพากษ์วิจารณ์จากองค์กรสิทธิมนุษยชนหลายแห่ง โดยองค์กรฮิวแมนไรต์วอตช์ ระบุว่า แนวทางดังกล่าวชวนให้นึกถึงยุครัฐบาลพรรคฟิเดสซ์ (Fidesz) ของวิกเตอร์ ออร์บาน ที่ถูกวิจารณ์เรื่องการแก้ไขกฎหมายเพื่อประโยชน์ทางการเมือง

จนถึงขณะนี้ จูดิต โพลการ์ ยังไม่ได้แสดงท่าทีต่อข้อเสนอของนายกรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการ ขณะที่หลายฝ่ายจับตาว่า หากเธอตอบรับ จะกลายเป็นหนึ่งในบุคคลจากแวดวงกีฬาที่ก้าวขึ้นดำรงตำแหน่งประมุขแห่งรัฐของฮังการีในช่วงเปลี่ยนผ่านทางการเมืองครั้งสำคัญของประเทศ.

ที่มา AFP / Reuters

ทำความรู้จัก “แอนดี เบิร์นแฮม” จากนายกเทศมนตรีเมืองแมนเชสเตอร์ สู่ตำแหน่งผู้นำสหราชอาณาจักร

ทำความรู้จัก "แอนดี เบิร์นแฮม" จากนายกเทศมนตรีเมืองแมนเชสเตอร์ สู่ตำแหน่งผู้นำสหราชอาณาจักร

20 ก.ค. 2569 14:42 น.

ทำความรู้จัก “แอนดี เบิร์นแฮม” จากนายกเทศมนตรีเมืองแมนเชสเตอร์ สู่ตำแหน่งผู้นำสหราชอาณาจักร

สหราชอาณาจักรกำลังจะมีนายกรัฐมนตรีคนใหม่ต่อจาก เคียร์ สตาร์เมอร์  คือ แอนดี เบิร์นแฮม โดยเขาถือเป็นนักการเมืองที่ได้รับความนิยมอย่างสูง และเป็นตัวแทนของชนชั้นแรงงานอย่างแท้จริง

แอนดี เบิร์นแฮม วัย 56 ปี เกิดและเติบโตในพื้นที่ทางตอนเหนือของอังกฤษ ใกล้เมืองลิเวอร์พูล พ่อทำงานเป็นวิศวกรโทรศัพท์ ส่วนแม่เป็นพนักงานต้อนรับ ก่อนที่เขาจะย้ายลงมาศึกษาวรรณคดีอังกฤษที่มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์

อาจารย์ของเขาเคยเล่าว่า เบิร์นแฮมมักสวมเสื้อฟุตบอลไปเรียน ซึ่งอาจเป็นเรื่องปกติสำหรับคนหนุ่มจากภาคเหนือ แต่ถือว่าแปลกในบรรยากาศของมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ เหตุการณ์เล็ก ๆ นี้สะท้อนตัวตนของเขาในฐานะลูกหลานชนชั้นแรงงาน ซึ่งต่อมากลายเป็นภาพลักษณ์สำคัญในการทำงานการเมือง โดยปัจจุบัน เขาแต่งงานกับ มารี-ฟรองซ์ ฟาน ฮีล หญิงชาวดัตช์ ซึ่งทั้งคู่พบรักกันตั้งแต่สมัยเรียนมหาวิทยาลัย

จาก ส.ส. สู่นายกเทศมนตรีเมืองแมนเชสเตอร์

หลังเรียนจบ เบิร์นแฮมย้ายไปทำงานในกรุงลอนดอน และได้รับเลือกเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากพรรคแรงงาน ตั้งแต่อายุเพียง 31 ปี

เขาเคยดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม สื่อ และกีฬา ในรัฐบาลของนายกรัฐมนตรีกอร์ดอน บราวน์

หนึ่งในเหตุการณ์ที่ทำให้เขาได้รับการยอมรับทั่วประเทศ คือบทบาทในการผลักดันความจริงเกี่ยวกับเหตุโศกนาฏกรรม ฮิลส์โบโรห์เมื่อปี 1989 ที่ทำให้แฟนฟุตบอลเสียชีวิตเกือบ 100 คน

เดิมทีผู้เสียชีวิตถูกกล่าวหาว่าเป็นต้นเหตุของความวุ่นวาย แต่เบิร์นแฮมผลักดันให้มีการสอบสวนใหม่ จนพบว่าความผิดพลาดเกิดจากการทำงานของตำรวจ ไม่ใช่แฟนบอล ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ช่วยคืนความเป็นธรรมให้กับครอบครัวผู้เสียชีวิต

พ่ายเลือกหัวหน้าพรรค 2 ครั้ง ก่อนสร้างชื่อในแมนเชสเตอร์

เบิร์นแฮมเคยลงสมัครชิงตำแหน่งหัวหน้าพรรคแรงงานถึง 2 ครั้ง แต่ไม่ประสบความสำเร็จ โดยในการเลือกตั้งปี 2015 ผู้เสนอชื่อเขาคือ เคียร์ สตาร์เมอร์ ซึ่งต่อมากลายเป็นนายกรัฐมนตรี

หลังพ่ายแพ้ เขาตัดสินใจลาออกจากการเป็น ส.ส. หลังทำหน้าที่นาน 16 ปี และกลับไปยังบ้านเกิด ก่อนชนะการเลือกตั้งเป็น นายกเทศมนตรีเมืองแมนเชสเตอร์ ในปี 2017

