ภูเก็ตลุกเป็นไฟ แก้ม วิชญาณี ประกาศดันสุดตัว สวมกอด น้องเนเน่ ลั่นเตรียมโหวต

ภูเก็ตลุกเป็นไฟ แก้ม วิชญาณี ประกาศดันสุดตัว สวมกอด น้องเนเน่ ลั่นเตรียมโหวต

ภูเก็ตลุกเป็นไฟ แก้ม วิชญาณี ประกาศดันสุดตัว สวมกอด น้องเนเน่ ลั่นเตรียมโหวต

วันศุกร์ ที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 11.11 น.

เป็นภาพความประทับใจที่ทำเอาแฟน ๆ อมยิ้มไปตามกัน เมื่อนักร้องสาวเสียงดีดีกรีดีวา “แก้ม-วิชญาณี เปียกลิ่น” ได้ออกมาโพสต์ภาพคู่สุดเอ็กซ์คลูซีฟร่วมกับ “น้องเนเน่” (@neneroyalmusic) ผ่านอินสตาแกรมและช่องทางโซเชียลมีเดีย เผยให้เห็นโมเมนต์สุดอบอุ่นในบรรยากาศเป็นกันเอง โดย ‘สาวแก้ม‘ได้โพสต์ภาพพร้อมข้อความร่วมยินดีกับความสำเร็จของรุ่นน้องคนเก่งระบุว่า Congratulations on your well-deserved success. We’re so proud of you @neneroyalmusic เด็กภูเก็ตหรอยหลาว ดีใจกับน้องเนเน่มากๆ รอเชียร์ต่อยาวๆ เตรียมโหวตให้น้องในรอบต่อไปด้วยนะคะ” งานนี้ทั้งคู่แจกยิ้มหวานสดใสให้กล้องพร้อมชูนิ้วโป้งแสดงความมั่นใจ อีกทั้งยังมีคลิปและภาพโมเมนต์ที่สาวแก้มเข้าสวมกอด ‘น้องเนเน่’ ด้วยความเอ็นดูและภาคภูมิใจ ในฐานะที่เป็นคนใต้บ้านเดียวกัน (เด็กภูเก็ต)ทำเอาพี่น้องในวงการบันเทิงและแฟนคลับเข้ามากดไลก์และร่วมแสดงความยินดีกันอย่างคับคั่ง พร้อมเตรียมสแตนด์บายรอส่งแรงเชียร์แรงโหวตให้น้องเนเน่ในรอบต่อ ๆ ไปอย่างแน่นอน!

อาย กัญญาลักษณ์ ทวงบังลังก์ คืนตำแหน่ง Miss Supranational Thailand 2026 พร้อมบินลัดฟ้าสู่โปแลนด์

อาย กัญญาลักษณ์ ทวงบังลังก์ คืนตำแหน่ง Miss Supranational Thailand 2026 พร้อมบินลัดฟ้าสู่โปแลนด์

อาย กัญญาลักษณ์ ทวงบังลังก์ คืนตำแหน่ง Miss Supranational Thailand 2026 พร้อมบินลัดฟ้าสู่โปแลนด์

วันศุกร์ ที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 10.29 น.

ทำเอาแฟนสายนางงามโล่งใจไปตามๆ กัน หลังจากเกิดมหากาพย์ดราม่าปลดฟ้าผ่าจนกลายเป็นกระแสร้อนแรงก่อนหน้านี้ ล่าสุดเรื่องราวได้ข้อสรุปแบบแฮปปี้เอนดิ้งเรียบร้อยแล้ว เมื่อ “อาย-กัญญาลักษณ์ หนูแก้ว” ได้รับการแต่งตั้งให้กลับคืนสู่ตำแหน่ง Miss Supranational Thailand 2026 อย่างเป็นทางการ

โดยงานนี้ “โจ-กัมพล ทองไชย” อดีตผู้อำนวยการกองประกวดและอดีตผู้ถือลิขสิทธิ์ ได้อาสาเข้ามาทำหน้าที่เป็น “คนกลาง” สลายรอยร้าว เปิดพื้นที่ให้ทั้งสองฝ่ายอย่าง “แจ็ค ไททัส” (Mister Supranational Thailand 2026) และ “อาย กัญญาลักษณ์” ได้พูดคุย ปรับความเข้าใจ และเคลียร์ข้อคลาดเคลื่อนที่เกิดขึ้นจนลงตัว ซึ่งในตอนนี้ทั้งคู่พร้อมจับมือเดินหน้าต่อด้วยเป้าหมายเดียวกัน คือการทำหน้าที่ตัวแทนประเทศไทยให้ดีที่สุด

จากการประกาศอย่างเป็นทางการ ระบุว่าการแต่งตั้ง “อาย กัญญาลักษณ์” ให้กลับมาทำหน้าที่ในครั้งนี้ พิจารณาจาก ความเหมาะสม ศักยภาพ และความพร้อม ความตั้งใจจริงในการทำหน้าที่ตัวแทนประเทศไทยนอกจากนี้ ภายใต้ข้อตกลงร่วมกัน โจ กัมพล จะเข้ามารับหน้าที่บริหารจัดการและดูแลตัวแทนฝ่ายหญิง (อาย กัญญาลักษณ์) อย่างเป็นทางการ เพื่อสนับสนุนการเตรียมความพร้อมในทุกๆ ด้านก่อนขึ้นเวทีใหญ่ระดับโลก

ทางด้าน “อาย กัญญาลักษณ์” ได้เคลื่อนไหวผ่านโซเชียลมีเดียพร้อมโพสต์ข้อความขอบคุณว่า “ขอบพระคุณโอกาสครั้งนี้ หนูสัญญาจะทำหน้าที่สายสะพายไทยแลนด์ ให้เต็มที่ในทุกวัน สู้ สำหรับตัวแทนประเทศไทยทั้งสองคน ทั้ง “อาย กัญญาลักษณ์” และ “แจ็ค ไททัส” มีกำหนดการออกเดินทางไปเข้าร่วมการประกวด Miss & Mister Supranational 2026 ณ ประเทศโปแลนด์ ในวันนี้ 17 กรกฎาคม 2569 นี้ แฟนๆ ชาวไทยร่วมส่งแรงใจแรงเชียร์ให้ทั้งคู่ทำหน้าที่ภายใต้สายสะพาย THAILAND บนเวทีระดับโลกได้อย่างเต็มภาคภูมิ!

