อุ๊ยยังไงซิ ? เพจดัง เผย มดดำ โดน ดิว อริสรา บล็อกเบอร์ แถม ไฮโซสาว ของคืนครบ แต่เงินยังไม่ได้

อุ๊ยยังไงซิ ? เพจดัง เผย มดดำ โดน ดิว อริสรา บล็อกเบอร์ แถม ไฮโซสาว ของคืนครบ แต่เงินยังไม่ได้

อุ๊ยยังไงซิ ? เพจดัง เผย มดดำ โดน ดิว อริสรา บล็อกเบอร์ แถม ไฮโซสาว ของคืนครบ แต่เงินยังไม่ได้

วันศุกร์ ที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 08.39 น.

ทำเอาใครหลายคนบนโลกออนไลน์และบรรดาขาเผือกขาเม้าท์ทั้งหลายถึงกับเบิกตากว้างปูเสื่อรอ เมื่อวันนี้ 3 กรกฎาคม 2569 ทางเพจดังอย่าง บันเทิงหน้าตุ๊ด ออกมาหยิบยกประเด็นนี้มาขยี้ต่อแบบแซ่บซี๊ด จนกลายเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์กันสนั่นเมือง ของพิธีกรชื่อดังฝีปากกล้าของเมืองไทยอย่าง มดดำ คชาภา ได้ต่อสายตรงหาอัปเดต กรณีของไฮโซสาวอย่าง เมย์ วาสนา กับ ดิว อริสรา จากกรณีก่อนหน้านี้ที่เกิดขึ้น กลายเป็นเรื่องราวสุดร้อนแรงกระฉ่อนโลกออนไลน์และวงการบันเทิงเกี่ยวกับปมเงิน ๆ ทอง ๆ ที่ดูเหมือนจะยังไม่จบลงง่าย ๆ และล่าสุดที่ใครหลายคนในตอนนี้ต่างก็จับตามองความรักครั้งใหม่ของสาวดิว 

โดยทางเพจเฟซบุ๊กดังโพสต์ภาพและข้อความ เผยถึงเรื่องราวที่ทำเอาเตาเผือกทำงานหนักมากแม่ โดยเล่าถึงรายการ ข่าวใส่ไข่ เมื่อวานนี้ที่แม่มดดำ คชาภา ออกมาขยี้ 2 ประเด็นรวดของตัวมารดา ดิว อริสรา แบบฉ่ำ ๆ ประเด็นแรกคือเรื่องเงิน ๆ ทอง ๆ กับ เมย์ วาสนา ที่มดดำต่อสายตรงอัปเดตแล้ว ซีเมย์กระซิบมาว่า “ได้ของคืนครบแล้ว แต่เงินยังไม่ได้คืนเลยแม่!” จนมดดำถึงกับแซวขำ ๆ ว่าถ้าได้เงินคืนเมื่อไหร่ค่อยมาซื้อโฆษณารายการฉันนะคุณน้า เรียกเสียงฮาแบบช็อตฟีลสุด ๆ

บันเทิงหน้าตุ๊ด

ไม่หมดแค่นั้น เพจดังยังเม้าท์ต่อถึงเรื่องความรักครั้งใหม่ของสาวดิว หลังมีรูปจับมือหนุ่มปริศนาที่ดิสนีย์แลนด์พร้อมแคปชั่นอินเลิฟ ตอนแรกขาเผือกพุ่งเป้าไปที่หลานเจ้าสัวเมืองไทย แต่ล่าสุดสื่อดังของประเทศเจ้าหนึ่งเคาะแล้วว่าไม่ใช่ และหวยไปตกที่หนุ่มหล่อโปรไฟล์จึ้ง ฮู้ดดี้ ทายาทตระกูลล่ำซำ ทำเอาแฟน ๆ กรี๊ดสลบกับเทสที่สร้างร่างที่เป็น ยอมรับในความมงลงของแม่ดิวแบบสุด ๆ แถมแม่มดดำยังหลุดโป๊ะกลางรายการอีกว่า ตอนนี้โทรหาสาวดิวไม่ได้แล้วเพราะ โดนบล็อก ไปเรียบร้อย ว้าวุ่นกันไปแถว แถมช่วงนี้ชีดิวไม่ค่อยอยู่ไทย บินไปอยู่ไต้หวันฉ่ำ ๆ จะกลับมาก็แค่ตอนทำงานเท่านั้น สรุปเลยว่าเรื่องความรักคือนำลิ่วบังเกินต้าน แต่เรื่องเงินทองจะเคลียร์กันลงตัวยังไงต่อ

มดดำ คชาภา

หลังจากที่โพสต์ของทางเพจดังเผยแพร่ออกไป บรรดาลูกเพจและขาเผือกต่างพากันเข้ามากดไลก์กดแชร์ และคอมเมนต์แสดงความคิดเห็นกันอย่างถล่มทลาย บางส่วนก็หลุดโฟกัสไปขำเรื่องที่แม่มดดำโดนสาวดิวบล็อกเบอร์โทรศัพท์ เช่น

“แล้วทำไมมดดำถึงออกมาทิ้งบอมบ์แบบนี้คะ ?5555 อะไรคือสาเหตุ ??? “

“ก็นางทำให้อยากรู้ ถ่ายติดแขนติดมือมั่งไรมั่ง ถ้าไม่ลงแบบนี้ก็ไม่มีใคร เผือกหรอก ว่าไหมละ??”

“แซนวิชน้ำสลัดโบราณบ้าน น้ำหนึ่ง ดีนะไม่ใช่ท่านประธานกู้.ประธานฟู่.ประธานลู่..”

“แบบนี้เรียกว่าหล่อ นิ”

“คนสวยอ่ะติดหรู กาละแมร์ร้านหนู ติดฟัน ขอบคุณค่ะ”

“เขาก็เลาะไปได้เลื่อยๆเผื่อได้ดีอาจปิดหนี้ได้..ยังมีชีวิตใช้ไป”

“ตอนมีข่าวอยากได้งานทำ ก็มาบีบน้ำตาให้คนนู่นคนนี้ช่วย มดดำก็น่าจะเคยช่วยนางอยู่นะ แล้วแต่จ้า ยินดีด้วย”

“ลุ้นว่าคุณเมย์จะได้ตังค์คืนไหมมากกว่า”

“จุดพลุฉลองเลยจ้า”

“นี่คิดว่า ดิว เขาทำดีที่สุดแล้ว หยุดเอาเรื่องเขามาสร้างดราม่ามาปั่นมาตีกระแสให้เขาดูลบ สักทีเถอะ ไม่คิดจะช่วยก็อย่าหาแซะ!!”

ดิว อริสรา
ดิว อริสรา

ในขณะที่อีกหลายคนก็จับตารอดูว่าหนุ่มโปรไฟล์หรูตระกูลดังคนนี้จะใช่หวานใจตัวจริงเสียงจริงของสาวดิวอย่างที่เขาลือกันหรือไม่ รวมถึงปมเงินล้านกับไฮโซเมย์ว่าจะได้คืนครบเมื่อไหร่ งานนี้สายสืบโซเชียลเตรียมตั้งป้อมปูเสื่อรอกันยาว ๆ เลยจ้า

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก อินสตาแกรม moddamkachapa, อินสตาแกรม duearisara, เพจเฟซบุ๊ก บันเทิงหน้าตุ๊ด, อินสตาแกรม maynie_minimay

มินต์ ชาลิดา ออร่าว่าที่เจ้าสาวจับ! สลัดลุคอวดหุ่นแซ่บซี๊ด ลุ้นข่าวดีสิ้นปีนี้ที่เขาใหญ่

มินต์ ชาลิดา ออร่าว่าที่เจ้าสาวจับ! สลัดลุคอวดหุ่นแซ่บซี๊ด ลุ้นข่าวดีสิ้นปีนี้ที่เขาใหญ่

มินต์ ชาลิดา ออร่าว่าที่เจ้าสาวจับ! สลัดลุคอวดหุ่นแซ่บซี๊ด ลุ้นข่าวดีสิ้นปีนี้ที่เขาใหญ่

วันพฤหัสบดี ที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 17.47 น.

