แคลิฟอร์เนียเตรียมออกใบสั่งรถยนต์ไร้คนขับที่ทำผิดกฎจราจร

แคลิฟอร์เนียเตรียมออกใบสั่งรถยนต์ไร้คนขับที่ทำผิดกฎจราจร

3 พ.ค. 2569 03:12 น.

แคลิฟอร์เนียเตรียมออกใบสั่งรถยนต์ไร้คนขับที่ทำผิดกฎจราจร

ทางการแคลิฟอร์เนียออกข้อบังคับใหม่ อนุญาตให้ตำรวจออกใบสั่งรถยนต์อัตโนมัติที่ทำผิดกฎจราจรได้ โดยส่งใบสั่งตรงถึงบริษัทเจ้าของรถ หลังจากที่ผ่านมาไม่เคยทำได้มาก่อน

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 2 พ.ค. 2569 กรมยานยนต์ของรัฐแคลิฟอร์เนีย (DMV) ประกาศระเบียบข้อบังคับใหม่เกี่ยวกับยานพาหนะอัตโนมัติ (AV) ซึ่งรวมถึงขั้นตอนที่ตำรวจสามารถออก “หนังสือแจ้งการไม่ปฏิบัติตามข้อกำหนดของ AV” ส่งตรงไปยังบริษัทผู้ผลิตรถยนต์ได้โดยตรง

กฎระเบียบใหม่นี้จะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 1 กรกฎาคม ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกฎหมายในปี 2024 ที่กำหนดการควบคุมเทคโนโลยีนี้อย่างเข้มงวดมากขึ้น

DMV ของแคลิฟอร์เนียเรียกกฎระเบียบใหม่นี้ว่าเป็น “ข้อบังคับเกี่ยวกับยานพาหนะอัตโนมัติที่ครอบคลุมที่สุดในประเทศ”

ภายใต้กฎเกณฑ์ใหม่ ตำรวจสามารถสั่งปรับบริษัทเจ้าของรถ AV ได้เมื่อยานพาหนะของพวกเขากระทำผิดกฎจราจร นอกจากนี้ กฎดังกล่าวยังกำหนดให้บริษัทต่างๆ ต้องตอบรับการติดต่อจากตำรวจหรือเจ้าหน้าที่ฉุกเฉินอื่นๆ ภายใน 30 วินาที และจะมีการกำหนดโทษปรับหากยานพาหนะเข้าไปในพื้นที่ที่กำลังเกิดเหตุฉุกเฉิน

“แคลิฟอร์เนียยังคงเป็นผู้นำของประเทศในการพัฒนาและนำเทคโนโลยี AV มาใช้ และระเบียบข้อบังคับที่ปรับปรุงใหม่นี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของรัฐในด้านความปลอดภัยสาธารณะ” สตีฟ กอร์ดอน ผู้อำนวยการ DMV ระบุในเอกสารประชาสัมพันธ์

Waymo เป็นหนึ่งในผู้ให้บริการหลักของรถแท็กซี่ไร้คนขับ ในพื้นที่ ซานฟรานซิสโก เบย์ แอเรีย และ ลอสแอนเจลิส เคาน์ตี นอกจากนี้ยังมีอีกหลายบริษัทรวมถึง Tesla ที่ได้รับอนุญาตให้ทดสอบยานพาหนะอัตโนมัติในบางเมืองของแคลิฟอร์เนีย

ที่ผ่านมามีรายงานหลายครั้งเกี่ยวกับรถยนต์อัตโนมัติที่ละเมิดกฎจราจร รวมถึงเหตุการณ์ในช่วงที่เกิดไฟดับในซานฟรานซิสโกเมื่อปีที่แล้ว แต่การไม่มีระเบียบปฏิบัติที่ชัดเจน ทำให้ตำรวจบางนายไม่รู้ว่าควรจะจัดการให้รถยนต์ไร้คนขับเหล่านี้แสดงความรับผิดชอบได้อย่างไร

จากเหตุการณ์เมื่อเดือนกันยายนปีก่อน ตำรวจในเมืองซานบรูโนทางตอนใต้ของซานฟรานซิสโก ระบุว่าพวกเขาพบเห็นรถยนต์อัตโนมัติของ Waymo กลับรถในที่ห้ามกลับตรงบริเวณสัญญาณไฟจราจรต่อหน้าต่อตา แต่เมื่อเจ้าหน้าที่เรียกให้รถหยุด พวกเขากลับไม่สามารถออกใบสั่งได้เนื่องจากไม่มีคนขับที่จะรับใบสั่งนั้นไป เจ้าหน้าที่จึงทำได้เพียงติดต่อแจ้งบริษัทเกี่ยวกับ “ข้อผิดพลาด” ที่เกิดขึ้นแทน

ต่อมาในเดือนธันวาคม เหตุการณ์ไฟดับครั้งใหญ่ในซานฟรานซิสโกส่งผลให้รถยนต์ของ Waymo จำนวนมากจอดค้างอยู่กลางสี่แยกที่พลุกพล่าน ซึ่งยิ่งทำให้สถานการณ์การจราจรที่ติดขัดอยู่แล้วเลวร้ายลงไปอีก

นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่จากแผนกดับเพลิงซานฟรานซิสโกยังเคยร้องเรียนหลายครั้ง เกี่ยวกับเหตุการณ์ที่รถแท็กซี่ไร้คนขับเหล่านี้เข้าไปกีดขวางการปฏิบัติงานในสถานการณ์ฉุกเฉิน

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

โจรสลัดโซมาเลีย บุกปล้นเรือบรรทุกน้ำมัน นอกชายฝั่งเยเมน

โจรสลัดโซมาเลีย บุกปล้นเรือบรรทุกน้ำมัน นอกชายฝั่งเยเมน

3 พ.ค. 2569 01:55 น.