น้องณิริน ลูกสาว หนิง ปณิตา สวยออร่าพุ่ง แววนางเอกมาเต็ม

น้องณิริน ลูกสาว หนิง ปณิตา สวยออร่าพุ่ง แววนางเอกมาเต็ม

น้องณิริน ลูกสาว หนิง ปณิตา สวยออร่าพุ่ง แววนางเอกมาเต็ม

วันพฤหัสบดี ที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 18.09 น.

ยิ่งโตยิ่งสวยจริงๆ สำหรับ “น้องณิริน ธรรมวัฒนะ” ลูกสาวคนเก่งของนักแสดงและพิธีกรสาว “หนิง ปณิตา” ที่ปัจจุบันโตเป็นสาววัย 13 ปีแล้ว เรียกได้ว่าแฟนๆ ต่างได้เห็นพัฒนาการความน่ารักและความสามารถของน้องมาตลอด ตั้งแต่ยังเป็นเด็กน้อย จนวันนี้กลายเป็นสาวน้อยที่มีเสน่ห์และความสามารถรอบด้าน

       ล่าสุดมีการเผยภาพและคลิปของ น้องณิริน ในลุคสวยสดใสที่ดูโตเป็นสาวมากขึ้น เผยให้เห็นออร่าความน่ารักและความมั่นใจที่เพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ทำเอาแฟนๆ ที่ติดตามต่างเข้ามาคอมเมนต์ชื่นชมกันอย่างมากมาย

       เรียกได้ว่าเป็นอีกหนึ่งสาวน้อยที่น่าจับตามอง เพราะนอกจากหน้าตาที่สวยสะดุดตาแล้ว ยังเต็มไปด้วยความสามารถและความมุ่งมั่น สมกับเป็นลูกไม้ที่หล่นไม่ไกลต้นจริงๆ

ขอบคุณภาพ IG : jaejae_vazabi

BNK48 ปล่อย Theme Song รำวง Matsuri ร่วมกับศิลปินระดับตำนานจากญี่ปุ่น อิชิอิ

BNK48 ปล่อย Theme Song  รำวง Matsuri ร่วมกับศิลปินระดับตำนานจากญี่ปุ่น อิชิอิ

BNK48 ปล่อย Theme Song รำวง Matsuri ร่วมกับศิลปินระดับตำนานจากญี่ปุ่น อิชิอิ

วันพฤหัสบดี ที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 16.22 น.

ถ่ายทอดเสน่ห์วัฒนธรรมไทย-ญี่ปุ่นอย่างลงตัว สำหรับศิลปินไอดอล BNK48 จำนวนทั้งหมด 8 คน จากการโหวตของแฟนๆ ประกอบด้วย (โรส) ปาณิสรา บูรณาภา, (ลูกศร) ทัศน์ลักษณ์ แก้วบัวรบัติ, (น้ำมนต์) ณัฐมนต์ สองทิศ, (อาหลี) ชนากานต์ โอสถานุภาพ(ฮูพ) ปาฏลี ประเสริฐธีระชัย(แนล) แนลริยา วิภาคกิจ(แพรว) แพรวา ศิริวัฒนศักดิกุล และ (สาวน้อย) พิชญ์สินี อิทธิรัตนะโกมล จากค่าย iAM ร่วมกับศิลปินระดับตำนานจากประเทศญี่ปุ่น Tatuya Ishii (ทัตสึยะ อิชิอิ) ปล่อยเพลง “รำวง Matsuri” มาให้ฟังกันเรียบร้อย ซึ่ง Produced by ZOL และ กอล์ฟ F.HERO มารับหน้าที่ Executive Producer  ในครั้งนี้

เพลง “รำวง Matsuri” ถ่ายทอดเรื่องราวของมิตรภาพและการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมระหว่างไทยและญี่ปุ่น ผ่านเพลงแนว Festive Dance EDM ผสมผสานกลิ่นอายแบบ R&B และเครื่องดนตรีไทย ญี่ปุ่น ให้บรรยากาศงานเทศกาลที่เต็มไปด้วยเสียงดนตรี การเต้นรำ และรอยยิ้ม ชวนให้ทุกคนก้าวข้ามกำแพงของเชื้อชาติ รวมทั้งการผสมผสานของภาษา อาหาร สถานที่ วัฒนธรรม ให้เกิดความสนุกสนาน สร้างความทรงจำดี ๆ ไปด้วยกัน เพราะไม่ว่าจะเป็นคนไทยหรือญี่ปุ่น เสียงเพลงก็สามารถเชื่อมหัวใจของเราทุกคนให้เป็นหนึ่งเดียวได้

โดยเพลง “รำวง Matsuri” ได้โชว์เปิดตัวกันไปแล้ว ในงาน Thai Festival Tokyo 2026 ที่ผ่านมา ซึ่งจะใช้เป็น Theme Song ของงาน Thai Festival Tokyo 2027 สำหรับปีหน้าด้วย และยังเป็น Theme Song ให้กับงาน BNK48 & CGM48: Bon Odori 2026 หนึ่งในเทศกาลประจำปีของประเทศญี่ปุ่น โดยมีการจำลองบรรยากาศงานวัด เกม และอาหารญี่ปุ่น รวมถึงโชว์สุดพิเศษ จัดขึ้นวันที่ 24-26 กรกฎาคมนี้อีกด้วย

สามารถติดตามฟังเพลง BNK48 × Tatuya Ishii (ทัตสึยะ อิชิอิ)  เพลง “รำวง Matsuri”  ได้แล้วทุกสตรีมมิ่ง

#BNK48

#TatuyaIshii

แอน ทองประสม เผย 3 ลุคสุดจึ้ง Polo Ralph Lauren สะท้อนความสง่างามเหนือกาลเวลา

แอน ทองประสม  เผย 3 ลุคสุดจึ้ง Polo Ralph Lauren สะท้อนความสง่างามเหนือกาลเวลา

แอน ทองประสม เผย 3 ลุคสุดจึ้ง Polo Ralph Lauren สะท้อนความสง่างามเหนือกาลเวลา

วันพฤหัสบดี ที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 16.12 น.

