โหราศาสตร์ไทยก้าวสู่วิชาการ ‘สถาบันรัชต์ภาคย์’ เปิดหลักสูตรระดับปริญญาตรี สร้างมาตรฐานวิชาชีพ-บัณฑิตคุณธรรมยุค AI

โหราศาสตร์ไทยก้าวสู่วิชาการ ‘สถาบันรัชต์ภาคย์’ เปิดหลักสูตรระดับปริญญาตรี สร้างมาตรฐานวิชาชีพ-บัณฑิตคุณธรรมยุค AI

โหราศาสตร์ไทยก้าวสู่วิชาการ ‘สถาบันรัชต์ภาคย์’ เปิดหลักสูตรระดับปริญญาตรี สร้างมาตรฐานวิชาชีพ-บัณฑิตคุณธรรมยุค AI

วันพฤหัสบดี ที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 15.00 น.

โหราศาสตร์ไทยก้าวสู่วิชาการ ‘สถาบันรัชต์ภาคย์’ เปิดหลักสูตรระดับปริญญาตรี หลังผลักดัน 30 ปี มุ่งสร้างมาตรฐานวิชาชีพ-บัณฑิตคุณธรรมยุค AI”

จากศาสตร์โบราณที่สืบทอดผ่านครูสู่ศิษย์มานานหลายพันปี วันนี้ “โหราศาสตร์ไทย” กำลังก้าวสู่บทใหม่ เมื่อคณะศิลปศาสตร์ สถาบันรัชต์ภาคย์ เปิดการเรียนการสอนหลักสูตรศิลปศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาพยากรณ์และโหราศาสตร์ นับเป็นอีกก้าวสำคัญของการยกระดับองค์ความรู้ด้านโหราศาสตร์เข้าสู่ระบบอุดมศึกษาอย่างเป็นรูปธรรม โดยมีเป้าหมายสร้างมาตรฐานวิชาชีพ ผลิตบัณฑิตที่มีคุณธรรม จริยธรรม และสามารถประยุกต์ใช้ศาสตร์แห่งการพยากรณ์ให้สอดรับกับการเปลี่ยนแปลงของโลกยุคปัญญาประดิษฐ์ (AI)

โหราศาสตร์เป็นศาสตร์ที่อยู่คู่สังคมไทยมาอย่างยาวนาน ตั้งแต่สมัยโบราณ ใช้ในการกำหนดฤกษ์ยาม วางผังเมือง ประกอบพระราชพิธี ตลอดจนเป็นเครื่องมือประกอบการตัดสินใจและวางแผนการดำเนินชีวิตของผู้คน แต่ตลอดเวลาที่ผ่านมา ศาสตร์แขนงนี้ดำรงอยู่ในรูปแบบการถ่ายทอดองค์ความรู้จากครูสู่ศิษย์ ผ่านตำราและประสบการณ์ มากกว่าจะอยู่ภายใต้ระบบการศึกษาที่มีมาตรฐานทางวิชาการ

ภายใต้ความร่วมมือของสมาคมโหราศาสตร์นานาชาติ โดยอาจารย์ ดร.ภิญโญ พงศ์เจริญ กับสถาบันรัชต์ภาคย์ โดยมี ผู้ช่วยศาสตราจารย ดร.ธณภณ ศรัญบูรณะ ได้เล็งเห็นถึงโอกาสและความสำคัญในการผลักดันหลักสูตร และได้เปิดเผยว่า การจัดตั้งหลักสูตรดังกล่าวเป็นผลจากความพยายามผลักดันต่อเนื่องยาวนานกว่า 30 ปี ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา มีการหารือกับนักวิชาการ นักกฎหมาย และผู้เกี่ยวข้องจำนวนมาก เพื่อหาแนวทางยกระดับโหราศาสตร์เข้าสู่ระบบการศึกษา แม้ในอดีตหลายฝ่ายจะมองว่าเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ แต่เมื่อสังคมเปลี่ยนแปลง ความต้องการของผู้เรียนเพิ่มขึ้น และมหาวิทยาลัยเปิดกว้างต่อองค์ความรู้ใหม่ แนวคิดดังกล่าวจึงสามารถเกิดขึ้นได้จริง

ดร.ภิญโญ กล่าวว่า เป้าหมายในระยะต่อไป คือการผลักดันให้เกิดมาตรฐานวิชาชีพด้านโหราศาสตร์ที่มีจรรยาบรรณ มีระบบรับรอง และมีองค์กรกำกับดูแลเช่นเดียวกับวิชาชีพอื่น โดยหัวใจสำคัญของหลักสูตรไม่ใช่การผลิตผู้ที่ทำนายได้แม่นยำที่สุด แต่คือการผลิตบัณฑิตที่มีคุณภาพ มีคุณธรรม และสามารถเป็นที่พึ่งของสังคมได้

“หลายคนเข้าใจว่าการเปิดหลักสูตรมีเป้าหมายเพื่อผลิตนักพยากรณ์รุ่นใหม่หรือสร้างผู้สืบทอด แต่ความจริงแล้ว นั่นเป็นเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น นี่ไม่ใช่การสร้าง ‘หมอดู’ แต่เป็นการสร้างมาตรฐานของศาสตร์ การเปิดหลักสูตรครั้งนี้จึงเป็นการยกระดับโหราศาสตร์ไทยให้มีมาตรฐาน” ดร.ภิญโญ กล่าว

ดร.ภิญโญ อธิบายเพิ่มเติมว่า ปัจจุบันทุกวิชาชีพ ไม่ว่าจะเป็นแพทย์ วิศวกร นักกฎหมาย หรือครู ต่างมีหลักสูตร มาตรฐานวิชาการ และองค์กรกำกับดูแล ขณะที่ศาสตร์ด้านการพยากรณ์หรือโหราศาสตร์ แม้จะมีบทบาทในสังคมไทยมายาวนาน แต่ยังขาดมาตรฐานกลาง หากปล่อยไว้ก็จะยังคงอยู่ในรูปแบบเดิม ไม่มีองค์กรกำกับ ไม่มีมาตรฐาน และไม่มีระบบรองรับ จึงเป็นที่มาของการพัฒนาหลักสูตรระดับมหาวิทยาลัย เพื่อให้ศาสตร์แขนงนี้ได้รับการศึกษา วิจัย และพัฒนาอย่างเป็นระบบ ภายใต้มาตรฐานเดียวกับศาสตร์สาขาอื่น

ทั้งนี้ ผู้ที่เข้าศึกษาในหลักสูตรดังกล่าว ไม่จำเป็นต้องประกอบอาชีพเป็นนักพยากรณ์ เพราะโหราศาสตร์เป็นทั้งศาสตร์และศิลป์สำหรับการดำเนินชีวิต ผู้เรียนสามารถนำองค์ความรู้ไปใช้ในการวางแผนชีวิต เข้าใจจังหวะของการตัดสินใจ รู้จักศักยภาพของตนเอง เข้าใจผู้อื่น ตลอดจนประยุกต์ใช้ในการทำงาน การบริหารองค์กร และการประกอบธุรกิจ จึงไม่ใช่ศาสตร์ที่จำกัดอยู่เพียงการทำนายอนาคต หากแต่เป็นเครื่องมือในการพัฒนาคุณภาพชีวิต