พลิกโฉมแมนเชสเตอร์ จนกลายเป็นเมืองเศรษฐกิจดาวรุ่ง

ระหว่างดำรงตำแหน่งนายกเทศมนตรี เบิร์นแฮมผลักดันการฟื้นฟูเมืองครั้งใหญ่ ทั้งพัฒนาระบบขนส่งสาธารณะ เพิ่มอำนาจการบริหารด้านการศึกษาและที่อยู่อาศัยให้กับท้องถิ่น รวมถึงเปลี่ยนภาพลักษณ์ของแมนเชสเตอร์จากเมืองอุตสาหกรรมที่ซบเซา ให้กลายเป็นหนึ่งในเมืองเศรษฐกิจที่เติบโตเร็วที่สุดของสหราชอาณาจักร

เขาเรียกแนวคิดนี้ว่า “Manchesterism” หรือการกระจายอำนาจจากรัฐบาลกลางในลอนดอนสู่เมืองต่าง ๆ เพื่อให้แต่ละพื้นที่มีโอกาสพัฒนาเศรษฐกิจด้วยตนเอง

โดยนโยบายสำคัญของเขา ได้แก่ ลดภาษีสำหรับธุรกิจค้าปลีก, สร้างที่อยู่อาศัยของรัฐมากที่สุดนับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2, ปฏิรูประบบสวัสดิการให้มีความเป็นธรรมและยั่งยืน และกระจายอำนาจจากรัฐบาลกลางสู่ท้องถิ่น

โด่งดังทั่วประเทศช่วงโควิด-19

ชื่อของเบิร์นแฮมยังเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 ด้วย โดยในปี 2020 ระหว่างแถลงข่าวสด เขาได้รับแจ้งว่ารัฐบาลกลางกำลังประกาศมาตรการล็อกดาวน์เพิ่มเติมสำหรับแมนเชสเตอร์ ทำให้เขาแสดงความไม่พอใจต่อหน้าสื่อ พร้อมวิจารณ์รัฐบาลว่านี่ไม่ใช่วิธีบริหารประเทศในช่วงวิกฤต เขายังเตือนว่า มาตรการดังกล่าวจะกระทบประชาชนรายได้น้อยและชนชั้นแรงงานมากที่สุด

คลิปดังกล่าวกลายเป็นไวรัล และทำให้เขาถูกมองว่าเป็นนักการเมืองที่กล้ายืนหยัดปกป้องประชาชน จนได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ความท้าทายในฐานะผู้นำอังกฤษคนใหม่

เมื่อก้าวขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี เบิร์นแฮมจะต้องเผชิญโจทย์ใหญ่หลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นเศรษฐกิจที่เติบโตต่ำ ค่าพลังงานที่ยังอยู่ในระดับสูง แรงกดดันให้เพิ่มงบประมาณด้านกลาโหมจากสถานการณ์สงครามรัสเซีย-ยูเครน ตลอดจนการรับมือกับความสัมพันธ์ระหว่างสหราชอาณาจักรและสหรัฐฯ ภายใต้การนำของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์

แม้จะเป็นนักการเมืองที่ได้รับความนิยมจากการบริหารเมืองแมนเชสเตอร์ แต่การบริหารประเทศทั้งประเทศถือเป็นบททดสอบครั้งสำคัญของ แอนดี เบิร์นแฮม ซึ่งกำลังจะก้าวขึ้นเป็นผู้นำคนใหม่ของสหราชอาณาจักร และเป็นผู้ที่หลายฝ่ายจับตามองว่าจะสามารถพาพรรคแรงงานกลับมาครองใจชนชั้นแรงงานและขับเคลื่อนประเทศได้ตามที่หาเสียงไว้หรือไม่.

ที่มา : npr.org

แฟนบอลอาร์เจนตินาปะทะตำรวจกลางกรุงบัวโนสไอเรส หลังพ่ายสเปนรอบชิงฟุตบอลโลก 2026

แฟนบอลอาร์เจนตินาปะทะตำรวจกลางกรุงบัวโนสไอเรส หลังพ่ายสเปนรอบชิงฟุตบอลโลก 2026

20 ก.ค. 2569 14:27 น.

แฟนบอลอาร์เจนตินาปะทะตำรวจกลางกรุงบัวโนสไอเรส หลังพ่ายสเปนรอบชิงฟุตบอลโลก 2026

เกิดเหตุปะทะกันระหว่างแฟนฟุตบอลอาร์เจนตินากับเจ้าหน้าที่ตำรวจใจกลางกรุงบัวโนสไอเรส หลังทีมชาติอาร์เจนตินาพ่ายต่อสเปน 0-1 ในช่วงต่อเวลาพิเศษของศึกฟุตบอลโลก 2026 ส่งผลให้ตำรวจต้องใช้แก๊สน้ำตาและรถฉีดน้ำเพื่อควบคุมสถานการณ์ พร้อมจับกุมผู้ก่อเหตุอย่างน้อย 15 คน

เกิดเหตุความวุ่นวายและการปะทะกันอย่างรุนแรงระหว่างกลุ่มแฟนบอลทีมชาติอาร์เจนตินากับเจ้าหน้าที่ตำรวจปราบจลาจล บริเวณอนุสาวรีย์โอเบลิสก์ บนถนนสายสำคัญกลางกรุงบัวโนสไอเรส ช่วงดึกของคืนวันอาทิตย์ที่ผ่านมา (19 ก.ค.) ตามเวลาท้องถิ่น หลังจากทีมชาติอาร์เจนตินาต้องพ่ายแพ้ให้กับทีมชาติสเปน 0-1 ในช่วงต่อเวลาพิเศษ ของการแข่งขันฟุตบอลโลก 2026 นัดชิงชนะเลิศ ซึ่งจัดขึ้นที่สนามเมตไลฟ์ สเตเดียม สหรัฐอเมริกา