โจรสลัดโซมาเลีย บุกปล้นเรือบรรทุกน้ำมัน นอกชายฝั่งเยเมน

โจรสลัดโซมาเลียบุกปล้นเรือบรรทุกน้ำมันลำหนึ่ง นอกชายฝั่งของเยเมน และกำลังพาเรือกลับไปยังโซมาเลีย ถือเป็นเหตุโจรสลัดปล้นเรือครั้งที่ 2 ในรอบ 10 วัน

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 2 พ.ค. 2569 อ้างการเปิดเผยของเจ้าหน้าที่ความมั่นคงของโซมาเลียหลายนายว่า โจรสลัดโซมาเลียทำการปล้นเรือบรรทุกน้ำมันลำหนึ่งนอกชายฝั่งของเยเมน สอดคล้องกับรายงานของหน่วยยามฝั่งเยเมนก่อนหน้านี้ว่า เรือบรรทุกน้ำมันชื่อ “เอ็มที ยูเรกา” (MT Eureka) ถูกปล้นและกำลังถูกพาไปยังโซมาเลีย

แหล่งข่าวระบุว่า โจรสลัดบุกเข้ายึดเรือบรรทุกน้ำมันในบริเวณอ่าวเอเดน ใกล้กับท่าเรือกานา (Qana) ของเลบานอน โดยกลุ่มโจรสลัดออกเดินทางมาจากพื้นที่ชายฝั่งอันห่างไกลใกล้กับเมืองกานดาลา (Qandala) ซึ่งตั้งอยู่บริเวณอ่าวเอเดน

นี่ถือเป็นครั้งที่ 2 ในรอบ 10 วันที่มีการจี้ปล้นเรือบรรทุกน้ำมันในพื้นที่ดังกล่าว ต่อจากการจี้เรือ “ออเนอร์ 25” (Honor 25) โดยโจรสลัดโซมาเลียเมื่อวันที่ 22 เมษายนที่ผ่านมา โดยเรือ Honor 25 ลำนั้นกำลังขนส่งน้ำมันจำนวน 18,500 บาร์เรลเพื่อมุ่งหน้าไปยังกรุงโมกาดิชู เมืองหลวงของโซมาเลีย

เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า เรือ MT Eureka จดทะเบียนภายใต้ประเทศโตโก ในแอฟริกาตะวันตก ก่อนจะถูกกลุ่มติดอาวุธบุกยึดเมื่อเวลา 05:00 น. ตามเวลาท้องถิ่น ขณะนี้เรือกำลังลอยลำอยู่ในอ่าวเอเดนระหว่างเยเมนและโซมาเลีย และคาดว่าจะเข้าทอดสมอในน่านน้ำโซมาเลียภายในไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้า

ในอีกเหตุการณ์หนึ่ง หน่วยปฏิบัติการด้านการค้าทางทะเลของสหราชอาณาจักร (UKMTO) รายงานเมื่อวันศุกร์ว่า มีกลุ่มบุคคลติดอาวุธบนเรือเร็วเข้าประชิดเรือบรรทุกสินค้าเทกอง (Bulk carrier) ใกล้กับเมืองอัล-มูคาลา ประเทศเยเมน

กลุ่มติดอาวุธดังกล่าวออกเดินทางมาจากพื้นที่ชายฝั่งอันห่างไกล บริเวณเมืองประมงคาลูลา (Caluula) ซึ่งอยู่ห่างจากจุดที่กลุ่มโจรสลัดออกเดินทางไปยึดเรือ MT Eureka ประมาณ 209 กิโลเมตร

ทั้ง 2 เหตุการณ์กำลังบ่งชี้ว่า การปล้นทางทะเลกำลังขยายตัวไปทั่วแนวชายฝั่งอันกว้างใหญ่ของโซมาเลีย ซึ่งถือเป็นแนวชายฝั่งที่ยาวที่สุดในแผ่นดินใหญ่ของแอฟริกา โดยมีความยาวถึง 3,333 กิโลเมตร

ตอนนี้ ทางการโซมาเลียและกองกำลังทางเรือแห่งสหภาพยุโรป (EUNAVFOR) ซึ่งดูแลปฏิบัติการต่อต้านโจรสลัดในน่านน้ำโซมาเลีย ยังไม่ได้ออกมาเคลื่อนไหวใดๆ เกี่ยวกับการจี้เรือครั้งล่าสุดนี้

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

จีนลั่นไม่ยอมรับ สหรัฐฯ คว่ำบาตรโรงกลั่น ฐานซื้อน้ำมันอิหร่าน

จีนลั่นไม่ยอมรับ สหรัฐฯ คว่ำบาตรโรงกลั่น ฐานซื้อน้ำมันอิหร่าน

3 พ.ค. 2569 00:19 น.

จีนลั่นไม่ยอมรับ สหรัฐฯ คว่ำบาตรโรงกลั่น ฐานซื้อน้ำมันอิหร่าน

จีนยืนยัน ไม่ยอมรับและจะไม่ปฏิบัติตามมาตรการคว่ำบาตรของสหรัฐฯ ซึ่งบังคับใช้กับบริษัท 5 แห่งที่บริหารโรงกลั่นน้ำมันขนาดเล็ก ซึ่งสหรัฐฯ ระบุว่า ซื้อน้ำมันจำนวนมากจากอิหร่าน

เมื่อ 2 พ.ค. 2569 กระทรวงพาณิชย์ของจีนแถลงว่า จีนจะไม่ปฏิบัติตามมาตรการคว่ำบาตรของสหรัฐฯ ที่มุ่งเป้าไปยังโรงกลั่นน้ำมันขนาดเล็กของบริษัท 5 แห่ง โทษฐานจัดซื้อน้ำมันจากอิหร่าน ชี้ผิดกฎหมายระหว่างประเทศ

จีนถือเป็นผู้ซื้อน้ำมันรายสำคัญของอิหร่าน โดยส่วนใหญ่เป็นการซื้อขายผ่านโรงกลั่นอิสระขนาดเล็ก หรือที่เรียกกันว่า “โรงกลั่นกาน้ำชา” (teapot refineries) ซึ่งพึ่งพาการใช้น้ำมันดิบราคาถูกจากสาธารณรัฐอิสลามแห่งนี้