ด้าน ดร.พัชรี แก้วผลึก ผู้รับผิดชอบหลักสูตร กล่าวว่า หลักสูตรศิลปศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาพยากรณ์และโหราศาสตร์ ไม่ได้มุ่งสอนเพียงการอ่านดวงชะตา แต่ได้รับการออกแบบตามมาตรฐานการอุดมศึกษา มีผลลัพธ์การเรียนรู้ (PLOs) และโครงสร้างรายวิชาที่ครอบคลุมทั้งศาสตร์และศิลป์ นักศึกษาจะต้องศึกษาไม่น้อยกว่า 121 หน่วยกิต ครอบคลุมทั้งหมวดวิชาศึกษาทั่วไป วิชาเฉพาะ และวิชาเลือกเสรี

นอกจากศาสตร์การพยากรณ์แล้ว ผู้เรียนยังต้องศึกษาวิชาจิตวิทยา สังคมวิทยา กฎหมาย สถิติ เทคโนโลยีสารสนเทศ การวิจัย การสื่อสาร การเป็นผู้ประกอบการ รวมถึงศาสตร์แขนงต่าง ๆ เช่น โหราศาสตร์ไทย โหราศาสตร์สากล โหราศาสตร์จีน โหราศาสตร์ภารตะ เลขศาสตร์ นรลักษณ์ศาสตร์ ฮวงจุ้ย และศาสตร์การพยากรณ์อื่น ๆ เพื่อให้สามารถบูรณาการองค์ความรู้จากหลายศาสตร์เข้าด้วยกัน

“แนวคิดสำคัญคือการทำให้ผู้เรียนเข้าใจมนุษย์ เข้าใจสังคม และสามารถบูรณาการองค์ความรู้จากหลากหลายศาสตร์ โหราศาสตร์จึงเป็นศาสตร์แห่งการดำเนินชีวิต ไม่ใช่เพียงศาสตร์แห่งการทำนาย” ดร.พัชรี กล่าว

ขณะที่โลกกำลังก้าวเข้าสู่ยุคปัญญาประดิษฐ์ หลายฝ่ายตั้งคำถามว่า AI จะเข้ามาแทนที่นักพยากรณ์หรือไม่ ดร.กฤติกาวลัย หิรัญสิ ผู้อำนวยการสถาบันโหราศาสตร์ไทย-สากล มองว่า AI ไม่ใช่คู่แข่ง หากแต่เป็นเครื่องมือสำคัญที่ผู้เรียนควรเรียนรู้และนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์ เพราะ AI สามารถประมวลผลข้อมูล วิเคราะห์หลักเกณฑ์ และคำนวณดวงชะตาได้อย่างรวดเร็ว แต่ยังไม่สามารถเข้าใจอารมณ์ ความรู้สึก สภาวะจิตใจ และบริบทชีวิตของมนุษย์ได้

ดร.กฤติกาวลัย กล่าวว่า การพยากรณ์ที่ดีไม่ได้อาศัยเพียงข้อมูลวัน เดือน ปี และเวลาเกิด แต่ต้องอาศัยจิตวิทยา ประสบการณ์ ความเมตตา และทักษะการสื่อสารระหว่างผู้ให้คำปรึกษากับผู้มารับคำแนะนำ ดังนั้น AI อาจคำนวณได้ แต่ยังไม่มีจิตใจและจิตวิญญาณ จึงเป็นเหตุผลที่หลักสูตรให้ความสำคัญกับการเรียนจิตวิทยา การให้คำปรึกษา และจริยธรรม ควบคู่กับศาสตร์แห่งการพยากรณ์

แม้โหราศาสตร์จะมีรากฐานมาจากภูมิปัญญาโบราณ แต่การก้าวเข้าสู่มหาวิทยาลัยในวันนี้ ไม่ได้หมายถึงการละทิ้งรากเหง้าของศาสตร์ หากเป็นการยกระดับองค์ความรู้ให้สอดคล้องกับโลกยุคใหม่ โดยหัวใจของหลักสูตรไม่ใช่เพียงการสอนให้ทำนายเป็น แต่ต้องสร้างบัณฑิตที่มีทั้งความรู้ ความคิดวิเคราะห์ จิตวิทยา ภาวะผู้นำ และจริยธรรม เพื่อใช้ศาสตร์แห่งการพยากรณ์อย่างสร้างสรรค์และเกิดประโยชน์ต่อสังคม

ดร.ภิญโญ กล่าวทิ้งท้ายว่า คนที่จะเป็นที่พึ่งของสังคมได้ ต้องมีทั้งความรู้ ความสามารถ และภาวะผู้นำ ผู้สำเร็จการศึกษาจะต้องสามารถพึ่งพาตนเองได้ก่อน จึงจะนำองค์ความรู้ไปช่วยเหลือผู้อื่นได้ หลักสูตรจึงให้ความสำคัญกับการปลูกฝังคุณธรรม จริยธรรม ความรับผิดชอบ และภาวะผู้นำควบคู่กับการเรียนรู้ทางวิชาการ พร้อมเปรียบเทียบว่า เช่นเดียวกับวิชาชีพทนายความ หากผู้ประกอบวิชาชีพยังไม่สามารถดูแลชีวิตของตนเองได้ ก็ยากที่จะช่วยเหลือผู้อื่นได้อย่างแท้จริง

“ท้ายที่สุดแล้ว เป้าหมายของการยกระดับโหราศาสตร์ไทย ไม่ใช่เพียงการทำให้ศาสตร์นี้ได้รับการยอมรับในระบบอุดมศึกษา แต่คือการสร้างบุคลากรที่ใช้ความรู้เป็นที่พึ่งของผู้คน และยกระดับวิชาชีพให้ก้าวเดินเคียงข้างศาสตร์อื่นอย่างสง่างาม บนพื้นฐานของมาตรฐานและคุณธรรม” ดร.ภิญโญ กล่าวปิดท้าย

สพฐ.เตรียมความพร้อม ไทยเจ้าภาพประชุม ‘GEM) 2027’ หนุนวิทย์พลังสิบ-ภาษาเกาหลี พัฒนาผู้เรียนสู่มาตรฐานสากล

สพฐ.เตรียมความพร้อม ไทยเจ้าภาพประชุม ‘GEM) 2027’ หนุนวิทย์พลังสิบ-ภาษาเกาหลี พัฒนาผู้เรียนสู่มาตรฐานสากล

สพฐ.เตรียมความพร้อม ไทยเจ้าภาพประชุม ‘GEM) 2027’ หนุนวิทย์พลังสิบ-ภาษาเกาหลี พัฒนาผู้เรียนสู่มาตรฐานสากล

วันพฤหัสบดี ที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

นายพิเชฐ โพธิ์ภักดี เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน เป็นประธานการประชุมผู้บริหารสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ครั้งที่ 26/2569 เพื่อติดตามความก้าวหน้าและขับเคลื่อนนโยบายสำคัญด้านการพัฒนาคุณภาพการศึกษา โดยมี นายภูธร จันทะหงษ์ ปุณยจรัสธำรง รองเลขาธิการ กพฐ. พร้อมด้วยนางอรุณี จิรมหาศาล และนางอาทิตยา ปัญญา ผู้ช่วยเลขาธิการ กพฐ. เข้าร่วมประชุม ร่วมกับผู้อำนวยการสำนักต่างๆและบุคลากรของ สพฐ. ณ ห้องประชุม สพฐ. 1 อาคาร สพฐ. 4 ชั้น 2 กระทรวงศึกษาธิการ