ทำเอาอินสตาแกรมแทบลุกเป็นไฟ! เมื่อนางเอกสาวหน้าหวาน “มินต์-ชาลิดา วิจิตรวงศ์ทอง” สลัดผ้าอวดความแซ่บในชุดวันพีซเว้าสูงสีขาวละมุนตา เผยให้เห็นหุ่นสุดเป๊ะปัง หน้าท้องแบนราบ และเรียวขายาวสวยผ่านภาพในอินสตาแกรมส่วนตัว ไม่ว่าจะเป็นกำลังนั่งชิลริมขอบสระพร้อมถือลูกมะพร้าว เพิ่มความเซ็กซี่แบบทวีคูณด้วยช็อตยืนอาบน้ำเผยให้เห็นสัดส่วนสุดเฟิร์มจากด้านข้างแบบเต็ม ๆ ตา ยิ่งมองยิ่งปฏิเสธไม่ได้เลยว่าช่วงนี้ ‘สาวมินต์’ดูสวยเปล่งปลั่ง มีออร่าความสุขของ “ว่าที่เจ้าสาว” จับแบบสุด ๆทริปนี้สาวมินต์ไม่ได้มาคนเดียวแต่ยังควงแขนเพื่อนซี้มาร่วมแจกความสดใสและเซ็กซี่ขยี้ใจไปพร้อมกัน โดยมีโมเมนต์น่ารัก ๆ แต่อบอวลไปด้วยความแซ่บ ไม่ว่าจะเป็นรอยยิ้มสดใสขณะลงแช่ในอ่างน้ำร่วมกัน เผยให้เห็นมิตรภาพและความสนุกสนานอย่างเต็มที่ช็อตเซลฟี่หน้ากระจกสุดคิ้วท์ในเดรสโค้ดชุดว่ายน้ำ ถือลูกมะพร้าวโพสท่าสู้กล้องแบบไม่มีใครยอมใครปิดท้ายด้วยสาวมินต์นั่งโพสท่าสวยๆส่งยิ้มหวานละลายใจท่ามกลางแสงไฟสีอบอุ่นในห้องซาวน่า

นอกจากความแซ่บที่ทำเอาแฟน ๆ และเพื่อนพ้องในวงการบันเทิงแห่กดไลก์และคอมเมนต์ชมกันจนไอจีแทบค้างแล้ว สิ่งที่หลายคนต่างจับตามองและลุ้นกันตัวโก่ง คงหนีไม่พ้นข่าวดีเรื่องงานวิวาห์ของเธอกับหวานใจหนุ่มไฮโซภูผา เตชะณรงค์ ทายาทสุดหล่อแห่งโบนันซ่าเขาใหญ่ลูกชายคนเล็กของ ไพวงษ์เตชะณรงค์  และ ภัสสรา เตชะณรงค์ ที่คบหากันมาอย่างยาวนานแว่วมาว่า… แฟน ๆ อาจจะได้ยินข่าวดีและร่วมยินดีกันในช่วงเดือนธันวาคม สิ้นปีนี้ ซึ่งสถานที่จัดงานก็ไม่ใช่ที่ไหนไกล แต่เป็นบรรยากาศธรรมชาติสุดโรแมนติกที่ “เขาใหญ่” แหล่งข่าววงในกระซิบว่า งานนี้อาจจะมาใน “ธีมสวนสัตว์” คอนเซปต์สุดเก๋ไม่ซ้ำใครอย่างแน่นอน!งานนี้บอกเลยว่าออร่าเจ้าสาวของสาวมินต์นั้นเปล่งประกายชัดเจนขนาดนี้ แฟน ๆ คงต้องปักหมุดรอฟังข่าวดีอย่างเป็นทางการและเตรียมตัดชุดรอไปร่วมงานฉลองสุดยิ่งใหญ่ส่งท้ายปีกันได้เลย!

ชาวเน็ตจับตา โยงรักครั้งใหม่ ดิว อริสรา ซุ่มปลูกต้นรัก เอริค เซี่ย มหาเศรษฐีแสนล้าน หลานเจ้าสัวซีพี

ชาวเน็ตจับตา โยงรักครั้งใหม่ ดิว อริสรา ซุ่มปลูกต้นรัก เอริค เซี่ย มหาเศรษฐีแสนล้าน หลานเจ้าสัวซีพี

ชาวเน็ตจับตา โยงรักครั้งใหม่ ดิว อริสรา ซุ่มปลูกต้นรัก เอริค เซี่ย มหาเศรษฐีแสนล้าน หลานเจ้าสัวซีพี

วันพฤหัสบดี ที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 17.10 น.

กลายเป็นประเด็นร้อนบนโลกออนไลน์ที่ทำเอาขาเผือกนั่งไม่ติดกันเลยทีเดียวเมื่อชาวเน็ตแห่เปิดวาร์ปชายหนุ่มโปรไฟล์หรูที่ถูกลือหนาหูว่า อาจเป็น “รักครั้งใหม่” ของนักแสดงสาวตัวแม่ “ดิว อริสรา” โดยพุ่งเป้าไปที่ “เอริค เซี่ย” (Eric Tse) นักธุรกิจหนุ่มรุ่นใหม่ไฟแรงที่มีดีกรีเป็นถึงมหาเศรษฐีแสนล้าน

เปิดโปรไฟล์ “เอริค เซี่ย” หนุ่มหล่อแสนล้าน สำหรับ “เอริค เซี่ย” ถือเป็นบุคคลที่น่าจับตามองอย่างมากในแวดวงธุรกิจระดับโลกโดยเขากลายเป็นที่รู้จักในวงกว้างหลังจากได้รับการโอนหุ้นในบริษัท Sino Biopharmaceutical คิดเป็นมูลค่าสูงถึงประมาณ 3.8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (หรือหลายแสนล้านบาท) ส่งผลให้เขาขึ้นแท่นเป็นมหาเศรษฐีรุ่นใหม่ในเวลาอันรวดเร็ว

 สายตระกูล มีรายงานว่าเขาเป็นหลานของ ธนินท์ เจียรวนนท์ โดยมีความเชื่อมโยงกับตระกูลเชี่ย-เจียรวนนท์ ซึ่งเป็นตระกูลที่มีบทบาททางเศรษฐกิจและธุรกิจสำคัญทั้งในประเทศไทยและประเทศจีนโดดเด่นไม่แพ้โปรไฟล์ธุรกิจโดยเขาเกิดที่สหรัฐอเมริกาและเข้าศึกษาทั้งในกรุงปักกิ่งและฮ่องกง ก่อนจะคว้าทุน Schwarzman Scholar ที่มหาวิทยาลัยชิงหัว และสำเร็จการศึกษาจาก Wharton School มหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนีย นอกจากนี้ยังมีส่วนร่วมก่อตั้งเวที Penn Wharton China Summit ในระหว่างที่ศึกษาอยู่อีกด้วย

แจ๊ส ชวนชื่น และ แจง ปุณณาสา สุดภูมิใจ ร่วมยินดี น้องแตงไทย จบการศึกษาชั้น Year 6

แจ๊ส ชวนชื่น และ แจง ปุณณาสา สุดภูมิใจ ร่วมยินดี น้องแตงไทย จบการศึกษาชั้น Year 6

แจ๊ส ชวนชื่น และ แจง ปุณณาสา สุดภูมิใจ ร่วมยินดี น้องแตงไทย จบการศึกษาชั้น Year 6

วันพฤหัสบดี ที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 16.53 น.