ทางด้านสหรัฐอเมริกา ซึ่งพยายามจะตัดวงจรรายได้ของรัฐบาลเตหะราน ยกระดับมาตรการคว่ำบาตรต่อโรงกลั่นขนาดเล็กของจีนมากขึ้น หลังจากเคยมีการคว่ำบาตรลักษณะเดียวกันไปแล้วเมื่อปีก่อน

กระทรวงพาณิชย์จีนระบุว่า มาตรการของสหรัฐฯ “จะไม่ได้รับการยอมรับ นำไปปฏิบัติ หรือปฏิบัติตาม”

มาตรการคว่ำบาตรดังกล่าว “เป็นการสั่งห้ามหรือจำกัดวิสาหกิจของจีนในการดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจ การค้า และกิจกรรมที่เกี่ยวข้องตามปกติกับประเทศที่สามอย่างไม่เหมาะสม… อีกทั้งยังละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศและบรรทัดฐานพื้นฐานที่ใช้ในการดูแลความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ”

“รัฐบาลจีนยืนหยัดคัดค้านการคว่ำบาตรฝ่ายเดียวที่ขาดการอนุมัติจากองค์การสหประชาชาติและไม่มีฐานรองรับในกฎหมายระหว่างประเทศมาโดยตลอด”

ทั้งนี้ การคว่ำบาตรของสหรัฐฯ ครอบคลุมบริษัท 3 แห่งในมณฑลซานตง และอีก 2 แห่งในพื้นที่อื่นๆ ของจีน

เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา รัฐบาลวอชิงตันเพิ่งประกาศคว่ำบาตรบริษัทจีนเพิ่มอีกแห่งคือ “ชิงเต่า ไห่เย่ ออยล์ เทอร์มินัล” (Qingdao Haiye Oil Terminal) โดยระบุว่าบริษัทดังกล่าวได้นำเข้าน้ำมันดิบจากอิหร่านเป็นจำนวน “หลายสิบล้านบาร์เรล” ซึ่งสร้างรายได้ให้แก่เตหะรานหลายพันล้านดอลลาร์สหรัฐ

มาตรการคว่ำบาตรล่าสุดนี้เกิดขึ้นในขณะที่สหรัฐฯ กับอิหร่าน ติดอยู่ในสภาวะชะงักงันทางการทูต โดยยังไม่มีวี่แววว่า ทั้งสองฝ่ายจะหาทางยุติสงครามในตะวันออกกลาง ที่ปะทุขึ้นจากการโจมตีของสหรัฐฯ กับอิสราเอลเมื่อ 28 ก.พ.ที่ผ่านมาได้อย่างไร

อนึ่ง ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ มีกำหนดจะเดินทางเยือนประเทศจีนเพื่อร่วมหารือกับผู้นำ สี จิ้นผิง ในช่วงปลายเดือนนี้

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

Spirit Airlines ประกาศ “ปิดกิจการ” เซ่นพิษสงครามอิหร่าน

Spirit Airlines ประกาศ “ปิดกิจการ” เซ่นพิษสงครามอิหร่าน

2 พ.ค. 2569 22:42 น.

Spirit Airlines ประกาศ “ปิดกิจการ” เซ่นพิษสงครามอิหร่าน

สปิริต แอร์ไลน์ส สายการบินต้นทุนต่ำพิเศษของสหรัฐฯ ประกาศยุติการดำเนินกิจการแล้ว หลังจากราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นเพราะสงครามอิหร่าน ซ้ำเติมสถานการณ์ของพวกเขาที่ย่ำแย่มากอยู่แล้ว

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า “สปิริต แอร์ไลน์ส” (Spirit Airlines) สายการบินราคาประหยัดที่อยู่ในสภาวะล้มละลาย ยุติการดำเนินกิจการแล้วในวันเสาร์ที่ 2 พ.ค. 2569 นับเป็นสายการบินแห่งแรกในวงการที่ต้องปิดตัวลงด้วยเหตุผลที่เชื่อมโยงกับ “สงครามอิหร่าน” หลังจากพวกเขา ขอความเห็นชอบจากเจ้าหนี้เพื่อรับแผนช่วยเหลือทางการเงินจากรัฐบาลสหรัฐฯ ไม่สำเร็จ

การล่มสลายของสายการบินรายแรกนี้ มีสาเหตุมาจาก ราคาเชื้อเพลิงเครื่องบินที่พุ่งสูงขึ้นถึงสองเท่า ในช่วงสงครามอิหร่านที่ดำเนินมานาน 2 เดือน

เหตุการณ์นี้ถือเป็นความสูญเสียทางการเมืองของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งเสนอเงินช่วยเหลือจำนวน 500 ล้านดอลลาร์สหรัฐเพื่อยื้อชีวิตของ สปิริต แอร์ไลน์ส แม้จะถูกคัดค้านจากที่ปรึกษาใกล้ชิดและสมาชิกพรรครีพับลิกันจำนวนมากในสภาคองเกรสก็ตาม

ทั้งนี้ สปิริต แอร์ไลน์ส ซึ่งเคยมีส่วนแบ่งเที่ยวบินในสหรัฐฯ ถึง 5% ถือเป็นสายการบินขนาดใหญ่ที่สุดของสหรัฐฯ ที่ต้องปิดตัวลงในรอบสองทศวรรษที่ผ่านมา หลังจากพวกเขาเคยมีบทบาทสำคัญในการช่วยควบคุมราคาค่าโดยสารให้ต่ำลง ในตลาดที่ต้องแข่งขันกับสายการบินยักษ์ใหญ่รายอื่นๆ

“เป็นเรื่องน่าเสียใจที่แม้บริษัทจะพยายามอย่างเต็มที่แล้ว แต่ราคาเฉลี่ยของน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็วเมื่อเร็วๆ นี้ รวมถึงความกดดันด้านธุรกิจอื่นๆ ได้ส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อแนวโน้มทางการเงินของสปิริต” ทางสายการบินระบุในแถลงการณ์ ซึ่งพวกเขาประกาศ “ยุติการดำเนินงานอย่างเป็นขั้นตอน”