รายงานข่าวระบุว่า แฟนบอลหลายหมื่นคนได้มารวมตัวกันบริเวณลานอนุสาวรีย์โอเบลิสก์เพื่อชมการถ่ายทอดสดผ่านจอมอนิเตอร์ยักษ์ โดยบรรยากาศเดิมทีเป็นไปอย่างสงบจนกระทั่งจบเกมการแข่งขัน เมื่อแฟนบอลบางกลุ่มเริ่มแสดงความไม่พอใจ พยายามฝ่ารั้วกั้นความปลอดภัยรอบอนุสาวรีย์ ก่อนจะบานปลายกลายเป็นการขว้างปาขวดแก้ว ก้อนหิน และวัตถุต่างๆ ใส่เจ้าหน้าที่ตำรวจปราบจลาจล

เพื่อเข้าระงับเหตุและสลายการชุมนุม เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ใช้รถฉีดน้ำแรงดันสูงและแก๊สน้ำตาเข้ายิงใส่กลุ่มผู้ประท้วง ส่งผลให้เกิดความวุ่นวายนานกว่า 20 นาที และทำให้เศษขยะกับขวดแก้วแตกกระจัดกระจายเต็มพื้นถนน ทั้งนี้ มีรายงานภาพถ่ายเจ้าหน้าที่ใช้กำลังทำร้ายผู้ประท้วงที่ล้มลงบนพื้น ซึ่งกำลังกลายเป็นประเด็นวิพากษ์วิจารณ์ โดยเบื้องต้นเจ้าหน้าที่ได้ทำการจับกุมผู้ก่อเหตุไปแล้วอย่างน้อย 15 ราย และมีผู้ได้รับบาดเจ็บหลายรายแต่ยังไม่ทราบอาการที่แน่ชัด

สำหรับการแข่งขันในนัดชิงชนะเลิศนั้น สเปนสามารถคว้าแชมป์โลกสมัยที่ 2 ได้สำเร็จ จากประตูชัยของ เฟร์ราน ตอร์เรส ในนาทีที่ 106 ของช่วงต่อเวลาพิเศษ ท่ามกลางเกมที่ดุเดือดและมีใบแดงเกิดขึ้น โดย เอ็นโซ เฟร์นานเดซ กองกลางอาร์เจนตินาถูกไล่ออกระหว่างเกม และ เลอันโดร ปาเรเดส ถูกใบแดงหลังจบเสียงนกวีดจากการไปผลักและทำร้าย เอริก การ์เซีย ผู้เล่นของสเปน

อย่างไรก็ตาม แม้ทีมชาติอาร์เจนตินาจะชวดแชมป์ในครั้งนี้ แต่ นายฆาเวียร์ มิเลอี ประธานาธิบดีอาร์เจนตินา ได้ออกมาประกาศผ่านสื่อสังคมออนไลน์ว่าจะประกาศให้มี “วันหยุดราชการแห่งชาติ” เพื่อเป็นเกียรติและเฉลิมฉลองให้กับความทุ่มเทของเหล่านักเตะและทีมงานสตาฟฟ์โค้ชชุดรองแชมป์โลก โดยกำหนดวันหยุดที่แน่ชัดจะขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของนักเตะและทีมงานอีกครั้ง.

ศาลสิงคโปร์ลงโทษหนัก ตาล่วงละเมิดหลานบุญธรรมนาน 5 ปี แลกซื้ออุปกรณ์ศิลปะ

ศาลสิงคโปร์ลงโทษหนัก ตาล่วงละเมิดหลานบุญธรรมนาน 5 ปี แลกซื้ออุปกรณ์ศิลปะ

20 ก.ค. 2569 14:05 น.

ศาลสิงคโปร์ลงโทษหนัก ตาล่วงละเมิดหลานบุญธรรมนาน 5 ปี แลกซื้ออุปกรณ์ศิลปะ

ศาลสิงคโปร์สั่งจำคุกเฒ่าวัย 72 ปี เป็นเวลา 23 ปี ข้อหาข่มขืนกระทำชำเราหลานสาวบุญธรรม มาราธอนนาน 5 ปีเต็ม ตั้งแต่เหยื่ออายุเพียง 9 ขวบ โดยใช้อุปกรณ์ศิลปะมาหลอกล่อ

กลายเป็นคดีสะเทือนใจสังคมอย่างรุนแรง หลังศาลสิงคโปร์สั่งจำคุกเฒ่าวัย 72 ปี เป็นเวลา 23 ปีเต็ม ในข้อหาข่มขืนกระทำชำเราหลานสาวบุญธรรม มาราธอนนาน 5 ปีเต็ม ตั้งแต่เหยื่ออายุเพียง 9 ขวบ ชี้พฤติกรรมสุดแยบยล วางแผนกรูมมิ่ง ล่อลวงเด็กไปทำอนาจารคารถ โดยเหยื่อเก็บเรื่องนี้ไว้มานานหลายปี ก่อนจะระบายความรู้สึกผ่านภาพวาดส่งครู จนครูสอบถามความจริง

เหตุการณ์สุดสะเทือนใจนี้ถูกปกปิดมานานจนกระทั่งปี 2024 เมื่อเด็กหญิงที่ขณะนั้นเรียนชั้นมัธยมต้น ต้องส่งผลงานศิลปะในหัวข้อ “ความดิ้นรน” โดยเธอตัดสินใจวาดภาพแผ่นหลังของมนุษย์ที่มีมือลึกลับหลายข้างกำลังรุมโอบรัดเอาไว้ เมื่อครูประจำวิชาเข้ามาถามถึงความหมายหลังภาพ เด็กหญิงจึงยอมเผยความจริงออกมาว่าเธอถูกตาบุญธรรมล่วงละเมิดทางเพศ ครูจึงรีบประสานแม่เด็ก และนำไปสู่การแจ้งความดำเนินคดีกับเฒ่าตัณหากลับรายนี้