ระหว่างการเดินทางร่วมงาน The Championship – Wimbledon 2026 ณ กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ ในฐานะแขกคนพิเศษของ Ralph Lauren แอน ทองประสม (@annethong) เผย 3 ลุคจาก Polo Ralph Lauren ที่สะท้อนความสง่างามเหนือกาลเวลา พร้อมผสานกลิ่นอาย English Summer เข้ากับเอกลักษณ์ Classic อันเป็นหัวใจสำคัญของแบรนด์ได้อย่างลงตัว โดยแต่ละลุคคอมพลีตด้วย Polo Play Bag กระเป๋าซิกเนเจอร์ ที่เติมสีสันและความสนุกให้กับสไตล์คลาสสิกของแบรนด์

สำหรับลุคแรก มาในโทนสีขาวสะอาดตา ผ่านการเลเยอร์ Cotton Twill Raglan Jacket กับเดรสที่โดดเด่นด้วยซิลูเอตอ่อนพลิ้ว ตัดเย็บจากผ้าคอตตอน พร้อมเติมรายละเอียดด้วยลูกไม้และเทคนิค Pintuck ถ่ายทอดความงดงามที่เรียบง่ายแต่เปี่ยมด้วยรายละเอียด ก่อนเติมลูกเล่นด้วยกระเป๋าPolo Play สีส้มสดอันเป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์ได้อย่าง ลงตัวลุคถัดมา ถ่ายทอดเสน่ห์ของ Casual Wear ผ่านแจ็กเก็ตเดนิมปักลายอันประณีต ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากงานคราฟต์ จับคู่กับเสื้อโปโลสีขาวและกางเกงเอวสูงทรงขากว้างที่ช่วยขับซิลูเอตให้ดูสง่างาม เติมความสดใสด้วยกระเป๋า Polo Play ลายทางสีเขียว ถ่ายทอดความคลาสสิกและความร่วมสมัยปิดท้ายด้วยลุคที่สะท้อนเอกลักษณ์ของ Polo Ralph Lauren ผ่านเสื้อเชิ้ตลินินลายทางและกางเกงเดนิมเอวสูงทรงกว้าง เติมรายละเอียดด้วยเข็มขัดหนังและกระเป๋า Polo Play สีเหลืองสดใส ถ่ายทอดสไตล์ Effortless ที่ผสมผสานกลิ่นอาย Summer เข้ากับความร่วมสมัยได้อย่างลงตัว

@RalphLauren @PoloRalphLauren

@Wimbledon

#RLTennis #Wimbledon

องคมนตรีเป็นประธานในพิธีเปิดโครงการโปรยเมล็ดพันธุ์พืชทางอากาศฯ เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

องคมนตรีเป็นประธานในพิธีเปิดโครงการโปรยเมล็ดพันธุ์พืชทางอากาศฯ เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

องคมนตรีเป็นประธานในพิธีเปิดโครงการโปรยเมล็ดพันธุ์พืชทางอากาศฯ เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

วันศุกร์ ที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 15.07 น.

องคมนตรีเป็นประธานในพิธีเปิดโครงการโปรยเมล็ดพันธุ์พืชทางอากาศฯ เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 28 กรกฎาคม 2569

17 กรกฎาคม 2569 พลอากาศเอกชลิต พุกผาสุข องคมนตรี ประธานกรรมการที่ปรึกษาผู้ทรงคุณวุฒิฝนหลวง เป็นประธานในพิธีเปิดโครงการโปรยเมล็ดพันธุ์พืชทางอากาศ เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 28 กรกฎาคม 2569 โอกาสนี้ องคมนตรี ได้นำผู้เข้าร่วมพิธีประกอบพิธีถวายพระพรชัยมงคลพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พร้อมมอบเมล็ดพันธุ์พืชให้แก่ผู้แทนกรมฝนหลวงและการบินเกษตร ร่วมปั้นเมล็ดพันธุ์พืช

โดยโครงการดังกล่าว กรมฝนหลวงและการบินเกษตรจัดขึ้น เพื่อสดุดีพระเกียรติคุณและน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพล อดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ที่ทรงมีพระราชกรณียกิจที่สำคัญและมีคุณค่าคุณูปการต่อการพัฒนาประเทศชาติ โดยเฉพาะในด้านการรักษาระบบนิเวศป่าไม้ สิ่งแวดล้อม ซึ่งทั้ง 2 พระองค์ทรงให้ความสำคัญในเรื่องการสร้างความสมบูรณ์ให้แก่ทรัพยากรป่าไม้ ซึ่งจะเป็นต้นกำเนิดของความอุดมสมบูรณ์ และเป็นต้นทุนความชื้นสัมพัทธ์ที่จะช่วยเพิ่มโอกาสในการปฏิบัติการฝนหลวงได้ และเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเนื่องในโอกาสมหามงคลวันเฉลิมพระชนมพรรษา 28 กรกฎาคม 2569 

ซึ่งโครงการฯดังกล่าวนี้ กรมฝนหลวงและการบินเกษตรจะปฏิบัติภารกิจการโปรยเมล็ดพันธุ์พืชหลังเสร็จสิ้นการปฏิบัติการฝนหลวงในแต่ละวัน เพื่อกระจายเมล็ดพันธุ์พืชและเพิ่มความหนาแน่นของพื้นที่ป่าไม้ ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าและอุทยานแห่งชาติ โดยได้รับการสนับสนุนจากกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กรมป่าไม้ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ในการสนับสนุนเมล็ดพันธุ์และพื้นที่อุทยานสำหรับดำเนินการเป็นประจำทุกปี สำหรับในปี 2569 ได้กำหนดพื้นที่การโปรยเมล็ดพันธุ์ฯ และกำหนดชนิดพันธุ์พืชที่เหมาะสมกับผืนป่าและเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทั่วประเทศ จำนวน 7 แห่ง ได้แก่ อุทยานแห่งชาติออบขาน จังหวัดเชียงใหม่ //อุทยานแห่งชาติทุ่งแสลงหลวง จ.พิษณุโลก และ จ.เพชรบูรณ์ //อุทยานแห่งชาติเขื่อนศรีนครินทร์ จ.กาญจนบุรี //อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน จ.เพชรบุรี //อุทยานแห่งชาติภูเก้า-ภูพานคำ จ.หนองบัวลำภู //อุทยานแห่งชาติภูสระดอกบัว จ.มุกดาหาร //และอุทยานแห่งชาติตาพระยา จ.สระแก้ว โดยได้รับการสนับสนุนเมล็ดพันธุ์พืชจากกรมป่าไม้ จำนวนเมล็ดพันธุ์พืช 15 ชนิด ได้แก่ มะค่าแต้ มะค่าโมง สัก พะยูง แดง เพกา กัลปพฤกษ์ ขี้เหล็ก ชิงชัน ราชพฤกษ์ อะราง สมอพิเภก มะขามป้อม ตะแบก และพฤกษ์ จำนวนรวมทั้งสิ้น 3,090 กิโลกรัม

