อดีต สส. พรรคประชาชน เผยประสบการณ์ ถูกทาบทามเป็น ‘งูเห่า’ โดนตื้อ 7 ครั้ง ข้อเสนอสูงสุด 80 ล้าน

อดีต สส. พรรคประชาชน เผยประสบการณ์ ถูกทาบทามเป็น ‘งูเห่า’ โดนตื้อ 7 ครั้ง ข้อเสนอสูงสุด 80 ล้าน

อดีต สส. พรรคประชาชน เผยประสบการณ์ ถูกทาบทามเป็น ‘งูเห่า’ โดนตื้อ 7 ครั้ง ข้อเสนอสูงสุด 80 ล้าน

วันศุกร์ ที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2569, 16.28 น.

วันที่ 20 มีนาคม 2569 นายคำพอง เทพาคำ อดีต สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน (ปชน.) ได้โพสต์ ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว แฉเบื้องลึกเบื้องหลังการติดต่อซื้อตัว สส. หรือที่เรียกกันว่า “งูเห่า” โดยระบุว่า เป็น สส.สองสมัยข้าฯถูกติดต่อเสนอซื้องูเห่า กี่ครั้ง?

ครั้งแรก 3 ล้าน

ครั้งที่สอง 30 ล้าน เงินรายเดือนๆละ2แสน พร้อมตำแหน่งขุนพลอีสาน (มาติดต่อถึงบ้านที่อุบลฯ)

ครั้งที่สาม 20 ล้าน

ครั้งที่สี่ 40 ล้าน

ครั้งที่ห้า 30 ล้าน(ให้ไปรับเงินที่ค่ายทหารแห่งหนึ่ง มีรถตู้มารับไป) นี่ก่อนโหวตประธานสภา และโหวตประยุทธเป็นนายกฯ

ครั้งที่หก 80 ล้าน พร้อมรถหรูป้ายแดง 1 คัน (หลังยุบพรรคอนาคตใหม่)

ครั้งที่เจ็ด 15 กิโล (หลังยุบพรรคก้าวไกล)

ทุกครั้งติดต่อผ่านคนรู้จักเช่นเพื่อน ที่ทำงานเก่า มีต่อตรงคือครั้งที่ 2 , 6 และ 7 มันเกิดขึ้นจริง แบบบักยอดชั่ว

รมว.ยธ.ปัดเป็นเรื่องการเมือง ปมดีเอสไอเรียกพ่อ-ลูกหวังศุภกิจโกศล

รมว.ยธ.ปัดเป็นเรื่องการเมือง ปมดีเอสไอเรียกพ่อ-ลูกหวังศุภกิจโกศล

รมว.ยธ.ปัดเป็นเรื่องการเมือง ปมดีเอสไอเรียกพ่อ-ลูกหวังศุภกิจโกศล

วันศุกร์ ที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2569, 15.42 น.

ยังไม่รู้รายละเอียด! “รมว.ยุติธรรม”ปัดเป็นเรื่องการเมือง ปม”ดีเอสไอ”เรียก”พ่อ-ลูกหวังศุภกิจโกศล” รับทราบข้อกล่าวหาคดีบุกรุก”ที่ทำเลเลี้ยงสัตว์ จ.อุบลฯ”

20 มีนาคม 2569 ที่พรรคภูมิใจไทย (ภท.) พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รมว.ยุติธรรม ให้สัมภาษณ์กรณี นายวีรศักดิ์ หวังศุภกิจโกศล อดีต รมช.คมนาคม เข้ารับทราบข้อกล่าวหากับกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) คดีบุกรุกที่ทำเลเลี้ยงสัตว์หาดสวนยา อ.น้ำยืน จ.อุบลราชธานี ว่า ยังไม่ทราบรายละเอียด ดีเอสไอเป็นคนเรียกมา

เมื่อถามถึงกรณี น.ส.สุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย (พท.) ขอเลื่อนรับทราบข้อกล่าวหา พล.ต.ท.รุทธพล กล่าวว่า ไม่ทราบรายละเอียด เมื่อถามว่า จากกรณีดังกล่าวที่ปรากฏออกมา ดีเอสไอได้แจ้งให้ รมว.ยุติธรรม ได้ทราบเบื้องต้นหรือไม่ พล.ต.ท.รุทธพล กล่าวว่า ไม่ได้แจ้งมา เนื่องจากเป็นเรื่องของคดี ในส่วนนี้ดีเอสไอจะดำเนินการของเขาเอง เมื่อถามย้ำว่า นายวีรศักดิ์มองว่าเป็นประเด็นทางการเมือง พล.ต.ท.รุทธพล กล่าวว่า ไม่น่าจะใช่ เพราะเป็นเรื่องของคดีที่ดีเอสไอดำเนินการอยู่แล้ว

อนุทิน ประกาศนำทัพรัฐบาล ชูธงซื่อสัตย์-โปร่งใส เปิดทาง ปชช.มีส่วนร่วม

อนุทิน ประกาศนำทัพรัฐบาล ชูธงซื่อสัตย์-โปร่งใส เปิดทาง ปชช.มีส่วนร่วม

อนุทิน ประกาศนำทัพรัฐบาล ชูธงซื่อสัตย์-โปร่งใส เปิดทาง ปชช.มีส่วนร่วม

วันศุกร์ ที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2569, 15.12 น.