ถือเป็นอีกหนึ่งเรื่องราวสุดประทับใจของครอบครัวสายฮา เมื่อ แจ๊ส ชวนชื่น และ แจง ปุณณาสา ได้เผยภาพความภาคภูมิใจผ่านทางอินสตาแกรมส่วนตัว (@jangjit) ในโอกาสที่ลูกสาวคนเก่ง น้องแตงไทย สำเร็จการศึกษาในระดับชั้น Year 6 จากโรงเรียนนานาชาติชื่อดัง Shrewsbury International School Bangkok (Riverside)

งานนี้เผยให้เห็นภาพครอบครัวและญาติมิตรที่มาร่วมแสดงความยินดีกันอย่างอบอุ่นหนาตาที่หน้าป้ายโรงเรียนโดย‘คุณแม่แจง’ได้ระบุแคปชันสั้นๆแต่เต็มไปด้วยความตื้นตันว่า “Congratulations year6 #tangthaijangjazz”

นอกจากนี้ยังเผยให้เห็นรอยยิ้มสดใสของน้องแตงไทยในชุดเครื่องแบบนักเรียนเต็มยศพร้อมถือประกาศนียบัตรของสถาบันอย่างภาคภูมิใจโดยมีคุณพ่อแจ๊สคอยยืนเคียงข้างด้วยรอยยิ้มและแววตาที่เต็มไปด้วยความสุขนอกจากนี้ยังเผยภาพของน้องแตงไทยในขณะร่วมกิจกรรมบนเวทีร่วมกับเพื่อนๆร่วมชั้นเรียนอีกด้วยงานนี้ทำเอาแฟนคลับและเพื่อนพ้องในวงการบันเทิงต่างเข้ามาร่วมคอมเมนต์แสดงความยินดีกับน้องแตงไทยและครอบครัวกันอย่างล้นหลามให้กับความสำเร็จก้าวแรกสู่ระดับชั้นที่สูงขึ้นของสาวน้อยคนเก่งคนนี้

นักศึกษาวปอ.บอ.รุ่น 3 ลุย CSR ดันโครงการ Career GPS แพลตฟอร์มเข็มทิศของชีวิต

นักศึกษาวปอ.บอ.รุ่น 3 ลุย CSR ดันโครงการ Career GPS แพลตฟอร์มเข็มทิศของชีวิต

นักศึกษาวปอ.บอ.รุ่น 3 ลุย CSR ดันโครงการ Career GPS แพลตฟอร์มเข็มทิศของชีวิต

วันศุกร์ ที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 13.40 น.

นักศึกษาวปอ.บอ.รุ่น 3 ลุย CSR ดันโครงการ Career GPS แพลตฟอร์มเข็มทิศของชีวิต กระตุ้นวัยหนุ่มสาว เรียนรู้อาชีพในอนาคต ก่อนออกจากรั้วโรงเรียน สู่สนามชีวิตจริง 

วันที่ 3 กรกฏาคม 2569 นักศึกษากลุ่มมรกต และไพลินหลักสูตรการป้องกันราชอาณาจักรสำหรับผู้บริหารแห่งอนาคต รุ่นที่ 3 หรือ วปอ.บอ. อาทิ นายพีรพร สุวรร์ฉวี นายอิทธิชัย พูลวรลักษณ์ นางสาวณัฐริยา โค้วไพโรจน์  ลงพื้นที่ทำกิจกรรมเพื่อสังคม หรือ CSR ในโครงการอบรมการใช้งาน Application Career GPS แพลตฟอร์มเข็มทิศของชีวิต สำหรับครู และนักเรียนโรงเรียนมัธยมประชานิเวศน์ กรุงเทพมหานคร ณ ห้องประชุมศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาการเรียนรู้ทางวิทยาศาสตร์ (ท้องฟ้าจำลองกรุงเทพ)

ปัจจุบันโลกกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทั้งจากความก้าวหน้าของเทคโนโลยี ปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI การเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจ และความต้องการของตลาดแรงงาน อาชีพใหม่ ๆ เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ขณะที่หลายอาชีพกำลังปรับเปลี่ยนรูปแบบการทำงาน กิจกรรมนี้ จึงถือเป็นส่วนเติมเต็มประสบการณ์ ให้เยาวชน ได้รู้จักตนเอง รู้ว่าตนเองมีความถนัดอะไร มีความสนใจด้านใด และควรพัฒนาทักษะใด เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับอนาคต

เพราะ “การค้นพบตัวเอง” เป็นจุดเริ่มต้นของความสำเร็จในทุกอาชีพ และสามารถวางแผนการเรียน การพัฒนาตนเอง และการประกอบอาชีพได้อย่างมีทิศทาง ลดการลองผิดลองถูก และสามารถใช้ศักยภาพของตนเองได้อย่างเต็มที่ด้วยเหตุนี้

โครงการ Career GPS ไม่ได้เป็นเพียง Application สำหรับทำแบบประเมินความถนัด แต่เป็นเครื่องมือที่ช่วยให้เยาวชนได้สำรวจศักยภาพของตนเอง เรียนรู้โลกและอาชีพแห่งอนาคต และเห็นความเชื่อมโยงระหว่างสิ่งที่กำลังเรียนอยู่กับอาชีพที่ใฝ่ฝันในวันข้างหน้า เป็นการนำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้เพื่อสนับสนุนการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ของประเทศอย่างเป็นรูปธรรม ให้เยาวชนวัยหนุ่มสาว รู้เท่าทัน ก่อนออกจากรั้วโรงเรียน สู่สนามชีวิตจริง 

ปักธงไทยบนเวทีอวกาศ! ทีม DAEDALUS อัสสัมชัญ ผงาดคว้าแชมป์โลก CanSat Competition 2026

ปักธงไทยบนเวทีอวกาศ! ทีม DAEDALUS อัสสัมชัญ ผงาดคว้าแชมป์โลก CanSat Competition 2026

ปักธงไทยบนเวทีอวกาศ! ทีม DAEDALUS อัสสัมชัญ ผงาดคว้าแชมป์โลก CanSat Competition 2026

วันศุกร์ ที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 12.12 น.

โรงเรียนอัสสัมชัญ จัดแสดงความยินดีกับ ทีม DAEDALUS แชมป์โลก Annual CanSat Competition 2026

เมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2569 ณ ศูนย์การเรียนรู้ วิจัยและพัฒนา นวัตกรรมเทคโนโลยีการบินและอวกาศ และเทคโนโลยีขั้นสูง ชั้น 3 อาคารนักบุญหลุยส์-มารีย์ โรงเรียนอัสสัมชัญ เขตบางรัก กรุงเทพฯ ภราดา ดร. เดชาชัย  ศรีพิจารณ์ ผู้อำนวยการโรงเรียนอัสสัมชัญ เป็นประธานในพิธีแสดงความยินดีกับ ทีม DAEDALUS (เดดาลัส) โรงเรียนอัสสัมชัญ ในนามทีมจากประเทศไทย คว้า“แชมป์โลก” รางวัลชนะเลิศ ในการปฏิบัติภารกิจและการแข่งขัน Annual CanSat Competition 2026 รอบชิงชนะเลิศ ณ ประเทศสหรัฐอเมริกา ระหว่างวันที่ 4–7 มิถุนายน พ.ศ. 2569 ภายในงานจัดพิธีมอบเสื้อเกียรติยศให้กับ ทีม DAEDALUS (เดดาลัส) พร้อมทั้งมอบโล่ขอบคุณผู้ให้การสนับสนุนในด้านต่าง ๆ จนทำให้ทีมประสบความสำเร็จในครั้งนี้ โดย ภราดา ดร. เดชาชัย  ศรีพิจารณ์ ผู้อำนวยการโรงเรียน เป็นผู้มอบ

สำหรับผู้สนับสนุน ประกอบด้วย คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี, สถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ (DTI), บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน), ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน), บริษัท ซีโน-แปซิฟิค เทรดดิ้ง ไทยแลนด์ จำกัด, บริษัท เซ็นทรัล เรสตอรองส์ กรุ๊ป จำกัด, อัสสัมชัญชนิก รุ่น 97, สมาคมผู้ปกครองและครู โรงเรียนอัสสัมชัญ, บริษัท มอร์เดิลส์ จำกัด, โครงการระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก บริษัท ปตท. (จำกัด) มหาชน, สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (GISTDA) และสมาคมอัสสัมชัญ มีภราดาวิริยะ  ฉันทวโรดม ที่ปรึกษาโรงเรียนอัสสัมชัญ ภราดาพัชรปกรณ์  ลังบุปผา รองผู้อำนวยการ/หัวหน้าฝ่ายวิชาการโรงเรียน และแขกผู้มีเกียรติร่วมงาน

สำหรับ CanSat (แคนแซท) หรือ ดาวเทียมกระป๋อง คือ แบบจำลองดาวเทียมขนาดเล็กที่มีขนาดเท่ากระป๋องเครื่องดื่ม (ปริมาตรประมาณ 330 มิลลิลิตร) จัดอยู่ในกลุ่มดาวเทียมขนาดจิ๋ว เป็นโครงการที่ริเริ่มโดย European Space Agency (ESA) หรือองค์การอวกาศยุโรป เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ด้านเทคโนโลยีอวกาศ วิศวกรรมศาสตร์ การเขียนโปรแกรม และการทำงานเป็นทีม ผ่านการออกแบบ สร้าง และทดสอบดาวเทียมจำลอง แม้จะไม่ได้ถูกส่งขึ้นสู่วงโคจรจริงก็ตาม