นายพิเชฐ โพธิ์ภักดี เลขาธิการ กพฐ. เปิดเผยว่า เมื่อเร็วๆนี้ ตนเองได้ร่วมคณะผู้บริหารกระทรวงศึกษาธิการ เข้าร่วมการประชุมระดับผู้นำว่าด้วยการพลิกโฉมการศึกษา บวก 4 (Transforming Education Summit +4 : TES+4) และการเจรจาความร่วมมือด้านการศึกษากับหน่วยงานต่างๆ เช่น องค์การยูเนสโก องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) และสถาบันชั้นนำของฝรั่งเศส ณ กรุงปารีส สาธารณรัฐฝรั่งเศส ซึ่งได้มีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ด้านการศึกษาระดับนานาชาติที่จะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาการศึกษาของไทยเป็นอย่างดี

อีกทั้งในปี 2570 นี้ ประเทศไทยจะเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมด้านการศึกษาระดับโลก 2027 Global Education Meeting (GEM) ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างรัฐบาล ยูเนสโก และหน่วยงานด้านการศึกษาทุกสังกัด จึงขอให้ทุกฝ่ายเตรียมพร้อมสำหรับการจัดงานดังกล่าว เพื่อผลักดันการศึกษาที่เท่าเทียม พร้อมชูนโยบาย Thailand Zero Dropout เป็นหัวใจสำคัญในการสร้างโอกาสทางการศึกษาให้เด็กทุกคนอย่างเสมอภาค นอกจากนี้ ยังเตรียมบุคลากร โรงเรียน และแหล่งเรียนรู้ เพื่อรองรับผู้แทนจากกว่า 100 ประเทศ ควบคู่กับการนำเสนออัตลักษณ์และมรดกทางวัฒนธรรมของไทยสู่เวทีโลก สะท้อนศักยภาพของประเทศไทยในฐานะต้นแบบด้านการจัดการศึกษาอย่างทั่วถึงและมีคุณภาพ

“การเตรียมความพร้อมจัดงานในครั้งนี้ต้องอาศัยการขับเคลื่อนตามนโยบาย “All for Education” ที่เปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วนร่วมเป็นพลังสำคัญในการพัฒนาการศึกษาไทย โดยบูรณาการความร่วมมือระหว่างหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และเครือข่ายนานาชาติ เพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษา สร้างความเสมอภาค และผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ในเวทีโลก” เลขาธิการ กพฐ. กล่าวและว่า นอกจากนี้ ในที่ประชุมยังได้รับทราบและหารือประเด็นสำคัญต่างๆ อาทิ การขับเคลื่อนโครงการ “วิทยาศาสตร์พลังสิบ” เพื่อยกระดับคุณภาพการเรียนรู้ด้านวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และเทคโนโลยี ผ่านความร่วมมือของเครือข่ายภาคการศึกษาและหน่วยงานชั้นนำของประเทศ มุ่งพัฒนาสมรรถนะผู้เรียน ครู หลักสูตร และห้องปฏิบัติการให้ได้มาตรฐานสากล พร้อมสร้างเครือข่ายโรงเรียนศูนย์และโรงเรียนพันธมิตรที่เข้มแข็ง โดยตั้งเป้าพัฒนาครูกว่า 10,000 คนต่อปี และนักเรียนที่มีสมรรถนะสูงกว่า 108,000 คนต่อปี ในแต่ละระดับชั้น เพื่อสร้างกำลังคนคุณภาพรองรับการพัฒนาประเทศในอนาคต

อีกเรื่องที่สำคัญ คือ การพัฒนาและส่งเสริมการเรียนรู้ภาษาเกาหลีในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน ปีการศึกษา 2569 โดยมุ่งพัฒนา 3 ด้านสำคัญ ได้แก่ ด้านหลักสูตร ยกระดับการจัดการเรียนการสอนให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล ด้านครูและบุคลากร พัฒนาศักยภาพครูผู้สอน ครูรุ่นใหม่ และผู้บริหารทางการศึกษา และด้านเครือข่ายความร่วมมือ สร้างความร่วมมือกับหน่วยงานทั้งในและต่างประเทศ พร้อมวางแนวทางขับเคลื่อนในอนาคต โดยมุ่งยกระดับภาษาเกาหลีให้เป็นทักษะสำคัญด้านการสื่อสาร การศึกษาต่อ และการประกอบอาชีพ พร้อมพัฒนาและปรับปรุงหลักสูตรให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลก สานต่อความร่วมมือกับหน่วยงานทั้งในและต่างประเทศ ตลอดจนส่งเสริมการแลกเปลี่ยนทางวิชาการ นวัตกรรมการศึกษา ภาษา และวัฒนธรรม เพื่อยกระดับคุณภาพผู้เรียนสู่มาตรฐานสากลต่อไป

ศธ.ดัน ‘ASEAN Zero Dropout’ สู่เป้าหมาย ‘การศึกษาไทยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง’

ศธ.ดัน ‘ASEAN Zero Dropout’ สู่เป้าหมาย ‘การศึกษาไทยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง’

ศธ.ดัน ‘ASEAN Zero Dropout’ สู่เป้าหมาย ‘การศึกษาไทยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง’

วันพฤหัสบดี ที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ พร้อมด้วย นายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ นายสุเทพ แก่งสันเทียะ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ และคณะผู้แทนไทย เข้าร่วมการประชุมรัฐมนตรีด้านการศึกษาอาเซียน ครั้งที่ 14 และการประชุมที่เกี่ยวข้อง (14th ASEAN Education Ministers’ Meeting: ASED and Related Meetings) ภายใต้หัวข้อ “การเสริมสร้างความเข้มแข็งของอาเซียนผ่านการศึกษา (Strengthening ASEAN through Education)” พร้อมร่วมพิธีเปิดตัวแผนงานด้านการศึกษาของอาเซียน (ASEAN Work Plan on Education: AWPE 2026–2030) ณ โรงแรมแชงกรีลา สาธารณรัฐสิงคโปร์

ซึ่งการเปิดตัวแผนงานดังกล่าว เป็นกรอบความร่วมมือด้านการศึกษาระยะ 5 ปีของอาเซียน ครอบคลุมการศึกษาทุกระดับรวมถึงการพัฒนาความร่วมมือด้านนโยบาย โดยประเทศไทยยืนยันการเป็นเจ้าภาพขับเคลื่อนโครงการสำคัญหลายด้าน อาทิ การลดปัญหาเด็กหลุดออกจากระบบการศึกษา การพัฒนาทักษะสีเขียว และอาชีวศึกษา การยกระดับอุดมศึกษาผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัล และการพัฒนากำลังคนรองรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต

นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รมว.ศธ. เน้นย้ำว่า การศึกษาเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์และการสร้างประชาคมอาเซียนที่เข้มแข็ง พร้อมนำเสนอความสำเร็จของโครงการ Thailand Zero Dropout ซึ่งสามารถนำเด็กและเยาวชนกลับเข้าสู่ระบบการศึกษาได้แล้วนับแสนคน และต่อยอดสู่ Thailand Zero Dropout PLUS ที่มุ่งป้องกันการหลุดออกจากระบบด้วยฐานข้อมูลรายบุคคล การจัดการศึกษาแบบยืดหยุ่น และการเรียนควบคู่การทำงานเพื่อสร้างรายได้ พร้อมเสนอวิสัยทัศน์ “ASEAN Zero Dropout” เพื่อยกระดับความร่วมมือระดับภูมิภาค โดยประเทศไทยพร้อมแบ่งปันองค์ความรู้ เครื่องมือ และแนวปฏิบัติที่เป็นเลิศแก่ประเทศสมาชิกอาเซียน ภายใต้หลักการ “ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง (Leaving No One Behind)”

ในโอกาสนี้ ที่ประชุมยังร่วมรับรองและรับทราบเอกสารผลลัพธ์ด้านการศึกษาหลายฉบับ อาทิ ปฏิญญาผู้นำอาเซียนว่าด้วยการเรียนรู้ขั้นพื้นฐาน (ASEAN Leaders’ Declaration on Foundational Learning) และ ถ้อยแถลงระดับรัฐมนตรีว่าด้วยการส่งเสริมการเข้าถึงและการพัฒนาที่ยั่งยืนในระดับอุดมศึกษาผ่าน AI และการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล เพื่อร่วมขับเคลื่อนการศึกษาของภูมิภาคให้สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ประชาคมอาเซียน ค.ศ. 2045

ภายหลังการประชุม คณะผู้แทนไทยได้เดินทางไปศึกษาดูงาน ณ Temasek Polytechnic สถาบันอาชีวศึกษาชั้นนำของสิงคโปร์ เพื่อศึกษารูปแบบการพัฒนาผู้เรียนแบบองค์รวม และโครงการ Passage to ASEAN (P2A) ที่เน้นการเรียนรู้ข้ามวัฒนธรรมและการพัฒนาทักษะการทำงานระดับนานาชาติที่เชื่อมโยงกับความต้องการของภาคอุตสาหกรรม

ถอดรหัส 4 เสาหลัก ‘C-H-S-R’ จุฬาฯ เปิดหลักสูตรผู้บริหารระดับสูง ดึง ‘ฮาคูโฮโด-เดนสึ’ ร่วมทัพวิทยากรระดับโลก

ถอดรหัส 4 เสาหลัก ‘C-H-S-R’ จุฬาฯ เปิดหลักสูตรผู้บริหารระดับสูง ดึง ‘ฮาคูโฮโด-เดนสึ’ ร่วมทัพวิทยากรระดับโลก

ถอดรหัส 4 เสาหลัก ‘C-H-S-R’ จุฬาฯ เปิดหลักสูตรผู้บริหารระดับสูง ดึง ‘ฮาคูโฮโด-เดนสึ’ ร่วมทัพวิทยากรระดับโลก

วันพฤหัสบดี ที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาฯ ร่วมกับ สมาคมการตลาดแห่งประเทศไทย (MAT) ประกาศจุดยืนขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ “Regenerative Marketing” ผ่านงานเสวนา “ZEN Marketing Chula Exclusive Talk” พร้อมเปิดตัวหลักสูตรผู้บริหารระดับสูง “ZEN Marketing Executive Program 2026 (Batch 2)” ถอดรหัสลับแบรนด์ญี่ปุ่น 100 ปี มุ่งทรานส์ฟอร์มผู้นำธุรกิจไทยสู่การเติบโตอย่างยั่งยืนที่เป็นบวกต่อระบบนิเวศ

ในยุคที่ความยั่งยืนแบบเดิมเดินทางมาถึงจุดอิ่มตัว ทำได้เพียงประคับประคองไม่ให้ระบบนิเวศแย่ลง (Net-Zero) คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (CBS) และสมาคมการตลาดแห่งประเทศไทย (MAT) ได้ร่วมกันเสนอทางออกใหม่ให้แก่ภาคธุรกิจไทย ด้วยการเปลี่ยนบทบาทจากเกมรับสู่การเป็น “ผู้ฟื้นฟู” ที่มองธุรกิจเป็นส่วนหนึ่งของระบบนิเวศ ปรับเปลี่ยนแนวคิดจาก “Apex Predator” ที่มุ่งชิงส่วนแบ่งตลาดและกำไรสูงสุด สู่การเป็น “Harmonious Contributor” ที่เติบโตไปพร้อมกับสังคม โดยยึดหลักแนวคิด “Sei-katsu-sha” หรือการมองผู้บริโภคในฐานะมนุษย์ที่มีชีวิตจิตใจ

ภายในงานได้มีการถอดรหัสลับความสำเร็จของบริษัทญี่ปุ่นที่มีอายุเกิน 100 ปี (Choju) ออกมาเป็นกรอบกลยุทธ์ 4 เสาหลักเพื่อเป็นแนวทางให้แก่แบรนด์ไทย ดังนี้ C – Calm (นิ่ง) พลังแห่งความเชื่อมั่นที่ไม่รีบร้อน เน้นสร้างแบรนด์ผ่านความประณีต เช่น แบรนด์ Muji หรือ วัฒนธรรม “Oteate” (การดูแลด้วยมือและใจ) ของ Saishunkan Pharmaceutical , H – Harmonious (กลม) การดำรงอยู่โดยไม่แปลกแยกจากระบบนิเวศ สร้างสมดุลให้ผู้คนและโลกโดยไม่ทำตัวเหนือกว่าสังคม เช่น Shiseido , S – Straightforward (ตรง) การใช้ความจริงใจเป็นอาวุธผ่านแนวคิด Radical Precision ปฏิเสธการเคลมเกินจริง เช่น “Glass-Box Model” ของ Toyota รวมถึงการสะท้อนความธรรมดาที่ซื่อตรงของแบรนด์ไทยอย่าง ห่านคู่, นันยาง, ถ้วยทอง และนมมะลิ , R – Restorative (คืน) มาตรฐานสูงสุดของการตลาดเชิงฟื้นฟู มุ่งเน้นการเป็น Net-Positive โดยมีสมการโครงสร้างธุรกิจคือ คุณค่าที่แบรนด์มอบกลับคืนสู่สังคมต้องมากกว่าทรัพยากรที่หยิบใช้ไป ($Value Returned > Resources Extracted$) เช่น Panasonic

วิสัยทัศน์แห่งความยั่งยืน “ยุทธศาสตร์ ZEN Marketing มุ่งเน้นการสร้างผู้นำที่ตระหนักถึงแนวคิด ‘Okaigesama’ (การสำนึกในคุณของสรรพสิ่งรอบข้าง) พร้อมตั้งคำถามสำคัญว่า ‘ถ้าวันหนึ่งธุรกิจของเราหายไป โลกจะสูญเสียคุณค่าอะไร?’ ซึ่งหากคุณค่าที่เหลือนั้นยิ่งใหญ่กว่าตัวเลขกำไร นั่นคือความสำเร็จที่แท้จริง”

หลักสูตรมีกำหนดจัดการเรียนการสอนทุกวันศุกร์ช่วงบ่าย ณ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ตั้งแต่วันที่ 7 สิงหาคม – 16 ตุลาคม 2569 (พร้อมการเดินทางดูงานที่ญี่ปุ่นในเดือนตุลาคม) เปิดรับสมัครจำกัดเพียง 40 ท่านเท่านั้น โดยจะพิจารณาคัดเลือกผู้บริหารที่มีเป้าหมายความสำเร็จระยะยาวและต้องผ่านการสัมภาษณ์อย่างเข้มข้น ผู้สนใจสามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Facebook: ZEN Marketing Chula

‘TISTR Junior Scientist Camp ปี 2’ พัฒนาทักษะ – สร้างความตระหนักด้าน วทน.