“อนุทิน”แถลงหลังรับตำแหน่งนายกฯ สมัย 2 ให้คำมั่นปฏิบัติหน้าที่เต็มกำลังความสามารถ ควบคุม ครม.ทำงานสุจริต พร้อมตรวจสอบเข้มการทำงานภาครัฐต้องโปร่งใส

20 มีนาคม 2569 ที่ทำการพรรคภูมิใจไทย (ภท.) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี แถลงต่อสื่อมวลชน ภายหลังพิธีรับสนองพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งนายกรัฐมนตรี ว่า วันนี้ตนรู้สึกสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ที่พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ตนขอให้คำมั่นสัญญาต่อประชาชนว่าจะใช้ความรู้ความสามารถประสบการณ์ปฏิบัติหน้าที่นายกรัฐมนตรีเพื่อประโยชน์สุขของพี่น้องประชาชนชาวไทยอย่างเต็มกำลังความสามารถ และจะควบคุมกำกับดูแลให้รัฐบาลอันประกอบไปด้วยคณะรัฐมนตรี (ครม.) ข้าราชการ เจ้าพนักงานของรัฐได้ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต คำนึงถึงประโยชน์ของประชาชนเป็นลำดับแรก และจะเปิดโอกาสให้พี่น้องประชาชนมีส่วนร่วมในการทำงานของรัฐบาล เพื่อแก้ปัญหาของประเทศ มีส่วนร่วมกับการพัฒนาประเทศไทยอันเป็นที่รักของเรา การทำงานของภาครัฐจะต้องได้รับการตรวจสอบอย่างเข้มข้นจริงจังจากทุกภาคส่วนเพื่อการบริหารงานที่โปร่งใส โดยตั้งอยู่บนหลักนิติรัฐและนิติธรรม

สุดท้ายนี้ ตนขอให้การเปลี่ยนผ่านรัฐบาลในครั้งนี้ได้สร้างบรรยากาศใหม่ๆ ให้เกิดขึ้นในสังคมไทย เป็นบรรยากาศของการมองไปข้างหน้าร่วมกัน และให้เกิดวัฒนธรรมการทำงานใหม่ๆ ที่มีประชาชนเป็นศูนย์กลาง โดยในรายละเอียดและเป้าหมายของสิ่งที่รัฐบาลจะดำเนินการในเทอมของรัฐบาลนี้ ในส่วนที่เป็นนโยบายและรายละเอียดนั้น ตนจะได้เร่งแถลงเป็นวาระการแถลงนโยบายของรัฐบาลต่อรัฐสภาด้วยความรวดเร็วต่อไป

-006

ส้มลากไส้กันแล้ว สส.โคราชซัดงูเห่า ชนะเพราะซื้อเสียง

ส้มลากไส้กันแล้ว สส.โคราชซัดงูเห่า ชนะเพราะซื้อเสียง

ส้มลากไส้กันแล้ว สส.โคราชซัดงูเห่า ชนะเพราะซื้อเสียง

วันศุกร์ ที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2569, 14.57 น.

วันนี้ 20 มีนาคม 2569 กลายเป็นประเด็นร้อนฉ่าบนโลกโซเชียล เมื่อเพจเฟซบุ๊ก เชียร์ลุง ออกมาโพสต์แฉข้อมูลสุดแซ่บ อ้างอิงจากการสัมภาษณ์ของ สส.แม็กกี้ ศุทธสิทธิ์ จากพรรคสีส้มเขตโคราช ที่หลุดปากแฉ งูเห่า ในพรรคตัวเองกลางรายการดังของ จอมขวัญ โดยมีข้อความทั้งหมดระบุว่า “แฉกันยับ !!!!! ล่าสุด สส.แม็กกี้ ศุทธสิทธิ์ พรรคส้มโคราช ออกมาแฉกลางรายการสัมภาษณ์กับจอมขวัญ ว่า งูเห่าสีส้ม ที่ชนะมาได้ก็เพราะซื้อเสียง !

โดยสส.แม็กกี้ อ้างว่ามีคนเคยส่งข้อความเรื่องนี้มาบอกตน ในตอนนั้นตนไม่ได้แจ้งเรื่องอะไรต่อ เพราะเชื่อมั่นในระบบคัดสรรของพรรค โดยสส.แม็กกี้ยังให้รายละเอียดอีกว่า สส.คนดังกล่าวมีการให้หัวคะแนนคนละ 500 และให้ชาวบ้านคนละ 200 บาทอีกด้วย !