การแข่งขันรอบชิงชนะเลิศประกอบด้วย 3 ภารกิจหลัก ได้แก่ Flight Readiness Review (FRR)  การตรวจสอบความพร้อมก่อนภารกิจ, Launch Mission การปล่อยและปฏิบัติภารกิจของ CanSat และ Post Flight Review (PFR) การวิเคราะห์และสรุปผลหลังภารกิจ ทีม DAEDALUS (เดดาลัส) โรงเรียนอัสสัมชัญ ทำคะแนนรวม 93.0778 คะแนน จาก 100.0000 คะแนน ซึ่งเป็นทีมระดับมัธยมศึกษา ทีมเดียว ในการแข่งขัน ท่ามกลางทีมจากมหาวิทยาลัยและสถาบันการศึกษาชั้นนำจากนานาประเทศ

สมาชิกในทีม DAEDALUS (เดดาลัส) ประกอบด้วย

1. นายพรรวินท์  ชินอมรพงษ์ ม.5
2. นายวัชรพงศ์  กีรัตยาภรณ์ ม.5
3. นายตีรณ์ญาณ บุญธกานนท์ ม.6
4. นายเตชิต  หมั่นสกุล ม.6
5. นายธนกร  หันทะนันท์ ม.6
6. นายวัชระวิชญ เล็กสุวรรณกุล ม.6
7. นายรภัสกร  ลีลารุจาวาณิช ม.6
8. นายนพรุจ  อึ้งพิพัฒนพงศ์ ม.6
9. นายวริทธิ์นันท์ คล้ายสุวรรณ ม.6
10. นายภสิน  ถาวรวิริยกุล ม.6
11. นายกฤษฎิ์  เรืองฤทธิ์ ม.6

คุณครูที่ปรึกษาทีม

– มาสเตอร์พชร  ภูมิประเทศ
– มาสเตอร์ณัฐกิตติ์ ขวัญกิจพิศาล
– นายวิวรรษธร  ฐิตสิริวิทย์ (ศิษย์เก่า)
 

นายตีรณ์ญาณ  บุญธกานนท์ และ นายรภัสกร ลีลารุจาวาณิช ตัวแทน ทีม DAEDALUS (เดดาลัส) ได้เล่าถึงประสบการณ์จากการแข่งขันที่ผ่านมา แรงบันดาลใจในการเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของทีม DAEDALUS (เดดาลัส) พร้อมทั้งนำสื่อมวลชนและผู้ร่วมงานเยี่ยมชมห้องปฏิบัติการ ภายในศูนย์การเรียนรู้ วิจัยและพัฒนา นวัตกรรมเทคโนโลยีการบินและอวกาศ และเทคโนโลยีขั้นสูง [DREAM MAKER SPACE] ซึ่งเป็นเบื้องหลังการทำงานก่อนจะได้รางวัลแชมป์โลกกลับมาประเทศไทย โดยเริ่มจาก

– ห้อง AC AVIATION TRANING CENTER คือ ห้องจำลองการบินผ่านเครื่อง Simulator เรื่องอากาศยาน ซึ่งเป็นแรงบันดาลใจให้นักเรียน ระดับชั้น ม.ต้น มาเรียนรู้เกี่ยวกับอากาศยาน การทำงานของโดรน เพื่อมาต่อยอดเรื่องเกี่ยวกับ การทำจรวด และ Cansat

– ห้อง AC 3D MODEL STUDIO เป็นห้องผลิตชิ้นส่วนของ Cansat และ จรวดจากเครื่อง Printing 3D ตามที่นักเรียนออกแบบและทดสอบ ซึ่งใช้ในการเรียนการสอน ในการผลิตงานออกแบบ 3 มิติด้วย

– ห้อง AC ELECTRONIC LABORATARY  เป็นห้องที่จำลองการทำ ระบบ ELECTRONIC ในการทำเขียนโปรแกรมการเก็บข้อมูลของการปล่อย Cansat ระหว่างการทำภารกิจ

– ห้อง AC MECHANICS LABORATORY เป็นห้องที่ทำระบบกลไกต่าง ๆ ในการดีดตัวของ Cansat ออกจากจรวด ก่อนนำไปทดสอบจริง

นายกฯสวมสายสะพายร่วมทีม ยุวทูตต้านทุจริตต้นแบบ ชมกองทุน ป.ป.ช. เดินหน้าถูกทาง สร้างเด็กไทยไร้โกง

นายกฯสวมสายสะพายร่วมทีม ยุวทูตต้านทุจริตต้นแบบ ชมกองทุน ป.ป.ช. เดินหน้าถูกทาง สร้างเด็กไทยไร้โกง

นายกฯสวมสายสะพายร่วมทีม ยุวทูตต้านทุจริตต้นแบบ ชมกองทุน ป.ป.ช. เดินหน้าถูกทาง สร้างเด็กไทยไร้โกง

วันศุกร์ ที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 11.45 น.

นายกรัฐมนตรี สวนสายสะพายเข้าร่วมทีมยุวทูตต้านทุจริตต้นแบบ ชมกองทุน ป.ป.ช.มาถูกทางร่วมสร้างเด็กไทยอนาคตชาติไร้ทุจริต

นายอนุทิน ชาญวีรกุล นายกรัฐมนตรี เปิดทำเนียบเป็นกรณีพิเศษ ต้อนรับคณะยุวฑูตต้านทุจริตต้นแบบ ภายใต้การสนับสนุนจาก กองทุนการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (กองทุน ป.ป.ช) นายกรัฐมนตรี โดยนายจุลภควัฒน์ ศรีสุวรรณ ผู้จัดการโครงการส่งทีมโรงเรียนสารสาสน์สุขสวัสดิ์ เป็นผู้แทนยุวฑูต 10 โรงเรียน ได้รับโอกาสนั่งเก้าอี้นายกรัฐมนตรีและรับคำสอนดีดีจาก โดยนายกรัฐมนตรี ขอให้เด็กๆ ทุกคนระลึกความสำคัญความซื่อสัตย์ สุจริต เป็นคุณธรรมพื้นฐานสำคัญ ทั้งเรื่องเรียนและการทำงาน  พร้อมอวยพรให้ทุกคนประสบความสำเร็จในการศึกษา และเติบโตเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศด้วย   

นายจุลภควัฒน์ ศรีสุวรรณ ผู้จัดการโครงการยุวทูตต้านทุจริตต้นแบบ ภายใต้การสนับสนุนจาก กองทุนการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (กองทุน ป.ป.ช) กล่าวว่า “รู้สึกเป็นเกียรติอย่างสูง และกราบขอบคุณท่านนายกรัฐมนตรี ที่เมตตาเปิดโอกาสเป็นพิเศษสำหรับยุวทูตต้านทุจริตต้นแบบ ให้เข้าเยี่ยมคารวะ รับคำสอนดีดีจากนายกรัฐมนตรี และยังได้เป็นไกด์วีไอพี พาคณะยุวทูตต้านทุจริตต้นแบบเยี่ยมชมจุดสำคัญๆ ของทำเนียบรัฐบาล โดยไฮไลท์สุดๆคือการที่นายกรัฐมนตรีได้สวมสายสะพายยุวฑูตต้านทุจริตต้นแบบ ร่วมกับเด็กๆ เพื่อถ่ายรูป ณ บันไดทำเนียบรัฐบาล จุดรับแขกบ้านแขกเมือง เพื่อแสดงการสนับสนุนโครงการยุวฑูตต้านทุจริตต้นแบบที่ กองทุน ป.ป.ช.ได้ให้การสนับสนุนเด็กๆ โดยเล็งเห็นจุดหมายเดียวกันคือเพื่อพัฒนาเด็กผู้เป็นอนาคตของชาติที่จะมาร่วมกันต้านทุจริต ให้ประเทศไทยในอนาคตเป็นประเทศที่ปลอดทุจริตอย่างแท้จริง”

นางสาวสุภานิชา ภูวงศ์ ยุวทูตต้านทุจริตต้นแบบ โรงเรียนสารสาสน์สุขสวัสดิ์ กล่าวว่า “หนูดีใจและตื่นเต้นมากๆเลยค่ะ ที่ท่านนายกรัฐมนตรีเมตตาให้โอกาสพวกเราเด็กๆ โดยเฉพาะตอนท่านบอกจะร่วมใส่สายสะพายเป็นยุวฑูตต้านทุจริตต้นแบบกับพวกเราด้วย ดีใจมากๆค่ะ ที่ผู้ใหญ่ระดับประเทศเห็นความสำคัญและสนใจสิ่งที่พวกเรากำลังทำเพื่อรณรงค์ต่อต้านการทุจริต หวังว่าประเทศของเราจะปลอดการทุจริตในอนาคตนะคะ อย่างน้อยพวกหนูที่เป็นยุวทูตต้านทุจริตต้นแบบ จะไม่เกี่ยวข้องกับการทุจริตและจะเป็นสื่อที่ส่งความรู้นี้ไปถึงเพื่อนๆ ทั่วประเทศต่อๆไปจนโตเลยค่ะ”