‘TISTR Junior Scientist Camp ปี 2’ พัฒนาทักษะ - สร้างความตระหนักด้าน วทน.

‘TISTR Junior Scientist Camp ปี 2’ พัฒนาทักษะ – สร้างความตระหนักด้าน วทน.

วันพฤหัสบดี ที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ดร.ปริยะดา วิสุทธิแพทย์ รองผู้ว่าการบริหาร สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) ให้เกียรติเป็นประธานเปิดโครงการเพาะกล้านักวิทย์น้อย (TISTR Junior Scientist Camp) ครั้งที่ 2 ประจำปี 2569 เพื่อพัฒนาทักษะและสร้างความตระหนักด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม (วทน.) ทั้งด้านวิทยาศาสตร์พื้นฐานและขั้นสูง โดยได้รับเกียรติจาก ดร.กันตรัตน์ สุจิตวนิช ผู้อำนวยการ โรงเรียนบีคอนเฮาส์แย้มสอาดรังสิต พร้อมด้วยคณะครูและนักเรียนจำนวน 85 คน เข้าร่วมโครงการฯ โอกาสนี้ วว. ได้มอบอุปกรณ์กีฬาให้แก่โรงเรียนด้วย เพื่อสนับสนุนการฝึกฝนทักษะทางกีฬา สร้างสุขภาพแข็งแรง สร้างความมั่นใจในตนเอง และพัฒนาทักษะการทำงานเป็นทีม ในการนี้ นางอลิสรา คูประสิทธิ์ รักษาการผู้อำนวยการ สำนักสื่อสารองค์กร (สสอ.) นางสาวปัทมา ลิ่วเลิศมงคล ผู้อำนวยการ กองประชาสัมพันธ์ คณะนักวิจัย และบุคลากร สสอ. เข้าร่วมกิจกรรมด้วย เมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม 2569 ณ วว. เทคโนธานี คลองห้า อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี

โดยคณะนักเรียนที่เข้าร่วมกิจกรรมได้รับการถ่ายทอดความรู้จาก วว. พร้อมการลงมือปฏิบัติจริง จำนวน 4 ฐานกิจกรรม ประกอบด้วย ฐานที่ 1 การศึกษาลักษณะโครงสร้างทางสัณฐานวิทยาของพืช โดย ดร.อนันต์ พิริยะภัทรกิจ นักวิจัยอาวุโส ศูนย์เชี่ยวชาญนวัตกรรมเกษตรสร้างสรรค์  (ศนก.) และคณะ ฐานที่ 2 การผลิตเครื่องดื่มน้ำผลไม้อัดก๊าซ โดย นางเรวดี มีสัตย์ นักวิจัยอาวุโส ศูนย์เชี่ยวชาญนวัตกรรมอาหารสุขภาพและคณะ ฐานที่ 3 การเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อพืช โดย ดร.ณัฏฐวันณ์  โมกขพันธุ์ นั กวิจัย ศนก. และคณะ และฐานที่ 4 การผลิตจุลินทรีย์เพื่อใช้ในการเกษตร โดย ดร.สาวิตรี ปราโมช ณ อยุธยา นักวิจัยอาวุโส ศนก. และคณะ

อนึ่ง ในปีงบประมาณ 2569 วว. ดำเนินโครงการเพาะกล้านักวิทย์น้อยร่วมกับภาคีเครือข่ายสถาบันการศึกษาจำนวน 3 โรงเรียน ได้แก่  1.โรงเรียนทีปังกรวิทยาพัฒน์ (มัธยมวัดหัตถสารเกษตร) ในพระราชูปถัมภ์ฯ  2.โรงเรียนบีคอนเฮาส์แย้มสะอาดรังสิต และ 3.โรงเรียนบางชวดอนุสรณ์ ซึ่งกิจกรรมที่จัดขึ้นมีประโยชน์ต่อการพัฒนาประเทศและสังคม ผ่านการส่งเสริมเยาวชนให้มีความรู้ความเข้าใจด้านวิทยาศาสตร์ สนับสนุนส่งเสริมให้ผู้เข้าร่วมกิจกรรมสามารถนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ในการประกอบอาชีพ การแก้ปัญหา และการพัฒนาตนเองได้อย่างมีประสิทธิภาพต่อไป

โปรดเกล้าฯ ให้พลตรี หม่อมเจ้านวพรรษ์ ยุคล เสด็จแทนพระองค์ ไปทรงจุดเทียนพรรษา ที่ทรงพระราชอุทิศถวายเป็นพุทธบูชา

โปรดเกล้าฯ ให้พลตรี หม่อมเจ้านวพรรษ์ ยุคล เสด็จแทนพระองค์ ไปทรงจุดเทียนพรรษา ที่ทรงพระราชอุทิศถวายเป็นพุทธบูชา

โปรดเกล้าฯ ให้พลตรี หม่อมเจ้านวพรรษ์ ยุคล เสด็จแทนพระองค์ ไปทรงจุดเทียนพรรษา ที่ทรงพระราชอุทิศถวายเป็นพุทธบูชา

วันพุธ ที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 19.50 น.

โปรดเกล้าฯให้พลตรี หม่อมเจ้านวพรรษ์ ยุคล เสด็จแทนพระองค์ ไปทรงจุดเทียนพรรษาที่ทรงพระราชอุทิศถวายเป็นพุทธบูชา

29 กรกฎาคม 2569 เวลา 17.15 น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ พลตรี หม่อมเจ้านวพรรษ์ ยุคล เสด็จแทนพระองค์ ไปทรงจุดเทียนพรรษาที่ทรงพระราชอุทิศถวายเป็นพุทธบูชาในสถานที่ต่าง ๆ ในพระบรมมหาราชวัง

กรรมการผู้จัดการ ธอส.นำคณะผู้บริหาร ร่วมลงนามถวายพระพรชัยมงคล พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพระพรรษา

กรรมการผู้จัดการ ธอส.นำคณะผู้บริหาร ร่วมลงนามถวายพระพรชัยมงคล พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพระพรรษา

กรรมการผู้จัดการ ธอส.นำคณะผู้บริหาร ร่วมลงนามถวายพระพรชัยมงคล พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพระพรรษา

วันพุธ ที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 15.37 น.