อ้าว! ไหนว่าพรรคส้มไม่มีซื้อเสียงไง ? ถ้าไม่มีปรากฏการณ์งูเห่าก็คงจะเงียบใช่ไหม ? ไม่รู้ว่ายังจะมีแบบนี้อยู่อีกกี่คน. แสดงว่าที่เคยพูดมาทั้งหมด ทั้งวาทกรรมเรื่องการคัดสรรคน และความใสสะอาดของผู้สมัคร ก็เป็นเรื่องโกหกทั้งเพน่ะสิ !!!”

เชียร์ลุง

หลังจากที่โพสต์ของ เพจเฟซบุ๊ก เชียร์ลุง เผยแพร่ออกไป ทำเอาชาวเน็ตแห่คอมเมนต์แสดงความคิดเห็นกันเป็นจำนวนมาก เช่น

“อะไรหว่า…ถ้าเป็นคนของพรรคส้มไม่มีซื้อเสียง แต่พอเป็นงูเห่าสีส้มโวยวายว่าซื้อเสียง ตรรกะอะไรหรือครับ..”

“ความลับไม่มีในโลก ความจริงคือความจริง ขอบคุณครูปรีชา พูดไว้”

“เอ้าไหนบอกพรรคส้มไม่เคยซื้อเสียง เสียงที่ได้เป็นคะแนนบริสุทธิ์”

“แหม พรรคคนดีย์ คะแนนเสียงบริสุทธิ์”

“ไหนบอกเสียงบริสุทธิไง”

“อิอิ เขาเป็น ส.ส.ของคนทั้งประเทศ เขาจะเลือกเอานายกที่ดีที่สุดในขณะนี้นะ”

“เขาคงคิดได้แล้วว่าใครดีกว่า”

“อ้าว หมากัดกัน.”

เชียร์ลุง
เชียร์ลุง
เชียร์ลุง

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก เฟซบุ๊ก เชียร์ลุง

รัฐบาลปลื้ม ทีมไทยแลนด์โชว์ศักยภาพบนเวทีโลก ร่วมงาน Hong Kong International Film and TV Market

รัฐบาลปลื้ม ทีมไทยแลนด์โชว์ศักยภาพบนเวทีโลก ร่วมงาน Hong Kong International Film and TV Market

รัฐบาลปลื้ม ทีมไทยแลนด์โชว์ศักยภาพบนเวทีโลก ร่วมงาน Hong Kong International Film and TV Market

วันเสาร์ ที่ 21 มีนาคม พ.ศ. 2569, 11.44 น.

รัฐบาลปลื้ม ทีมไทยแลนด์โชว์ศักยภาพบนเวทีโลก! ร่วมงาน Hong Kong International Film and TV Market (FILMART) 2026 ดึงกองถ่ายต่างชาติลงทุนทะลุ 1,600 ล้านบาท

21 มีนาคม 2569 นางสาวอัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยผลสำเร็จของทีมไทยแลนด์ในการเข้าร่วมงาน Hong Kong International Film and TV Market (FILMART) 2026 ระหว่างวันที่ 17–20 มีนาคม 2569 ณ Hong Kong Convention and Exhibition Centre เขตบริหารพิเศษฮ่องกงแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน เพื่อประชาสัมพันธ์ศักยภาพของประเทศไทยในฐานะแหล่งถ่ายทำภาพยนตร์ระดับนานาชาติ

นางสาวอัยรินทร์ กล่าวว่า ระยะเวลา 2 วันแรกของการเข้าร่วมงาน (17–18 มีนาคม 2569) ได้รับความสนใจอย่างล้นหลามจากผู้ผลิตภาพยนตร์และสื่อบันเทิงระดับนานาชาติ โดยมีผู้ผลิตรายใหญ่จำนวน 16 ราย จากจีน ฮ่องกง ไต้หวัน และนิวซีแลนด์ แสดงความประสงค์จะเข้ามาถ่ายทำในประเทศไทยในช่วงปลายปี 2569 ต่อเนื่องถึงปี 2570 คาดการณ์มูลค่าการลงทุนรวมกว่า 1,600 ล้านบาท ซึ่งสูงกว่าเป้าหมายที่กรมการท่องเที่ยว กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาตั้งไว้

ความสำเร็จดังกล่าวสะท้อนถึงความเชื่อมั่นของผู้ประกอบการต่างประเทศที่มีต่อประเทศไทย ทั้งในด้านความหลากหลายของสถานที่ถ่ายทำ ความพร้อมของบุคลากรในอุตสาหกรรมภาพยนตร์ รวมถึงมาตรการส่งเสริมการถ่ายทำภาพยนตร์ต่างประเทศ (Incentive Measures) ของรัฐบาลไทย ที่ให้สิทธิประโยชน์คืนเงิน (Cash Rebate) สูงสุดถึง 30%  ทั้งนี้ จากการพูดคุยกับผู้ผลิตภาพยนตร์ พบว่า กระแสการผลิตภาพยนตร์แนวตั้ง (Vertical Content) กำลังมาแรงในประเทศจีน โดยเป็นการผลิตที่ใช้เงินลงทุนน้อย แต่รูปแบบคอนเทนต์ตอบโจทย์ความต้องการของพฤติกรรมผู้ชมยุคดิจิทัล สะท้อนโอกาสใหม่ของประเทศไทยที่ต้องมีนโยบายส่งเสริมและรองรับเพื่อดึงดูดผู้ผลิตภาพยนตร์รูปแบบดังกล่าวตามกระแสที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็วต่อไป