แถลงการณ์ระบุอีกว่า เที่ยวบินทั้งหมดถูกยกเลิกแล้ว พร้อมขอความร่วมมือให้ผู้โดยสารไม่ต้องเดินทางไปยังสนามบิน

ข้อมูลจาก Cirium บริษัทวิเคราะห์ข้อมูลด้านการบินระบุว่า เดิมทีในช่วงระหว่างวันที่ 1-15 พ.ค. สปิริตมีตารางเที่ยวบินภายในประเทศจำนวน 4,119 เที่ยวบินคิดเป็นจำนวนที่นั่งถึง 809,638 ที่นั่ง

ขณะนี้สายการบินทั่วโลกต่างกำลังเผชิญกับราคาน้ำมันเชื้อเพลิงเครื่องบินที่พุ่งสูงขึ้น นับตั้งแต่การสหรัฐฯ กับอิสราเอลเปิดฉากโจมตีอิหร่านเมื่อ 28 ก.พ. ทำให้เตหะรานตอบโต้ด้วยการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันทางทะเลที่สำคัญของโลก จนทำให้เกิดวิกฤตราคาพลังงานพุ่งสูง

สงครามดังกล่าวถือเป็นวิกฤตครั้งรุนแรงที่สุดของอุตสาหกรรมการบินนับตั้งแต่การแพร่ระบาดของโควิด-19 โดยที่ผ่านมา Spirit เองก็ประสบปัญหาในการทำกำไรอยู่แล้วก่อนที่จะต้องมาเผชิญกับวิกฤตราคาน้ำมันในครั้งนี้

สปิริต แอร์ไลน์ส สร้างชื่อเสียงของแบรนด์ด้วยการเสนอค่าโดยสารราคาประหยัดสำหรับนักเดินทางที่เน้นความคุ้มค่าและพร้อมที่จะสละบริการเสริมต่างๆ เช่น การโหลดกระเป๋าหรือการระบุที่นั่ง

ทว่าความต้องการดังกล่าวลดน้อยลงหลังการแพร่ระบาดของโควิด-19 เนื่องจากผู้โดยสารหันไปให้ความสำคัญกับความสะดวกสบายและการเดินทางที่เน้นประสบการณ์มากขึ้น ส่งผลให้สายการบินราคาประหยัดพิเศษ (Ultra-low-cost) แบบ สปิริต แอร์ไลน์ส ต้องดิ้นรนอย่างหนักเพื่อปรับตัว

การปิดตัวลงของ สปิริต จะส่งผลดีต่อคู่แข่งอย่าง “เจ็ทบลู แอร์เวย์ส” (JetBlue Airways) และ “ฟรอนต์เทียร์ แอร์ไลน์ส” (Frontier Airlines) ซึ่งกำลังบอบช้ำจากวิกฤตต้นทุนเช่นกัน โดยในวันศุกร์ที่ผ่านมา หุ้นของ สปิริต ในตลาด Over-the-counter ที่มีความผันผวนสูงร่วงลงถึง 25% ในขณะที่หุ้นของ ฟรอนต์เทียร์ พุ่งขึ้น 10% และ เจ็ทบลู เพิ่มขึ้น 4%

เพื่อเป็นการส่งสัญญาณว่าคู่แข่งพร้อมที่จะเข้ามาแทนที่ในทันที เจ็ทบลู ประกาศขยายบริการที่ท่าอากาศยานฟอร์ต ลอเดอร์เดล ซึ่งเป็นหนึ่งในฐานการบินหลักของสปิริต โดยจะเพิ่มเส้นทางบินใหม่ 11 เมือง และเพิ่มความถี่เที่ยวบินในเส้นทางเดิม

ทรัมป์กล่าวเมื่อวันศุกร์ว่า ทำเนียบขาวได้ยื่นข้อเสนอช่วยเหลือขั้นสุดท้ายให้แก่ สปิริต และบรรดาเจ้าหนี้ หลังจากการเจรจามาถึงทางตันในประเด็นแพ็กเกจเงินสนับสนุนมูลค่า 500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งจะมีส่วนช่วยให้สายการบินสามารถดำเนินกิจการต่อไปได้ในระหว่างเข้าสู่กระบวนการล้มละลาย

“ถ้าเราช่วยพวกเขาได้ เราก็จะทำ แต่เราต้องคำนึงถึงผลประโยชน์ของประเทศเป็นอันดับแรก” ทรัมป์บอกกับผู้สื่อข่าว “ถ้าเราทำได้ เราก็จะทำ แต่มันต้องเป็นข้อตกลงที่ดีเท่านั้น”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

จนท.อิหร่านคาด การสู้รบรอบใหม่อาจเกิดขึ้น หลังทรัมป์ไม่พอใจข้อเสนอ

จนท.อิหร่านคาด การสู้รบรอบใหม่อาจเกิดขึ้น หลังทรัมป์ไม่พอใจข้อเสนอ

2 พ.ค. 2569 21:51 น.

จนท.อิหร่านคาด การสู้รบรอบใหม่อาจเกิดขึ้น หลังทรัมป์ไม่พอใจข้อเสนอ

เจ้าหน้าที่ระดับสูงของกองทัพอิหร่านคาดว่า มีความเป็นไปได้ที่การสู้รบกับสหรัฐฯ จะปะทุขึ้นอีกครั้ง หลังโดนัลด์ ทรัมป์ กล่าวว่าไม่พอใจข้อเสนอที่พวกเขาให้ไป พร้อมกล่าวหาสหรัฐฯ ด้วยว่า ไม่ยึดมั่นในคำสัญญา

เมื่อ 2 พ.ค. 2569 นายทหารระดับสูงของกองทัพอิหร่านกล่าวว่า การสู้รบระลอกใหม่ระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านนั้น “มีแนวโน้มจะเกิดขึ้น” เพียงไม่กี่ชั่วโมงหลังจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ระบุว่าเขา “ไม่พอใจ” กับข้อเสนอการเจรจาฉบับใหม่ของอิหร่าน

สงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอล กับอิหร่าน ซึ่งเปิดฉากขึ้นเมื่อ 28 ก.พ. หยุดลงชั่วคราวตั้งแต่ 8 เม.ย. หลังจากมีการทำข้อตกลงหยุดยิง แต่การเจรจาเพื่อยุติสงครามที่เกิดขึ้นหลังจากนั้นประสบความล้มเหลว และจนถึงตอนนี้ก็ยังไม่มีทีท่าว่าทั้งสองฝ่ายจะกลับไปเจรจากันเป็นครั้งที่สอง

สื่อของรัฐบาลเตหะรานรายงานว่า อิหร่านส่งร่างข้อเสนอฉบับใหม่ให้กับปากีสถานซึ่งเป็นตัวกลางเมื่อเย็นวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา (30 เม.ย.) โดยไม่ได้ลงรายละเอียดเกี่ยวกับเนื้อหาภายใน ก่อนที่ปากีสถานจะส่งข้อเสนอดังกล่าวให้กับฝ่ายสหรัฐฯ

อย่างไรก็ตาม ทรัมป์บอกกับผู้สื่อข่าวในเวลาต่อมาว่า “ตอนนี้ ผมยังไม่พอใจกับสิ่งที่พวกเขานำเสนอ” พร้อมกล่าวโทษว่าที่การเจรจาหยุดชะงักนั้นเป็นผลมาจาก “ความขัดแย้งอย่างรุนแรง” ภายในกลุ่มผู้นำของอิหร่าน

“เราต้องการเข้าไปถล่มพวกเขาให้เละและปิดฉากพวกเขาไปตลอดกาล หรือเราต้องการพยายามทำข้อตกลง?” ทรัมป์กล่าวเสริม พร้อมระบุว่าเขา “ไม่อยากเลือก” ทางเลือกแรก “ในแง่ของมนุษยธรรม”

ต่อมาในระหว่างการกล่าวสุนทรพจน์ช่วงค่ำที่งานอีเวนต์ในเวสต์ปาล์มบีช รัฐฟลอริดา ทรัมป์กล่าวว่า “อาจจะดีกว่า” หากไม่มีการทำข้อตกลงใดๆ กับอิหร่าน โดยเสริมว่า “เพราะเราปล่อยให้เรื่องนี้ดำเนินต่อไปไม่ได้ มันยืดเยื้อมานานเกินไปแล้ว”

ต่อมาในเช้าวันเสาร์ นายโมฮัมหมัด จาฟาร์ อาซาดี บุคคลสำคัญในกองบัญชาการกลางของกองทัพอิหร่าน ออกมากล่าวว่า “ความขัดแย้งระลอกใหม่ระหว่างอิหร่านและสหรัฐฯ มีแนวโน้มจะเกิดขึ้น … หลักฐานต่าง ๆ แสดงให้เห็นว่าสหรัฐฯ ไม่ได้ยึดมั่นในสัญญาหรือข้อตกลงใด ๆ เลย”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

พลอยทะเล แจง ลิซ่า ภคมน อย่าห่วง รัฐบาลให้ข้อมูล แลนด์บริดจ์ พี่น้องใต้ครบถ้วนรอบด้าน

พลอยทะเล แจง ลิซ่า ภคมน อย่าห่วง รัฐบาลให้ข้อมูล แลนด์บริดจ์ พี่น้องใต้ครบถ้วนรอบด้าน

พลอยทะเล แจง ลิซ่า ภคมน อย่าห่วง รัฐบาลให้ข้อมูล แลนด์บริดจ์ พี่น้องใต้ครบถ้วนรอบด้าน

วันอาทิตย์ ที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 15.51 น.

พลอยทะเล แจง ลิซ่า ภคมน อย่าห่วง รัฐบาลให้ข้อมูล แลนด์บริดจ์ พี่น้องใต้ครบถ้วนรอบด้าน พร้อมรับฟังความคิดเห็นอย่างตรงไปตรงมา

เมื่อวันที่ 3 พ.ค.2569 น.ส.พลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ชี้แจง กรณี น.ส.ภคมน หนุนอนันต์ สส.บัญชีรายชื่อ และโฆษกพรรคประชาชน โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า ความน่ากังวลคือประชาชนในพื้นที่ภาคใต้สนับสนุนโครงการแลนด์บริดจ์  โดยยังไม่เข้าใจ มองผลดีแค่มิติเดียว หากพี่น้องสนับสนุนโดยเข้าใจโครงการนี้ทุกมิติแล้วจะเป็นเรื่องดีมากๆ ที่ผ่านมารัฐบาลมักจะให้ข้อมูลด้านเดียว โดยไม่ได้ตอบข้อกังวลของภาคประชาชนและเอกชนที่ตั้งคำถามต่อโครงการนี้ ประชาชนไม่มีข้อมูลเรื่องนี้ในการทำความเข้าใจ นั้น

น.ส.พลอยทะเล กล่าวว่า รัฐบาลรับทราบข้อโต้แย้งต่อโครงการแลนด์บริดจ์ จากหลายๆ ส่วน ทั้งประเด็น EIA และ EHIA โดยรัฐบาลจะทำทุกขั้นตอนให้ครบถ้วน และได้ทำความเข้าใจกับประชาชนในพื้นที่ให้เข้าใจสิ่งที่จะเกิดขึ้นใน 4 จังหวัดภาคใต้อย่างต่อเนื่อง โดยในวันที่ 8 พ.ค.2569 นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม จะลงพื้น จ.ชุมพร และระนองเพื่อรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนในทุกมิติ รวมทั้งเพื่อชี้แจงข้อดี ข้อเสีย รายละเอียดจากผลการศึกษาโครงการ การจ้างงาน และรับฟังความคิดเห็นของประชาชนอย่างตรงไปตรงมา