กรรมการผู้จัดการ ธอส.นำคณะผู้บริหาร ทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายแจกันดอกไม้ และลงนามถวายพระพรชัยมงคล เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพระพรรษา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว 28 กรกฎาคม 2569

ดร.มหัทธนะ อัมพรพิสิฏฐ์ กรรมการผู้จัดการธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) นำคณะผู้บริหารธนาคาร ทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายแจกันดอกไม้ และลงนามถวายพระพรชัยมงคล พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทร มหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 28 กรกฎาคม 2569 ขอทรงมีพระพลานามัยแข็งแรง ด้วยสํานึกในพระมหากรุณาธิคุณที่ใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาททรงมีต่อพสกนิกรชาวไทยอย่างหาที่สุดมิได้ ณ ศาลาสหทัยสมาคม ในพระบรมมหาราชวัง เมื่อวันที่ 28 กรกฏาคม 2569

ประชากรสัญชาติญี่ปุ่นลดต่ำกว่า 120 ล้านคน ครั้งแรกในรอบ 42 ปี

ประชากรสัญชาติญี่ปุ่นลดต่ำกว่า 120 ล้านคน ครั้งแรกในรอบ 42 ปี

29 ก.ค. 2569 16:38 น.

ประชากรสัญชาติญี่ปุ่นลดต่ำกว่า 120 ล้านคน ครั้งแรกในรอบ 42 ปี

รัฐบาลญี่ปุ่นเปิดเผยข้อมูลประชากรล่าสุด พบจำนวนประชากรสัญชาติญี่ปุ่นลดลงต่ำกว่า 120 ล้านคนเป็นครั้งแรกในรอบ 42 ปี หลังจำนวนการเกิดต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ ขณะที่จำนวนผู้เสียชีวิตยังสูงกว่าจำนวนการเกิดอย่างมาก ส่งผลให้ประชากรลดลงเกือบ 920,000 คนในปีเดียว ด้านจำนวนชาวต่างชาติในประเทศเพิ่มขึ้นทำสถิติสูงสุด สะท้อนการพึ่งพาแรงงานต่างชาติเพื่อรับมือปัญหาขาดแคลนแรงงาน

กระทรวงกิจการภายในประเทศและการสื่อสารของญี่ปุ่น  ได้เปิดเผยข้อมูลทะเบียนราษฎร์พื้นฐาน ณ วันที่ 1 มกราคมที่ผ่านมา พบว่า จำนวนประชากรที่มีสัญชาติญี่ปุ่นลดลงมาอยู่ที่ 119,736,483 คน ซึ่งนับเป็นครั้งแรกในรอบ 42 ปีที่ประชากรชาวญี่ปุ่นลดต่ำกว่าระดับ 120 ล้านคน

ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงวิกฤตโครงสร้างประชากรที่ทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น โดยในปีที่ผ่านมา ประชากรคนสัญชาติญี่ปุ่นลดลงมากถึง 916,744 คน ซึ่งนับเป็นการลดลงครั้งใหญ่ที่สุดในสถิตินับตั้งแต่เริ่มมีการเก็บข้อมูลเปรียบเทียบมาตั้งแต่ปี 1968

หากนับรวมประชากรทั้งหมดที่อยู่อาศัยในประเทศญี่ปุ่น ทั้งชาวญี่ปุ่นและชาวต่างชาติ จะมีจำนวนอยู่ที่ 123,767,642 คน ลดลงจากปีก่อนหน้าประมาณ 563,048 คน

สาเหตุสำคัญของการลดลงของประชากรมาจากปรากฏการณ์ “การลดลงตามธรรมชาติ” ที่จำนวนการเกิดต่ำกว่าการตาย โดยในส่วนของชาวญี่ปุ่นนั้น มีจำนวนการเกิดต่ำสุดเป็นประวัติการณ์เพียงประมาณ 670,467 คน ขณะที่จำนวนผู้เสียชีวิตสูงถึง 1,593,475 คน ส่งผลให้อัตราการลดลงตามธรรมชาติเฉพาะคนสัญชาติญี่ปุ่นพุ่งสูงถึง 923,008 คน และเป็นการขยายตัวของการลดลงติดต่อกันเป็นปีที่ 18 แม้ว่ารัฐบาลญี่ปุ่นจะพยายามผลักดันนโยบายเพิ่มอัตราการเกิดมาโดยตลอดก็ตาม

เมื่อพิจารณาในระดับจังหวัด พบว่าจากทั้งหมด 47 จังหวัดของญี่ปุ่น มีเพียง “กรุงโตเกียว” เพียงแห่งเดียวเท่านั้นที่มีจำนวนคนสัญชาติญี่ปุ่นเพิ่มขึ้น โดยเพิ่มขึ้นร้อยละ 0.09 ส่วนอีก 46 จังหวัดที่เหลือมีจำนวนชาวญี่ปุ่นลดลงทั้งหมด โดยจังหวัดที่มีอัตราการลดลงของประชากรรวมสูงสุด ได้แก่ จังหวัดอากิตะ ที่ลดลงร้อยละ 1.88 ตามมาด้วย จังหวัดยามางาตะ และ จังหวัดอาโอโมริ ลดลงร้อยละ 1.62 ทั้งสองแห่ง

ในทางกลับกัน จากการที่ญี่ปุ่นเผชิญปัญหาการขาดแคลนแรงงานอย่างหนัก รัฐบาลจึงได้ค่อยๆ เปิดรับแรงงานและชาวต่างชาติเข้ามาทำงานในประเทศมากขึ้น ส่งผลให้จำนวนผู้อยู่อาศัยชาวต่างชาติเพิ่มขึ้นเป็นปีที่ 4 ติดต่อกัน โดยเพิ่มขึ้นอีก 353,696 คน รวมเป็น 4,031,159 คน ซึ่งเป็นตัวเลขที่สูงที่สุดเป็นประวัติการณ์นับตั้งแต่เริ่มมีการเก็บสถิติประชากรต่างชาติในปี 2013

ที่น่าสนใจคือ จำนวนผู้อยู่อาศัยชาวต่างชาตินั้นปรับตัวเพิ่มขึ้นใน “ทุกจังหวัด” ทั่วประเทศ โดยจังหวัดที่มีอัตราการเพิ่มขึ้นของชาวต่างชาติสูงสุด ได้แก่ ฮอกไกโด ที่เพิ่มขึ้นร้อยละ 14.89, โอกินาวา (เพิ่มขึ้นร้อยละ 14.36) และ โออิตะ (เพิ่มขึ้นร้อยละ 13.90) นอกจากนี้ สัดส่วนของชาวต่างชาติที่อยู่ในวัยทำงาน ยังสูงถึงร้อยละ 86.17 ของจำนวนชาวต่างชาติทั้งหมด

ขณะเดียวกัน สถิติด้านเด็กเกิดใหม่ที่เป็นชาวต่างชาติในญี่ปุ่นเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 22,835 คน ซึ่งทำสถิติสูงสุดใหม่เช่นกัน โดยมีจำนวนผู้เสียชีวิตที่เป็นชาวต่างชาติอยู่ที่ 9,109 คน

การเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างประชากรครั้งนี้ยังส่งผลกระทบต่อระบบการเมืองการปกครอง โดยจากการประเมินของหนังสือพิมพ์โยมิอุริ ชิมบุน พบว่าช่องว่างความเหลื่อมล้ำของประชากรต่อจำนวน สส. 1 คนในการเลือกตั้งสภาผู้แทนราษฎร ขยายกว้างขึ้นสูงสุดถึง 2.139 เท่า โดยมีเขตเลือกตั้งถึง 16 เขตที่มีความเหลื่อมล้ำเกิน 2 เท่า ส่วนในการเลือกตั้งวุฒิสภา ช่องว่างความเหลื่อมล้ำพุ่งสูงถึง 3.091 เท่า และมีถึง 3 เขตเลือกตั้งที่มีความเหลื่อมล้ำเกิน 3 เท่า ซึ่งอาจนำไปสู่ข้อถกเถียงทางกฎหมายเรื่องความเท่าเทียมในการเลือกตั้งในอนาคต.