องค์การค้า ของ สกสค. ลงนามสัญญาผู้ชนะ 5 ราย จัดพิมพ์หนังสือแบบเรียนปี 69

องค์การค้า ของ สกสค. ลงนามสัญญาผู้ชนะ 5 ราย จัดพิมพ์หนังสือแบบเรียนปี 69

องค์การค้า ของ สกสค. ลงนามสัญญาผู้ชนะ 5 ราย จัดพิมพ์หนังสือแบบเรียนปี 69

วันศุกร์ ที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2569, 17.13 น.

“องค์การค้า ของ สกสค.” ลงนามสัญญาผู้ชนะ 5 ราย จัดพิมพ์หนังสือแบบเรียนปี 69 

วันที่ 20 มีนาคม 2569 องค์การค้า ของ สกสค. ลงนามสัญญาผู้ชนะ 5 ราย จัดพิมพ์หนังสือทันตามกำหนด พร้อมรับคำชื่นชมด้านความโปร่งใส ประหยัดงบกว่า 255 ล้านบาท
องค์การค้า ของ สกสค. เดินหน้าโครงการจัดจ้างพิมพ์หนังสือแบบเรียน ประจำปีการศึกษา 2569 โดยได้ประกาศผลผู้ชนะการเสนอราคาเมื่อวันที่ 16 มีนาคม 2569 และได้เชิญผู้ชนะการเสนอราคาทั้ง 5 ราย ได้แก่ 1) ห้างหุ้นส่วนจำกัด ฟิสิกส์เซ็นเตอร์ 2) บริษัท รุ่งศิลป์การพิมพ์ (1977) จำกัด 3) บริษัท วรรณชาติ เพรส จำกัด 4) บริษัท สยามเพลส จำกัด และ 5) บริษัท อุดมศึกษา จำกัด เข้าร่วมลงนามในสัญญาในวันนี้ (20 มีนาคม 2569) เพื่อเริ่มดำเนินการผลิตหนังสือแบบเรียนตามแผนงานที่กำหนด

ดร.พีระพันธ์ เหมะรัต เลขาธิการคณะกรรมการ สกสค. ได้มอบหมายให้ ดร.ดิศกุล เกษมสวัสดิ์  รองเลขาธิการคณะกรรมการ สกสค. เป็นประธานในการลงนามข้อตกลงคุณธรรม (Integrity Pact) ร่วมกันระหว่างผู้ชนะการเสนอราคา ผู้สังเกตการณ์ และองค์การค้าของ สกสค. เพื่อให้การดำเนินโครงการเป็นไปอย่างโปร่งใสและตรวจสอบได้

ขณะเดียวกัน นางสาวชนนิกานต์ สืบชนะ รองเลขาธิการคณะกรรมการ สกสค. ทำหน้าที่ประธานคณะกรรมการร่างขอบเขตของงาน (TOR) และประธานคณะกรรมการพิจารณาผลการประกวดราคาอิเล็กทรอนิกส์ของโครงการ เพื่อกำกับและติดตามการดำเนินงานให้เป็นไปตามระเบียบ กฎหมาย และหลักธรรมาภิบาล โดยผลการประกวดราคาพบว่า โครงการนี้สามารถ ประหยัดงบประมาณได้รวมทั้งสิ้น 255,637,700 บาท หรือคิดเป็นร้อยละ 25.31 ของงบประมาณโครงการ 

ในวันเดียวกันนี้ ยังได้มีการประชุมบริหารสัญญา โดยมี ดร.สุชาติ กลัดสุข รองเลขาธิการคณะกรรมการ สกสค. เป็นประธานคณะกรรมการตรวจรับพัสดุ กำกับและติดตามกระบวนการผลิตอย่างใกล้ชิด พร้อมขอความร่วมมือให้ผู้รับจ้างทั้ง 5 ราย ดำเนินการจัดพิมพ์ให้แล้วเสร็จ และสามารถส่งมอบหนังสือแบบเรียนแก่สถานศึกษาทั่วประเทศตามกำหนดการ ก่อนเปิดภาคเรียนปีการศึกษา 2569 โดยไม่ส่งผลกระทบต่อการเรียนการสอน  สร้างความมั่นใจ ลดความกังวลของตัวแทนจำหน่าย และสถานศึกษาว่าการจัดพิมพ์หนังสือแบบเรียนจะแล้วเสร็จทันตามกำหนดเวลา

การลงนามในสัญญาครั้งนี้ ได้รับเกียรติจากผู้สังเกตการณ์ภายใต้ข้อตกลงคุณธรรมทั้ง 3 ท่าน และคุณวาสนา สุทธิเดชัย คณะกรรมการส่งเสริมโครงการข้อตกลงคุณธรรม เข้าร่วมเป็นสักขีพยาน 