เหตุการณ์เกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2018 ถึงกรกฎาคม 2023 โดยผู้ก่อเหตุ ซึ่งขณะนั้นอายุ 60 กว่าปี จะเลือกปฏิบัติกับเหยื่อรายนี้เพียงคนเดียวในบรรดาหลานๆ ทั้งหมด โดยมักจะทำทีเป็นตาใจดี ชวนหลานสาวออกไปห้างสรรพสินค้าเพียงลำพัง และสัญญาว่าจะซื้อของที่อยากได้ให้ จากนั้นจะขับรถพาเด็กหญิงเข้าไปยังลานจอดรถอาคารสูงที่ลับตาคนเพื่อลงมือข่มขืน

และหากเด็กหญิงพยายามขัดขืน เฒ่ารายนี้จะใช้อุปกรณ์ศิลปะ และของเล่นที่เธอชอบมาเป็นเหยื่อล่อเพื่อขอแลกกับการมีเพศสัมพันธ์ จนเด็กหญิงยอมจำนนเพราะความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ก่อนจะสั่งกำชับให้เก็บเรื่องนี้ไว้เป็นความลับนอกจากนี้ยังเคยฉวยโอกาสตอนที่คนในครอบครัวไปทานข้าวนอกบ้าน พาหลานสาวรายนี้ไปย่ำยีถึงในห้องพักอีกด้วย โดยมีรายงานว่าปัจจุบันเด็กหญิงยังคงทุกข์ทรมานจากภาวะ PTSD มีอาการภาพจำหลอน ถึงเหตุการณ์เลวร้ายอยู่ตลอดเวลา 

พนักงานอัยการแถลงต่อศาลว่า จำเลยมีพฤติกรรมวางแผนล่วงหน้าอย่างเป็นระบบ มีการหว่านล้อมให้เหยื่อตายใจ ฃและพฤติกรรมเริ่มทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ จากการลวนลามอนาจาร นำไปสู่การลงมือข่มขืนกระทำชำเราอย่างโหดร้ายเมื่อเด็กอายุได้ 11-12 ปี

ทั้งนี้ ศาลพิเคราะห์แล้วเห็นควรสั่งจำคุกจำเลยเป็นเวลา 23 ปี จากความผิดกระทงหนักฐานข่มขืนกระทำชำเราเด็กอายุต่ำกว่า 14 ปี 3 ข้อหาหลัก และพ่วงคดีที่เกี่ยวข้องอีก 18 กระทง อย่างไรก็ตาม จำเลยรอดพ้นจากการถูกลงทัณฑ์ด้วยการเฆี่ยน ตามกฎหมายสิงคโปร์ เนื่องจากมีอายุมากกว่า 50 ปี.

ที่มา : channelnewsasia

รมต.กิจการมุสลิมสิงคโปร์ลาออก หลังการปฏิสัมพันธ์หญิงรายหนึ่ง “ต่ำกว่ามาตรฐาน”

รมต.กิจการมุสลิมสิงคโปร์ลาออก หลังการปฏิสัมพันธ์หญิงรายหนึ่ง "ต่ำกว่ามาตรฐาน"

20 ก.ค. 2569 13:14 น.

รมต.กิจการมุสลิมสิงคโปร์ลาออก หลังการปฏิสัมพันธ์หญิงรายหนึ่ง “ต่ำกว่ามาตรฐาน”

รศ. มูฮัมหมัด ไฟซาล อิบราฮิม รักษาการรัฐมนตรีกิจการมุสลิม และรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยสิงคโปร์ ประกาศลาออกจากตำแหน่งทางการเมืองและสมาชิกพรรครัฐบาล หลังยอมรับว่าพฤติกรรมและการมีปฏิสัมพันธ์กับหญิงรายหนึ่ง “ต่ำกว่ามาตรฐาน” ที่นักการเมืองพึงมี แม้ตำรวจตรวจสอบแล้วจะไม่พบความผิดทางอาญาก็ตาม

นายกรัฐมนตรีลอว์เรนซ์ หว่อง ของสิงคโปร์ แถลงวันนี้ (20 ก.ค.) ว่า รองศาสตราจารย์มูฮัมหมัด ไฟชาล อิบราฮิม (Muhammad Faishal Ibrahim) ได้ยื่นหนังสือลาออกจากตำแหน่งรัฐมนตรีรักษาการด้านกิจการมุสลิม รัฐมนตรีอาวุโสประจำกระทรวงมหาดไทย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และสมาชิกพรรคกิจประชาชน (PAP) โดยมีผลทันที

นายกรัฐมนตรีหว่อง ระบุว่า สำนักนายกรัฐมนตรีได้รับการร้องเรียนทางอีเมลจากประชาชนหญิงรายหนึ่งเมื่อราวหนึ่งเดือนก่อน เกี่ยวกับปฏิสัมพันธ์ระหว่างเธอกับไฟซาล จึงได้สั่งการให้ตรวจสอบเรื่องนี้ทันที โดยมีการเรียกตัวทั้งสองฝ่ายมาสอบถามข้อมูลแยกกัน พบว่าการติดต่อส่วนใหญ่เกิดขึ้นผ่านข้อความออนไลน์ และมีการพบปะกันตามขอบเขตงานสาธารณะบ้างเป็นครั้งคราว