ที่มา KYODO NEWS / news.yahoo.co.jp

ซาอุดีอาระเบียจับมือสหรัฐฯ โจมตีกลุ่มติดอาวุธหนุนอิหร่านในอิรัก

ซาอุดีอาระเบียจับมือสหรัฐฯ โจมตีกลุ่มติดอาวุธหนุนอิหร่านในอิรัก

29 ก.ค. 2569 15:23 น.

ซาอุดีอาระเบียจับมือสหรัฐฯ โจมตีกลุ่มติดอาวุธหนุนอิหร่านในอิรัก

ซาอุดีอาระเบียร่วมกับสหรัฐฯ เปิดปฏิบัติการโจมตีทางอากาศใส่กลุ่มติดอาวุธที่ได้รับการสนับสนุนจากอิหร่านในอิรัก เพื่อตอบโต้การโจมตีด้วยโดรนและขีปนาวุธต่อฐานทัพสหรัฐฯ และโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของซาอุดีอาระเบีย ขณะที่ราคาน้ำมันโลกพุ่งกว่า 4% จากความกังวลต่อการขนส่งน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซ

กองบัญชาการกลางสหรัฐฯ (CENTCOM) เปิดเผยว่า กองทัพสหรัฐฯ และซาอุดีอาระเบียได้ร่วมกันปฏิบัติการโจมตีทางอากาศต่อเป้าหมายของกลุ่มติดอาวุธที่ได้รับการสนับสนุนจากอิหร่านในพื้นที่ภาคตะวันออกของอิรัก เพื่อตอบโต้การโจมตีด้วยโดรนมากกว่า 30 ครั้งในช่วง 72 ชั่วโมงที่ผ่านมา ซึ่งสหรัฐฯ ระบุว่าเป็นการโจมตีที่ได้รับคำสั่งจากกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามของอิหร่าน (IRGC)

CENTCOM ระบุว่า เป้าหมายของการโจมตีคือฐานลำเลียงอาวุธและศูนย์สนับสนุนด้านโลจิสติกส์ของกลุ่มติดอาวุธที่ฝักใฝ่อิหร่าน ซึ่งถูกกล่าวหาว่าอยู่เบื้องหลังการโจมตีฐานทัพของสหรัฐฯ และโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของซาอุดีอาระเบีย พร้อมเรียกร้องให้อิหร่านและเครือข่ายตัวแทนยุติการโจมตี มิฉะนั้นสหรัฐฯ จะดำเนินมาตรการทางทหารเพิ่มเติม

แม้สหรัฐฯ จะไม่ได้เปิดเผยชื่อกลุ่มเป้าหมาย แต่กองกำลังระดมพลประชาชนอิรัก (PMF) ซึ่งเป็นเครือข่ายกองกำลังติดอาวุธที่รวมหลายกลุ่มซึ่งได้รับการสนับสนุนจากอิหร่าน ยืนยันว่ามีนักรบของตนเสียชีวิตอย่างน้อย 10 คน พร้อมประณามการโจมตีครั้งนี้ว่าเป็น “การยกระดับความรุนแรงที่อันตราย” และเป็นการละเมิดอธิปไตยของอิรัก

ก่อนหน้านี้เพียงไม่กี่ชั่วโมง อิหร่านได้ยิงขีปนาวุธพิสัยไกลหลายลูกโจมตีฐานทัพสหรัฐฯ ในตะวันออกกลาง โดยกองทัพสหรัฐฯ ระบุว่าสามารถสกัดขีปนาวุธทั้งหมดได้สำเร็จ ขณะที่อิหร่านยืนยันว่าเป้าหมายคือฐานทัพสหรัฐฯ ในประเทศจอร์แดน

นอกจากนี้ สำนักข่าวทัสนิมของอิหร่านรายงานว่า กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามได้โจมตีเรือบรรทุกน้ำมัน 3 ลำในช่องแคบฮอร์มุซ พร้อมยืนยันว่าอิหร่านยังคง “ควบคุมช่องแคบฮอร์มุซได้อย่างสมบูรณ์”

ด้านกระทรวงกลาโหมซาอุดีอาระเบียเปิดเผยว่า ก่อนการโจมตีร่วมกับสหรัฐฯ กองทัพสามารถยิงสกัดอากาศยานไร้คนขับหลายลำที่มุ่งเป้าโจมตีโรงงานและคลังน้ำมันในภาคตะวันออกของประเทศ โดยระบุว่าโดรนดังกล่าวถูกส่งมาจากกลุ่มติดอาวุธที่ได้รับการสนับสนุนจากอิหร่านในอิรัก

ความตึงเครียดรอบล่าสุดเกิดขึ้นหลังจากการสู้รบระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านหยุดชะงักชั่วคราวเพียงไม่กี่วัน โดยก่อนหน้านี้ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ กล่าวว่าสหรัฐฯ และอิหร่านกำลังมี “การเจรจาที่เป็นมิตรอย่างมาก” แม้รัฐบาลอิหร่านจะปฏิเสธว่าไม่มีการเจรจาเกิดขึ้นก็ตาม

การโจมตีครั้งนี้ยังเกิดขึ้นในช่วงที่นายกรัฐมนตรี เบนจามิน เนทันยาฮู ของอิสราเอล เดินทางเยือนกรุงวอชิงตันและเข้าพบประธานาธิบดีทรัมป์ที่ทำเนียบขาวเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่สงครามในตะวันออกกลางปะทุขึ้นเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ โดยทั้งสองฝ่ายหารือเกี่ยวกับสถานการณ์ความมั่นคงในภูมิภาคและความพยายามป้องกันไม่ให้อิหร่านครอบครองอาวุธนิวเคลียร์

สถานการณ์ที่กลับมาตึงเครียดส่งผลให้ตลาดพลังงานทั่วโลกตอบสนองทันที โดยราคาน้ำมันดิบ เบรนท์ ปรับตัวเพิ่มขึ้นกว่า 4.3% แตะ 87.70 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ขณะที่น้ำมันดิบเวสต์เทกซัส (WTI) ของสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น 4.2% อยู่ที่ 82.62 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล จากความกังวลว่าความขัดแย้งอาจกระทบการขนส่งน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางลำเลียงน้ำมันสำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของโลก

ข้อมูลล่าสุดจากกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ระบุว่า นับตั้งแต่ประธานาธิบดีทรัมป์สั่งเปิดปฏิบัติการทางทหารต่ออิหร่านเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ มีทหารสหรัฐฯ ได้รับบาดเจ็บแล้วอย่างน้อย 624 นาย โดย 417 นาย ได้รับบาดเจ็บจากปฏิบัติการร่วมระหว่างสหรัฐฯ และอิสราเอลในการโจมตีอิหร่าน

นักวิเคราะห์มองว่า การที่ซาอุดีอาระเบียเข้าร่วมปฏิบัติการโจมตีทางทหารกับสหรัฐฯ โดยตรง ถือเป็นพัฒนาการสำคัญที่อาจทำให้ความขัดแย้งในตะวันออกกลางขยายวงกว้างยิ่งขึ้น และเพิ่มความเสี่ยงต่อเสถียรภาพด้านพลังงานและเศรษฐกิจโลกในระยะต่อไป.