โดย ดร.มานะ นิมิตมงคล ประธานองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) ได้กล่าวชื่นชม ว่า “การดำเนินโครงการว่าการปรับกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างของ สกสค. ในครั้งนี้ ได้นำ “ข้อตกลงคุณธรรม” มาใช้ เปิดให้ผู้สังเกตการณ์จากองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) เข้าร่วมสังเกตการณ์ในทุกขั้นตอน ตั้งแต่จัดทำ TOR กำหนดราคากลางไปจนถึงประกวดราคา และแบบ (e-bidding) และกำหนดให้ผู้เสนอราคาสามารถยื่นข้อเสนอได้ในทุกรายการ ส่งผลให้เกิดการแข่งขันอย่างเปิดกว้าง ทำให้สามารถจัดซื้อได้ในราคาที่เป็นธรรม ได้ราคาต่ำกว่าราคากลาง และประหยัดงบประมาณ”

อธ.อัยการ สคช แนะ หญิงโดนล่วงละเมิดรีบยื่นออนไลน์ขอศาลสั่งลบภาพ

อธ.อัยการ สคช แนะ หญิงโดนล่วงละเมิดรีบยื่นออนไลน์ขอศาลสั่งลบภาพ

อธ.อัยการ สคช แนะ หญิงโดนล่วงละเมิดรีบยื่นออนไลน์ขอศาลสั่งลบภาพ

วันศุกร์ ที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2569, 14.38 น.

อธ.อัยการ สคช.  แนะ หญิงโดนล่วงละเมิดรีบยื่นออนไลน์ ขอให้ศาลลบภาพโดนประจานลดความเสียหาย หากยื่นไม่ได้ อัยการสคช.ยินดีช่วยเหลือ โทรสายด่วน1157

วันที่ 20 มีนาคม 2569 นาย โกศลวัฒน์ อินทุจันทร์ยง อธิบดีอัยการคุ้มครองสิทธิ และช่วยเหลือทางกฎหมายแก่ประชาชน  (สคช.) โพสต์เฟซบุ๊คเเนวทาง การช่วยเหลือเหยื่อถูก  ข่มขืน  ย่ำยีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์  ถูกประจาน ว่าการ ปล่อยคลิปล่วงละเมิดทางเพศ ทั้งเจ็บ ทั้งอายอัยการขอบอกวิธีแก้ เมื่อวานนี้ตนเห็นคลิปคนส่งต่อกันมา แล้วส่งมาให้ผมด้วย เป็นผู้หญิงถูกข่มเหงล่วงละเมิดทางเพศอยู่ในห้องน้ำ ถูกละเมิดศักดิ์ศรี ย่ำยีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ข่มเหงรังแก ข่มขู่  บังคับขืนใจ ภาพคลิปวิดีโอถูกส่งต่อกันไปทั่ว  

อยากเเจ้งว่าตอนนี้ศาล ยุติธรรมได้เปิดระบบออนไลน์ ขอให้ศาลสั่งลบภาพ ที่ถูกคุกคามทางเพศออนไลน์โดยไม่ต้องไปศาลได้แล้ว เพราะศาล เพิ่มช่องทางคุ้มครองสิทธิเสรีภาพประชาชนตามกฎหมายใหม่ ให้ทันกับภัยคุกคามยุคดิจิทัล ลดปัญหาความล่าช้าในการฟ้องคดีต่อศาล จึงได้เพิ่มมาตรา 284/4 เพื่อให้ประชาชนที่เสียหายจากการคุกคามทางเพศบนโลกออนไลน์ สามารถร้องขอให้ศาลใช้มาตรการ Take it down ได้ ถือเป็นการเพิ่มสิทธิให้ประชาชนที่จะเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมได้รวดเร็วขึ้น ระบบบริการออนไลน์ศาลยุติธรรม หรือ ระบบ CIOS เป็นช่องทางในการที่ประชาชนจะยื่นคำร้องขอ Take it down ต่อศาลทางออนไลน์ โดยที่ไม่จำเป็นต้องเดินทางมายื่นคำร้องหรือไต่สวนที่ โดยสามารถดำเนินการได้ด้วยตนเองตลอดเวลา การยื่นคำร้อง Take it down ระบบ CIOS ที่เปิดใช้ระบบวันที่ 26 มกราคมที่ผ่านมา

ขอให้ผู้เสียหาย ยื่นคำร้องออนไลน์ได้เลย ถ้ายื่นไม่ได้ ให้เข้าไปที่สำนักงานอัยการคุ้มครองสิทธิฯ ใกล้บ้าน หรือโทรสายด่วน 1157 เพื่อขอให้สคช.ช่วย ดำเนินการ เพื่อให้ศาลสั่งลบภาพออกจาก โซเชียล มาตรการทางกฎหมาย ที่ศาล ได้ ให้โอกาสผู้เสียหาย ยื่นคำร้องออนไลน์โดยไม่ต้องเดินทางมาศาล ผู้เสียหายจึงต้องรีบใช้สิทธิ์ของตน เพื่อป้องกันความเสียหายที่จะลุกลามโดยเร็ว ยื่นออนไลน์ได้ทันที หากท่านใดไม่มีความรู้ หรือไม่อยู่ในฐานะช่วยเหลือตนเองได้ อัยการสคช.สามารถช่วยเหลือได้ โทรสายด่วน 1157 เพื่อแนะนำท่านดำเนินการเพื่อได้รับการคุ้มครองตามกฎหมาย.