ทั้งนี้ การจัดกิจกรรมปั้นหุ้มดินเมล็ดพันธุ์พืชฯ ได้รับความร่วมมือจากหน่วยงานภาครัฐ จิตอาสา และประชาชนทั่วไป ปั้นหุ้มดินเมล็ดพันธุ์พืช และส่งต่อให้กับศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวงในแต่ละภูมิภาค เพื่อนำไปใช้ในการโปรยทางอากาศ ซึ่งถือได้ว่าเป็นการสร้างความสามัคคีของประชาชนทุกภาคส่วน ที่ได้มาร่วมกันเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และร่วมกันเป็นส่วนหนึ่งในการเพิ่มพื้นที่ผืนป่าให้กับประเทศไทย ให้ทรัพยากรป่าไม้มีความอุดมสมบูรณ์ต่อไป.

DPU สร้างชื่อให้ไทย สถาบันแรกที่คว้า 3 รางวัลระดับโลกจาก IEAC

DPU สร้างชื่อให้ไทย สถาบันแรกที่คว้า 3 รางวัลระดับโลกจาก IEAC

DPU สร้างชื่อให้ไทย สถาบันแรกที่คว้า 3 รางวัลระดับโลกจาก IEAC

วันพฤหัสบดี ที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 21.11 น.

พร้อมคะแนนเต็ม 5 ดาวทุกหมวดแห่งแรกในไทย ตอกย้ำการมุ่งพัฒนาศักยภาพเด็กไทยสู่อาชีพยุคใหม่

มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (DPU) ประกาศความสำเร็จครั้งประวัติศาสตร์ครั้งยิ่งใหญ่ในวงการอุดมศึกษาไทยและระดับสากล หลังได้รับการรับรองมาตรฐานคุณภาพการศึกษาระดับสูงสุด “5 Stars Rating” ในทุกหมวดหมู่การประเมิน ซึ่งถือเป็นสถาบันแรกในประเทศไทย โดยเป็นการรับรองมาตรฐานคุณภาพการศึกษาระดับสูงสุด จาก International Education Accreditation Council หรือ IEAC สหราชอาณาจักร พร้อมกันนี้ DPU ยังสร้างชื่อเสียงให้แก่ประเทศไทยด้วยการเป็นสถาบันแรกในโลกที่ได้ 3 รางวัลเกียรติยศมาครองได้สำเร็จ ประกอบด้วยรางวัล Future Job Ready & Career Success Award รางวัล Human Potential Development Award และรางวัล Global Education Pathways Award สะท้อนถึงความเป็นผู้นำด้านการศึกษาที่มุ่งเน้นในการพัฒนาศักยภาพมนุษย์ที่พร้อมตอบโจทย์โลกอนาคตอย่างแท้จริง โดยพิธีมอบรางวัลจัดขึ้นเมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม 2569 ณ ห้องประชุมไสว สุทธิพิทักษ์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ โดยมี Dr. Maurice Kenneth Dimmock ประธานของ IEAC เป็นผู้มอบรางวัลให้แก่ ดร.ดาริกา ลัทธพิพัฒน์ อธิการบดี มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ท่ามกลางคณะผู้บริหาร คณาจารย์ และสื่อมวลชนร่วมเป็นสักขีพยาน

สถาบัน IEAC ถือเป็นองค์กรระดับสากลที่มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการรับรองและประกันคุณภาพความน่าเชื่อถือของสถาบันการศึกษาและหลักสูตรต่าง ๆ ทั่วโลก โดยกระบวนการตรวจประเมินของ IEAC เป็นไปด้วยความโปร่งใสและมีความเข้มงวดเป็นอย่างสูง โดยเกณฑ์การประเมินสอดคล้องกับมาตรฐาน Standards and Guidelines for Quality Assurance ใน European Higher Education Area หรือ ESG ตลอดจนกรอบมาตรฐานคุณวุฒิของยุโรป หรือ EQAR ซึ่งเป็นเกณฑ์มาตรฐานที่รัฐบาลส่วนใหญ่ทั่วโลกให้การยอมรับและนำไปปรับใช้ โดยกระบวนการตรวจสอบของ IEAC จะครอบคลุมอย่างรอบด้าน ตั้งแต่การกำหนดมาตรฐานสถาบัน การประเมินผลอย่างละเอียดผ่านเอกสารและการลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมจริง ตลอดจนการสัมภาษณ์ผู้บริหาร คณาจารย์ บุคลากร และนักศึกษา เพื่อมุ่งเน้นการพัฒนาอย่างต่อเนื่องและการันตีคุณภาพสู่สาธารณะ นายจ้าง และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในระดับสากล

สำหรับการตรวจประเมินในครั้งนี้ DPU สามารถสร้างประวัติศาสตร์ด้วยการคว้า 5 ดาวเต็มครบทั้ง 8 ด้านหลักเป็นสถาบันการศึกษาแรกในประเทศไทย ทั้งด้านหลักสูตรการศึกษา (Academic Programs) ด้านการเรียนการสอน (Teaching and Learning) ด้านการประกันและพัฒนาคุณภาพ (Quality Assurance and Enhancement) ด้านสิ่งแวดล้อมและความปลอดภัย (Environmental, Health & Safety) ด้านสวัสดิภาพนักศึกษา (Student Welfare) ด้านการบริหารจัดการองค์กร (Governance, Management and Systems) ด้านการตลาดและการรับนักศึกษา (Marketing and Recruitment of Students) และ ด้านภาพรวม (Overall Rating)