“รัฐบาลไม่นิ่งเฉยต่อข้อกังวลของทุกภาคส่วน โดยเฉพาะประเด็นการสร้างการรับรู้ต่อประชาชนพื้นที่ภาคใต้ น.ส.ภคมน หนุนอนันต์ สส.บัญชีรายชื่อ และโฆษกพรรคประชาชน ไม่ต้องห่วง การขับเคลื่อนโครงการแลนด์บริดจ์ มีการศึกษาทุกขั้นตอนอย่างละเอียด และอธิบายให้ประชาชนเข้าใจอยู่แล้วรัฐบาลตั้งใจทำโครงการนี้ เพื่อให้เกิดอุตสาหกรรมใหม่ที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม และเทคโนโลยีขั้นสูง ของคนไทย ให้เป็นเครื่องจักรตัวใหม่ที่จะสร้างรายได้และสร้างเศรษฐกิจให้กับจังหวัดภาคใต้“ น.ส.พลอยทะเล ย้ำ

แม่ยกส้มมาแล้ว! ตีปี๊บเปิดตัวแคนดิเดตผู้ว่าฯ กทม. 5 พ.ค.นี้ ลั่นคุณสมบัติไม่แพ้ชัชชาติ

แม่ยกส้มมาแล้ว! ตีปี๊บเปิดตัวแคนดิเดตผู้ว่าฯ กทม. 5 พ.ค.นี้ ลั่นคุณสมบัติไม่แพ้ชัชชาติ

แม่ยกส้มมาแล้ว! ตีปี๊บเปิดตัวแคนดิเดตผู้ว่าฯ กทม. 5 พ.ค.นี้ ลั่นคุณสมบัติไม่แพ้ชัชชาติ

วันอาทิตย์ ที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 15.37 น.

แม่ยกพรรคส้มมาแล้ว! ตีปี๊บเปิดตัวแคนดิเดตผู้ว่าฯ กทม. 5 พ.ค.นี้ ลั่นคุณสมบัติไม่มีแพ้ชัชชาติ ทีมเวิร์คปึ้กกว่า

เมื่อวันที่ 3 พ.ค.2569 นางอมรัตน์ โชคปมิตต์กุล หรือเจี๊ยบ อดีตสส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก “Amarat Chokepamitkul อมรัตน์ โชคปมิตต์กุล” ระบุว่า “5 พ.ค.พบแคนดิเดตผู้ว่ากทม.คุณสมบัติไม่มีอะไรแพ้ชัชชาติแต่ทีมเวิร์คแน่นปึ้กกว่ามาก #ส้มสู้ “

ไทยคู่ฟ้าโต้ข่าวปลอม! ยันนายกฯ ไม่เคยพูดเบี้ยคนชรา 3,000 ไร้ประโยชน์-ย้ำยังจ่ายอัตราเดิม

ไทยคู่ฟ้าโต้ข่าวปลอม! ยันนายกฯ ไม่เคยพูดเบี้ยคนชรา 3,000 ไร้ประโยชน์-ย้ำยังจ่ายอัตราเดิม

ไทยคู่ฟ้าโต้ข่าวปลอม! ยันนายกฯ ไม่เคยพูดเบี้ยคนชรา 3,000 ไร้ประโยชน์-ย้ำยังจ่ายอัตราเดิม

วันอาทิตย์ ที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 14.18 น.

3 พฤษภาคม 2569 เพจเฟซบุ๊ก “ไทยคู่ฟ้า” โพสต์ข้อความระบุว่า อย่าเชื่อข่าวบิดเบือน!

เพจไทยคู่ฟ้า ยืนยันชัด นายกฯ อนุทิน ไม่เคยกล่าวว่า “การที่จะให้งบเบี้ยคนชราจาก 600 เป็น 3,000 ไม่มีประโยชน์…” ตามที่มีการแชร์กันในโลกออนไลน์ โดยข้อมูลดังกล่าว เป็นการตัดต่อหรือบิดเบือนคำพูดเพื่อสร้างความเข้าใจผิดแก่สังคม

ขณะที่ข้อความที่ส่งต่อกันในโซเชียลมีเดีย กรณี “ปรับเบี้ยผู้สูงอายุ จาก 600 เป็น 3,000 บาท” เป็นข่าวปลอม

ปัจจุบันการจ่ายเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ ยังคงใช้ระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยหลักเกณฑ์การจ่ายเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ.2566 ซึ่งจ่ายเป็นรายเดือนตามช่วงอายุ ดังนี้

อายุ 60 – 69 ปี อัตรา 600 บาท/คน/เดือน

อายุ 70 – 79 ปี อัตรา 700 บาท/คน/เดือน

อายุ 80 – 89 ปี อัตรา 800 บาท/คน/เดือน

อายุ 90 ปีขึ้นไป อัตรา 1,000 บาท/คน/เดือน

#ไทยคู่ฟ้า #สื่อสารรัฐบาลไทย

——————-

Website : http://www.thaigov.go.th

Facebook/ X : ไทยคู่ฟ้า

YouTube : ไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล

TikTok : ไทยคู่ฟ้า (@thaigov)

Instagram : ไทยคู่ฟ้า (@thai_khufah)

– 006

สว.นรเศรษฐ์ จี้รัฐบาล ทบทวนแลนด์บริดจ์ ชี้เสียงวิจารณ์เยอะ-เสี่ยงไม่คุ้มค่า

สว.นรเศรษฐ์ จี้รัฐบาล ทบทวนแลนด์บริดจ์ ชี้เสียงวิจารณ์เยอะ-เสี่ยงไม่คุ้มค่า

สว.นรเศรษฐ์ จี้รัฐบาล ทบทวนแลนด์บริดจ์ ชี้เสียงวิจารณ์เยอะ-เสี่ยงไม่คุ้มค่า

วันอาทิตย์ ที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 13.35 น.