นายเบญจพล เพียรธรรม ยุวทูตต้านทุจริตต้นแบบ โรงเรียนสารสาสน์สุขสวัสดิ์ กล่าวว่า “ การได้มาร่วมโครงการยุวทูตต้านทุจริตต้นแบบ ทำให้ความคิดพวกเราเปลี่ยนเยอะมาก เพราะได้เห็นโทษของการทุจริตและแนวทางการแก้ไขป้องกันในรุ่นของพวกเรา ผมได้เรียนรู้ว่าการทุจริตใกล้ตัวเรากว่าที่คิด เมื่อก่อนดูข่าวทุจริต เสียหายเป็นหมื่นๆ ล้าน ผมคิดว่าไกลตัวเรา แต่เมื่อผมเข้าร่วมโครงการนี้เลยรู้ว่าใกล้ตัวเรามาก และเราเองก็สามารถที่จะร่วมต้านทุจริต เป็นกระบอกเสียง เป็นต้นแบบเพื่อส่งต่อได้ครับ”

โครงการยุวฑูตต้านทุจริตต้นแบบ ภายใต้การสนับสนุนจาก กองทุนการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (กองทุน ป.ป.ช) เปิดตัว 500 ยุวทูตต้านทุจริตต้นแบบ จาก 10 สถาบันการศึกษาต้นแบบ เพื่อส่งเสริมให้เยาวชนตระหนักรู้ถึงโทษภัยและผลกระทบของการทุจริตคอรัปชัน พร้อมพัฒนาศักยภาพด้านการสื่อสารและการผลิตสื่อสร้างสรรค์ เพื่อเป็นกระบอกเสียงในการปลูกฝังค่านิยมความซื่อสัตย์สุจริตในสังคม มุ่งเน้นการทำงานร่วมกับนักเรียนระดับมัธยมศึกษา เพื่อสร้างยุวฑูตต้านทุจริตต้นแบบ ผ่านกระบวนการเรียนรู้เชิงปฏิบัติการ (Workshop) ที่เปิดโอกาสให้เยาวชนได้เรียนรู้ทั้งด้านเนื้อหาเกี่ยวกับการป้องกันและต่อต้านการทุจริต ควบคู่กับการฝึกทักษะด้านการสื่อสารและการผลิตสื่อในรูปแบบที่ทันสมัย สื่อสารเข้าใจง่ายเพื่อเข้าถึงคนทุกกลุ่ม

ตลอดการดำเนินโครงการ เยาวชนจะได้รับการถ่ายทอดองค์ความรู้จากวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิ นักสื่อสาร และ

ครีเอเตอร์ อินฟูเอนเซอร์ ที่ประสบความสำเร็จในสายงานของตน เพื่อเสริมสร้างทั้งความรู้ด้านการต่อต้านการทุจริตและทักษะการสื่อสารสมัยใหม่ที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้จริง ร่วมแบ่งปันประสบการณ์และเทคนิคการสร้างสรรค์คอนเทนต์บนแพลตฟอร์มดิจิทัล  โดนรวบรวมวิทยากรระดับมืออาชีพมาให้ความรู้กับเด็กๆ ในโครงการ เช่น ครูรัก ศรัทธา ศรัทธาทิพย์ นักแสดง ครูสอนการแสดง ผู้กำกับการแสดง , ครูพี่วี รัชพล สุวรรณโชติ ประสบการณ์สอนผลิตสื่อเด็กมากกว่า 30 ปี เจ้าของรางวัลสื่อเด็กชนะเลิศอันดับ 1 ของโลก (International Emmy Awards) ณ กรุงนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา รางวัลเกียรติยศสูงสุดของวงการโทรทัศน์โลก เปรียบเสมือนรางวัลออสการ์ของฝั่งภาพยนตร์ , ครูเป๊ป เขมิกา สุขประสงค์ดี อินฟลูเอนเซอร์คนดังมีผู้ติดตามกว่า 2.9 ล้าน และยอดรับชมกว่า 1,000 ล้านวิว นักแสดงผู้มีประสบการณ์ทั้งในวงการบันเทิงและสื่อดิจิทัล, ครูลูกตาล ชลธิชาศ์ (ลูกตาล อาร์สยาม) นักร้อง นักแสดง ดีเจ และคอนเทนต์ครีเอเตอร์ ผู้มีประสบการณ์ด้านสื่อบันเทิงและสื่อดิจิทัล , ครูพอร์ช พงษกร นักแสดง พิธีกร ผู้ประกาศข่าว ถ่ายทอดประสบการณ์ด้านการสื่อสารต่อหน้าสาธารณชน การเป็นพิธีกร ,ครูอีฟ อรวรรณ นักร้องค่ายรถไฟดนตรี พิธีกร และนักวิชาการด้านสื่อสารมวลชน ,คุณปริญญ์ ตันประดิษฐ์ จากช่อง  Prinmill ครีเอเตอร์และ TikToker ชื่อดัง ผู้สร้างกระแสความฮิตด้วยคอนเทนต์ ,ครูพลับบี้ จากช่อง Plubby.27(ผู้ติดตาม 3.6 แสนคน) TikToker และคอนเทนต์ครีเอเตอร์รุ่นใหม่

นอกจากการเรียนรู้ในห้องอบรมแล้ว ผู้เข้าร่วมโครงการยังได้ลงมือปฏิบัติจริงในทุกขั้นตอนของการผลิตสื่อ ตั้งแต่การคิดประเด็น การวางแผนเนื้อหา การสัมภาษณ์ การเป็นพิธีกร การถ่ายทำ และการนำเสนอ โดยมีทีมวิทยากรและผู้เชี่ยวชาญคอยให้คำแนะนำอย่างใกล้ชิด เปรียบเสมือนการทำงานจริงในสายวิชาชีพสื่อสารมวลชนและสื่อดิจิทัล ภายหลังการอบรม ยุวทูตต้านทุจริตต้นแบบ จะร่วมกันผลิตผลงานสื่อรณรงค์ต่อต้านการทุจริต โดยเตรียมลงพื้นที่สัมภาษณ์บุคคลสำคัญและบุคคลต้นแบบจากหลากหลายสาขา เพื่อนำข้อมูลและมุมมองที่ได้รับมาสร้างสรรค์เป็นคอนเทนต์ที่มีคุณค่าและสร้างแรงบันดาลใจแก่สังคมต่อไป ผลงานการผลิตสื่อของยุวฑูตต้านทุจริตต้นแบบ จะเผยแพร่ออกอากาศทางสถานีวิทยุโทรทัศน์กองทัพบก ช่อง 5 และสื่อโซเชียลมีเดีย เพื่อให้ยุวทูตต้านทุจริตต้นแบบ ได้มีโอกาสสื่อสารแนวคิดเรื่องความซื่อสัตย์สุจริตจากเด็กสู่เด็ก ผู้ปกครอง และไปสู่สาธารณชนในวงกว้าง พร้อมสร้างการรับรู้และปลูกฝังค่านิยมการไม่ยอมรับการทุจริตให้แก่สังคมไทย

นอกจากนี้ โครงการยุวทูตต้านทุจริตต้นแบบ กองทุน ป.ป.ช.ยังได้เน้นย้ำถึงบทบาทสำคัญของเด็กเยาวชน ในฐานะ “ยุวฑูตต้านทุจริตต้นแบบ” ที่ไม่ได้เป็นเพียงผู้รับสาร แต่สามารถเป็นผู้ผลิตสื่อและผู้ส่งต่อแนวคิดเรื่องความซื่อสัตย์สุจริตสู่สังคมได้ ผ่านการใช้ความคิดสร้างสรรค์และความเข้าใจพฤติกรรมของคนรุ่นเดียวกัน เพื่อพัฒนาคอนเทนต์ที่เข้าถึงง่าย น่าสนใจ และสามารถกระตุ้นให้เกิดการตระหนักรู้เกี่ยวกับปัญหาการทุจริตในชีวิตประจำวัน ความสำเร็จของโครงการจึงไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการให้ความรู้แก่ผู้เข้าร่วม แต่คือการสร้าง