ศรีลังกาประกาศจุดยืนเป็นกลาง ปฏิเสธสหรัฐฯ ส่งเครื่องบินรบลงจอด

ศรีลังกาประกาศจุดยืนเป็นกลาง ปฏิเสธสหรัฐฯ ส่งเครื่องบินรบลงจอด

20 มี.ค. 2569 15:00 น.

ศรีลังกาประกาศจุดยืนเป็นกลาง ปฏิเสธสหรัฐฯ ส่งเครื่องบินรบลงจอด

ประธานาธิบดีศรีลังกาแถลงต่อสภา ปฏิเสธคำขอจากสหรัฐฯ ที่ต้องการส่งเครื่องบินรบพร้อมขีปนาวุธมาประจำการที่สนามบินพลเรือนเมื่อต้นเดือนมีนาคม ย้ำชัดศรีลังกาต้องไม่ถูกใช้เป็นเครื่องมือในความขัดแย้งระหว่างประเทศ หลังเกิดสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง

นายอนุรา กุมารา ดิสซานายาเก ประธานาธิบดีศรีลังกา แถลงต่อรัฐสภาวันนี้ (20 มี.ค.) ว่า รัฐบาลศรีลังกาได้ตัดสินใจปฏิเสธคำขอของสหรัฐฯ ที่ต้องการนำเครื่องบินรบจำนวน 2 ลำ เข้ามาประจำการ ณ ท่าอากาศยานนานาชาติมัตตาลา ทางตอนใต้ของประเทศในช่วงต้นเดือนมีนาคมที่ผ่านมา เพื่อรักษาไว้ซึ่งความเป็นกลางทางการเมืองและป้องกันไม่ให้ดินแดนของประเทศถูกใช้ในวัตถุประสงค์ทางทหาร

ประธานาธิบดีดิสซานายาเกระบุว่า สหรัฐฯ ได้ยื่นคำขอเมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ เพื่อขอนำเครื่องบินรบที่ติดตั้งขีปนาวุธต่อต้านเรือจำนวน 8 ลูก เดินทางจากฐานทัพในจิบูตีมายังศรีลังการะหว่างวันที่ 4-8 มีนาคม อย่างไรก็ตาม ในวันเดียวกันนั้น ทางการอิหร่านก็ได้ยื่นคำขอในลักษณะคล้ายคลึงกัน โดยต้องการให้เรือรบ 3 ลำเข้าจอดเทียบท่าที่กรุงโคลัมโบ หลังจากเสร็จสิ้นการซ้อมรบที่ประเทศอินเดีย

ผู้นำศรีลังกากล่าวท่ามกลางเสียงปรบมือสนับสนุนจากสมาชิกสภาว่า “ในขณะนั้นเรากำลังพิจารณาคำขอของอิหร่าน หากเราตอบตกลงกับอิหร่าน เราก็จำเป็นต้องตอบตกลงกับสหรัฐฯ ด้วยเช่นกัน แต่เราเลือกที่จะปฏิเสธทั้งสองฝ่าย เพื่อยืนหยัดในจุดยืนเรื่องความเป็นกลางอย่างมั่นคง” 

ความเคลื่อนไหวดังกล่าวเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่สถานการณ์ในมหาสมุทรอินเดียทวีความรุนแรงขึ้น หลังจากกองกำลังสหรัฐฯ ได้ยิงตอร์ปิโดโจมตีเรือฟริเกตของอิหร่าน “IRIS Dena” บริเวณนอกชายฝั่งทางตอนใต้ของศรีลังกาเมื่อวันที่ 4 มีนาคม ส่งผลให้ลูกเรือชาวอิหร่านเสียชีวิตอย่างน้อย 84 ราย โดยกองทัพเรือศรีลังกาสามารถช่วยชีวิตผู้รอดชีวิตไว้ได้ 32 ราย

อย่างไรก็ตาม ศรีลังกาได้อนุญาตให้เรืออิหร่านอีกลำคือ “IRIS Bushehr” เข้าสู่น่านน้ำในวันถัดมาเนื่องจากเหตุผลด้านความปลอดภัยของลูกเรืออีก 219 นาย ซึ่งปัจจุบันยังคงพักพิงอยู่ในกรุงโคลัมโบ

ความสัมพันธ์ที่ต้องรักษาสมดุลการตัดสินใจครั้งนี้สะท้อนถึงความพยายามของศรีลังกาในการรักษาสมดุลความสัมพันธ์ระหว่างสองมหาอำนาจ โดยสหรัฐฯ ถือเป็นตลาดส่งออกสินค้าหลักของศรีลังกา ในขณะที่อิหร่านก็เป็นลูกค้ารายใหญ่ที่สุดที่นำเข้าชาจากศรีลังกาเช่นกัน.