“สว.นรเศรษฐ์”ชงญัตติให้รัฐบาล ทบทวนเดินหน้า”แลนด์บริดจ์” ชี้เสียงวิจารณ์เยอะ-เสี่ยงไม่คุ้มค่า แนะฟังเสียงคนในพื้นที่

3 พฤษภาคม 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานจากรัฐสภา ว่า นายมงคล สุระสัจจะ ประธานวุฒิสภา ได้ออกหนังสือนัดประชุมวุฒิสภา ในวันที่ 5 พ.ค.โดยในวาระดังกล่าวได้ระบุว่าเป็นการพิจารณาญัตติต่างๆ ที่ สว.เสนอ รวม 6 ญัตติ ทั้งนี้ มีญัตติที่เสนอใหม่ คือ ญัตติของ นายนรเศรษฐ์ ปรัชญากร สว.ที่ขอให้รัฐบาลทบทวนเดินหน้าโครงการแลนด์บริดจ์

โดยเหตุผลของการเสนอญัตติดังกล่าว นายนรเศรษฐ์ ได้ระบุไว้ในหนังสือว่า ตามข้อเท็จจริงที่ รมว.คมนาคม และคณะทำงาน ได้ประกาศต่อสื่อมวลชน ต่อแผนการสานต่อโครงการแลนด์บริดจ์ เพื่อเป็นการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจภาคใต้ โดยใช้เงินลงทุน 9.9 แสนนล้านบาท ทั้งนี้ นโยบายดังกล่าวถูกวิพาษณ์วิจารณ์จากหลายภาคส่วน ทั้งภาควิชาการและภาคประชาสังคมว่าอาจไม่คุ้มค่าทางเศรษฐกิจตามรายงานที่เสนอสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจรนำเสนอ และผลกระทบโครงการอาจนำมาสู่ความเสื่อมถอยของสิ่งแวดล้อมในพื้นที่ภาคใต้ และกระทบต่อสิทธิชุมชนของคนในพื้นที่ภาคใต้ในมิติของวัฒนธรรมและทางสังคม

“ช่วงที่ผ่านมามีพบการเสนอทางเลือกอื่นที่มีโอกาสสร้างความคุ้มค่า และมีผลกระทบต่อชุมชนและสิ่งแวดล้อมน้อยกว่าการลงทุนโครงการแลนด์บริดจ์อยู่หลายโครงการ ทว่าไม่ได้รับความสนใจจากัฐบาลที่มุ่งหน้าศึกษามากพอ” นายนรเศรษฐ์ กล่าว

เชียร์เลิกฟรีวีซ่า 60 วัน นักวิชาการ มธ.ชี้สกัด นทท.คุณภาพต่ำ ทำลายภาพลักษณ์ท่องเที่ยวไทย

เชียร์เลิกฟรีวีซ่า 60 วัน นักวิชาการ มธ.ชี้สกัด นทท.คุณภาพต่ำ ทำลายภาพลักษณ์ท่องเที่ยวไทย

เชียร์เลิกฟรีวีซ่า 60 วัน นักวิชาการ มธ.ชี้สกัด นทท.คุณภาพต่ำ ทำลายภาพลักษณ์ท่องเที่ยวไทย

วันอาทิตย์ ที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 10.47 น.

นักวิชาการธรรมศาสตร์ หนุนยกเลิก “ฟรีวีซ่า 60 วัน” ช่วยสกัด นทท. คุณภาพต่ำทำลายภาพลักษณ์ท่องเที่ยวไทย ระบุขณะนี้โอกาสดีที่จะดำเนินการ เหตุท่องเที่ยวทั่วโลกชะลอตัว ผลกระทบไม่มาก พร้อมเสนอเครื่องมือควบคู่ เช่น ค่าเหยียบแผ่นดิน-ฟรีวีซ่าทวิภาคีบางประเทศ และสำหรับประเทศที่มีการเปิดเส้นทางการบินใหม่ ส่วน “เก็บค่าออกประเทศ-Exit Fee” ในหลักการรับได้ แต่ต้องไม่สร้างภาระให้กับคนที่เดินทางไปทำงาน ตปท.

3 พฤษภาคม 2569 ศ.วิทวัส รุ่งเรืองผล อาจารย์ประจำภาควิชาการตลาด คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) เปิดเผยว่า เห็นด้วยที่รัฐบาลจะพิจารณายกเลิกมาตรการฟรีวีซ่า 60 วัน พร้อมกับปรับกลยุทธ์ในการให้ฟรีวีซ่าในรูปแบบอื่นๆ เพราะการให้ฟรีวีซ่าเหมารวมกับทุกประเทศมีข้อเสียคือเปิดช่องให้กลุ่มนักท่องเที่ยวคุณภาพต่ำเข้ามาในประเทศ และอาจมีการแย่งอาชีพคนไทย รวมถึงเปิดให้กลุ่มนักท่องเที่ยวที่เน้นจุดหมายปลายทางราคาประหยัด-ใช้จ่ายต่ำเข้ามาในปริมาณมาก หรือกระทั่งกลุ่มอาชญากรข้ามชาติ หรือกลุ่มทุนเทาแฝงตัวเข้ามา

ศ.วิทวัส กล่าวว่า หลังโควิด-19 ประเทศไทยได้เปลี่ยนยุทธศาสตร์การท่องเที่ยวมาเน้นนักท่องเที่ยวที่มีศักยภาพสูงมากขึ้น มาตรการฟรีวีซ่าจึงเหมือนเป็นการเปิดประตูให้นักท่องเที่ยวคุณภาพต่ำเข้ามา ซึ่งการที่มีนักท่องเที่ยวคุณภาพต่ำหรือนักท่องเที่ยวที่เน้นจุดหมายปลายทางราคาประหยัดเข้ามาในประเทศจำนวนมาก ย่อมมีผลกระทบต่อภาพลักษณ์ และการยกระดับ หรือดึงดูดนักท่องเที่ยวศักยภาพสูง เนื่องจากแหล่งท่องเที่ยวสำคัญหลายจุดจะมีปริมาณนักท่องเที่ยวมากเกินไปจนเกินขีดความสามารถในการให้บริการหรือการจัดการ หรือส่งผลให้ค่าครองชีพในพื้นที่นั้นๆ พุ่งสูงขึ้น เช่น กรณีที่เกิดขึ้นช่วงหนึ่งที่ อ.ปาย จ.แม่ฮ่องสอน ฯลฯ ไปจนถึงการเกิดกลุ่มทุนจากต่างประเทศเข้ามาซื้อ หรือเช่าพื้นที่เพื่อเปิดให้บริการด้านต่างๆ ให้กับนักท่องเที่ยวชาติเดียวกัน หรือชาติอื่นๆ รวมถึงการเกิดทัวร์ศูนย์เหรียญ