“ยุวฑูตต้านทุจริตต้นแบบ” ที่สามารถใช้ทักษะการสื่อสารและพลังของสื่อสร้างสรรค์เป็นเครื่องมือในการขับเคลื่อนสังคม สร้างแรงบันดาลใจ และส่งต่อแนวคิดความซื่อสัตย์สุจริตสู่สังคมได้อย่างยั่งยืน

โดย 10 สถาบันการศึกษาที่เข้าร่วมโครงการยุวทูตต้านทุจริตต้นแบบ ที่กองทุน ป.ป.ช.ได้สนับสนุน ได้แก่

1.โรงเรียนสิริรัตนาธร

2.โรงเรียนปราโมชวิทยารามอินทรา

3.โรงเรียนสารสาสน์วิเทศสมุทรปราการ

4.โรงเรียนสารสาสน์สุขสวัสดิ์

5.โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาพัฒนาการ​ ปทุมธานี

6.โรงเรียน ภ.ป.ร. ราชวิทยาลัย ในพระบรมราชูปถัมภ์

7.โรงเรียนอัสสัมชัญ

8.โรงเรียนสตรีวัดมหาพฤฒาราม ในพระบรมราชินูปถัมภ์

9.โรงเรียนวัดสุทธิวราราม

10.มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลรัตนโกสินทร์ 

‘ยศชนัน’ ชู MOIP ระดมผู้เชี่ยวชาญระดับโลกแลกเปลี่ยนแนวคิดขับเคลื่อนประเทศด้วยนวัตกรรมเชิงพันธกิจ

'ยศชนัน' ชู MOIP ระดมผู้เชี่ยวชาญระดับโลกแลกเปลี่ยนแนวคิดขับเคลื่อนประเทศด้วยนวัตกรรมเชิงพันธกิจ

‘ยศชนัน’ ชู MOIP ระดมผู้เชี่ยวชาญระดับโลกแลกเปลี่ยนแนวคิดขับเคลื่อนประเทศด้วยนวัตกรรมเชิงพันธกิจ

วันพฤหัสบดี ที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 16.44 น.

“ศ.ดร.ยศชนัน” ชู MOIP พลิกโฉมนโยบาย อววน. ไทย สอวช. เปิดเวทีประชุมวิชาการนโยบายสาธารณะครั้งแรก ระดมผู้เชี่ยวชาญระดับโลกแลกเปลี่ยนแนวคิดขับเคลื่อนประเทศด้วยนวัตกรรมเชิงพันธกิจ

สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) ภายใต้ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) จัดการประชุมวิชาการนโยบายสาธารณะของ สอวช. ครั้งที่ 1 ภายใต้หัวข้อ “พลิกโฉมประเทศไทยด้วย Mission-Oriented Innovation Policy (MOIP)” หรือ “The 1st NXPO Public Policy Conference: Thailand Strategic Leap through MOIP” โดยได้รับเกียรติจาก ศาสตราจารย์ ดร. ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. และประธานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ เป็นประธานเปิดการประชุม ณ ห้องอินฟินิตี้ บอลรูม โรงแรมพูลแมน คิง เพาเวอร์ กรุงเทพฯ โดยมีผู้บริหารระดับสูงจากหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน สถาบันการศึกษา และผู้กำหนดนโยบายของประเทศเข้าร่วมกว่า 200 คน

ศ. ดร. ยศชนัน เน้นย้ำถึงความสำคัญของการใช้นโยบายนวัตกรรมที่มุ่งเน้นภารกิจ (MOIP) เป็นกลไกสำคัญในการกำหนดทิศทางการพัฒนาประเทศและการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของไทย ท่ามกลางความท้าทายด้านเศรษฐกิจ สังคม และเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดย สอวช. มีแนวทางปรับการจัดทำนโยบายด้านการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อววน.) ของประเทศให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากลมากยิ่งขึ้น ด้วยการนำแนวคิด MOIP มาใช้สนับสนุนการจัดทำกรอบนโยบายและยุทธศาสตร์ อววน. ระยะ 5 ปี (พ.ศ. 2571–2575) เพื่อกำหนดทิศทางการพัฒนาประเทศผ่านภารกิจที่ชัดเจน และเชื่อมโยงการทำงานของทุกภาคส่วนอย่างเป็นระบบ

ศ. ดร.ยศชนัน กล่าวว่า ประเทศไทยมีฐานความรู้ งานวิจัย และศักยภาพด้านวิทยาศาสตร์อยู่แล้ว จึงไม่จำเป็นต้องเริ่มต้นจากศูนย์ แต่ต้องนำองค์ความรู้ที่มีมาต่อยอดให้สามารถตอบโจทย์การพัฒนาประเทศได้จริง โดยศึกษาบทเรียนจากต่างประเทศที่ประสบความสำเร็จในการใช้ MOIP เพื่อยกระดับประเทศและก้าวข้ามกับดักรายได้ปานกลาง ซึ่งการกำหนดภารกิจที่ชัดเจนจะช่วยให้ประเทศมองเห็นว่าต้องพัฒนางานวิจัยด้านใด ต้องการกำลังคนประเภทใด ต้องดึงดูดการลงทุนเท่าใด และต้องพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีอย่างไร เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน และสร้างรายได้ที่เพียงพอต่อคุณภาพชีวิตของประชาชน

สำหรับความท้าทายสำคัญที่ประเทศไทยต้องเร่งดำเนินการ มี 3 กลุ่มหลัก ได้แก่

1. การรับมือการแข่งขันด้านเทคโนโลยีของโลก (Tech War) ผ่านการพัฒนา AI, Semiconductor, Advanced Manufacturing, Robotics และการยกระดับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต เพื่อผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางนวัตกรรม

2. การรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ด้วยการขับเคลื่อน Circular Economy, Green Energy, Space Economy รวมถึงการใช้ข้อมูลและเทคโนโลยีอวกาศ ตลอดจนการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ (Biodiversity)

3. การรองรับสังคมสูงวัย การเปลี่ยนแปลงทางประชากร และการเปลี่ยนแปลงทางสังคม ผ่านการพัฒนา Wellness Economy, Precision Medicine, Future Food และ Creative Economy เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตและเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจของประเทศ

ศ. ดร.ยศชนัน กล่าวอีกว่า การขับเคลื่อนนโยบายจะต้องอาศัยการบูรณาการของทุกกระทรวง การใช้เครื่องมือเชิงนโยบายที่หลากหลาย การปรับปรุงกฎหมายและกฎระเบียบที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนการติดตามประเมินผล และการวัดผลกระทบ เพื่อให้สามารถปรับนโยบายได้อย่างทันท่วงที นอกจากนี้ ยังให้ความสำคัญกับการยกระดับมาตรฐานการวิจัยของประเทศไทยให้สอดคล้องกับแนวทางขององค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) เพื่อสร้างความเชื่อมั่นต่อคุณภาพงานวิจัย ระบบการให้ทุน และมาตรฐานการดำเนินงานของประเทศ รองรับความร่วมมือกับนักวิจัยและองค์กรระดับนานาชาติในอนาคต

ศ. ดร.ยศชนัน กล่าวเพิ่มเติมว่า ประเทศไทยต้องเปิดกว้างสู่ความร่วมมือกับนานาชาติ เชื่อมโยงหน่วยงานไทยกับเครือข่ายระดับโลก เพื่อร่วมกันสร้างองค์ความรู้และนวัตกรรมที่ตอบโจทย์อนาคต พร้อมแสดงความหวังว่าการประชุมครั้งนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของการยกระดับนโยบาย อววน. ของประเทศไทยให้ก้าวสู่มาตรฐานสากลอย่างเป็นรูปธรรม

ดร.สุรชัย สถิตคุณารัตน์ ผู้อำนวยการ สอวช. กล่าวว่า การประชุมครั้งนี้จัดขึ้นเพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และประสบการณ์จากผู้เชี่ยวชาญระดับนานาชาติ รวมทั้งเปิดเวทีหารือระหว่างหน่วยงานนโยบายสำคัญของประเทศ เพื่อเตรียมความพร้อมในการนำแนวคิด MOIP มาประยุกต์ใช้ในการจัดทำกรอบนโยบายและยุทธศาสตร์การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมของประเทศ พ.ศ. 2571–2575