อย่างไรก็ตาม ในเวลาต่อมาทั้งสองฝ่ายได้แจ้งความกล่าวหาอีกฝ่ายในข้อหาคุกคาม ส่งผลให้เรื่องดังกล่าวถูกส่งต่อไปยังสำนักงานตำรวจสิงคโปร์เพื่อสืบสวนสอบสวน ซึ่งหลังจากพิจารณาข้อเท็จจริงและหารือกับสำนักงานอัยการสูงสุดแล้ว ได้ข้อสรุปว่า “ไม่พบว่ามีการกระทำผิดทางอาญาจากทั้งสองฝ่าย” จึงไม่มีการดำเนินคดีหลังการสอบสวนร่วมกับสำนักงานอัยการสูงสุด ตำรวจสรุปว่า ไม่มีหลักฐานเพียงพอที่จะระบุว่าทั้งสองฝ่ายกระทำความผิดทางอาญา จึงไม่มีการดำเนินคดีต่อบุคคลใด

นายกรัฐมนตรีลอว์เรนซ์ หว่อง ระบุว่า แม้จะไม่มีความผิดทางกฎหมาย แต่ยังมีประเด็นสำคัญคือ พฤติกรรมของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองเป็นไปตามมาตรฐานจริยธรรมที่ประชาชนคาดหวังหรือไม่

นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า หลังจากทบทวนเหตุการณ์ทั้งหมด ศาสตราจารย์ไฟชาลยอมรับว่าการกระทำของตนไม่เป็นไปตามมาตรฐานที่ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองและสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพึงปฏิบัติ จึงตัดสินใจแสดงความรับผิดชอบด้วยการลาออกจากทุกตำแหน่ง

ในหนังสือลาออกที่เผยแพร่ต่อสื่อมวลชน  รศ.ไฟชาล ซึ่งสมรสแล้วและมีบุตร 2 คน ระบุว่า เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดจากความผิดพลาดในการใช้ดุลยพินิจ แม้จะไม่เคยมีความสัมพันธ์ทางกายกับหญิงรายดังกล่าว และไม่เคยตั้งใจให้ความสัมพันธ์พัฒนาไปในลักษณะเชิงชู้สาว แต่ยอมรับว่าตนไม่สามารถกำหนดขอบเขตความสัมพันธ์ได้อย่างเหมาะสมตั้งแต่แรก

เขากล่าวว่า การกระทำดังกล่าวไม่สอดคล้องกับความรับผิดชอบที่ได้รับมอบหมาย จึงเห็นว่าการถอนตัวจากการเมืองเป็นทางเลือกที่เหมาะสมที่สุด เพื่อกลับไปทุ่มเทเวลาให้กับครอบครัว พร้อมขอบคุณนายกรัฐมนตรีและพรรค PAP ที่ให้การสนับสนุนตลอดระยะเวลาการทำงาน

ด้านนายกรัฐมนตรีลอว์เรนซ์ หว่อง ตอบรับการลาออก พร้อมระบุว่า รู้สึกเสียใจที่ศาสตราจารย์ไฟชาลต้องยุติเส้นทางการเมืองภายใต้สถานการณ์เช่นนี้ แต่ชื่นชมที่เจ้าตัวยอมรับความผิดพลาดและแสดงความรับผิดชอบต่อการกระทำของตน

นายกรัฐมนตรีกล่าวยกย่องว่า ตลอดเวลากว่า 20 ปีในการรับราชการและทำงานการเมือง รศ.ไฟชาลมีบทบาทสำคัญในการผลักดันนโยบายเสริมสร้างความเข้มแข็งของชุมชน การฟื้นฟูและคืนคนพ้นโทษสู่สังคม รวมถึงการช่วยเหลือครอบครัวเปราะบาง และปฏิบัติหน้าที่ผู้แทนราษฎรอย่างทุ่มเท

ภายหลังการลาออก นายซักกี โมฮาหมัด รัฐมนตรีอาวุโสประจำกระทรวงกลาโหม และกระทรวงความยั่งยืนและสิ่งแวดล้อม จะเข้ารับหน้าที่รักษาการรัฐมนตรีด้านกิจการมุสลิมแทน ขณะที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรอีก 4 คนของเขตเลือกตั้ง Marine Parade-Braddell Heights GRC จะร่วมกันดูแลประชาชนในพื้นที่ต่อไป

ทั้งนี้ รศ.ดร.ไฟซาล อิบราฮิม เริ่มต้นเส้นทางการเมืองกับพรรค PAP ตั้งแต่เดือนเมษายน ปี 2006 และได้รับเลือกเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหลายสมัย ก่อนดำรงตำแหน่งในหลายกระทรวงตั้งแต่ปี 2012 ทั้งด้านคมนาคม สาธารณสุข การศึกษา การพัฒนาสังคมและครอบครัว การพัฒนาแห่งชาติ และกระทรวงมหาดไทย กระทั่งได้รับแต่งตั้งเป็นรัฐมนตรีรักษาการด้านกิจการมุสลิมในปี 2025

ก่อนเข้าสู่การเมือง เขาเป็นนักวิชาการประจำมหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์ และเคยทำงานเป็นผู้ประเมินมูลค่าทรัพย์สินของกรมสรรพากรสิงคโปร์.

ที่มา CNA

นายกเทศมนตรีหญิงญี่ปุ่น เริ่มลาคลอดระหว่างดำรงตำแหน่ง จุดกระแสถกเถียงเรื่องสิทธิผู้นำหญิง

นายกเทศมนตรีหญิงญี่ปุ่น เริ่มลาคลอดระหว่างดำรงตำแหน่ง จุดกระแสถกเถียงเรื่องสิทธิผู้นำหญิง

20 ก.ค. 2569 12:27 น.