และที่สำคัญคือ  DPU ยังได้รับถ้วยรางวัลเกียรติยศ 3 รางวัลในระดับสถาบัน ประกอบด้วยรางวัล Future Job Ready & Career Success Award รางวัล Human Potential Development Award และรางวัล Global Education Pathways Award  ซึ่งถือเป็นสถาบันแรกในโลกที่ได้ 3 รางวัลนี้ โดยรางวัลสะท้อนอัตลักษณ์ตัวตนของ DPU ที่มีความเชื่อที่ว่าการพัฒนาศักยภาพมนุษย์คือเรื่องสำคัญที่สุดในการรับมือกับโลกที่เปลี่ยนแปลง โดย DPU เป็นสถาบันการศึกษาเพียงหนึ่งเดียวที่มีทั้งเครื่องมือ หลักสูตร และระบบการเรียนรู้แบบ Personalized Learning ที่ปรับให้เข้ากับนักศึกษาแต่ละบุคคลเพื่อดึงพรสวรรค์และศักยภาพที่ซ่อนอยู่ออกมาให้ได้มากที่สุด ทำให้ไม่ว่านักศึกษาจะมีพื้นฐานแบบไหน จะเป็นเด็กเก่ง หรือเคยเรียนไม่เก่งมาก่อน DPU ก็สามารถพัฒนาศักยภาพให้ตอบรับกับงานทักษะใหม่ในยุคใหม่ได้ พร้อมนวัตกรรมใหม่อย่าง DPU Passport ซึ่งเป็นรายงานฉบับพิเศษที่อธิบายถึงพรสวรรค์เฉพาะบุคคลและแนวทางการพัฒนาศักยภาพเพื่อต่อยอดให้นักศึกษาทุกคน ซึ่งต่อยอดไปที่การมุ่งเน้นการสร้างผลลัพธ์ความสำเร็จในอาชีพและเตรียมความพร้อมสู่การทำงานแห่งอนาคตอย่างแท้จริงเพื่อช่วยส่งเสริมให้นักศึกษาไม่ใช่แค่ได้งานทำที่ดีเท่านั้น แต่สามารถเติบโตและประสบความสำเร็จในหน้าที่การงานต่อไปในอนาคตได้อย่างยั่งยืน

ขณะเดียวกันในส่วนของรางวัล Global Education Pathways Award ก็เป็นรางวัลที่การันตีความสามารถในการเชื่อมต่อโอกาสและความรู้จากสถาบันและองค์กรชั้นนำในระดับสากล โดย DPU ได้สร้างเครือข่ายพันธมิตรที่แข็งแกร่งร่วมกับองค์กรต่างประเทศทั่วโลกกว่า 83 องค์กร และร่วมมือกับบริษัทชั้นนำทั้งในและต่างประเทศในการพัฒนาหลักสูตรเพื่อรองรับองค์ความรู้มาตรฐานสากล พร้อมกันนี้ DPU ยังมุ่งเน้นการสร้างและจำลองสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมเพื่อรองรับโอกาสและองค์ความรู้จากนานาชาติ เพื่อสร้างทางลัดและเปิดประตูให้นักศึกษาไทยทุกคนได้สัมผัสและได้รับประสบการณ์จากการทำงานจริงในโปรเจกต์ของบริษัทชั้นนำจากหลากหลายประเทศทั่วโลกอย่างไร้ขีดจำกัด   

ดร.ดาริกา ลัทธพิพัฒน์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ หรือ DPU เปิดเผยว่า การรับรองมาตรฐาน 5 ดาวเต็มในทุกหมวดหมู่ ตลอดจน 3 รางวัลเกียรติยศระดับโลกจาก IEAC สหราชอาณาจักรในครั้งนี้ ถือเป็นบทพิสูจน์ที่ยิ่งใหญ่และชัดเจนที่สุดว่า มหาวิทยาลัยเอกชนที่มีความพร้อมสูงอย่าง DPU สามารถส่งมอบการศึกษาที่มีคุณภาพและมาตรฐานในระดับสากลได้อย่างแท้จริง การจัดการศึกษาในยุคนี้ DPU ไม่ได้มองเพียงแค่การมอบใบปริญญาบัตรเมื่อเรียนจบเท่านั้น แต่ได้มองถึงการขับเคลื่อน Potential Development เพื่อค้นหาและพัฒนาศักยภาพที่แท้จริงของนักศึกษาเป็นรายบุคคล ควบคู่ไปกับการการันตีผลลัพธ์ความสำเร็จในอาชีพ หรือ Career Success ซึ่ง DPU มุ่งเตรียมความพร้อมสำหรับโลกอนาคตด้วยการพัฒนาศักยภาพอย่างเข้มข้น ซึ่งส่งผลให้ผู้เรียนค้นพบตัวเอง และหางานที่ดีได้ง่าย โดยต้องมีความพร้อมอย่างเต็มที่สำหรับงานในโลกอนาคต ตลอดจนสามารถก้าวไปสู่จุดสูงสุดในอาชีพได้อย่างมั่นคง ก่อนจะเชื่อมต่อสู่โลกกว้างเพื่อคว้าโอกาสในระดับสากล ผ่านองค์ความรู้ เทคโนโลยี สภาพแวดล้อม และประสบการณ์ตรงจากมืออาชีพในระดับนานาชาติ เพื่อสร้างความมั่นใจว่านักศึกษาทุกคนที่ก้าวออกจาก DPU จะกลายเป็นบุคลากรชั้นนำที่มีความพร้อมสำหรับงานแห่งอนาคต เติบโตในสายอาชีพได้อย่างสูงสุด และพร้อมเชื่อมต่อโอกาสความสำเร็จในระดับโลกได้อย่างยั่งยืน