ที่มา BBC / AFP

รัสเซียออกหมายจับ “พาเวล ดูรอฟ” ผู้ก่อตั้งเทเลแกรม สนับสนุนก่อการร้าย

รัสเซียออกหมายจับ "พาเวล ดูรอฟ" ผู้ก่อตั้งเทเลแกรม สนับสนุนก่อการร้าย

29 ก.ค. 2569 15:06 น.

รัสเซียออกหมายจับ “พาเวล ดูรอฟ” ผู้ก่อตั้งเทเลแกรม สนับสนุนก่อการร้าย

หน่วยความมั่นคงรัสเซียตั้งข้อหาและออกหมายจับสากลต่อนายพาเวล ดูรอฟ ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหารของแอปพลิเคชัน “เทเลแกรม” โดยกล่าวหาว่าปล่อยให้แพลตฟอร์มถูกใช้ประสานงานก่อการร้ายและการก่อวินาศกรรมในรัสเซีย หลังไม่ยอมลบเนื้อหาที่เกี่ยวข้อง ขณะที่ดูรอฟและเทเลแกรม ยังไม่มีความเห็นต่อข้อกล่าวหาดังกล่าว

หน่วยความมั่นคงแห่งสหพันธรัฐรัสเซีย (FSB) ประกาศว่า ได้ตั้งข้อหานายพาเวล ดูรอฟ (Pavel Durov) ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหารของแอปพลิเคชันรับส่งข้อความ “เทเลแกรม” ในข้อหา “เอื้อประโยชน์ต่อการก่อการร้าย” พร้อมออกหมายจับสากลเพื่อติดตามตัวมาดำเนินคดี

FSB ระบุว่า ข้อกล่าวหาดังกล่าวเกิดจากการที่เทเลแกรมไม่ดำเนินการลบข้อมูลและเนื้อหาที่ทางการรัสเซียระบุว่า ถูกใช้โดยหน่วยข่าวกรองของยูเครน รวมถึงองค์กรที่รัสเซียจัดให้เป็นกลุ่มก่อการร้ายและกลุ่มหัวรุนแรง เพื่อใช้วางแผนและประสานงานในการก่อวินาศกรรม การก่อการร้าย การสังหารหมู่ และปฏิบัติการหลอกลวงทางไซเบอร์ภายในรัสเซีย

จนถึงขณะนี้ ทั้งดูรอฟและบริษัทเทเลแกรมยังไม่ได้ออกแถลงการณ์ตอบโต้หรือแสดงความคิดเห็นต่อข้อกล่าวหาของรัฐบาลรัสเซีย

เทเลแกรมซึ่งก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2013 เป็นหนึ่งในแอปพลิเคชันรับส่งข้อความที่เข้ารหัสข้อมูลและได้รับความนิยมมากที่สุดในโลก โดยบริษัทระบุว่ามีผู้ใช้งานมากกว่า 1,000 ล้านบัญชี และถูกใช้อย่างแพร่หลายทั้งในรัสเซีย ยูเครน และอีกหลายประเทศทั่วโลก

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา รัฐบาลรัสเซียพยายามจำกัดการใช้งานเทเลแกรมมาอย่างต่อเนื่อง พร้อมผลักดันให้ประชาชนหันไปใช้ MAX Messenger ซึ่งเป็นแอปพลิเคชันสื่อสารที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐ

ดูรอฟ วัย 41 ปี เกิดที่นครเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก ประเทศรัสเซีย แต่ปัจจุบันถือสัญชาติฝรั่งเศสและสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ หลังย้ายออกจากรัสเซียเมื่อหลายปีก่อน

ก่อนก่อตั้งเทเลแกรม เขาเป็นผู้ก่อตั้ง VKontakte (VK) เครือข่ายสังคมออนไลน์ที่ได้รับฉายาว่าเป็น “เฟซบุ๊กของรัสเซีย” แต่ต้องขายหุ้นทั้งหมดและถอนตัวจากบริษัทในปี 2014 ท่ามกลางแรงกดดันจากทางการรัสเซีย

การดำเนินคดีครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางความสัมพันธ์ที่ตึงเครียดระหว่างดูรอฟกับรัฐบาลรัสเซีย ซึ่งก่อนหน้านี้เคยพยายามกดดันให้เทเลแกรมส่งมอบข้อมูลผู้ใช้งานแก่รัฐ และเคยใช้มาตรการจำกัดการเข้าถึงแอปพลิเคชันหลายครั้ง แต่ไม่ประสบความสำเร็จ

ทางการรัสเซียยังกล่าวหาว่าเทเลแกรมถูกใช้เป็นช่องทางในการรับสมัครชาวรัสเซียให้เข้าร่วมปฏิบัติการก่อวินาศกรรมที่เกี่ยวข้องกับหน่วยข่าวกรองของยูเครน และระบุว่าดูรอฟเพิกเฉยต่อการลบข้อมูลที่ถูกจัดว่าเป็นเนื้อหาต้องห้าม

ขณะเดียวกัน ดูรอฟยังเผชิญการสอบสวนในประเทศฝรั่งเศส จากข้อกล่าวหาว่าเทเลแกรมไม่มีมาตรการเพียงพอในการป้องกันการใช้แพลตฟอร์มเพื่อกระทำความผิด และไม่ให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมายอย่างเหมาะสม อย่างไรก็ตาม ดูรอฟปฏิเสธข้อกล่าวหาทั้งหมด โดยยืนยันว่าเทเลแกรมไม่ได้กระทำผิดกฎหมายและดำเนินงานภายใต้หลักการคุ้มครองความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้งาน

นักวิเคราะห์มองว่า การออกหมายจับสากลครั้งนี้สะท้อนถึงความพยายามล่าสุดของรัฐบาลรัสเซียในการเพิ่มแรงกดดันต่อแพลตฟอร์มดิจิทัลที่ไม่อยู่ภายใต้การควบคุมของรัฐ ท่ามกลางความขัดแย้งระหว่างรัสเซียกับยูเครนที่ยังคงดำเนินต่อไป และการเข้มงวดในการควบคุมพื้นที่สื่อสารบนโลกออนไลน์ของรัฐบาลมอสโก.

ที่มา Reuters/ AFP