นายกเทศมนตรีหญิงญี่ปุ่น เริ่มลาคลอดระหว่างดำรงตำแหน่ง จุดกระแสถกเถียงเรื่องสิทธิผู้นำหญิง

โชโกะ คาวาตะ นายกเทศมนตรีเมืองยาวาตะ วัย 36 ปี เริ่มการลาคลอดอย่างเป็นทางการแล้ววันนี้ สร้างประวัติศาสตร์ในฐานะนายกเทศมนตรีที่กำลังดำรงตำแหน่งคนแรกของประเทศญี่ปุ่น ที่ประกาศ “ลาคลอด” ท่ามกลางเสียงสนับสนุนจากสังคม แต่ยังคงเผชิญกระแสวิพากษ์วิจารณ์ออนไลน์และข้อกังขาเรื่องการรับเงินเดือนเต็มจำนวน สะท้อนการถกเถียงเรื่องความเท่าเทียมทางเพศในแวดวงการเมืองญี่ปุ่น

โชโกะ คาวาตะ นายกเทศมนตรีเมืองยาวาตะ เมืองขนาดเล็กที่มีประชากรราว 69,000 คน ทางตะวันตกของประเทศญี่ปุ่น เริ่มลาคลอดอย่างเป็นทางการแล้ววันนี้ (20 ก.ค.) ทำให้เธอกลายเป็นนายกเทศมนตรีขณะดำรงตำแหน่งคนแรกในประวัติศาสตร์ของประเทศที่ใช้สิทธิ “ลาคลอดบุตร” เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา การตัดสินใจดังกล่าวได้รับความสนใจอย่างมากจากสื่อทั่วโลก พร้อมกับจุดกระแสวิพากษ์วิจารณ์และถกเถียงในสังคมอย่างกว้างขวาง

คาวาตะ ซึ่งเคยสร้างสถิติเป็นนายกเทศมนตรีหญิงที่อายุน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์ญี่ปุ่นด้วยวัย 33 ปี เมื่อปี 2023 เปิดเผยว่า เธอวางแผนที่จะมีบุตรมาโดยตลอด แต่กลับพบว่าแม้ข้าราชการประจำของเมืองยาวาตะจะได้รับสิทธิลาคลอดตามกฎหมาย 16 สัปดาห์ แต่กลับ “ไม่มีระเบียบหรือแนวทางปฏิบัติรองรับสำหรับตำแหน่งนายกเทศมนตรี” ทำให้เธอต้องเป็นผู้ริเริ่มยกร่างและจัดทำระเบียบดังกล่าวขึ้นมาใหม่เอง

คาวาตะ ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวรอยเตอร์ว่า “ฉันรู้สึกตกใจมากเมื่อทราบว่าตัวเองเป็นนายกเทศมนตรีคนแรกที่ใช้สิทธิลาคลอด มันทำให้ตระหนักว่าที่ผ่านมา มีผู้หญิงหรือหญิงรุ่นใหม่เข้ามารับตำแหน่งนายกเทศมนตรีน้อยมากเพียงใด”

ทั้งนี้ หนึ่งในภารกิจสุดท้ายก่อนพักงานคือการร่วมขบวนเทศกาลไทโกะ ซึ่งเธอที่กำลังตั้งครรภ์แก่ได้เลือกเดินตามหลังขบวน แทนการขึ้นไปนั่งบนศาลเจ้าจำลองตามประเพณีดั้งเดิม เพื่อความปลอดภัย

การลาคลอดของเธอเกิดขึ้นท่ามกลางสถิติช่องว่างทางเพศที่เหลื่อมล้ำอย่างมากของญี่ปุ่น โดยรายงานดัชนีความเหลื่อมล้ำระหว่างเพศของสภาเศรษฐกิจโลก (World Economic Forum) ล่าสุด ระบุว่า ญี่ปุ่นจัดอยู่ในอันดับที่ 118 จาก 148 ประเทศทั่วโลก และอยู่อันดับที่ 125 ในด้านการมีบทบาททางการเมืองของผู้หญิง แม้ว่าสตรีชาวญี่ปุ่นทั่วไปจะมีสิทธิลาคลอดตามกฎหมายประมาณ 14 สัปดาห์ และได้รับเงินชดเชยราว 2 ใน 3 ของเงินเดือนก็ตาม

คาวาตะระบุว่าญี่ปุ่นจำเป็นต้องปฏิรูปสังคมอย่างจริงจัง หากต้องการแก้ปัญหาวิกฤตอัตราการเกิดต่ำที่สุดเป็นประวัติการณ์และการลดลงของประชากร พร้อมเรียกร้องให้สร้างสังคมที่ผู้คนทุกอาชีพ รวมถึงผู้บริหารและผู้นำองค์กร สามารถตัดสินใจมีบุตรได้โดยไม่ต้องกังวลว่าจะกระทบต่อหน้าที่การงาน เพราะหากไม่เปลี่ยนแปลง ประเทศจะเผชิญภาวะประชากรลดลงและเศรษฐกิจถดถอยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

เธอกล่าวว่า ชาวเมืองและเพื่อนร่วมงานส่วนใหญ่สนับสนุนการลาคลอดครั้งนี้ แต่รู้สึกผิดหวังกับกระแสวิจารณ์บนสื่อสังคมออนไลน์ ซึ่งบางคนกล่าวหาว่าเธอไม่ได้ตั้งใจทำงาน และเข้ารับตำแหน่งเพียงเพื่อใช้สิทธิลาคลอด ทั้งที่ตลอดระยะเวลาการดำรงตำแหน่ง เธอปฏิบัติหน้าที่ตามปกติ