“ทั้งนี้ DPU ยังเปลี่ยนผ่านการศึกษาแบบเดิม ๆ สู่รูปแบบ Work-Integrated Education โดยเน้นย้ำว่าเรียนแล้วไปฝึกงานอย่างเดียวนั้นไม่เพียงพอสำหรับโลกยุคใหม่ แต่นักศึกษาจะต้องได้รับประสบการณ์ทำงานจริงควบคู่ไปตลอดระยะเวลาที่เรียน DPU จึงร่วมมือกับพันธมิตรบริษัทชั้นนำมากกว่า 3,000 บริษัทในการพัฒนาหลักสูตร เพื่อให้ก้าวทันต่ออุตสาหกรรมที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้มีบริษัทมากกว่า 1,500 บริษัทที่พร้อมยื่นข้อเสนอรับเข้าทำงานทันทีตั้งแต่ที่นักศึกษายังฝึกงานไม่สำเร็จ โดยปัจจุบันมีนักศึกษา DPU มากกว่า 95% ที่ได้งานทำทันทีหลังเรียนจบ และมีกว่า 55% ที่ได้รับข้อเสนองานตั้งแต่ยังเรียนอยู่ชั้นปีสุดท้าย ในขณะที่ภาพรวมของประเทศพบว่าเด็กจบใหม่ทั่วไปมีอัตราการหางานทำได้เพียง 45% เท่านั้น อีกทั้งนักศึกษา DPU ยังได้รับอัตราเงินเดือนเริ่มต้นที่สูงกว่าปกติ ซึ่งเป็นบทพิสูจน์ว่าการเรียนในมหาวิทยาลัยเอกชนที่มีความพร้อมอย่าง DPU สามารถสร้างความสำเร็จในอาชีพและพาเด็กทุกคนไปสู่การได้งานในฝันได้อย่างแน่นอน” ดร.ดาริกา อธิการบดีกล่าวสรุป

เจ้าหญิงแอนน์ เสด็จเยือนประเทศไทย ติดตามการดำเนินงานด้านเด็กของ Save the Children

เจ้าหญิงแอนน์ เสด็จเยือนประเทศไทย ติดตามการดำเนินงานด้านเด็กของ Save the Children

เจ้าหญิงแอนน์ เสด็จเยือนประเทศไทย ติดตามการดำเนินงานด้านเด็กของ Save the Children

วันพฤหัสบดี ที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 18.46 น.

เจ้าหญิงแอนน์ เสด็จเยือนประเทศไทย ติดตามการดำเนินงานด้านเด็กของ Save the Children รมว.ศธ. ร่วมรับเสด็จและติดตามการเยี่ยมชมกิจกรรมเด็กไทย 

เมื่อวันที่ 16 ก.ค.2569 เจ้าหญิงแอนน์ พระราชกุมารีแห่งสหราชอาณาจักร ผู้อุปถัมภ์ของ Save the Children UK เสด็จเยือนประเทศไทย เพื่อติดตามการดำเนินงานด้านการพัฒนาเด็กและเยาวชนของ Save the Children พร้อมทอดพระเนตรกิจกรรม Play for Change โครงการที่ใช้กีฬาเป็นเครื่องมือในการส่งเสริมการเรียนรู้ ทักษะชีวิต และการอยู่ร่วมกันในสังคมของเด็กและเยาวชนไทย ที่โรงเรียนชุมชน หมู่บ้านพัฒนา เขตคลองเตย  กรุงเทพมหานคร

ในการเสด็จเยือนประเทศไทยครั้งนี้ นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ได้ร่วมรับเสด็จเจ้าหญิงแอนน์ พระราชกุมารีแห่งสหราชอาณาจักร และร่วมติดตามการเสด็จตลอดการเยี่ยมชมกิจกรรมของเด็กและเยาวชน โดยร่วมรับฟังการนำเสนอผลการดำเนินงานต่างๆ ซึ่งสะท้อนถึงความร่วมมือระหว่างกระทรวงศึกษาธิการ Save the Children และภาคีเครือข่าย ในการส่งเสริมโอกาสทางการศึกษา การพัฒนาทักษะชีวิต และการสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเรียนรู้ของเด็กไทย

กิจกรรม Play for Change เปิดโอกาสให้เด็กและเยาวชนกว่า 60 คน จากกรุงเทพมหานครและภาคเหนือ ได้เรียนรู้การทำงานเป็นทีม การยอมรับความหลากหลาย และการสร้างความมั่นใจผ่านกีฬา โดยมี Emile Heskey อดีตนักฟุตบอลทีมชาติอังกฤษและสโมสรลิเวอร์พูล ร่วมมอบประกาศนียบัตรแก่เด็กและเยาวชนที่เข้าร่วมโครงการ

ในโอกาสนี้ เจ้าหญิงแอนน์มีพระดำรัสว่า

“Save the Children ซึ่งดำเนินงานในประเทศไทยมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2522 แสดงให้เห็นถึงคุณค่าของการสนับสนุนที่เป็นรูปธรรม ความร่วมมือ และการเป็นผู้นำของชุมชน ซึ่งสามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับชีวิตของเด็ก ๆ ได้อย่างแท้จริง”

พระองค์ยังทรงเน้นย้ำว่า กีฬาไม่ใช่เพียงการแข่งขัน แต่เป็นพื้นที่แห่งการเรียนรู้ที่ช่วยสร้างความมั่นใจ ส่งเสริมการทำงานเป็นทีม เปิดโอกาสให้เด็กค้นพบศักยภาพของตนเอง และเรียนรู้ที่จะก้าวผ่านทั้งความสำเร็จและความผิดหวัง

Save the Children ดำเนินงานในประเทศไทยมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2522 โดยทำงานร่วมกับกระทรวงศึกษาธิการ โรงเรียน ชุมชน และหน่วยงานภาครัฐ เพื่อสนับสนุนเด็กที่ได้รับผลกระทบจากความยากจน ความเหลื่อมล้ำ และการเลือกปฏิบัติ ผ่านโครงการด้านการศึกษา การคุ้มครองเด็ก การส่งเสริมอาชีพ และการขับเคลื่อนสิทธิเด็ก เพื่อให้เด็กทุกคนมีโอกาสเรียนรู้ เติบโต และพัฒนาศักยภาพอย่างเต็มที่

การเสด็จเยือนของเจ้าหญิงแอนน์ในฐานะผู้อุปถัมภ์ของ Save the Children UK สะท้อนถึงการทรงติดตามการดำเนินงานด้านเด็กขององค์กรอย่างต่อเนื่อง และเป็นกำลังใจสำคัญต่อการทำงานของครู โรงเรียน ชุมชน และภาคีเครือข่ายทั่วประเทศไทย ที่ร่วมกันสร้างโอกาสทางการศึกษาและพัฒนาคุณภาพชีวิตของเด็กไทยมาอย่างยาวนาน
 

เพลิงไหม้สถานสงเคราะห์เด็กกำพร้าในแอลจีเรีย ดับ 11 บาดเจ็บ 19

เพลิงไหม้สถานสงเคราะห์เด็กกำพร้าในแอลจีเรีย ดับ 11 บาดเจ็บ 19

16 ก.ค. 2569 16:51 น.