ภายในงานได้รับเกียรติจากผู้เชี่ยวชาญด้านนโยบายนวัตกรรมระดับโลก ร่วมถ่ายทอดประสบการณ์และแนวปฏิบัติที่ดีจากต่างประเทศ อาทิ Philippe Larrue จาก OECD บรรยายในหัวข้อ “MOIP: Global Lessons on Mission Design, Governance, and Delivery” พร้อมด้วย Mariana Mazzucato จาก University College London ผู้บุกเบิกแนวคิด Mission-Oriented Innovation Policy บรรยายพิเศษในหัวข้อ “From Ambition to Implementation: Missions, Portfolios, and Government Capacity”

นอกจากนี้ ยังมีการเสวนาแลกเปลี่ยนประสบการณ์จากผู้เชี่ยวชาญต่างประเทศ ได้แก่ Hazami Habib จาก Academy of Sciences Malaysia และ Benjamin Kumpf และ Charles McIvor จาก OECD ในประเด็น “What Good MOIP Looks Like in Practice” เพื่อนำเสนอแนวทางการออกแบบและขับเคลื่อนนโยบายเชิงพันธกิจให้เกิดผลสัมฤทธิ์อย่างเป็นรูปธรรม

ในช่วงบ่ายเป็นการเสวนาระดับนโยบายว่าด้วยการประยุกต์ใช้ MOIP ในบริบทประเทศไทย โดย ดร.สุรชัย ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองกับนายอธิพงศ์ หิรัญเรืองโชค และนางอารีย์พันธ์ เจริญสุข ซึ่งเป็นผู้แทนหน่วยงานด้านยุทธศาสตร์และการปฏิรูประบบราชการของประเทศ รวมถึงการเสวนาหัวข้อ “Thailand’s MOIP: What it should look like and how to make it work” ซึ่งมีผู้ทรงคุณวุฒิร่วมอภิปราย ได้แก่ ดร.ไพรินทร์ ชูโชติถาวร รศ. ดร.ปัทมาวดี โพชนุกูล และ ดร.แบ๊งค์ งามอรุณโชติ เพื่อร่วมกันเสนอแนวทางการกำหนด “ภารกิจสำคัญของประเทศ” ที่สามารถขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม และการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของไทยในระยะยาว

จบด้วยดี! ‘ครูนิ่ม’ รับข้อเสนอ ‘คืนถิ่น’ สอนฟิสิกส์ ที่ ร.ร.เก่า มสด.มอบ 4 แสนเยียวยา

จบด้วยดี! ‘ครูนิ่ม’ รับข้อเสนอ ‘คืนถิ่น’ สอนฟิสิกส์ ที่ ร.ร.เก่า มสด.มอบ 4 แสนเยียวยา

จบด้วยดี! ‘ครูนิ่ม’ รับข้อเสนอ ‘คืนถิ่น’ สอนฟิสิกส์ ที่ ร.ร.เก่า มสด.มอบ 4 แสนเยียวยา

วันพฤหัสบดี ที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 15.26 น.

จบด้วยดี! “ครูนิ่ม” รับข้อเสนอ ‘คืนถิ่น’ สอนฟิสิกส์ ที่ รร.เก่า ยินดีได้กลับไปดูแลแม่ มสด.มอบ 4 แสนเยียวยา-ยันเป็นความผิดพลาดทางเทคนิค พร้อมทบทวนปรับปรุงให้ดีขึ้น

วันที่ 2 กรกฎาคม 2569 ที่โรงแรมรอยัลริเวอร์ กรุงเทพมหานครนายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เปิดเผยถึงกรณีการประกาศผลสอบคัดเลือกเพื่อบรรจุและแต่งตั้งเข้ารับราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งครูผู้ช่วย กรณีที่มีเหตุจำเป็นหรือมีเหตุพิเศษ สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ประจำปี พ.ศ. 2569 ที่มีความคลาดเคลื่อน ส่งผลให้ น.ส.ชณัฐดา วรสาร หรือ “ครูนิ่ม” ผู้ที่สอบได้เข้ายื่นหนังสือขอความเป็นธรรมและขอให้ตรวจสอบกระบวนการจัดสอบ โดยผมได้มอบให้นายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และนายพิเชฐ โพธิ์ภักดี เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน รับเรื่องไว้

รมว.ศธ. กล่าวว่า ภายหลังกระทรวงศึกษาธิการ โดย สพฐ. มหาวิทยาลัยสวนดุสิต (มสด.) และ “ครูนิ่ม” พร้อมครอบครัว (คุณแม่และพี่สาว) ได้ร่วมประชุมหารือเพื่อหาแนวทางแก้ไขปัญหาร่วมกัน ภายหลังมีการยืนยันว่า ผลการตรวจสอบเป็นไปตามการประกาศผลสอบ ครั้งที่ 2 โดยครูนิ่มรับข้อเสนอกลับไปเป็นครูอัตราจ้างสอนวิชา “ฟิสิกส์” ที่โรงเรียนเขาวงพิทยาคาร อำเภอเขาวง จังหวัดกาฬสินธุ์ ซึ่งเป็นโรงเรียนเก่าในบ้านเกิดที่เคยเรียนจบมา ส่วนทางโรงเรียนฯ ก็ยินดีรับเข้าทำงานทันที เพื่อช่วยแก้ไขปัญหาขาดแคลนบุคลากรทางการศึกษา ในรายวิชาฟิสิกส์ ซึ่งเป็นวิชาสำคัญที่โรงเรียนกำลังขาดแคลนอยู่พอดี

“บรรยากาศและผลการเจรจาจบลงด้วยดี โดยเจ้าตัวยินดีกลับไปสอนในโรงเรียนที่เคยเรียนจบมา ส่วนทางโรงเรียนก็ยินดีรับเข้าทำงานทันที เพราะกำลังขาดครูฟิสิกส์ ในเวลาเดียวกันก็จะได้กลับไปดูแลคุณแม่ด้วย นอกจากนี้ ทางมหาวิทยาลัยสวนดุสิต ได้แสดงความรับผิดชอบด้วยการมอบเงินเยียวยาจำนวน 400,000 บาท เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจ พร้อมยอมรับในความผิดพลาด และจะนำไปปรับปรุงพัฒนาในระบบการจัดสอบดียิ่งขึ้นต่อไป” รมว.ศธ.กล่าว

ด้านเลขาธิการ กพฐ. กล่าวว่า ได้รับนโยบายจาก รมว.ศธ. ให้ดูแลทั้งครูและนักเรียนอย่างดีที่สุด พร้อมกล่าวแสดงความยินดีกับคุณแม่ของครูนิ่มที่ได้ลูกสาวกลับไปทำงานใกล้บ้าน และขอเป็นกำลังใจให้ครูนิ่มตั้งใจทำหน้าที่เป็นครูต้นแบบ มุ่งมั่นสอนเด็ก ๆ และขอให้สอบบรรจุเป็นข้าราชการครูให้สำเร็จในอนาคต

ขณะที่ รศ.ดร.สุขุม เฉลยทรัพย์ ประธานที่ปรึกษาอธิการบดีมหาวิทยาลัยสวนดุสิต กล่าวว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นความผิดพลาดทางเทคนิคในขั้นตอนการดำเนินงาน ยืนยันว่าไม่มีเรื่องของการทุจริตเข้ามาเกี่ยวข้องอย่างแน่นอน ซึ่งหลังจากนี้จะมีการนำข้อผิดพลาดดังกล่าวไปทบทวนและตรวจสอบอย่างรอบคอบเพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์ซ้ำรอยขึ้นอีก

น.ส.ชณัฐดา วรสาร หรือ “ครูนิ่ม” กล่าวว่า ขอขอบคุณท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน และผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องทุกท่านที่ได้เล็งเห็นถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นและได้ให้ความสำคัญรวมถึงให้ความเป็นธรรมกับตนอย่างมากที่สุดหลังจากนี้ตนก็อยากกลับไปทำงานเป็นคุณครูเหมือนเดิม ไปเป็นครูอัตราจ้างที่โรงเรียนเขาวงวิทยาคาร ไปพัฒนาเด็กเด็กที่บ้านเกิดและได้กลับไปดูแลคุณแม่ที่บ้านด้วย 

“ก็อยากให้กรณีที่เกิดขึ้นของตนนี้เป็นกรณีตัวอย่าง ไม่อยากให้เกิดเหตุการณ์นี้ขึ้นอีก และอยากให้ปรับปรุงพัฒนาระบบของเราดียิ่งๆขึ้น” ครูนิ่ม กล่าว

ชี้นักบินขับเครื่องบินเล็กชนตึกสูงสุดในปักกิ่ง พบเขียนไดอารี่คิดจบชีวิต-ป่วยวิตกกังวลเรื้อรัง

ชี้นักบินขับเครื่องบินเล็กชนตึกสูงสุดในปักกิ่ง พบเขียนไดอารี่คิดจบชีวิต-ป่วยวิตกกังวลเรื้อรัง

2 ก.ค. 2569 17:05 น.