แม้ประชาชนส่วนใหญ่ในเมืองยาวาตะจะเห็นด้วยกับการลาคลอดของนายกเทศมนตรี แต่ก็มีผู้ตั้งคำถามเกี่ยวกับการที่เธอยังคงได้รับเงินเดือนเต็มจำนวนระหว่างลาคลอด โดยบางส่วนมองว่าสิทธิในการลาคลอดเป็นสิทธิพื้นฐานของผู้หญิง แต่ควรมีการพิจารณาเรื่องค่าตอบแทนให้เหมาะสม

คาวาตะมีกำหนดคลอดบุตรในเดือนกันยายนนี้ และการลาคลอดของเธอถูกจับตามองทั้งในญี่ปุ่นและต่างประเทศ ในฐานะกรณีศึกษาสำคัญเกี่ยวกับบทบาทของสตรีในตำแหน่งผู้นำ และการสร้างสมดุลระหว่างชีวิตครอบครัวกับการทำงานในสังคมญี่ปุ่นยุคใหม่.

ที่มา Reuters

ไรเดอร์ส่งอาหารวัย 56 ปี คว้ารางวัลวรรณกรรมระดับชาติของจีน “หลู่ซวิ่น”

ไรเดอร์ส่งอาหารวัย 56 ปี คว้ารางวัลวรรณกรรมระดับชาติของจีน "หลู่ซวิ่น"

20 ก.ค. 2569 11:24 น.

ไรเดอร์ส่งอาหารวัย 56 ปี คว้ารางวัลวรรณกรรมระดับชาติของจีน “หลู่ซวิ่น”

หวัง จี้ปิง ไรเดอร์ส่งอาหารวัย 56 ปี คว้ารางวัล “หลู่ซวิ่น” หนึ่งในรางวัลวรรณกรรมทรงเกียรติที่สุดของจีน จากรวมบทกวี Low Flight ที่ถ่ายทอดชีวิต ความหวัง และความยากลำบากของไรเดอร์ส่งอาหาร โดยเจ้าตัวยืนยันว่าจะยังคงทำงานส่งอาหารต่อไป แม้จะได้รับเกียรติสูงสุดในวงการวรรณกรรมแล้วก็ตาม

ในการประกาศผลรางวัลวรรณกรรม “หลู่ซวิ่น” (Lu Xun Literature Prize) ครั้งที่ 9 ซึ่งเป็นหนึ่งในรางวัลทางวรรณกรรมที่ทรงเกียรติที่สุดของประเทศจีน หนึ่งในผู้ได้รับรางวัลสาขากวีนิพนธ์คือ หวัง จี้ปิง  ไรเดอร์ส่งอาหารวัย 56 ปี จากผลงานรวมบทกวีที่มีชื่อว่า “Low Flight” (เที่ยวบินต่ำ) ซึ่งสร้างขึ้นจากหยาดเหงื่อ เรื่องราวชีวิต และกวีนิพนธ์ที่ถูกรังสรรค์ขึ้นริมถนนกลางเมืองใหญ่

หวัง จี้ปิง เกิดที่จังหวัดเจียงซู เขาต้องออกจากโรงเรียนตั้งแต่อายุเพียง 14 ปีเนื่องจากปัญหาทางการเงินของครอบครัว และต้องสู้ชีวิตด้วยการทำงานหนักมาหลากหลายอาชีพ ทั้งงานก่อสร้าง เก็บขยะขาย และแม่ค้าแผงลอย ก่อนจะมายึดอาชีพไรเดอร์ส่งอาหาร แต่ท่ามกลางชีวิตที่ยากลำบาก เขากลับไม่เคยทิ้งความรักในการอ่านและการเขียน โดยเริ่มโพสต์บทกวีและบทความลงบนโซเชียลมีเดียตั้งแต่ช่วงสิบปีที่ผ่านมา

จุดเปลี่ยนสำคัญในชีวิตการเขียนของเขาเกิดขึ้นเมื่อปี 2019 หลังจากการส่งอาหารที่แสนยากลำบาก เนื่องจากลูกค้าลงที่อยู่ผิด ทำให้เขาต้องเดินหาถึง 3 อาคารและขึ้นบันไดไปกว่า 18 ชั้น แต่กลับถูกลูกค้าต่อว่าอย่างรุนแรงเมื่อไปถึง ระหว่างทางกลับบ้าน เขาได้ระบายความอัดอั้นออกมาเป็นบทกวีชื่อ “Man in a Hurry” (ชายผู้รีบร้อน) ซึ่งกลายเป็นกระแสไวรัลอย่างรวดเร็วบนโลกออนไลน์ 

หลังจากนั้น นายหวังนำเรื่องราวระหว่างการทำงาน ทั้งผู้คนที่พบเจอ ความกดดัน ความหวัง และความฝันของไรเดอร์ มาถ่ายทอดผ่านบทกวีอย่างต่อเนื่อง จนตีพิมพ์หนังสือ Man in a Hurry: Poems of a Food Delivery Rider ในปี 2023 และตลอดหลายปีที่ผ่านมา เขาสร้างสรรค์บทกวีมากกว่า 6,000 บท หลายชิ้นได้รับการตีพิมพ์ในวารสารวรรณกรรมชั้นนำของจีน