เพลิงไหม้สถานสงเคราะห์เด็กกำพร้าในแอลจีเรีย ดับ 11 บาดเจ็บ 19

เกิดเหตุเพลิงไหม้รุนแรงที่สถานสงเคราะห์เด็กกำพร้าและเด็กที่ต้องการความช่วยเหลือพิเศษ ในเขตโมฮัมมาเดีย ชานกรุงแอลเจียร์ ประเทศแอลจีเรีย ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 11 ราย และบาดเจ็บอีก 19 ราย ด้านนายกรัฐมนตรีนำคณะรัฐมนตรีรุดเยี่ยมผู้บาดเจ็บ พร้อมสั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งสืบสวนหาสาเหตุอย่างละเอียด ท่ามกลางสถานการณ์คลื่นความร้อนทั่วประเทศ

นายเซฟี ฆะรีบ นายกรัฐมนตรีแอลจีเรีย ได้นำคณะรัฐมนตรี ซึ่งประกอบด้วย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย, รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข, รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ลงพื้นที่เพื่อติดตามสถานการณ์และตรวจสอบระดับการดูแลทางการแพทย์อย่างใกล้ชิด

พร้อมกันนี้ นายกรัฐมนตรีได้นำความความแสดงความเสียใจจากประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐ ส่งตรงถึงครอบครัวของผู้สูญเสียในโศกนาฏกรรมครั้งนี้

นายกรัฐมนตรีแอลจีเรีย แถลงว่า “ในนามของประธานาธิบดี ข้าพเจ้าขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อครอบครัวของผู้เสียชีวิต และขอวิงวอนต่ออัลเลาะห์ให้ทรงรับดวงวิญญาณของพวกเขาไปสู่สุขคติ ในระหว่างที่คณะของเราเดินทางไปตรวจเยี่ยมที่โรงพยาบาลศัลยกรรมทางตานและแผลไหม้แห่งชาติซีรัลดา และโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยมุสตาฟา บาชา เราได้ออกคำสั่งทุกประการที่จำเป็นเพื่อให้แน่ใจว่าผู้บาดเจ็บทุกคนจะได้รับการดูแลรักษาอย่างดีที่สุด”

กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยของแอลจีเรีย เปิดเผยว่า ได้รับแจ้งเหตุเพลิงไหม้เมื่อเวลา 03:32 น. วันนี้ (16 ก.ค.) ตามเวลาท้องถิ่น โดยได้ระดมรถดับเพลิง 6 คัน รถพยาบาล 6 คัน รถกระเช้า และทีมกู้ภัยในพื้นที่ลาดชัน พร้อมทั้งขอกำลังสนับสนุนจากหน่วยฝึกอบรมและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติเพื่อเข้าควบคุมสถานการณ์

ยอดผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ในครั้งนี้แบ่งเป็นผู้เสียชีวิต 11 ราย และผู้ได้รับบาดเจ็บ 19 ราย แบ่งโดยผู้ถูกไฟคลอกรุนแรงต่างระดับกัน 10 ราย, ผู้มีอาการสำลักควันและหายใจติดขัด 2 ราย และผู้ได้รับผลกระทบทางจิตใจเฉียบพลัน/ช็อก 7 ราย

นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่กู้ภัยยังสามารถอพยพผู้พิการและผู้มีความต้องการพิเศษจำนวน 5 ราย ออกจากพื้นที่อาคารไปยังสถานที่ปลอดภัยได้อย่างหวุดหวิด ในขณะที่เจ้าหน้าที่ยังคงเดินหน้าค้นหาผู้ตกค้างภายใต้ซากปรักหักพังอย่างต่อเนื่อง

ในด้านกฎหมาย สำนักงานอัยการสูงสุดประจำศาลอุทธรณ์ได้สั่งการให้เปิดการสืบสวนสอบสวนเชิงลึกโดยด่วน เพื่อหาสาเหตุที่แท้จริงของโศกนาฏกรรมที่สร้างความสะเทือนใจให้แก่ชาวแอลจีเรียทั้งประเทศในครั้งนี้ และตรวจสอบว่ามีประเด็นเรื่องการกระทำความผิดทางอาญาเข้ามาเกี่ยวข้องหรือไม่

แม้ว่าทางการจะยังไม่ได้ข้อสรุปอย่างเป็นทางการเกี่ยวกับสาเหตุของเพลิงไหม้ แต่มีรายงานว่า ประเทศแอลจีเรียกำลังเผชิญกับสภาพอากาศร้อนจัดและคลื่นความร้อนที่แผ่ปกคลุมอย่างรุนแรง โดยสำนักข่าวสารสนเทศแอลจีเรีย รายงานอ้างอิงข้อมูลจากกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยว่า นับตั้งแต่วันที่ 8 กรกฎาคมเป็นต้นมา เจ้าหน้าที่ต้องเข้าควบคุมและดับไฟป่าและไฟไหม้ทั่วประเทศมาแล้วสูงถึง 913 แห่ง ซึ่งสภาพอากาศที่แห้งแล้งและร้อนจัดนี้อาจเป็นปัจจัยร่วมที่ทำให้เกิดเพลิงไหม้ได้ง่ายและรุนแรงขึ้น.

ที่มา Al Shorouk / Reuters

ค้นพบลิงสายพันธุ์ใหม่ “ริมฝีปากสีส้ม” ในป่าลึกดีอาร์คองโก

ค้นพบลิงสายพันธุ์ใหม่ "ริมฝีปากสีส้ม" ในป่าลึกดีอาร์คองโก

16 ก.ค. 2569 14:57 น.