ชี้นักบินขับเครื่องบินเล็กชนตึกสูงสุดในปักกิ่ง พบเขียนไดอารี่คิดจบชีวิต-ป่วยวิตกกังวลเรื้อรัง

ทางการกรุงปักกิ่งสรุปผลการสอบสวนเหตุเครื่องบินเล็กพุ่งชนอาคาร “ซิติก ทาวเวอร์” ตึกระฟ้าสูงที่สุดของกรุงปักกิ่ง จนมีผู้บาดเจ็บ 13 คน และนักบินเสียชีวิต โดยระบุว่านักบินวัย 66 ปี มีภาวะนอนไม่หลับและวิตกกังวลเรื้อรัง พร้อมพบข้อความเกี่ยวกับการจบชีวิตหลายครั้งในบันทึกส่วนตัว ก่อนสรุปว่าเป็นเหตุที่เกิดจากปัญหาส่วนบุคคล

ทางการเขตเฉาหยาง กรุงปักกิ่ง ออกแถลงการณ์อย่างเป็นทางการเกี่ยวกับความคืบหน้ากรณีอุบัติเหตุเครื่องบินขนาดเล็กพุ่งชนอาคารซิทิค ทาวเวอร์ (CITIC Tower) หรือที่รู้จักกันในชื่อ “ไชน่า ซุน” (China Zun) ตึกระฟ้าความสูง 109 ชั้น (528 เมตร) ซึ่งสูงที่สุดในเมืองหลวงของจีน เมื่อช่วงเย็นวันศุกร์ที่ผ่านมา (26 มิ.ย.) เวลาประมาณ 17.55 น. ตามเวลาท้องถิ่น

จากการสืบสวนเชิงลึกพบว่า นักบินผู้ก่อเหตุและเสียชีวิตในที่เกิดเหตุเป็นชายวัย 66 ปี อาศัยอยู่ในปักกิ่ง โดยทางการระบุเพียงว่า “แซ่หลิว” มีสถานะหย่าร้าง พักอาศัยอยู่คนเดียว และประกอบอาชีพเป็นฟรีแลนซ์ แถลงการณ์ระบุว่า นายหลิวเผชิญกับภาวะโรคนอนไม่หลับ และโรควิตกกังวล มาเป็นเวลานาน อีกทั้งจากการตรวจสอบสมุดบันทึกประจำวันหรือไดอารี่ของเขา พบข้อความที่เขียนตัดพ้อและกล่าวถึงการ “จบชีวิตตัวเอง” อยู่หลายครั้ง

แถลงการณ์ของรัฐบาลท้องถิ่นระบุ “จากการสืบสวนอย่างครอบคลุม สรุปได้ว่าเหตุการณ์นี้เป็นคดีที่เป็นภัยต่อความปลอดภัยสาธารณะ โดยมีชนวนเหตุมาจากปัญหาส่วนตัวของผู้ก่อเหตุ” 

รายงานระบุว่า นายหลิวค่อนข้างมีความเชี่ยวชาญด้านการบิน โดยเขาได้รับใบอนุญาตนักบินสำหรับเครื่องบินขนาดเล็ก ในปี 2021 และเพิ่งได้รับใบอนุญาตนักบินส่วนบุคคล (Private Pilot License) ในปี 2024

ในวันเกิดเหตุช่วงบ่าย นายหลิวได้ทำการขึ้นบินจากสนามบินการบินทั่วไปในเขตผิงกู่ ซึ่งเป็นพื้นที่ชานเมืองของปักกิ่ง โดยในช่วงแรกเป็นการบินภายใต้การควบคุมดูแลของครูฝึก ก่อนจะเปลี่ยนมาเป็นการบินเดี่ยว แต่ในระหว่างการบินเดี่ยวนั้น นายหลิวได้ขับเครื่องบินเบี่ยงเบนออกนอกพื้นที่ที่กำหนดไว้ และขาดการติดต่อกับหอบังคับการบินไปอย่างกะทันหัน ก่อนจะพุ่งเข้าชนชั้นบนของตึกระฟ้าใจกลางย่านธุรกิจของปักกิ่งอย่างรุนแรง

ข้อมูลจากเว็บไซต์ติดตามเที่ยวบิน Flightradar24 ระบุว่า เครื่องบินที่นายหลิวใช้คือรุ่น Aurora SA60L ซึ่งเป็นเครื่องบินเล็กใบพัดเครื่องยนต์เดี่ยว ขนาด 2 ที่นั่ง ผลิตโดยบริษัท ซันวาร์ด แอร์คราฟต์ ของจีน ตัวเครื่องมีความยาว 6.9 เมตร และมีช่วงปีกกว้าง 8.6 เมตร ออกแบบมาเพื่อการท่องเที่ยว ถ่ายภาพทางอากาศ และการบินสันทนาการ

แรงกระเบิดจากการชนส่งผลให้นายหลิวเสียชีวิตทันทีในที่เกิดเหตุ และมีผู้ได้รับบาดเจ็บภายในอาคารและบริเวณโดยรอบทั้งหมด 13 ราย ล่าสุดมีรายงานว่าแพทย์อนุญาตให้ผู้บาดเจ็บ 1 รายออกจากโรงพยาบาลได้แล้ว) ผู้เห็นเหตุการณ์ระบุว่า พบเศษซากเครื่องบินร่วงหล่นลงมา และเกิดเพลิงไหม้กลุ่มควันขนาดเล็กพวยพุ่งขึ้นบริเวณกระจกชั้นบนของตึกรวมถึงบริเวณฐานตึก

เหตุการณ์ดังกล่าวสร้างความตื่นตระหนกและตั้งคำถามเกี่ยวกับมาตรการรักษาความปลอดภัยทางอากาศของกรุงปักกิ่งเป็นอย่างมาก เนื่องจากตึกซิทิค ทาวเวอร์ ตั้งอยู่ห่างจาก “จงหนานไห่” ซึ่งเป็นทำเนียบรัฐบาลและที่พำนักของบรรดาผู้นำระดับสูงของพรรคคอมมิวนิสต์จีนเพียงประมาณ 7 กิโลเมตรเท่านั้น ซึ่งหลายฝ่ายมองว่าเป็นช่องโหว่ด้านความมั่นคงครั้งใหญ่

หลังเกิดเหตุไม่นาน ภาพถ่ายและคลิปวิดีโอของเครื่องบินที่พุ่งชนตึกซึ่งถูกแชร์อย่างแพร่หลายในโลกออนไลน์ของจีน ได้ถูกระบบเซนเซอร์ของทางการสั่งลบและกวาดล้างออกจากแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียอย่างรวดเร็ว แม้กระทั่งภาพถ่ายทั่วไปหรือภาพมีมที่ไม่เกี่ยวข้องกับอุบัติเหตุของตึกซิทิค ทาวเวอร์ ซึ่งคนท้องถิ่นมักเชื่อว่าเป็นตึกนำโชค ก็ถูกลบออกไปด้วยเช่นกัน นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจในพื้นที่ยังได้เข้าปิดล้อมจุดเกิดเหตุเพื่อห้ามไม่ให้ผู้สื่อข่าวและประชาชนถ่ายภาพความเสียหายของตัวตึก

ขณะเดียวกัน บีบีซีรายงานว่า มีบริษัทด้านการบินอย่างน้อย 3 แห่งในจีนเปิดเผยว่า พวกเขาได้รับคำสั่งด่วนจากส่วนกลางให้ระงับการขึ้นบินและการดำเนินงานของเครื่องบินขนาดเล็กทั้งหมดเป็นการชั่วคราวในระหว่างที่การสอบสวนยังคงดำเนินต่อไป.

ที่มา BBC / AFP