สำหรับผลงานล่าสุด “Low Flight” ที่คว้ารางวัลอันทรงเกียรติในครั้งนี้ หวังได้รวบรวมแรงบันดาลใจจากการสัมภาษณ์และสำรวจชีวิตเพื่อนร่วมอาชีพไรเดอร์มากกว่า 200 คน เพื่อสะท้อนถึงความสุข ความทุกข์ ความกดดัน และความฝันของคนทำงานในระบบเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยแรงงานอิสระ

ที่มาของชื่อผลงานมาจากปรัชญาการดำเนินชีวิตของเขาที่ว่า “ใครว่าการสยายปีกหมายถึงการต้องบินให้สูงเสมอไป? การบินต่ำ ก็ถือว่าเป็นการบินเช่นเดียวกัน” โดยหวังถ่ายทอดความงดงามผ่านจังหวะชีวิตประจำวันบนท้องถนน เสียงล้อรถหมุน และลมที่ปะทะหน้า พร้อมหวังว่าผลงานชิ้นนี้จะช่วยให้สังคมเกิดความเข้าใจและเห็นอกเห็นใจกลุ่มไรเดอร์มากขึ้น

“ผมรู้สึกมีความสุขมาก และในที่สุดก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอกเสียที” หวังกล่าวเปิดใจหลังทราบข่าว พร้อมยืนยันว่า แม้จะได้รับรางวัลใหญ่และไม่ได้เดือดร้อนเรื่องการเงินแล้ว แต่เขาไม่มีความคิดที่จะลาออกจากอาชีพไรเดอร์ และตั้งใจจะทำงานนี้ต่อไปจนถึงอายุ 60 ปี เพราะเขาชอบบรรยากาศในการทำงาน ช่วยให้ร่างกายแข็งแรง และต้องการใช้ชีวิตที่ติดดินเช่นเดิม

การได้รับรางวัลของหวัง จี้ปิง เป็นอีกหนึ่งปรากฏการณ์ที่สะท้อนให้เห็นถึงพลังของ “กวีและนักเขียนชนชั้นแรงงาน” ในจีนที่กำลังได้รับความสนใจและยอมรับในระดับนานาชาติ อย่างที่เขาได้เขียนไว้ในบทกวีตอนหนึ่งว่า “สามัญชนทุกคนที่กำลังวิ่งอยู่บนท้องถนน ต่างถือดวงไฟดวงเล็กๆ ไว้ในมือ ดวงไฟนี้จะส่องสว่างให้ตัวเราก่อน แล้วจึงค่อยๆ มอบความอบอุ่นและแสงสว่างให้กับโลกทั้งใบ”.

ที่มา China Daily / BBC

ทรัมป์เผย “แอร์ ฟอร์ซ วัน” ลำใหม่ต้องอัปเกรดเพิ่ม หลังถูกตั้งคำถามเรื่องระบบป้องกัน

ทรัมป์เผย "แอร์ ฟอร์ซ วัน" ลำใหม่ต้องอัปเกรดเพิ่ม หลังถูกตั้งคำถามเรื่องระบบป้องกัน

20 ก.ค. 2569 11:15 น.

ทรัมป์เผย “แอร์ ฟอร์ซ วัน” ลำใหม่ต้องอัปเกรดเพิ่ม หลังถูกตั้งคำถามเรื่องระบบป้องกัน

โดนัลด์ ทรัมป์ ระบุเครื่องบินแอร์ ฟอร์ซ วัน ลำใหม่ที่กาตาร์มอบให้ จะถูกส่งไปปรับปรุงระบบเพิ่มเติมราว 1 เดือน หลังมีรายงานว่ายังขาดระบบป้องกันขีปนาวุธและมาตรการรักษาความปลอดภัยบางส่วน

วันที่ 20 กรกฎาคม 2569 สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เปิดเผยว่า เครื่องบิน แอร์ ฟอร์ซ วัน ลำใหม่ ซึ่งได้รับมอบจากราชวงศ์กาตาร์ จะถูกส่งไปปรับปรุงระบบเพิ่มเติมภายในอีกประมาณ 1 เดือน เพื่อยกระดับขีดความสามารถของเครื่องบินให้สมบูรณ์ที่สุด หลังเกิดข้อกังวลเกี่ยวกับมาตรการรักษาความปลอดภัย

ผู้นำสหรัฐฯ กล่าวว่า เครื่องบินลำนี้มีขีดความสามารถหลายด้านอยู่แล้ว แต่จะถูกส่งไปอัปเกรดเพิ่มเติมให้เต็มประสิทธิภาพ ซึ่งคาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 1 เดือน อย่างไรก็ตาม เขาไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดว่าการปรับปรุงจะครอบคลุมระบบใดบ้าง

ความเคลื่อนไหวครั้งนี้มีขึ้นหลังเกิดข้อสงสัยเกี่ยวกับระบบความปลอดภัยของเครื่องบินลำใหม่ เมื่อทรัมป์ใช้เครื่องบินโบอิ้ง 747-8 ที่ได้รับการดัดแปลงเป็นแอร์ ฟอร์ซ วัน เดินทางเมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม แต่กลับใช้เครื่องบินลำเดิมเดินทางกลับจากการประชุมสุดยอดองค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือหรือนาโต ที่กรุงอังการา ประเทศตุรกี เมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม และก่อนหน้านี้ หนังสือพิมพ์ เดอะ นิวยอร์ก ไทม์ส รายงานว่า เครื่องบินลำใหม่ยังไม่มีระบบป้องกันภัยบางส่วนที่ติดตั้งในแอร์ ฟอร์ซ วัน รุ่นปัจจุบัน รวมถึงระบบป้องกันขีปนาวุธ ส่งผลให้เกิดข้อกังวลด้านความปลอดภัย.