ที่มา AFP

ไฟไหม้โรงงานชิ้นส่วนรถยนต์เมืองแทจอน บาดเจ็บอย่างน้อย 50 ราย

ไฟไหม้โรงงานชิ้นส่วนรถยนต์เมืองแทจอน บาดเจ็บอย่างน้อย 50 ราย

20 มี.ค. 2569 14:31 น.

ไฟไหม้โรงงานชิ้นส่วนรถยนต์เมืองแทจอน บาดเจ็บอย่างน้อย 50 ราย

เกิดเหตุเพลิงไหม้รุนแรงภายในโรงงานผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ยักษ์ใหญ่ที่เขตแดด็อก เมืองแทจอน ประเทศเกาหลีใต้ ส่งผลให้มีผู้บาดเจ็บแล้วอย่างน้อย 50 ราย โดยในจำนวนนี้อาการสาหัสถึง 35 ราย ด้านเจ้าหน้าที่สั่งระดมกำลังระดับชาติและใช้หุ่นยนต์ดับเพลิงเข้าควบคุมสถานการณ์อย่างเร่งด่วน

เมื่อเวลาประมาณ 13:17 น. ของวันที่ 20 มีนาคม (ตามเวลาท้องถิ่น) เกิดเหตุเพลิงไหม้ขึ้นที่โรงงานผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ในเขตมุนพยองดง เขตแดด็อก เมืองแทจอน ประเทศเกาหลีใต้ ส่งผลให้เกิดกลุ่มควันดำทะมึนพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้า รายงานล่าสุดเมื่อเวลา 14:30 น. ยืนยันพบผู้ได้รับบาดเจ็บแล้ว 50 ราย แบ่งเป็นผู้บาดเจ็บสาหัส 35 ราย และบาดเจ็บเล็กน้อย 15 ราย ขณะที่หน่วยกู้ภัยแสดงความกังวลว่าอาจมียอดผู้บาดเจ็บหรือเสียชีวิตเพิ่มขึ้น เนื่องจากมีรายงานว่าพนักงานบางส่วนยังสูญหายและติดอยู่ภายในอาคาร

หน่วยดับเพลิงได้ประกาศภาวะฉุกเฉินระดับ 2 เมื่อเวลา 13:31 น. ก่อนที่สำนักงานดับเพลิงแห่งชาติจะตัดสินใจประกาศ “คำสั่งระดมพลดับเพลิงระดับชาติ” ในเวลาต่อมา เนื่องจากเกรงว่าจะเกิดการสูญเสียชีวิตเป็นจำนวนมาก โดยมีการระดมเจ้าหน้าที่กว่า 115 นาย และอุปกรณ์ดับเพลิง 46 ชุด รวมถึงการสนับสนุนจากจังหวัดใกล้เคียงอย่างชุงนัม, ชุงบุก และเซจอง ที่ส่งหน่วยกู้ภัย 119 และรถฉีดน้ำเข้ามาเสริมกำลัง นอกจากนี้ยังมีการนำเทคโนโลยี “หุ่นยนต์ดับเพลิงไร้คนขับ” 2 ตัว และระบบฉีดน้ำแรงดันสูงเคลื่อนที่เข้ามาใช้ในจุดที่เจ้าหน้าที่เข้าถึงได้ยาก

นายคิม มินซอก นายกรัฐมนตรี พร้อมด้วย นายยุน โฮจุง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยและความปลอดภัย ได้ออกคำสั่งด่วนให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และเทศบาลเมืองแทจอน ระดมทรัพยากรทั้งหมดที่มีเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยและเร่งดับไฟให้เร็วที่สุด พร้อมทั้งกำชับให้ดูแลความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่ดับเพลิงที่ปฏิบัติหน้าที่อย่างเข้มงวดเพื่อป้องกันอุบัติเหตุซ้ำซ้อน รวมถึงสั่งการให้มีการอพยพชาวบ้านในพื้นที่ใกล้เคียงและควบคุมการจราจรโดยรอบที่เกิดเหตุ

ขณะนี้เจ้าหน้าที่ยังคงอยู่ระหว่างการเร่งระงับเหตุ และจะดำเนินการสอบสวนหาสาเหตุของการเกิดเพลิงไหม้ รวมถึงประเมินมูลค่าความเสียหายทั้งหมดทันทีหลังจากเพลิงสงบลง.

ที่มา Yonhap

วิกฤตพลังงานลามหนัก! ชาวอินเดียแห่ซื้อ “ฟืน–ขี้วัว” ใช้แทนแก๊ส

วิกฤตพลังงานลามหนัก! ชาวอินเดียแห่ซื้อ "ฟืน–ขี้วัว" ใช้แทนแก๊ส

20 มี.ค. 2569 14:09 น.