นอกจากนี้ ส่วนตัวคิดว่าขณะนี้เป็นจังหวะที่ดีที่จะดำเนินการยกเลิกมาตรการฟรีวีซ่า 60 วัน เพราะปัจจุบันทั่วโลกกำลังอยู่ในภาวะวิกฤตพลังงานที่ทำให้ต้นทุนราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้น การท่องเที่ยวทั้งในและต่างประเทศอยู่ในภาวะชะลอตัวอยู่ การปรับเปลี่ยนนโยบายช่วงนี้จึงส่งผลกระทบน้อยกว่าช่วงที่มีการท่องเที่ยวคึกคัก ขณะที่ผู้ประกอบการก็จะได้มีเวลาปรับตัว และวางแผน เพื่อรองรับกับการยกเลิกฟรีวีซ่าในครั้งนี้ด้วย

นักวิชาการธรรมศาสตร์ กล่าวว่า รัฐบาลและกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาจำเป็นต้องหาเครื่องมือใหม่ๆ เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวศักยภาพสูงเพิ่มเติม และลดจำนวนนักท่องเที่ยวที่มีศักยภาพต่ำควบคู่ด้วย เช่น การเก็บค่าธรรมเนียมการท่องเที่ยวภายในประเทศจากนักท่องเที่ยวต่างชาติ หรือค่าเหยียบแผ่นดิน (Travel Fee) โดยอาจนำไปจัดสรรเป็นกองทุนสำหรับพัฒนาแหล่งท่องเที่ยว หรือกองทุนการดูแลรักษาพยาบาลของนักท่องเที่ยว ซึ่งก็น่าจะช่วยให้ไทยได้ทั้งนักท่องเที่ยวที่มีคุณภาพสูงขึ้น และลดภาระค่าใช้จ่ายจากภาษีของรัฐที่ต้องมาดูแลนักท่องเที่ยวทางอ้อม

นอกจากนี้ ควรพิจารณาให้ฟรีวีซ่าชั่วคราวเป็นรายประเทศ เช่น ทำเป็นทวิภาคีต่างฝ่ายต่างทำฟรีวีซ่าให้กันและกัน หรือมีการกำหนดเงื่อนไขอื่น อาทิ กำหนดให้มีการลงทะเบียนคัดกรองล่วงหน้าแบบที่เกาหลีหรือญี่ปุ่นทำ ก็เป็นอีกแนวทางหนึ่งที่หลายประเทศทำ ซึ่งหากเห็นว่าคนของประเทศใดแฝงเข้ามาหรือไม่ใช่นักท่องเที่ยวจริงแต่อาศัยประโยชน์จากฟรีวีซ่าก็ทำการยกเลิกเป็นกรณีๆ ไปได้ รวมถึงการให้การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) วางแผนร่วมกับการบินไทย เพื่อให้ฟรีวีซ่ากับบางพื้นที่ที่เป็นการเปิดเส้นทางการท่องเที่ยวใหม่ๆ

อย่างไรก็ตาม รัฐบาลและกระทรวงการท่องเที่ยวฯ ยังจำเป็นต้องพิจารณาปรับสมดุลการดึงดูดนักท่องเที่ยวที่มีศักยภาพระดับกลาง และระดับต่ำเข้ามาบ้าง เพราะจริงๆ นักท่องเที่ยวที่เน้นจุดหมายปลายทางราคาประหยัดก็มีโอกาสที่จะช่วยสร้างเศรษฐกิจระดับฐานรากได้พอสมควร ด้วยการไปจับจ่ายใช้สอยจากร้านค้าตามท้องถิ่น หรือพักโรงแรมระดับรองที่มีส่วนใหญ่คนไทยเป็นเจ้าของจริงๆ ขณะที่ธรรมชาติของกลุ่มนักท่องเที่ยวคุณภาพสูงจะเน้นพักโรงแรมห้าดาว ซึ่งมักอยู่ในเครือข่ายของบริษัทต่างชาติ หรือแม้แต่อาหารก็เป็นของนำเข้าจากต่างประเทศเป็นส่วนใหญ่

ศ.วิทวัส กล่าวอีกว่า แนวคิดการเก็บค่าธรรมเนียมขาออกนอกสำหรับคนไทยที่เดินทางออกนอกประเทศ หรือ Exit Fee เพื่อนำรายได้มาส่งเสริมการท่องเที่ยวในประเทศ ส่วนตัวคิดว่าในเชิงหลักการเป็นสิ่งที่รับได้ เพราะเป็นการสร้างเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจประเทศโดยลดการพึ่งพางบประมาณแผ่นดิน และช่วยสร้างรายได้ให้รัฐบาลด้วยอีกทาง รวมถึงเกิดผลกระทบกับคนไม่มาก ทว่า ก็ควรมีการกำหนดเงื่อนไขไม่ให้กระทบกับผู้ที่ต้องเดินทางไปต่างประเทศเพื่อทำงาน หรือองค์กรธุรกิจที่จำเป็นต้องให้พนักงานเดินทางไปต่างประเทศอยู่บ่อยครั้ง

อีกทั้ง ทางรัฐบาล และกระทรวงการท่องเที่ยวฯ เองก็ควรจัดสรรเงินส่วนหนึ่งที่จัดเก็บได้ทำเป็นแคมเปญ หรือโครงการเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวในเมืองรอง หรือพื้นที่ที่ปัญหาด้านเศรษฐกิจ เช่น คูปองเงิน โครงการไทยเที่ยวไทย รวมถึงอาจมีการอุดหนุนเงินให้สำหรับการท่องเที่ยวรายคนอีกส่วน ก็น่าจะช่วยให้คนที่พอมีกำลังทรัพย์จะไปท่องเที่ยวนอกประเทศมีทางเลือก และรู้สึกว่าได้อะไรคืนกลับมาจากเงินที่เสียไปตอนออกนอกประเทศ