ค้นพบลิงสายพันธุ์ใหม่ “ริมฝีปากสีส้ม” ในป่าลึกดีอาร์คองโก

นักวิจัยยืนยันการค้นพบลิงสายพันธุ์ใหม่ของโลกในอุทยานแห่งชาติโลมามี สาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก หลังใช้เวลาในการศึกษาภาคสนามกว่า 15 ปี พบลิงขนสีดำที่มีริมฝีปากสีส้มอมชมพูอันเป็นเอกลักษณ์ ซึ่งชาวบ้านเรียกว่า “ลิกเวลี” นับเป็นลิงสายพันธุ์ใหม่ของทวีปแอฟริกาเพียงชนิดที่ 5 ที่ถูกค้นพบในรอบ 75 ปี

รายงานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสารวิทยาศาสตร์ PLOS ONE ระบุว่า ลิงสายพันธุ์ใหม่นี้มีชื่อเรียกในท้องถิ่นโดยชาวบ้านเผ่าบาลังกาว่า “ลิกเวลี” (Likweli) ถูกพบเห็นครั้งแรกโดยนักอนุรักษ์เมื่อปี 2008 แต่ในขณะนั้นบันทึกภาพไว้ได้เพียงภาพเดียวและมีความเบลออย่างมาก จนกระทั่งอีก 10 ปีต่อมา หรือปี 2018 มีการพบเห็นมันอีกครั้ง นำไปสู่การตั้งทีมนักวิจัยร่วมระหว่างสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก สหรัฐอเมริกา และเยอรมนี เพื่อออกตามล่าหาความจริงนานกว่า 4 ปี

จูเนียร์ อัมโบโก นักชีววิทยาด้านการอนุรักษ์และนักศึกษาปริญญาเอกชิ้นสำคัญจากมหาวิทยาลัยฟลอริดา แอตแลนติก เปิดเผยว่า ลิงลิกเวลีเป็นสัตว์ที่ค่อนข้างขี้อายและชอบซ่อนตัวอยู่บนเรือนยอดไม้ที่สูงมากในป่าดิบชื้น “จากการลงพื้นที่สัมภาษณ์ชุมชนใน 52 หมู่บ้านรอบผืนป่า มีชาวบ้านเพียง 8 หมู่บ้านเท่านั้นที่บอกว่าเคยพบเห็นลิงชนิดนี้ มันเป็นความรู้สึกที่มหัศจรรย์มากที่ได้จ้องมองใบหน้าของสิ่งมีชีวิตที่แทบไม่มีใครรู้ว่ามีอยู่บนโลก” 

ทีมนักวิทยาศาสตร์ได้ตั้งชื่อทางวิทยาศาสตร์ให้ลิงสายพันธุ์ใหม่นี้ว่า Colobus congoensis เพื่อเป็นเกียรติแก่ความหลากหลายทางชีวภาพของลุ่มน้ำคองโก โดยจัดอยู่ในกลุ่ม “ลิงโคโลบัส” (Colobus) ซึ่งมีลักษณะเด่นร่วมกันคือเป็นลิงแอฟริกาที่ไม่มีหัวแม่มือ โดยมีเพียง 4 นิ้ว ทำหน้าที่เป็นสัตว์กินพืชบนเรือนยอดไม้ที่มีความสำคัญต่อระบบนิเวศในการช่วยกระจายและงอกของเมล็ดพันธุ์พืช

จากการศึกษาตัวอย่างดีเอ็นเอและกายภาพอย่างละเอียด พบความต่างจากลิงโคโลบัสสายพันธุ์อื่น เช่น มีแต้มสีชมพูอมส้มครีมรอบริมฝีปากอย่างเด่นชัด บนใบหน้าสีดำสนิท และมีขนชี้แหลมเป็นเอกลักษณ์

ลิงดังกล่าวมีขนาดตัวที่เล็กกว่าลิงโคโลบัสทั่วไปอย่างเห็นได้ชัด และมีแต้มขนสีขาวบริเวณส่วนบั้นท้าย พวกมันมีเสียงร้องคำรามที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว ซึ่งส่วนใหญ่จะได้ยินเสียงก่อนที่จะเห็นตัว ส่วนด้านพันธุกรรม แม้ภายนอกจะคล้ายคลึงกับลิงโคโลบัสสีดำ (C. satanas) แต่ผลตรวจดีเอ็นเอยืนยันว่าพวกมันแยกสายวิวัฒนาการออกจากกันมานานกว่า 5 ล้านปีแล้ว

ศาสตราจารย์ เคต เดตวิเลอร์ นักวานรวิทยาจาก FAU สันนิษฐานว่า แต้มสีส้มสดใสบนใบหน้าน่าจะเป็นสัญลักษณ์ทางสายตาที่ใช้สื่อสารระหว่างกันในป่าทึบ หรืออาจใช้ในการดึงดูดคู่ผสมพันธุ์

ทีมนักวิจัยประเมินว่า ลิง Colobus congoensis เป็นสัตว์ประจำถิ่นที่มีขอบเขตการอยู่อาศัยที่จำกัดมาก โดยคาดว่ามีพื้นที่หากินอยู่เพียง 1,700 ตารางกิโลเมตรเท่านั้นในป่าลึกที่อุดมสมบูรณ์

ระหว่างการเก็บข้อมูล ภาคสนามทีมนักวิจัยยังสามารถยึดซากของลิงสายพันธุ์นี้ได้จากพรานป่าท้องถิ่น ซึ่งพิสูจน์ว่าพวกมันกำลังตกเป็นเหยื่อของ “ขบวนการล่าเนื้อสัตว์ป่าผิดกฎหมาย” นอกจากนี้ การขยายพื้นที่เกษตรกรรมโดยรอบอุทยานฯ ยังทำลายถิ่นที่อยู่อาศัยของพวกมันอย่างต่อเนื่อง

ผู้เชี่ยวชาญด้านนิเวศวิทยาชี้ว่า การเป็นสัตว์ประจำถิ่นที่มีพื้นที่อาศัยน้อยเช่นนี้ ทำให้เสี่ยงต่อการสูญพันธุ์สูงมาก ทีมนักวิจัยจึงเร่งเสนอให้องค์กรสากลจัดสถานะของลิงชนิดนี้ให้อยู่ในกลุ่ม “สัตว์ป่าใกล้สูญพันธุ์” เพื่อให้ได้รับความคุ้มครองทางกฎหมายอย่างเป็นทางการ พร้อมเตรียมวางแผนสำรวจเชิงลึกเพื่อประเมินประชากรและพฤติกรรมของพวกมันต่อไป.

ที่มา BBC / Science Magazine