วิกฤตพลังงานลามหนัก! ชาวอินเดียแห่ซื้อ “ฟืน–ขี้วัว” ใช้แทนแก๊ส

สงครามอิหร่าน ทำวิกฤติพลังงานลุกลาม ล่าสุดอินเดียขาดแคลนก๊าซหุงต้ม ชาวบ้านแห่ซื้อฟืน–ขี้วัว ใช้แทนแก๊ส ขณะที่นักวิชาการเตือนเสี่ยงมลพิษพุ่ง กระทบสุขภาพ

วิกฤตพลังงานจากสงครามระหว่าง อิหร่าน กับ สหรัฐอเมริกา และ อิสราเอล กำลังส่งแรงสั่นสะเทือนถึง อินเดีย อย่างหนัก หลังการขนส่งพลังงานผ่านช่องแคบฮอร์มุซหยุดชะงัก ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่ขนส่งน้ำมันและก๊าซราว 1 ใน 5 ของโลก และเป็นแหล่งก๊าซ LNG และ LPG ส่วนใหญ่ของอินเดีย จนหลายภูมิภาคในอินเดียเริ่มเห็นยอดขายไม้ฟืนและขี้วัวอัดแผ่นเพิ่มขึ้นเพื่อนำมาใช้แทนแก๊ส ขณะที่ประชาชนบางส่วนกักตุนแก๊สหุงต้ม ท่ามกลางความกังวลว่าสินค้าจะไม่เพียงพอ

รัฐเร่งแก้เกม แจกน้ำมันก๊าด-เปิดใช้เชื้อเพลิงสกปรก

มีรายงานว่า รัฐบาลอินเดียได้ออกมาตรการฉุกเฉิน อนุมัติน้ำมันก๊าดเพิ่มอีก 48,000 กิโลลิตร เพื่อช่วยครัวเรือนรายได้น้อย พร้อมอนุญาตให้ร้านอาหารและโรงแรมหันไปใช้เชื้อเพลิงทางเลือก เช่น ถ่าน ฟืน ชีวมวล และน้ำมันก๊าด แทนก๊าซหุงต้มชั่วคราว

แม้ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา อินเดียพยายามผลักดันการใช้ LPG แทนเชื้อเพลิงดั้งเดิม แต่ปัจจุบันประเทศยังต้องนำเข้า LPG ถึง 60% ทำให้เปราะบางต่อวิกฤตโลกครั้งนี้

ผู้เชี่ยวชาญเตือน “มลพิษพุ่ง–สุขภาพเสี่ยง”

ด้านนักวิชาการด้านพลังงานเตือนว่า อินเดียอาจต้อง “ถอยหลัง” กลับไปใช้เชื้อเพลิงสกปรก เช่น ถ่านหิน น้ำมันก๊าด และชีวมวล (ฟืน ซากพืช หรือมูลสัตว์) หลังเกิดภาวะขาดแคลนก๊าซหุงต้มLPG อย่างต่อเนื่องในหลายพื้นที่ ซึ่งการกลับไปใช้เชื้อเพลิงอย่างถ่านหินและชีวมวล อาจทำให้มลพิษทางอากาศภายในประเทศเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว เนื่องจากการเผาไหม้เชื้อเพลิงเหล่านี้ปล่อยก๊าซพิษ เช่น คาร์บอนมอนอกไซด์ ไนโตรเจนออกไซด์ และฝุ่นขนาดเล็ก ซึ่งสามารถเข้าสู่ปอดและกระแสเลือด เพิ่มความเสี่ยงโรคหัวใจและระบบทางเดินหายใจ 

เมืองเสี่ยงหนัก – ระบบพลังงานถอยหลัง

ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่า พื้นที่เมืองอาจได้รับผลกระทบหนักกว่าชนบท เนื่องจากมีทางเลือกเชื้อเพลิงน้อยกว่า ขณะที่บางส่วนอาจหันไปใช้ไฟฟ้าแทน ซึ่งจะยิ่งเพิ่มความต้องการพลังงานไฟฟ้า

อย่างไรก็ตาม ปัญหาคือไฟฟ้าในอินเดียยังพึ่งพาถ่านหิน สูงถึงเกือบ 79% ทำให้การเปลี่ยนไปใช้ไฟฟ้า อาจยิ่งตอกย้ำการพึ่งพาพลังงานสกปรก

แม้จะมีทางเลือก เช่น เตาแก๊สชีวภาพ หรือระบบทำอาหารพลังงานแสงอาทิตย์ ที่ช่วยลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิล แต่ผู้เชี่ยวชาญย้ำว่า เทคโนโลยีเหล่านี้ยังต้องใช้เวลาในการขยายผล

นักวิเคราะห์มองว่า หากสถานการณ์ยืดเยื้อ อินเดียอาจต้องเผชิญทางสองแพร่งที่ต้องเลือก ระหว่างการรักษาความมั่นคงพลังงาน กับเป้าหมายลดมลพิษ.

ที่มา : BBC